Jerry Yan & F4 only
Group Blog
 
All blogs
 

Loving in Taiwan ตอนที่ 6



เวลาประมาณ 11 โมงเศษ ชายหนุ่มก็ขับรถมาถึงที่จอดรถของห้าง Breeze Center พอดี ชายหนุ่มปลดเข็มขัดนิรภัยเสร็จแล้วจึงหันไปปลุกแม่เลี่ยว
“แม่ฮะ ๆ ถึงห้างแล้วฮะแม่” ชายหนุ่มยิ้มแย้มให้แม่เลี่ยว
แม่เลี่ยวค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมามองหน้าลูกชาย พร้อมกับถามชายหนุ่มว่า
“ถึงแล้วเหรอลูก แม่ฟังเพลงเพลินหลับไปเลยล่ะ แต่เหมือนแม่จะได้ยินเสียงลูกร้องเพลงด้วยนะ” แม่เลี่ยวถามลูกชายด้วยคิดว่าฟังเพลงเพี้ยนไปหรือเปล่า ช่วงที่กำลังเคลิ้มเกือบจะหลับ
“ฮะ ผมร้องเองแหละฮะแม่ นาน ๆ จะได้ร้องให้แม่ฟังสักทีไงฮะ” ชายหนุ่มยิ้ม ๆ ตอบแม่เลี่ยว
“ลูกแม่ร้องเก่งสู้นักร้องไต้หวันได้เลยนะเนี่ย” แม่เลี่ยวชมลูกชายด้วยความรัก
“ขอบคุณฮะแม่ ผมคงร้องไม่ถึงขั้นนั้นหรอกฮะ มาฮะ เดี๋ยวผมปลดเข็มขัดให้นะฮะแม่” ชายหนุ่มยิ้มเขินที่แม่เลี่ยวชม พร้อมกับเอี้ยวตัวไปปลดเข็มขัดให้
“ขอบใจจ๊ะลูก ฟอดดดดดดดด” แม่เลี่ยวเอ่ยขอบใจลูกเสร็จก็แอบหอมแก้มลูกชายช่วงที่ชายหนุ่มปลดเข็มขัดเสร็จ
“ผมรักแม่ที่สุดเลยนะฮะ ฟอดดดดดดดด” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมกับหันไปกอดแม่เลี่ยว แล้วก็หอมแก้มแม่เลี่ยวกลับ
หลังจากนั้นชายหนุ่มก็รีบเปิดประตูด้านที่นั่งของตนออกแล้วรีบลุกไปเปิดประตูให้แม่เลี่ยว
“มาฮะ ค่อย ๆ ลงนะฮะแม่” ชายหนุ่มช่วยพยุงแม่เลี่ยวลงจากรถ
“โอ้โห ห้างนี้ใหญ่โตจังเลยลูก” แม่เลี่ยวเห็นความใหญ่โตของห้างก็ร้องอุทานออกมา
“ห้างเค้าดังนี่ฮะแม่ เห็นว่ามีดารา นักร้อง มาจัดงานแล้วก็มาเดินซื้อของกันบ่อยนะครับ” ชายหนุ่มรีบบอกให้แม่เลี่ยวรู้
“เหรอจ๊ะลูก แม่ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องบันเทิงเลยนะเนี่ย จะเรียกว่าไม่สนใจก็คงจะได้แหละลูก 555” แม่เลี่ยวบอกลูกชายเสร็จก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี
ระหว่างที่ชายหนุ่มเดินจูงมือและคุยกับแม่เลี่ยวอยู่นั้น ด้วยความที่สนใจแต่แม่เลี่ยว ชายหนุ่มจึงไม่ทันได้สังเกตุเห็นสามสาวที่กำลังยืนถ่ายรูปอยู่ด้านหน้าของห้าง
“ตุ๊บ.... โอ๊ยยยยยยยย” หยินร้องเสียงดังหลังจากถูกชายหนุ่มชนเข้าอย่างจัง พร้อมกับหันไปมองหน้าคนชน
“เดินภาษาอะไรเนี่ยคู๊นนนน ไม่ดูที่ดูทางมั่งเลยเหรอ” หยินหันไปต่อว่าชายหนุ่ม พร้อมกับนึกในใจว่า “ชายหนุ่มคนนี้หน้าตาคุ้น ๆ จังเลยแฮะ”
“ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง มัวแต่คุยเพลินไปหน่อย ต้องขอโทษจริง ๆ นะครับ” ชายหนุ่มหันมามองหน้าผู้ถูกชนพร้อมกับกล่าวขอโทษ
“เอ.... ผู้หญิงคนนี้หน้าตาคุ้น ๆ แฮะ” ชายหนุ่มคิดในใจ
ข้างฝ่ายสองสาวที่เป็นผู้ถูกถ่ายรูปก็รีบเข้ามาดูเหตุการณ์ พร้อมกับถามเพื่อนสาวด้วยความเป็นห่วงว่า
“หยิน เป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหนหรือเปล่า” แก้วถาม
“หยิน เป็นอะไรหรือเปล่า” อาเหม่ยถาม
“ไม่เป็นไรมากหรอกจ้าแก้ว อาเหม่ย” หยินตอบเพื่อนสาวทั้งสองคนทั้งสองภาษา พร้อมกับหันไปมองหน้าชายหนุ่ม
“คราวหน้าคราวหลังก็หัดมองที่ทางซะบ้างนะคุณ อย่าเอาแต่เดินอย่างเดียว ไม่สนใจคนรอบข้าง” หยินยังเจ็บไม่หายเลยหันไปต่อว่าชายหนุ่มต่อ
“อ้าวคุณ ผมก็ขอโทษคุณไปแล้วไง คุณจะเอาอะไรจากผมอีกล่ะ” ชายหนุ่มได้ยินหญิงสาวว่ากล่าว ก็เริ่มจะอารมณ์ขึ้นเหมือนกัน
แม่เลี่ยวเห็นชายหนุ่มพูดจาไม่ดีต่อหญิงสาว ทั้งที่ลูกชายของตนเป็นผู้ผิด จึงหันมาต่อว่าลูกชายว่า
“อาเจิ้น เราทำผิดแล้วยังไปพูดจาไม่ดีกับเค้าอีก ทำอย่างนี้มันไม่ถูกนะลูก”
“ขอโทษฮะแม่ ผมก็ขอโทษเค้าไปแล้ว แล้วเค้าก็มาต่อว่าผมอีกนี่นา” ชายหนุ่มรีบอธิบายให้แม่เลี่ยวเห็นใจ
“หนูจ๊ะ ขอโทษแทนลูกชายป้าด้วยนะจ๊ะ ที่ลูกชายป้าไปชนหนูเข้าน่ะจ๊ะ” แม่เลี่ยวหันไปขอโทษหญิงสาวแทนลูกชาย ด้วยความที่กลัวจะเกิดเรื่อง
“ไม่เป็นไรค่ะคุณป้า หนูก็ผิดอยู่เหมือนกันที่เอาแต่ถ่ายรูป” หยินรีบขอโทษกลับพร้อมกับยิ้มแย้มให้แม่เลี่ยว
“เชอะ ทำเป็นขอโทษ ตัวเองก็ผิดอยู่เหมือนกันแหละ” ชายหนุ่มทำปากขมุบขมิบนินทาหญิงสาวออกมาเบา ๆ
“หา... อาเจิ้น ลูกพูดอะไรเหรอลูก แม่ไม่ได้ยิน” แม่เลี่ยวได้ยินชายหนุ่มพูดเบา ๆ ไม่ชัดจึงหันไปถาม
“เปล่าฮะแม่ เราไปกันเถอะฮะ นี่ก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว ผมอยากพาแม่ไปทานอาหารอร่อย ๆ” ชายหนุ่มรีบเดินจูงแม่เลี่ยวหนีไปที่ทางเข้าพร้อมกับเดินเข้าไปในห้าง
“เชอะ หมั่นไส้ไอ้หนุ่มคนนี้จริง ๆ เลย สงสัยจะเป็นลูกแหง่แหงม ๆ เสียดายที่มีแม่พูดจาสุภาพเรียบร้อย” หยินคิดในใจ
“หยิน ๆ พูดอะไรบ้างเหรอ แปลให้แก้วเข้าใจบ้างสิ แก้วไม่เข้าใจอะไรเลยอ่ะ แต่เอ๊ะ หนุ่มคนเมื่อกี้หน้าตาคุ้น ๆ อยู่เหมือนกันนะ” แก้วรีบรัวถามหยินเป็นชุด
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอกแก้ว พอดีหยินยังเจ็บตรงที่เค้าชนหยินอยู่น่ะสิ เลยอารมณ์ไม่ดีหันไปว่าเค้าอีกที เค้าก็เลยว๊ากกลับหยินน่ะแหละ” หยินอธิบายให้แก้วเข้าใจ หลังจากที่สงบสติอารมณ์ได้แล้ว
“เหรอ แล้วหญิงแก่อีกคนนี่ใครอ่ะหยิน” แก้วถามหยินด้วความอยากรู้อีกรอบ
“ก็แม่เค้าน่ะแหละแก้ว ท่าทางแม่จะใจดีนะ แม่เค้าขอโทษหยินแทนลูกชายด้วยแหละ แต่หยินว่าลูกชายเค้านิสัยไม่ดี เฮ้อ น่าเห็นใจแม่เค้าเนอะแก้ว” หยินรู้สึกถูกชะตากับแม่เลี่ยวเลยอดชมให้เพื่อนฟังไม่ได้
“เหรอ เดี๋ยวนะหยิน เหมือนแก้วจะนึกหน้าหนุ่มคนเมื่อกี้ได้นะ อืม.....” แก้วบอกเพื่อนเสร็จก็เอามือลูบใต้คางทำท่าคิดไปด้วย
“เออ... นึกออกแล้วล่ะหยิน ชายหนุ่มคนเมื่อกี้ก็กัปตันคนเมื่อวานนี้ไง” แก้วนึกได้ก็ร้องบอกเพื่อนเสียงดัง
“โอ๊ย... แก้ว พูดเบา ๆ ก็ได้ ดูสิอาเหม่ยตกใจหรือเปล่าไม่รู้” หยินหันหน้าไปมองรอบ ๆ ก็เห็นคนที่เดินผ่านมาหันมามองทางกลุ่มหยินเป็นตาเดียว
ข้างฝ่ายอาเหม่ยหลังจากที่ได้ยินเสียงแก้วพูดเสียงดังกับหยินจึงรีบถามหยินด้วยความตกใจ
“เกิดอะไรขึ้นเหรอหยิน แคล่วเป็นอะไรหรือเปล่า ร้องเสียงดังมากเลย”
“ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะอาเหม่ย แก้วเค้านึกเรื่อง ๆ นึงได้อ่ะจ๊ะ เลยเผลอร้องออกมาเสียงดัง อาเหม่ยตกใจหรือเปล่า” หยินรีบอธิบายให้อาเหม่ยรู้
“อืม.. ตกใจนิดหน่อยจ๊ะ แต่ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว เรารีบเข้าไปข้างในกันเถอะ เดี๋ยวฉันจะพาไปทานอาหารอร่อย ๆ ว่าแต่หยินกับแคล่วจะถ่ายรูปกันต่อหรือเปล่าล่ะ” อาเหม่ยเห็นว่าได้เวลาแล้วจึงเอ่ยปากชวนเพื่อนไปทานข้าว
“แก้ว ยังอยากจะถ่ายรูปอีกหรือเปล่า อาเหม่ยเค้าชวนไปทานข้าวแล้วนะ” หยินหันไปบอกแก้วพร้อมกับเก็บกล้องถ่ายรูป
“อ้าว หยิน ไม่ถ่ายรูปแล้วเหรอ เออแล้วที่แก้วบอกไปหยินจำได้หรือเปล่า หือ” แก้วถามพร้อมกับเอาไหล่สะกิด หยิน
“ถ้าจะคุยเรื่องกัปตันหรือหนุ่มคนเมื่อกี้ หยินไม่สนหรอกนะแก้ว แต่ตอนนี้หยินเริ่มหิวแล้วเราไปทานข้าวกันเถอะ เกรงใจอาเหม่ยบ้างสิแก้ว รูปเอาไว้ถ่ายกันใหม่ละกัน” หยินเริ่มมีอารมณ์เมื่อได้ยินแก้วเอ่ยถึงชายหนุ่มบวกกับอารมณ์หิว จึงรีบเปลี่ยนเรื่องให้แก้วเกรงใจที่ให้อาเหม่ยรอ พร้อมกับหันไปแปลให้อาเหม่ยรู้
“ขอโทษจ๊ะหยิน ตุ้ยปู๋ฉีอาเหม่ย” แก้วรีบขอโทษขอโพยหยินกับอาเหม่ย
“เหมยกวานซี (ไม่เป็นไร) แคล่ว พวกเรารีบไปกันเถอะ” อาเหม่ยรีบตอบกลับพร้อมกับเดินไปจูงมือสองสาวเดินเข้าไปในห้าง
*************************************************

ฝ่ายชายหนุ่มหลังจากที่เดินห่างมาจากทั้งสามสาวแล้ว ก็ยังคงโดนแม่เลี่ยวตักเตือนและสั่งสอนอีกรอบ
“อาเจิ้น ลูกเป็นผู้ชาย เป็นสุภาพบุรุษ ควรจะพูดจาสุภาพกับสุภาพสตรีนะลูก” แม่เลี่ยวหันไปเตือนลูกชายด้วยความเป็นห่วง
“ฮะแม่ ขอโทษฮะ ผมเผลอไปหน่อยฮะ ไม่รู้เป็นอะไร ผมรู้สึกหมั่นไส้ผู้หญิงคนเมื่อกี้มากเลยฮะ” ชายหนุ่มรีบอธิบายให้แม่เลี่ยวเข้าใจถึงอารมณ์ของตน
“แต่แม่รู้สึกถูกชะตากับผู้หญิงคนเมื่อกี้จังเลยลูก หน้าตาท่าทางน่ารักน่าเอ็นดูจัง เสียดายที่แม่ไม่มีลูกสาว เออ แล้วเมื่อไหร่ลูกจะหาลูกสะใภ้ให้แม่บ้างล่ะ แม่อยากเลี้ยงหลานจะแย่แล้วนะลูก” แม่เลี่ยวได้โอกาสถามหาลูกสะใภ้จากลูกชาย หลังจากที่ถามมากี่ครั้ง ๆ ชายหนุ่มก็บ่ายเบี่ยงตลอดเวลา
“แหม... แม่ฮะ ผมก็พยายามมองหาอยู่นะฮะ แต่มันยังไม่เจอคนที่ถูกใจผมเลย ถ้าผมเจอแล้วผมจะพามาหาแม่คนแรกเลยนะฮะ” ชายหนุ่มหมั่นเขี้ยวแม่เลี่ยวจึงหันไปกอดแม่เลี่ยวจากทางด้านหลัอย่างแรง พร้อมกับทำท่าออดอ้อน (อิจฉาแม่เลี่ยวอ่ะ -*-)
“จ้า ๆ แม่จะรอนะจ๊ะลูก ปล่อยแม่ได้แล้วล่ะ กอดแม่ซะแรงเลย ลูกคนนี้” แม่เลี่ยวแกล้งตีแขนชายหนุ่ม
“ฮะ เราไปทานข้าวมื้อเที่ยงกันก่อนนะฮะ มาทางนี้ฮะแม่” ชายหนุ่มรีบมายืนข้างแม่เลี่ยวพร้อมกับจับมือแม่เลี่ยวเดินจูงมือไปข้างหน้าอย่างไม่อายใคร
“ช้า ๆ ก็ได้ลูก แม่ยังไม่หิวมากเท่าไหร่” แม่เลี่ยวเห็นลูกชายรีบเดิน จึงปรามชายหนุ่มให้เดินช้าลงอีกนิด
“ก็ผมอยากพาแม่ไปทานของอร่อย ๆ เร็ว ๆ ไงฮะ ผมมีเวลาอยู่กับแม่นิดเดียวเอง อีกสองวันผมก็ต้องกลับไปหาพ่อบุญธรรมแล้ว” ชายหนุ่มค่อย ๆ เดินช้าลงแต่ก็ยังคงจูงมือแม่เลี่ยวต่อไป
“แม่ก็อยากจะอยู่กับลูกนาน ๆ เหมือนกันแหละลูก เฮ้อ..” แม่เลี่ยวพูดจบก็ถอนใจ
“อย่าคิดมากเลยฮะแม่ เดี๋ยวผมจะลองขอพ่อบุญธรรมมาเยี่ยมแม่บ่อย ๆ นะฮะ” ชายหนุ่มรีบพูดเอาใจแม่เลี่ยว ด้วยความที่กลัวแม่เลี่ยวจะเสียใจ
“จ๊ะลูก เราสองคนแม่ลูกนาน ๆ จะได้มาเที่ยวทีนึง เราควรจะมีความสุขกันดีกว่านะลูก” แม่เลี่ยวคิดได้ก็หันไปยิ้มแย้มแจ่มใจให้ลูกชาย
“ฮะแม่ ผมรักแม่ที่สุดในโลกจริง ๆ นะฮะ ไม่มีใครมาแทนแม่เลี่ยวของผมได้ ผมดีใจที่มีแม่อยู่กับผมนะฮะ” ชายหนุ่มพูดด้วยความภาคภูมิใจ เสร็จแล้วก็หันมากอดแม่เลี่ยวอีกครั้ง
“เอ๊ะ ลูกคนนี้นี่ ปากหวานเหมือนใครเนี่ย แค่นี้แม่ก็รักลูกมากอยู่แล้วล่ะจ๊ะ” แม่เลี่ยวยิ้มพร้อมกับกอดตอบลูกชาย โดยไม่สนใจคนที่เดินผ่านไปผ่านมาที่หันมามองสองคนแม่ลูก
“ไปกันเถอะฮะแม่ คนมองเราสองคนกันใหญ่แล้วนะฮะ” ชายหนุ่มเริ่มเขินที่แม่เลี่ยวเอ่ยชม และมีผู้คนที่ผ่านไปมามองอยู่
ชายหนุ่มพาแม่เลี่ยวไปนั่งทานที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง (ขอสงวนชื่อ เพราะจำไม่ได้แล้วค่ะ 555)
“แม่อยากทานอะไรฮะ” ชายหนุ่มเอ่ยถามหลังจากนั่งลงแล้ว และได้รับเมนูจากพนักงานเสิร์ฟ
“อะไรก็ได้ลูก ลูกสั่งอะไรแม่ก็ทานได้หมดแหละจ๊ะ” แม่เลี่ยวเอ่ยตามใจลูกชาย
“งั้นผมสั่งเป็นข้าวดีกว่านะฮะแม่” ชายหนุ่มถามความเห็นแม่เลี่ยวอีกรอบ
“จ๊ะลูก” แม่เลี่ยวยิ้มตอบลูกชาย
“เอาไข่เจียวหอยนางรม ผัดผักรวม และข้าวเปล่า 2 ถ้วยนะครับ” ชายหนุ่มหันไปสั่งอาหารกับพนักงานเสิร์ฟ
“ค่ะ รอสักครู่นะคะ” พนักงานเสิร์ฟบอก
“แม่ฮะ เดี๋ยวผมไปเข้าห้องน้ำแป๊บนึง นั่งรอผมไปก่อนนะฮะ ถ้าอาหารมาแล้วแม่ทานก่อนได้เลยนะ” ชายหนุ่มเอ่ยปากบอกแม่เลี่ยว
“จ้าลูก ไปเถอะจ๊ะ” แม่เลี่ยวรีบบอกให้ลูกชายรีบไป
ขณะที่ชายหนุ่มเดินไปทางห้องน้ำชาย ก่อนที่จะถึงห้องน้ำชายต้องผ่านห้องน้ำหญิงก่อน ช่วงที่เดินอยู่นั้น ชายหนุ่มก็คิดว่า
“เดี๋ยวกลับไปต้องโทรหาอาลี่ แล้วก็ถามชื่อไกด์ประเทศไทยว่าชื่ออะไร”
ขณะที่คิดชายหนุ่มก็เดินผ่านหน้าห้องน้ำหญิง พร้อมกับที่หญิงสาวเดินออกมาจากห้องน้ำ ซึ่งหญิงสาวก็กำลังคิดว่า
“ห้องน้ำที่นี่แปลกดีแฮะ มีห้องแต่งตัว กระจกบานใหญ่ โซฟา ที่เป่าผม โอ๊ย... เยอะแยะไปหมดเลย ตกลงที่นี่เป็นห้องน้ำหรือห้องแต่งตัว หรือห้องพบปะสังสรรค์ของสาว ๆ กันแน่หว่า อุ๊บ.....” หญิงสาวคิดเสร็จพร้อมกับเดินออกมาจากห้องน้ำหญิง ก็ชนกับชายหนุ่มเข้าอย่างจัง
*************************************************

ห้องน้ำหญิงของไต้หวันมีห้องแยกต่างหากเหมือนเป็นห้องแต่งตัวให้ด้วยนะคะ ก้อแปลกไปอีกแบบนะคะ

ขออภัยที่ช้าไปนิดนึงนะคะ




 

Create Date : 08 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2552 21:40:35 น.
Counter : 112 Pageviews.  

Loving in Taiwan ตอนที่ 5



และแล้วเก้าโมงเช้าของวันอาทิตย์ทั้งสามสาวต่างก็พากันออกจากบ้านและเดินไปยังสถานีรถไฟฟ้าซีเหมิน* ระหว่างที่เดินไปนั้น แก้วก็นึกเรื่องที่อาเหม่ยบอกว่าจะพาไป Breeze Center ขึ้นมาได้ จึงรีบพูดกับหยินว่า
“เออ หยิน เมื่อกี้ตอนที่กินข้าวกัน อาเหม่ยพูดค้างเรื่องที่จะพาเราสองคนไปเที่ยวห้าง Breeze Center ไว้ หยินถามให้แก้วหน่อยสิ แก้วอยากรู้ นะ ๆ หยิน แก้วเคยได้ยินว่า เมื่อเดือนมิถุนายน** ที่ผ่านมานี้ Jerry ได้ไปแจกลายเซ็นที่ห้างนี้ด้วยอ่ะ” แก้วกระซิบใส่หูข้างขวาของหยินพร้อมกับเอาไหล่สะกิดเพื่อนหลาย ๆ ทีด้วยความอยากรู้เรื่องของคนที่ตนชอบ
“นี่แหน่ะแก้ว ได้ยินอะไรที่เกี่ยวกับ Jerry เนี่ย หูแก้วผึ่งขึ้นมาทันทีเลยนะ” หยินเอ่ยปากขึ้นมาพร้อมกับหยิกเพื่อนไปด้วยความหมั่นไส้
“อูย... หยินก็ แก้วก็บ้าแต่คน ๆ นี้นี่นา อะไรที่เกี่ยวกับคน ๆ นี้ แก้วก็อยากรู้ไปหมดแหละ แม้แต่ กกน. แก้วก็ยังอยากรู้เลยว่าเค้าใส่ไซส์อะไร 555 น่านะหยินรีบถามเร็ว ๆ เถอะ” แก้วเร่งยิก ๆ ให้หยินถามอาเหม่ย
อาเหม่ยได้ยินสองสาวกระซิบกระซาบคุยกันด้วยภาษาที่ตนไม่เข้าใจเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความสงสัยก็รีบถามกับหยินขึ้นมาว่า
“คุยอะไรกันเหรอหยิน เข้าใจแต่คำว่า Breeze Center ใช่เรื่องที่ฉันบอกค้างไว้หรือเปล่า”
“ใช่ ๆ จ๊ะอาเหม่ย แก้วเค้าอยากรู้ว่าอาเหม่ยจะพาไปห้างนี้เพราะอะไร” หยินรีบตอบอาเหม่ยทันที ด้วยความที่ไม่อยากให้เพื่อนสาวคะยั้นคะยอ
“อ๋อ... ก็ไม่มีอะไรหรอก ได้ยินหยินบอกฉันว่า แคล่วเค้าชอบ Jerry ไม่ใช่เหรอ”
“5555” หยินได้ยินอาเหม่ยเรียกแก้วว่าแคล่วก็หัวเราะชอบใจทันที
“ขำอะไรเหรอหยิน” ทั้งแก้วและอาเหม่ยได้ยินเสียงหยินหัวเราะก็ถามต่างภาษาขึ้นมาพร้อมกัน
“หยิน... แก้วรู้แล้วนะว่าหยินขำอะไร” แก้วตะโกนเรียกหยินเสียงดังด้วยความฉุน
“แหม... แก้ว พูดเบา ๆ ก็ได้ ไม่ต้องตะโกนเรียกหยินหรอก” หยินเริ่มพูดพร้อมกับกอดแขนแก้วอย่างเอาใจ แล้วก็รีบหันไปบอกอาเหม่ยว่า
“ไม่มีอะไรหรอกอาเหม่ย หยินนึกเรื่องขำ ๆ ออกมาก็เลยหัวเราะ ขอโทษทีนะอาเหม่ย” หยินไม่อยากอธิบายให้มากความ ด้วยความที่กลัวอาเหม่ยรู้สึกไม่ดีที่เรียกชื่อแก้วเพี้ยน
“น่านะ ๆ แก้ว เรื่องแค่นี้เอง หยินขอโทษน๊า ๆ จ๊วบบบบ” หยินขอโทษแก้วเสร็จก็หอมแก้มแก้วหนึ่งฟอด
“แก้วไม่โกรธหยินหรอก แก้วก็แค่ล้อเล่นหยินน่ะแหละ ดูสิ ลิบสติกหยินเลอะแก้มแก้วด้วย” แก้วรีบบอกพร้อมกับถูและเช็ดรอยที่หยินหอมแก้ม
“มา เดี๋ยวหยินเช็ดให้แก้วเอง” หยินรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนขึ้นมาเช็ดที่แก้มของแก้ว
ฝ่ายอาเหม่ยเห็นสองสาวคุยกัน ก็อยากรู้บ้างว่าทั้งสองสาวคุยกันเรื่องอะไร จึงหันไปถามกับหยินว่า
“หยินคุยไรกันอ่ะ ให้ฉันรู้เรื่องบ้างสิ” อาเหม่ยถามหยินด้วยความอยากรู้อีกคน
“ไม่มีอะไรหรอกอาเหม่ย ฉันสองคนแค่หยอกกันนิดหน่อยจ๊ะ” หยินรีบหันไปบอกกับอาเหม่ย
“อืม.... ไม่มีอะไรก็แล้วไป ฉันคิดว่าทำอะไรผิดไปหรือเปล่า” อาเหม่ยบอกเพื่อนด้วยความกลัวว่าทำอะไรผิดพลาด เพราะเข้าใจว่าตนกับเพื่อนสาวทั้งสองต่างชาติและต่างภาษากัน
“เอ้า มัวแต่คุยกันเพลิน ข้างหน้าก็สถานีรถไฟฟ้าซีเหมินติงแล้วนี่” แก้วรีบบอกสองสาว เพราะจำสถานที่ที่เพิ่งมาเมื่อวานได้
“หยิน ฉันพอจะเดาเรื่องที่แคล่วพูดได้บ้างแล้วนะ แคล่วใช่บอกว่าถึงสถานีรถไฟฟ้าซีเหมินแล้วใช่หรือเปล่า”
“ฮิ ๆ ก็ประมาณนั้นแหละจ๊ะอาเหม่ย เออ ว่าแต่ ทำไมอาเหม่ยถึงเรียกสถานนีซีเหมินเฉย ๆ ล่ะ เรียกว่า ซีเหมินติงไม่ถูกเหรอ” หยินยังอดขำไม่หาย ด้วยความสงสัยเลยถามอาเหม่ยเสร็จแล้วก็หันไปแปลภาษาให้แก้วเข้าใจ
“ก็เรียกได้ทั้งสองแบบนะหยิน แต่ตรงสถานีเค้าจะเขียนว่า ซีเหมินเฉย ๆ จ๊ะ” อาเหม่ยอธิบาย
“พวกเราสามคนรีบไปกันเถอะ ถ้าสายกว่านี้คนจะเยอะมากเลยนะหยิน” อาเหม่ยรีบบอกด้วยความที่รู้นิสัยคนชาติเดียวกัน
“ถ้าสายกว่านี้คนเยอะแล้วมีอะไรเหรออาเหม่ย” หยินถามด้วยความอยากรู้
“ก็วันนี้วันอาทิตย์เป็นวันหยุดงาน คนไต้หวันส่วนใหญ่เค้าจะไปเที่ยวพักผ่อนกัน ถ้าคนที่เป็นแฟนกันเค้าก็จะไปเดทกันด้วยล่ะ และถ้าเป็นครอบครัวเค้าก็จะพากันไปเที่ยวจ๊ะ” อาเหม่ยบอกเพื่อน
“ก็เหมือนกับคนไทยเลยน่ะสิอาเหม่ย ที่เมืองไทยก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน” หยินบอก
“นี่ ๆ หยิน คุยไรกัน แปลให้แก้วเข้าใจมั่งสิ” แก้วฟังทั้งสองสาวคุยกันอยู่นานมากแล้ว ด้วยความอยากรู้จึงเอ่ยแทรกขึ้นมา
“คืองี้นะแก้ว อาเหม่ยเค้าบอกว่าวันอาทิตย์คนไต้หวันเค้าหยุดงานกัน เค้าก็จะไปเที่ยวพักผ่อนเหมือนกับบ้านเราน่ะแหละ” หยินรีบอธิบายให้แก้วเข้าใจ
“เหมือนบ้านเราด้วยเหรอ ฮิ ๆ ดีใจจังเลย” แก้วพูดจบก็ยิ้มหน้าบาน
“ยิ้มดีใจอะไรเหรอแก้ว” หยินเห็นเพื่อนสาวยิ้มแย้มหน้าบาน เลยถามด้วยความสงสัย
“ก็รู้สึกว่าไท่กั๋วยังมีอะไรที่เหมือนกับไถวานมั่งน่ะสิ ยิ่งรู้สึกใกล้กับ Jerry มากขึ้นเลยนะเนี่ย” แก้วพูดไปยิ้มไป
“โธ่... แก้ว ขอร้องได้มั๊ยเนี่ย หยินเบื่อคำว่า Jerry ของแก้วจะแย่อยู่แล้วนะ ชักจะเริ่มเหม็นขี้หน้านายคนนี้จริงจริ๊งแต่ภาษาจีนของแก้วก็พอใช้ได้นะ” หยินบอกพร้อมกับยกมือไหว้ขอร้องแก้ว แต่ก็ยังอดชมเพื่อนไม่ได้
“แน่นอนอยู่แล้วล่ะหยิน ก็แก้วหัดฟังหนุ่มในดวงใจพูดบ่อย ๆ นี่นา” แก้วไม่กล้าเอ่ยชื่อ Jerry ออกมา
“หยินกับแคล่วคุยเรื่องอะไรกัน ฉันได้ยินชื่อ Jerry ด้วย” อาเหม่ยรีบถามหยิน
ระหว่างที่คุยทั้งสามสาวก็เริ่มเดินลงบันไดเลื่อนตรงทางเข้าหน้าสถานี โดยมีอาเหม่ยเดินลงไปก่อนจากนั้นก็เป็นหยิน ส่วนแก้วอยู่รั้งท้าย อาเหม่ยรีบบอกสองสาวว่า
“นี่ ๆ หยินกับแคล่วต้องยืนชิดขวาด้วยนะ”
หยินได้ยินอาเหม่ยบอกให้ยืนชิดขวาก็รีบบอกต่อกับแก้วทันที
“แก้ว ๆ ยืนชิดขวาด้วยนะ”
“ทำไมล่ะหยิน ทำไมต้องยืนชิดขวาด้วย” แก้วถามด้วยความสงสัย
“เออนั่นสิ ทำไมเหรออาเหม่ย” หยินตอบประโยคแรกกับแก้วเป็นภาษาไทย แล้วก็หันไปถามอาเหม่ยด้วยภาษาจีน
“ไม่มีอะไรมากหรอกหยิน มันเป็นธรรมเนียมของคนไต้หวันน่ะแหละ คนที่ไม่ได้รีบไปจะต้องยืนชิดซ้าย ส่วนคนที่รีบไปเค้าก็จะเดินลงทางขวาจ๊ะ” อาเหม่ยอธิบายให้ทั้งสองสาวเข้าใจ (การลงบันไดเลื่อนของคนไต้หวันเป็นแบบนี้จริง ๆ ค่ะ ^^)
หลังจากหยินฟังอาเหม่ยอธิบายเสร็จก็หันไปบอกให้แก้วเข้าใจอีกคน
“อ๋อ ไม่เหมือนบ้านเราเลยเนอะหยิน ไม่มีกฎระเบียบวินัยเลย จะทำอะไรก็ทำ แก้วชักอยากอยู่ไต้หวันแล้วสิเนี่ย” แก้วเริ่มทำหน้าละเมอเพ้อฝันว่ามีบ้านอยู่ในไต้หวัน
“บ้าไปแล้วเหรอแก้ว เอ้า ถึงทางเข้าแล้ว เอาบัตรรถไฟฟ้ามาด้วยหรือเปล่าล่ะ” หยินเห็นเพื่อนท่าทางจะละเมอไม่เลิกเลยรีบเปลี่ยนเรื่อง
“เอามาสิจ๊ะ เรื่องอะไรแก้วจะพลาดสถานที่ที่หนุ่มในดวงใจของแก้วเคยไป อิ ๆ” แก้วรีบตอบให้วกกลับมาเรื่องเดิม
อาเหม่ยเห็นสองสาวคุยกันเพลิน ก็เลยเดินไปตรงทางกั้นก่อนเอาบัตรรถไฟฟ้าแตะลงไป แล้วเดินนำเข้าไปก่อน
“แก้ว เราอย่ามัวคุยกันมากเลย ดูสิอาเหม่ยเดินเข้าไปแล้วนะ มาเราสองคนเข้ากันคนละข้างละกันนะ” ทั้งสองสาวหยิบบัตรขึ้นมาแตะกับทางเข้าพร้อมกันแล้วก็เดินเข้าไปสมทบกับอาเหม่ย
“อาเหม่ย เราต้องไปทางไหนเหรอ เมื่อวานฉันก็ถาม ๆ ทางเค้ามาตลอดทางเลย” หยินรีบบอกอาเหม่ยให้เข้าใจ
“มา เธอสองคนเดินตามฉันมาเลย เจ้าของบ้านจะพาไปเอง ไม่ต้องห่วง” ว่าแล้วอาเหม่ยก็จูงมือสองสาวไปยืนรอที่ทางขึ้นรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ส่วนหยินก็แปลคำพูดของอาเหม่ยให้แก้วเข้าใจ
“เดี๋ยวเราต้องนั่งรถไฟฟ้าจากซีเหมิน (Ximen) ไปถึงสถานีจงเสี้ยวฟู่ซิง (Zhongxiao Fuxing) ห่างจากสถานีซีเหมินไป 4 สถานีนะ ถึงสถานนีจงเสี้ยวฟู่ซิงแล้วเราสามคนก็เดินขึ้นไปอีกหน่อย” อาเหม่ยอธิบายเส้นทางให้หยินเข้าใจ จากนั้นหยินก็หันไปแปลให้แก้วฟัง
“รถไฟฟ้ามาแล้ว เย้ ๆ” แก้วร้องขึ้นมาเหมือนเด็ก หลังจากที่รถไฟฟ้าวิ่งเข้ามาใกล้และกำลังจะจอด
“แก้ว ๆ เบา ๆ สิ หยินอายเค้านะ” หยินรีบหันไปดุเพื่อนสาวด้วยความอาย
“อะไรเหรอหยิน แคล่วเป็นอะไรไปเหรอ” อาเหม่ยงงกับอาการของแก้ว จึงเอ่ยปากถามกับหยิน พร้อมกับเดินนำสองสาวเข้าไปในรถไฟฟ้า หลังจากทั้งสามสาวหาที่นั่งได้ หยินก็รีบตอบกลับอาเหม่ยว่า
“ไม่มีอะไรหรอกจ๊ะอาเหม่ย เค้าดีใจเหมือนเด็ก ๆ น่ะแหละ ได้มาเที่ยวที่ไต้หวันครั้งแรก”
“หยินพูดอะไรกับอาเหม่ยรีบแปลมาเลยนะ” แก้วได้ยินอาเหม่ยเอ่ยถึงตนและหันมาถามอะไรสักอย่างกับหยินจึงคะยั้นคะยอให้หยินตอบ
“อ้าว.... หยิน แล้วหยินล่ะ หยินก็มาครั้งแรกเหมือนกันกับแก้วน่ะแหละ ไม่รู้สึกตื่นเต้นเหมือนแก้วเหรอ” หลังจากหยินตอบให้แก้วฟังแล้ว แก้วก็ย้อนถามหยินอีกครั้ง
“ก็ตื่นเต้นนะแก้ว แต่หยินไม่โอเว่อร์เหมือนกับแก้วหรอก 555” หยินตอบเสร็จก็หัวเราะ
“จ้า ๆ ไม่โอเว่อร์เหมือนแก้วก็แล้วไป เชอะ” แก้วน้อยใจที่เพื่อนไม่เข้าใจหัวอกคนรักหนุ่มไต้หวัน เลยงอนใส่และหันหน้าหนี
“โอ๋ ๆ อย่างอนสิแก้ว ดูสิ อาเหม่ยเริ่มงงแล้วนะ มองหน้าแก้วกระพริบตาปริบ ๆ เลย หันมาดูสิ” หยินรีบปลอบใจเพื่อน
แก้วหันหน้ามามองอาเหม่ยปุ๊บ ก็รีบเอ่ยปากขอโทษกับอาเหม่ยทันที “ตุ้ยปู๋ฉีอาเหม่ย (ตุ้ยปู๋ฉี แปลว่า ขอโทษ)” เนื่องจากแก้วพูดจีนได้แต่คำง่าย ๆ จึงเอ่ยปากขอโทษอาเหม่ยเอง
อาเหม่ยงงที่แก้วเอ่ยปากขอโทษตน แต่ก็ตอบกลับไป “เหมยกวานซี ๆ แคล่ว (เหมยกวานซี แปลว่า ไม่เป็นไร)”
ระหว่างนั้นเสียงรถไฟฟ้าก็ร้องเตือนว่าถึงสถานีจงเสี้ยวฟู่ซิงขึ้นมา อาเหม่ยเป็นฝ่ายลุกขึ้นก่อน ทั้งสองสามจึงลุกตาม หลังจากรถไฟฟ้าจอดแล้วทั้งสามสาวต่างก็พากันเดินออกจากสถานีรถไฟฟ้า
*************************************************

เวลาประมาณ 10 โมงเศษ ชายหนุ่มก็จูงแม่เลี่ยวไปขึ้นรถ และขับออกจากบ้านที่เถาหยวน หลังจากชายหนุ่มสตาร์ทรถแล้วก็หันไปบอกกับแม่เลี่ยวว่า
“แม่ฮะ อย่าลืมคาดเข็มขัดนะฮะ ปลอดภัยไว้ก่อนนะฮะ” ชายหนุ่มบอกแม่เลี่ยวด้วยความเป็นห่วง
“จ้าลูก นาน ๆ แม่จะนั่งรถออกจากบ้านทั้งที แม่เกือบลืมไปเลยจ๊ะ” แม่เลี่ยวหันไปตอบเสร็จก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ที่ลูกชายห่วงใย แล้วจึงหันไปคาดเข็มขัดนิรภัย
“ผมจะไม่รีบขับนะแม่ ไปถึงโน่นก็พอดีห้างเปิด รู้สึกว่าห้างนี้จะเปิดตอน 11 โมงนะฮะ” ชายหนุ่มพูดเสร็จก็เริ่มสตาร์ทรถขับออกจากบ้าน
“แอร์เย็นไปไหมฮะแม่” ชายหนุ่มปรับระดับลมแอร์ให้แม่เลี่ยว
“เย็นกำลังดีเลยจ๊ะลูก” แม่เลี่ยวบอก แล้วก็นึกเรื่องไปเที่ยวเมืองไทยขึ้นมาได้จึงรีบถามลูกชายว่า
“เออ ลูกเจิ้น จำชื่อไกด์สาวได้หรือยังล่ะลูก”
“ยังจำไม่ได้เลยฮะแม่ โทรหาอาลี่ก็ไม่รับสาย สงสัยยังไม่ตื่นมั้งฮะ” ชายหนุ่มหันหน้ามาอธิบายให้แม่เลี่ยวฟังแล้วก็หันหน้าไปมองทางข้างหน้าตั้งใจขับรถต่อไป
“แหม... น่าเสียดายจัง แม่อยากจะรู้รายละเอียดมากกว่านี้สักหน่อยนะเนี่ย” แม่เลี่ยวพูดด้วยความเสียดาย
“ไม่เป็นไรหรอกฮะแม่ เดี๋ยวกลับจากไปเที่ยวห้าง Breeze Center แล้ว ผมจะลองโทรติดต่ออาลี่อีกครั้งนะฮะ”
“จ๊ะลูก แม่อดตื่นเต้นไม่ได้น่ะ ทั้งที่ยังไม่ได้ไปเลย นาน ๆ แม่จะได้ไปเที่ยวกับลูกชายของแม่ซะที”
“ฮะแม่ ถ้าติดต่ออาลี่ได้แล้วผมจะถามให้ละเอียดเลยนะฮะ แม่อยากรู้อะไรก็บอกนะฮะ” ชายหนุ่มอดยิ้มไม่ได้ที่เห็นแม่เลี่ยวตื่นเต้นและดีใจกับการไปเที่ยวเมืองไทย
“ลูกตั้งใจขับรถไปเถอะนะ เดี๋ยวแม่ของีบสักหน่อย บรรยากาศในรถเย็นน่านอนจังเลยลูก” แม่เลี่ยวอดดีใจอีกครั้งไม่ได้ที่ลูกชายเอาใจใส่ตนอย่างดี
“นอนพักตามสบายเลยนะฮะแม่ เดี๋ยวถึงแล้วผมจะปลุกแม่เอง” พูดเสร็จชายหนุ่มก็เปิดเพลงเถียนมี่มี่ของเติ้งลี่จวินให้แม่เลี่ยวฟัง
“เถียน มี่ มี่ หนี่ เสี้ยว เตอ เถียน มี่ มี่ เฮา เซียง ฮวา เอ้อ ไค ไจ้ ฟง ชุ่น หลี” หลังจากที่มีเสียงร้องของเติ้งลี่จวินดังขึ้นมา ชายหนุ่มก็ตั้งใจร้องกล่อมให้แม่เลี่ยวฟัง
*************************************************

*สถานีรถไฟฟ้าซีเหมินเป็นเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ในไต้หวันรถไฟฟ้าจะมีอยู่หลายสาย เส้นทางรถไฟฟ้าหลัก ๆ ก็จะมีสีแดง, สีน้ำเงิน, สีเขียว และน้ำตาล
**วันที่ 21 เดือนมิถุนายน 2552 ที่ผ่านมานี้ Jerry ได้ไปแจกลายเซ็นอัลบั้มที่ 2 “ตัว ชู ไหล เตอ จื้อ โหยว” หรือ “Freedom” ที่หน้าห้าง Breeze Center มีแฟนคลับต่างประเทศมางานประมาณ 2 พันคน (ผู้แต่งก็เป็น 1 ในนี้ค่ะ อิอิ)




 

Create Date : 08 กันยายน 2552    
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2552 21:43:08 น.
Counter : 171 Pageviews.  

Loving in Taiwan ตอนที่ 4




“กริ๊งงงงงงงงงงงงงงงง” เจ็ดโมงเช้าวันถัดมาเสียงนาฬิกาปลุกที่หยินตั้งไว้ก็ร้องเตือน
“หยิน..... ปิดนาฬิกาของหยินด้วยสิ แก้วหนวกหูจะแย่อยู่แล้วนะ” แก้วเรียกเพื่อนเสียงงัวเงียแล้วก็เอาหมอนอุดหูไปด้วย
ฝ่ายหญิงสาวที่เป็นคนตั้งนาฬิกาปลุก เริ่มรู้สึกตัว ก็เริ่มเอามือขวาคลำหานาฬิกา แล้วก็กดนาฬิกาให้หยุดปลุก พร้อมกับลุกขึ้นจากที่นอน
“ตื่นได้แล้วนะแก้ว เดี๋ยวอาเหม่ยจะพาเราสองคนไปเที่ยว เธอไม่ไปเหรอ ไป ๆ ลุก ๆ เร็ว ๆ” หยินพูดไปก็ดึงเพื่อนที่ยังคงนอนอยู่ให้ลุกขึ้น
“หาว.....หยิน แก้วรู้สึกอยากนอนต่ออีกหน่อยอ่ะ” แก้วลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับนั่งหาวยาว ๆ ให้เพื่อนได้ยิน
“ไม่ได้นะแก้ว ลืมไปแล้วเหรอว่า เรานัดกับอาเหม่ยไว้ตอนเก้าโมง ลุกขึ้นมาเลยแล้วก็เก็บที่นอนด้วย” หันไปสั่งแก้วแล้วก็จัดการเก็บที่หลับที่นอนของตัวเอง
“จ้า ๆ สั่งมาเลยจ้านายหญิง ข้าน้อยพร้อมจะปฏิบัติตามแล้ว เย้ย.....” แก้วแซวเพื่อนเสร็จก็เริ่มบิดขี้เกียจ
“ดู ๆ ดูแก้วทำเข้าสิ เป็นสาวเป็นนาง ทำไมทำน่าเกลียดจัง จะบิดขี้เกียจก็บิดไปสิ ไม่ต้องทำเสียงแบบนั้นก็ได้ อ้อ เก็บที่นอนเสร็จแล้วก็รีบเตรียมแปรงสีฟันและเสื้อผ้าไว้ด้วยล่ะ” หยินสั่งเพื่อนอีกรอบก่อนที่จะหันไปหยิบเสื้อผ้าและแปรงของตนเอง
“แหม.... หยินก็ แก้วไม่กล้าทำกะใครหรอก นอกจากหยินคนเดียว อิอิ” แก้วทำหน้าทะเล้นใส่เพื่อน
“อย่ามัวแต่พูดเล่นนะแก้ว มา ๆ เดินตามเรามาเร็ว ๆ” หยินบอกเพื่อนปุ๊บก็หยิบผ้าขนหนู เสื้อผ้า และแปรงสีฟันเดินออกจากห้องนอน
“หยิน ๆ รอแก้วด้วยสิ” แก้วรีบเรียกเพื่อนให้รอเพราะมัวแต่ยักท่าจึงยังไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง
“อ้าว แก้ว ยังไม่หยิบเสื้อผ้าอีกเหรอ” หยินหันมามองเพื่อน
“เสร็จแล้ว ๆ จ้า” แก้วลุกลี้ลุกลนรีบหยิบเสื้อผ้ากับแปรงสีฟัน
“ตื่นกันแล้วเหรอหยิน ฉันกำลังจะไปปลุกพวกเธอพอดีเลย” อาเหม่ยทักทายสองสาว
“อาเหม่ย เดี๋ยวค่อยคุยกัน ฉันขอตัวไปอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันก่อนนะ” หยินรีบบอกอาเหม่ยก่อนที่จะลากเพื่อนไปทางห้องน้ำ
“อ้อ หยิน อาบเสร็จแล้วก็มาทานข้าวนะ ฉันเตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว” อาเหม่ยตะโกนบอก ก่อนที่หยินจะเดินเลี้ยวไปทางเข้าห้องน้ำ
“นี่ ๆ หยิน อาเหม่ยเค้าพูดว่าไงมั่งอ่ะ” แก้วเอานิ้วจิ้มถามเพื่อนสาวด้วยความอยากรู้ หลังจากเดินเลี้ยวมาแล้ว
“อ๋อ อาเหม่ยเค้าเร่งให้เราสองคนรีบอาบน้ำ จะได้ไปเที่ยวกันซะที” หยินแกล้งหลอกให้แก้วเข้าใจไปอีกเรื่อง
“ฮั่นแน่ ๆ หยิน แก้วได้ยินนะ ไอ้คำว่า ชื่อฟ่าน ๆ เนี่ย มันเกี่ยวกะเรื่องกินไม่ใช่เหรอ น่าจะเกี่ยวกับเรื่องกินอะไรเนี่ยแหละ” แก้วหันหน้าไปมองเพื่อนด้วยความรู้ทัน
“แหม.... แก้ว หยินว่าจะอำแก้วซะหน่อย แก้วจะได้รีบทำธุระให้เสร็จเร็ว ๆ ไง ฮิ ๆ แล้วแก้วรู้ได้ไงล่ะเนี่ย” หยินย้อนถามเพื่อน
“อ้าว หยิน ลืมไปแล้วเหรอว่าแก้วเป็นแฟนคลับใคร”
“แฟนคลับใครเหรอแก้ว” หยินถามแก้วแบบงง ๆ
“พุธโธ่เอ๊ยหยิน ก็เมื่อวานแก้วเพิ่งจะคุยกับหยินไปหยก ๆ หยินลืมไปแล้วเหรอเนี่ย เฮ้อ....” แก้วถอนหายใจเสร็จก็เดินเข้าห้องอาบน้ำไปเลย
“โธ่ ๆ แก้ว ก็หยินจำไม่ได้นี่นา เมื่อวานเราก็คุยกันไว้หลายเรื่องนี่” หยินพูดไปก็เดินเข้าห้องอาบน้ำอีกห้องหนึ่งด้านขวาของห้องที่แก้วเข้าไป
“ก็ Jerry Yan ไงหยิน คนที่ฉันรักที่สุดในโลกเลยนะ” แก้วอาบน้ำไปก็ตะโกนตอบเพื่อนไป
“อ๋อ..... แหม แก้ว หยินไม่ได้สนใจดารา นักร้องนี่นา ใครจะไปจำได้เล่าจ๊ะ” หยินตะโกนตอบเพื่อนแบบออดอ้อน
“อย่ามัวแต่พูดมากกันเลยแก้ว เดี๋ยวอาเหม่ยได้รอจนข้าวเย็นแน่ ๆ เลย รีบ ๆ ทำธุระให้เสร็จ แล้วเราจะได้ไปเที่ยวกันนะ”
“จ๊ะ ๆ แก้วก็ตาสว่างแล้วแหละ ตอนนี้ก็เริ่มหิวแล้วด้วย โครก ๆ ๆ” แก้วพูดจบเสียงท้องก็ร้องดังขึ้นมาทันที
“555 หยินก็เชื่อแก้วแหละนะ หลักฐานออกจะเสียงดัง” หยินพูดไปขำไป
และแล้วหญิงสาวทั้งสองก็รีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จก่อนที่ท้องของอีกสาวจะร้องขึ้นมาอีกคนหนึ่ง สองสาวทำธุระเสร็จพร้อมกันพอดี พร้อมกับเดินไปห้องอาหารของบ้านอาเหม่ยด้วยกัน
“มา ๆ มาเลย หยิน แคล่ว มาทานข้าวกัน” อาเหม่ยได้ยินเสียงสองสาวเดินมา ก็หันไปเรียกทันที
“หยิน ๆ ฉันได้ยินอาเหม่ยเรียกฉันว่า แคล่ว ๆ นะ มันทะแม่ง ๆ ยังไงชอบกล” แก้วกระซิบบอกเพื่อน
“เอาน่า ๆ แก้ว คนจีนก็แบบเนี้ยแหละ ส่วนใหญ่เค้าก็มักจะพูดไทยไม่ชัดนี่นา หยวน ๆ ให้อาเหม่ยเหอะ ฮิ ๆ” หยินกระซิบตอบกลับเพื่อน พร้อมกับหัวเราะเบา ๆ
“นินทาอะไรฉันหรือเปล่าหยิน” อาเหม่ยได้ยินเสียงสองสาวคุยกันเบา ๆ จึงหันไปถามกับหยิน
“เปล่า ๆ อาเหม่ย พวกเราสองคนแค่ขำที่เธอเรียกแก้วไม่ชัดอ่ะ ฮิ ๆ” หยินบอกอาเหม่ยพร้อมกับขำอีกรอบ
“แล้วจะเรียกแคล่วว่าไงเหรอ เรียกแบบนี้ไม่ถูกใช่หรือเปล่า” อาเหม่ยย้อนถามกับหยินแบบงงว่าตัวเองเรียกไม่ถูกเพราะอะไร
“หยิน ๆ อาเหม่ยไม่พอใจเหรอที่เราสองคนหัวเราะกัน แล้วเมื่อกี้หยินพูดอะไรกับอาเหม่ยบ้าง” แก้วรีบถามหยินทันทีที่เห็นอาเหม่ยคุยกับหยิน
“เปล่าหรอกแก้ว พอดีหยินบอกอาเหม่ยไปว่า อาเหม่ยเรียกชื่อแก้วไม่ถูก อาเหม่ยเค้าก็เลยไม่เข้าใจว่าต้องเรียกแก้วว่ายังไง” หยินอธิบายให้แก้วเข้าใจ
“อ๋อ..... หยินบอกอาเหม่ยให้แก้วหน่อยสิว่า แก้วไม่ถือเรียกไม่ถูกก็ไม่เป็นไร”
“แต่คนที่นี่รู้สึกจะถือนะแก้ว ขนาดภาษาจีนพูดผิดไปนิดเดียว เพี้ยนไปเลยนะแก้ว”
“อืม.... งั้นหยินก็บอกอาเหม่ยไปสิว่า ให้เรียกแก้วว่า แก้ว”
“พวกเราสามคนทานข้าวกันก่อนดีมั๊ย เดี๋ยวจะพาลไม่ได้กินกันพอดี ไม่รู้เป็นไร คุยกับแก้วทีไรเรื่องยาวทุ๊กที” หยินพูดภาษาจีนไป ภาษาไทยไปให้ทั้งสองสาวฟังเข้าใจ
“นั่นสิ ๆ แก้วก็ว่า เราคุยกันทีไร ติดลมตลอดเลย 555” แก้วยังไม่วายพูดต่อ
“มาทานเหอะแก้ว เมื่อกี้ได้ยินเสียงท้องแก้วร้องนี่นา” หยินรีบเรียกเพื่อนสาวให้รีบมานั่งโต๊ะข้าง ๆ
“เออ ว่าแต่เธอจะพาพวกเราไปไหนกันเหรออาเหม่ย” หยินหันไปถามอาเหม่ยก่อนนั่งลงที่เก้าอี้
“ฉันว่าจะพาพวกเธอไปเดินเที่ยวห้าง *Breeze Center เอ้ากิน ๆ กันก่อนเถอะนะ แล้วเดี๋ยวฉันจะบอกว่าทำไมถึงจะพาพวกเธอไปเที่ยวห้างนี้” อาเหม่ยรีบบอก
และแล้วทั้งสามสาวก็เริ่มทานข้าวพร้อมกัน
*************************************************

ทางด้านชายหนุ่มหลังจากตื่นนอนตอนเจ็ดโมงเช้า ก็รีบทำธุระส่วนตัวให้เสร็จเรียบร้อย แล้วก็รีบลงมาทำอาหารเช้าให้แม่เลี่ยวรับประทาน
“เหย้า ติ้ง หนี่ อ้าย ติ้ง หนี่ ปู้ เหย้า เหอ ซิง ฟู ตู้ ชี” ชายหนุ่มทำอาหารไปก็ร้องเพลงไปอย่างมีความสุข
ขณะนั้นเองแม่เลี่ยวก็กำลังเดินลงมาจากชั้นสอง ได้ยินเสียงชายหนุ่มร้องเพลงก็อดยิ้มไปด้วยไม่ได้
“อาเจิ้น รีบตื่นลงมาทำไมล่ะลูก แม่ว่าแม่จะตื่นเช้ามาทำอาหารให้ลูกกินซะหน่อย นี่ถ้าเมื่อคืนแม่ไม่ได้อยู่คุยกะลูกจนดึก ป่านนี้แม่ก็คงจะตื่นแล้วแหละ” แม่เลี่ยวแกล้งเอ็ดลูกชายระหว่างเดินมาหา ด้วยความที่อยากจะทำอาหารให้ลูกทาน
“โธ่... แม่ฮะ นาน ๆ ผมจะทำอาหารให้แม่ทานซะที ให้ผมทำให้แม่นะฮะ ผมมีความสุขมากเลยนะฮะที่ทำอาหารให้แม่ ถึงแม้ว่าผมจะทำอาหารที่ง่าย ๆ ให้แม่ทาน” ชายหนุ่มหันมายิ้มอย่างมีความสุขให้กับแม่เลี่ยว (กรี๊ดดดด ลักยิ้มค่ะ >< จิ้นไปเองคนเดียวแล้ว)
“จ้า ๆ ลูกรักของแม่ ลูกแม่ทำอะไรให้แม่ แม่ก็ว่าอร่อยทุกอย่างแหละ” แม่เลี่ยวพูดพร้อมกับเดินไปกอดลูกชายด้านหลัง และหันหน้าไปยิ้มให้กับชายหนุ่ม
“ขอบคุณฮะแม่ เดี๋ยวผมทำอาหารให้เสร็จก่อนนะฮะ แม่ไปนั่งรอที่โต๊ะอาหารได้เลยนะฮะ” ชายหนุ่มหันมายิ้มให้แม่อีกครั้งก่อนจะหันกลับไปสนใจอาหารที่ทำต่อ
“งั้นแม่ไปนั่งรอลูกที่โต๊ะทานข้าวนะ” แม่เลี่ยวบอกพร้อมกับเดินห่างออกไป
“ฮะแม่” ชายหนุ่มตอบรับโดยไม่ได้หันไปมองแม่เลี่ยว
“อืม... ผัดผักกวางตุ้ง แกงจืดเต้าหู้ และไข่เจียว แค่นี้คงจะพอกินกันสองคนแม่ลูกแล้วล่ะ” ชายหนุ่มคิดไปก็ตักข้าวและกับข้าวใส่ถาดเตรียมไปเสิร์ฟให้กับแม่เลี่ยว
“มาแล้วฮะ มาแล้ว” ผ่านไปสัก 2-3 นาที ชายหนุ่มก็ตะโกนบอกแม่เลี่ยว พร้อมกับยกถาดอาหารมาวางบนโต๊ะทานข้าว ขณะที่แม่เลี่ยวกำลังจะลุกจากเก้าอี้ขึ้นมาช่วยชายหนุ่ม ชายหนุ่มรีบวางถาดอาหารแล้วกดตัวแม่เลี่ยวให้นั่งอยู่ที่เก้าอี้
“แม่ไม่ต้องช่วยผมหรอกฮะ เดี๋ยวผมจะจัดการเองทั้งหมดเองฮะ” พูดเสร็จชายหนุ่มก็ยกกับข้าวออกจากถาดมาวางไว้ตรงหน้าแม่เลี่ยวแล้วก็รีบตักข้าวให้แม่เลี่ยวทันที เสร็จแล้วชายหนุ่มก็ตักข้าวของตนเอง และส่งตะเกียบให้กับแม่เลี่ยว
“ทานข้าวได้แล้วฮะแม่” ชายหนุ่มบอกพร้อมกับคีบผักกวางตุ้งให้แม่เลี่ยว
“ขอบใจจ้าลูก” แม่เลี่ยวยิ้มแย้มอย่างดีใจที่ลูกชายเอาใจ พูดเสร็จก็คีบผักเข้าปากก่อน แล้วก็ตามด้วยข้าว
“อร่อยมั๊ยฮะแม่ ผมทำสุดฝีมือเลยนะฮะ” ชายหนุ่มเห็นแม่คีบอาหารเข้าปากก็รีบถามทันที
“อร่อยสิลูก อาหารที่ลูกทำให้แม่อร่อยทุกอย่างเลย” แม่เลี่ยวเคี้ยวอาหารเสร็จจึงเอ่ยปากบอกลูกชาย แล้วก็ชิมกับข้าวทุกอย่างที่ลูกชายทำ
“ขอบคุณฮะแม่ ทานเสร็จแล้วเดี๋ยวผมจะขับรถพาแม่ไปซื้อของนะฮะ” ชายหนุ่มบอกแม่ก่อนที่จะคีบกับข้าวทานมั่ง
“จริงเหรอลูก ว่าแต่จะพาแม่ไปที่ไหนล่ะลูก” แม่เลี่ยวรีบถามด้วยความดีใจ
“ผมว่าจะพาแม่เข้าตัวเมืองไทเปนะฮะ แม่อยากไปที่ไหนเป็นพิเศษหรือเปล่าฮะ” ชายหนุ่มถามแม่เลี่ยวด้วยเสียงเอาใจ
“อืม..... ยังนึกไม่ออกเลยลูก แม่ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวตัวเมืองสักเท่าไหร่เลย ลูกจะพาแม่ไปไหนล่ะ” แม่เลี่ยวรีบถามด้วยความอยากรู้
“งั้นผมพาแม่ไปเที่ยวที่ Breeze Center ดีมั๊ยฮะ ที่อยู่ตรงถนน Fuxing ไงฮะ” ชายหนุ่มเอ่ยอย่างตั้งใจที่จะพาแม่ไปเดินเที่ยวห้างบ้าง
“จะดีเหรอลูก แม่รู้สึกว่าที่นั่นของมันแพงนะ แม่ไม่อยากให้ลูกเสียเงินเสียทองให้แม่แบบนี้เลย” แม่เลี่ยวเอ่ยปากบอกลูกด้วยความเสียดายเงิน
“นาน ๆ ทีคงไม่เป็นไรหรอกฮะ ผมอยากพาแม่ไปเที่ยวห้างบ้างนะฮะ แม่ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวห้างเลยนี่ฮะ” ชายหนุ่มทำเสียงออดอ้อนแม่เลี่ยว แล้วก็ลุกจากเก้าอี้เดินไปกอดเอาใจแม่
“จ๊ะ ๆ ก็ได้จ๊ะลูก” แม่เลี่ยวกอดตอบลูกชายด้วยความใจอ่อน หลังจากเจอลูกอ้อนจากลูกชาย
“งั้นเราทานอาหารกันต่อเลยนะฮะ ทานเสร็จเราจะเตรียมตัวไปกันเลย” ชายหนุ่มบอกแม่เลี่ยวแล้วก็เดินไปนั่งเก้าอี้เดิมฝั่งตรงข้ามแม่เลี่ยว
“อ้อ เมื่อคืนลูกยังคุยกับแม่เรื่องไปเที่ยวประเทศไทยไม่จบเลยนะ” แม่เลี่ยวนึกเรื่องไปเที่ยวได้ก็รีบถามลูกชาย
“ผมยังไม่รู้รายละเอียดเท่าไหร่เลยฮะแม่ ต้องโทรไปถามข้อมูลกับไกด์สาวคนนั้นก่อนฮะ เอ..... เธอชื่ออะไรผมก็จำไม่ได้ซะด้วยสิ” ชายหนุ่มบอกแม่เลี่ยวเสร็จก็คีบอาหารเข้าปากทันที
“อืม.... งั้นก็ทานข้าวกันให้อิ่มกันก่อนละกัน เรื่องเที่ยวเดี๋ยวค่อยว่ากัน ลูกก็ทานข้าวเยอะ ๆ นะลูกนะ แม่รู้สึกว่าลูกผอมไปนิดนึง เอ้า ทานซะ” แม่เลี่ยวเห็นว่าลูกชายผอมบางไปนิด ก็รีบคีบกับข้าวให้ลูกทานด้วยความเป็นห่วง
“ขอบคุณฮะแม่ ตอนที่ผมขับเครื่องบิน ผมไม่ค่อยได้ทานเท่าไหร่หรอกฮะ เดี๋ยวผมจะทานเยอะ ๆ เลย เพราะผมได้ทานข้าวกับแม่ ผมมีความสุขมาก ๆ เลย” ชายหนุ่มรีบอธิบายให้แม่เลี่ยวเข้าใจและส่งยิ้ม (ละลายใจคนแต่ง) ให้แม่
สองคนแม่ลูกต่างก็ทานข้าวไปคุยกันไปอย่างมีความสุข
*************************************************

* Breeze Center เป็นห้างดังห้างหนึ่งของไต้หวัน ลักษณะในห้างคล้าย ๆ กับเซ็นทรัลเวิลด์และสยามพารากอนตามความเข้าใจของคนแต่งค่ะ เพราะเคยไปมาแล้ว ขอบอกนิดนะคะว่า สถานที่ที่เอ่ยถึงมีจริงค่ะ ยกเว้นตัวละคร




 

Create Date : 28 สิงหาคม 2552    
Last Update : 29 สิงหาคม 2552 12:28:08 น.
Counter : 150 Pageviews.  

Loving in Taiwan ตอนที่ 3



หลังจากทานกันท้องอิ่มแล้ว สองสาวก็เดินออกจากร้านอาหาร โดยหยุดปรึกษาหาทางไปที่สถานที่พักอยู่หน้าร้านอาหาร
“ไปทางไหนล่ะหยิน หาววววววว” ถามพร้อมกับอ้าปากหาวไปด้วย
“แก้ว ทำไมหาวน่าเกลียดแบบนั้นล่ะ เวลาจะหาวก็ปิดปากด้วยสิ” หยินหันไปตำหนิเพื่อน
“แหม.... หยิน เราลืมตัวอ่ะ คิดว่าอยู่ที่บ้าน เอาน่า ๆ ที่นี่ไม่ใช่บ้านเรา ทำอะไรก็ไม่น่าเกลียดอยู่แล้ว แต่ถึงจะน่าเกลียด ก็ไม่เป็นไรอยู่ดีแหละเนอะ ฮิ ๆ” แก้วพูดไปก็เอาบ่าสะกิดเพื่อนไป
“อืม... สงสัย แก้วคงจะเป็นเหมือนภาษิตบ้านเรามั้ง” บอกแก้วแล้วก็เริ่มยิ้ม ๆ
“ไร ๆ หยิน บอกมาเดี๋ยวนี้นะ ภาษิตอะไรเหรอ” แก้วทำหน้างง ๆ มองหน้าเพื่อน
“อ้าว แก้ว ลืมแล้วเหรอ ก็ภาษิตที่ว่า หนังท้องตึง หนังตาก็เลยหย่อนไง ฮ่า ๆ ๆ”
“หยินน่ะ เมื่อกี้ยังบ่นแก้วอยู่เลย ทำไมตอนนี้มาหัวเราะแก้วล่ะ” แก้วแกล้งทำเป็นงอนเพื่อนสาว
“โอ๋ ๆ อย่างอนหยินเลยนะ ง่วงนอนแล้วไม่ใช่เหรอ ไปกันเหอะ เดี๋ยวก็ได้นอนพักที่ซีเหมินติงกันพอดี ไป ๆ” บอกพร้อมกับจูงมือเพื่อนสาวไปด้วย
“เออหยิน แล้วที่พักอยู่ตรงไหนของซีเหมินติงล่ะ หยินยังไม่บอกเราเลยนะ”
“อืม เดี๋ยวนะแก้ว หยินขอกางแผนที่ดูก่อน เอ ซีเหมินติง อยู่ตรงนี้ พอเดินออกจากสถานีรถไฟฟ้าซีเหมินก็ให้เดินไปทางซ้าย ข้างหน้ามีถนนก็เลี้ยวขวา เดินไป 2 แยกแล้วเลี้ยวซ้าย อ๋อ ที่พักเราอยู่ตรงถนนคุนหมิงล่ะแก้ว”
“เหรอ ๆ แล้วไอ้2 แยกเนี่ยไกลเปล่าอ่ะหยิน แก้วล่ะเนื๋อยเหนื่อย ชักอยากจะนอนจริง ๆ แล้วสิ” แก้วเริ่มหยุดเดิน พร้อมกับนั่งยอง ๆ กับพื้น
“เอาน่า ๆ แก้ว นี่ไง ๆ ข้างหน้าเราก็แยกแรกแล้วล่ะ” หยินชี้ไม้ชี้มือไปทางแยกข้างหน้าให้แก้วเห็น
“เออ ไม่ไกลเนอะหยิน นี่ ๆ หยิน เมื่อกี้เราเห็นของดีด้วยล่ะ” บอกหยินแล้วก็เริ่มทำตาเจ้าเล่ห์
“ของดีอะไรล่ะแก้ว” ถามไปก็มองหาทางแยกไป
“ของดีแบบว่า..... เออ ไม่เล่าดีกว่ามั้งหยิน” แก้วแกล้งยักท่าไม่บอกเพื่อน
“อะไรล่ะแก้ว มาทำให้หยินอยาก แล้วก็จากไปเหรอ” หยินรีบถามเพื่อน
“ฮั่นแน่ ๆ หยิน ไอ้คำว่าอยากเนี่ย มันยังไง ๆ อยู่น๊า”
“บ้าหน่ะแก้ว หยินก็พูดภาษาวัยรุ่นกะเค้ามั่งสิ เราสองคนก็ยังไม่ถือว่าแก่ซะหน่อย หยินว่าแก้วทะลึ่งแล้วล่ะ” หยินหน้าแดงพร้อมกับทำท่าจะตีเพื่อนสาวเบา ๆ
“แหน่ะ ๆ หยิน เรายังไม่ได้คิดอะไรซะหน่อย หยินก็ไปโน่นแล้ว” แก้วพูดไปพร้อมกับหลบมือเพื่อนที่ลอยเข้ามาใกล้ เลยแซวเพื่อนกลับอีกรอบ
“นี่ไง ๆ ข้างหน้าเราก็แยกที่ 2 แล้ว เตรียมตัวข้ามถนนเลยแก้ว” หยินเริ่มเฉไฉเปลี่ยนเรื่อง
“เปลี่ยนเรื่องเลยซะงั้นนะหยิน อ๊ะ เล่าก็เล่า เมื่อกี้ตอนที่หยินไปถามทางหาร้านอาหารน่ะ เราเห็นวัยรุ่นชายหญิง 2 คนเค้าเดินจูงมือกันด้วยล่ะ” ระหว่างเล่าก็หยุดเดินอยู่หน้าทางแยก
“เรื่องแค่เนี้ยะเหรอ ของดีของแก้ว” หันหน้าไปมองเพื่อนแบบงง ๆ
“เปล่า ๆ แก้วยังเล่าไม่จบเลย หยินอย่าเพิ่งพูดตัดหน้าเราสิ คืองี้นะ เราเห็นเค้าสองคนเดินจูงมือกันไปสักพักนึง แล้วเค้าก็หลบมุมไปซอกข้าง ๆ แก้วก็เห็นว่าเค้าสองคนดูเหมาะสมกันดี ก็เลยมองเพลินไปหน่อย ตอนที่เค้าหลบเข้าไปที่มุมนี่สิ อึ๋ย.... เหมือนดูฉากหนังอย่างไงอย่างงั้นเลยล่ะหยิน” แก้วพูดมาถึงตรงนี้ก็ทำท่าขนลุก
“อืม... แล้วไงต่อ ไอ้ฉากหนังเนี่ย มันฉากหนังอะไรล่ะแก้ว” หยินรีบถามเพื่อนด้วยความอยากรู้
“แหม... เค้าก็จูจุ๊บกันใหญ่เลยน่ะสิหยิน อึ๋ย.... ถ้าอยู่ใกล้คงได้ยินเสียงแล้วล่ะมั้ง 555” เล่าเสร็จแล้วก็ขำ
“ว้า.... เสียดาย เราเลยอดดูอีกคนเลย อุ๊บ....” หยินเริ่มเอามือปิดปากหลังจากพูดจบ
“อุ๊ยตาย เพื่อนฉัน ชอบแนวนี้ด้วยเหรอเนี่ย” แก้วแกล้งอุทานแล้วเอามือทาบอก
“แหม... แก้ว ก็พอหอมปากหอมคอน่ะแหละ ฉันก็เป็น.... ผู้หญิงคนหนึ่ง” หยินแกล้งร้องเพลงของนักร้องดัง (แต่ไม่มาก) ให้เพื่อนฟัง
“ไม่เอาละ ขืนมัวหยุดพูดกับหยินนาน ๆ คงไม่ได้ถึงที่พักกันพอดี จะข้ามถนนกันหรือยัง” แก้วเห็นว่าเพื่อนไถลไปได้เรื่อย ๆ จึงไม่ต่อความยาวสาวความยืดต่อ รีบจูงมือเพื่อนข้ามถนนเอง โดยที่ไม่รู้ว่าไปถูกทางหรือเปล่า
“เออ ไปก็ไป มาด้วยกัน ไปด้วยกัน เลือดสุพรรณเอ๋ย” หยินยังคงร้องเพลงอย่างอารมณ์ดีต่อ
“นี่หยิน เธอเป็นคนจีนแน่เหรอ เดี๋ยวก็ร้องเพลงคนนั้น เดี๋ยวก็ร้องเพลงคนนี้ ร้องแต่เพลงไทยอย่างเดียวเลย”
“ก็ใช่สิจ๊ะแก้ว ชื่อเราก็บอกยี่ห้อแล้วว่า จีน แหง ๆ หน้าตาเราก็ออกจะบ่งบอกนะว่าจีน เนี่ย ๆ มองหน้าหยินชัด ๆ นะแก้วว่า จีนหรือเปล่า” หยินรีบยื่นหน้าเข้าไปใกล้ให้แก้วเห็นชัด ๆ
“เออ หยิน ไอ้เห็นน่ะเห็นอยู่หรอก แต่ถ้าเป็นแก้วนะ พูดภาษาจีนก็ได้ หน้าตาก็น่ารัก ผมดำยาวสลวย ตัวก็ขาวแบบหยินล่ะก็ เราจะร้องเพลงจีนบ่อย ๆ แล้วไปประกวดเป็นนักร้อง เอาให้ดังอย่างวง F4 เลยล่ะ” แก้วจับแก้ม ผม แล้วก็แขนของหยินพร้อมกับทำท่าทางถือไมค์เหมือนนักร้องประกอบให้เพื่อนดู พร้อมกับแกล้งร้องเพลง
“หนี่ เวิ่น หว่อ อ้าย หนี่ โหย่ว ตัว เซิน”
“โห.... แก้ว ร้องเพลงรุ่นแม่เราเป็นด้วยเหรอ” หยินถามเพื่อนด้วยความทึ่ง
“แหะ ๆ หยิน แก้วร้องได้แค่เนี้ยแหละ แก้วดูซีดีคอนเสิร์ต F4 แล้วเห็น Jerry ร้องเพลงนี้ด้วย ก็เลยเลียนแบบเค้าไง แต่แก้วหมั่นไส้ผู้หญิงคนนั้นมากเลยล่ะ หมั่นไส้เพราะอิจฉานะ ไม่มีอะไรหรอก อิ ๆ”
“อ้าว... หยินก็นึกว่าแก้วร้องเพลงรุ่นคุณแม่เก่ง จะได้ให้แม่ของหยินชวนแก้วไปร้องเป็นเพื่อนกับแม่ซะหน่อย”
“บ้าเหรอหยิน แก้วไม่กล้าหรอก ถ้าเป็น F4 ก็ว่าไปอย่าง” ทำตาเคลิ้มถึง F4 อีกรอบ โดยเฉพาะ Jerry
“เอ๊ะ แก้วนี่ยังไงนะ อะไร ๆ ก็ F4 อะไร ๆ ก็ Jerry อาการหนักเปล่าเนี่ยเพื่อนเรา”
“แหม.... หยินเข้าใจคนบ้านักร้อง ดารา อย่างเราบ้างสิ ก็เราดันชอบเค้าไปแล้วนี่ มันเลิกไม่ได้ด้วยล่ะ”
“ทำไมเหรอแก้ว ทำไมถึงเลิกไม่ได้ล่ะ”
“ก็เค้าเป็นคนดีน่ะสิ ยิ่ง Jerry นะ เป็นคนดีที่ซู๊ดดดดดเลย”
“ดียังไงล่ะแก้ว”
“เอาไว้เดี๋ยวถึงที่พักแล้วเดี๋ยวแก้วจะเล่าต่อนะหยิน ถึงหรือยังล่ะ”
“อ้าว หยินก็นึกว่าแก้วรู้ทางแล้ว ถึงปล่อยให้พามาเนี่ยไง” หยินแกล้งบอกเพื่อนแล้วก็ทำหน้างง
“เอ้อ แล้วเราพามาถูกทางหรือเปล่าล่ะหยิน”
“ผิดล่ะมั้งแก้ว” แกล้งหลอกเพื่อนอีกรอบ ทั้ง ๆ ที่มาถูกทาง
“ฮือ ๆ ทำไงดีล่ะหยิน ต้องเดินย้อนกลับทางเก่าหรือเปล่า” สองสาวเดินมาหยุดหน้าบ้านอาเหม่ยพอดี
“โอ๋ ๆ ถึงแล้วล่ะแก้ว หยินล้อเล่นน่ะ เดี๋ยวรอแป๊บนะกดออดเรียกอาเหม่ยก่อน”
“ติ๊งต่อง ติ๊งต่อง”
“มาแล้ว ๆ จ้า” อาเหม่ยตะโกนเสียงดังก่อนที่จะโผล่หน้าออกมา
“นึกแล้วว่าต้องเป็นเธอ หยิน ทานอะไรมาหรือยังล่ะ” อาเหม่ยถามเพื่อน
“เรียบร้อยแล้วจ้าอาเหม่ย เออนี่ อาเหม่ย เพื่อนคนไทยของฉันชื่อ แก้ว นะ” หยินรีบแนะนำแก้วให้อาเหม่ยรู้จัก
“แก้ว นี่เพื่อนคนไต้หวันของหยิน ชื่อ อาเหม่ย นะ” หยินแนะนำให้สองสาวรู้จักกันเสร็จแล้ว อาเหม่ยก็เปิดประตูให้สาวไทยทั้งสองคนเดินเข้าบ้าน
*************************************************

หลังจากที่ชายหนุ่มรับประทานอาหารกับแม่เลี่ยวเสร็จแล้ว ก็พาแม่มานั่งคุยเล่นกันต่อที่ห้องนั่งเล่น
“อาเจิ้น จะเล่าให้แม่ฟังหรือยังล่ะ เรื่องจะพาแม่ไปเที่ยวน่ะ” สองคนแม่ลูกพร้อมใจกันนั่งบนโซฟา
“ฮะแม่ ประเทศไทยผมเคยได้ยินว่า มีสถานที่พักผ่อนเยอะแยะ แต่ผมยังไม่เคยไปเลย อาทิตย์หน้าผมลาพักร้อน ผมจะพาแม่ไปเที่ยวนะ แม่อยากไปไหนฮะ” ถามแม่เลี่ยวเสร็จก็โผเข้ากอดพร้อมกับเอนตัวลงนอนบนตักแม่
“แม่ก็ยังไม่รู้เลยลูก แม่ก็ไม่เคยไปเหมือนกัน ลูกเคยได้ยินแล้วมันมีที่ไหนน่าไปมั่งล่ะ” ลูบผมชายหนุ่มไปด้วยความเอ็นดู
“เดี๋ยวผมถามเพื่อนที่เคยไปมาแล้วก่อนดีกว่าฮะ เค้าจะได้แนะนำเราได้ว่า เราควรจะไปเที่ยวที่ไหน” ชายหนุ่มรีบลุกขึ้นนั่งแล้วก็หยิบโทรศัพท์มือถือมาต่อทันที
“ตุ๊ด ตุ๊ด ตุ๊ดดดดดดดด” ชายหนุ่มรอสายสักพัก ก็มีคนรับสาย
“เหวย อาเจิ้น เป็นไงบ้าง ไม่ได้คุยกันตั้งนาน นายสบายดีหรือเปล่า แล้วแม่นายล่ะเป็นยังไง กลับมานานแล้วหรือยัง ต้องบินไปที่ไหนอีกเปล่า” อาลี่ถามชายหนุ่มแทบไม่ได้หายใจ
“เอ่อ อาลี่ ใจเย็น ๆ ก่อนนะ จะให้ฉันตอบคำถามไหนของนายก่อนดีล่ะ นายเล่นรัวคำถามเป็นชุดเลย” ชายหนุ่มชิงพูดก่อนที่อาลี่จะรัวคำถามเพิ่มขึ้นมาอีก
“เออ ก็นาน ๆ จะได้คุยกะนายซะทีนี่หว่า เห็นหายหน้าหายตาไปนาน คิดว่านายไปหลงสาวประเทศอื่นซะแล้วสิ” อาลี่แซวกลับชายหนุ่ม
“หลงอะไรที่ไหน ตอนนี้ฉันก็มีคนรักอยู่คนเดียวนี่แหละ”
“อ้าว อาเจิ้น นายมีคนรักตั้งแต่เมื่อไหร่” อาลี่ถามชายหนุ่มแบบงง ๆ
“ก็มีตั้งแต่ฉันเกิดนั่นแหละ แม่ฉันเองแหละอาลี่ 555”
“บ๊ะ อาเจิ้น นายทำฉันงงไปเลยนะเนี่ย”
“555 ฉันจะตอบคำถามนายละนะอาลี่ ข้อแรก ฉันและแม่สบายดี เพิ่งจะกลับมาได้สักพักนึงแล้วล่ะ ตอนนี้ฉันพักอยู่กับแม่ที่เถาหยวนนะ ส่วนเรื่องบินอาทิตย์หน้าฉันลาพักร้อนว่าจะพาแม่ไปเที่ยวต่างประเทศสักพัก เออ พูดถึงพักร้อน ฉันโทรมาจะถามนายเรื่องพักร้อน ได้ข่าวว่านายเคยไปเที่ยวประเทศไทย นายว่าที่นั่นน่าเที่ยวหรือเปล่า”
“อ๋อ ก็เคยไปนะ ตอนนั้นฉันไปเที่ยวทะเลที่พัทยา ก็แหล่งเที่ยวของประเทศไทยที่คนส่วนใหญ่ชอบไปกันนั่นแหละ และอีกอย่างนะ สาว ๆ ที่นั่นสวย ๆ ทั้งนั้นเลย” อาลี่บอกชายหนุ่มแล้วก็ทำหน้าทะเล้น
“ไม่เอา ๆ สถานที่แบบนั้นนะอาลี่ ฉันจะพาแม่ไปสถานที่ที่สงบ ๆ แม่ฉันชอบธรรมชาติ นายลืมไปแล้วหรือไง”
“เออ ๆ จริงสิ ฉันลืมไปเลยว่าแม่นายชอบธรรมชาติที่เงียบสงบ”
“นายพอจะมีสถานที่อื่นแนะนำฉันอีกหรือเปล่าล่ะ”
“อืม..... เดี๋ยวนะ ขอคิดดูก่อน” อาลี่ทำท่านึกพร้อมเอานิ้วโป้งและนิ้วชี้วางไว้ตรงคาง
“นึกออกแล้วอาเจิ้น” อาลี่คิดไปได้สักพักก็ตะโกนเสียงดังใส่หูโทรศัพท์
“ไม่ต้องตะโกนก็ได้ นายทำฉันตกใจหมดเลย แล้วที่ไหนล่ะอาลี่” ชายหนุ่มรีบถามอาลี่อย่างกระตือรือร้น
“ถ้าเป็นที่เงียบสงบก็ต้องที่นี่เลย ซาหมุดปากาน” (อิอิ บ้านคนแต่งเองค่า)
“ซาหมุดปากาน ไม่เคยได้ยินเลยอ่ะอาลี่ ใช่สถานที่เที่ยวในประเทศไทยเหรอ” ชายหนุ่มถามอาลี่แบบงง ๆ กับสถานที่
“ใช่สิอาเจิ้น ถ้าแม่นายชอบธรรมชาติที่เงียบสงบนายก็ต้องไปที่นี่แหละ”
“เออ แล้วมีที่ไหนที่น่าเที่ยวบ้างล่ะ” ชายหนุ่มรีบถามอาลี่ทันที
“ก็สถานตากอากาศบางปูไง ที่นั่นมีร้านอาหารทะเลน่ากินมากเลย แต่ต้องไปช่วงเย็น ๆ นะ ไปนั่งทานอาหารท่ามกลางสายลมของทะเล เห็นพระอาทิตย์กำลังจะตกดินระหว่างนั่งทานอาหาร แล้วก็มีนกนางนวลบินผ่านไปผ่านมา ฉันรับรองว่านายกะแม่นายต้องไม่เคยเห็นแน่ ๆ” อาลี่พูดชักชวนชายหนุ่มไปยังสถานที่ที่ชายหนุ่มไม่เคยไป
“เออใช่ สถานที่แบบนั้น ฉันกับแม่ยังไม่เคยไปมาก่อนเลย น่าสนใจ ๆ” ชายหนุ่มเริ่มสนใจขึ้นมาบ้างแล้ว
“ยังมีอีกนะที่ที่นายยังไม่เคยไป อย่างฟาร์มจระเข้ ตลาดบางน้ำผึ้ง เมืองโบราณ” อาลี่เริ่มบรรยายแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดสมุทรปราการ (555 ผู้แต่งเข้าข้างอาลี่เต็มที่ค่ะ ^^)
“เออ ๆ ฉันตกลงไป ซาหมุดปากาน ละกัน แล้วนายพอจะรู้จักไกด์ดี ๆ บ้างไหมล่ะ”
“อืม...... รอแป๊บนะอาเจิ้น ขอฉันค้นหาชื่อแป๊บนะ” อาลี่เดินไปค้นหานามบัตรของไกด์ที่โต๊ะคอมฯ ในห้องนอน
ระหว่างนั้น แม่เลี่ยวซึ่งคอยฟังลูกชายคุยกับเพื่อนอยู่ตลอดเวลา ด้วยความอยากรู้จึงรีบถามลูกชายว่า
“อาเจิ้น ได้สถานที่หรือยังลูก” ถามลูกชายเสร็จก็เดินเข้ามาหา
“รอแป๊บนะครับแม่ ผมรออาลี่แนะนำชื่อไกด์ก่อนนะครับ” ชายหนุ่มหันไปบอกแม่พร้อมกับเอามือบังโทรศัพท์ไม่ให้เพื่อนได้ยิน
“ได้หรือยังอาลี่ แม่ฉันอยากจะรู้เต็มแก่แล้วนะ” ชายหนุ่มเร่งเพื่อนก่อนที่แม่เลี่ยวจะเป็นฝ่ายเร่งชายหนุ่ม
“เดี๋ยว ๆ อาเจิ้น เอ... ฉันวางนามบัตรไว้ตรงนี้นี่นา อ้อ นี่ไง เจอแล้ว นายเตรียมจดนะอาเจิ้น”
“เออ แม่ฉันเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วล่ะ 555 สงสัยแม่ฉันเริ่มจะตื่นเต้นแล้วล่ะมั้ง”
“เอ้า ฉันจะบอกละนะ เธอมีชื่อว่า กชพรรณ ตั้งกมลวิสุทธิ์”
“เฮ้ย อาลี่ ชื่อแปลกจัง มีชื่อที่เรียกง่ายกว่านี้มั๊ย” ชายหนุ่มถามเพื่อนด้วยความที่กลัวจะเรียกชื่อไกด์ไม่ชัด
“เออ จริงสิ ฉันก็ลืมไปว่านายคุ้นกับภาษาไทย แต่พูดภาษาไทยไม่ได้ 555 ดีนะเนี่ยที่ฉันพอจะพูดได้บ้าง เพราะกำลังจีบสาวไทยอยู่ หึ ๆ” อาลี่พูดไปก็ขำไปพร้อมกับนึกถึงสาวไทยที่กำลังตั้งต้นจีบอยู่
“เอาล่ะ ๆ ขอชื่อไกด์ที่เรียกง่าย ๆ มาละกัน แม่ฉันจะพักผ่อนแล้วนะ” ชายหนุ่มเร่งอาลี่อีกครั้ง
“เออ ๆ ก็ได้วะ ฉันกำลังฝันหวานถึงสาวที่กำลังจีบอยู่พอดี ไกด์คนนี้ชื่อว่า หยิน นะ” อาลี่รีบบอกเพื่อนด้วยกลัวว่าเพื่อนจะหงุดหงิดซะก่อน
“หยิน อืม.... เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อนนะ แต่นึกไม่ออก แค่นี้ก่อนละกัน ฉันจะพาแม่เข้านอนละ บ๊ายบาย” ชายหนุ่มพูดเสร็จก็วางสายเพื่อนทันที
“อ้าว เพื่อนเรา วางสายไปซะแล้ว ยังไม่ทันจะกล่าวลาเลย” อาลี่บ่นชายหนุ่มก่อนที่จะไปนอนพักผ่อนบ้าง
*************************************************




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2552    
Last Update : 19 สิงหาคม 2552 23:40:57 น.
Counter : 129 Pageviews.  

Loving in Taiwan ตอนที่ 2



หลังจากที่ชายหนุ่มเดินออกจากสนามบินแล้ว เขาก็เตรียมตัวเดินทางกลับบ้านที่เถาหยวน โดยมีคนขับรถของพ่อบุญธรรมนำรถเบนซ์สีดำมาจอดรอรับชายหนุ่ม
“คุณชายเจิ้น ๆ รถจอดอยู่ทางนี้ครับ” คนขับรถพูดพร้อมกับเดินมารับกระเป๋าเดินทางของชายหนุ่มไปเก็บไว้ในรถ
“ขอบใจมากอาหวง” ชายหนุ่มเดินไปที่รถ โดยมีคนขับรถเปิดประตูรอให้ชายหนุ่มขึ้นไปนั่ง แล้วค่อยปิดประตู
“คุณชายจะไปที่ไหนก่อนเหรอครับ” คนขับรถถามก่อนจะสตาร์ทเครื่อง
“ไปหาแม่ฉันก่อนนะ ฉันอยากจะกลับบ้านไปอยู่กับแม่สัก 2-3 วัน”
“ครับ ๆ คุณชาย” ตอบรับชายหนุ่มเสร็จก็ขับรถมุ่งหน้าไปเถาหยวนทันที
ระหว่างทางที่นั่งรถกลับบ้าน ชายหนุ่มได้หวนนึกถึงเรื่องราวความหลังสมัยเด็กก่อนที่เขาจะมาเป็นกัปตัน เขาต้องเจออุปสรรคต่าง ๆ มากมายหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยท้อถอย นับตั้งแต่พ่อบุญธรรมที่เป็นเศรษฐีมาขอเขาไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรมจากแม่ เนื่องจากพ่อของเขาได้ประสบอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิตเมื่อตอนที่เข้าไปไทเป ในขณะที่พ่อของเขาจะสิ้นลม บังเอิญพ่อบุญธรรมผ่านมาช่วยเหลือ พ่อของเขาจึงฝากฝังลูกน้อยให้พ่อบุญธรรมช่วยดูแลก่อนสิ้นใจ หลังจากที่พ่อบุญธรรมของเขารับปาก เขาก็แจ้งตำรวจและสืบหาที่อยู่ของบ้านเลี่ยวจนเจอ แต่เนื่องจากเขามีธุรกิจมากมาย ไม่สามารถไปพบกับครอบครัวเลี่ยวได้ทันที เขาจึงให้ลูกน้องโทรศัพท์ไปแจ้งกับทางครอบครัวเลี่ยว กว่าพ่อบุญธรรมของเขาจะติดต่อกับครอบครัวเลี่ยวได้ก็กินเวลาไป 3 เดือนแล้ว ในช่วงที่พ่อของเขาเสียชีวิต แม่ของเขาแทบจะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะขาดผู้นำครอบครัว ทำให้เขาต้องหยุดเรียนมาช่วยแม่ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว เมื่อพ่อบุญธรรมติดต่อมาและขอรับเขาไปเลี้ยง แม่ของเขาจึงจำใจต้องให้เขาไปเพราะไม่สามารถส่งเสียให้เขาเรียนหนังสือได้ หลังจากที่พ่อบุญธรรมรับเด็กน้อยเจิ้นไปเลี้ยง เขาก็ไม่ได้ดูแลเด็กน้อยสักเท่าไหร่ เนื่องจากรับปากกับคนตายอย่างเสียไม่ได้ เขาจึงให้เด็กน้อยเจิ้นไปอยู่เป็นเพื่อนและคอยรับใช้ให้กับลูกชายของเขา นับว่าเป็นบุญของเด็กน้อยที่พ่อบุญธรรมยังส่งเสียให้ได้เรียนหนังสือในโรงเรียนระดับลูกเศรษฐี เด็กน้อยเจิ้นต้องอดทนอย่างมากในการดูแลรับใช้ให้กับลูกชายของพ่อบุญธรรมที่ชอบเอาแต่ใจตัวเอง และชอบกดขี่ข่มเหงคนที่ด้อยกว่า อย่างไรเสียเขาก็นึกขอบคุณพ่อบุญธรรมที่ส่งเสียให้เขาได้เรียนหนังสือจนจบและสามารถสอบขับเครื่องบินจนได้เป็นกัปตัน เมื่อคิดมาถึงตอนนี้แล้วรถก็จอดที่หน้าบ้านเลี่ยวพอดี
“ถึงแล้วครับคุณชาย”
“อืม ขอบคุณมากอาหวง นายเอารถกลับไปด้วยล่ะ เดี๋ยวฉันจะกลับไปบ้านหลี่เอง” พูดเสร็จก็เปิดประตูลงจากรถ
“คุณชายครับ คุณชาย เดี๋ยวผมหยิบกระเป๋าลงให้ครับ คุณชายไม่ต้องหยิบเองนะครับ”
“ไม่เป็นไรหรอกอาหวง นายจะได้ไม่ต้องลงจากรถไง” บอกคนขับรถเสร็จก็เดินไปหยิบกระเป๋าลงจากรถทันที
“ฝากบอกพ่อบุญธรรมด้วยนะว่า อีก 2-3 วันฉันถึงจะกลับไป”
“ครับคุณชาย ผมจะเรียนคุณผู้ชายตามนั้นนะครับ”
“อืม.... โชคดีล่ะ ขับรถระวังด้วยนะอาหวง บ๊ายบาย”
“บ๊ายบายครับคุณชาย”
หลังจากคนขับรถสตาร์ทรถจากไป ชายหนุ่มจึงเดินเข้าบ้าน พร้อมกับตะโกนว่า
“แม่ครับ ๆ ผมกลับมาแล้วครับ”
“กลับมาแล้วเหรอลูกเจิ้น” แม่เลี่ยวเดินออกมากอดลูกชายที่ไม่ได้เจอหน้ากันนาน 3 เดือนอยู่หน้าประตูบ้าน
“ทานอะไรมาหรือยังล่ะลูก แม่รู้ว่าลูกจะแวะมาหาแม่ แม่ก็เตรียมกับข้าวไว้ให้ลูกด้วยนะ ของโปรดลูกทั้งนั้นเลย มา ๆ เข้าบ้านกันเถอะลูก” แม่เลี่ยวพูดไปก็จูงลูกชายเข้าบ้านไป
“ยังเลยครับแม่ เพิ่งลงจากเครื่อง อาหวงก็มารับพอดีเลยครับ”
“เหรอลูก แล้วอาหวงไปไหนแล้วล่ะ แม่จะได้เรียกมาทานข้าวด้วยกัน” แม่เลี่ยวหันกลับไปมองด้านหลังชายหนุ่ม
“ผมให้กลับไปรายงานพ่อบุญธรรมแล้วครับ แม่ครับ ผมจะมาพักกับแม่สัก 2-3 วันนะครับ ผมคิดถึงแม่มากเลยครับ” พูดจบก็โผเข้ากอดแม่อีกครั้ง
“ดีจังเลยลูก แม่ก็คิดถึงลูกมากนะ ตั้งแต่ลูกไม่ให้แม่ทำงาน แม่ก็ไม่ค่อยจะมีอะไรให้ทำเลย นอกจากงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น”
“งั้นเอาอย่างนี้ดีมั๊ยครับ อาทิตย์หน้าผมว่าง ผมจะพาแม่ไปเที่ยวนะครับ”
“ไปเที่ยวเหรอ จะพาแม่ไปไหนล่ะ ที่ไต้หวันลูกก็พาแม่ไปเที่ยวเกือบจะหมดแล้วนี่นา อย่างเขา หยางหมิงซานที่ลูกพาแม่ไป อยู่กับธรรมชาติแล้วแม่รู้สึกสดชื่นมากเลยลูก”
“ผมจะพาแม่ไปเที่ยวต่างประเทศครับ”
“ต่างประเทศเหรอลูก ประเทศไหนล่ะ แม่ยังไม่เคยเดินทางไปต่างประเทศเลยนี่นา”
“ส.บ.ม. ครับแม่ แม่ลืมไปแล้วเหรอครับว่า แม่มีลูกชายที่เป็นกัปตันมือหนึ่งอยู่ทั้งคนนะครับ” พูดเสร็จก็เอามือกอดอกพร้อมกับยืดอกไปด้วย
“เออ จริงสิ แม่ก็ลืมไปว่ามีลูกชายเป็นกัปตันที่เป็นคนเก่งที่สุดในโลกเลย” แม่เลี่ยวยิ้มให้ลูกชาย
“ไป ๆ ไปนั่งโต๊ะทานข้าวได้แล้ว” แม่ลูกเดินเข้าครัว หลังจากที่ชายหนุ่มเอากระเป๋าเดินทางไปเก็บ
“เออ แล้วลูกจะมาค้างกับแม่กี่วันเหรอ” ถามพร้อมกับนั่งลงบนเก้าอี้
“ก็สัก 2-3 วันครับแม่” ชายหนุ่มนั่งลงแล้วจึงตอบคำถาม
“ว่าแต่จะพาแม่ไปเที่ยวที่ไหนล่ะ ยังไม่ตอบแม่เลยนะอาเจิ้น”
“ขอโทษครับแม่ ผมดีใจที่ได้มาอยู่กับแม่นะครับ นาน ๆ จะได้มาอยู่กับแม่สักที อาทิตย์หน้าผมลาพักร้อนครับ ผมจะพาแม่ไปเที่ยวประเทศไทยนะครับ”
“ประเทศไทย ที่นั่นมีอะไรน่าเที่ยวเหรอลูก”
“ที่นั่นน่าเที่ยวมากเลยครับ สถานที่ท่องเที่ยวมีเยอะมากเลยครับ เราทานข้าวกันก่อนนะครับ เดี๋ยวทานเสร็จแล้วผมจะเล่าให้ฟังนะครับ”
“จ้าลูก ทานเยอะ ๆ ด้วยนะอาเจิ้น แม่รู้สึกว่าลูกผอมไปนิดนึงนะ มา ๆ แม่ตักข้าวให้นะลูก”
“ขอบคุณมากครับแม่” สองแม่ลูกต่างก็ยิ้มให้กันและกัน และทานข้าวกันอย่างมีความสุข
**************************************************

ฝ่ายหญิงสาวทั้งสองหลังจากที่ขึ้นรถบัสและต่อด้วยรถไฟฟ้ามายังสถานีซีเหมินติงแล้ว ต่างก็มองหาร้านอาหารในบัตรฟรีที่แอร์โฮสเตสสาวให้มา
“เห็นหรือยังล่ะแก้ว ร้านอาหารที่ระบุในบัตรฟรีอ่ะ” หญิงสาวนามว่าหยินถามพร้อมกับหันซ้ายหันขวาหาร้านอาหารไปด้วย
“เราก็หันซ้ายหันขวาเหมือนกันกับหยินน่ะแหละ แล้วหยินล่ะเห็นมะ” แก้วย้อนถามเพื่อนแบบกวน ๆ
“เดี๋ยวเราไปถามคนแถวนี้ดีกว่านะว่า ร้าน Tomagoya มันอยู่ตรงไหนของซีเหมินติง รออยู่ตรงนี้นะแก้ว เฝ้ากระเป๋าด้วยนะ เรามาต่างที่ไม่รู้ที่นี่ขโมยจะชุกเหมือนกับบ้านเราหรือเปล่า” พูดเสร็จก็เดินไปถามกลุ่มวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งที่อยู่ด้านหน้า
“จ้า ๆ เราไม่กล้าไปไหนหรอก กลัวหลง ภาษาจีนก็ไม่เป็นกะเค้าด้วยสิ คิด ๆ แล้วก็อดอิจฉาเธอไม่ได้นะหยิน พูดภาษาจีนปร๋อเลย อยากพูดได้แบบหยินมั่งจัง จะได้คุยกับคนจีนได้ โดยเฉพาะ F4 อ้าวหยิน เดินไปเฉยเลย ปล่อยให้เราพูดอยู่คนเดียว” ขณะที่แก้วพูดยังไม่จบ เพื่อนสาวนามว่าหยินก็เดินจากไปซะก่อน แก้วหันซ้ายหันขวาอีกครั้งว่ามีใครมองอยู่หรือเปล่า
“อึ๋ย... มีคนมองเราอยู่จริง ๆ ด้วย เค้าจะคิดว่าเราบ้าหรือเปล่าเนี่ย” แก้วได้แต่คิดอยู่ในใจ
ขณะที่แก้วกำลังคิดอยู่นั้น หยินก็เดินไปถึงกลุ่มวัยรุ่นพอดี
“ขอโทษนะคะ น้อง ๆ พอจะรู้จักร้านอาหารชื่อนี้หรือเปล่าคะ” พูดเสร็จก็รีบยื่นบัตรให้กลุ่มวัยรุ่นดู
“รู้จักครับ / ค่ะ” กลุ่มวัยรุ่นที่มีทั้งชายและหญิงตอบหญิงสาวพร้อมกัน
“อยู่ข้างหน้านี่ไงครับ” วัยรุ่นชายคนหนึ่งตอบกลับมา
“อ๋อ ขอบคุณค่ะ” หยินบอกขอบคุณเสร็จก็รีบเดินหนีจากกลุ่มวัยรุ่นทันทีด้วยความอาย
“แก้ว ๆ เรารู้แล้วร้านอาหารก็อยู่ข้างหน้าเรานี่แหละ” รีบเดินมาบอกเพื่อนสาว
“อ้าวเหรอ ถือเราสองคนมาปล่อยไก่ที่ไต้หวันละกันเนอะ ว่าแต่ซีเหมินติงเนี่ยเหมือนกับสยามเซ็นเตอร์บ้านเราเลยเนอะ”
“ใช่ ๆ เหมือนสยามบ้านเราจริง ๆ ด้วย เห็นวัยรุ่นเต็มไปหมดเลย” มองซ้ายมองขวาอีกครั้ง แล้วก็หยุดมองวัยรุ่นชายหญิงคู่หนึ่ง
“นั่น ๆ ดูนั่นสิแก้ว วัยรุ่นชายหญิงเดินจูงมือกันไม่อายใครเลยอ่ะ”
“อืม... ถ้าบ้านเราเป็นแบบนี้ก็คงแย่เนอะ สงสารพ่อกับแม่พวกเค้าจัง”
“อาจจะเป็นเพราะไต้หวันเป็นประเทศประชาธิปไตยเหมือนกับบ้านเรามั้ง แต่รู้สึกที่นี่เค้าจะเสรีกว่าบ้านเราอีกนะ” ยังไม่ทันที่แก้วจะพูดจบดี ก็มีเสียงดังขึ้นมาซะก่อน
“โครก ๆ ๆ” เสียงท้องของสองสาวร้องขึ้นมาพร้อมกัน
“มัวแต่คุยกันเรื่องนี้ เดี๋ยวก็คุยกันไม่จบหรอก เราไปทานข้าวกันดีกว่านะหยิน”
“อ๊ะไปก็ไป ท้องของพวกเราจะได้เลิกร้องซะที อิอิ”
และแล้วหญิงสาวทั้งสองก็เดินลากกระเป๋าเดินทางไปที่ร้านอาหาร
*************************************************




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 19 สิงหาคม 2552 23:47:06 น.
Counter : 112 Pageviews.  

1  2  

huiying_f4
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หลงรัก Jerry Yan เป็นชีวิตจิตใจ รักแล้ว รักเลย ไม่เปลี่ยนใจ และจะรักตลอดไป ^^
Friends' blogs
[Add huiying_f4's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.