Group Blog
 
All Blogs
 

ฟังเพลงซึ้ง ๆ เมื่อยามมีความสุขเนี่ย มันช่างเพราะเสียยิ่งกระไร

ตามนั้นล่ะครับ

ช่วงนี้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกินที่ตามหาสิ่ง ๆ หนึ่งเจอ
หลังจากที่เฝ้าพยายามหามานาน แต่ก็ไม่สามารถหาเจอได้

พอถึงช่วงที่คิดว่าตัวเองตกต่ำที่สุดกลับได้ของสิ่งนั้นกลับคืน
เป็นความสุขใจที่ยอมรับว่ายิ้มไม่หุบมาได้ 3 วันแล้ว
เป็นความสุขใจที่ไม่ได้รับมานานหลายปี
เพราะที่ผ่านมามีแต่ปัญหา มีแต่เรื่องราวที่ประดังเข้ามา
จนชีวิตต้องซวนเซไปพรรคใหญ่ ๆ สุขใจชุดแรกผ่านไปไม่ได้
ชุดสองก็ตามมา

ปัญหาที่คาราคาซังกำลังจะคลี่คลายไปในทางที่ดี
ปัญหาใหญ่ที่ต้องทนแบกไว้มาปีกว่า ๆ วันนี้ทางออกได้เปิดขึ้นแล้ว
และกำลังจะเดินผ่านออกไป ได้อย่างสง่าผ่าเผย


จากนี้ไป กำลังใจจากทุกคน จะเป็นแรงผลักดัน
เป็นพลังให้ผมได้ก้าวเดินต่อไป

เพื่อความสุขใจอันยั่งยืน และยาวนาน




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2551    
Last Update : 18 ธันวาคม 2551 15:43:08 น.
Counter : 295 Pageviews.  

ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม...ท่องไว้อ้วนเอ้ย จะได้ไม่เครียด

อุตส่าห์ตั้งความหวังว่าจะเริ่มนับถอยหลังวันกลับบ้าน ก็มีเรื่องราวประดังเข้ามา

หลังจากที่ก้ม ๆ เงย ๆ ทำแลปชนิดโงหัวออกจากหน้าจอคอมพ์ เครือ่งไม้เครื่องมือต่าง ๆ ปั่นจักรยานไปทำแลป ไปกลับรวมระยะทางแต่ละวันเฉียด 10 กิโลเมตร แถมขึ้นภูเขาอีกต่างหาก
(แต่ก็บ่เป็นปัญหา คิดเสียว่าออกกำลังกาย) จนเริ่มมานับถอยหลังวันกลับบ้าน เรื่องราวความตื่นเต้นก็เริ่มขึ้น

เรื่องแรก ก็คือเรื่องวีซ่า ทำแลปซะเพลิน จนลืมว่าต้องไปต่ออายุวีซ่านักเรียนออกไปอีก กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็วันที่วีซ่าหมดพอดี และเลยเวลาทำงานของแผนกตรวจคนเข้าเมืองเขาแล้ว ตอนเช้ามาเลยรีบคว้าจักรยานคุ่ชีพแจ้นไป ตม. ทันที ไปถึงก็ทำเรื่องต่าง ๆ กรอกแบบฟอร์ม ยื่นเอกสาร พร้อมทั้งทำหนังสือชี้แจงไปยังหัวหน้างาน ด้วยลายมือที่แทบจะดูไม่ออกว่าใช้มือเขียน เหมือนเขี่ย ๆ ซะมากกว่า แถมภาษาอังกฤษก็ยังพับใส่ซองประดับตราจดหมายด่วนพิเศษ (อีเอ็มเอส) ส่งคืนอาจารย์ไปแล้วเรียบร้อย อายเจ้าหน้าที่รับเรื่องมากถึงมากที่สุด จากนั้นก็ประทับตราให้อยู่ต่อชั่วคราวได้จนกว่าจะได้รับการอนุมัติต่อวีซ่าอีกครั้ง ซึ่งใช้เวลาในการพิจารณา 1 สัปดาห์.... สุดยอดแล้วครับงานนี้...เครียดแล้วก็ตื่นเต้นมากกว่าตอนลุ้นผลทุนซะอีก...แต่ก็ได้กำลังใจจากพี่ ๆ น้อง ๆ ชาวแอดเจแปน ที่ผมอุตส่าห์ไปโพสต์บ่นให้ได้อ่านกันหน้าห้อง...

จนเมื่อเวลาผ่านไป 1 สัปดาห์ตามกำหนด กำลังจะออกไปฟังผลพอดี เจ้าหน้าที่ก็โทรมาบอกว่าวีซ่าอนุมัติให้อยุ่ต่อแล้ว ก็เลยได้เดินเรื่องอยู่ต่อ และต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ทะเบียนประจำเมืองที่เรียนอยุ่ด้วย ว่าต่อวีซ่าออกไปอีก 1 ปี และเรียบร้อยไม่มีปัญหา

สุดสัปดาห์นั้นเป็นช่วงเวลาที่พักผ่อนได้สบายใจอีกครั้ง แม้จะมีงาน มีแลปรออยู่ข้างหน้ากองมโหฬาร แต่ก็ขอพักไว้ก่อน

....................................................................

พักได้ไม่นานปัญหาเรื่องต่อมาก็ปรากฎขึ้น

คือ ปัญหาละครน้ำเน่าในแวดวงการวิจัย เป็นไปได้ไงก็ไม่ทราบเหมือนกัน บุคคลที่เราเกรงอกเกรงใจ และนับถืออยู่พอสมควร มารบกวนงานวิจัยจนต้องเกิดเอ๋อเหรอขึ้นมา
ดีว่าคราวนี้เห็นกับตา จะ ๆ เน้น ๆ บุคคลท่านนั้นจึงหมดหนทางปฏิเสธ แต่ในฐานะที่ต่างบ้านต่างถิ่น จึงทำได้แค่แจ้งให้อาจารย์ที่ปรึกษาทราบ แล้วให้พิจารณาลงโทษกันเอาเอง แม้จะไม่ค่อยพอใจกับผลการลงโทษเท่าไหร่นัก (บทลงโทษคือโอนย้ายนักศึกษาในสังกัดไปให้บุคคลอื่นให้หมด) บุคคลที่รับทราบหลายคนจะให้ความเห็นว่า ควรจะลงโทษให้หนักกว่านี้ เพราะท่านนั้นก็เป็นนักวิจัยที่มีความโดดเด่นพอสมควร แต่มาทำให้งานวิจัยคนอื่นล้มเหลวแบบนี้ ผิดจรรยาบรรณการเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างมาก

จึงให้คำตอบไปกับอาจารย์อีกท่านที่รับทราบเรื่องนี้ว่า สำหรับผมซึ่งถือเป็นคนนอก แถมเป็นนักศึกษาต่างชาติแบบนี้ ขอทำหน้าที่ในการเป็นคนแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ เมื่อทราบแล้วจะจัดการ ถึงขั้นไหนอย่างไร หากต้องการให้ผมเป็นพยานก็พร้อมเสมอ

เรื่องราวความวุ่นวายเรื่องที่สองก็เลยจบไป แบบค้าง ๆ คา ๆ ไว้แบบนั้นต่อไป

................................................................................................................

จากนั้นก็ลุยเรื่องรายงานวิจัยที่จะตีพิมพ์เพื่อเป็นเครดิตสำหรับจบ

เพราะส่งเรื่องไปตั้งแต่เดือนมีนา แล้วก็ทิ้งหายไปครึ่งปี ตอบกลับมาเอาตอนกลางเดือนตุลา ว่าไม่รับเรื่องไว้ตีพิมพ์ พร้อม ๆ กับเหตุผลบางข้อที่รับได้ เพราะงานเราบกพร่องจริง ๆ และอีกหลายเหตุผลที่ยอมรับไม่ได้ เพราะคนพิจารณาอ่านไม่ละเอียด แต่ก็ไม่ได้ดันทุรังเพื่อที่จะตีพิมพ์ไปยังวารสารเล่มนั้น และบันทึกเอาไว้ว่า มาตรฐานในการรีวิวบทความของวารสารเล่มนั้น ไม่ค่อยคงที่เท่าใดนัก....เห้อ....โชคไม่เข้าข้างอะไรเช่นนี้.... ถึงตอนนี้ความคิดที่จะตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ตีพิมพ์โดยไม่ต้องจ่ายค่าตีพิมพ์ก็เป็นอันว่ายกเลิกไป อาจารย์ก็เลยบอกว่าตีพิมพ์แบบจ่ายค่าธรรมเนียมก็ได้ ไม่มีปัญหา เอาเงินของแลปออกได้ และส่งบทความออกไปวันสุดท้ายของเดือนตุลาคมพอดี

.......................................................................................

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ยังไม่หมดแค่นั้นครับ ยังมีอีก

ผ่านวันหยุดสุดสัปดาห์ไปอีกครา วันจันทร์ก็ปั่นจักรยายออกไปทำแลปปกติ เอาข้อมูลไปวิเคราะห์และถกปัญหากับอาจารย์ที่คุมแลป ก็ให้คำแนะนำดี แต่ผลการทดลองยังน่าเป็นห่วง เพราะข้อมูลที่ได้ไม่สวยเอาเสียเลย จะสร้างสรรค์ปั้นแต่งบนพื้นฐานของความเป็นจริง ก็ออกมาได้ไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่นัก
เลยนั่งวิเคราะห์ปัญหาอยู่คนเดียวเงียบ ๆ ในห้องทำงานจนได้ใกล้เลิกงานของอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ก็เดินเข้ามาด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มเป็นปกติ

แล้วพูดว่า .... อยากให้ลองไปคิดดูว่า ผลการทดลอง ณ ตอนนี้ ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ถ้าอยากจบตามกำหนด ก็จบได้ แต่คงจบได้ไม่สวยนัก เพราะหน้าหนาวที่จะถึงนี้คงไม่มีข้อมูลใหม่ และไม่สามารถทำการทดลองใหม่ได้ กว่าจะถึงใบไม้ผลิปีหน้าก็คงเป็นช่วงที่ต้องสรุปทุกอย่างแล้ว หรือจะเลือกยืดเวลาออกไปเทอมเพื่อที่จะได้มีเวลาเก็บข้อมูลใหม่เพิ่มในใบไม้ผลิ และสรุปผลพร้อมกับเขียนวิทยานิพนธ์ให้จบภายในใบไม้ร่วง ซึ่งอันหลังนี้ถึงแม้จะไม่มีหลักประกันว่าจะสามารถจบได้อย่างสวยงาม น่าชื่นชม แต่ก็จะทำให้งานออกมาดูดีมากกว่าจบตามกำหนด

แต่มีข้อแม้ว่า เงินสนับสนุนที่ได้รับ ณ ปัจจุบันนี้จะไม่ครอบคลุมถึงระยะเวลาที่ขยายออกไปครึ่งเทอม......

เอาละสิครับงานนี้ คิดหนักเลย จะเอายังไงดีล่ะหว่าา....

โทรศัพท์หาคนนั้น ต่อสายหาคนนี้ ขอคำปรึกษาอย่างเร่งด่วน
สุดท้ายได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า จะขอเลือกตัวเลือกหลัง คือเลื่อนเวลาจบออกไป
แต่ระยะเวลาที่เหลือในช่วงหนาวนี้ จะตามเก็บข้อมูลจากตัวอย่างทุกตัวอย่างที่มีอยุ่ในคลังให้หมด
ถ้าสามารถทำข้อมูลออกมาให้สวยสดงดงาม ก็จะสามารถจบได้ตามกำหนด แต่ถ้ายังไม่ดีเท่าที่ควรก็ต้องจบช้าอย่างเลี่ยงมิได้....


....................


จะรอดไหมเนี่ยตรู


...................


แต่ก็ได้คำปรึกษาจากจิตแพทย์ประจำตัว (หมอดูครับ...แฮ่ะ ๆ) ที่สนิทสนมกันเพราะเคยไปปรึกษาเรื่องราวปัญหาส่วนตัวที่หาทางออกไม่ได้บ่อย ช่วงที่เจอมรสุมชีวิต จนปัจจุบันสนิทสนมกัน

จับยามสามตา ดูวันเดือนปีเกิด แล้วทำนายไปตามเรื่อง แล้วสรุปว่า ช้า ๆ ได้พร้าเล่มงาม
ซึ่งก็ตรงกับคอนเซปต์ที่คิดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าถ้างานออกมาไม่ดีก็จะจบช้า.....

.............................................

เห้ออออ ทำงานวิจัยที่มันต้องมาเกี่ยวข้องกับลมฟ้าอากาศเนี่ยปัญหาเยอะจริง ๆ เลยนะเนี่ย




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2550    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2550 19:05:19 น.
Counter : 249 Pageviews.  

นับถอยหลัง....12 เดือนจากนี้ไป...คือเวลากลับบ้าน

เกือบจะครบ 4 ปีที่ได้มาประทับรอยเท้าไว้บนแดนอาทิตย์อุทัย ผืนดินแห่งความฝันของใครหลาย ๆ คน ไม่ว่าจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ มีครอบครัว มาประกอบอาชีพ มาศึกษาเล่าเรียน

ผมเองก็คงหนีไม่พ้นในกลุ่มคนเหล่านี้ การได้เดินทางไปต่างประเทศไม่ว่าจะท่องเที่ยว หรือเรียนต่อ ก็เป็นความฝันลึก ๆ อยู่ในใจ แต่ด้วยความที่ไม่ใช่คนเรียนเก่ง สมองดี เรื่องเรียนต่อจึงเป็นไปได้ยากมากที่สุด

หากวันนั้น ระหว่างการพักผ่อนหลังทำงาน หากวันนั้นใจไม่กล้า หน้าไม่ด้าน ก็ไม่รู้ว่า วันนี้ ณ ปัจจุบันนี้ผมจะทำอะไรอยู่ อาจจะเป็นลูกจ้างอยู่ที่ไหนสักแห่ง อาจจะเป็นเซลล์แมนขับรถล่องขึ้นลง เหนือ อีสาน ตะวันออก กลาง ใต้ อยู่ตลอดเวลาก็เป็นได้

เพราะวันนั้นความกล้ามันมี เพราะวันนั้นกินเบียร์ (แต่ยังไม่เมา) เพราะวันนั้นร้อน เพราะวันนั้นเหนื่อย ความคิดต่าง ๆ นานา ปรากฎขึ้นในสมอง ความไม่เข้าใจ ความฉงน ความแคลงใจ จึงต้องถามนายจ้าง(หัวหน้าคณะวิจัย) ว่าที่พวกผมทำอยู่ทุกวันนี้ พวกผมได้อะไรบ้างนอกจากค่าจ้างต่อเดือน ในขณะที่พวกคุณผลิตบัณฑิตนับสิบ มหาบัณฑิตอีกเพียบ ดุษฎีบัณฑิตอีกไม่น้อย ผม(และเพื่อน)จะได้อะไรบ้างนอกจากความรู้เรื่องงานวิจัย พวกผมอยากจะต่อยอด อยากจะก้าวหน้า พวกผมอยากเรียนต่อในประเทศของพวกคุณ.....

หัวหน้าคณะวิจัย (ชาวญี่ปุ่น) ก็ตกปากรับคำไว้ ว่าจะพยายามหาลู่ทางให้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรไปมากกว่า การได้ระบายความรู้สึกภายหลังการทำงานที่แสนจะทรหดเท่านั้น

แต่ด้วยความที่ผลการเรียนไม่ได้ดีเลิศ จึงทำให้การสมัครเรียนนั้นลำบาก แต่ความพยายามทั้ง 4 ปีก็ไม่ได้สูญเปล่า ระหว่างรอผลการพิจารณาผมใช้ประสบการณ์การทำงาน เป็นเครดิตสมัครเข้าเรียนต่อปริญญาโทในไทย แล้วใช้ผลการเรียนของ ป.โท มาเสริมเพื่อลบจุดด้อยที่คะแนนตอน ป.ตรีทำได้ไม่สวยเอาเสียเลย

ปีนั้นชีวิตต้องประสบทั้งโชคไม่ดี และโชคดี เรียนป.โท จบพอดี ส่งรูปเล่มวิทยานิพนธ์เรียบร้อย ผลทุนที่ญี่ปุ่นก็ประกาศออกมาว่าผ่าน เหลือระยะเวลาก่อนเดินทาง 4 เดือนพอดิบพอดี จึงใช้เวลานั้นในการเตรียมตัว เตรียมความพร้อมบางส่วน

คือวันที่ 30 กันยายน 2546 และเป็นเวลาของวันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันที่ผมเดินทางออกนอกประเทศแบบยาวนานครั้งแรก .... คืนที่คุณแม่แวะมาส่ง พี่ชายก็แวะมา ทุกคนต่างมุ่งหวังว่าผมคงจะเอาชีวิตรอดตัวคนเดียวได้ และก็ไม่เป็นปัญหา เพราะผมสามารถเอาตัวรอดได้ แม้ระยะแรกเรื่องภาษาจะเป็นอุปสรรค แต่ด้วยสภาพแวดล้อมรอบตัว ทั้งอาจารย์ เพื่อนนักศึกษาทั้งชาวไทย ชาวญี่ปุ่น และจากอีกหลาย ๆ ประเทศต่างเป็นมิตร รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายกิจการนักศึกษาต่างชาติ ก็ดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี

ความรู้สึกจากวันนั้น จนถึงวันนี้ ณ ที่แห่งนี้จึงเปรียบเสมือนบ้านอีกแห่งหนึ่งของผม.....

จากวันนั้นผ่านมาวันนี้อีกไม่ถึงเดือนก็จะครบ 4 ปีถ้วนแล้ว ผมคงต้องมานับถอยหลังเพื่อหยุดยั้งความหลงระเริงกับชีวิตต่างแดนของตัวเองไว้ เร่งมือทำงานทดลองให้ได้ผลออกมาดีที่สุด แม้ที่ผ่านมาจะทำดีบ้าง ไม่ดีบ้าง แต่ต่อจากนี้ความผิดพลาดจะต้องเกิดขึ้นน้อยที่สุด แม้ตอนท้ายอาจได้ผลที่ออกมาไม่ดีอย่างที่คาดหวัง แต่ก็คงไม่ทำให้เสียชื่อคนไทยอย่างแน่นอน


.....เห้ออ....ตั้งใจว่าจะเล่าให้เป็นเรื่องก้อม ๆ (ก้อมเป็นภาษาอีสาน แปลว่า เรื่องสั้น ๆ เช่น นิทานก้อม ก็คือนิทานอีสป หรือนิทานเรื่องสั้น เป็นต้น) ....แต่ก็ไม่ได้ก้อมอย่างที่ตั้งใจไว้เลย เอาไว้เดี๋ยวมาเพิ่มเติมดีกว่า ว่าตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่บ้าง




 

Create Date : 13 กันยายน 2550    
Last Update : 13 กันยายน 2550 9:25:19 น.
Counter : 242 Pageviews.  

ร้อนนัก พักร้อน....ออนทัวร์ @Hiroshima.................Ep.II

แวะมาต่อในบล็อคก็แล้วกันนะครับสำหรับ บันทึกการเดินทางระหว่างพักร้อน พักแลปอันแสนจะวุ่นวายสับสน ของการเรียนต่างแดนที่เวลางวดไล่หลังมาทุกทีแล้ว

สืบเนื่องจากกระทู้นี้นะครับ http://www.pantip.com/cafe/klaibann/topic/H5753209/H5753209.html

ร้อนนัก พักร้อน....ออนทัวร์ @Hiroshima.................Ep.I

ต่อด้วยการเดินทางในวันที่ 2 กันเลยดีกว่า การเที่ยวรอบนี้มีไกด์วีไอพีด้วยนะครับ แต่ขอไม่เปิดเผยละกัน

เนื่องจากนัดคุณไกด์วีไอพีไว้ตอนเที่ยง ช่วงเช้าหลังจากที่รับข้าวห่อสาหร่าย พร้อมกับมิโสะจิรุ
และตบท้ายด้วยกาแฟแล้วเรียบร้อยก็เริ่มออกเดินทางกันทันที ใช้บริการ Street car
หรือรถรางไฟฟ้านั่นเองครับ


จากโรงแรมแถว ๆ Hiroshima station นั่งรถรางมาที่ Bus Center เพื่อจะเดินไปต่อยังที่เที่ยวบริเวณนั้น รอเวลานัด
ซึ่งเป้าหมายแรกก็คือบริเวณปราสาทฮิโรชิม่า

เดินผ่านประตูเข้ามาก็มาเจอกับต้นไม้ต้นนี้ นั่นก็คือต้นยูคาลิปตัส ที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ถูกทำลายโดยอานุภาพของปรมาณูลูกนั้น แม้จะอยู่ห่างจากจุดที่ระเบิดลงแค่ 700 กว่าเมตรเท่านั้น




จากนั้นก็เดินเข้าไปต่อยังด้านในเพื่อเก็บภาพ เรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นผลพวงจากสงครามที่เกิดขึ้น ไม่เว้นแม้แต่ศาลเจ้าแห่งนี้ ที่ทำการสร้างขึ้นมาใหม่ภายหลังจากถูกทำลายไปเมื่อหลายสิบปีก่อน

แต่ก็ไม่ได้เดินเข้าไปเยี่ยมชมภายในถ่ายรูปด้านนอกแล้วก็เดินต่อไปยังปราสาททันที



ก่อนจะถึงตัวปราสาทก็มาพบกับซากของอาคารทำการกองบัญชาการทหารประจำเมือง ถูกทำลายเหลือแต่ฐานเท่านั้น



บรรยากาศภายในก็ดูร่มรื่นดีครับ



ด้านบนมีการวางแผงกั้นเหล็กเอาไว้ด้วย นึกว่ามีการปรับปรุง แต่ที่จริงแล้วนั้นเพื่อกั้นไม่ให้ผู้ที่คิดสั้น หรือคิดอุตริ รวมไปถึงเด็ก ๆ พลัดตกลงมานั่นเอง
ภายในก็มีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ของซามุไร บางส่วนก็ถ่ายรูปได้ บางส่วนก็ไม่ได้ ซึ่งสามารถพบเห็นได้ทั่ว ๆ ไปตามพิพิธภัณฑ์ทั่ว ๆ ไป

ใช้เวลาอยู่ในบริเวณปราสาทนี้ไม่นานครับ ถ้าหากเป็นฤดูใบไม้ผลิ หรือช่วงใบไม้เปลี่ยนสีคงจะน่าดูน่าชมมากกว่านี้

เป้าหมายต่อไปก็คือสวน Shukkeien ที่อยู่ห่างจากปราสาทไม่ไกลมาก ซึ่งถูกทำลายไปแทบไม่เหลือซากเช่นเดียวกัน




สภาพ ณ ปัจจุบันเป็นอย่างไร เชิญตามมาชมกันได้เลยนะครับ



บรรยากาศร่มรื่นพอสมควร แต่แดดวันนั้นแรงมาก โต๊ะกลางแจ้งเลยต้องตากแดดเหง้าไร้คนเข้าไปนั่งพัก



เดินลัดเลาะเข้าร่มไปเรื่อย ก็มาถึงสระน้ำกลางสวน ตัวสวนก็อยู่ติดกับแม่น้ำด้วยครับ


ศาลาริมน้ำ



ชุมนุมต้นปรง



กระถางบัวริมทางเดินเข้าไปยังเรือนน้ำชา ใช้เวลาเดินรอบประมาณ 45 นาทีครับ ชมบรรยากาศได้บ้างพอสมควร แต่ถ้าไม่รีบก็สามารถนั่งพักซึมซับบรรยากาศได้นานกว่านี้แน่นอน



หลังจากนั้นก็ได้เวลานัดกับคุณไกด์วีไอพีแล้ว จึงต้องขอลาสวน Shukkeien ไปก่อน ออกไปขึ้นรถรางไฟฟ้ากลับไปยังสถานที่นัดยัง Bus Center สำหรับนั่งรถไปต่อที่เกาะ Miyajima



สัญญลักษณ์ที่ทุกคนที่ได้แวะมาไม่พลาดที่จะแวะมาเยี่ยมเยือน การเดินทางมาที่นี่นั้นจะนั่งรถรางไฟฟ้ามาก็ได้ หรือนั่งรถไฟเจอาร์มาแล้วต่อเฟอร์รี่ไปยังตัวเกาะอีกทีนึง



ถ้าหากคุณมีเวลา 1 - 2 วันในตัวเมืองฮิโรชิม่า และจะมาเที่ยวที่เกาะแห่งนี้ และจะขึ้นกระเช้าไปเยี่ยมชมยอดเขาภายในเกาะด้วยนั้น แนะนำให้ซื้อตั๋วรถรางไฟฟ้าแบบ 2Days Trip Card สามารถใช้บริการรถรางไฟฟ้าได้ตลอดทุกสาย บริการเรือเฟอร์รี่ รวมไปถึงกระเช้าด้วย

เมื่อมาถึงแล้วก็จะมีเจ้าภาพมารอต้อนรับ



แต่ดูท่าทางคุณ ๆ เจ้าภาพทั้งหลายจะเจอกับอากาศที่ร้อนเหลือทน จึงไม่ค่อยกระฉับกระเฉงเท่าไหร่ แต่ก็เห็นทักทายแขกผู้มาเยือนบ้างพอสมควร

ใครที่ร้อนเหลือทน จะแวะทานน้ำแข็งไสก็ได้นะครับ สนนราคาก็อยู่ที่ถ้วยละ 200 เยนโดยประมาณ



ตามรายทางก็อุดมไปด้วยร้านของฝาก



ของที่ระลึกนานาชนิด



สัญญลักษณ์ที่ขึ้นชื่อของเกาะแห่งนี้อีกอันนั่นก็คือไม้พายครับ ที่เขียนตัวคันจิความหมายดี ๆ เอาไว้



หรือแม้แต่สัญญลักษณ์ของญี่ปุ่นอีกอัน นั่นก็คือพัดหลากสีสรร



จากนั้นก็มาที่อาหารขึ้นชื่อของที่เกาะแห่งนี้ ......... หอยนางรมย่างกันสด ๆ ครับ.....


ตัวโต ๆ ย่างร้อน ๆ ตัวละ 200 เยน ส่วนวิธีทานนั้นก็จะได้รับมาพร้อมกับเลมอน 1 ซีก คุณจะบีบน้ำมะนาวราดลงไปแล้วทานเลย หรือนะทานเลมอนซีกนั้นไปพร้อม ๆ กับหอยนางรมย่างก็ไม่ว่ากันครับ แต่ระวังจะร้อนเท่านั้นเอง....มีเบียร์เย็น ๆ อีกสักกระป๋องก็จะดีไม่น้อย



จากนั้นก็เดินต่อไปครับ



ผ่านร้านอาหาร ร้านของฝากตามรายทางเยอะแยะเหมือนเดิม



แล้วก็มาถึงส่วนของประตูใหญ่สีแดงที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าของศาลเจ้าริมทะเลบนเกาะนี้



เลยต้องแวะเก็บภาพไว้ก่อน เกรงว่าฝนจะตกเลยต้องรีบไปขึ้นกระเช้าเพื่อขึ้นไปเยี่ยมชมบรรยกาศบนยอดเขา



แต่รอแล้วรอเล่ารถไม่มาสักที เลยออกเดินเท้าขึ้นไปยังสถานีกระเช้าไฟฟ้า เลยถึงบางอ้อว่ากระเช้างดให้บริการชั่วคราว เนื่องจากเมฆฝนที่พัดผ่านมา มีฟ้าร้อง ฟ้าผ่าด้วย เกรงจะเกิดอันตรายต่อผู้ที่โดยสาร และนักท่องเที่ยวด้านบน รอแล้วรอเล่าจนผ่านไป 30 นาที เมฆก้อนใหญ่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะผ่านพ้นไปได้ จึงจำใจต้องเดินกลับลงมา

ระหว่างทางเก็บภาพน่ารัก ๆ กับเด็กน้อยที่พยายามจะเข้าไปจับตัวลูกกวางตัวเล็ก ๆ ปากก็พูดไปว่าไม่ต้องกลัว ๆ ..... มองดูแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ แล้วก็เก็บภาพมาให้ดูหนึ่งภาพ



เดินผ่านร้านของฝากเช่นเดิม



แล้วก็แวะมาเยี่ยมชมเจดีย์ห้าชั้นที่อยู่บนเขาที่อยู่ติดกับตัวศาลเจ้า อันนี้ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาเรียกว่าอะไร วงกลมด้านในบอกทิศ แต่ด้านนอกคืออะไรไม่รู้คร้าบ




บรรยากาศร่มรื่นมาก ๆ ภายในตัวศาลาที่อยู่ด้านข้างเจดีย์ห้าชั้น ลมทะเลเย็น ๆ พัดโชยมาตลอด



บนขื่อ บนคานของศาลาก็มีการจัดแสดงภาพเขียนเอาไว้มากมาย



จากนั้นก็เก็บภาพเจดีย์ห้าชั้น



เสร็จเรียบร้อยก็เดินลงไปเยี่ยมชมตัวศาลเจ้าริมทะเลกันต่อครับ



ภาพต่าง ๆ ก็คงมีคนโพสต์มาเยอะแล้ว จึงไม่มีอะไรแตกต่างกันมากมายนัก ละไว้ในฐานที่เข้าใจ แล้วแวะไปทานน้ำชากับขนมขึ้นชื่อของที่นี่กัน นั่นก็คือ โมมิจิมันจู



แบบที่เห็นนั้นเป็นชนิดทอดนะครับ อารมณ์เหนื่อย กัดไปได้หน่อยนึงแล้ว นึกขึ้นได้ว่าต้องถ่ายรูป ขออำภัยมา ณ โอกาสนี้....อิอิอิ...

พักเหนื่อยทานขนมกับน้ำชาแล้วก็เตรียมตัวกลับ



แล้วก็ได้เวลาเดินทางกลับด้วย บริการของเรือเฟอร์รี่เหมือนเดิมครับ บาย ๆ มิยาจิม่า



พบกันใหม่ Ep.III เร็ว ๆ นี้ครับ




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2550    
Last Update : 26 สิงหาคม 2550 16:48:47 น.
Counter : 736 Pageviews.  

もう、3年目だよう~!

คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย และคุณ ๆ ที่ล่วงลับไปแล้ว ที่กลับมาเยี่ยมบ้าน ไม่ต้องมาชวนผมกลับไปคร้าบ....ผมยังเรียนไม่จบ.....

ผมไม่ได้กลัวหรอกครับ แต่ยังอยากจะเดินตามฝันของตัวเองอยู่
เป้าหมายของชีวิตยังไม่สำเร็จ เอาไว้ถึงเวลาแล้วผมจะตามไปนะคร้าบ
รอไปก่อนสัก 40 ปีนะครับ

俺が怖くないよ!

でも、それはじゃまなんだ

行かない。。。絶対行かない


来年のお盆は来ないで....ねっ!




 

Create Date : 19 สิงหาคม 2550    
Last Update : 19 สิงหาคม 2550 0:31:00 น.
Counter : 293 Pageviews.  

1  2  3  

Tsuwamono
Location :
Shimane Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Tsuwamono's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.