Group Blog
 
All blogs
 

โลกาภิวัตรกับลูกหนังกลมๆ


ตั้งแต่มาอยู่เมืองนอกนี่ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับเพื่อนต่างชาติมากมายเลยครับ
บางคนมาจากประเทศแปลกๆ แบบที่ี่ต้องเปิดแผนที่ดูถึงจะรู้ว่าอยู่ส่วนไหนของโลก
เพื่อนที่มาจากต่างชาติต่างภาษานี้เค้าก็มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่เป็นของเค้าเอง และก็มีความสนใจหลากหลายกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินอยู่ ดนตรี หรือศิลปะ แต่มีสิ่งหนึ่งที่พอจะคุยกันได้เป็นเรื่องเป็นราวก็คือเรื่องของฟุตบอลนี่แหละครับ
ใช้ฟุตบอลเป็นภาษาสากลในการสื่อสารกัน

อย่างเวลาผมคุยกับเพื่อนชาวยูเครน เราคุยกันเรื่อง อันเดร เชฟเชนโก หรือไม่ก็ อันเดร แคนเชลสกี้ และเรื่องการเมืองภายในประเทศเขาที่ทำให้แคนเชลสกี้เลือกเล่นใหักับทีมชาติรัสเซีย
ทั้งๆ ที่เขาเป็นชาวยูเครน

มีเพื่อนมาจากชิลีอยู่คนนึง ถึงมันจะไม่ค่อยตามดูฟุตบอลมากนัก แต่ก็ยังอุตส่าห์โชว์ท่าดีใจแบบ มาเซโล่ ซาลาส ให้เพื่อนๆู (El Matador - มีใครจำได้ไหมครับ)

ส่วนกับอัลเฟรดที่มาจากคาเมอรูน เราคุยย้อนไปถึงบอลโลกปี 90 ที่มีโอมัม บียิค กับโรเจอร์ มิลล่าร์ เป็นตัวชูโรง

เวลาคุยกับเพื่อนเกาหลีที่อายุรุ่นเดียวกัน เรามักคุยกันเรื่องพี่ตุ๊ก ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน และความเก่งกาจของพี่ตุ๊กช่วงที่ไปค้าแข้งในลีกเกาหลี ขนาดที่ว่าเด็กผู้ชายเกาหลีแทบทุกคนต้องรู้จัก และนอกจากนี้ก็ต้องถือโอกาสเข่นพวกมันด้วย เอเชี่ยนเกมส์ และฟรีคิกมหัศจรรย์เมื่อเจ็ดแปดปีที่แล้ว

กับเพื่อนที่มาจากสเปน เราคุยกันเรื่องบาร์เซโลน่าเพราะมันมาจากแคว้นคาตาลัน เราละเรื่องรีลมาดริดไว้ในฐานที่เข้าใจว่าไม่ควรค่าแก่การสนทนา เพื่อนสเปนคนนี้ไม่ได้เป็นแฟนระดับฮาร์ดคอร์นัก แต่ก็เข้าสนามไปดูบาร์ซ่าแทบทุกปี
มันอ่านออกชื่อสนามว่า กามป์ นู (Camp Nou)นะครับ

ส่วนแฟนบาร์ซ่าอีกคน มาจากประเทศอาร์เซอไบจันในตอนกลางของเอเซีย หมอนี่ใส่เสื้อบาร์เซโลน่ามานั่งเรียนหนังสือเป็นประจำ และก็พร้อมจะคุยเรื่องฟุตบอลได้ตลอดเวลา ตอนนี้มัีนย้ายไปเรียนต่อ MBA ที่มหาลัยในบาร์เซโลน่่าแล้ว คงได้เชียร์บอลมากกว่าเข้าห้องเรียนแน่นอน

กับไอ้เจ้าอิกอร์ เพื่อนร่วมงานที่มาจากมอสโคว์ เราคุยกันเรื่องอดีตยอดโกล์แห่งโซเวียต ไรนาท ดาซาเยฟ เพราะอิกอร์มันเป็นหลานแท้ๆ ของดาซาเยฟ มันยังโชว์รูปถ่ายเก่าๆ ของมันที่ถ่ายกับดาซาเยฟ ให้ดูเลยว่ามันไม่ได้โม้ (นะเฟ้ย)
อิกอร์มันเล่าให้ฟังว่าชีวิตหลังการค้าแข้งของดาซาเยฟไม่ได้สวยหรูนัก เพราะติดเหล้าและการพนัน เพิ่งจะกลับมาตั้งตัวได้เมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้เค้ากำลังเป็นโค้ช ทำทีมเยาวชนให้รัสเซียอยู่

ฯลฯ ฯลฯ

บางครั้งการสื่อสารที่ดีก็ไม่จำเป็นต้องใ้ช้ภาษาเป็นสื่อกลางมากนัก




 

Create Date : 02 มีนาคม 2549    
Last Update : 25 มีนาคม 2549 23:33:34 น.
Counter : 145 Pageviews.  

March Madness : ความบ้าคลั่งแห่งเดือนมีนาคม



ย่างเข้าเดือนมีนาคม แฟนกีฬาที่อเมริกาก็จะเริ่มหันความสนใจไปที่บาสเกตบอลระดับมหาวิทยาลัยที่จะแข่งขันรอบชิงแชมป์ระดับประเทศกันในเดือนนี้ การแข่งขันนี้เค้าเรียกกันว่า NCAA Tournament หรือเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ March Madness - ความบ้าคลั่งแห่งเดือนมีนาคม ที่เรียกกันอย่างนี้เป็นเพราะคอกีฬาทั้งขาประจำและขาจรจะตั้งออกตั้งใจติดตามผลการแข่งขัน มีการทายผลการแข่งขันชิงเงินรางวัลกันทั่วไปหมด ใน NCAA Tournament นั้นมีทีมมหาวิทยาลัยได้รับเชิญเข้าแข่งขันทั้งหมด 64 (+1)ทีม แข่งกันแบบแพ้คัดออกเหมือนฟุตบอลเอฟเอคัพที่เราคุ้นเคยกัน เพื่อหาทีมชนะเลิศระดับประเทศ

ที่ทำงานเราก็เริ่มจะบ้าคลั่งไปกับเค้าด้วย มีการทำพูลให้คนทายผลการแข่งขัน ใครอยากร่วมสนุกก็จ่ายตังค่าสมัคร ผู้ชนะก็กินรวบเป็นค่ารางวัล ช่วงต้นเดือนมีนาคมอย่างนี้เป็นช่วงที่เอาไว้เก็บข้อมูล วิเคราะห์ความแข็งแกร่งและจุดอ่อนของทีมต่างๆ ก่อนที่จะถึงรอบแข่งขันจริง

March Madness นี้ในสายตาคนอเมริกันทั่วไปเค้าจะคุยว่าเป็นกีฬาทัวร์นาเมนท์ที่เข้มข้นและดุเดือดที่สุดในโลก แต่สำหรับคนนอกอย่างเราๆ ดูยังไงก็จะมีแต่ฟุตบอลโลก World Cup นี่แหละที่จัดว่าเป็นของจริงโดยไม่ต้องพึ่งโฆษณา




 

Create Date : 02 มีนาคม 2549    
Last Update : 2 มีนาคม 2549 12:50:59 น.
Counter : 198 Pageviews.  

เบสบอลในอเมริกา, Red Sox และ NY Yankees

--- เขียนไว้ตอนเดือนตุลาคม 2547 ---

Major League Baseball ในอเมริกานั้นถือกำเนิดขึ้นมาเป็นร้อยปีแล้วครับ

มีอยู่สองลีกคือ National League ที่เกิดขึ้นมาก่อน
มีทีมดังๆ อย่าง Atlanta Brave, Chicago Cubs, SanFran Giants, LA Dodgers, etc and etc.

ส่วน American League เกิดทีหลัง มีทีมดังๆ ก็อย่างเช่น New York Yankees, Boston Redsox เป็นต้น

ตอนแรกๆ นั้นแต่ละลีกจะมีทีมอยู่ประมาณสิบทีมได้
กระจายอยู่ตามเมืองใหญ่ทางด้านตะวันออกของอเมริกา
เช่น บอสตั้น นิวยอร์ค ฟิลาเดลเฟีย
รวมถึงชิคาโก ซึ่งอยู่ค่อนมาทางตอนกลางของประเทศ

เมื่อก่อนนั้น ลีกของใครก็ลีกของมัน
ทีมใน American League ก็แข่งกันเฉพาะใน American Leaque
ส่วน National League ก็เช่นเดียวกัน เล่นกันแค่ภายในลีกตัวเอง
ทีนี้เล่นไปเล่นมาทั้งสองลีกนี้เกิดมีความเห็นขึ้นมาว่า
ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว เอาแชมป์ของทั้งสองลีกมาแข่งกันเลยดีกว่า
จะได้รู้กันไปว่าไผเป็นไผ ลีกใครจะเป็นลีกที่ดีที่สุด
World Series ก็เลยเกิดขึ้นมาด้วยเหตุผลนี้เอง

กลับมาที่ตำนานคู้แค้นตลอดกาลดีกว่า
Red Sox กับ Yankees นี่เป็นทีมใน American League เหมือนกัน
ความที่ว่าเมืองบอสตั้นกับนิวยอร์คนี่อยู่ใกล้กัน
แถมทั้งสองทีมเป็นทีมใหญ่เก่าแก่เหมือนกัน
ก็เลยมีอาการเขม่นกันตามปกติของทีมกีฬาทั่วไป
(แบบ แมนยู กับ ลิเวอร์พูล เป็นต้น)

ช่วงแรกๆ นั้น Boston เป็นทีมที่ดีกว่า
ส่วน NY Yankees เป็นทีมที่ตั้งขึ้นมาใหม่
รูปแบบการบริหารยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไรนัก
สนามก็ยังไม่มีเป็นของตัวเอง
แฟนๆ ก็ยังไม่เยอะแยะเหมือนปัจจุบันนี้
เป็นรองแม้จะเทียบกันกับทีมอื่นในเมือง New York ในเวลานั้น
อย่างเช่น Brooklyn Dodgers และ NY Giants
(ทั้งสองทีมนี่เป็นทีมใน National Leauge
ภายหลังย้ายไปอยู่ LA และ San Fran ตามลำดับ)
จนกระทั่งทีม Yankees ตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุด
โดยการซื้อตัว Babe Ruth ไปจาก Boston นั่นแหละ
ที่ทำให้ NY Yankees กลายเป็นทีมที่มีผู้คนติดตามมากขึ้น
เพราะ Babe Ruth นั้นมีการเล่นที่เร้าใจ
ตีโฮมรันได้ถล่มทลาย ทุบสถิติเป็นว่าเล่น
ทีมก็เลยได้รับความนิยมมากขึ้นตามลำดับ

หลังจากนั้น Yankees ก็สร้างสนามใหม่เป็นของตัวเอง
ได้ชื่อเป็นทางการว่า Yankees Stadium
อยู่ทางใต้ของเขต Bronx ในนิวยอร์ค
และก็เป็น Babe Ruth นี่แหละที่เป็นแม่เหล็ก
เรียกคนดูเข้าสนามอย่างหนาแน่นตลอดเวลา
ถึงกระทั่งมีการเรียกชื่อเล่นของสนาม Yankees ว่าเป็น The House that Ruth Built
(บ้านที่ Ruth สร้างมากับมือ)

นอกจาก Ruth แล้ว Yankees ในยุคนั้นและยุคต่อๆ มาก็ประกอบไปด้วยผู้เล่นดังๆ มากมาย
ไม่ว่าจะเป็น Lou Gehrig, ที่มาตายเสียก่อนเวลาอันควร
หรือ 'Joltin' Joe DiMaggio
ที่ว่ากันว่าเป็นสัญลักษณ์ของฮีโร่แบบอเมริกัน
ถึงขนาดที่ Simon & Garfungkel เอาไปกล่าวถึงในเพลงฮิต Mrs.Robinson
"Where have you gone Joe Dimaggio,
The nation turn its lonely eyes to you"

และก็ Mickey Mantle ที่ถนัดทั้งซ้ายและขวา
เป็นกำลังสำคัญของทีมในยุค 50-60s
ซุปเปอร์สตาร์เหล่านี้นำความสำเร็จมาสู่ทีมอย่างต่อเนื่อง
ทำให้ NY Yankees มีแฟนๆ ล้นหลาม
และก็ได้แชม World Series เป็นว่าเล่น
เป็นทีมกีฬาอาชีพที่ประสบความสำเร็จที่สุดในอเมริกา

ส่วนที่ Boston RedSox กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม
คือไม่ได้พบกับความสำเร็จใหญ่ๆ อีกเลย
หลังจากขาย Babe Ruth ให้กับ Yankees ไปในปี 1919
ว่ากันว่าเป็นเพราะคำสาปของ Babe Ruth ตอนที่เขาถูกขายไปให้กับ Yankees
ตอนนั้น Babe Ruth สาปว่าขออย่าให้ RedSox ประสบความสำเร็จใดๆ อีกเลย
ถึงแม้ว่าทีมจะได้สุดยอดตัวตีที่เก่งสุดในประวัติศาสตร์เบสบอล
อย่าง Ted Williams เข้ามาร่วมทีมในช่วง 40-50s ก็ตาม
แต่ทีมก็ไปไม่ถึงดวงดาวซะที
เข้าชิงแชมป์ World Series ทีไร ก็พ่ายกลับไปทุกครั้ง

กาลเวลาผ่านไปอีกหลายปี
หลังจากนั้น Major League Baseball ก็ขยายวงกว้างออกไปตามความเจริญของประเทศ
มีทีมใหม่หลายทีมเกิดขึ้นตามเมืองต่างๆ
ทั้งสองลีกก็ขยายตัวออกไป
มีดิวิชั่นมากขึ้น ตามภูมิศาสตร์ (ตะวันออกตะวันตก)
ภายหลังถึงกับมีสามดิวิชั่น โดยเพิ่ม Central ขึ้นมาอีกอันนึง
เวลาผ่านไป แต่มีอยู่อย่างนึงที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
คือ Boston Redsox ก็ยังเล่นอยู่ในดิวิชั่นเดียวกับ NY Yankees
เหมือนเมื่อร้อยปีที่แล้วยังไงยังงั้น

พอเจอกันบ่อยๆ เยอะเย้ยถากถางกันบ่อยๆ เข้า
มันก็เลยกลายเป็นการเขม่นกันและก็เกลียดกันไปในที่สุด
Boston Redsox นั้นไม่เคยได้แชมป์มา 80 กว่าปีแล้ว
อยู่ใต้ร่มเงาความสำเร็จของ Yankees มาตลอด
พอมาปีนี้สร้างประวัติศาสตร์ มหัศจรรย์
โดนนำไปก่อน 3-0 เกมส์ เป็นทีมอื่นคงถอดใจยอมแพ้ไปนานแล้ว
แต่ Redsox ทีมนี้พลิกกลับมาอัด Yankees ได้อย่างเหลือเชื่อ
ส่งคู้แค้นลงหลุมคาบ้าน Yankees Stadium อย่างสะใจแฟนๆ

เท่านั้นยังไม่พอ ยังต่อด้วยการต้อน St.Louis Cardinals
ได้แชมป์ World Serie เป็นครั้งแรกในรอบ 86 ปี

ถือว่าเป็นความสำเร็จที่น่าจดจำจริงๆ




 

Create Date : 08 มีนาคม 2548    
Last Update : 2 มีนาคม 2549 12:49:48 น.
Counter : 7219 Pageviews.  

Kurt Warner

ไปขุดบทความเก่าๆ ที่เขียนไว้นานมาแล้ว
เกี่ยวกับควอเตอร์แบ็คมือดีคนนึง
ตอนนี้เขาย้ายจาก NY Giants ไปอยู่ Arizona Cardinals แล้ว
ประวัติของเขาน่าสนใจดีครับ
เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับหลายๆ คนด้วย

ว่าแล้วเริ่มเลยดีกว่าเอาเรื่องของ Kurt Warner มาฝากครับ ไม่รู้จะโพสท์ที่ไหนก็เอาเป็นว่าแปะไว้ในกลุ่มบาสฯ น่าจะใกล้เคียงนะครับ ถึงแม้ว่าปีนี้ Kurt จะอกหัก ไม่ได้แหวนซุปเปอร์โบล์มาติดนิ้วอีกหนึ่งวง แต่เขาก็ยังได้รับตำแหน่ง MVP ของลีกไปครอง (แบบฉิวเฉียด) ชีวิตของเคิร์ทเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนทั่วๆไปนะครับ เชื่อมั่นในตัวเอง ทำงานหนัก และอดทนกับโชคชะตาของตัวเอง ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ได้มาเขียนนี้มาจากหนังสือพิมพ์ DesMoines Register ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ประจำรัฐ ไอโอว่า ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเคิร์ทนั่นเอง

Kurt Warner เกิดที่เมือง Burlington และไปโตที่เมือง Cedar Rapids อันเป็นเมืองใหญ่อันดับสองในรัฐ พ่อกับแม่เขาแยกทางกันตั้งแต่ Kurt อายุได้สี่ขวบ แต่เขาก็มีครอบครัวที่นับว่าอบอุ่นพอใช้ได้โดยอาศัยอยู่กับแม่ในวันธรรมดา และไปอยู่กับพ่อ(และแม่ใหม่)ในวันสุดสัปดาห์

Kurt เรียนหนังสือจนจบชั้นมัธยมที่เมืองนั้น และเป็นดาราอเมริกันฟุตบอลของโรงเรียนด้วย กีฬาอีกชนิดหนึ่งที่เขามีความสามารถโดดเด่นก็คือบาสเกตบอล แต่ดูเหมือนว่าความสูงเพียงหกฟุตสองนิ้วของเขาจะไม่ดีพอสำหรับการเล่นในระดับมหาวิทยาลัย Kurt จึงมุ่งมันและทุ่มเทกับการเล่นอเมริกันฟุตบอลมากกว่ากีฬาชนิดอื่นๆ และแอบมีความหวังอยู่ลึกๆ ว่าจะได้เล่นในระดับ NFL ในอนาคต

ความมุ่งมั่นและเชื่อมั่นในตัวเองของเขาได้ฉายแววออกมาตั้งแต่ตอนนั้น ในช่วงเวลาก่อนจะจบการศึกษาระดับมัธยม ได้มีการแนะแนวสำหรับอนาคตของนักเรียน ครูได้ย้ำกับนักฟุตบอลของโรงเรียนว่า ในจำนวนนักกีฬาระดับมัธยมทั้งหมดเนี่ย จะมีเพียง สามเปอร์เซนต์เท่านั้นที่จะมีโอกาสได้เล่นถึงในระดับอาชีพ (เพื่อจะเตือนสติเด็กๆ ว่าให้ตั้งใจเรียนหนังสือดีๆ จะได้ไปประกอบอาชีพอื่นๆ ที่ดูจะมั่นคงและแน่นอนกว่า) แต่สำหรับเคิร์ทในเวลานั้น NFL ดูจะเป็นอนาคตเพียงอย่างเดียวที่เขาต้องการ เคิร์ทตอบครูของเขาไปว่า แล้วผมจะเป็นหนึ่งในสามเปอร์เซนต์ที่ว่านั้น

ตามธรรมเนียมปฎิบัติของกีฬาระดับมหาวิทยาลัยในอเมริกานั้น มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งเขาจะมีแมวมองเอาไว้คอยสอดส่องหาผู้เล่นระดับมัธยมที่มีหน่วยก้านดี (และมีฝีมือดีด้วย) เพื่อเสนอทุนการศึกษาให้ไปเล่นกับมหาวิทยาลัยนั้น ผู้เล่นคนไหนมีชื่อเสียงฝีมือดีก็จะได้รับการทาบทามจากหลายๆ แห่ง ซึ่งเด็กๆ ส่วนมากก็อยากที่จะไปเล่นกับมหาวิทยาลัยดังๆ (ซึ่งก็จะมีโอกาสก้าวขึ้นสู่ระดับอาชีพได้ง่ายกว่า) เคิร์ท วอร์เนอร์ ก็เป็นเหมือนเด็กหนุ่มในรัฐไอโอว่าทั่วๆ ไป ที่อยากจะไปเล่นให้กับมหาวิทยาลัยประจำรัฐ (ซึ่งในเวลานั้นมีชื่อเสียงโด่งดังในระดับประเทศอยู่พอสมควร)

แต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่เข้าข้างเคิร์ทซักเท่าไหร่เพราะเขาไม่ได้รับการทาบทามจากมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าในภูมิภาคนั้นซะเลย มหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวที่ยื่นข้อเสนอให้กับเคิร์ทคือมหาวิทยาลัยแห่ง Northern Iowa นั้นก็เป็นโรงเรียนระดับกลางๆ ไม่ได้ค่อยได้รับความสนใจจากแฟนกีฬาทั่วๆ ไปนัก ความฝันที่จะได้ใส่ชุดดำมีตราเหยี่ยวที่หมวก (สัญญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยประจำรัฐไอโอว่า) เล่นฟุตบอลต่อหน้าแฟนๆ เจ็ดหมื่นคน ดูเหมือนจะหลุดลอยไป

เคิร์ท ตัดสินใจไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย Northern Iowa นั้นโดยเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองว่า เขาน่าจะได้ลงแข่งเป็นควอเตอร์แบ็คตัวจริงของโรงเรียนได้โดยไม่ยากเย็นนัก และถ้าเขาโชว์ฟอร์มได้ดีสม่ำเสมอ ก็น่าจะไปเตะตาแมวมองของทีมระดับอาชีพได้เช่นกัน เคิร์ทไม่รู้ว่าโชคชะตากำลังรอคอยที่จะเล่นตลกกับเขาอีกในอนาคต

ชีวิตนักกีฬาที่ University of Northern Iowa ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่เคิร์ทหวังไว้ เขาใช้เวลาสามปีแรกหมดไปกับการเป็นตัวสำรองให้ควอเตอร์แบครุ่นพี่ เคิร์ทต้องรอจนกระทั่งปีสุดท้ายถึงจะมีโอกาสได้ลงเล่นเป็นตัวจริงกับเขาบ้าง ความฝันที่เขาต้องการจะไปเล่นต่อในระดับอาชีพได้ค่อยๆ ริบหรี่ลงเนื่องจากการที่เขาใช้เวลาส่วนใหญ่นั่งอยู่ข้างสนามนี้เอง (เมื่อไม่ได้ลงเล่น แมวมองก็ไม่ค่อยจะได้เห็นฝีมือ)

แต่เคิร์ท วอร์เนอร์ ก็คือเคิร์ท วอร์เนอร์ ผู้ไม่เคยท้อถอยกับชะตาชีวิต เมื่อมีโอกาสมาถึง เขาก็ใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์มากที่สุดที่เขาจะทำได้ เคิร์ทโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในปีสุดท้ายของชีวิตมหาวิทยาลัยนั่นเอง พาทีมเข้าถึงรอบรองชนะเลิศของการแข่งขันระดับ Division I-AA และก็ได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสิบเอ็ดผู้เล่นยอดเยี่ยมของลีก (หมายเหตุ ในสหรัฐฯ นั้นมีมหาวิทยาลัยเป็นพันๆ แห่ง ขนาดเล็กใหญ่ต่างกัน การจะเอาทีมใหญ่ๆ มาแข่งกับทีมเล็กๆ จะทำให้ไม่สนุกสูสีกันนัก เขาจึงมีการแบ่งออกเป็นดิวิชั่นต่างๆ ทีมใหญ่ก็แข่งในกลุ่มทีมใหญ่ ทีมเล็กก็เล่นกับทีมเล็ก ซึ่งโรงเรียนของเคิร์ทเป็นโรงเรียนระดับกลางๆ ไม่ใหญ่นัก)

เมื่อแสดงผลงานได้โดดเด่นขนาดนี้ ความฝันที่จะได้เล่นในระดับอาชีพก็กลับมาทำท่าว่าจะเป็นจริงอีกครั้ง

การคัดเลือกตัว (ดราฟท์) ผู้เล่นระดับมหาวิทยาลัยเพื่อไปเล่นต่อระดับ NFL นั้นเป็นขั้นตอนที่มีรายละเอียดปลีกย่อยมากมาย ในแต่ละทีมจะมีกลุ่มแมวมองเอาไว้เพื่อหาผู้เล่นเด่นๆ และเก็บสถิติต่างๆ ไว้ละเอียดยิบ นอกจากแมวมองประจำทีมต่างๆ แล้วก็ยังมีกลุ่มแมวมองอิสระซึ่งทำงานไม่ขึ้นกับทีมใดๆ อีกด้วย (ขายแต่ข้อมูลให้ทุกทีมที่สนใจ) ส่วนการคัดเลือกตัวผู้เล่นนั้นก็มีกติกาคร่าวๆ ว่าทีมหนึ่งให้เลือกได้เจ็ดรอบ โดยทีมที่มีสถิติ (แพ้ ชนะ) แย่ที่สุดในปีที่ผ่านมาจะได้สิทธิเลือกก่อน จากนั้นก็ให้ทีมที่มีสถิติรองๆ มาเลือกตามๆ กันไปเป็นลำดับจนครบแต่ละรอบ แล้วค่อยขึ้นรอบใหม่ (อันที่จริงการคัดเลือกตัวนี้มีรายละเอียดเยอะแยะ ถ้าจะพูดถึงทั้งหมดก็คงจะเยิ่นเย้อไป) การคัดเลือกตัวผู้เล่นนี้จัดเป็นงานสำคัญงานหนึ่งทีเดียว มีการถ่ายทอดโทรทัศน์ทางเคเบิลกันเอิกเกริกเพราะแฟนๆ ก็อยากรู้ว่าปีนี้ทีมตัวเองจะได้ผู้เล่นใหม่คนไหนบ้างที่จะเข้ามาเสริมทีม

เมื่อการคัดเลือกตัวมาถึง เคิร์ท วอร์เนอร์ ก็นั่งรอลุ้นดูทีวีอยู่ที่บ้านด้วยความไม่เป็นสุข (ถึงจะมีหวังเล็กๆก็ตาม) แต่สุดท้ายโชคชะตาก็ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเคิร์ทอีกเช่นเคย ไม่มีทีมใน NFL เลือกเขาไปเล่น ความฝันที่จะเป็นผู้เล่นอาชีพดับวูบลงอีกครั้ง เคิร์ท ตัดสินใจยังไม่ไปประกอบอาชีพอื่น ขอรอความหวังอีกซักพัก ซึ่งเคิร์ทก็ไม่ต้องรออยู่นานนัก ในปีนั้นเอง (1994) ทีมกรีนเบย์ แพคเกอร์ ยื่นข้อเสนอให้เคิร์ทไปร่วมฝึกซ้อมกับทีมที่รัฐวิสคอนซิน เผื่อว่าถ้ามีแววดีก็อาจจะเซ็นสัญญาเป็นผู้เล่นของทีมในอนาคต ซึ่งเคิร์ทก็รับข้อเสนอไปโดยใช้เวลาตัดสินใจไม่นานนัก เพราะการไปร่วมซ้อมหมายความถึงจะมีรายได้พอสมควร ดีกว่านั่งรอเวลาอยู่กับบ้าน เคิร์ทบอกปัดข้อเสนอจากทีม ซานดีเอโก้ ชาร์จเจอร์ และเลือกจะไปซ้อมกับกรีนเบย์ ซึ่งอยู่ใกล้บ้านมากกว่า

กรีนเบย์ แพคเกอร์ ในเวลานั้นมีควอเตอร์แบ็คดาวรุ่งที่เราๆ รู้จักกันดีอยู่หลายคน หนึ่งในนั้นก็คือ เบรท ฟาร์ฟ เจ้าของหมายเลข 4 ผู้โด่งดัง นอกจากนั้นยังมี มาร์ค บรูเนล ซึ่งต่อมาไปเล่นกับ แจคสันวิล จาร์กัวร์ และก็ ไท เดทเมอร์ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีชื่อเป็นที่รู้จักกันมากกว่าชื่อ เคิร์ท วอร์เนอร์ ไอ้หนุ่มบ้านนอกจากไอโอว่าแน่นอน ( เบรท ฟาร์ฟ ให้สัมภาษณ์ก่อนการแข่งขันรอบเพลออฟที่ผ่านมา ที่แรมส์ เจอกับแพกเกอร์ว่า เขาแทบจะจำไม่ได้ว่ามีชื่อ เคิร์ท วอร์เนอร์ อยู่ในทีมฝึกซ้อมด้วยในปีนั้น)

เคิร์ท ใช้เวลาที่กรีนเบย์ ไม่มากนัก เขาถูกปฎิเสธด้วยเหตุผลที่ว่าทีมไม่มีที่ว่างพอสำหรับควอเตอร์แบคคนที่สี่ ซึ่งตัวเขาเองก็เข้าใจเหตุผลเป็นอย่างดีและก็ได้รู้ว่าเขายังต้องเรียนรู้อีกเยอะถ้าต้องการจะเล่นในระดับ NFL จริงๆ จากนั้นเคิร์ทขับรถกลับบ้านที่ไอโอว่า ซึ่งรถกระบะที่ว่านี้ซื้อจากเงินที่ได้รับจากการไปร่วมซ้อมที่กรีนเบย์นั่นเอง

เมื่อกลับถึงบ้าน เคิร์ท ผู้ซึ่งกลายเป็นคนว่างงาน ต้องการหารายได้มาจุนเจือครอบครัว (ในเวลานั้นเคิร์ทย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านของภรรยาเขาแล้ว ซึ่งภรรยาเขามีลูกติดมาด้วยอีกสองคน) เมื่อยังไม่อยากมีงานประจำทำเป็นหลักแหล่ง ทางเลือกที่ง่ายที่สุดของเคิร์ทก็คือไปทำงานที่ซุปเปอร์มาร์เกตในเมืองที่อยู่นั่นเอง เคิร์ททำงานเป็นคนจัดชั้นวางของ ถูพื้น จิปาถะ โดยเลือกทำงานในกะกลางคืน จะได้มีเวลาตอนกลางวันเอาไว้ซ้อมฟุตบอล (เห็นไหมครับว่า เคิร์ทยังอดทนกับชะตาชีวิตได้ดี และยังไม่ทิ้งความหวังที่เคยมีอยู่) เผื่อว่าถ้าได้ไปร่วมซ้อมกับทีมอื่นๆ อีกจะได้มีร่างกายที่สมบูรณ์ดีอยู่

หมายเหตุจากผมเอง ... ซุปเปอร์มาร์เกตที่ว่านี้มีชื่อว่า Hy Vee เป็นซุปเปอร์มาร์เกตขนาดใหญ่ มีสาขาทั่วไปในเมืองต่างๆ ของรัฐไอโอว่าครับ สะอาด ใหญ่โต แต่แพงเหมือนกันนิ

ทำงานซุปเปอร์มาร์เกตได้ซักระยะหนึ่ง เคิร์ท วอร์เนอร์ ก็ได้พบกับโอกาสอีกครั้งในชีวิตเมื่อทีมในอารีนาฟุตบอลลีก ประจำรัฐไอโอว่า ชื่อทีม Iowa Barnstormers เกิดสนใจอยากจะได้เขาไปร่วมทีม ซึ่งก็น่าจะเป็นว่า เคิร์ท มีชื่อเสียงในระดับรัฐอยู่พอสมควร ผู้คนก็ยังคงจะพอจำเขาได้ (หมายเหตุ อารีนา ฟุตบอล เป็นอเมริกันฟุตบอลแบบที่เล่นกันในร่ม สนามมีขนาดเล็กกว่าปกติ มีผู้เล่นน้อยกว่า และจะเล่นเกมส์ขว้างซะเป็นส่วนมาก) เคิร์ท ตัดสินใจเดินทางไปร่วมทีมซึ่งเล่นประจำที่เมือง เดอส์มอยน์ ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านเขาไปประมาณสองชั่วโมง เคิร์ทให้สัมภาษณ์ตอนหลังว่าเขาไม่ค่อยจะรู้จักอารีนาฟุตบอลเท่าใดนักเพราะมันไม่ค่อยจะให้ความรู้สึกเหมือนอเมริกันฟุตบอลจริงๆ ซักเท่าไหร่ ผู้เล่นที่มาเล่นก็เป็นผู้เล่นเกรดสองจากระดับมหาวิทยาลัยที่ไม่ได้ก้าวขึ้นไปเล่นใน NFL แถมรูปแบบการจัดการแข่งขันก็ออกไปในทางงานวัด ไม่ค่อยยิ่งใหญ่เท่าไหร่เลย เมื่อเทียบกับ NFL ในฝันของเขา แต่เมื่อโอกาสมาถึงเขา เคิร์ทก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดไปอีก

เกมส์แรกที่ Iowa Barnstormers เป็นฝันร้ายของเคิร์ทอย่างแท้จริง เขาไม่นึกมาก่อนว่าเกมส์อารีน่ามันจะมีความเร็วสูงขนาดนั้น เนื่องจากสนามมีขนาดเล็ก ควอเตอร์แบกก็มีเวลาตัดสินใจน้อยมากในการเลือกขว้าง ในเกมส์แรก เคิร์ทขว้างไม่ออกเลย และเสียไปสองอินเตอร์เซป แต่ในเวลาต่อมาเมื่อปรับตัวได้แล้ว เคิร์ทก็ได้รู้ว่าอารีนาฟุตบอลนั้นเหมาะมากสำหรับเขาซึ่งเป็นควอเตอร์แบคในสไตล์ขว้างเป็นหลัก (ไม่ค่อยวิ่งเองบ่อยๆ) เขามีสถิติที่น่าสนใจในระดับอารีนาฟุตบอลอยู่หลายรายการ แต่เราจะผ่านๆ
มันไปละกันนะครับ

หมายเหตุจากผม(อีกแล้ว)....ที่เคิร์ทพูดท่าจะจริง จะเห็นได้ว่าในตอนที่เขามาอยู่กับแรมส์แล้ว เคิร์ทจัดเป็นผู้เล่นประเภทมีแขนเหมือนเป็นปืนไรเฟิลที่จับเป้าไกลๆได้แม่นยำ ขว้างแหลกจนได้เป็นเจ้าของสถิติต่างๆอยู่หลายรายการ

หลังจากปรับตัวได้ เคิร์ท พาทีมเข้ารอบเพลออฟ อยู่หลายครั้ง มีอยู่ปีหรือสองปีที่พาทีมไปถึงรอบชิงชนะเลิศ (อารีนาโบว์ อะไรทำนองนั้น) แต่ก็ไม่เคยเป็นแชมป์กะเขาซะที จากฟอร์มอันโดดเด่นของเคิร์ทนี่เองที่ทำให้แมวมองในระดับ NFL เริ่มหันมาสนใจเขาอีกครั้ง

เคิร์ท วอร์เนอร์ เป็นฮีโร่ของรัฐไอโอว่าจริงๆ ครับ ผมไปที่สนามบิน ยังเห็นเสื้อทีม บาร์นสตอร์มเมอร์ สีดำขลิบแดงทอง เบอร์สิบสาม มีชื่อ วอร์เนอร์ ปะกลางหลัง ขายอยู่เลยครับ ถึงเคิร์ทจะไปอยู่แรมส์ตั้งนานแล้ว

เมื่อประสบความสำเร็จในระดับอารีน่าฟุตบอล ชีวิตของเคิร์ท ก็เริ่มจะลงตัว เขาเคยคุยกับเพื่อนๆว่า ชีวิตเขาลงตัวแล้วและเขาก็ดูเหมือนจะหมดความท้าทายอื่นๆ แล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นานนักก็มีทีมใน NFL Europe ติดต่อเข้ามาหลายทีมเพื่อต้องการจะได้ตัวเขาไปร่วมทีม เคิร์ทซึ่งเวลานั้นมีบ้านและครอบครัวแล้ว บอกปัดข้อเสนอต่างๆ ไปหมด ยกเว้นเสียแต่ข้อแม้ที่ว่าต้องมีทีมใน NFL เซ็นสัญญากับเขาก่อน แล้วให้ทีม NFL นั้นทำสัญญาให้ทีมใน NFL Europe ยืมตัวเขาไปเล่น เขาจึงจะยอมไปเล่น ซึ่งในเวลานั้นทีมอัมสเตอร์ดัม แอดมิรัล แห่งเนเธอร์แลนด์ พยายามติดต่อไปทีมต่างๆ ใน NFL แต่ก็ได้รับการปฎิเสธ จนกระทั่งมาเจอกับทีม เซนท์หลุยส์ แรมส์ ซึ่งในเวลานั้นมีผู้บริหารคนหนึ่งรู้จักกับโคชเก่าของ เคิร์ทตอนที่เล่นอยู่มหาวิทยาลัย (ให้โคชช่วยกล่อมนั่นเอง) เคิร์ทเชื่อในคำของโค้ชที่บอกว่าต้องฉวยโอกาสนี้ไว้ (แล้วเอ็งจะได้ดี) เดินทางข้ามทวีปไปเล่นใน NFL Europe ให้กับอัมสเตอร์ดัม

เคิร์ท สร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองมากพอสมควรที่อัมสเตอร์ดัม หลังจากใช้ชีวิตในยุโรปได้หนึ่งปีเขากลับมาเป็นควอเตอร์แบคมือสามให้กับเซนต์หลุยส์ แรมส์ ปีถัดมาเขาได้เลื่อนขั้นขึ้นมาอีก เป็นมือสองรองจาก เทรนต์ กรีน มือดีซึ่งเพิ่งย้ายเข้ามาร่วมทีมและกลายเป็นความหวังใหม่ของเซนต์หลุยส์ในเวลานั้น (ไม่มีใครรู้จักวอร์เนอร์เช่นเคย)

ในช่วงก่อนเปิดซีซั่นนั้นเอง เทรนต์ กรีน ได้รับอุบัติเหตุเข่าหักต้องพักตลอดซีซั่น โค้ช ดิ๊ก เวอร์มิล ตัดสินใจครั้งสำคัญมอบตำแหน่งควอเตอร์แบคตัวจริงให้ไอ้หนุ่มบ้านนอก เคิร์ท วอร์เนอร์ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก ท่ามกลางเสียงคัดค้านทั่วไป เวอร์มิลบอกกับนักข่าวว่า เคิร์ท กับ เทรนต์ ก็เหมือนๆ กันน่ะแหละ ในสนามซ้อมก็เล่นได้พอๆ กัน แถมเคิร์ทก็ไม่เด็กแล้วด้วย ประสบการณ์ก็น่าจะพอไปได้สำหรับเกมส์ระดับนี้

เรื่องราวหลังจากนั้นเราก็คงจะพอรู้กันอยู่แล้วนะครับ เคิร์ทเล่นดีสุดๆ ขว้างแล้วขว้างอีก พาทีมเข้าเพลออฟ เคิร์ทกลายเป็น MVP เป็นแชมป์ซุปเปอร์โบล์ ไปเที่ยวดิสนี่ย์เวิร์ล เป็นนายแบบให้ซุปแคมเบลและคอร์นเฟลคหลายยี่ห้อ (ซึ่งก็ไปวางขายที่ซุปเปอร์มาร์เกตที่เขาเคยทำงานนั่นแหละ) เขาให้สัมภาษณ์ตอนที่รับถ้วย วินซ์ ลอมบาร์ดี ได้อย่างกินใจคนทั่วประเทศว่า "Before you want everybody to believe in you, you gotta believe in yourself first" ,ก่อนที่คุณจะให้คนอื่นๆ มาเชื่อถือในตัวคุณ คุณจะต้องเชื่อถือในตัวเองก่อน

หมายเหตุ.... ผมชอบประโยคนี้แฮะ และก็ชอบด้วยที่เคิร์ทเป็นคนที่ไม่ย่อท้อกับโชคชะตาของตัวเอง พยายามทำโอกาสที่ตนเองมีอยู่ให้ดีที่สุด และก็ไม่ละทิ้งความฝันของตัวเอง ....เมื่อไหร่จะทำเป็นหนังฮอลลีหวูดก็ไม่รู้นะ

จบดีกว่า เมื่อยแล้วครับ ขอบคุณที่ตามอ่านจนจบ
อ้อผมได้ข้อมูลจาก
http://desmoinesregister.com/sports/extras/warner/index.html และก็ Beyond the Glory, Fox SportNetsครับ




 

Create Date : 07 มีนาคม 2548    
Last Update : 7 มีนาคม 2548 11:04:01 น.
Counter : 389 Pageviews.  


hvacboy
Location :
Minneapolis, Minnesota United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




www.flickr.com
This is a Flickr badge showing photos in a set called Twin Cities. Make your own badge here.
Friends' blogs
[Add hvacboy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.