|
|
|
โรคคาวาซากิ มีจริงเหรอ หรือแค่โฆษณาเอาขำๆ
วันก่อนอุตส่าหาเวลาปลีกตัวมาอัพบลอค แต่แล้วผลกรรมของการใช้วาจาเสียดสีสังคมผ่านบลอคเลยทำให้เกิด Error ขึ้นผมตกใจมากมันติดไวรัสป่ะว่ะ เลยจัดการลดบลอคที่เพิ่งอัพไป ไม่หน่ำใจ ผมเลยลบไปทั้งหัวข้อ จิปาถะ สาระ กำลังใจ ในใจคิดว่าแย่จังอุตส่าเขียนมาตั้งเวลาปีกว่า แทนที่จะเป็นไดอะรี่ให้เราได้ ตอนนั้นบอกกะตัวเอง พอกันที่บลอคแก๊ง เลิก เลิก เลิก ปกติบลอคก็ไม่ค่อยมีคนเจ้าเข้าอ่านอยู่แล้ว ไปลองเขียนที่ oknation หรือ exteen น่าจะดีกว่า วันถัดมา คำว่า เชื่อในสิ่งที่เฮด เฮดในสิ่งที่เชื่อก็เข้ามาในความคิด ทำต่อไปแล้วกัน แต่ก็เสียดายบลอคที่เคยเขียนมาแล้วด้วย ผมเพิ่งมาทราบที่หลังว่า เกิดจาก Error ของระบบ ตอนนี้ผู้ดูแลระบบกำลังเข้าไปแก้ไขอยู่ เป็นว่าคนที่ทำการอัพบลอคในวันเวลาช่วงนั้น จะเป็นเหมือนกันหมด ราวๆ สองร้อยกว่าคน โดยทีมงานแนะนำอย่าเพิ่งไปทำอะไรมัน ก่อน แต่ช้าไปแล้เวล่ะคราบท่านสำหรับผม มันเป็นซากไปแล้วเหลือแค่ความทรงจำ ช่างมันเหอะมันก็แค่ลายลักษณ์อักษร สิ่งที่อยู่กับเราคือความทรงจำกับสิ่งที่ได้ทำไป กับมิตรภาพดีๆกับเพื่อนในบลอคหลายๆคน

เข้าเรื่องกันที่กว่า ช่วงนี้ไม่ค่อยอัพเพลง เพื่อนหลายคนบ่นอยากฟังเพลง นั้นจะติดไว้สักเพลงสองเพลงแล้วกัน ช่วงนี้จะอัพบ่อยเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพแล้วกันนะ หลายคนคงเคยผ่านสายตากับโฆษณา ไทยประกันชีวิต ที่แม่เป็นห่วงลูกที่ป่วยด้วยโรคประหลาดอย่างหนึ่ง ที่มีโอกาสพบแค่ 1 ใน 5000 คนเท่านั้นนั้นคือ โรคคาวาซากิ (Kawasaki disease) หลายคนคิดว่าเอ้ เจ้าโรคนี้ชื่อยังกะมอไซด์ มันมีด้วยเหรอ
ถูกแล้วคราบมันมีโรคนี้จริงๆ ที่ชื่อว่าคาวาซากิ เพราะว่าผู้ค้นพบโรคนี้คือแพทย์ชาวญี่ปุ่น นามโทมิซากุ คาวาซากิ Tomisaku Kawazaki (ชื่อคาวาซากิ เป็นชื่อที่ใช้กันมากในญี่ปุ่น ประมาณ สมพร สมชาติ บ้านเรา เลยไปเหมือนกับชื่อเจ้าของผู้คิดค้นบริษัท ผลิตมอไซด์ยี่ห้อ คาวาซากิ นั้นเอง)
เจ้าโรคนี้มีชื่ออีกชื่อทางการแพทย์ว่า หรือ mucocutaneous lymph node syndrome -- MCLS, MLNS หรือ MCLNS เป็นชื่อที่บ่งบอกอาการทางการแพทย์นั้นเอง ซึ่งเป็นการบ่งบอกโรคไข้ผื่นทางต่อมน้ำเหลืองนั้นเอง
หมอคาวาซากิพบโรคนี้เมื่อพ.ศ . 2510 โดยพบในเด็ก โดยอาการของโรคที่ประกอบด้วยอาการมีไข้สูง (fever) มีการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง(peeling of the palm) และเยื่อบุผิว และต่อมน้ำเหลืองที่คอโต และ ตาแดง (congested conjuctiva) และ ภาวะเส้นโลหิตแดงหัวใจโป่งพองเป็นถุงขังโลหิตไว้ (coronary anuerysm)พบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง อัตราส่วน ชาย : หญิง 1.5 : 1 พบในเด็กเล็กประมาณร้อยละ 50 ของผู้ป่วยอายุน้อยกว่า 2 ปี ร้อยละ 80อายุน้อยกว่า 4 ปี พบได้ทุกเชื้อชาติในโลกแต่พบมากในเด็กญี่ปุ่นมากกว่าชาติอื่นๆ โรคคาวาซากิเป็นกลุ่มอาการของโรค ที่เกิดมีอาการไข้สูงเฉียบพลันทันทีทันใดอันเกิดจากหลอดเลือดแดงอักเสบ จึงทำให้เกิดความผิดปกติ ที่อวัยวะหลายระบบ
 ผื่นบวมแดง ที่อาจพบได้
สาเหตุ ยังไม่ทราบแน่นอนถึงสาเหตุที่แท้จริง แต่มีการระบาดเป็นครั้งคราวในชุมชน ทำให้น่าจะเชื่อว่าเป็นสาเหตุมาจากจุลชีพได้มีการเสนอถึงสาเหตุจากจุลชีพหลายชนิด ที่อาจจะสัมพันธ์กับโรคนี้เช่นRickettsia, Dermato Phagoide Epstein-Barr Virus, หัด, หัดเยอรมัน และอื่นๆ อีก แต่ยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันว่าจุลชีพชนิดไหนเป็นสาเหตุของโรค การใช้แชมพูซักพรม, การอยู่ใกล้แหล่งน้ำเสียบางที่ก็อาจเป็นสาเหตุได้ แต่ผลที่ค่อนข้างเป็นลักษณะของไข้คาวาซากิ คือการที่เชื้อมีผลไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยทำให้อาการโรคไปมีผลกับระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System)

สิ่งที่เราทำได้ คือ การสังเกตุอาการของโรค และรีบส่งตัวไปรักษาโดยด่วน
อาการของโรคคาวาซากิ จะเริ่มด้วยอาการไข้สูงลอยทั้งวัน ไม่ค่อยตอบสนองต่อยาลดไข้ ไข้จะเป็นอยู่นานหลายวันหากไม่รักษา มักไม่มีอาการทางหวัดเช่น อาการไอ หรีอน้ำมูกไหล ไม่มีผลการตรวจวินิจฉัยทางห้องปฎิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งวินิฉฉัยโรคนี้ได้อย่างเด็ดขาด แพทย์จะให้การวินิจฉัยได้จากเกณฑ์วินิจฉัยจาก 4 ใน 5 ข้อ ร่วมกับอาการไข้สูงหลายวัน
เกณฑ์การวินิจฉัย 1. ไข้สูงเฉียบพลันทันทีทันใด สูงเกิน 104 องศาฟาเรนไฮด์ ไข้จะขึ้นๆ ลง ระยะเวลา 4-14 วัน แต่บางราย อาจถึง 30 วัน 2. ตาแดงทั้ง 2 ข้าง ไม่มีขี้ตา (ocular conjunctival injection) 3. การเปลี่ยนแปลงของริมฝีปากและในช่องปาก ซึ่งอาจพบได้ดังนี้คือ ริมฝีปากแห้ง แดงแตก ลิ้นอาจมีลักษณะหนาขึ้นและออกเป็น สีชมพูคล้ายผลสตรอเบอรี่ ( strawberry tongue )และเยื่อบุในช่องปากแดง ลิ้นแดงบวมคล้ายสตรอเบอรี่เป็นอาการที่ชัดเจนมากของโรคนี้ 4. ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต โตข้างเดียวเป็นส่วนใหญ่แต่อาจโตหลายต่อมก็ได้ เมื่อกดที่ต่อมไม่มีอาการเจ็บ 5. มีผื่นที่ลำตัวหน้าแขน ขา ผื่นเป็นปื้นๆ หลายรูปแบบบางครั้งพบว่ามีผิวหนังแดง และลอกที่บริเวณก้น (Perineun) มือเท้าบวมในช่วงแรก มักไม่ยอมใช้มือเท้าเดินหรีอเล่น เนื่องมาจากเจ็บระบม มีผิวหนังลอกเริ่มที่บริเวณขอบเล็บ และ อาจพบที่รอบก้นและขาหนีบ
ประมาณ 80 % ของผู้ป่วยเป็นเด็ก อายุน้อยกว่า 5 ปี โดยส่วนใหญ่จะมีอายุน้อยกว่า 2 ปี
 เหมือนไหม ผลสตรอเบอรี่
โรคนี้ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาจะเป็นอย่างไร
อาการดังกล่าวมาข้างต้น 5 ข้อ ไม่มีข้อใดจะมีการทำลายอย่างถาวรต่ออวัยวะนั้น ที่สำคัญทึ่สุดคือการอักเสบของเส้นเลือดโคโรนารี่ซึ่งเป็นเส้นเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจเมื่อมีการอักเสบมากจะเกิดการโป่งพองของเส้นเลือดนี้ และมีการอุดตันของเส้นเลือด ทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยง หัวใจวายหรือทำงานล้มเหลวเสียชีวิตได้เส้นเลือดทั่วร่างกายอาจมีการอักเสบได้เช่นกัน เกล็ดเลือดที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงท้ายของการดำเนินโรค จะทำให้มีการเสี่ยงต่อการอุดตันของเส้นเลือดเพิ่มขึ้น
ความเป็นไปของโรค
1. จะมีไข้สูง ถ้าไม่ได้รับการรักษาสูงนานประมาณ 1-2 สัปดาห์ บางรายอาจนาน 3-4 สัปดาห์ มักให้ทานยาลดไข้ พาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลด 2. ตาแดง ตาขาวจะแดง 2 ข้าง ไม่มีขี้ตา และเป็นหลังมีไข้ประมาณ 1-2 วัน และเป็นอยู่นานประมาณ 1-2 สัปดาห์ 3. ผื่นตามตัวและแขนขา มักเกิดหลังมีไข้ 1-2 วัน และมีได้หลายแบบ และผื่นอยู่นาน 1-2 สัปดาห์ 4. มีการเปลี่ยนแปลงของริมฝีปากและช่องปาก จะมีริมฝีปากแห้งแดง และผิวหนังอาจแตกแห้งหลุดลอกได้ ภายในอุ้งปากจะแดง และลิ้นจะแดงคล้ายลูกสตรอเบอร์รี่ (Strawbery tongue) ในสัปดาห์ที่ 3 5. มีการเปลี่ยนแปลงที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า โดยจะบวมแดง ไม่เจ็บ หลังจากนั้นจะมีการลอกของผิวหนังบริเวณปลายนิ้วมือ และนิ้วเท้า (ประมาณ 10-20 วันหลังมีไข้) และลามไปที่ฝ่ามือฝ่าเท้าบางรายเล็บอาจหลุดได้ หลังจากนั้นบางราย 1-2 เดือนจะมีรอยขวางที่เล็บ (Beau's line) 6. ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต พบประมาณร้อยละ 50-70 ของผู้ป่วย ขนาดโตกว่า 1.5 ซ.ม. ไม่เจ็บ เป็นอาการร่วมหลังไข้ไป 2-3 สัปดาห์ 7. อาการแสดงอื่น ๆ ที่อาจเกิดร่วมด้วย ได้แก่ ปวดตามข้อ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ ท้องเสีย ซึ่งเป็นอาการแทรกซ้อนในระยะรุนแรงแล้ว
 ฝ่ามือ ฝ่าเท้าบวมแดง
โรคคาวาซากิจะรักษาอย่างไร ?
เมื่อพบว่าผู้ป่วยเป็นโรคคาวาซากิ ควรให้นอนโรงพยาบาลเพื่อการติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด
วิธีรักษาทำได้โดย จุดสำคัญของโรคนี้มิใช่ตอนเป็นไข้ แต่เป็นตอนที่ไข้ลดแล้วมีภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจนั้นเอง
การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคคาวาซากิ ควรจะเป็นการดูแลร่วมกันระหว่างกุมารแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคหัวใจเด็ก
พบว่า Intravenous gammaglobulin (IVIG) ในขนาดสูงสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนทาง coronary artery ของผู้ป่วย Kawasaki disease โดยให้ในขนาด 2 กรัม / กก . ครั้งเดียว ในกรณีที่ไข้ไม่ลงใน 48 ชั่วโมง สามารถใช้ซ้ำได้อีกครั้ง และให้ aspirin 80-100 มก./กก. ในระยะเฉียบพลันของโรค และลดเป็น 5 มก./กก./วัน อีก 6-8 สัปดาห์
1. แกมม่า โกลบลิน (Gamma globulin) ร่วมกับซาลิซิเลท (Salicyte) 2. ยาลดไข้และลดการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจและผนังหลอดเลือด 3. ยาป้องกันการเกาะกลุ่มของเกร็ดเลือด เพื่อลดอุบัติการของเส้นเลือดอุดตัน 4. ให้อิมโมโนโกลบูลิน เพื่อลดอุบัติการณ์การการเกิดการโป่งพองและการอักเสบของเส้นเลือดโคโรนารี่ 5. IVGG (intravenous gammaglobulin) เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนทาง หลอดเลือดหัวใจ โดยจะให้ผลดีมาก ในระยะ 10 วันแรกของโรค ซึ่งยาตัวนี้จะมี ราคาสูงมาก 6. ควรอยู่ในการดูแลของผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ

โรคแทรกซ้อน เป็นภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจและหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ (Coronary Artery) ซึ่งจะมีผลต่อชีวิตและอาการของผู้ป่วยมาก ได้แก่ anuerysm ของ coronary arteries และ large arteries อื่น arrhythmia และ mitral valve disease การตายในระยะต้นเกิดจาก myocarditisและความผิดปกติของ conducting system เป็นส่วนใหญ่
ส่วนการตายในระยะหลังคือ สัปดาห์ที่ 2 4 เกิดจาก myocardial ischemia, acute myocardial infarction จาก aneurysmrupture หรือ thrombosis พบประมาณร้อยละ 20-30 ถ้าไม่ได้รับการรักษาโรคแทรกซ้อน ที่หัวใจ และหลอดเลือด ได้แก่ เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ลิ้นหัวใจอักเสบ ทำให้ลิ้นหัวใจรั่ว และหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ (Coronary Artery) อักเสบเกิดเป็นหลอดเลือดแดงโป่งพอง (Aneurysm) ซึ่งอาจเกิดที่หลอดเลือดเส้นเดียว ตำแหน่งเดียว หรือเกิดหลายเส้นเลือด และหลายตำแหน่งก็ได้ โดยพบความผิดปกติดังกล่าวได้ในช่วง 10-28 วันของโรค
ในผู้ป่วยที่ไม่พบโรคแทรกซ้อนของหลอดเลือดหัวใจจะมี Complete recovery
ในเด็กส่วนใหญ่ที่มีโรคแทรกซ้อนทางหัวใจมักจะสบายดีไม่มีอาการ จากการรวบรวมในญี่ปุ่นพบว่า 1-2 % ของผู้ป่วยโรคคาวาซากิ เสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนทางหัวใจซึ่งมักเกิดใน 1-2 เดือน แต่การพยากรณ์โรคในระยะยาวยังไม่ทราบ ถ้าเกิดโรคแทรกซ้อนมาก และรุนแรง อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้(ประมาณร้อยละ 1-2) ในสัปดาห์แรกมือเท้าบวมและเจ็บ ในสัปดาห์ที่สอง ผิวหนังลอกที่ปลายนิ้วมือ นิ้วเท้า มีข้ออักเสบมักเป็นทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน เป็นได้ทั้งข้อใหญ่ข้อเล็กในระยะแรกอาจจะมีอาเจียน ปวดท้อง อุจจาระร่วง กล้ามเนื้ออักเสบ นอกจากนี้ยังพบแก้วหูอักเสบแผลในปาก ไอ เมื่อมีอาการแทรกซ้อนคือ ปอดอักเสบรุนแรงถึง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เด็กซึม ตับโต ม้ามโต และกระสับกระส่ายได้ ความผิดปกติที่หัวใจพบได้ร้อยละ 10-40ของเด็กซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนที่สำคัญ ต้องปรึกษาแพทย์ที่รักษาอย่างใกล้ชิด
จะต้องดูแลอย่างไรหลังจากออกจากโรงพยาบาล? หากมีการโป่งพองของเส้นเลือดโคโรนารี ( Coronary artery ) มีโอกาสที่เกิดอุดตันและมีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปเลี้ยงได้ ในเด็กเล็กจะบอกเรื่องเจ็บหน้าอกด้านซ้ายไม่ได้แต่จะร้องกวนไม่หยุด ไม่กินนมหรือข้าว ซีด เหงื่อออก หายใจหอบเหนื่อย และชีพจรเต้นเร็วมากขึ้น ให้รีบพามาโรงพยาบาลเป็นการด่วน เพื่อตรวจคลื่นหัวใจ, อัลตราชาวน์หัวใจ ( 2D echocardiogram ) ซ้ำ และให้ยาละลายลิ่มเลือดและขยายหลอดเลือดโคโรนาร๊ หากตรวจไม่พบความผิดปกติของ Coronary artery ตั้งแต่ต้นและได้รับการรักษาที่ถูกต้องแต่ต้น โอกาสเกิดการโป่งพององเส้นเลือดในระยะต่อม จะลดน้อยมาก แต่ต้องมาติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง ให้กินยาแอสไพรินตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ในช่วงที่กินยาแอสไพริน หากมีการระบาดของอีสุกอีใส ให้หยุดยาและมาติดต่อสอบถาม หรือมาพบแพทย์
การพยากรณ์โรค โรคนี้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีหลอดเลือดแดงโคโรนารี่อักเสบจะหายสนิทเป็นครั้งที่ 2 น้อยมาก เด็กที่ป่วยแล้วพิการหรือเสียชีวิตพบในผู้ป่วยที่มีความผิดปกติที่หัวใจ เช่น Coronary Aneurysms = หลอดเลือดโคโรนานี่โป่ง คุณถามว่าเป็นกรรมพันธุ์หรือไม่ขณะนี้ยังไม่ทราบคราบ คงต้องรอการวิจัยอีก 4-5 ปี ก็คงจะทราบว่าโรคอะไรเป็นกรรมพันธุ์จีน (gene) ตัวไหนเป็นต้นเหตุ
เมื่อลูกเป็นโรคนี้แล้ว สิ่งที่ต้องทำหลังการรักษาแล้ว
เลี้ยงดูลูกของคุณให้แข็งแรง ให้อาหารกายให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงสารอาหารน้ำด้วย และให้ออกกำลังกายตามอายุ พักผ่อนให้เพียงพอ โรคนี้มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดที่สำคัญดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว คือ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และหลอดเลือดหัวใจโป่งพอง ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตายตั้งแต่อายุน้อย ๆ ได้ การรักษาด้วยยาตั้งแต่ระยะต้นๆ ของโรค ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนได้มาก
เด็กที่เป็นโรคคาวาซากิจำเป็นต้องได้รับการติดตามเพื่อระวังภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดต่อเนื่อง ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนแล้ว 2-3เดือน สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
โดยมีข้อปฎิบัติเพิ่มเติมเพียงการปรับระยะเวลาการให้วัคซีนให้เหมาะสมในแต่ละรายเท่านั้น
ในรายที่มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดนั้น ส่วนใหญ่ก็ยังใช้ชีวิตได้เกือบปกติ
เพียงแต่ต้องได้รับยาบางอย่างต่อเนื่อง ทำให้ต้องมีข้อปฎิบัติ หรือข้อระมัดระวังเพิ่มเติม
ตลอดจนการปรับระยะเวลาการให้วัคซีนให้เหมาะสมบ้างในแต่ละรายเท่านั้น อย่างไรก็ตามภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือดเหล่านี้ไม่แสดงอาการให้เห็นจนกว่าจะรุนแรงมากแล้ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพบกุมารแพทย์โรคหัวใจเป็นระยะๆตามนัดอย่างต่อเนื่อง และปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด นะคราบ
ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก ผศ.นพ.สมเกียรติ โสภณธรรมรักษ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
รู้ทันโรคถือเป้นเรื่องสำคัญนะคราบ เพราะทุกวันนี้โรคแปลกๆมันเยอะจริงๆ
| Create Date : 31 มีนาคม 2551 | | |
|
| Last Update : 31 มีนาคม 2551 19:19:27 น. |
| |
| |
|
|
|
แพ้ยา ตาบอด (ตาบอดจากโรค Stevens Johnson Syndrome)
ตาบอดจากโรค Stevens Johnson Syndrome

รายละเอียด จากเวป ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์แห่งชาติ
ตาบอดจากโรค Stevens Johnson
อาจจะช้าไปหน่อย ที่เอาเรื่องนี้มา บอกเล่า แต่ประเด็นนี้เมื่อปีที่แล้วไม่รู้ยังจำกันได้รึปล่าวในกรณีพี่ดอกรัก ที่ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ถึงการสูญเสียดวงตาจากโรคนี้ จนทางกระทรวงต้องชดเชยเงินให้กว่าแปดแสนบาท ซึ่งน่าจะเป็นการจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือในด้านมนุษยธรรมมากกว่า มิใช่เป็นการลงโทษว่าใครทำผิดนั้นออกจะดังอยู่ โรคนี้(น่าจะเรียกว่าอาการมากกว่า) เป็นผลจากปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยตอบสนองต่อยา(แพ้ยา)
การติดเชื้อหรือการเจ็บป่วยต่างๆ โรคนี้พบครั้งแรกโดยนายแพทย์ Stevens และ นายแพทย์ Johnson จึงใช้ชื่อท่านทั้ง 2 เป็นชื่อโรคจนถึงปัจจุบัน ลักษณะของโรคนี้จะเกิดความผิดปกติที่ผิวหนังและเยื่อบุผิว ถ้าเป็นแบบไม่รุนแรงจะพบเฉพาะที่ผิวหนัง ถ้ามีความผิดปกติที่เยื่อบุผิวด้วยจะเป็นแบบรุนแรงซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 20 ที่เป็นแบบรุนแรง มักจะเรียกว่า TEN(Toxic epidermal Necrosis) เนื้อหรือเยื่อบุจะถูกต่อต้านจากร่างกายอย่างมาก (เนื้อจะหลุดเป็นชิ้นๆ) ทำให้ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตจากติดเชื้อ หรือการเสียน้ำจากรอยโรค
ในสหรัฐพบอุบัติการณ์ของโรคนี้ 1 ใน ประชากร 1 ล้านคนต่อปี ในบ้านเราไม่เห็นมีใครทำสถิติไว้ ถ้าใช้อุบัติการณ์ของสหรัฐ เรามีประชากร 60 ล้าน คน น่าจะพบภาวะนี้ได้ปีละ 60 คน คาดกันว่าผู้ป่วยที่เป็นเอดส์จะมีโอกาสพบภาวะนี้มากขึ้น โรคนี้พบได้ในคนทุกอายุแต่พบบ่อยในเด็กหรือวัยรุ่น โดยหญิงมากกว่าชาย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย เพื่อนผมสมัยเรียนมัธยมก็เสียชีวิต จาการแพ้ยาแบบนี้นั่นเอง
อาการเบื้องต้นจะเป็นไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยเนื้อตัว เป็นไข้เจ็บคอ ไอ อาการเหมือนไข้หวัดทั่วๆ ไปจึงยากแก่การวินิจฉัยได้ในระยะแรก อีกไม่กี่วันต่อมาจะพบความผิดปกติที่ผิวหนัง โดยครั้งแรกจะเป็นผื่นซึ่งมีจุดแดงตรงกลางรอบด้วยผื่นสีซีดๆ แล้วมีผื่นเป็นวงสีแดงล้อมรอบอีกที ผื่นนี้ในบางคนจะลุกลามเป็นน้ำใสๆ ส่วนความผิดปกติที่เยื่อบุผิวที่พบได้ ได้แก่ บริเวณปากเยื่อบุตา เยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศและรอบทวารหนัก ซึ่งอาจเกิดตามหลังพยาธิสภาพที่ผิวหนัง หรือเกิดที่หลังเมื่อพยาธิสภาพที่ผิวหนังหายแล้วก็ได้ ลักษณะความผิดปกติที่เยื่อบุผิวจะเป็นตุ่มน้ำใส พอง บางรายมีแผ่นเนื้อเยื่อปกคลุมและหลุดลอกออกมา
เหตุชักนำให้เกิดโรคนี้ที่สำคัญที่ทราบกันได้แก่
1. ยา ที่พบบ่อยได้แก่ ยาปฏิชีวนะกลุ่มซัลฟา เพนนิซิลิน cephalosporin , ciprofloxacin ยากันชัก ยาขับกรดยูริค (Allupurinal ช่วงหลังพบบ่อย) ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่ steroid(NSAID) พวกแก้ปวดข้อ ยาต้านไวรัสเอดส์ เป็นต้น แม้แต่ยาหยอดตาก็มีรายงานว่าอาจเป็นตัวชักนำได้โดยเฉพาะยาหยอดที่ใช้ขยายม่านตา ยาหยอดในกลุ่มซัลฟา หรือแม้แต่ยาชาชนิดหยอด
2. การติดเชื้อ อาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือแม้แต่เชื้อราจึงเป็นการยากที่จะระบุให้แน่ชัดว่าเหตุชักนำในผู้ป่วยบางคนว่าเกิดจากการติดเชื้อเองหรือจากยา เนื่องจากผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อจากโรคไปพบแพทย์ แพทย์สั่งยาปฏิชีวนะให้เมื่อเกิดโรคนี้จึงเป็นไปได้ที่อาจเกิดจากตัวโรคหรือจากยา
3. เนื้องอกหรือมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลือง
4. อื่นๆ ที่มีรายงานได้แก่ การให้รังสีรักษา แม้แต่ vaccine ที่ให้เพื่อป้องกันโรค ตลอดจนโรคเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน (collagen vasculitis) ฯ ล ฯ
อย่างไรก็ตามกว่าร้อยละ 50 ของผู้ป่วยอาจไม่พบว่ามีอะไรเป็นเหตุชักนำให้เกิด มักจะค่อยๆ สงบและหายไปได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่ถ้าเป็นรุนแรงพบโรคนี้มีอัตราตายประมาณร้อยละ 3 15 จากภาวะแทรก ซ้อนทางเดินหายใจ ทำให้เกิดปอดอักเสบ ภาวะการหายใจล้มเหลว หรือจากไตวายเฉียบพลัน ตลอดจนเกิดการติดเชื้ออย่างร้ายแรง เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษทำให้ถึงแก่ชีวิตได้
ภาวะนี้มีโอกาสเกิดความผิดปกติทางตาได้ประมาณร้อยละ 40 และร้อยละ 35 ในกลุ่มที่เกิดความผิดปกติทางตามักจะมีผลต่อสายตาทำให้สายตาลดลงบ้าง
ความผิดปกติทางตาที่พบได้แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะเฉียบพลัน ภายใน 1 3 สัปดาห์แรก เริ่มจากการอักเสบของเยื่อบุตาในตาทั้ง 2 ข้าง ทำให้ตาแดงมีน้ำตา ขี้ตา เปลือกตาบวมแดง ถ้าเป็นรุนแรงจะพบเยื่อบุตาบวมอมน้ำ (chemosis) มีพังผืดปนอยู่ในขี้ตา หากมีเชื้อแบคทีเรียซึ่งมีอยู่บริเวณผิวหน้าซ้ำเติมเข้าไปอีก ทำให้เยื่อบุตามีการอักเสบหนักขึ้น ผิวกระจกตาแห้งและอาจหลุดลอก ทำให้เกิดการติดเชื้อของกระจกตา ถ้ารุนแรงขึ้นทำให้กระจกตาทะลุได้ เมื่อกระจกตาทะลุเชื้อโรคลามเข้าไปภายในดวงตา เกิดการอักเสบภายในดวงตาทั้งดวง ซึ่งยากแก่การรักษาอย่างมากอีกทั้งภูมิต้านทานของผู้ป่วยโรคนี้มักจะลดลง การอักเสบจึงลุกลามไปกว้างขึ้น จนอาจสูญเสียสายตาโดยสิ้นเชิงได้ในระยะนี้
ระยะเรื้อรัง ระยะนี้เป็นระยะที่เกิดแผลเป็น ภาวะเยื่อบุตาอักเสบเรื้อรังจะทำลายต่อมสร้างน้ำตาต่างๆ พังผืดที่เกิดขึ้นจะยึดเยื่อบุตาบริเวณต่างๆ เข้าด้วยกัน (symblepharon) มีพังผืดทำลายต่อมน้ำตา ตลอดจนทางเดินน้ำตาทำให้ขนตาร่วง ตาแห้ง ผิวกระจกตาขรุขระ ทำให้ผู้ป่วยมีอาการแสบตาเคืองตาอย่างมากตลอดเวลา ต้องใช้น้ำตาเทียมหยอดช่วย อีกทั้งเปลือกตามีพังผืดดึงรั้งทำให้ขนตาม้วนหรือเกเข้าไปเขี่ยกระจกตาก่อให้เกิดแผลอักเสบที่กระจกตาตามมา ระยะเรื้อรังนี้ตาที่ขาดน้ำตาหล่อเลี้ยงก่อให้เกิดหลอดเลือดจากเยื่อบุตาลามเข้ามายังกระจกตา ซึ่งทำให้ผู้ป่วยตาพร่ามัวมากขึ้น อีกทั้งหลอดเลือดที่เข้ามายังกระจกตาทำให้การผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาไม่ได้ผลเท่าที่ควร ผลแทรกซ้อนของโรคนี้ทำให้เกิดอาการความผิดปกติทางตาต่อเนื่องมาในระยะยาว ได้แก่ 1. ตาแห้ง เพราะต่อมสร้างน้ำตาต่างๆ ถูกทำลายไป ทำให้เกิดอาการระคายเคือง ตาแดง เป็นๆ หายๆ แสบตา ตาเยิ้มๆ แฉะๆ อยู่ตลอดเวลา สายตาอาจพร่ามัวลง ใช้สายตาไม่ทน ถ้าอาการไม่มากผู้ป่วยยังใช้สายตาในชีวิตประจำวันได้ ควรระงับอาการต่างๆ ด้วยการหยอดน้ำตาเทียม หากมีอาการอักเสบมากเป็นบางครั้งอาจใช้ยาแก้อักเสบตลอดจนยาหยอดในกลุ่ม steroid ได้บ้างเป็นครั้งคราว โดยต้องเฝ้าระวังผลเสียของยาในกลุ่มหลังด้วย
2. หากมีเปลือกตาผิดรูปร่างไป หรือมีขนตาเก ควรรับการผ่าตัดแก้ไขมิให้ขนตาม้วนไปแทงกระจกตา หากมีการยึดติดกันของเยื่อบุตาส่วนต่างๆ ทำให้การกลอกตาทำได้ไม่คล่องตัว หรือเยื่อบุตาเข้าไปติดกับกระจกตาควรให้การรักษาโดยการลอกออกและปลูกถ่ายเยื่อบุตาด้วยเยื่อบุตาส่วนดีๆ ที่เหลือ (conjunctival transplantation) หรือใช้เยื่อหุ้มรกมาแทนเยื่อบุตา (amniotic membrane transplant)
3. มีการทำลายของเซลล์ต้นกำเนิดผิวกระจกตา (Limbal stem cell) เซลล์ในกลุ่มนี้อยู่บริเวณตาขวาต่างกับตาดำ (limbus) เป็นบริเวณรอบๆ ตาดำ ในภาวะปกติเซลล์ผิวกระจกตามีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็วทดแทนด้วย เซลล์ใหม่ๆ ตัว stem cell มี เป็นต้น กำเนิดของเซลล์ผิวกระจกตาที่เกิดใหม่ ถ้าเซลล์ต้นกำเนิดนี้ถูกทำลายทำให้ไม่สามารถสร้างเซลล์ผิวกระจกตาที่ปกติ ทำให้ผิวกระจกตาขรุขระมีหลอดเลือดวิ่งเข้ามา ตลอดจนเยื่อบุตาวิ่งเข้ามาในกระจกตา ทั้งหมดนี้ทำให้กระจกตาไม่ใส การหักเหของแสงผิดปกติทำให้ตาฝ้ามัว ผู้ป่วยที่มีกระจกตาฝ้าขาวจากโรคอื่นทั่วๆ ไป การเปลี่ยนกระจกตาจากดวงตาผู้อุทิศที่เสียชีวิตแล้วมักจะได้ผลดี สำหรับผู้ป่วยที่มีกระจกตาฝ้าขาวพร้อมทั้งมีการทำลายของ stem cell นี้ ถ้ามาทำผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตาอย่างเดียวมักจะไม่ได้ผล ภาวะ Steven Johnson นี้นอกจากทำให้กระจกตาฝ้าขาวแล้วมักจะมีการทำลาย stem cell นี้ด้วยซึ่งทำให้การเปลี่ยนกระจกตาไม่ได้ผล ต้องมีการปลูกถ่าย stem cell ด้วย การปลูกถ่าย stem cell อาจทำโดยใช้ stem cell ของผู้ป่วยจากตาข้างที่ดีซึ่งทำไม่ได้ในผู้ป่วย Steven Johnson ที่มีการทำลายของ stem cell ทั้ง 2 ตา จำเป็นต้องเอาจากตาที่บริจาค
4. การเปลี่ยนกระจกตา ในกรณีที่มีกระจกตาฝ้าขาวจากการอักเสบและได้ให้การรักษาภาวะอักเสบจนดีขึ้นแล้ว แต่ตายังมัวจากกระจกตาฝ้าขาวจำเป็นต้องรับการเปลี่ยนตาจากตาผู้บริจาค
5. ควรทำผ่าตัดกระจกตาดำเทียม (kerato prothesi) เป็นการผ่าตัดตบแต่งส่วนหน้าของดวงตา เอาวัสดุเทียมมาแทนที่กระจกตา ในผู้ป่วย Steven Johnson ที่มีการทำลายของส่วนหน้า แต่ส่วนหลังและประสาทตายังดีอยู่ วิธีนี้ทำในผู้ป่วยที่กระจกตาฝ้าขาวมากและมีการทำลายของ stem cell ด้วย ทำให้การเปลี่ยนกระจกตาธรรมดาไม่ได้ผล บางรายทำการปลูกถ่าย stem cell ร่วมด้วยหลายครั้งก็ไม่ได้ผล มีภูมิคุ้มกันจากผู้ป่วยต่อต้านการปลูกถ่ายตลอดจึงมีวิธีการผ่าตัดกระจกตาดำเทียมขึ้น เป็นวิธีการผ่าตัดที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมาก กระจกตาดำเทียมจะต้องประกอบด้วยตรงกลางเป็นพลาสติกใสคล้ายเลนส์แว่นตาให้แสงผ่านเข้าไปได้ ส่วนรอบข้างเป็นส่วนที่ช่วยยึดวัสดุนี้ให้ติดกับขอบตาขาวของผู้ป่วยเพื่อให้กระจกตาดำเทียมนี้อยู่ได้ แม้จะเป็นวิธีที่ยุ่งยากในบ้านเรามีหมอที่ทำอยู่น้อยมาก แต่ก็เป็นวิธีสุดท้ายที่จะช่วยผู้ป่วยให้พอมองเห็นขึ้นมาบ้าง
ภาวะ Steven Johnson ที่รุนแรงลงเอยด้วยตาบอดบั่นทอนทรัพยากรมนุษย์นี่เอง เราคงต้องมาช่วยเฝ้าระวังโรคนี้ แม้ในความเป็นจริงมิมีผู้ใดบอกได้ว่าผู้ป่วยไหนจะเป็น ผู้ป่วยไหนจะแพ้ยาตัวไหนคงต้องร่วมมือกันทั้ง 2 ฝ่าย ตัวผู้ป่วยเองควรจะสังเกตตัวเองหากมีอาการสงสัยโรคนี้ต้องรีบแจ้งแพทย์ ผู้ป่วยคนใดมีประวัติแพ้ยาหรือสารตัวใดต้องแจ้งแพทย์ทุกครั้ง ตัวแพทย์เองก่อนสั่งยาต้องถามและบันทึกรายการแพ้ยาผู้ป่วยไว้ให้เห็นชัดเจน ต้องสงสัยภาวะนี้ไว้ด้วยจะได้ให้การรักษาอย่างทันเวลาอย่างไรก็ตามในผู้ป่วยบางรายที่เป็นอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน แม้ให้การรักษาแต่เนิ่นๆ ก็ช่วยไม่ได้คงต้องโทษกรรมเก่ากระมัง.
ข้อมูล อ้างจาก ศ.พญ.สกาวรัตน์ คุณาวิศรุต 2006-06-29

| Create Date : 16 ตุลาคม 2550 | | |
|
| Last Update : 12 มกราคม 2551 0:15:42 น. |
| |
| |
|
|
|
นักวิจัย *สุดเจ๋ง* คิดค้นชุดทดสอบสารพิษในปลาปักเป้าได้สำเร็จ
วันก่อนผมนอนดูรายการ ตาสว่าง เค้านำเรื่องปลาปักเป้า มาคุยกัน เหลือเชื่อว่า ไอ้ปลาปักเป้า จะสร้างปัญหาให้กับผู้คนที่เป็นนักชิม ได้ถึงขนาดนี้ เจ็บป่วย ดีไม่ดีถึงตาย มานักต่อนักแล้ว

นักวิจัยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข คิดค้นชุดทดสอบสารพิษเตโตรโดทอกซินในปลาปักเป้าได้สำเร็จ สามารถทดสอบได้ง่ายไม่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ รู้ผลได้ภายใน 5นาที พร้อมใช้งานต้นปีหน้า
สารพิษเตโตรโดทอกซิน (tetrodotoxin) เป็นสารพิษที่พบในปลาปักเป้า โดยสารพิษดังกล่าว จะออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท หลังรับประทานปลาปักเป้าประมาณ 20 นาที จะเกิดอาการคันและชารอบปาก ลิ้นแข็งพูดลำบาก กล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง หายใจติดขัด หอบ หากเป็นมาก และรักษาไม่ทันจะทำให้เสียชีวิตได้ภายใน 6 ชั่วโมง โดยส่วนที่มีพิษสูงที่สุดของปลาปักเป้า คือ ตับ รังไข่ รองลงมา คือ หนังปลา และเนื้อปลา ตามลำดับ และเนื่องจากเป็นสารพิษที่ทนความร้อน การนำปลาปักเป้าไปปรุงสุกจะไม่สามารถทำลายสารพิษดังกล่าวได้ ซึ่งตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 264 พ.ศ.2545 ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายปลาปักเป้าทุกชนิดและอาหารที่มีเนื้อปลาปักเป้าเป็นส่วนผสม
แนวทางการรักษา
เนื่องจากยังไม่มียาแก้พิษ หากประสบผู้ป่วยเนื่องจาก รับประทานปลาปักเป้ามีพิษ ให้นำส่งแพทย์โดยด่วน เพื่อให้การรักษาแบบประคอง คือ ใช้เครื่องช่วยหายใจ และทำให้อาเจียนเพื่อช่วยขจัดปริมาณพิษออกจาก ร่างกาย
ปัจจุบันยังพบผู้เสียชีวิตจากการบริโภคเนื้อปลาปักเป้า และยังมีการลักลอบจำหน่ายเนื้อปลาปักเป้า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้วิจัยและพัฒนาชุดทดสอบสารพิษเตโตรโดทอกซิน ชนิดตรวจกรองขึ้นโดยใช้หลักการอิมมูโนโครมาโตกราฟี ซึ่งเป็นวิธีที่ตรวจง่าย ให้ผลรวดเร็ว ไม่ต้องใช้เครื่องมือและผู้ชำนาญการในการทดสอบ ใช้เวลาในการทดสอบและอ่านผลภายใน 5 นาที เป็นชุดทดสอบที่มีความแม่นยำสูงสามารถตรวจสารพิษเตโตรโดทอกซินที่ปนเปื้อนได้ในระดับความเข้มข้นต่ำสุด 0.3 ไมโครกรัมต่อปลาปักเป้า 1 กรัม ทั้งนี้ ระดับความเข้มข้นที่ประเทศญี่ปุ่นกำหนดให้ปนเปื้อนได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค คือ 2.2 ไมโครกรัมต่อปลาปักเป้า 1 กรัม
ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อยู่ระหว่างดำเนินการจดสิทธิบัตรชุดทดสอบดังกล่าว โดยจะเตรียมผลิตเพื่อให้หน่วยงาน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนนำไปใช้ตรวจสอบสารพิษจากปลาปักเป้าในต้นปี พ.ศ.2551 นี้ คาดว่า ชุดทดสอบดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือที่หน่วยงานต่างๆ สามารถนำไปใช้ในการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป
เอาเป็นว่า ถ้างั้นช่วงนี้พยายาม หลีกเลี่ยง การทานปลา หรือเนื้อแปลกแปลกเข้าข่าย จะเป็นปลาปักเป้าไว้เป็นดี

| Create Date : 11 ตุลาคม 2550 | | |
|
| Last Update : 11 ตุลาคม 2550 19:26:37 น. |
| |
| |
|
|
| |
|
|
|
Location :
นครปฐม Thailand
[Profile ทั้งหมด]
|
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
|
"ขนาดบะหมี่มีมาตั้งนานนมก่อนเราเกิดเสียอีก ทุกวันนี้มันก็ยังแค่...กึ่งสำเร็จ ประสาอะไรกับเรา วัยละอ่อน...เส้นทางชีวิตยังอีกยาวไกลจะ..สำเร็จ...ในชีวิตง่ายๆได้ยังงัย"
|
|
|
|
|
|
|