[Japan] Cloudy days in Hokkaido!.. ตอนที่ 3 Sapporo - Shakotan - Otaru - Sapporo







หายหน้าหายตาจากการเขียนบล๊อกไปนานพอสมควร.. 6 เดือนได้ นานมากกก!
วันดีคืนดีก็มีรีวิวทริปฮอกไกโด ตอน 3 ออกมาซะงั้น.. แล้วตอน 1-2 หายไปไหน
55+ จขบ. ยังไม่ได้เขียนค่ะ

ตอนนี้เขียนไว้นานมาก (อีกแล้ว) แต่ยังไม่มีโอกาสได้โพสต์สักที กะว่าจะรอเขียนให้ครบทุกตอน
.. แล้วจะโพสต์ทีเดียว แต่ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น เลยขอเอาตอนนี้มาลงก่อนละกัน..
บล๊อกนี้.. เราเขียนเกี่ยวกับข้อมูลการเช่ารถขับในฮอกไกโด คิดว่าน่าจะพอมีประโยชน์กับใครหลายๆ คน ^^


v
v
v



(Day3   /   4 ส.ค. 2555)
Sapporo - Shakotan - Otaru - Sapporo


 วันนี้.. เป็นวันแรกกับการเช่ารถขับในฮอกไกโด
เราเลือกเช่ารถของ Nippon Rent a Car โดยจองผ่าน ToCoo Travel.. ซึ่งถูกกว่าจองตรงกับ Nippon Rent a Car อยู่นิดหน่อย
.. ที่เลือกยี่ห้อนี้ เพราะเค้ามีสาขา Sapporo Station North อยู่ติดสถานี JR Sappro เลย..
สะดวกมากๆ สำหรับเรา..
เราเช่ารถทั้งหมด 5 วัน ค่าเสียหายทั้งหมดอยู่ที่ 47,040 เยน (≈ 18,816 บาท)
.. ก็เท่ากับตกวันละ 9,408 เยน (≈ 3,763 บาท)
.. เราจองรถ S-S Class + English GPS Plan.. ตกลงได้เจ้า Toyota  Swift มาขับ
ส่วน GPS ที่ว่า มันพูดภาษาอังกฤษได้ แต่หน้าจอเป็นภาษาญี่ปุ่น

หลังจากได้รถ.. เจ้าหน้าที่ก็สอนวิธีสตาร์ทรถ การใช้ GPS การใช้บัตร ETC ฯลฯ
ถ้าจำไม่ได้ก็เป็นไร เพราะเค้าจะให้คู่มือภาษาอังกฤษไว้เล่มหนึ่งด้วย
ในนั้นมีหมดทุกอย่างที่คุณควรรู้ รวมทั้งเครื่องหมายจราจารต่างๆ..
ส่วนเจ้าบัตร ETC ก็จะคล้ายๆ กับ Easy Pass บ้านเรานั่นแหละ
.. สุดท้ายตอนคืนรถ เราต้องมาจ่ายค่าทางด่วนกับเจ้าหน้าที่ของ Nippon Rent a Car

อ้อ! อีกอย่างนึง.. ระหว่างที่รถวิ่งอยู่ GPS จะไม่ตอบสนองต่อคำสั่งใดๆ ทั้งสิ้น
.. ถ้าอยากจะเปลี่ยน destination หรือใดๆ ต้องจอดรถก่อนค่ะ ไม่ต้องดับเครื่องก็ได้
.. ทีแรกเราก็ไม่รู้นึกว่า GPS มันแฮงค์ ก็เลยจอดรถ ดับเครื่องยนต์ แล้วสตาร์ทใหม่.. เพิ่งมาฉลาดเอาทีหลัง
ปล. เจ้าหน้าที่ของ  Nippon Rent a Car ที่เราติดต่อด้วย..
พูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก แถมติดสำเนียงออสซี่อีก
.. สอบถามได้ความว่าเธอไปเรียนภาษาที่ซิดนี่ย์มา 2 ปี ^^

การเช่ารถขับในฮอกไกโด.. ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะอยู่ที่ค่าเช่ารถ ซึ่งถือว่าแพงมากจริงๆ
รองลงมาก็เป็นค่าทางด่วน.. ส่วนค่าน้ำมันที่เราคิดว่าแพง จริงๆ แล้วไม่ได้แพง (มาก) อย่างที่คิด
.. 200 กม. แรกที่เราขับ เกจ์น้ำมันยังไม่ลดจาก Full เลย เรายังนึกว่าเกจ์น้ำมันเสียซะด้วยซ้ำ..
หลังจากขับไป 220 กม. เราแวะเติมน้ำมัน 12.30 ลิตร จ่ายไป 1,661 เยน (≈ 664 บาท)
.. เท่ากับค่าน้ำมันกิโลเมตรละ 7.55 เยน (≈ 3 บาท)
.. หรือถ้าคำนวณกลับกัน น้ำมัน 1 ลิตร จะรถจะวิ่งได้เกือบ 18 กม. ทีเดียว.. ถือว่าประหยัดน้ำมันมาก

สุดท้าย.. สิ่งที่ลืมไม่ได้กับการเช่ารถขับในญี่ปุ่นก็ “ใบขับขี่สากล” นะค้า ^^
ปล. พร่ำมาซะยาวเลยเรา 55+..



Toyoko Inn Sapporo-eki Kita-guchi
-- 4 mins walks -->
Nippon Rent a Car (Sapporo Station North)
-- 101 km – about 2 hours 29 mins drive -->
島武意海岸の青 Shimamui Coast (Cape Shakotan)
-- 15.9 km – about 1 hour 0 mins drive -->
神威岬 Cape Kamui  (Kamui Misaki)
-- 67.8 km – about 1 hour 57 mins drive -->
Otaru
-- 37.2 km – about 40 mins drive -->
Toyoko Inn Sapporo-eki Kita-guchi






v
v
v


ตอนที่เราวางแผนทริปนี้.. เราเกือบจะตัด Shakotan ออกจากแพลน
เพราะการเดินทางจาก Sapporo ไป Shaktotan.. ค่อนข้างลำบากนิดนึง
.. ต้องนั่งรถไฟจาก Sapporo ไปต่อรถบัสที่ Otaru หรือ Yoichi
รถบัสที่วิ่งในแต่ละวันก็น้อยมาก.. เราไม่ค่อยอยากจะเสี่ยงกับการตกรถสักเท่าไหร่
.. อีกทางเลือกนึงก็ซื้อ Day Tour จาก Sapporo

เผอิ๊ญไปเจอ 2 คลิปนี้ใน Youtube.com เข้า.. กรี๊ดแตก "สวยมาก!"
สุดท้าย.. เลยตัดสินใจเช่ารถเพิ่มอีก 1 วัน..






.
.
.


นั่งรถกันพอเหมื่อยก้นเล็กน้อย.. เราก็มาถึง Shimamui Coast (Cape Shakotan)
島武意海岸の青 (GPS 43.370429,140.46772 / Map Code 932 747 229)..
ไม่ทันจะได้จอดรถ ฝนก็เริ่มโปรย.. “เซ็งเล็กน้อย”
คงไม่ได้เห็นฟ้าใสๆ กับน้ำทะเลสวยๆ แบบในคลิปแล้วล่ะ.. ทำใจเรียบร้อย -_-“






เราต้องเดินลอดอุโมงค์นี้ไป.. เพื่อไปสวรรค์ที่สุดอุโมงค์นะ อิอิ (เว่อร์อีกแล้ว!)
ถ้าแดดดีๆ ก็คงได้เห็นสวรรค์จริงๆ นั่นแหละ..






ดอกไม้สวยๆ.. ก่อนเดินเข้าอุโมงค์






ในอุโมงค์มืดมากๆ.. ตอนเดินๆ ไป กลัวจะมีสัตว์เลื้อยคลานซ่อนอยู่จริงๆ -_-“






เย้! ออกจากอุโมงค์ด้วยความปลอดภัย
.. ไม่เจอสัตว์ประหลาดใดๆ ในอุโมงค์ ^^






เห็นคนอยู่ด้านล่างลิบๆ.. ฉุกคิดบ้างอย่างขึ้นมาได้ หันไปถามเพื่อนร่วมทริป
เรา: “เดี๋ยวต้องเดินลงไป.. แล้วก็ต้องเดินขึ้นด้วยใช่เปล่า”
เพื่อนร่วมทริป: “เอ้า! ก็ใช่นะสิ”
เรา: “ก็เค้าขี้เกียจอ่ะ”
เพื่อนร่วมทริป: หัวเราะด้วยความซะใจ
.. แล้วฮีก็พูดปลอบว่า “ไม่เป็นไร เหนื่อยก็หยุดพัก”

อ่ะจ๊ะ.. มาเที่ยวกับฮี เดินขึ้นเขาลงเขากันเป็นว่าเล่น






นี่ขนาดฟ้าหม่น.. น้ำทะเลยังสีสวยขนาดนี้
ถ้าแดดดีๆ คงสวยกว่านี้ร้อยเท่า.. เสียดายอีกแล้ว -_-“






ค่อยๆ เดินลงกันนะคะ..








เรือนำเที่ยว.. วิ่งผ่านแถวนี้ด้วย
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเค้าไปขึ้นกันที่ไหน..






ดอกไม้ ระหว่างทาง..






เห็นสีหน้าคนที่เดินขึ้นมาแต่ละคน..
แล้วจินตนาการถึงภาพตัวเองในสถานการณ์เดียวกัน -_-“






เดินใกล้ถึงแล้วค่ะ..








เหมือนเคยเห็นเจ้าลูกนี้ในกระทู้ของคุณ “ว่านน้ำ”
.. ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นผลไม้ชนิดนึง






แถวนี้เป็นหาดหิน.. เดินยากนิดนึง

คนญี่ปุ่น.. เวลาเค้ามาพักผ่อนชายทะเล ก็คล้ายๆ คนไทยนะ
มีก่อกองไฟ เอาโน้นนี้มาปิ้งกินกัน.. น่าสนุกดี






เราเตรียมตัวชุดว่ายน้ำ หน้ากากดำน้ำ กับผ้าขนหนูมาด้วย
.. กะมา snorkeling เต็มที่ เลียนแบบคลิปที่แปะไว้ด้านบน
แต่ดูสภาพใต้น้ำแล้ว.. ไม่น่าจะมีอะไรน่าสนใจสักเท่าไหร่
คงจะมีแต่ปลาตัวเล็กๆ.. เปลี่ยนใจไม่ลงน้ำดีกว่า
ปล. กอสาหร่ายใต้น้ำเต็มไปหมด..






ดอกไม้แปลกๆ อีกแล้ว ^^




.
.
.


กว่าจะเดินกลับขึ้นมาถึงด้านบน.. หยุดพักไป 3 แฮ่ก
ทำเอาท้องร้องโครกคราก.. หิวสุดๆ

แถบ Shakotan เค้าดังเรื่องหอยเม่น..
ใกล้ที่จอดรถ.. มีร้านอาหารอยู่ร้านนึง เสิร์ฟเมนูข้าวหน้าหอยเม่น (Uni Donburi) ด้วย
.. ลูกค้าในร้านส่วนมาก็สั่งเมนูนี้.. แต่เราไม่สั่ง หุหุ
เราเลือกเซ็ทนี้แหละ ถูกสุดแล้ว.. 700 เยน (≈ 280 บาท)
รสชาติผิดจากที่คาดหวังไว้นิดหน่อย.. เรานึกว่าเป็นปลาสดย่าง
.. แต่กลายเป็นคล้ายปลาแดดเดียว + ปลาเค็มย่าง
กลิ่นออกตุๆ นิดนึง แต่ไม่ถึงกับแย่.. ต้องทานกับหัวไช้เท้าขูดที่ให้มา จะค่อยยังชั่วนิดนึง




.
.
.


อิ่มแล้ว.. ค่อยมีแรงขึ้นมาหน่อย
เราเดินย้อนกลับไปทางเก่า.. เดินเลยทางเข้าอุโมงค์ไป
ได้วิวมุมสูงมาอีกมุมนึง..

ไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจ.. เดินทางต่อไป next destination ของเราดีกว่าค่ะ “Cape Kamui”




v
v
v


จริงๆ ระยะทางจาก Cape Shakotan ไป 神威岬 Cape Kamui  (Kamui Misaki)
(GPS 43.3274,140.356856 / Map Code 932 583 071).. ไม่ไกลเลยค่ะ
ประมาณ 16 กม. แต่ขับรถกันเป็นชั่วโมงเลย.. บางช่วง ถนนคดเคี้ยวทีเดียว จะใช้ความเร็วก็ไม่ได้
จากปกติก็ขับช้ากันอยู่แล้ว เลยต้องแปลงร่างเป็นรถหวานเย็น..

ถึง Cape Kamui แล้ว.. ก็เตรียมตัวเดินกันต่อได้ค่ะ
จากป้ายที่เห็นด้านซ้าย.. บอกเราว่าบริเวณนี้มีจุดชมวิวด้วยกัน 3 จุด
เราเลือกเดินอันที่ง่ายที่สุดก่อนละกันเนอะ.. "เดินตรงไปเลยค่ะ"






มองกลับมาใกล้ที่จอดรถ.. อาคารที่เห็นคือห้องน้ำค่ะ ทำซะสวยเชียว
ป้ายหน้าห้องน้ำก็มีแต่ภาษาญี่ปุ่น.. ก็เลยต้องให้หน่วยกล้าตาย (สามีเดี๊ยนเอง) เข้าไปสำรวจก่อน








ดอกไม้งามๆ ระหว่างทาง..






จากตรงนี้.. เราไม่บรรยายอะไรมากละกัน
แต่ขอแนะนำกระทู้นี้แทนค่ะ.. ไปอ่านข้อมูลของคุณ like_the_moon มาก่อนนะ
.. แล้วค่อยมาดูรูปเอาเพลินในบล๊อกเรา แบบบล๊อกนี้เนื้อหาสาระไม่ค่อยมี หุหุ
(เล่นกันง่ายๆ แบบนี้เลยวุ๊ย ^^)
“[CR] สองคนเดินช้า @Hokkaido.....ตอนที่ 2...ตามหาทะเลสีฟ้า Blue Shakotan...”




























เดินจบครบรอบ.. ที่จอดรถอยู่แค่เนี่ยเอง
จะว่าไปก็ชอบนะ.. มองไปทางไหนก็เขียวชอุ่มไปหมด ^^






ภาพนี้.. ถ่ายมาจากหน้าห้องน้ำ
เห็นขั้นบันไดไหมล่ะ.. เดินขึ้นทีก็หอบเหมือนกันนะ






วันนี้ยังไม่ได้หม่ำ soft cream เลย.. พลาดไม่ได้อยู่แล้ว แหะ แหะ
เดินเข้าไปที่ร้าน พร้อมชูนิ้วชี้ “1”..
คุณลุงถามว่า “Blue”.. พยักหน้าหงึกๆ = “ใช่ค่ะ”






ได้ Shakotan Blue soft cream มาหม่ำ 1 โคน หุหุ..
รสชาติออกทางมินท์อ่อนๆ+วานิลลา.. หวานๆ หอมๆ อร่อยค่ะ ^^
(300 เยน ≈ 120 บาท)




เดินทางต่อกันเลยค่ะ.. จุดหมายสุดท้ายของวันนี้ Otaru


v
v
v


สำหรับที่จอดรถใน Otaru.. เราเลือกจอดที่นี่ (GPS 43.200968, 141.003727) ค่ะ
เปิดบริการ 07:00 - 20:00 น. ทุกวัน.. ค่าจอดรถอาจจะไปแพงไปหน่อย 600 เยน (≈ 240 บาท) ต่อวัน
.. ยิ่งเรามาถึงเย็นแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่าค่าจอดรถแพงมากขึ้นไปอีก -_-“
ที่เราเลือกจอดที่นี่ เพราะว่าใกล้ Otaru Canal มาก.. เดินยังไม่ทันเหนื่อยเลย (230 ม., 3 นาที)

ที่จอดรถ.. จะมีคุณลุงเฝ้าอยู่ค่ะ
จ่ายเงินให้คุณลุง แล้วเอาตั๋วที่ได้มาวางไว้หน้ารถด้านใน.. ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย


++ Otaru Canal.. อันโด่งดัง ++






กว่าเราจะมาถึง Otaru.. ร้านรวงก็เริ่มปิดกันแล้ว
.. ที่นี่ร้านเค้าปิดกันเร็วมาก ซัก 6 โมงก็เริ่มเงียบแล้วค่ะ
.. ร้านของที่ระลึก, Otaru Music Box Museum,
ร้านเบเกอรี่ (Kitakaro, Le TAO) ที่ตั้งใจไว้ทั้งหลายก็ต้องเป็นอันยกเลิก
.. "เสียดายอ่า ฮือ ฮือ" T.T

อยากจะมานอนค้างที่นอนซักคืนนึง..






รถลาก.. ก็ยังเป็นที่นิยมสำหรับนักท่องเที่ยวในญี่ปุ่น
แต่คนลากที่นี่ แต่งตัวไม่ค่อยเข้ากับบรรยากาศทั้งเท่าไหร่เนอะ..






มื้อเย็นวันนี้ เราเลือกไว้ 3 ร้าน..
1. Sushi-Zanmai (GPS 43.196718,141.003926)
2. UO MARU: Otaru sushi and grilled fish
3. Tempura Ishimizu

.. เมื่อวานก็ทาน  Sushi-Zanmai ที่ Sapporo ไปแล้ว.. UO MARU ก็กลัวจะไม่มีเมนูที่คุณสามีทานได้
หวยก็เลยมาออกที่ Tempura Ishimizu.. อยากจะบอกว่าคิดไม่ผิดจริงๆ ที่มาทานร้านนี้
.. เทมปุระร้อนๆ ทอดและเสิร์ฟกันซึ่งๆ หน้า.. สุโค่ย! ^^
ปล. ร้านนี้.. เรารีวิวไปแล้วนะคะ "[Otaru, Hokkaido] Tenpura Ishimizu (てんぷら石水)"






หลังจากอิ่มอร่อยกับสุดยอดเทมปุระแล้ว (เว่อร์ไปเปล่าเนีย อิอิ)..
เราแวะที่ Otaru warehouse No.1 (小樽倉庫) (GPS 43.199099,141.002547)
.. กะจะไปนั่งจิบเบียร์ ชมบรรยากาศ Otaru Canal ซักหน่อย
ปล. ร้านนี้ถือเป็นร้านดังอีกร้านนึงใน Otaru..






เข้าไปในร้านแล้วบรรยากาศไม่ค่อยน่านั่งเท่าไหร่
.. เลยตัดสินใจซื้อเบียร์กลับบ้านดีกว่า

แถมต้องรีบกลับไปเอารถซะก่อนคุณลุงกลับบ้าน
.. เดี๋ยวงานจะเข้า




v
v
v


บล๊อกหน้าจะพยายามคลอดให้ไวกว่านี้นะคะ.. เค้าสัญญา ^^




 

Create Date : 08 มีนาคม 2556    
Last Update : 13 มีนาคม 2556 15:59:54 น.
Counter : 11574 Pageviews.  

[USA] American Southwest.. ตอนที่ 1 The Wedding






ในที่สุดรีวิวตอนแรกของทริปนี้ก็คลอดจนได้ เย้!.. หลังจาก 3 เดือนผ่านไป อิอิ

.. ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนรีวิวทั้งหมด 5 ตอน

จุดประสงค์หลักของทริปนี้ ก็คือพวกเราต้องไปร่วมงานแต่งงานของน้องสาวคุณสามี
.. ส่วนจุดประสงค์รองก็ทริปสงกรานต์ ทริปใหญ่ประจำปีของพวกเรา ^^

ทริปนี้.. เราสองคนขับรถเที่ยวกันเอง จะเรียกว่า Road trip ก็ได้เนอะ
เราไปสำรวจบริเวณตะวันตกเฉียงใต้  (American Southwest) ของประเทศอเมริกามาค่ะ
อยากรู้ว่าพวกเราไปเที่ยวที่ไหนกันบ้าง ก็ต้องคอยติดตามชมกันนะคะ ^^



v
v
v




(Day1   /   27 มี.ค. 2555)

ถึงสนามบินนาริตะ.. หิวโซมาก
จริงๆ อยากทานซูชิมากกว่า แต่ขอเพลย์เซฟดีกว่า
..ถ้าปวดท้องที่หลังแล้วจะยุ่ง

แวะร้านขายอุด้ง.. แต่เค้ามีป้ายเล็กๆ เขียนว่าเปลี่ยนเส้นเป็นโซบะได้
เราชอบทานโซบะมากกว่า.. ก็เลยสั่งมาซะ “Tempura soba”

เค้าเสิร์ฟมาชามใหญ่มากๆ นึกว่าจะทานไม่หมด
แต่พยายามยัดจนหมด.. กลัวว่าจะไปหิวบนเครื่องอีก
เรียกว่ากินเผื่อไว้ล่วงหน้าดีกว่า อิอิ ^^






ชามนี้ของคุณสามี.. เป็นโซบะกับเต้าหู้
จำราคาไม่ค่อยได้ น่าจะราวๆ 1000 เยน






อิ่มของคาวแล้ว ต้องหาของหวานล้างคอ
เดินเข้าร้านของฝาก.. เห็นหนุ่มญี่ปุ่นกำลังถือเจ้ากล่องนี้ตั้งนึง ไปจ่ายเงินที่แคชเชียร์
เราก็เลยเดินเข้าไปถามด้วยความสงสัยว่ามันอร่อยเหรอ
.. เค้าบอกอร่อย
เราก็เลยซื้อมาลองกล่องนึง.. กัดไปคำแรกก็เฉยๆ นะ
แป้งด้านนอก.. กรอบๆ จนเกือบแข็ง ไม่ค่อยมีรสชาติ
ไส้ด้านใน.. มีรสชาเขียว ครีมสด และถั่วแดง
แต่รวมสองอย่างแล้ว มันเข้ากั๊นเข้ากัน
สรุป เป็นอะไรที่กินแล้วหยุดไม่ได้ ^^
ปล. ขากลับเมืองไทย ก็แวะทรานสิทที่นาริตะอีก
ก็ไปสอยเจ้าขนมนี้มาอีก 4 กล่องใหญ่.. กินกันเบื่อไปเลย 55+






ขนมอีก 2 อย่างที่ได้มา
1.    ป๊อกกี้ยักษ์ชาเขียว
.. จริงๆ อยากได้ป๊อกกี้กล่องเล็กๆ แต่หาซื้อไม่ได้เลย
2.    Jaga Pokkuru
มันฝรั่งทอดชื่อดังจากฮอกไกโด..
เป็นโปเตโต้สติ๊กชิ้นเล็กๆ ที่กรอบมาก ได้รสชาติมันฝรั่งเต็มๆ
.. เราเพิ่งเคยทานเป็นครั้งแรก ก็ไม่ได้ประทับใจรสชาติเจ้านี่สักเท่าไหร่






ยังมีเวลาเหลืออีกเยอะเลยกว่าจะถึงเวลาขึ้นเครื่อง
.. เดินผ่านร้านนึง ขายหนังสือและอุปกรณ์ origami
แถมมีผลงานตั้งโชว์ด้วย.. น่าสนใจทีเดียว






โห! แต่ละชิ้นท่าทางทำยากเหมือนกัน






ชิ้นนี้พับแต่ละด้านก่อน.. แล้วนำมาประกอบกันทีหลัง






เราชอบชิ้นนี้ที่สุด.. ไอเดียสุดยอด!
อยากรู้ว่าทำไมต้องสังเกตภาพต่อไปค่ะ..






เรียกได้ว่าเป็นภาพสามมิติของแท้ ^^






ชิ้นนี้ก็สวย






ชิ้นนี้ใส่กรอบเรียบร้อย.. อยากได้ไปแปะผนังบ้านจัง










ชิ้นนี้.. เล่าเป็นเรื่องเป็นราวเลยค่ะ
ถ่ายมาได้แค่ครึ่งเฟรมเอง..






ชิ้นนี้.. เป็นโมบายเด็กผู้หญิง
.. ดูชิ้นนี้เสร็จ ก็ขอแจ้นไปขึ้นเครื่องก่อนนะคะ
ดูกันเพลินลืมเวลาไปเลย ^^





v
v
v




(Day2   /   28 มี.ค. 2555)

หลังจากที่เดินทางมาเกือบ 24 ชม... เราก็มาถึง LAX
โจมารับเราที่สนามบิน เพื่อไปส่งยังที่พัก Mediterranean Village
.. ซึ่งอย่างน้อยเราต้องเดินทางต่ออีก 45 นาที
โจถามว่าหิวไหม.. เราบอกว่าหิว และอยากกิน In-N-Out Burger
แหะ แหะ.. ได้เบอร์เกอร์มาหม่ำแก้หิวสมใจ แต่รู้สึกว่ามันไม่อร่อยเท่ากับที่เคยกิน

.
.
.


หลังจากแวะซื้อเบอร์เกอร์เรียบร้อย..
เราก็ตรงมาเช็คอินที่ Mediterranean Village, Orange County
ที่นี่เป็น Long-term apartment for rent..
แต่มีอพาร์ทเมนท์ห้องนึง ซึ่งจัดไว้สำหรับญาติสนิทมิตรสหายของผู้เช่าระยะยาวเข้ามาพักได้
.. โดยจ่ายค่าเช่าในราคาไม่แพง



++ Mediterranean Village’s  Lobby++






อพาร์ทเมนท์ที่เราพัก มี 1 ห้องนอน, 1 ห้องนั่งเล่น, 1 ห้องครัว และ 1 ห้องน้ำ


++ โต๊ะรับประทาน ที่ตั้งไว้บริเวณห้องนั่งเล่น++
.. จากตรงนี้เห็นสระว่ายน้ำด้วยค่ะ






ค่าห้องที่นี่.. ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าจะแค่ 60-70 USD (ประมาณ 1,800-2,100 บาท)
.. ซึ่งถือว่าถูกมากถ้าเทียบกับราคาโรงแรมที่มี facilities & amenities แบบเดียวกันในเมืองไทย


++ ห้องนอน.. เตียงเล็กไปหน่อยนะ ++ 






ฟักผ่อนยังไม่ทันหายเหนื่อยเลย.. คุณสามีชวนไปเดินเล่นช้อปปิ้งที่ Trader Joe’s
เราได้สตอร์เบอร์รี่มากล่องนึง.. สตอร์เบอร์รี่ลูกใหญ่ทีเดียว
หวานอมเปรี้ยวนิดหน่อย อร่อยดี.. จริงๆ เราชอบสตอร์เบอร์รี่หวานๆแบบสตอร์เบอร์รี่ญี่ปุ่นมากกว่า





v
v
v




(Day3   /   29 มี.ค. 2555)

ไฮไลท์ของวันนี้ก็คงเป็น “Food Truck” นี่แหละ
.. เป็นเทรนด์ที่อเมริกามาพักนึงแล้ว

Food truck เป็นคล้ายร้านอาหารแบบไม่มีที่นั่งเคลื่อนที่
.. แต่ละคันจะเปลี่ยนที่จอดไปเรื่อยๆ
ลูกค้าก็จะตามดูสเตตัสว่าตอนนี้จอดอยู่ที่ไหนได้ทาง Twitter ของร้าน
.. บางทีก็จะนัดรวมตัวกันเหมือนวันนี้






บางร้านดังหน่อย ลูกค้าก็เข้าคิวรอยาวเชียว
.. แต่อย่างร้านนี้ก็ค่อนข้างเงียบทีเดียว


++ Dogzilla Hot Dog ++






เราสั่ง Dogzilla Dog (ราคา 6 USD ≈ 180 บาท) มาจากร้านด้านบนอันนึง
.. All beef frank, grilled onion, teki (teriyaki sauce), jayo (Japanese mayo),
avocados, bacon bits และ Furikake seasoning

อ่านจากส่วนผสม รู้สึกว่ามันน่ากินมาก
.. รสชาติโดยรวมก็ออกหวานๆ มันๆ ขนมปังก็นุ่มดี
แต่ไส้กรอกนี่สิ ไม่ไหวเลย.. ไม่สู้ฟันเอาซะเลย
เราชอบกินไส้กรอกเด้งๆ แบบไส้กรอกเยอรมันมากกว่า

อ้อ! ก่อนกลับได้ไอศกรีมเบียร์ดำจาก “"Waffles de Liege"” กลับบ้านมา pint นึง
อร่อยดี.. ได้รสชาติเบียร์ แต่ไม่เมา 55+


++ Dogzilla Dog ++





v
v
v




(Day4 & 8   /   30 มี.ค.-3 เม.ย. 2555)

วันนี้ก็ถึงเวลาเปลี่ยนที่นอนซะที..
เราขับลงใต้จาก Costa Mesa ประมาณ 90 กม. (1 ชม.) มายังเมือง Carlsbad
.. ซึ่งถือว่าเป็นเมืองชายทะเลตากอากาศที่มีชื่อเสียงเมืองหนึ่งของแคลิฟอร์เนีย

เราจอง Carlsbad Inn Beach Resort ไว้ 4 คืนค่ะ..


++ วิวจากระเบียงห้องพัก ++






ห้อง "Hotel Premier King Room"..
ราคา 180 USD ต่อคืน.. ไม่รวมอาหารเช้าค่ะ





.
.
.


อย่างที่เคยบอกว่า ทริปนี้ต้องมางานแต่งงานด้วย..
หลังจากเช็คอินที่โรงแรมเรียบร้อยแล้ว.. เราก็บึ่งรถไปบ้านที่จะจัดงาน
Levy Land






Levy Land เป็นบ้านหลังใหญ่ใกล้ชายหาด
ทั้งโลเกชั่น.. ทั้ง Exterior-interior ของบ้านสวยมาก..

ที่นี่เค้าคิดค่าเช่าเหมาค่ะ.. ต้องเช่า 6 วัน 6 คืน สนนราคาก็อยู่ 5,600 USD ≈ 168,000 บาท
เราว่าคุ้มราคานะ.. 3 ห้องนอน แถมโซฟาทั้งหมดในบ้าน สามารถดึงออกมาเป็นเตียงได้หมดเลย
.. อย่างน้อยๆ ก็นอนกันได้ 10-12 คนล่ะ







ตัวบ้านตั้งอยู่บนพื้นที่ 3 ไร่..
ส่วนตัวบ้านเองมีพื้นที่ 560 ตร.ม.
.. ในส่วนของไม้ดอก ไม้ประดับด้านนอก ก็ดูแลได้อย่างดีเยี่ยม
.. ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงดอกไม้บาน ยิ่งทำให้บ้านหลังนี้มีเสน่ห์เข้าไปใหญ่ ^^






.. จากชั้น 2 จะเห็นวิวทะเลแบบพาโนรามา สวยมาก (อีกแหละ) ^^


++ ภาพจาก terrace ชั้นล่าง ++








เนื่องจากธีมงานเป็นสีม่วงพลัม..
ทุกสิ่งอย่างในงานก็เป็นสีนี้หมด
.. ขนาดแขก VIP ในงานก็ยังใส่เสื้อผ้าโทนสีนี้



++ Centerpiece ++
สำหรับวางบนโต๊ะดินเนอร์










++ ช่อดอกไม้ของเจ้าสาว ++






เริ่มเซ็ทโต๊ะ สำหรับดินเนอร์รีเซฟชั่นแล้วค่ะ..
งานนี้เจ้าของงานและญาติๆ จัดการเองกันเกือบหมด
.. ยกเว้นเรื่อง catering
โคมกระดาษสีม่วงๆ ขาวๆ ก็ปีนขึ้นไปผูกกันเอง
จขบ. ก็เป็นหนึ่งในลูกมืองานนี้  -_-“








ก่อนงานจะเริ่ม.. แขกทุกท่านเดินไปรวมตัวกันที่หน้าหาด








ทุกคน.. ยืนรอเจ้าบ่าว-เจ้าสาวมาแลกเปลี่ยน Wedding vow และแหวนกันตรงนี้ ^^








แถบนี้ก็มีแต่บ้านแพงๆ อ่ะ..










++ Carlsbad Beach ++






จากชายหาด.. มองย้อนกลับไปก็จะแวะ Levy Land ตั้งอยู่อย่างสันโดษ






ยามเย็นจาก Levy Land..










ของชำร่วยเค้าเก๋ไหมละ?.. เบียร์หมักเอง
กว่าจะได้มาเนี่ย ต้องไปเข้าคอร์สเรียนเป็นเรื่องเป็นราว ^^





.
.
.

ดอกไม้ทั้งหมดด้านล่างนี้ ถ่ายจากหลายโลเกชั่นในเมือง Carlsbad..
ทั้งในตัวเมือง, ริมหาด, Levyland & etc.
.. แต่ละชนิดเรียกว่าอะไรกันบ้าง จขบ.ก็จนปัญญาค่ะ
















ดอกนี้ขึ้นอยู่บนหาดเลยค่ะ.. เราโชคดีว่าช่วงที่ไปดอกมันบานพอดี ^^






















อันนี้.. มั่นใจแน่นอนว่าเป็นกุหลาบ 55+














อันนี้เป็นอีกชนิดหนึ่งที่ขึ้นบนหาด..





v
v
v




(Day9 / 4 เม.ย. 2555) Newport Beach, CA

วันนี้ถือเป็น Family Day ละกัน.. หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยจากดราม่าทั้งหลาย
พวกเราเปลี่ยนใจจะไปล่องเรือชมโลมาแทนการขับรถไปเที่ยว San Diego กัน
.. เราว่าก็ดีเหมือนกัน ขี้เกีขจนั่งรถและขี้เกียจเดินด้วย..
เพราะใช้พลังงานในงานแต่งงานไปพอสมควร อิอิ ^^


“[USA] ล่องเรือชมโลมา @ Newport Beach, California”





v
v
v




(Day10 / 5 เม.ย. 2555) Costa Mesa, CA – Sedona, AZ

ขอเกริ่นก่อนว่า.. ทริปนี้เป็นทริปที่แพลนยากที่สุดทริปนึง
จับต้นชนปลายไปถูก ไม่รู้ว่าจะเริ่มที่ไหนดี
.. แบบว่านึกไม่ออกจริงๆ ว่าจะไปเที่ยวไหนดี
อเมริกาฝั่งนี้ก็เที่ยวมาหลายรอบแล้ว
เมืองใหญ่ๆ ก็ไปมาหมดแล้ว ทั้งแอลเอ ซานฟราสซิสโก ฯลฯ

คุณสามีออกไอเดียว่าไป Cabo San Lucas ที่ Mexico ไหม..
จากที่เช็คข้อมูลดู ที่นี่เหมือนเป็นเมืองท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล ไม่ค่อยมีอะไร unique 
.. เราว่าไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่

เอ.. หรือจะไป Cancún + Tulum ดี
แต่ก็ไกลไปอีกนั่นแหละ

และแล้วสวรรค์ก็เข้าข้างเรา อิอิ ว่าไปนั้น
เราไปเจอบล๊อก "All American Road: Volcanic Legacy Scenic byway
ขับรถเที่ยว เส้นทางภูเขาไฟที่สวยงาม" ของคุณหนึ่ง "AdrenalineRush"

ธรรมชาติงามมาก อยากจะไปขึ้นมาทันที.. เราหลังไมค์ไปไปปรึกษากับคุณหนึ่ง
ไปๆ มาๆ ก็ยกเลิกแผนที่อีกแหละ.. เพราะช่วงเดือนเมษายนที่เราจะไป หิมะยังหนาอยู่และหนาวมาก
แค่ได้ยินคำว่าหนาวมาก เราก็ขอบายแล้ว.. แบบว่าไม่ค่อยถูกกับความหนาวสักเท่าไหร่ ^^

สุดท้าย.. คุณหนึ่งแนะนำแผนเที่ยว Utah & Arizona
ทุกอย่างลงตัวพอดี.. เราเลือกแผนนี้แหละ
ยังไงเราต้องขอบคุณคุณหนึ่งมากๆ สำหรับข้อมูลต่างๆ
.. ถ้าไม่ได้คุณหนึ่งเราคงปวดหัวมากกว่านี้หลายเท่า ^^

.
.
.


Road-trip ครั้งนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 8 วัน 7 คืน..
โดยขับรถเป็นวงกลมเริ่มต้นและจบท้ายที่ Costa Mesa, CA
.. ซึ่งเราพักค้างคืนตามเมืองต่างๆ ดังนี้
Sedona, AZ -  2 คืน
Grand Canyon, AZ -  2 คืน
Page, AZ -  1 คืน
Bryce Canyon City, Utah -  1 คืน
Las Vegas, AZ -  1 คืน





.
.
.

วันนี้.. เราต้องขับรถไกลถึง 744 กม. (7 ชม. 44 นาที)
จาก Costa Mesa, CA ไปยัง Sedona, AZ
.. นั่งรถกันเมื่อยเลย
จริงๆ ขับรถในอเมริกาก็น่าเบื่อเหมือนกัน..
เพราะเร่งสปีดตามใจฉัน เหมือนที่เมืองไทยไม่ได้ ^^








วิวทิวทัศน์ข้างทางก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ แปลกตาดี..
ยิ่งตอนช่วงก่อนถึง Phoenix.. เป็นทะเลทรายแห้งแล้งมาก

ภาพช่วงนี้.. เพิ่งออกจาก CA ไม่นาน
บนยอดเขายังมีหิมะปกคลุมอยู่นิดหน่อย






Windmill (กังหันลมผลิตไฟฟ้า).. เต็มไปหมดทั้ง 2 ข้างทาง
แต่ละต้นก็ใหญ่ยักษ์อลังการ








ภูเขาหัวตัด.. ที่ไหนสักที่ ^^






ถนนเค้าก็จะประมาณนี้..
“3 คำ” ใหญ่ ว่าง โล่ง
.. รถจะติดจริงๆ ก็ตามเมืองใหญ่ๆ






ที่ถ่ายภาพนี้.. ก็เพราะชอบเมฆก้อนนั้นก็เท่านั้นเอง ^^





.
.
.


เข้าเมือง Sedona ปุ๊ป.. Red rock ก็โผล่มาให้ยลโฉมทันทีทันใด
สมกับชื่อว่า “The Red Rock of Sedona” จริงๆ






Red Rock แต่ละอันก็มีรูปร่างและชื่อแตกต่างกันไป
.. อย่างอันซ้ายมือเรียกว่า Bell Rock หรือหินรูประฆังนั้นเอง






แสงอาทิตย์ยามเย็นที่นี่.. ส้มได้ใจจริงๆ






เราก็แวะจอดถ่ายรูปกันไปเรื่อย.. ประมาณว่าตื้นเต้นกับ Red rock
อีกอย่างนึงเราแพลนกันไว้ว่าจะนอนที่ Sedona แค่คืนเดียว
.. และจะไปค้างที่ Flagstaff ในคืนถัดไป










ดวงจันทร์.. ลอยกลมอยู่โน้นแหนะ











.
.
.


กว่าจะถึงที่พักที่จองไว้ก็มืดพอดี
เราเช็คอินที่ “Orchards Inn
ที่เลือกที่นี่ก็เพราะวิวเลย..
แบบเปิดประตูระเบียงออกมาก็เห็น Red rock เต็มๆ






จองห้อง Red Rock Deluxe King Room ไว้
ราคา 161.10 USD.. ราคานี้รวมอาหารเช้า Wi-Fi และที่จอดรถ
ปล. โรงแรมที่อเมริกาบางแห่ง จะคิดค่าบริการที่จอดรถเพิ่มจากค่าห้อง
แต่ที่สังเกตดูส่วนมากจะเป็นโรงแรมในเมืองใหญ่ๆ เท่านั้น

ห้องพักที่นี่ดีทีเดียวหละ.. ใหม่มาก มีเตาผิงด้วย
ส่วนตัวเราชอบเตาผิงมากกว่าฮีทเตอร์
.. มีความรู้สึกว่าเวลาเปิดฮีทเตอร์แล้ว อากาศมันจะแห้งๆ หายใจไม่ค่อยสบาย





++ ระเบียงห้องด้านหลัง ++






ไงหละ.. วิวจากระเบียงงามไหม ^^





.
.
.


ตอนนี้หิวมาก.. ขอไปหาอะไรหม่ำก่อน
ตอนที่เช็คอินได้บัตรส่วนลดร้านอาหารมา 2-3 ร้าน..
ซึ่ง 2-3 ร้านที่ว่าก็เจ้าของเดียวกับ Orchards Inn นี่หละ

เราก็แวะดูเมนูมันทุกร้านที่ว่าเลย
.. สุดท้าเราตกลงจะทานดินเนอร์กันที่ “Open Range Grill & Tavern
เป็นครั้งแรกที่ได้ลิ้มลองรสชาติ Chicken wings ที่อเมริกา
.. เห็นขนาดแล้วตกใจ.. มันใหญ่กว่า Chicken wings ที่เห็นในกรุงเทพฯ ถึง 3 เท่า
ยังงงๆ อยู่ว่าเค้าใช้ไก่พันธุ์ไหนกันเนี่ย ทำไมมันใหญ่จัง
สารภาพว่าแค่ 4 ชิ้นเอง.. เรายังกินคนเดียวไม่หมดเลย
ต้องห่อใส่กล่องกลับบ้านตามเคย


++ Chicken wings ++
เสิร์ฟมาพร้อมกับ Blue Cheese และ Horseradish Dipping Sauce






จานนี้.. สลัดสักอย่าง จำไม่ได้แล้วหล่ะ แหะ แหะ






++ Jalapeño Macaroni and Cheese ++
จานนี้แปลกดี.. เนื่องจากพริก Jalapeño ดองลงไปด้วย
รสชาติออกแบบเปรี้ยวๆ ปะแล่มๆ





.
.
.


ระหว่างที่ทานอาหารเย็น.. ก็อ่านข้อมูลสถานที่เที่ยวทั้งหลายที่ขอมาจากฟร้อนท์ไปด้วย
.. แหล่งท่องเที่ยวที่นี่น่าสนใจกว่าที่ Flagstaff
Courtyard Flagstaff ที่เราจองไว้สำหรับคืนพรุ่งนี้ ก็ยกเลิกได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ถึง 18:00 ของวันที่เช็คอิน
.. พวกเราจึงตกลงใจว่าจะค้างคืนที่ Sedona เพิ่มอีกหนึ่งคืน

กลับถึง Orchards Inn.. สอบถามเรื่องห้องพัก ฟร้อนท์แจ้งว่ามีห้องว่างเฉพาะที่ตึกเก่า
.. พร้อมยื่นกุญแจให้เราเข้าไปเช็คสภาพห้องได้เลย
.. โอเคล่ะ พักห้องนี้ก็ได้.. เสียดายอย่างเดียวที่ห้องนี้ราคาเท่ากับห้องบนตึกใหม่เลย


++ ภาพจากหน้าร้านเครื่องรางทั้งหลาย ++
จริงๆ อยากถ่ายพระจันทร์มากกว่า ^^





v
v
v




พรุ่งนี้จะชวนไปเดินออกกำลังกายขึ้นเขา..
เพื่อไปชม.. “Devil's Bridge” กันค่ะ
ไปดูกันสิว่ามันจะสูงน่ากลัวขนาดไหน!





 

Create Date : 27 กรกฎาคม 2555    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2555 22:10:40 น.
Counter : 2570 Pageviews.  

[Australia] เที่ยวหลากรส.. หลายสไตล์ @ Brisbane






ทริปนี้เป็นแค่ไซด์ทริป.. จากการที่ต้องไปทำธุระที่บริสเบน

ตามประสาคนชอบเที่ยว พลาดไม่ได้อยู่แล้ว..
กับการไปเปิดหูเปิดหากับสถานที่เที่ยวใหม่ๆ ที่ไม่เคยไป
^^

บล๊อกนี้จะพาไปเที่ยวหลากรส.. หลายสไตล์ ค่ะ
หลักๆ ได้แก่ North Stradbroke Island, Woodford Folk Festival
และ Lone Pine Koala Sanctuary..

.. ติดตามอ่านด้านล่างนี้ได้เลยค่ะ ^^


v
v
v



[26 ธันวาคม 2554]


เริ่มจากไปเที่ยวเกาะกันก่อนเลยค่ะ.. “North Stradbroke Island”
The second largest sand island in the world.

เราขับรถจาก CBD (Central Business District).. ระยะทางแค่ 27.4 กม.
เจ้าถิ่นแนะนำว่าเป็นช่วงวันหยุดยาว รถน่าจะติด ให้เผื่อเวลาไว้สัก 2 ชม.
แต่รถไม่ติดอย่างที่คิด.. เราใช้เวลาขับรถแค่ประมาณครึ่งชั่วโมง
สุดท้ายต้องมานั่งแกร่วในคาเฟ่แถวท่าเรือ

ส่วนการข้ามไปยังเกาะนั้น.. เราใช้บริการเรือเฟอร์รี่ของ Stradbroke Ferries..
เฟอร์รี่จะแบ่งแยกชัดเจนระหว่าง car ferries กับ passenger ferries
.. car ferries = สำหรับคนที่ขับรถมาเอง ต้องขับรถขึ้นเกาะด้วย
ส่วน passenger ferries = สำหรับผู้ที่ใช้รถโดยสารประจำทาง
เฟอร์รี่ประเภทนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับจอดรถค่ะ


มัวแต่เอ้อระเหยไม่ยอมจองตั๋วเฟอร์รี่ซะที
สุดท้ายเหลือแต่ตั๋วเที่ยวสุดท้ายของวัน
เซ็งกันไปเลย!
ก็เลยจองตั๋วขากลับเป็นรอบสุดท้ายเหมือนกัน
เพราะเรามีเวลาบนเกาะแค่คืนเดียว.. ต้องใช้ให้คุ้มสักหน่อย

ค่าตั๋วเฟอร์รี่ไปกลับ 135 AUD..
สามารถซื้อตั๋วออนไลน์ได้เลยค่ะ.. ถ้าขับรถมาแบบเราก็ให้มาถึงก่อนเวลาประมาณ 15-30 นาที
เอารถมาจอดไว้ที่ท่าเรือก่อน ถึงเวลาเมื่อไหร่เค้าก็จะเรียกขึ้นเรือค่ะ





ระหว่างอยู่บนเรือ.. เราก็เดินเล่นถ่ายรูปตามประสา
ว่าจะรอถ่ายพระทิตย์ตก มันก็ไม่ตกสักกะที
.. เลยตามเลยละกันนะ ไม่ถ่ายมันแล้ว
ปล. เราเห็นเต่าทะเลด้วยล่ะ..
ตัวใหญ่มาก พอๆ กับล้อรถเลย





ก่อนพระอาทิตย์จะตกกัปตันเรือตะโกนเรียก
.. เราก็แบบเรียกใครฟระ .. อ๋อ เรียกเรานี่เอง
“พระอาทิตย์จะตกแล้ว จะถ่ายรูปก็รีบๆ เลย พระอาทิตย์ที่นี่ตกเร็ว”
กัปตันเค้าว่างั้น
“ขอบคุณนะคะ คุณกัปตัน”.. ใจดีจัง ^^




.
.
.



ใช้เวลาประมาณ 45 นาที เราก็ถึง North Stradbroke Island แล้วค่ะ
.. เราต้องรีบดิ่งไปโรงแรมก่อน กลัวว่ามืดแล้วจะหาโรงแรมไม่เจอ

เราจอง All Seasons Stradbroke Island ไว้.. คืนละ 314 AUD ไม่รวมอาหารเช้า
ราคาโรงแรมแพงน่าตกใจ คงเป็นเพราะช่วงระหว่างคริสต์มาส-ปีใหม่พอดี





ไปถึงรีเซฟชั่นออฟฟิศของโรงแรม.. ไม่มีพนักงานสแตนด์บายสักคนเดียว
มีป้ายตั้งไว้ประมาณว่า ถ้าต้องการติดต่อพนักงานให้โทรเบอร์นี้..
เราควักมือถือออกมาโทร.. เฮ๊ย! ไม่มีสัญญาณอีก
“ทำไงดี”.. ยอมรับว่าตอนนั้นตกใจเล็กน้อย
เพราะที่เกาะมันเงียบมาก มืดแล้วด้วย

โชคดีว่ามีคู่สามี-ภรรยาชาวออสเตรเลียใจดีคู่นึงเดินผ่านมาพอดี
.. ให้เรายืมโทรศัพท์
เราโทรไปตามเบอร์ที่แจ้ง.. พนักงานบอกให้รอ 5 นาที
แล้วชีก็ขับรถกระบะมา.. เดินลงมาในชุดเดรสสำหรับปาร์ตี้
แถมมาต่อว่าเราอีก.. ว่าเราไปไหนมาทำไมมาเอาป่านนี้ Smiley

เราถามถึงร้านอาหาร.. ชีหยิบแผนที่ขึ้นมา พร้อมกับวงร้านอาหารในแผนที่ให้
แล้วบอกว่าร้านอาหารทุกร้านปิด  20:00..
เฮ๊ย! (ครั้งที่ 2) ตอนนี้มันก็ 19:45 แล้ว!
สุดท้าย บึ่งรถไปซื้อพิซซ่ามาได้ถาดนึง.. แถมต้องจ่ายเพิ่ม 15% Holiday Charge
ขากลับโดนตำรวจเรียกตรวจระดับแอลกอฮฮล์ในเลือดอีก Smiley

ปล. รูปนี้ ถ่ายวันรุ่งขึ้นนะคะ..







การตกแต่งภายในเป็นสไตล์ลอฟท์.. เก๋ไก๋ดี





มีเครื่องซักผ้า.. ด้านนอกตรงระเบียงมีเตาบาร์บีคิวด้วยค่ะ

โดยรวมแล้วก็ไม่ได้ประทับใจกับที่นี่สักเท่าไหร่.. ติดๆขัดๆตั้งแต่ตอนเช็คอินแล้ว
อีกอย่างนึงที่ไม่ชอบก็คือต้องนำขยะในห้องไปทิ้งเอง ไม่เช่นนั้นจะค่าบริการ 100 AUD
.. อยากจะบอกว่าไม่เคยเจอโรงแรมที่ไหนเป็นแบบนี้ -_-“





ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น แพนทรี้อยู่ชั้นล่าง
.. ส่วนห้องนอนอยู่ชั้นสอง




.
.
.



ส่วนเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวบนเกาะ.. เราก็ไม่ได้หาข้อมูลมาสักเท่าไหร่
กะว่าจะมาเอาแถวฟร้อนท์ที่โรงแรม แต่กลับกลายเป็นว่าที่โรงแรมก็ไม่มีเหมือนกัน
เราก็เลยต้องใช้การเดาเอาจากแผนที่ -_-“
ปล. มีความรู้สึกว่าที่นี่ค่อยไม่ค่อยสนใจนักท่องเที่ยวสักเท่าไหร่..

เริ่มจากที่นี่.. “Mooloomba Tracks”
สังเกตุไหมคะว่าป้ายมันเขียนว่า.. Difficult
เดี๋ยวเรามาดูกันว่ามันยากจริงหรือเปล่า





อันนี้ดอกอะไร จำไม่ได้แล้วค่ะ..
.. แต่จำได้ว่าระหว่างทางเค้ามีป้ายแนะนำไว้ ว่าดอกนี้มันเป็นวัชพืช
.. เราว่าสวยดีนะ





อยากจะบอกว่าทางเดินที่ทำไว้สะดวกมาก เป็นบันไดไม้ตลอดทาง
มันยากตรงไหนเนี่ย.. เราก็นึกว่าจะเดินปีนป่ายโขดหินอะไรไปโน้น





วันนี้ฟ้าหม่น.. คลื่นลมแรงด้วยค่ะ
แต่แดดร้อนมากกก




.
.
.




เดิน Mooloomba Tracks เสร็จหนึ่งรอบ.. ก็ถึงเวลาหาอะไรใส่ท้อง
.. แวะร้าน Fish and chips
ปล. รสชาติและราคาจำไม่ได้ค่ะ แหะ แหะ





วัยรุ่นโต๊ะข้างสั่งขวดนี้.. เห็นแล้วอยากจะลองบ้าง
เป็นประมาณน้ำอัดลมรสขิง อร่อยดีค่ะ ^^




.
.
.



เติมพลังเรียบร้อย.. ออกเดินกันต่อเลยค่ะ  
North Gorge Walk.. เทรลนี้อยู่ไม่ไกลจากร้าน Fish and chips ที่เราแวะกันเมื่อกี้เลยค่ะ
แค่เดินข้ามถนนก็ถึงแล้ว

เทรลนี้เป็นที่นิยมเชียวล่ะ.. นักท่องเที่ยวเดินกันเยอะเชียว





เทรลนี้เดินง่ายค่ะ ขึ้นเขาลงเขานิดหน่อย ไม่เหนื่อยสักเท่าไหร่.. ระยะทางแค่ 1.2 กม.
สามารถเดินไปได้ถึง Point Lookout ซึ่งเป็นจุดสำหรับเฝ้าดูปลาวาฬหลังค่อม (Humpback whale)





เทรลนี้ งามเชียวค่ะ.. เดินเลียบทะเล
มีจุดชมวิวเป็นระยะๆ















.. เราไม่มีโอกาสได้เป็นวาฬหลังค่อมตามฟอร์ม เห็นแต่คนเล่นเสิร์ฟเต็มไปหมด




.
.
.


แวะกินอีกแล้วอ่ะ
.. ร้อน หิว และง่วงนอน (หลายอารมณ์จริงวุ๊ย 55+)
“I need my caffeine fix”

แวะร้านเจลาโต้ที่เค้าว่าอร่อยที่สุดบนเกาะ
เหอะ.. หวานมาก ไม่อร่อยขั้นเจลาโต้ที่อิตาลี Smiley





พร้อมสั่งกาแฟเย็นอีกหนึ่งแก้ว.. กาแฟเย็นก็ขมสุดๆ
สุดท้ายใส่เจลาโต้ลงในกาแฟ อร่อยไปเลย ^^




.
.
.



จุดหมายต่อไป.. จะไปไหนดีน้า
เอาแผนที่ขึ้นมากาง สะดุดตากับ Blue Lake และ Brown Lake
.. จากชื่อ Blue Lake ก็น่าจะสวยกว่าอยู่แล้ว
ตกลงใจขับรถไป Blue Lake ละกัน..





ตามแผนที่.. จาก Blue Lake “C” ถึงตะวันออกสุดของเกาะ (Causeway "B") ห่างกันไม่เท่าไหร่
.. ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ก็เลยต้องขับรถไปดูสักหน่อย

แง แง.. ไปถึงเค้าไม่ให้เข้าอ่ะ
อนุญาตเฉพาะรถที่มีเพอร์มิตเท่านั้น
เลยต้องขับย้อนกลับมาทางเดิม





บึงแถวนี้รู้สึกว่าจะเป็นแหล่ง Bird watching นะคะ..






.
.
.



ถึงทางเข้า Blue Lake.. เราต้องจอดรถไว้ แล้วเดินเท้าต่อเข้าไป 3 กม.
ปล. ขับรถจาก “A” ถึง “C” ระยะทางแค่ 28 กม. เท่านั้น.. ไม่ไกลเลยค่ะ





ระหว่างทาง.. ได้ยินเสียงฟ้า ครื่นๆ มาแต่ไกล
“ฝนตกแน่เลย” หันไปบอกเพื่อนร่วมทริป.. บ่ ยั้นค่ะ อยู่ใต้ฟ้า ไม่กลัวฝนอยู่แล้ว





เราเดินสวนกับนักท่องเที่ยวบางส่วน ที่เดินมาจาก Blue Lake
.. ทุกคนใส่ชุดว่ายน้ำ กับมีผ้าขนหนูอยู่ในมือ
เราถามว่า Blue Lake เป็นไงบ้าง.. “It's gorgeous”
แบบนี้ค่อยมีกำลังใจในการเดินหน่อย..





เดินไปถึง.. คงเพราะฝนตก น้ำเลยไม่เป็นสีฟ้าอย่างที่คิด
ทำเอาเซ็งกันไปตามๆ กัน





ฝนยังลงเม็ดอยู่เลย.. แต่ฟ้าเริ่มใสแล้ว









จขบ. เดินนำหน้าอยู่นั่นค่ะ
.. ทั้งเซ็ง ทั้งเปียก อิอิ ^^




.
.
.



เดินทางไปจุดหมายต่อไปกันเลยค่ะ
ระหว่างขับรถอยู่..
เพื่อนร่วมทริปตะโกนบอก “Roo”.. เราก็งง รูอะไรฟระ
อ๋อ ที่แท้ก็ Kangaroo
เจ้าตัวนี้มันยืนอยู่ริมถนนเลยค่ะ ไม่รู้ว่ายืนรออะไรเหมือนกัน ^^





เพื่อนร่วมทริปตั้งใจจะไปว่ายน้ำต่อที่ Flinders Beach - Amity Point "D"
หาดนี้มีคลื่นลมสงบ ไม่เหมือนฝั่ง Point Lookout .. เหมาะสำหรับการว่ายน้ำเป็นอย่างยิ่ง

.. ขณะที่เพื่อนร่วมทริปว่ายน้ำอยู่อย่างสบายใจ เราเห็นกระโดงปลาอะไร แว๊บๆ
ทีแรกเราก็ตกใจเหมือนกัน ฉลามป่าวเนี่ย.. ห่วงความปลอดภัยของเพื่อนร่วมทริป
ดูไปดูมา ที่แท้โลมานี่เอง
.. ส่วนอีกฝากนึง เพื่อนร่วมทริปเดินหน้าตาตื่นมา
บอกว่าตอนอยู่ในน้ำได้ยินเสียงอะไรก็ไม่รู้ น่ากลัวมาก.. 55+

เราแวะซื้ออาหารเย็นกันแถวนี้ด้วย..
ถ้าใครจะมาเที่ยวที่นี่ และมีรถ เราแนะนำว่าให้พักที่ Amity Point ดีกว่า
.. ราคาอาหารและที่พักแถวนี้ถูกกว่าแถว Point Lookout พอสมควร

ได้เบอร์เกอร์มา 2 กล่อง.. รีบบึ่งรถไปท่าเรือก่อน ไปหาเวลากินเอาดาบหน้า
เดี๋ยวจะตกเรือเที่ยวสุดท้ายของวัน เวลา 18:45 น.





บ๊าย บาย Straddie.. เราคงไม่ได้เจอกันแล้วนะ
แบบไม่ชอบเที่ยวที่ซ้ำๆ ไง 55+
ปล. ลำนี้ไม่ใช่เฟอร์รี่ของเราคะ เป็นของอีกเจ้านึง “Big Red Cat”




v
v
v



[29 ธันวาคม 2554]


"Woodford Folk Festival"..
งานเทศกาลดนตรี งานใหญ่ประจำปี

จัดกัน 6 วัน 6 คืน.. ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค. ถึง 1 ม.ค. ของทุกปี

งานนี้จัดที่เมือง Woodford.. 72 กม. ทางเหนือของบริสเบน

เราไปงานนี้แบบเอ๋อๆ ก่อนไปก็จินตนาการไม่ออกว่างานจะเป็นยังไง
แต่เท่าที่คุยกับคนบริสเบน.. 85% เคยไปงานนี้ทั้งนั้น
เอ้า ลองไปดูละกัน..





ตั๋วมีหลายราคา.. ทั้งแบบเข้าชมหนึ่งวัน แคมป์ปิ้งหนึ่งคืน หรืออยากจะอยู่ดูทั้งซีซั่น (6 วัน) ก็ได้
เราซื้อตั๋วแค่เข้าชมหนึ่งวัน (Day&Evening) ราคา 111 AUD..

ถ้าใครสนใจจะมาแคมป์ปิ้ง.. ทางผู้จัดงานจะจัดแคมป์กับห้องน้ำไว้ให้
บริเวณแคมป์ก็จะแบ่งแยกไว้เป็นโซนชัดเจน
ถ้าเป็นศิลปินที่มาโชว์ที่งาน ก็จะพิเศษหน่อย.. นอนแคมป์ติดแอร์
ปล. แคมป์ปิ้งทั้งซีซั่น (6 คืน).. 536 AUD





ทุกวันการแสดงจะเริ่มตั้งแต่เก้าโมงเช้า จนถึงตีหนึ่งของอีกวันนึง
.. ประมาณว่าดูกันให้ตาแฉะกันไปข้างนึง ^^
ปล. เราสงสารเบบี้คนนี้นะ.. เสียงเพลงดังมาก หูดับไปหรือยังไม่รู้ -_-“





ศิลปินที่มาโชว์งานนี้.. หลากหลายมาก จากทุกมุมโลก
เราได้ดูหลายโชว์เหมือนกัน.. เท่าที่จำได้ก็มี 2-3 แบนด์จากแอฟริกา
ศิลปินจากธิเบต นักร้องจากแคนาดา ฯลฯ
เจอศิลปินไทยกรุ๊ปนึงมาโชว์ร็องแง็งที่นี่ด้วย
ปล. งานนี้.. เราถ่ายรูปไม่เยอะค่ะ ส่วนมากก็ไม่ชัดด้วย
เลยมีมาให้ดูแค่เนี่ย -_-"







ชอบลายสักเจ้คนนี้เป็นการส่วนตัว.. เจ๋งอ่ะ
แต่ถ่ายมาไม่ชัดอีกนั่นแหละ -_-“





ป้ายโฆษณา ใบปลิวต่างๆ สำหรับงานนี้
.. แม้แต่ในห้องน้ำก็ไม่เว้น ^^







นอกจากโชว์ของศิลปินบนเวทีแล้ว
.. ยังมีโชว์รอบๆ บริเวณงานอีกด้วย
ปล. เวทีการแสดงเอง ก็มีถึง 20 เวทีแนะ.. “เยอะมากก!”





“โชว์คนขายาว”





กรุ๊ปนี้.. โชว์คนตัวเขียว
พวกเค้าเรียกตัวเองว่า “Gremlins”
ประมาณเค้าโยนมันฝรั่งขึ้นฟ้า แล้วก็เอาส้อมรับ
ถ้ารับมันฝรั่งด้วยส้อมได้.. ก็ร้องเย้ ดีใจกัน
เราดูแล้วก็ไม่เข้าใจว่าจะดีใจกันทำไมเนี่ย 55+





ส่วนตาคนนี้ ก็ยืนทำหน้าตาน่ากลัว.. คอยหลอกเด็กๆ





งานนี้.. นอกจากโชว์แล้ว ยังมีทั้งของกิน ของขายเต็มไปหมด
พ่อค้าคนนี้ขายเครื่องมือทำบับเบิ้ลค่ะ..





เธอคนนี้ สงสัยจะมาค้างหลายวัน..
ดูโชว์จนเบื่อ เลยมานั่งอ่านนิตยสารซะงั้น ^^





แวะซื้อกาแฟร้านนึง..เห็นป้ายพวกนี้ขำๆ ดี





ถ่ายรูปไว้หลายอันเหมือนกัน.. จนเจ้าของร้านแอ๊คท่าให้ถ่าย นึกว่าถ่ายรูปเค้า
เราก็ไม่กล้าบอกว่าเข้าใจผิด อิอิ ^^




v
v
v



[30 ธันวาคม 2554]


สุดท้าย “Lone Pine Koala Sanctuary”.. เคยมาเที่ยวที่นี่หลายครั้งแล้วล่ะ
แต่ครั้งนี้ตั้งใจจะมาฝึกมือถ่ายเจ้าโคอาล่าเป็นจุดประสงค์หลัก ^^





Lone Pine Koala Sanctuary - Since 1927
Address:  708 Jesmond Road, Fig Tree Pocket Qld 4069, AUSTRALIA
Telephone:  +61 7 3378 1366
Fax:  +61 7 3878 1770
email:  service@koala.net

เปิดบริการ:  ทุกวัน 09.00 - 17.00 น
ค่าบริการ:  ผู้ใหญ่ 33AUD / เด็ก 22AUD





ที่นี่อยู่ห่างจาก CBD (Central Business District) ประมาณ 12 กม.
ถ้าขับรถก็ใช้เวลาประมาณ 20 นาที.. นั่งเรือมาก็ได้นะคะ
เป็นบริการของ “Mirimar Cruises





Mirimar Cruises Schedule
Departs Cultural Centre Pontoon (อยู่แถวๆ CBD นั่นแหละค่ะ):  10.00am
Arrive Lone Pine:  11.15am
Depart Lone Pine    :  1.45pm
Arrive Cultural Centre Pontoon:  3.00pm

.. ตามตารางเรือด้านบน มีเวลาให้เที่ยว Koala Sanctuary ได้แค่เกือบๆ 4 ชม.
ส่วนตัวคิดว่าถ้าไปกับเด็กๆ คงไม่พอค่ะ




.
.
.



ต่อกันด้วยโชว์การตัดขนแกะ “Sheep Shearing Show”
.. อันนี้เราไม่ค่อยตื้นเต้นเท่าไหร่ เคยดูมาแล้วที่นิวซีแลนด์





แกะที่นี่สนใจนักท่องเที่ยวเป็นพิเศษ
เห็นเป็นไม่ได้.. เดินดาหน้ากันเข้ามาเลย ^^





อยากจะบอกว่า.. เจ้าสุนัขตัวนี้จริงๆ แล้วเป็นสุนัขเลี้ยงแกะ
แต่ตอนนี้มันไม่สนใจแกะแล้วแหละ ^^




.
.
.



บริเวณใกล้ๆ กันเป็นส่วนของ Bird of Prey (นกล่าเหยื่อ)..





เอ.. แล้วนกเป็ดน้ำพวกนี้ เข้ามาอยู่ในส่วนของ Bird of Prey ได้ไงเนี่ย ^^




.
.
.


เกือบสุดท้ายแล้วค่ะ..
เราไปดู Wild Lorikeet Feeding กัน.. โชว์นี้มีวันละ 2 รอบ 09:45 กับ 16:00





นกแก้วพวกนี้ สวนสัตว์ไม่ได้ขังไว้นะคะ
แต่มันรู้เวลา.. ถึงเวลากินมันก็บินกันมาปั๊บ ^^





นกแก้วพวกนี้ เป็นนกพื้นถิ่นของ Queensland
.. เวลาเราขับรถบนทางหลวง
ก็เห็นเจ้าพวกนี้เกาะอยู่บนต้นไม้อยู่เหมือนกัน





ถึงเวลาโชว์ “Wild Lorikeet Feeding” เมื่อไหร่ เจ้าหน้าที่จะมาเทอาหารลงในถาด
นักท่องเที่ยวก็สามารถนำมาถือเลี้ยงเจ้านกแก้วได้ตามอัธยาศัยเลยค่ะ ^^
ปล. น้องผู้หญิงคนนี้..เป็นนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์




.
.
.



ปิดท้ายกันด้วย.. Feeding Kangaroos
อันนี้ไม่ต้องรอโชว์จากเจ้าหน้าที่ค่ะ..
สามารถไปซื้ออาหารจิงโจ้ มาป้อนเจ้าพวกนี้ได้เลย
ปล. รู้สึกว่าอาหารจิงโจ้จะราคาถุงละ 50 เซนต์





คราวที่แล้วจำได้ว่าป้อนอาหารจิงโจ้แล้วมือมีแต่น้ำลายจิงโจ้
.. น้ำลายมันเยอะมากๆ ยืดๆ ด้วย 55+
คราวนี้เลยไม่เอาดีกว่า ^^







มีอีกเซ็คชั่นนึง.. ซื้ออาหารเลี้ยงนกอีมู (Emu) ได้ด้วย
แต่ครั้งนี้เราไม่ได้เดินไป
.. อันนั้นน่ากลัวอ่ะ นกมันตัวใหญ่มาก
ปากก็แหลมๆ แล้วต้องใช้มือป้อนอาหารให้มันเนี่ยนะ -_-"





เจ้าตัวนี้อาจจะหน้าตาคล้ายกับจิงโจ้ แต่เค้าคือ Wallaby ค่ะ
.. Wallby ขี้อาย กลัวคน.. เข้าใกล้ทีไรกระโดดหนีทุกที





บ๊าย บาย Lone Pine Koala Sanctuary กันด้วยภาพนี้ค่ะ
.. กิ้งก่าตัวนี้มารอเราอยู่หน้าห้องน้ำ
ตกใจแทบแย่.. เหอ เหอ ^^




v
v
v



ครั้งหน้าจะพาไปเที่ยวไหน.. รอติดตามชมนะคะ

ปล. ถ้าไม่มีทริปอื่นมาเบียด..
ก็น่าจะเป็นทริปสงกรานต์ 2012 (American Southwest) ค่ะ ^^




 

Create Date : 17 มิถุนายน 2555    
Last Update : 17 มิถุนายน 2555 19:54:09 น.
Counter : 5626 Pageviews.  

[USA] ล่องเรือชมโลมา @ Newport Beach, California



[4 เม.ย. 2555]

ช่วงสงกรานต์ไปเที่ยวอเมริกามาค่ะ..
วางแผนขับรถเที่ยวเอง 3 สัปดาห์
สรุปทั้งทริปขับรถเกือบ 2000 ไมล์ (3,218 กม.)
เหนื่อยเอาการเลยค่ะ แต่ก็สนุกดี



v
v
v



จริงๆ โปรแกรมดูโลมานี้ไม่ได้อยู่ในแพลนเลย
แต่เพราะหลงเชื่อคำโฆษณาของโบรชัวร์ที่อยู่ในห้องพักของโรงแรม
จึงโทรไปสอบถามรายละเอียด
เจ้าหน้าที่แจ้งว่า วันนี้อากาศดีเหมาะกับ Whale watching มาก

เราใช้บริการของ Newport Landing Whale Watching
(GPS 33.603403,-117.900449)
ราคาประมาณคนละ 32 USD.. เราจองไว้รอบ 15:30 น.
.. ใช้เวลาล่องเรือ 2 ชั่วโมงครึ่ง

มาถึงแล้วก็หาที่จอดรถแถวข้างถนนนี่แหละ..






เราโทรมาจองตั๋วเรียบร้อย..
ต้องมารับตั๋วล่วงหน้าอย่างน้อย 30 นาที ที่อาคารหลังคาสีเทาข้างหน้า






ร้านนี้ขายอะไรก็ไม่รู้..
แต่เห็นร้านทาสีฟ้า เข้ากับสีของท้องฟ้า แถมพระจันทร์กลมๆ อีก
.. สวยดี ^^






วันนี้เราใช้บริการเรือลำนี้แหละ.. ขึ้นเรือได้ ก็เดินขึ้นไปจับจองที่นั่งบนชั้นสอง






เรือจอดอยู่ในอ่าว (Newport Bay) แล้วพาเราล่องออกมหาสมุทรแปซิฟิกทางช่องแคบด้านล่าง






หลังจากเรือออกจากท่า..

บริเวณ Newport Bay จะวุ่นวายเล็กน้อย
.. มีทั้งเรือ ทั้งคนที่ทำกิจกรรมบนผิวน้ำ






Stand up paddle surfing (SUP).. กีฬาประเภทนี้มีต้นกำเนิดจากฮาวาย
เค้าบอกยากสุด ก็ตอนตะกายขึ้นบอร์ดนี่แหละ






บ้างก็พายคายัค..

















นกกระทุง (Pelican) แถวนี้เยอะมาก
.. เวลาจับปลาเนี่ย เค้าจะบินขึ้นสูงๆ แล้วทิ้งดิ่งลงมาเลย






ตัวนี้คอแดงก็น่าจะเป็นนกกระทุงอีกสายพันธุ์นึง
.. รูปที่แล้วคอเหลือง






.. เหมือนจะมีงานแต่งงานเล็ก ๆ บนเรือลำนี้













ออกเรือห่างฝั่งได้สักหน่อย.. กัปตันเรือประกาศว่ามีโลมาฝูงใหญ่อยู่ข้างหน้า
“ตื่นเต้นสุดๆ !!”






ครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นโลมาในธรรมชาติแบบนี้..






รูปนี้.. ดีที่สุดในทริปแล้ว
โลมากระโดดขึ้นมาพอดีเลย






Whale watching cruise ของอีกบริษัทนึง
.. ซึ่งออกมาก่อนหน้าเราไม่นาน






โลมาฝูงนี้มีเป็นพันตัว
.. แต่ที่เราก็เห็นก็หลายร้อย มีพวกที่ไม่ขึ้นมาเล่นบนผิวน้ำอีก











โลมาชอบเล่นกับคลื่นเรือ.. เรือยิ่งแล่นเร็ว โลมายิ่งว่ายเร็วขึ้น









กัปตันประกาศ.. “เราจะเซย์กู๊ดบายกับโลมาฝูงนี้
แล้วจะค้นหาวาฬกันต่อไป”






ตกลงว่าวันนั้นแห้ว.. ไม่มีวาฬโผล่มาให้เห็นสักตัว
แค่ได้เห็นโลมาขนาดนี้ก็คุ้มแล้วล่ะ

กัปตันก็เบนหัวเรือกลับเข้าฝั่ง.. พาพวกเราแวะชมสิงโตทะเล (Sea Lion) อีกนิดนึง






ก่อนหน้านี้ ก็ไม่รู้ความแตกต่างระหว่าง สิงโตทะเล (Sea Lion) กับ แมวน้ำ (Seal) หรอก
.. ถึงบางอ้อก็ตอนที่เค้าประกาศบนเรือนี่แหละ







พวกที่อยู่ในน้ำก็พยายามจะตะเกียกตะกายขึ้นมานอนบนทุ่น แต่ก็ไม่สำเร็จสักที
.. มันคงอยากจะขึ้นมานอนอาบแดดบ้างน่ะ ก็ในน้ำมันหนาว ^^






ส่วนพวกที่ได้ขึ้นมาอยู่บนทุ่น ก็ท่าทางมีความสุขเชียว..






ใกล้ถึงฝั่งแล้วค่ะ..






เก็บภาพนกกระทุงอีกสักหน่อย.. แถวนี้เยอะจริงๆ










แถวนี้ๆ มีแต่บ้านไฮโซทั้งนั้น.. แต่ละหลังราคาไม่ต่ำกว่า 5 ล้านเหรียญ -_-“







v
v
v




ทริปนี้ยังไม่จบง่ายๆ ค่ะ.. ก็ไปเที่ยวตั้ง 3 สัปดาห์นี่
ไว้ว่างๆ จะนำแหล่งท่องเที่ยวอื่นมาให้ชมค่ะ




 

Create Date : 05 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 5 พฤษภาคม 2555 14:52:52 น.
Counter : 875 Pageviews.  

[Italy] Italia, ti amo. ตอนสุดท้าย.. Hello Venice!




เย้! บล๊อกสุดท้ายของทริปแล้ว ภารกิจเสร็จสิ้นตามเป้าหมายซะที
หลังจากใช้เวลารีวิวทั้งหมดเกือบ 5 เดือน.. เป็นภารกิจที่ยาวนานจริงๆ ^^

รีวิวนี้อาจจะกร่อยๆ นิดหน่อย.. ความทรงจำเลือนลางเต็มที -_-“


v
v
v


(Day9 - 22 ก.ย. 2554) Cinque Terre – Venice (Via Florence)

วันนี้ตื่นเช้าที่สุดเลย เพื่อจับรถไฟรอบ 06:32 จาก Manarola
ถึง Venezia S. Lucia ใช้เวลา 6 ชั่วโมง แทบจะกินนอนกันบนรถไฟ

Manarola - La Spezia Centrale   06:32 - 06:44   (Regional Trains)
La Spezia Centrale - Pisa Centrale   07:39 - 08:51   (Regional Trains)
Pisa Centrale - Firenze S.M.N.   09:11 - 10:00   (Regional Trains)
Firenze S.M.N. - Venezia S. Lucia   10:30 - 12:33   (Eurostar)

++ สถานีรถไฟ Manarola ++
เช้านี้เป็นสถานีร้างไปเลย





จริงๆ มีรถไฟเที่ยวหลัง ออกจาก Manarola 07:23 ถึง La Spezia Centrale  07:34
แต่ไม่อยากเสี่ยงตกรถไฟเที่ยวต่อไปยัง Pisa Centrale 07:39
มีเวลาเปลี่ยนขบวนแค่ 4 นาที ไม่ทันแน่ๆ
ปล. ตั๋ว Regional Trains เป็นตั๋วเปิด จะขึ้นรถไฟเที่ยวกี่โมงก็ได้ ไม่มีการจองที่นั่ง
แต่ตั๋วสำหรับ Eurostar เป็นรถไฟด่วน นั่งได้เฉพาะเที่ยวและที่นั่งที่จองไว้

++ สถานีรถไฟ La Spezia Centrale ++
ขนาดที่นี่ก็ยังเงียบอยู่เลย





สำหรับการจองตั๋วรถไฟ แนะนำว่าให้จองเที่ยว Firenze S.M.N. - Venezia S. Lucia
(Eurostar / 43 ยูโรต่อคน) ออนไลน์ล่วงหน้าจากเมืองไทย
ส่วนเที่ยว Manarola - Firenze S.M.N. (10.20 ยูโรต่อคน) ค่อยไปจองเอาที่โน้น
ราคาตั๋วทั้งหมด 53.20 ยูโร ต่อคน “แพง!” เพราะไม่ได้จองตั๋วล่วงหน้านะสิ
ปล. ทริปนี้เสียเวลาเดินทางนิดนึง เพราะต้องนั่งรถไฟย้อนลงไปฟลอเรนซ์ก่อน


.
.
.



12:33 น. ในที่สุดก็ถึงเวนิซสักที ^^
ยอมรับว่าเห็นวิวนี้ครั้งแรกตื้นเต้นนะ.. รู้สึกเหมือนในหนังเรื่อง The Tourist ทีเราเพิ่งดูไป
แต่ไปๆมาๆ เรากลับไม่ชอบเวนิซซะงั้น





ลากกระเป๋าไปเช็คอินกันที่ Ca' San Giorgio Relais & Suites ก่อนค่ะ





.
.
.



ที่พักอยู่ติดกับ Grand Canal เลย..
แต่จากห้องที่เราพักมองไม่เห็นหรอก ถ้าจองห้อง suite คงได้วิวสวยๆ แน่ๆ

จากมุมนี้มองเห็น The Leaning Tower of Santo Stefano ไกลๆ ค่ะ





Vaporetto.. เรือโดยสารของที่นี่เค้าล่ะ





สะพานเล็กสะพานน้อยเต็มไปหมด









แวะไปซื้อส้มให้เพื่อนร่วมทริปก่อน..
ปกติต้องเสริมไวตามินด้วยส้มทุกเช้า
..แผงผลไม้แบบเนี่ยเค้าห้ามผู้ซื้อเลือกผลไม้เองนะคะ
แอบเผลอไปเลือกเอง โดนเจ้าของแผงปรี๊ดใส่จนได้





อุ๊ย.. ตื้นเต้น(อีกแล้ว ^^)เห็นกอนโดล่าแท้เป็นครั้งแรก





ถึง Rialto Bridge.. สะพานที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลกแล้วค่ะ





ร้านค้าทั้งหลายบนสะพานริอัลโต้





ถ่ายจากบนสะพานค่ะ.. การจราจรทางน้ำไม่ค่อยคับคั่งเท่าไหร่
แต่คนเดินเท้านี่สิ เยอะจริงๆ





แล้วอันนี้รูปปั้นใครละเนีย?
.. ใครรู้ช่วยบอกที





.
.
.


ถึงตรงนี้.. “St. Mark’s Basilica”
อ๊าก คิวยาวมาก..
เราได้ tip จาก Rick Steve’s.. โบสถ์นี้อนุญาตให้นำกระเป๋าใบเล็กเข้าไปได้
แต่ให้เรานำกระเป๋าใบใหญ่ (backpack) ไปฝากไว้ใกล้กับ Anteneo San Bassa
.. ซึ่งบนตรอก Calle San Basso
อยู่ทางด้านซ้ายของโบสถ์ ห่างออกไปราวๆ 30 เมตร
ที่นี่ฝากกระเป๋าได้ฟรี 1 ชม. ค่ะ..
ฝากกระเป๋าเสร็จ เราจะได้ tag มานึงอัน
.. เดินกลับไปที่โบสถ์ ให้เดินชิดด้านซ้ายของราวกั้นไว้นะคะ
ยื่น tag อันนี้ให้กับพนักงานเฝ้าประตู แล้วก็เดินลัดคิวเข้าไปชมโบสถ์ได้เลยค่ะ
.. สะดวกดีใช่ไหมล่ะ ^^





จริงๆ ห้ามถ่ายในโบสถ์อีกนั้นแหละ
.. แต่เราก็เห็นนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ถ่ายรูปกัน
ก็ขอสักหน่อยละกัน





St. Mark Basilica และ Campanile di San Marco.. ด้านหน้าค่ะ





ปกติกาแฟในอิตาลีจะตกแก้วละประมาณ 1.5 ยูโร..
แต่แถว St. mark Square นี้ตกแก้วละประมาณ 14 ยูโร
.. เป็นค่ากาแฟบวกกับค่าบรรยากาศ ^^





นักท่องเที่ยวนิยมให้อาหารนกพิราบแถวนี้..





Dodge’s Palace.. เดี๋ยวเราจะเข้าไปชมกันค่ะ
แต่ขอเดินเล่นเก็บภาพแถวนี้อีกสักแป๊ป







ศิลปะแบบ Venetian Gothic








.
.
.


เข้ามาในบริเวณ Dodge’s Palace (The Palazzo Ducale) แล้วค่ะ
ก่อนที่จะเข้าชมที่นี่.. เราแวะไปซื้อตั๋วที่ Correr Museum ก่อน
แต่เราไม่ได้เข้าไปชม Correr Museum หรอกคะ.. ไปซื้อตั๋วที่นี่ไม่ต้องรอคิวนานค่ะ
(ปล. ทำตามไกด์บุ๊คอีกแล้ว)

ตั๋วเข้าชม Dodge’s Palace ที่ขายแยกต่างหากไม่มี
เราต้องซื้อ San Marco Museum Plus Pass ราคา 13 ยูโร
ตั๋วใบนี้สามารถเข้าได้ทั้งหลายพิพิธภัณฑ์เลยค่ะ

รายชื่อ 4 มิวเซียม ด้านล่างนี้สามารถเข้าชมได้ทั้งหมดค่ะ
-    Dodge’s Palace
-    Correr Museum
-    The National Archaeological Museum
-    The National Library Marciana

แต่ด้านนี้เลือกเข้าชมได้แค่แห่งเดียวค่ะ
-    Ca' Rezzonico
-    Museum of 18th-Century Art
-    Palazzo Mocenigo
-    Carlo Goldoni's house
-    Ca' Pesaro International Gallery
-    Glass Museum, Murano
-    Lace Museum, Burano

ปล. แต่เราไม่มีเวลา เลยได้แค่เข้าชม Dodge’s Palace..





ภายในมิวเซียมไม่ให้ถ่ายภาพตามเคย..
เลยได้แค่ภาพทางเข้า





++ Mouth of Truth ++
ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนอะไร ก็เขียนใส่กระดาษแล้วหย่อนเข้าปากเจ้าตัวนี้ไปเลย





ถ่ายจาก The Bridge of Signs ค่ะ..
ก่อนที่นักโทษจะเดินเข้าคุกมืด จะได้เห็นท้องฟ้ากับ Grand Canal ที่นี่เป็นครั้งสุดท้าย
ปล. ตอนที่เราไปด้านนอกกำลังซ่อมแซม





ตั๋วขึ้นหอนาฬิกา ราคาคนละ 8 ยูโร
เวลาทำการ: เม.ย.-มิ.ย. และ ต.ค. 09:00-19:00
ก.ค.-ก.ย. 09:00-21:00, พ.ย.-มี.ค. 09:30-15:45
ส่วนช่วงคริสมาสต์จนถึงกลาง ม.ค. ปิดค่ะ





หอนี้ไม่ต้องเดินขึ้นให้เหนื่อยค่ะ.. มีลิฟต์ให้ขึ้น ^^
แต่ก็ต้องรอคิวหน่อยนะคะ แต่รอไม่นาน..





ไม่ต้องบรรยายละกันนะคะ..
ภาพชุดนี้ถ่ายจากมุมสูงทั้งหมดค่ะ









พระอาทิตย์เริ่มตกดินแล้ว..





มุมนี้ขี้เหร่นิดนึง.. เหมือนเป็นโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ไกลๆ






.
.
.



ลงมาจากหอนาฬิกา..
บริเวณ St. Mark Square นักท่องเที่ยวซาลงแล้ว
เห็นสีท้องฟ้ากับบรรยากาศ นึกถึงโรงแรม The Venetian ไหม?
.. เราว่าใช่เลยแหละ





ตรงนี้มีม้านั่งอยู่ตัวนึ่ง..
ขอนั่ง People watching หน่อยนะ





เวนิซตอนกลางคืนช่างแตกต่างจากตอนกลางวันลิบลับ
.. ผู้คนไม่พลุ่กพล่าน
นักท่องเที่ยวส่วนมากจะไม่พักบนเกาะเวนิซ เนื่องจากที่พักราคาสูง
หรือไม่ก็เป็นพวกที่มากับเรือสำราญ





เค้าบอกว่านั่งกอนโดล่ากลางคืนโรแมนติคมาก
.. เพื่อนร่วมเลยอยากลอง
นายคนนี้เป็นนายท้ายให้เราค่ะ
ปล. ราคา 100 ยูโร.. ต่อ 20 นาที
แพงมว๊าก!





จะว่าไปการนั่งเรือกอนโดล่าก็ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่..
1.    แพง
2.    มีความรู้สึกว่าตัวเองเหมือนตัวประหลาด นั่งเรือผ่านไปตรงไหน ก็มีแต่คนถ่ายรูป -_-“
อยากจะบอกว่าชอบ Self-guided Tour: Grand Canal Cruise ที่เราจะทัวร์กันพรุ่งนี้มากกว่า ^^









ปิดท้ายคืนนี้.. ด้วยการเดินหลง (again!)
จากที่ควรจะถึงที่พักใน 15 นาที เราเดินกันเกือบชม.
ลงเอยด้วยการหิ้วพิซซ่าไปกินที่ห้อง.. ไม่น่งไม่นั่งมันแล้วร้านอาหาร

v
v
v

(Day10 - 23 ก.ย. 2554) Venice - Milan


เช้านี้.. หลังจากทานอาหารเช้ากันเสร็จแล้ว
เราเช็คเอาท์ + ฝากกระเป๋าไว้ที่โรงแรม
เดี๋ยวเราจะไปลุยเวนิซกันอีกสักรอบ
++ ถนนแคบๆ ในเวนิซ ++





บางครั้งเราก็เดินตามป้ายสีเหลืองๆ นี้ไปได้สบาย
แต่บางครั้งป้ายมันก็หายไปซะดื้อ -_-“





เราจะเดินไปขึ้น Vaporetto กันค่ะ..





เดินไปเรื่อยๆ ^^








Self-guided Tour: Grand Canal Cruise ที่เราจะทัวร์กันวันนี้ค่ะ
โหลดแผนที่ได้ที่นี่ ส่วน MP3 อยู่ที่นี่ค่ะ
เราใช้วิธีโหลด audio เข้า iPhone แล้วเอาไปนั่งฟังบน Vaporetto
ทัวร์วิธีนี้ถูกและดีจริงๆ.. ถ้ามีเวลาอยากจะนั่งอีกสัก 2-3 รอบ ^^





จริงๆ ทัวร์นี้เริ่มที่ท่า Ferrovia ตรงสถานีรถไฟ Sanata Lucia
แต่เราเกรงว่าคนจะขึ้นเยอะ.. ก็เลยเดินขึ้นไปอีกท่านึง ไปขึ้นที่ Piazzale Roma

++ ซื้อตั๋วกันก่อนนะคะ ++





ตั๋วราคา 6.5 ยูโร.. ใช้บริการได้ 60 นาที





เราเลือกขึ้นเรือสาย 1 ค่ะ





ขึ้นได้แล้ว.. ก็เดินตรงเข้าไปนั่งด้านหน้าสุด ด้านขวาเลยค่ะ
วิวดีมาก เรียกได้ว่าไม่มีอะไรรกตาเลย ^^




.
.
.



มาเริ่มทัวร์กันเลยนะคะ..
ปล. ขอโทษด้วยนะคะข้อมูลช่วงนี้ไม่ค่อยแน่น.. ส่วนตัวก็ลืมๆ ไปแล้วจริง
ยังไงลองโหลด MP3 มาฟัง.. แล้วดูรูปนี้ในกระทู้นี้ไปพร้อมกันเลยดีกว่าไหมคะ ^^

#1 Ferrovia

ป้ายแรกจอดที่ “Santa Lucia train station”
.. สะพาน “Calatrava Bridge” ที่เห็นอยู่ด้านหน้า
เพิ่งเปิดใช้เมื่อปี 2008 โครงสร้างเป็นเหล็กและกระจก ทันสมัยทีเดียว





“Church of the Scalzi” โบสถ์หลังคาหน้าจั่ว อยู่ถัดจากสถานี Ferrovia





#2 Riva de Biasio
“Cannaregio Canal”
“Jewish Ghetto”





#3 San Marcuola

“San Marcuola” เป็นโบสถ์หนึ่งในห้าแห่งในเวนิสที่อยู่ริม Grand Canal
ที่ดินแถวนี้แพงค่ะ ^^
ปล. ภาพนี้เป็นภาพที่เราถ่ายจากหน้าโรงแรมที่ไปพัก
.. โบสถ์อยู่แค่ฝั่งตรงข้ามคลองนี่เอง





Turkish “Fondaco” Exchange, one of the oldest house in Venice





เพิ่งเคยเห็นทางเดินเรือวันเวย์ก็ที่นี่แหละค่ะ ^^





#4 San Stae


“Ca' Pesaro”..
คำว่า Ca' ย่อมาจาก casa หมายถึงบ้าน (house)
สมัยก่อนบ้านในเวนิสนิยมตกแต่งด้านหน้าให้สวยงามเท่านั้น
ส่วนด้านข้างจะปล่อยทิ้งไว้เรียบๆ.. แบบว่าอยากโชว์ แต่ก็งกอยู่ในที
..มีเพียงบ้านหลังนี้เพียงหลังเดียวที่ตกแต่งทั้งด้านหน้าและด้านข้าง
.. ตอนนี้เป็นบ้านหลังนี้จัดเป็น The International Gallery of Modern Art





#5 Ca' d' Oro


“Ca' d' Oro” (House of Gold).. บ้านหลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบ Venetian Gothic
.. ปัจจุบันจัดเป็นอาร์ตแกลเลอรี่ค่ะ





#6 Mercato Rialto

ตึกที่มีกันสาดสีแดงๆ เป็น Courthouse (ศาล) ค่ะ
.. แถวนี้ละคะ ที่เราแวะซื้อส้มเมื่อวาน









ถึง Rialto Bridge แล้วค่ะ..
ส่วนตึกด้านซ้ายมือ.. แต่ก่อนเป็นที่ทำการไปรษณีย์
ตอนนี้กลายไปร้านค้าไปหมดแล้ว





++ Vaporetto กำลังลอดใต้ Rialto Bridge ค่ะ ++





#7 Rialto







ตึกสีเทาสองตึกนี้.. ตึกซ้ายคือ The City Hall
ส่วนด้านขวา คือ The Mayor’s Office





#8 San Silvestro

การจราจรทางน้ำที่นี่ ค่อนข้างวุ่นวายพอสมควร..





++ Merchants’ Palace ++
เรียกว่าเป็นอาคารอเนกประสงค์ทีเดียว
.. ชั้นล่างเป็นคลังสินค้า
.. ชั้นสองเป็นสำนักงาน
.. ชั้นสามเป็นที่พักอาศัย
.. ส่วนชั้นบนสุดสำหรับคนรับใช้ ชั้นนี้หน้าต่างจะเล็กที่สุด





ท่าที่ 9-11 ไม่มีรูปซะงั้น.. โผล่มาอีกทีก็ #12 เลยนะคะ แหะแหะ ^^
#9 Sant’ Angelo
#10 San Tomá
#11 Ca' Rezzonico


#12 Accademia






#13 Santa Maria del Giglio







#14 Salute





#15 San Marco







#16 San Zaccaria
เราจะลงกันที่สถานีนี้ค่ะ.. จากตรงนี้เดินกลับไป St. Mark Square ไม่ไกล
แต่เราสองคนจะเดินขึ้นไปปิคนิคกันที่ Giardini Park..





ดูจากแผนที่ไม่ไกลนะ แต่ด้วยอากาศที่ร้อนนี่สิ รู้สึกว่ามันไกล๊ ไกล
.. ใกล้ๆ กับ Giardini Park มีสถานี Vaporetto “Giardini”

เดินมาเรื่อยๆ.. แถวนี้ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวแล้ว





รู้สึกว่าตรงนี้สวยดี.. ท้องฟ้าใสๆ ตัดกับสีเสื้อผ้าสีสดๆ ที่ตากแดดไว้
แต่ฝีมือเราไม่ถึงอ่ะ.. ถ่ายได้แค่เนี่ย ^^





ที่นี่แดดดีจริงๆ ^^ .. ตากผ้าสัก 2 ชม. ก็คงแห้งแล้วล่ะ





ถ้าใครคิดจะมา Giardini Park แนะนำว่าให้นั่ง Vaporetto มาลงที่สถานี “Giardini”เลยดีกว่าค่ะ
ถัดมาสถานีเดียว ไม่ต้องเดินให้เมื่อย.. ^^





น้อง 2 คนนี้ สามารถเนอะ.. แบ่งกันนอนได้บนม้านั่งตัวเดียว ^^





ผู้คนเดินกันพลุ่กพล่าน.. แถวๆ นี้มีหอศิลป์ "Venice Biennial" ด้วยค่ะ
จะมีการจัดแสดงปีเว้นปี.. แต่เราสองคนไม่ได้เข้าไปดู





อาหารกลางมื้อนี้.. ที่สอยมาจาก Co-op
พัฟไส้กรอกกับพิซซ่าหน้าหัวหอม
.. รสชาติพอรับได้ -_-“





อิ่มแล้ว.. ว่าจะเดินกลับไปแถว St. Mark’s Square
เรือสำราญขนาดยักษ์จะเข้าเทียบท่าพอดี
.. วันนึงๆ มาจอดกันหลายลำเหมือนกัน





แวะร้านข้างทางซะหน่อย
อากาศร้อนๆ แบบนี้ได้หม่ำเจลาโต้ค่อยยังชั่วหน่อย..
แต่เจ้านี้รสชาติไม่ได้เรื่องค่ะ




.
.
.



หลังจากเดินต๊อกๆ มาเรื่อยๆ ก็มาถึง St. Mark’s Square

เราจะตั้งต้นเดินตามไกด์บุ๊คที่นี่อีกครั้ง..
“St. Mark’s to Rialto Walk”
คอร์สนี้ใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วโมง..
กะว่าไปทันขึ้นรถไฟไปมิลานพอดี
ปล. ข้อมูลจากหนังสือ “Rick Steve’s Venice 2011”





เรือลำนี้หรูหราทีเดียว ดูแปลกตาจากเรือลำอื่นๆ





#1 Harry’s American Bar
.. แหล่ง hangout ของเซเลบทั้งหลาย
ประมาณว่าถ้า Brad กับ Angelina มาเวนิซก็ต้องมาที่นี่เหมือนกัน
ปล. ถ่ายรูปมานะ แต่หาไม่เจอ..

#2 San Moise Church
โบสถ์หลังนี้เป็นโบสถ์สำหรับทำพิธีต่างๆ ของคนท้องถิ่น
.. แต่ที่น่าสนใจกว่า อาคารสีเหลี่ยมๆ ที่อยู่ติดกัน
เคยเป็นที่ทำการของนาซีมาก่อน





#3 Greco lo Matteo Studio
ปล. ไม่มีรูปตามเคย

#4 La Fenice Opera House (Gran Teatro alla Fenice)
เวนิซโอเปร่า.. สามารถเข้าไปเดินชมด้านในได้ค่ะ
ค่าเข้า 7 ยูโร





#5 Ponte de la Verona
วิวจากตรงนี้จะเห็น “The Leaning Tower of Santo Stefano”
ปล. ถ่ายมาไม่เห็นยอดหอคอยอ่ะ





#6 Campo Manin
รูปปั้นของ Daniel Manin.. ผู้นำทัพต่อสู้เพื่ออิสรภาพจากออสเตรีย





#7 Scala Contarini del Bovolo
หออิฐบันไดวนทรงกระบอก.. กำลังอยู่ระหว่างปรับปรุงซ่อมแซมค่ะ
ถ้าเสร็จแล้วสามารถขึ้นไปชมด้านบนได้





#8 Teatro Goldoni
ปล. ไม่มีรูปอีกล่ะ

สุดท้าย #9 Rialto Bridge
อันนี้ต้องย้อนขึ้นไปดูรูปตอนที่เราล่อง Vaporetto นะคะ


.
.
.



++ 24-Hour Pharmacy Vending Machine ++
แปลกดีเนอะ.. มีทั้งเจลอาบน้ำ ยาสีฟัน คอนดอมส์ ฯลฯ





อยากรู้จริงๆ ว่าพริกที่จัดช่อไว้แบบนี้ เค้าเอาไปทำอะไรกัน





ต้องรีบกลับไปเอากระเป๋าที่โรงแรมแล้วค่ะ.. ไม่งั้นได้ตกรถไฟแน่ๆ
กว่าจะถึงโรงแรม หลงอีกแล้วค่ะ.. เซ็งเป็นที่สุด!

ปล. เจอสามีภรรยาชาวอเมริกันคู่หนึ่ง หลงเหมือนกัน
เข้ามาถามทางเรา.. ก็เลยบอกไปว่าหลงเหมือนกัน
เค้าก็เลยตัดสินใจเรียก Water taxi  กลับโรงแรม..

ทริปนี้.. เมืองที่เราชอบมากที่สุด Cinque Terre
รองลงมา Rome, San Gimignano, Florence
ชอบน้อยที่สุดก็ Venice นี่แหละ..


v
v
v



เราจับรถไฟยูโรสตาร์จากเวนิสรอบ 17:58
ถึง Milano Centrale Station เวลา 20:25
ตั๋วเที่ยวนี้ราคา 45 ยูโรเอง สำหรับสองคน
เพราะเราได้จองล่วงหน้าออนไลน์ไว้

คืนนี้เราจองโรงแรมไว้ที่..
Sheraton Milan Malpensa Airport Hotel
จึงต้องต่อรถอีกทอดนึง มีทั้งรถบัสและรถไฟบริการ
เราตัดสินใจนั่งรถ Malpensa Shuttle
ราคาค่าโดยสาร Malpensa Shuttle คนละ 6.50 ยูโร
รถ Malpensa Shuttle จะจอดอยู่ด้านนอกสถานีรถไฟ
ให้เดินตามป้ายทางออกและ "รูปเครื่องบิน" ไป ไม่หลงแน่นอนค่ะ

Getting from Milan Malpensa Airport to Milan


.
.
.



Sheraton Milan Malpensa Airport Hotel
เป็นโรงแรมมาตรฐาน Starwood ทั่วไป
ห้องพักใหม่ สะอาด
แต่ที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ก็ระบบที่ใช้ใน mini bar นี่แหละ





มีเซนเซอร์อยู่ที่ช่องใส่ของในตู้เย็น
ถ้าหยิบอะไรออกมาจาก mini bar.. ก็ชาร์จเข้าห้องทันที!
แร๊ง! หยิบดูก็ไม่ได้นะ




v
v
v


(Day11 - 24 ก.ย. 2554) Milan - Bangkok


เช้านี้ก็เรื่อยๆ.. แค่ต้องรอขึ้นเครื่อง 14:05
ทริปนี้เหนื่อยที่สุดเลย
ไม่เคยต้องลากกระเป๋าเดินทางขึ้นรถไฟ
เปลี่ยนที่พักหกแห่งในสิบคืนมาก่อน
แต่ก็สนุกดีนะ.. ^^

05:55 ถึงกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ


.. แล้วเจอกันใหม่ทริปหน้านะคะ ^^




 

Create Date : 22 เมษายน 2555    
Last Update : 22 เมษายน 2555 18:35:43 น.
Counter : 3444 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

Holly
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




counter for blogger

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add Holly's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.