Group Blog
 
All Blogs
 

Attention my dear readers !!!

I am truly sorry to announce that I might quit writing the new article for a while because I feel that the time of the lowest creativity of my writing has come.The most important reason is that I am too obsessed with the imagination in my novel to write any thing. Hope you my dear readers will be there for me when I start to write again.Thank you.




 

Create Date : 27 มีนาคม 2549    
Last Update : 27 มีนาคม 2549 11:32:05 น.  

เมืองไทย เมืองพุทธ ?

ตอนแรกเมื่อคืนผมตั้งใจจะเขียนบทความสักบทความหนึ่งแต่บังเอิญว่าวัดแถวหลังบ้านจัดงานฉลองหลวงพ่อประจำปีขึ้นมา ชะรอยกลัวว่าชาวโลกจะไม่รับรู้ คณะกรรมการที่จัดงานก็เปิดเพลงผ่านเครื่องกระจายเสียงเสียจนไม่มีสมาธิเขียน แถมยามดึกมีการจัดรำวงพร้อมสาวอวบอัด ขาล่ำบึกมารำวงให้ขี้เมาหน้าหื่นทั้งหลายได้ออกมาวาดลวดลายเต็มที่

ผมพยายามแก้ไขสถานการณ์โดยการเอาซิลิโคนมาอุดหู แต่กระนั้นก็นอนไป ขี้หูก็เต้นไป เป็นจังหวะ Rhythm and Blue รุ่งเช้าน้าชาย บอกกับผมว่า เมื่อคืนพวกขี้เมาตีกันแล้วเอามีดไล่แทงกันด้วย ไม่นับการแอบเล่นการพนันและอบายมุขอื่น ๆ ทั้งที่พื้นที่ที่พวกเขากำลังเหยียบย่ำอยู่นี้คือ วัด แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์

เหตุการณ์เช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นในทุกที่ของประเทศไทยที่มีวัด แถมวิกฤตการณ์ทางศีลธรรมที่สังคมไทยกำลังเผชิญไม่ว่าการฆ่ากัน การข่มขืนกัน การจี้ปล้น รายวัน ไม่นับ การฉ้อโกง การโกหกของพวกนักการเมืองกินเมืองทั้งหลายทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธจริง ๆหรือ ?

คำตอบจึงมี สองแบบคือ

แบบแรก ไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้วสังคมไทยไม่นับถือพุทธแบบล้วน ๆ หากเจือปนไปด้วยความเชื่อแบบไสยศาสตร์และศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีส่วนมากมายมหาศาลต่อโลกทัศน์ของคนไทย คำสอนของพุทธที่เป็นมนุษยนิยมจึงถูกบิดเบือนไปกลายเป็นคนไทยหันมานับถือสิ่งเหนือธรรมชาติ เรื่องบาปบุญคุณโทษของชาติที่แล้ว เรื่องดวง ฯลฯ

พุทธศาสนามีลักษณะเหมือนกับน้ำนั่นคือคอยโอบอุ้มสิ่งเหล่านี้มาผสมกลมกลืนได้อย่างอัศจรรย์ ดังเช่นพระดูดวงให้โยมทั้งหลาย หรือ คนเอารูปพระศิวะหรือพระนารายณ์มาตั้งไว้ข้างๆ พระพุทธรูปบนหิ้งโดยไม่ดูขัดแย้ง

แบบที่สอง คือ ใช่ เพื่อตอบคำถามนี้ ผมจะขอใช้กรอบแนวคิดจากอาจารย์ของผมเองที่เป็นเอกทัตคะทางด้านพุทธศาสนา ในหนังสือเกี่ยวกับศาสนาทั่วไป ท่านได้แบ่งระดับของศาสนาออกเป็น 3 ระดับคือ

1. ระดับปรัชญาหรือแก่นแท้ของศาสนา
2. ระดับการปฏิบัติเช่น การถือศีลห้าศีลแปด
3. ระดับพิธีกรรม สัญลักษณ์และสถาบัน

ในระดับที่หนึ่งนี้ ย่อมหาศาสนิกชนที่เข้าถึงได้ยากยิ่งเพราะต้องอาศัยปัญญาหรือการรู้แจ้ง อันใหญ่ยิ่งนักต่อทุกสรรพสิ่งและปลอดแล้วซึ่งกิเลส ดังนั้นจะหาคนที่เสมอเหมือนพระอริยะสงฆ์ อย่างหลวงพ่อชา หรือท่านอาจารย์พุทธทาสได้น้อยเต็มทน

ในระดับที่สอง อาจจะหาศาสนิกชนได้มากขึ้นกว่าเดิมเพราะอยู่ในระดับการปฏิวัติตนหรือการต่อสู้กับกิเลส คนที่อยู่ในระดับนี้อาจจะไม่บรรลุถึงความฉลาดก็ได้ หากแต่หมั่นทำความดี ละเว้นความชั่วและทำให้จิตใจเบิกบาน แต่กระนั้นถ้าเทียบกับคนทั้งหมดในประเทศก็ถือว่าน้อยอยู่ดี ลองถ้าคนไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับนี้กัน สังคมไทยคงเข้าสู่ยุคพระศรีอารย์หรือ Utopia

ในระดับที่สาม ซึ่งเป็นระดับที่เราต้องมาขยายกันยาว เพราะผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับนี้ที่ติดอยู่กับระดับพิธีกรรมและสัญลักษณ์กันมาก ถึงแม้ระดับที่สามนี้จะจำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ของศาสนา เพราะลองมาคิดว่า ถ้าพุทธมีแค่หลักธรรมะที่สูงส่ง ก็คงมีคนเข้าถึงไม่มากและต้องสูญสลายไป หรือการจะปฏิบัติตามหลักคำสอนได้ต้องมีพิธีกรรมเพื่อโน้มน้าวจิตใจคนจำนวนมากเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม คนไทยส่วนมากไม่เคยคิดจะก้าวไปสู่อันดับต่อไปเลย ดังจะดูได้จากคนไทยจำนวนมากที่ไปวัดทำบุญ ด้วยความเชื่อว่าบุญจะทำให้ตนสบายในชาติหน้า มีน้อยรายที่จะทำเพื่อลดความตระหนี่หรือความเห็นแก่ตัวลง มีคน ไทยจำนวนมากที่ไหว้พระ สวดมนต์ทุกคืนก่อนนอน แต่มีน้อยรายที่จะคิดว่าเพื่อระลึกถึงคุณงาม ความดีของพระพุทธองค์เพื่อที่เราจะได้ปฏิบัติตามหลักคำสอนของท่าน มีคนไทยจำนวนมาก ที่แขวนพระ แต่มีน้อยรายที่จะคิดว่าแขวนพระเพื่อจะเป็นตัวเตือนสติให้ทำดี ส่วนใหญ่เชื่อว่าแขวนพระแล้วจะแคล้วคลาด ดังเจ้าพ่อหลายคนที่แขวนสมเด็จพระระฆัง เพื่อป้องกันมือปืน

ทั้งนี้ไม่นับคนอีกจำนวนมากที่ไม่สนใจศาสนาพุทธเลย สักแต่ว่ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านว่านับถือพุทธ แต่จะมาสนใจก็ต่อเมื่อตัวเองเดือดร้อน เข้าวัด เพื่อให้พระดูดวงหรือทำพิธีสืบชะตา (ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่หลักที่แท้จริงของพุทธศาสนาอีกด้วย) และเมื่อเรื่องเดือดร้อนหายไป ก็กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกครั้ง ศาสนาพุทธจึงถูกลดทอนโดยคนไทยให้เป็นเพียงหลักทาง จิตวิทยาที่ทำให้ชีวิตเกิดความสมดุล เกิดการประนีประนอมกับกิเลสมากกว่าจะทำลายมัน ซ้ำร้ายกิเลสนั้นยิ่งเพิ่มพูนหนักเข้าไปอีก โดยที่ตัวเราเองก็ไม่ทราบเพราะได้สร้างกลไกลป้องกันตัวเอง ไว้อย่างดีแล้ว

ทั้งนี้ยังต้องมาพิจารณาถึงรัฐอีกว่ามีปัจจัยสำคัญในการลดทอนพุทธศาสนาเพื่อเสริมสร้างอำนาจในการปกครองมาตั้งแต่อดีต ที่พระมหากษัตริย์จะใช้ความเชื่อทางศาสนาทั้งพุทธและพราหมณ์ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง การที่บอกว่าทศพิศราชธรรมเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมของกษัตริย์ ก็ถูกในระดับหนึ่ง

หากมองอีกระดับก็กลายเป็นเครื่องมือ สำหรับกษัตริย์ในการสร้างภาพหรืออ้างว่าตัวเองปฏิบัติตามหลักนั้น นอกจากนี้การจะบอกว่าคนในอดีตนั้นมีศีลธรรมสูงกว่าคนปัจจุบันเป็นเรื่องที่บอกได้ยากมากเพราะ จำนวนคนน้อย อาชญากรรมก็น้อยตามและ สื่อมวลชนในสมัยนั้นยังไม่มีจึงไม่มีตัวสะท้อนภาพความจริงของ สังคม ผมเชื่อว่าคนในสมัยก่อนจำนวนมากก็ไม่ต่างอะไรกับคนแถววัดหลังบ้านผมเลย


แต่เมื่อเปลี่ยนการปกครองรัฐแบบใหม่ก็ได้สถาปนาศาสนาให้เป็นสถาบันเพื่อควบคุมสังคม รัฐไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายหรือตามจิกให้คนไทยปฏิบัติตามหลักธรรมะ มีแต่กิจกรรมส่งเสริมศาสนาโดยผ่านกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นไปอย่างไม่เข้มงวดนัก ตราบใดที่พฤติกรรมของพลเมืองยังอยู่ในสภาวะที่รัฐ ควบคุมได้ ผมมองว่าการควบคุมทางสังคมบางอย่างของรัฐเช่น การไม่ให้ผับหรือบาร์เปิดเกินเวลาทั้งนี้ หรือการเซนเซอร์สื่อลามกล้วนแต่เกิดจากความต้องการในการปกป้องกลไกการควบคุมทางสังคมมากกว่าคำนึงถึงหลักธรรมะของศาสนา

นอกจากนี้ตัวรัฐเองก็ใช่ว่าจะมีศีลธรรมนัก (ในทางกลับ กันผู้นำของรัฐกลับหน้าไหว้หลังหลอก ชอบคดโกงและโป้ปดมดเท็จ) ดังนั้นรัฐจึงพยายามจะ เน้นศีลธรรมหรือหลักธรรมะที่เอื้อต่อการปกครอง เช่น ความสามัคคี ความจงรักภักดีต่อชาติ อาจเพราะรัฐ สิ่งที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่สังคมไทยรับมาจากฝรั่งที่ได้แบ่งแยกอาณาจักรออกจากศาสนจักรเรียบร้อยแล้ว

สรุป ประเด็นทั้งหมดว่าสังคมไทยเป็นสังคมพุทธแบบผสมและคนไทยไปติดกับระดับที่สามมากจนเกินไป ดังคำที่ว่า "เห็นก็เหมือนไม่เห็น" นั้นคืออยู่ใกล้ชิดกับศาสนาพุทธตลอดมาแต่ไม่เคยเข้าใจมันแม้แต่น้อย การที่รัฐได้ใช้ศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญเหมือนกัน




 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2549 14:37:25 น.  

Sexism

Sexism ที่ว่านี้หาใช้ลัทธินิยมเรื่องทางเพศ ดังฮอบบี้ของชายหื่น หญิงหิว ไม่ หากแต่เป็นแนวคิดหรือความเชื่อถึงความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ และแน่นอนว่าในโลกที่มีเพียงสองเพศถ้าใช้ด้านกายภาพหรืออวัยวะเพศแบ่ง (แต่ถ้าเป็นเชิงวัฒนธรรม หรือรสนิยมของเจ้าตัว อาจแบ่งได้ถึงสิบเพศ !!!) มันจึงหมายถึงความเชื่อที่เห็นว่าเพศชายเหนือกว่าเพศหญิง และในทางกลับกัน ผู้หญิงบางคนก็คิดว่าผู้หญิงเหนือกว่าผู้ชาย เพียงแต่ถูกผู้ชายกดไว้ด้วยความกลัว

คำว่า Sexismสามารถโยงเข้ากับ Misogyny หมายถึง ความเกลียดหรืออคติที่มีต่อเพศหญิง เช่น เมื่อผู้ชายเชื่อว่าตัวเองเหนือว่าผู้หญิง ผู้หญิงย่อมทำอะไรไม่ได้เรื่อง ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล รวนเรกว่าผู้ชาย เช่นเรามักจะสันนิฐานว่าคนขับรถห่วย ๆ ข้างหน้าเป็นผู้หญิง (แต่ก็มีวิจัยออกมาว่าผุ้ชายขับรถห่วยกว่าผู้หญิง) นอกจากนี้ ผู้หญิงสามารถตกเป็นวัตถุทางเพศของผู้ชาย ดังที่ชายหื่นทั้งหลายคิดตอนจะไปเที่ยวซ่องหรืออาบอบนวด หรือในโฆษณาหรือสื่อต่างๆ ผู้ที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้มากที่สุดคือผู้หญิงนุ่งน้อย ห่มน้อย หรือเป็น Pretty Ugly ตามโชว์รูมต่าง ๆ ทั้งนี้ยังไม่นับสาวเชียร์เบียร์

ผู้หญิงอายุกี่ปีก็ได้ล้วนแต่สามารถเป็นเหยื่อของการข่มขืนไม่ว่าจะอ้อแอ้ๆ พูดยังไม่ได้จนไปถึงแก่จนง่ำเหงือก มีคำถามว่าทำไมไม่มีกฏหมายลงโทษผู้ชายที่ชอบข่มขืนแบบแรงๆ เสียที อาจเพราะนักกฎหมายส่วนใหญ่เป็นผู้ชายกระมัง อาจกล่าวได้ว่าสังคมถึงแม้จะไม่เห็นด้วยกับการข่มขืน แต่ก็เปิดโอกาสหรือช่องให้มีการข่มขืน

สังคมแบบ Sexism ซึ่งเข้ากันดีกับแนวคิดแบบจารีตนิยม ยังเชื่อว่าผู้หญิงไม่ควรจะเสียตัวก่อนแต่งงาน และไม่ควรจะแสดงในเรื่องทางเพศเกินกว่าความเหมาะสม ในขณะที่เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชายที่จะทำเช่นนั้น ผู้หญิงควรที่จะซื่อสัตย์ต่อชีวิตสมรส การที่ผู้หญิงมีกิ๊กย่อมเป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่าผู้ชายหลายเท่าดังจะดูได้จากวรรณคดีเรื่องขุนแผน ซึ่งยังทรงอิทธิพลต่อสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้แนวคิด Sexism เชื่อว่า ผู้หญิงไม่ควรจะทำอะไรมากนอกจากจะปฏิบัติภารกิจในห้องนอนและห้องครัว ดังคำพูดของอดีตประธานาธิบดี Ferdinand Marcos ตอนที่กำลังจะโดนประชาชนฟิลิปปินส์ที่นำโดยนาง Corazon Aquino โค่นล้มในปี 1986 ดังนั้นสังคมปัจจุบันที่ชายเป็นหญิงก็เปิดโอกาสให้ผู้หญิงน้อย ถึงแม้ปัจจุบันจะมีผู้หญิงเป็นนักบริหาร เช่นเป็นนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรี กันมาก แต่ถ้าเทียบอัตราส่วนแล้วก็ยังน้อยกว่ามาก

ถึงแม้บางพวกเชื่อว่าถ้าเพศหญิงมาเป็นใหญ่ สังคมก็จะไปด้านหยิน หรือความอ่อนโยน มีความเมตตา แต่มักจะลืมไปว่า สังคมปัจจุบันยังถูกครอบงำโดยแนวคิดแบบหยาง หรือนั่นคือ เน้นความเข้มแข็ง จนไปถึงความก้าวร้าว ถึงแม้ในอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้า ประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ อาจจะชื่อ Hillary Clinton หรือ Condoleezza Rice พวกที่กุมอำนาจที่ล่างๆ ลงมาซึ่งสนับสนุนหรือกดดันประธานาธิบดีก็เป็นผู้ชายอยู่ดี อเมริกาก็อาจจะบุกอิหร่านหรือเกาหลีเหนือ ประพฤติตนเป็นจักรวรรดินิยมที่ดีต่อไป

ถ้า Condoleezza Rice ได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ ฯ ถือได้ว่าเป็นการ "พลิกหัวกลับหาง" ครั้งใหญ่ของสังคมอเมริกันก็ว่าได้เพราะตั้งแต่อดีตมา คนผิวดำก็ถูกคนขาวกดขี่ตลอดมาและคนที่น่าจะอยู่ระดับชั้นล่างสุดของสังคมก็คือ คนผิวดำที่เป็นผู้หญิงนั่นเอง แต่มีคำถามว่าถ้าไรซ์ได้เป็นจริง ผู้หญิงผิวดำจะมีความเป็นอยู่ดีกว่าเดิมมากไม่ คำตอบคือ ไม่รู้เหมือนกันครับ

ในทางกลับกัน Sexism อาจจะโยงเข้ากับ Misandry หรือโรคเกลียดผู้ชาย เช่นผู้หญิงหลายคนเห็นว่าผู้ชายเป็นเพศไม่น่าไว้ใจ เป็นพวกนักข่มขืนโดยธรรมชาติ (Natural raper) ซึ่งถ้าอ่านข่าวดูทุกวัน มันก็ไม่เกินจริงเท่าไรนัก พวกหล่อนยังเห็นว่า ผู้ชายแท้ที่จริงไม่มีความจำเป็นสำหรับโลก เว้นไว้แต่สำหรับสืบพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถช่วยให้ผู้หญิงท้องได้เองโดยไม่ต้องพึ่งผู้ชาย (แม้แต่ไม่ต้องใช้อสุจิ!!!)

ปฏิกิริยาที่ผู้หญิงมีต่อการกดขี่ผู้ชายมีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นส่วนใหญ่ที่ยอมรับการกดขี่นั้น หรือการเกิดกระแส Feminism หรือการเรียกร้องร้องสิทธิของผู้หญิง ผู้หญิงบางพวกที่สุดโต่งเห็นว่า ควรมอบความรักให้กับผู้หญิงด้วยกัน เพราะการมีความรักกับผู้ชายคือการยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ชาย พวกหญิงรักหญิง บางพวกในเมืองนอกถึงกลับตั้งขบวนการ Lesbian Separatism ที่มีอุดมการณ์ คือการจัดตั้งสังคมที่ไม่มีผู้ชายเลย นัยว่าเมื่อผู้ชายเข้ามาปะปนสักนิด คำว่าอยุติธรรมก็เกิด

ความคิดเช่นนี้ก็ไม่ได้เกินไปกว่าความเป็นจริงเท่าไรนักหากดูจากความอยุติธรรมทางเพศที่เกิดขึ้นในประเทศโลกที่สาม เช่นที่อินเดีย ผู้หญิงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินดาวน์เพื่อสู่ขอสามี ซ้ำเมื่อแต่งงานก็ต้องทำงานทั้งในและนอกบ้านเพื่อเลี้ยงครอบครัวอีก ผู้หญิงจำนวนมากต้องติดเชื้อ HIV จากสามีทั้งที่ตัวเองไม่ได้รู้เรื่องอะไร และยังต้องถูกกีดกัน รังเกลียดจากญาติ (อันนี้มีทุกที่ในโลก) ในแอฟริกา บางชนเผ่า มีความนิยมในการคลิบคลิสตอริสของผู้หญิงเพื่อป้องกันไม่ให้มีชู้ หรือไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเราคือพม่าที่ผู้หญิงของชนกลุ่มน้อยไม่ว่าจะเป็นกระเหรี่ยงหรือไทยใหญ่ ล้วนแต่ถูกศัตรูข่มขืนกันมากมาย (ดังในหนังสือชื่อ License to Rape ที่แม้แต่ผู้ชายอ่านแล้วยังสลดด้วย)

คงจะสรุปได้สั้น ๆ (และห้วนๆ ) ว่า มนุษย์คือความวุ่นวาย สับสนแท้ๆ แค่ความแตกต่าง เพศก็สามารถแบ่งแยก ขัดแย้งกันได้ขนาดนี้ นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อหรืออุดมการณ์อะไรอีก




 

Create Date : 28 มกราคม 2549    
Last Update : 28 มกราคม 2549 10:17:07 น.  

SEX : วีดีโอแอบถ่าย , คลิ๊บภาพหลุดของดารา และอื่น ๆ

เข้าใจว่าบทความนี้น่าจะอินเทรนไม่น้อยกับความฮือฮาต่อคลิปหรือภาพถ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมของดาราในที่รโหฐาน อันเป็นที่ต้องการของบรรดาหื่นแมน หรือแม้แต่กุลสตรีชาวไทยแลนด์ก็มีไม่น้อย ดังในกระทู้ต่าง ๆ ที่มีคนลง E-Mail address ลงไปเพื่อให้ใครบางคนส่งคลิปเต็มๆ ให้ (ไม่มีของผมหรอก เชื่อหน่อยสิ)

ผมมานั่งคิดว่าเราจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ทางสังคมได้อย่างไร ? สังคมไทยในอดีต Sex แทบไม่ได้เป็นเรื่องปิดบังเลยอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบัน มีการพูดถึงเรื่องทางเพศอย่างโจ้งครึ้มในที่สาธารณะไม่ว่าจะเป็นพวกไพร่พวกทาส (ซึ่งก็ป็นบรรพบุรุษของเรานั่นแหละ) ดังจะเห็นได้จาก คำอุทานหลาย ๆ คำ ตลกลามก (คำเมืองเปิ้ลเรียกว่า เล่าเจี้ย) หรือภาพบนผนังในวิหารของวัดก็มีภาพการร่วมสังวาสซึ่งแอบ ๆ อยู่ตรงริม แม้แต่ในรั้วในวัง เรื่องซุบซิบนินทาเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศของเจ้านายย่อมมีอยู่ทั่วไป

ส่วนธุรกิจทางเพศเป็นสิ่งที่มีมานาน ไม่ใช่ว่าไม่เคยมี อย่างที่เราผู้มองอดีตในด้านหวานๆ เข้าใจเลย เพราะอาชีพที่โด่งดังมากก็คืออาชีพโสเภณีซึ่งมีมานานตั้งแต่ก่อนพุทธกาลแล้วกระมัง ซ้ำยังถูกฏหมายอีกในหลาย ๆ ยุค แม้สังคมไทยจะมีพุทธศาสนาเป็นสิ่งค้ำจุนแต่ว่าคนไทยในอดีตกลับแบ่งอาณาจักรออกเป็นสองส่วนคือทางโลกและทางธรรม อย่างชัดเจนและมีการเข้ามาเกี่ยวข้องกันแต่ก็ไม่ล้ำเขตกันมากจนเกินไป ชายคนหนึ่งสามารถไปทำบุญที่วัดตอนเช้าและไปเที่ยวซ่องโสเภณีในตอนกลางคืนอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินนัก (ทั้งที่ในใจลึก ๆ อาจจะรู้ว่ามันผิด)

กล่าวง่าย ๆว่า คนไทยตั้งแต่อดีตหมกหมุ่นแต่เรื่อง Sex อยู่แล้ว คำว่าหมกหมุ่นในที่นี้นอกจากนินทา กาเลอาจจะหมายถึงการพูดถึงเรื่องเพศในด้านลบเช่นการสั่งสอนศีลธรรม หรือด้านวิชาการเช่นเพศศึกษาก็ได้ (มีคนจำนวนมากที่เฝ้าสั่งสอนเรื่องศีลธรรมทางเพศแต่ก็รสนิยมส่วนตัวยิ่งกว่านั้น)

จนมาถึงปัจจุบัน ความเจริญทางเทคโนโลยีกลายเป็นตัวกำหนดวิถีทางเพศของมนุษย์ได้อย่างน่าทึ่ง โลกในศตวรรษที่ยี่สิบ มนุษย์ได้พบการเสพหนังโป๊ อันเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้ (นอกเหนือจากหนังสือโป๊) ไม่ว่าจะเป็นหนัง โทรทัศน์ รวมไปถึงกล้องถ่ายภาพยนตร์ซึ่งถูกผูกขาดโดยคนกลุ่มหนึ่งในช่วงแรก ๆ ต่อมาเมื่อมีการประดิษฐ์กล้องวีดีโอ หนังโป๊จึงไม่จำเป็นต้องผูกขาดกับโรงหนังอีกต่อไปหากแต่กลายเป็นวีดีโอที่ชายหื่นสามารถหาซื้อได้โดยทั่วไป และยิ่งกล้องวีดีโอเริ่มเล็กลง หาซื้อได้ง่ายขึ้นเท่าไร อุตสาหกรรมหนังโป๊หรือการแอบถ่ายยิ่งมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

รูปแบบของหนังโป๊ที่คนนิยมกันก็คือ Reality Show ประเภทแอบถ่ายที่ผู้ประกอบกิจกรรมไม่รู้ตัว (ความจริงรู้แต่ถูกจ้างมาให้แกล้งว่าไม่รู้) หรือประเภทถ่ายไว้เพื่อเก็บเอาไว้ดูเอง แต่มักจะรั่วมาสู่ท้องตลาดได้โดยคนเอามาก็คือผู้ชาย ส่วนผู้หญิงก็จะเอาปิ๊บมาคลุมหัว ทั้งนี้ยังไม่นับ เวปโป๊ , Cyber Sex, Webcam หรืออะไรอีกสาระพัด คนก็มาเมาท์กันสนุกสนานบนอินเตอร์เน็ต

ทั้งหมดสรุปได้ว่าทางเพศของมนุษย์ในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ก็คือ รสนิยม ถ้ามอง (Voyeurism) หรือการเฝ้ามองกิจกรรมทางเพศของผู้อื่น ไม่ใช่เฉพาะเฝ้ามองและนินทากันบนสื่อเทคโนโลยีอันทันสมัยเช่น Webboardเพียงอย่างเดียวหากรวมไปถึงการเสพภาพจำลองทางเพศ ที่สามารถหาซื้อมาเสพกันได้ไม่ยากนัก




 

Create Date : 10 มกราคม 2549    
Last Update : 10 มกราคม 2549 16:33:00 น.  

คำว่า "เฒ่าหัวงู" มันเป็นอย่างไร ?

เมื่อได้อ่านมติชนที่เขียนถึงบิ๊กขี้หลีหรืออดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ (ตัวสูง ๆ) ที่พยายามจะเคลมสาวสวยซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์หรือข่าวนักการเมืองสาวสวยที่ถูกกล่าวหาว่าตั้งท้องกับนักการเมืองระดับบิ๊ก ก็เลยนึกถึงคำว่า "เฒ่าหัวงู" ขึ้นมา ผมเกิดความสงสัยว่าคำว่าเฒ่าหัวงูมาจากไหน? ใครเป็นคนประดิษฐ์คำนี้ขึ้นมาเป็นคนแรก ? ไม่มีใคร (ซึ่งรวมถึงผมด้วย)ทราบ รู้ักันแต่ว่าใช้สำหรับชายชราที่ยังฝักใฝ่ในกามารมณ์อยู่ไม่คลายโดยการไปใล่จับสาว ๆ

มีคนเรียกเป็นภาษาอังกฤษแบบติดตลกว่า Snake headed old man ซึ่งถือได้ว่าเป็น Thinglish (Thai +English) อย่างมาก ๆ ความจริงฝรั่งเค้าเรียกว่า Dirty old man (middle-aged or elderly man with lewd or lecherous inclination) ซึ่งไม่เกี่ยวกับงูเลย ส่วนคำว่า old man ความจริงก็บอกอายุที่แน่นอนไม่ได้ ผู้ชายอายุสามสิบแต่ไปตามจีบเด็กอายุต่ำกว่าสิบห้า ก็น่าจะเป็นเฒ่าหัวงูได้เหมือนกัน (พร้อมกับเสียงไอว่า "ครุกๆๆ")


ทำไมต้องเป็นเฒ่าหัวงู ทำไมไม่ใช่เฒ่าหัวแมว หรือเฒ่าหัวปลาทู ?

ตามความเชื่อของศาสนาคริสต์ งูคือสัญลักษณ์แห่งความบาป และกามารมณ์ ซาตานปลอมเป็นงูขึ้นไปบนสวรรค์เพื่อหลอกให้อีฟกินแอ๊ปเปิ้ลจากต้นกลางสวนที่พระเจ้าทรงห้าม และยังหลอกผัวรักคืออดัมให้มาแจมด้วย ผลคือทั้งคู่ถูกพระเจ้าขับออกจากสวรรค์ไป ชาวคริสต์ถือกันว่าการกินแอ๊ปเปิ้ลนั้นคือบาปดั้งเดิม (Original Sin) ของมนุษย์ ดังนั้นงูกับคำว่าบาปจึงใกล้ชิดกันมาก ส่วนชาวเอเชียมองงูในมุมกลับกัน ชาวอินเดียบางชนเผ่าบูชางู ส่วนศาสนาพุทธก็มีแนวคิดคล้ายกันคือบูชางู แต่เป็นงูยักษ์หรือพญานาคที่เป็นสัตว์ในจินตนาการ พญานาคเป็นสัตว์ที่อุปถัมภ์ค้ำชูพระพุทธศาสนา

กระนั้นก็ยังตอบคำถามไม่ได้ว่าทำไมคำไทยถึงเรียกว่า "หัวงู" ? ทั้งที่ฝรั่งไม่ได้บัญญัติคำนี้
ดังนั้นเราน่าหันไปหา Sigmund Frued ศาสดาของจิตวิทยาสำนัก จิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ดีกว่า ฟรอยด์จะเน้นการวิเคราะห์สิ่งที่อยู่ภายใต้จิตใต้สำนึกของมนุษย์ (Unconsciousness) ผ่านสัญลักษณ์ต่าง ๆ โดยมีเรื่องเพศเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งฟรอยด์เห็นว่าเป็นแรงขับเคลื่อนพฤติกรรมของมนุษย์ พร้อมๆ กับเรื่องความก้าวร้าว ฟรอยด์วิเคราะห์ว่างูคือสัญลักษณ์หรือตัวแทนของ องคชาติ (Phallic) หรืออวัยวะเพศของผู้ชายนั่นเอง ดังนั้นจึงน่าจะมาอธิบายกับคำว่า "เฒ่าหัวงู" ได้นั่นคือ "เฒ่าที่มีความปราถนาในการใช้องคชาติของตนในการร่วมประเวณีกับหญิงสาว" ซึ่งน่าจะพออธิบายได้ว่าทำไมไม่มีคำว่า "ยายหัวงู" หรืออธิบายถึงความเชื่อที่ว่า "ถ้าฝันถึงงู จะได้พบเนื้อคู่" (ประโยคนี้น่าจะใช้กับหญิงสาวเท่านั้น)

นอกจากนี้เราน่าจะนำมาวิเคราะห์ว่าทำไมผู้ชายที่จีบสาวไปทั่วถึงถูกเรียกว่าไอ้หน้าหม้อ เพราะหม้อหมายถึงอวัยวะเพศหญิงในระดับจิตใต้สำนึก

ทำไมผู้ชายจำนวนมากถึงเป็น "เฒ่าหัวงู" ? หากเราใช้ภาษาแบบ Jacques Lacan ศาสนุศิษย์ของฟรอยด์และพวกสตรีนิยม (Feminist) การเป็นเฒ่าหัวงูคือการใช้องคชาตของตัวเองในการเสริมสร้างความเป็นใหญ่ของชาย (Male Dominance) ซึ่งครอบงำสังคมทั่วโลก ถึงแม้คำว่า "เฒ่าหัวงู"จะดูน่ารังเกียจก็ตามแต่เราจะเคยชินกับคำว่า คุณผู้ชายที่บ้านแอบไปมีอีหนูหรือมีบ้านเล็กบ้านน้อย ซึ่งดูเป็นเรื่องธรรมดาไปกลายเป็นวัฒนธรรมมวลชน (Pop Culture) เช่นละคร ภาพยนตร์ตลก ให้คนดูเฮฮา ในทางกลับกันหากผู้หญิงแอบมีผู้ชายคนอื่น สังคมจะดูเป็นเรื่องจริงจัง และไม่เคยเรียกว่า ผู้หญิงแอบไปมีบ้านเล็กบ้านน้อยแต่จะเรียกว่า "ชู้" แทน (ปัจจุบันคำว่ากิ๊กทำให้ดู Soft ลง) แสดงว่าสังคมเห็นว่าผู้ชายเท่านั้นที่มีสิทธิ์ในการสร้าง "บ้าน"

ในอดีตหลายสังคมในเอเชียจะเสริมสร้างหรือบูชา "เฒ่าหัวงู" เป็นยิ่งนัก ชนชั้นสูงจะนิยมมีภรรยามากกว่าหนึ่งคน (และเมียน้อยจะอายุน้อยมาก บางคนก็อายุแค่สิบห้า) ในขณะชนชั้นล่างเช่นไพร่กับทาส มีได้แค่คนเดียว (แค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว) ปัจจุบันถึงแม้สังคมจะนิยมผัวเดียวเมียเดียว และผู้หญิงมีปากมีเสียงมากขึ้น ภรรยาหลายๆ คนก็ยังยอมรับการมีอีหนูของสามี (ถึงแม้ด้วยน้ำตา)

ปัจจุบัน คำว่า "เฒ่าหัวงู" ก็ยังทรงพลังอยู่โดยผ่านคำ "เจ้านาย" และ "ลูกน้อง" เจ้านายโดยมากเป็นผู้ชายและแต่งงานแล้ว ปฏิบัติการเป็นเฒ่าหัวงูย่อมเริ่มต้นจากการล่วงละเมิดทางเพศ (Sexul Harassment) ไม่ว่าทางวาจา (พูดจาเกี้ยวพาราสี หรือพูดสองแง่สองง่าม) หรือการกระทำ (เกาะไหล่ แตะอั๋ง) เมื่อฝ่ายหญิงยอมเล่นด้วย ก็จะกลายเป็นเมียน้อยหรือ One night stand (กิ๊กคืนเดียว) ไป หรือไม่ยอมก็ถูกข่มขืนหรือ ออกจากงานหรือไม่ขึ้นขั้นเงินเดือน ถ้าผู้หญิงใจเด็ดก็ฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลกันไป

ทำไมผู้หญิงบางคนถึงยอมเป็นเมียน้อยของ "เฒ่าหัวงู" อย่างเต็มอกเต็มใจ ? ถ้าจะตอบว่าเพราะชอบความสะดวกสบาย เพราะเฒ่าหัวงูซึ่งเป็นเจ้านายหรือเศรษฐีสามารถบันดาลทุกอย่างได้ ก็ถูก แต่หากมองแบบจิตวิเคราะห์ ลึกๆ แล้วเธอเหล่านั้นต่างปรารถนา "ความเป็นพ่อ" (Father figure) จากผู้ชายสูงอายุ อย่างที่ผู้ชายรุ่นเดียวกันตอบสนองให้ไม่ได้ ผู้หญิงเหล่านั้นจึงเป็นหนึ่งในการสานต่ออุดมการณ์สังคม "ผู้ชายเป็นใหญ่"อย่างไม่รู้ตัว

ปัจจุบันพวก Pedophile มีเยอะ เราอาจจะรวม"เฒ่าหัวงู" ไปถึงคนที่ชอบร่วมประเวณีกับเด็กไม่ว่าชายหรือหญิง หรือในที่ทำงาน อาจจะมีเฒ่าเกย์ที่ชอบลูกน้องผู้ชายแต่คำว่า "เฒ่าหัวงู" ก็ยังไม่สามารถนำมาใช้กับ เจ้านายหญิงที่ใช้อำนาจในการลวมลามทางเพศกับลูกน้องผู้ชายหรือผู้หญิงด้วยกัน





 

Create Date : 17 ธันวาคม 2548    
Last Update : 26 ธันวาคม 2548 16:54:27 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  
Johann sebastian Bach
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




Alternative Blog for another world view
Friends' blogs
[Add Johann sebastian Bach's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.