Group Blog
 
All blogs
 

Sukiyaki - Ue o Muite Arukou


วันนี้เป็นวันเสาร์ที่น่าเบื่อพอประมาณ ฝนตกพรำ ฟ้าปิดทั้งวัน
ที่กะว่าจะออกไปถ่ายรูปซักหน่อยเลยจบเห่กันพอดี
เอาไว้หมดฤดูหนาวก่อนคงได้ถ่ายรูปมากกว่านี้

ความที่นั่งอยู่บ้านไม่มีอะไรทำนัก ก็เลยเปิดเว็บซะหน่อย
กะว่าจะหาเพลงฟังเอาใน bloggang นี่ละกัน
เห็นมีคนบอกว่ามีเพลงให้ฟังเยอะมาก ทั้งเก่าและใหม่
เปิดไปเปิดมาก็มาสะดุดตาเข้ากับเพลงนึงชื่อ Sukiyaki ทีอยู่ในบล็อกของคุณ Winterberry
สะดุดตาและคุ้นหูมาก เพราะเคยฟังมาตั้งแต่ตอนเด็กๆ
สมัยเทปผี พีค็อก ม้วนละยี่สิบบาท ประมาณนั้น
ตอนนั้นรู้แต่ว่าชื่อเพลง สุกี้ยากี้ เป็นเพลงญี่ปุ่น มีผิวปากด้วย เท่ห์ชะมัด
ยังงงอยู่เลยว่าเพลงเพราะเพลงนี้มันจะมีอะไรไปเกี่ยวข้องกับอาหารได้
แต่ก็เอาเป็นว่าชอบมากก็ละกัน ทั้งสุกี้ที่เป็นเพลง และสุกี้ที่เป็นอาหาร

ความที่ว่าวันนี้มีเวลาว่างมากเกินไปหน่อย ประกอบกับความอยากรู้
ก็เลยนั่งหา mp3 กับที่มาของเพลง Sukiyaki นี้จากในอินเตอร์เนต
มาได้ข้อมูลหลักจาก wikipedia (ขอให้วิกิพีเดียจงเจริญ)
ได้ความว่าชื่อจริงของเพลงนี้ คนญี่ปุ่นเค้าเรียกว่า Ue o Muite Arukou

ถ้านึกไม่ออกก็นึกถึงประโยคแรกของเพลงนั่นแหละ เป็นชื่อของเพลงนี้
แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า I look up as I walk
และก็แปลเป็นไทยอย่างไม่สละสลวยได้ว่า "ฉันเงยหน้าเมื่อฉันเดิน" (เฉิ่มสนิท)
มีคำแปลจากญี่ปุ่นเป็นอังกฤษที่ เว็บ นี้นะครับ ถ้าสนใจไปอ่านต่อได้

เนื้อหาของเพลงนี่คลาสสิคถูกใจจิ๊กโก๋มาก
เกี่ยวกับผู้ชายอกหัก ผิดหวังจากความรัก
ดังนั้นเวลาเดิน ก็เลยต้องเงยหน้า เพื่อไม่ให้น้ำตาไหลลงพื้น
ที่นี้เวลาเงยหน้ามองฟ้าทั้งน้ำตา ก็เลยเห็นดวงดาวเรือนรางเนื่องจากม่านน้ำตา (โฮ โฮ)

ขนาดเพลงนี้ฮิตมาตั้งกว่าสี่สิบปีแล้วนะ เนื้อหายังทันสมัยใช้ได้เลย (Pun intended)

เพลงสุกี้ยากี้นี้ออกอากาศครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 1961
ใช้ชื่อจริงว่า Ue O Muite Arokou
มาดังเป็นสุดๆ ตอนเข้าชาร์ตบิลบอร์ดในอเมริกาเมื่อปี 1963
บริษัทแผ่นเสียงเปลี่ยนชื่อเพลงซะใหม่เป็น Sukiyaki เพราะฝรั่งออกเสียงได้ง่ายกว่า
ทั้งทั้งที่ความหมายของเพลงไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับสุกี้ยากี้เลยแม้แต่น้อย

เพลง Sukiyaki นี้ไต่อันดับขึ้นไปถึงอันดับสูงสุดในบิลบอร์ดชาร์ต
นับเป็นเพลงญี่ปุ่นเพลงแรกและเพลงเดียวที่ประสบความสำเร็จในระดับนี้
หลังจากนั้นก็มีคนเอาเนื้อร้องมาแปลให้เป็นอังกฤษ โดยคงความหมายเดิมไว้
และก็มีคนเอาไปร้องกันอีกมากมาย นับรวมกันได้กว่า 40 เวอร์ชั่น

ลองไปหาฟังดูได้จากเว็บนี้ละกันนะครับ เจ้าของเว็บเค้ารวบรวมไว้ได้ดีมาก
http://www.maddmansrealm.com/sukiyaki/mp3.htm
ที่แนะนำให้ลองฟังดูคือของนักร้องต้นฉบับ Kyu Sakamoto
และก็ของเวอร์ชั่นของปู่ Bob Dylan ที่ไปเปิดคอนเสริตที่โตเกียวพร้อมกับลุง Tom Petty
อันนั้นเค้าโซโลกีต้าร์กันและมีคนดูร้องตามกันทั้งคอนเสริตฮอล ฟังแล้วขนลุก

ในส่วนตัวของผมนั้นชอบเพลงนี้มาก
เพลงเพราะ ทำนองติดหู เรียบง่าย และมีสเน่ห์
งานเรียบเรียงประณีตมาก เสียงเครื่องดนตรีหลักและส่วนประกอบลงตัวดี ไม่ขาดไม่เกิน
ไม่น่าเชื่อว่าเพลงนี้อัดมาตั้งกว่าสี่สิบปีแล้ว
ตั้งแต่สมัยที่เทคโนโลยี่ห้องอัดยังไม่เจริญมากมายนัก


ปิดท้ายด้วย implication จากเพลงนี้ละกันครับ

"เงยหน้ารับความความเศร้า ถึงแม้จะเหงาในค่ำคืนนี้"




-- Peace --




 

Create Date : 29 มกราคม 2549    
Last Update : 29 มกราคม 2549 8:38:15 น.
Counter : 447 Pageviews.  

กลับมาแล้ว


ในที่สุดก็กลับมาบ้านซะที
หลังจากสมบุกสมบันมาหลายวัน
เอาไว้จะเขียนเป็นเรื่องเล่ามาให้อ่านกันนะ
เอาแบบเป็น Travel Essay ว่ากันยาวๆ ไปเลย
คราวนี้ตั้งใจจริงละ ต้องเขียนให้จบให้ได้
คอยติดตามทาง group blog Trip to Vancouver ทางด้านซ้ายมือนี้ก็ละกันนะครับ

Currently listen: Wake me up when September End - Green Day




 

Create Date : 14 มกราคม 2549    
Last Update : 18 มกราคม 2549 12:12:20 น.
Counter : 140 Pageviews.  

จะไปเที่ยวแล้น


พรุ่งนี้จะไปเที่ยวแล้ว (ไชโย) ตื่นเต้นเหมือนกันนะเนี่ย
งวดนี้จะไปเล่นสกีที่ Whistler ในแคนาดานะครับ
ใกล้ๆ กับเมืองแวนคูเวอร์ทางฝั่งตะวันตกของประเทศ
เล่นสกีสามวัน แล้วเที่ยวต่อในแวนคูเวอร์อีกสามวัน
หวังว่าคงจะไม่เดี้ยงจนเกินไป

เอาไว้กลับมาเมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟังละกันนะครับ


Currently read: A Painted House by John Grisham
Currently listen: X&Y - Coldplay




 

Create Date : 06 มกราคม 2549    
Last Update : 6 มกราคม 2549 10:52:38 น.
Counter : 147 Pageviews.  

วันนี้ดู dvd : เรื่อง Fever Pitch



ตอนแรกว่าจะเขียนเรื่องของพ่อให้จบซะหน่อย แต่ยังไม่สำเร็จซักที เรียบเรียงเท่าไหร่ก็ไม่ถูกใจ ไม่ลื่น เลยคิดว่าเก็บเอาไว้ก่อนดีกว่า เอาไว้โอกาสเหมาะๆ ค่อยกลับไปเขียนอีกครั้ง วันนี้หันมาเขียนอะไรเบาๆ หน่อยดีกว่า เกี่ยวกับภาพยนตร์นะ นานๆ จะเขียนเรื่องราวทำนองนี้ซักครั้ง ลองอ่านดูละกันว่าจะพอไปวัดไปวาได้หรือเปล่า

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ เรามีโอกาสได้นั่งอยู่บ้าน ดูหนังง่ายๆ ใสๆ อยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือ Love Actually ที่ใครต่อใครชอบกัน หนังเรื่องนี้คงมีคนเขียนถึงเยอะแล้ว เอาไว้ถ้ามีโอกาสเราจะเขียนจากมุมมองของเราบ้าง ตอนนี้ข้ามไปถึงเรื่องที่สองเลยดีกว่า ชื่อเรื่องว่า Fever Pitch เป็นหนัง Romantic Comedy เนื้อเรื่องเกี่ยวกับกีฬาเบสบอลเป็นหลัก

Fever Pitch นี้เดิมทีเป็นหนังสือมาก่อน แต่งโดย Nick Hornsby เนื้อเรื่องของแท้และดั้งเดิมนี้กล่าวถึงชีวิตของแฟนบอลทีมอาร์เซนอลอยู่คนนึง Fever Pitch ภาคอังกฤษนี้เคยทำเป็นหนังเมื่อหลายปีมาแล้ว แสดงนำโดย โคลิน เฟิร์ท พระเอกมาดนิ่งจากเรื่อง Bridgette Jone's Diary จำได้ว่ายูบีซีเคยเอาเข้ามาฉายในบ้านเรา ผมเคยดูด้วยแหละ ตอนจบเป็นช่วงที่อาร์เซนอลบุกไปชนะลิเวอร์พูล 2-0 ถึงแอนฟิลด์ และก็ได้แชมป์ดิวิชั่นหนึ่งปีนั้นไปครอง

Fever Pitch ภาคอเมริกานี้เค้าเอาเนื้อเรื่องมาดัดแปลงเล็กน้อยให้เข้ากับบรรยากาศแบบเมกัน แทนที่จะเป็นฟุตบอล เค้าก็เปลี่ยนให้เป็นเบสบอล ซึ่งเป็นกีฬาอาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศ มีประวัติและตำนานประดับอยู่เต็มไปหมดเช่นเดียวกับฟุตบอลอาชีพในประเทศอังกฤษที่คนไทยเราคุ้นเคย

พระเอกของเรื่อง (แสดงโดย Jim Fallon นักแสดงฝีมือดีจาก Saturday Night Live) เป็นคุณครูโรงเรียนมัธยม ออกแนวสูตรสำเร็จของพระเอกหนังแนวนี้ คือ นิสัยดีมีอารมณ์ขัน เป็นที่รักใคร่ของคนรอบข้าง และแน่นอน เป็นโสดสนิท ตาพระเอกนี่เป็นแฟนเบสบอลชนิดเข้ากระดูกดำ หายใจเข้าออกเป็นเบสบอลไปหมด เข้าใจว่าสาเหตุหลักที่ทำให้หมอนี้ยังเป็นโสดอยู่ก็คือเบสบอลนั่นเอง โดยเฉพาะทีมรักของเขา Boston Redsox

นางเอกของเรื่องแสดงโดย Drew Barrymore เล่นเป็นผู้หญิงทำงานเก่งออกแนว working woman ประสบความสำเร็จเยอะแยะ และยังเป็นโสดอยู่เช่นกัน

หนังดำเนินเรื่องตามมาตรฐานของ Romantic Comedy ทั่วไป คือพระเอกเจอกับนางเอก ชอบพอกัน เป็นแฟนกัน และก็ ... มีมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งมือที่สามในเรื่องนี้ก็คือเบสบอล Boston Redsox ที่ดูเหมือนจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับชีวิตของพระเอกเต็มไปหมด แต่ในท้ายที่สุดเรื่องราวก็คลี่คลายไปในทางดี (ตามสูตรเป๊ะ) Happy ending ในตอนจบ

ในหนัง มีมุมสวยๆ ของเมือง Boston ให้เห็นเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นมุมกว้างจากท้องฟ้า หรือตามถนนเล็กๆ ที่มีสเน่ห์เป็นของตัวเอง และที่เด่นมากๆ เห็นจะเป็นภาพของสนาม Fenway Park ซึ่งเป็นสนามของทีม Boston Redsox เรื่องนี้ใครเป็นแฟนเบสบอลดูแล้วคงมีความสุขใช้ได้เลย ภาพบรรยากาศในสนามก็ทำออกมาดูมีชีวิตชีวาดีมาก ส่วนนึงเป็นเพราะเค้าเอาภาพเหตุการณ์จริงในสนามมาตัดต่อเข้าไปในภาพยนตร์นั่นเอง

สรุปว่าเรื่องนี้ แนะนำให้ดูนะครับ เหมาะมากสำหรับตอนเริ่มเดทกันใหม่ๆ เพราะความที่เป็นเรื่องราวใสๆ ไม่ซีเรียสมากนักและไม่เลี่ยนจนเกินไป แต่มีสาระพอประมาณ



ผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับเบสบอลเอาไว้อยู่เรื่องนึง ถ้าสนใจก็เข้าไปอ่านกันละกันนะครับ

http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=hvacboy&group=5





 

Create Date : 12 ธันวาคม 2548    
Last Update : 15 ธันวาคม 2548 12:09:14 น.
Counter : 548 Pageviews.  

พ่อของผม ตอนที่ 1

เขียนไว้ในโอกาสวันพ่อแห่งชาติ ปี 2548




เกริ่น : วันที่เริ่มเขียนเรื่องนี่เป็นวันที่ 3 ธันวาคม ถ้าเป็นเวลาไทยก็คงจะย่างเข้าวันที่ 4 แล้ว ใกล้จะถึงวันพ่อแห่งชาติเต็มทน ผมว่าจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับคุณพ่อของผมซะหน่อย ถือเป็นการทบทวนความทรงจำดีๆ และก็ถือเป็นการทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ให้คุณพ่อไปในตัว เรื่องราวหลายๆ อย่างในบทความนี้อาจจะมีส่วนคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงไปบ้าง ก็ขอให้ถือว่าผมเขียนจากความทรงจำและจากมุมมองส่วนตัวของผมละกันนะครับ

หมายเหตุ: เข้าใจว่าพ่อผมเค้าคงไม่ได้เข้ามานั่งเปิดเน็ทอ่านหรอกนะ แต่ถ้ามีใคร print ออกมาให้อ่านก็คงจะดีไม่น้อย



ปีนี้คุณพ่ออายุได้หกสิบปีแล้ว ถ้าตามธรรมเนียมจีนก็ถือเป็นปีแซยิด แต่ความที่ลูกๆ ดันไปอยู่กันไกลบ้านซะหมด ก็เลยไม่ค่อยได้ฉลองกันใหญ่โตเท่าไร เอาไว้กลับบ้าน อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเมื่อไหร่ค่อยจัดงานใหญ่กัน

พ่อผมเป็นลูกจีนเกิดในไทย เรียนโรงเรียนไทยมาตลอดเลยอ่านเขียนจีนไม่ได้ซักตัว พูดภาษาแต้จิ๋วได้นิดหน่อย แต่หลังๆ ไม่ค่อยได้เห็นพ่อพูดจีนเท่าไหร่แล้ว คงเป็นเพราะคนรุ่นหลังเค้าไม่ค่อยพูดจีนกัน ถึงพ่อจะไม่เคยสอนลูกๆ ให้พูดจีนแต่พ่อก็เล่าเรื่องเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเมืองจีนและธรรมเนียมจีนให้ลูกๆ ฟังอยู่เป็นประจำ พอผมมาอยู่เมืองนอกก็เลยได้เห็นประโยชน์จากเรื่องราวพวกนั้นบ้าง โดยเฉพาะเวลาคุยกับเพื่อนชาวจีน ฮ่องกง หรือไต้หวัน

ตอนผมเป็นเด็กไม่ค่อยได้มีเวลาอยู่กับคุณพ่อมากนัก ความที่พ่อทำงานอยู่ต่างจังหวัดแทบจะตลอดเวลา นานๆ พ่อจะกลับบ้านซักทีนึง แต่ตอนปิดเทอมเราจะยกโขยงกันไปอยู่บ้านพ่อที่ต่างจังหวัด ถือเป็นการไปเที่ยวพักผ่อนไปในตัว บางปีเราไปเชียงใหม่ บางปีไปสุราษฏร์ สมัยก่อนเมืองไทยเรายังการคมนาคมไม่สะดวกสบายเท่าปัจจุบันนี้ จะไปเชียงใหม่ทีถ้าไม่ขับรถไปเองก็ต้องนั่งรถไฟจากหัวลำโพง เครื่องบินไม่ต้องพูดถึงเพราะตอนนั้นมันแพงเหลือเกินเทียบกับฐานะของบ้านเรา แต่ผมชอบนั่งรถไฟนะ เพราะมันมีที่ให้เดินเล่นเยอะดีและก็มีหยุดตามสถานีต่างๆ ด้วย มีเวลาให้เราลงไปวิ่งเล่นได้พักนึง คุณพ่อผมเค้าจะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาเล่าให้ลูกๆ ฟังตลอด ทำให้การเดินทางไม่น่าเบื่อ

พ่อเป็นคนชอบเที่ยวซอกแซกไปตามที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เมื่อนานมาแล้วพ่อเคยพาไปนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปบางซื่อ ตอนนั้นผมเป็นเด็กมาก จำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว พอถึงบางซื่อก็ลงรถแล้วต่อรถไฟกลับเข้าหัวลำโพง พอโตขึ้นมาหน่อยพ่อก็พาไปนั่งเรือด่วนเจ้าพระยา จากวัดพระยาไกรขึ้นเหนือไปจนถึงท่าน้ำนนท์ แล้วก็นั่งกลับจากท่าน้ำนนท์มายังวัดพระยาไกร ระหว่างทางพ่อจะเล่าเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับสองฝั่งแม่น้ำให้ฟังไปตลอดทาง ตั้งแต่สะพานตากสิน ท่าน้ำโอเรียนเต็ล แบ็งค์สยามกัมมาจล อู่เรือบางกอกด็อค กรมอู่ทหารเรือ ศิริราชพยาบาล ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไปจนถึงโรงเหล้าบางยี่ขัน สะพานพระรามหก ฯลฯ ไม่รู้ว่าพ่อไปจำเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้มาได้อย่างไร เอาไว้ถ้าผมมีลูกผมจะพามันไปนั่งเรือบ้าง จะได้เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้มันฟัง

ตอนถัดไปจะตามมาเร็วๆ นี้นะครับ




 

Create Date : 06 ธันวาคม 2548    
Last Update : 6 ธันวาคม 2548 14:49:29 น.
Counter : 145 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

hvacboy
Location :
Minneapolis, Minnesota United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




www.flickr.com
This is a Flickr badge showing photos in a set called Twin Cities. Make your own badge here.
Friends' blogs
[Add hvacboy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.