Group Blog
 
All Blogs
 

คุณอยากจะมีชีวิตอมตะไหม ?

ผมเกิดมาสะดุดกับกระทู้ ของพันธ์ทิพย์ ในห้องสวมลุม ฯ อยู่กระทู้หนึ่งที่มีคำถามน่าสนใจมากแถมยังตั้งเป็น Pollเสียด้วย ว่าอยากจะมีชีวิตอมตะหรือไม่ ? เท่าที่อ่าน รู้สึกว่าสมาชิกส่วนมากจะเลือกเกิด แก่เจ็บตายธรรมดามากกว่า หรือบางรายตอบที่ส่อในด้านตรงกันข้ามเลยคือตายเร็วๆ เสียดีกว่า กระนั้นก็บางคนที่ตอบว่าอยากจะมีชีวิตอมตะก็บอกว่าอยากจะศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ ที่ดูไม่มีวันสิ้นสุดและอยากจะเห็นเทคโนโลยีใหม่ ๆ

สำหรับผมก็แจมไปบ้าง แต่ไว้เสนอซ้ำไว้ตอนท้ายดีกว่า ในบทความนี้เราจะมาถกกันว่า การมีชีวิตอมตะแท้ที่จริงดีหรือไม่ ?

แน่นอนว่าในชีวิตของเรายังไม่เคยเจอคนที่มีชีวิตอมตะ (คิดเล่นๆ ว่าอาจจะมี แต่ไม่รู้จักหรือว่าอาจจะไม่มีก็ได้)และตัวเราเองคงจะต้องเกิด แก่เจ็บตาย ตามธรรมชาติไป เกิดพระเจ้ามีจริงขึ้นมาแล้วเสด็จมาถามเราว่าอยากได้พรข้อนี้หรือไม่ ถ้าเราตอบตกลงไปทันที พวกเราหลายคนก็รู้ดีว่าคงเป็นการกระทำที่ไม่ค่อยฉลาดนัก หากมีชีวิตอมตะ แล้วแก่ เฒ่า เจ็บป่วย ออดๆ แอด ๆ ตลอดไปก็คงไม่ดีแน่

ดังนั้นในกระทู้มีบางคนตอบไปว่า ถ้าหยุดอายุให้เป็นหนุ่มสาวตลอดไปเหมือนหนังเรื่อง Highlander ก็ดี กระนั้นเองเราก็จะลืมเงื่อนไขไปว่าเราไม่ได้อยู่ในโลกนี้คนเดียว แน่นอนว่าเราต้องการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมทั้งกลุ่มปฐมภูมิ (กลุ่มเล็ก ๆ เช่นครอบครัว) และกลุ่มทติยภูมิ (กลุ่มใหญ่ เช่นประเทศ) ความสัมพันธ์เหล่านั้นจะต้องอิงอยู่กับอายุ(แน่นอนว่า รูปร่างหน้าตา ความแก่อย่างมาก) แน่นอนว่าเราต้องโยงคำว่า ลูกเข้ากับวัยเด็กหรือหนุ่มสาว พ่อแม่เข้ากับวัยผู้ใหญ่และ ปู่ย่าเข้ากับวัยชรา (อาจจะมีที่วัยอาจจะไม่เข้ากันนักเพราะพ่อแม่รีบมีลูกในวัยรุ่น แต่สักวันก็ต้องแก่ตัวจนได้) ลองมาคิดดูว่าถ้าคุณที่ได้พรเป็นพระเอกในเรื่อง Highlander และลูกหลานแก่กว่าคุณมาก ๆ ความสัมพันธ์มันจะอลวนขนาดไหน ต้องเสียเวลามาชี้แจงคนเหล่านั้นและคนรอบข้างกลายเป็นคนพิเศษ (หรืออีกคำคือพิสดารไป)

แน่นอนว่าเราต้องรู้สึกแปลกแยกจากความสัมพันธ์นี้ไม่มากก็น้อยและต้องคอยปกปิดกลายเป็นจอมโกหกไป ชีวิตไม่เป็นปกติสุข จากนั้นเราก็จะพบกับความน่าสะพึงกลัวก็คือต้องคอยเป็นประจักษ์พยานต่อความตายของคนที่เรารัก รู้จักสนิทสนมอีกเป็นจำนวนมาก อาจจะจริงที่ว่าเราสามารถหาความสัมพันธ์เช่นนี้กับคนอื่น ๆ ที่เกิดมาทีหลังได้ แต่เราก็ต้องพบกับความตายของคนเหล่านั้นอีกไปเรื่อย ๆ เป็นรุ่น ๆ คิดแล้วน่าสยดสยองครับ คงจะหาได้น้อยกระมังที่ปลงตกกับโชคชะตาเช่นนี้ไป ๆมา ๆ พรกลายเป็นคำสาปไป

ที่สำคัญประการหนึ่งที่คนอยากจะได้ชีวิตอมตะก็คืออยากจะร่ำรวย ยิ่งใหญ่ตลอดไป ในอดีตจนถึงปัจจุบันมีคนคิดเช่นนี้มากมายไม่ว่าจักรพรรดิ์ ผู้นำของประเทศ หรือเศรษฐีระดับโลก แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่า ความยิ่งใหญ่ หรือความมั่งคั่งมันจะไม่มีวันเป็นอมตะเหมือนกับพรที่เขาต้องการ เพราะมันต้องขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามกระแสของสังคมและโลก สมมติว่าจักรพรรดิ์จิ๋นซีค้นพบยาวิเศษได้เป็นอมตะจริง พระองค์ในอีกหลายพันปีต่อมาก็ต้องพบกับความทุกข์ที่ได้เห็นความล่มสลายของอาณาจักรที่สร้างมากับพระหัตถ์ ถึงแม้พระองค์จะไม่สวรรคต แต่อาจจะกลายเป็นยาจก หรือชาวบ้านไป ดีไม่ดีถูกศัตรูกลับมาล้างแค้นจับแขวนคอต้องทรมาณตลอดไป (น่ากลัวเพราะไม่มีความตายมาช่วย) พระองค์จะทรงกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหรือไม่ก็ต้องถามโชคชะตาจากฟ้า เพราะปัจจัยจะเป็นใหญ่ได้ มันมากมายซับซ้อนมาก ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยทางประวัติศาสตร์ จิ๋นซีจะทรงกลับมาเป็นจักรพรรดิ์ในยุคที่จีนเสื่อมความนิยมระบบจักรพรรดิ์แล้วนิยมสาธารณรัฐได้หรือไม่ ? ผมคิดว่าพระองค์คงจะทรงเบื่อกับการดิ้นรนไปมาเช่นนี้ตลอดกาล

ผม เดาเอาว่าตอนจะตาย คนยิ่งใหญ่เหล่านั้นคงจะเสียดายชีวิตของตนน่าดูแต่มาคิดว่าลึก ๆ ด้านดีของความตายก็คือพวกเขาได้จากไปท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของตัวเอง ไม่ต้องมีชีวิตรอต่อไปเพื่อจะได้เห็นความเสื่อมสลายของตัวเอง อย่างฮิตเลอร์ซึ่งเคยคิดจะเป็นอมตะน่าจะขอบคุณที่ตัวเองไม่เป็นอมตะอย่างน้อย เขาก็สามารถชิงฆ่าตัวตายในบังเกอร์ได้ก่อนที่จะถูกโซเวียตจับตัวและแน่นอนว่าเขาต้องถูกพิพากษาให้แขวนคออันเป็นการลงโทษหัวขโมยไม่ใช่ทหารหรือผู้นำเช่นเขา ถ้าฆ่าอย่างไรไม่ตาย ฮิตเลอร์ก็จะถูกคุมขังไว้รองรับความโกรธเกลียด ความขยะแขยงจากชาวโลกที่เริ่มรู้ความโหดเหี้ยมของพวกนาซีจากค่ายกักกันที่ฆ่าชาวยิวไปกว่า 7 ล้านคน (ลองมาคิดดูเล่น ๆว่า หลายสิบปีต่อมาเกิดมีพวกนิยมนาซีทำการชิงตัวเขาที่คุกเพื่อกลับมาครองโลกอีกครั้ง คงจะกลายเป็นหนังฮอลลี่วู๊ดมันๆ ที่ทำเงินติดอันดับหนึ่งของBox Office ได้เรื่องหนึ่ง แต่กว่าจะถึงเวลานั้น หากฮิตเลอร์ได้พบกับพระเจ้า เขาคงจะบอกว่า "พอเถิดครับ ขอพระองค์ให้กระผมตายไปเสียตอนนี้ดีกว่า")

หลายคนคงคิดว่า พรอมตะจะมีประโยชน์อย่างหนึ่งคือให้ไอนสไตน์หรือใครหลายคนที่ว่ามีชีวิตนิรันดร์ก็จะได้สร้างประโยชน์ให้กับมนุษย์ชาติตลอดไป แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าสักวันหนึ่งพวกเขาจะไม่เข้าสู่ด้านมืดเกิดความโลภที่จะใช้ความฉลาดในการสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับตัวเองมากกว่าเพื่อคนอื่น หรือเราจะทราบได้อย่างไรว่างานของเขาอาจจะไม่เสื่อมคุณภาพหรือเสื่อมความนิยมในเวลาต่อมา ความตายจึงมีประโยชน์อย่างหนึ่งคือให้เขาตายเยี่ยงนักบุญหรือผู้ยิ่งใหญ่ก่อนที่อาจจะกลายเป็นคนชั่วหรือคนไร้คุณภาพในภายหลัง ในทางกลับกันเข้าใจว่าคงมีศิลปินอีกเป็นจำนวนมากที่ตระหนักถึงวาระสุดท้ายของพวกเขาที่กำลังเข้ามาใกล้จึงเร่งผลิตผลงานออกมาและคงมีหลายชิ้นที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณและพลัง ถ้าหากพวกเขามีชีวิตอมตะ ผลงานคงจะไม่มีคุณค่าขนาดนี้ นอกจากนี้ในกระทู้มีคนเสนอความคิดที่น่าสนใจว่า หากเราอยากเป็นอมตะก็ต้องทำดี สร้างประโยชน์ให้แก่มนุษยชนและชื่อเสียงของเราจะเป็นที่รู้จักกับคนทั่วโลก เช่นไอน์สไตน์ อัลเบิร์ต ชไวเซอร์ โทมัส เอดิสัน ฯลฯ แต่ ชื่อเสียงอมตะเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไรสำหรับตัวเราหากเราได้เสียชีวิตไปแล้ว ไม่ได้ชื่นชมหรือรับรู้ กับมันอีกต่อไป ตัวอย่างเช่นแวนโก๊ะที่ขายภาพวาดของเขาได้น้อยและราคาต่ำมากเมื่อยังมีชีวิตอยู่ แต่มาราคาสูงลิ่วในร้อยปีหลังจากนั้น ถ้าให้เขาเลือกได้ เขาคงจะขอขายได้ มีชื่อเสียงตอนยังอยู่ดีกว่า

แม้แต่คนที่ให้เหตุผลว่าเพื่อจะได้เห็นเทคโนโลยีก้าวหน้า ก็อยากจะถามว่าเกิดวันหน้าพวกเขาตกทุกข์ได้ยาก ไม่มีเงินที่จะซื้อเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้เอง จะมีประโยชน์อย่างไรไม่ต่างจากชาวนาที่ทำนางกๆ มองเห็นคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตอยู่ไกล ๆ หรือคนที่ต้องการเรียนรู้ศาสตร์ต่างๆ ที่ไม่มีวันหมดก็เช่นกัน ถ้าพวกเขาตกยากต้องทำงานเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองอยู่งกๆ จะมีเวลาที่ไหนมาร่ำเรียนกัน ดังนั้นเราต้องขอพรให้เราเป็นหนุ่มสาวตลอดกาล มีสุขภาพดี มีเงิน (อย่างน้อยก็เพื่อให้สามารถเสพเทคโนโลยีนั้นๆ ได้) แต่แน่นอนว่าความต้องการของมนุษย์ย่อมไม่มีวันสิ้นสุด พระเจ้าคงจะทรงปวดพระเศียรแย่ หากเราจะขอพรอื่นๆ ประกอบไปด้วยเป็นร้อย ๆ พันๆ ข้อ (และสุดท้ายเราอาจจะขอพรขอเป็นพระเจ้าเสียเอง) และหากเราขอพรเพียงประการเดียวคือชีวิตอมตะและต้องพบกับชะตากรรมดังที่ได้กล่าวมาแล้วขั้นต้น

ความจริงแล้วมนุษย์ต้องการชีวิตที่สมบูรณ์ ดีพร้อมและมั่นคง และยืนยาวมากกว่าชีวิตอมตะ ภาพสะท้อนของความต้องการเช่นนี้ปรากฏในรูปแบบของศาสนาเช่น บางศาสนาเชื่อว่าหากเราตายแล้วความดีที่เราทำจะทำให้ไปอยู่กับพระเจ้าบนสวรรค์ตลอดกาล นั่นคือเป็นการตัดปัจจัยความผันผวนของชีวิตบนโลกเสีย และยังเป็นจินตนาการเสียลึกซึ้งมาว่าอยู่บนสวรรค์จะไม่เบื่อ ไม่ทุกข์ร้อนอะไร (เช่นเดียวกับพุทธที่มีต่อนิพพาน)เพื่อที่ว่า คำว่า อมตะจะได้มีคุณค่า ซึ่งหากเรามีชีวิตอมตะ ต้องทุกข์ร้อน เบื่อหน่ายอยู่บนโลกอันผันผวนเช่นนี้ คำว่า พรอมตะก็คงอาจจะกลายเป็นคำสาปอมตะไป


ผมคิดว่าความเป็นอมตะแท้ที่จริงคือการมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข (เริ่มจากภายใน)อยู่ทุกลมหายใจ ไม่ประมาทบนโลกนี้ หากเรามีความหยั่งรู้และเข้าใจชีวิต มองชีวิตว่าเป็นเพียงเกมๆ หนึ่งที่พร้อมจะเล่นกับมัน ไม่ยึดติดกับมัน ไม่ขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามความผันผวนของชีวิต และที่สำคัญดำรงชีวิตอยู่เพื่อคนอื่น คนเช่นนี้น่าจะถือได้ว่าเป็นอมตะอย่างแท้จริง ไม่ว่าเขาจะมีชีวิตเหลืออยู่ห้านาที ห้าปี ห้าร้อยปีหรือชั่วนิรันดร์ ย่อมไม่มีความสำคัญอะไรอีกต่อไปสำหรับเขา เพราะทุกวินาทีสำคัญสำหรับเขา เข้าทำนอง Move as if it were your last หรือ "จงเคลื่อนไหวราวกับมันเป็นครั้งสุดท้ายของชีวิตเจ้า"

ดังคำพูดของ Achilles ที่แสดงโดย Brad Pitt ในหนังเรื่อง Troy ที่แสนน่าประทับใจดังนี้

I'll tell you a secret. Something they don't teach you in your temple. The Gods envy us. They envy us because we're mortal, because any moment might be our last. Everything is more beautiful because we're doomed. You will never be lovelier than you are now. We will never be here again.

ข้าจะบอกความลับแก่พวกเจ้า ความลับที่พวกเขาไม่เคยสอนพวกเจ้าในวิหารเลย แท้จริงแล้วเหล่าทวยเทพ (ซึ่งมีชีวิตอมตะ)ต่างอิจฉาเรา เพราะเราเป็นมนุษย์ เพราะในเสี้ยววินาทีใดวินาทีหนึ่งอาจจะเป็นวาระสุดท้ายของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่สวยงามเพราะเราถูกสาป พวกเจ้าจะไม่เคยน่ารักไปมากกว่าที่เจ้าเป็นอยู่ในขณะนี้ พวกเราจะไม่ได้มาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง


แล้วคุณอยากจะมีชีวิตอมตะไหม ?




 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2549    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2549 8:03:42 น.  

Attention my dear readers !!!

I am truly sorry to announce that I might quit writing the new article for a while because I feel that the time of the lowest creativity of my writing has come.The most important reason is that I am too obsessed with the imagination in my novel to write any thing. Hope you my dear readers will be there for me when I start to write again.Thank you.




 

Create Date : 27 มีนาคม 2549    
Last Update : 27 มีนาคม 2549 11:32:05 น.  

เมืองไทย เมืองพุทธ ?

ตอนแรกเมื่อคืนผมตั้งใจจะเขียนบทความสักบทความหนึ่งแต่บังเอิญว่าวัดแถวหลังบ้านจัดงานฉลองหลวงพ่อประจำปีขึ้นมา ชะรอยกลัวว่าชาวโลกจะไม่รับรู้ คณะกรรมการที่จัดงานก็เปิดเพลงผ่านเครื่องกระจายเสียงเสียจนไม่มีสมาธิเขียน แถมยามดึกมีการจัดรำวงพร้อมสาวอวบอัด ขาล่ำบึกมารำวงให้ขี้เมาหน้าหื่นทั้งหลายได้ออกมาวาดลวดลายเต็มที่

ผมพยายามแก้ไขสถานการณ์โดยการเอาซิลิโคนมาอุดหู แต่กระนั้นก็นอนไป ขี้หูก็เต้นไป เป็นจังหวะ Rhythm and Blue รุ่งเช้าน้าชาย บอกกับผมว่า เมื่อคืนพวกขี้เมาตีกันแล้วเอามีดไล่แทงกันด้วย ไม่นับการแอบเล่นการพนันและอบายมุขอื่น ๆ ทั้งที่พื้นที่ที่พวกเขากำลังเหยียบย่ำอยู่นี้คือ วัด แผ่นดินศักดิ์สิทธิ์

เหตุการณ์เช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นในทุกที่ของประเทศไทยที่มีวัด แถมวิกฤตการณ์ทางศีลธรรมที่สังคมไทยกำลังเผชิญไม่ว่าการฆ่ากัน การข่มขืนกัน การจี้ปล้น รายวัน ไม่นับ การฉ้อโกง การโกหกของพวกนักการเมืองกินเมืองทั้งหลายทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธจริง ๆหรือ ?

คำตอบจึงมี สองแบบคือ

แบบแรก ไม่ใช่ เพราะจริง ๆ แล้วสังคมไทยไม่นับถือพุทธแบบล้วน ๆ หากเจือปนไปด้วยความเชื่อแบบไสยศาสตร์และศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีส่วนมากมายมหาศาลต่อโลกทัศน์ของคนไทย คำสอนของพุทธที่เป็นมนุษยนิยมจึงถูกบิดเบือนไปกลายเป็นคนไทยหันมานับถือสิ่งเหนือธรรมชาติ เรื่องบาปบุญคุณโทษของชาติที่แล้ว เรื่องดวง ฯลฯ

พุทธศาสนามีลักษณะเหมือนกับน้ำนั่นคือคอยโอบอุ้มสิ่งเหล่านี้มาผสมกลมกลืนได้อย่างอัศจรรย์ ดังเช่นพระดูดวงให้โยมทั้งหลาย หรือ คนเอารูปพระศิวะหรือพระนารายณ์มาตั้งไว้ข้างๆ พระพุทธรูปบนหิ้งโดยไม่ดูขัดแย้ง

แบบที่สอง คือ ใช่ เพื่อตอบคำถามนี้ ผมจะขอใช้กรอบแนวคิดจากอาจารย์ของผมเองที่เป็นเอกทัตคะทางด้านพุทธศาสนา ในหนังสือเกี่ยวกับศาสนาทั่วไป ท่านได้แบ่งระดับของศาสนาออกเป็น 3 ระดับคือ

1. ระดับปรัชญาหรือแก่นแท้ของศาสนา
2. ระดับการปฏิบัติเช่น การถือศีลห้าศีลแปด
3. ระดับพิธีกรรม สัญลักษณ์และสถาบัน

ในระดับที่หนึ่งนี้ ย่อมหาศาสนิกชนที่เข้าถึงได้ยากยิ่งเพราะต้องอาศัยปัญญาหรือการรู้แจ้ง อันใหญ่ยิ่งนักต่อทุกสรรพสิ่งและปลอดแล้วซึ่งกิเลส ดังนั้นจะหาคนที่เสมอเหมือนพระอริยะสงฆ์ อย่างหลวงพ่อชา หรือท่านอาจารย์พุทธทาสได้น้อยเต็มทน

ในระดับที่สอง อาจจะหาศาสนิกชนได้มากขึ้นกว่าเดิมเพราะอยู่ในระดับการปฏิวัติตนหรือการต่อสู้กับกิเลส คนที่อยู่ในระดับนี้อาจจะไม่บรรลุถึงความฉลาดก็ได้ หากแต่หมั่นทำความดี ละเว้นความชั่วและทำให้จิตใจเบิกบาน แต่กระนั้นถ้าเทียบกับคนทั้งหมดในประเทศก็ถือว่าน้อยอยู่ดี ลองถ้าคนไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับนี้กัน สังคมไทยคงเข้าสู่ยุคพระศรีอารย์หรือ Utopia

ในระดับที่สาม ซึ่งเป็นระดับที่เราต้องมาขยายกันยาว เพราะผมคิดว่าคนไทยส่วนใหญ่จะอยู่ในระดับนี้ที่ติดอยู่กับระดับพิธีกรรมและสัญลักษณ์กันมาก ถึงแม้ระดับที่สามนี้จะจำเป็นสำหรับการดำรงอยู่ของศาสนา เพราะลองมาคิดว่า ถ้าพุทธมีแค่หลักธรรมะที่สูงส่ง ก็คงมีคนเข้าถึงไม่มากและต้องสูญสลายไป หรือการจะปฏิบัติตามหลักคำสอนได้ต้องมีพิธีกรรมเพื่อโน้มน้าวจิตใจคนจำนวนมากเสียก่อน

อย่างไรก็ตาม คนไทยส่วนมากไม่เคยคิดจะก้าวไปสู่อันดับต่อไปเลย ดังจะดูได้จากคนไทยจำนวนมากที่ไปวัดทำบุญ ด้วยความเชื่อว่าบุญจะทำให้ตนสบายในชาติหน้า มีน้อยรายที่จะทำเพื่อลดความตระหนี่หรือความเห็นแก่ตัวลง มีคน ไทยจำนวนมากที่ไหว้พระ สวดมนต์ทุกคืนก่อนนอน แต่มีน้อยรายที่จะคิดว่าเพื่อระลึกถึงคุณงาม ความดีของพระพุทธองค์เพื่อที่เราจะได้ปฏิบัติตามหลักคำสอนของท่าน มีคนไทยจำนวนมาก ที่แขวนพระ แต่มีน้อยรายที่จะคิดว่าแขวนพระเพื่อจะเป็นตัวเตือนสติให้ทำดี ส่วนใหญ่เชื่อว่าแขวนพระแล้วจะแคล้วคลาด ดังเจ้าพ่อหลายคนที่แขวนสมเด็จพระระฆัง เพื่อป้องกันมือปืน

ทั้งนี้ไม่นับคนอีกจำนวนมากที่ไม่สนใจศาสนาพุทธเลย สักแต่ว่ามีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านว่านับถือพุทธ แต่จะมาสนใจก็ต่อเมื่อตัวเองเดือดร้อน เข้าวัด เพื่อให้พระดูดวงหรือทำพิธีสืบชะตา (ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่หลักที่แท้จริงของพุทธศาสนาอีกด้วย) และเมื่อเรื่องเดือดร้อนหายไป ก็กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมอีกครั้ง ศาสนาพุทธจึงถูกลดทอนโดยคนไทยให้เป็นเพียงหลักทาง จิตวิทยาที่ทำให้ชีวิตเกิดความสมดุล เกิดการประนีประนอมกับกิเลสมากกว่าจะทำลายมัน ซ้ำร้ายกิเลสนั้นยิ่งเพิ่มพูนหนักเข้าไปอีก โดยที่ตัวเราเองก็ไม่ทราบเพราะได้สร้างกลไกลป้องกันตัวเอง ไว้อย่างดีแล้ว

ทั้งนี้ยังต้องมาพิจารณาถึงรัฐอีกว่ามีปัจจัยสำคัญในการลดทอนพุทธศาสนาเพื่อเสริมสร้างอำนาจในการปกครองมาตั้งแต่อดีต ที่พระมหากษัตริย์จะใช้ความเชื่อทางศาสนาทั้งพุทธและพราหมณ์ในการสร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง การที่บอกว่าทศพิศราชธรรมเป็นตัวควบคุมพฤติกรรมของกษัตริย์ ก็ถูกในระดับหนึ่ง

หากมองอีกระดับก็กลายเป็นเครื่องมือ สำหรับกษัตริย์ในการสร้างภาพหรืออ้างว่าตัวเองปฏิบัติตามหลักนั้น นอกจากนี้การจะบอกว่าคนในอดีตนั้นมีศีลธรรมสูงกว่าคนปัจจุบันเป็นเรื่องที่บอกได้ยากมากเพราะ จำนวนคนน้อย อาชญากรรมก็น้อยตามและ สื่อมวลชนในสมัยนั้นยังไม่มีจึงไม่มีตัวสะท้อนภาพความจริงของ สังคม ผมเชื่อว่าคนในสมัยก่อนจำนวนมากก็ไม่ต่างอะไรกับคนแถววัดหลังบ้านผมเลย


แต่เมื่อเปลี่ยนการปกครองรัฐแบบใหม่ก็ได้สถาปนาศาสนาให้เป็นสถาบันเพื่อควบคุมสังคม รัฐไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายหรือตามจิกให้คนไทยปฏิบัติตามหลักธรรมะ มีแต่กิจกรรมส่งเสริมศาสนาโดยผ่านกระทรวงศึกษาธิการซึ่งเป็นไปอย่างไม่เข้มงวดนัก ตราบใดที่พฤติกรรมของพลเมืองยังอยู่ในสภาวะที่รัฐ ควบคุมได้ ผมมองว่าการควบคุมทางสังคมบางอย่างของรัฐเช่น การไม่ให้ผับหรือบาร์เปิดเกินเวลาทั้งนี้ หรือการเซนเซอร์สื่อลามกล้วนแต่เกิดจากความต้องการในการปกป้องกลไกการควบคุมทางสังคมมากกว่าคำนึงถึงหลักธรรมะของศาสนา

นอกจากนี้ตัวรัฐเองก็ใช่ว่าจะมีศีลธรรมนัก (ในทางกลับ กันผู้นำของรัฐกลับหน้าไหว้หลังหลอก ชอบคดโกงและโป้ปดมดเท็จ) ดังนั้นรัฐจึงพยายามจะ เน้นศีลธรรมหรือหลักธรรมะที่เอื้อต่อการปกครอง เช่น ความสามัคคี ความจงรักภักดีต่อชาติ อาจเพราะรัฐ สิ่งที่เป็นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่สังคมไทยรับมาจากฝรั่งที่ได้แบ่งแยกอาณาจักรออกจากศาสนจักรเรียบร้อยแล้ว

สรุป ประเด็นทั้งหมดว่าสังคมไทยเป็นสังคมพุทธแบบผสมและคนไทยไปติดกับระดับที่สามมากจนเกินไป ดังคำที่ว่า "เห็นก็เหมือนไม่เห็น" นั้นคืออยู่ใกล้ชิดกับศาสนาพุทธตลอดมาแต่ไม่เคยเข้าใจมันแม้แต่น้อย การที่รัฐได้ใช้ศาสนาพุทธเป็นเครื่องมือก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญเหมือนกัน




 

Create Date : 07 กุมภาพันธ์ 2549    
Last Update : 7 กุมภาพันธ์ 2549 14:37:25 น.  

Sexism

Sexism ที่ว่านี้หาใช้ลัทธินิยมเรื่องทางเพศ ดังฮอบบี้ของชายหื่น หญิงหิว ไม่ หากแต่เป็นแนวคิดหรือความเชื่อถึงความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ และแน่นอนว่าในโลกที่มีเพียงสองเพศถ้าใช้ด้านกายภาพหรืออวัยวะเพศแบ่ง (แต่ถ้าเป็นเชิงวัฒนธรรม หรือรสนิยมของเจ้าตัว อาจแบ่งได้ถึงสิบเพศ !!!) มันจึงหมายถึงความเชื่อที่เห็นว่าเพศชายเหนือกว่าเพศหญิง และในทางกลับกัน ผู้หญิงบางคนก็คิดว่าผู้หญิงเหนือกว่าผู้ชาย เพียงแต่ถูกผู้ชายกดไว้ด้วยความกลัว

คำว่า Sexismสามารถโยงเข้ากับ Misogyny หมายถึง ความเกลียดหรืออคติที่มีต่อเพศหญิง เช่น เมื่อผู้ชายเชื่อว่าตัวเองเหนือว่าผู้หญิง ผู้หญิงย่อมทำอะไรไม่ได้เรื่อง ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล รวนเรกว่าผู้ชาย เช่นเรามักจะสันนิฐานว่าคนขับรถห่วย ๆ ข้างหน้าเป็นผู้หญิง (แต่ก็มีวิจัยออกมาว่าผุ้ชายขับรถห่วยกว่าผู้หญิง) นอกจากนี้ ผู้หญิงสามารถตกเป็นวัตถุทางเพศของผู้ชาย ดังที่ชายหื่นทั้งหลายคิดตอนจะไปเที่ยวซ่องหรืออาบอบนวด หรือในโฆษณาหรือสื่อต่างๆ ผู้ที่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้มากที่สุดคือผู้หญิงนุ่งน้อย ห่มน้อย หรือเป็น Pretty Ugly ตามโชว์รูมต่าง ๆ ทั้งนี้ยังไม่นับสาวเชียร์เบียร์

ผู้หญิงอายุกี่ปีก็ได้ล้วนแต่สามารถเป็นเหยื่อของการข่มขืนไม่ว่าจะอ้อแอ้ๆ พูดยังไม่ได้จนไปถึงแก่จนง่ำเหงือก มีคำถามว่าทำไมไม่มีกฏหมายลงโทษผู้ชายที่ชอบข่มขืนแบบแรงๆ เสียที อาจเพราะนักกฎหมายส่วนใหญ่เป็นผู้ชายกระมัง อาจกล่าวได้ว่าสังคมถึงแม้จะไม่เห็นด้วยกับการข่มขืน แต่ก็เปิดโอกาสหรือช่องให้มีการข่มขืน

สังคมแบบ Sexism ซึ่งเข้ากันดีกับแนวคิดแบบจารีตนิยม ยังเชื่อว่าผู้หญิงไม่ควรจะเสียตัวก่อนแต่งงาน และไม่ควรจะแสดงในเรื่องทางเพศเกินกว่าความเหมาะสม ในขณะที่เป็นเรื่องธรรมดาของผู้ชายที่จะทำเช่นนั้น ผู้หญิงควรที่จะซื่อสัตย์ต่อชีวิตสมรส การที่ผู้หญิงมีกิ๊กย่อมเป็นสิ่งที่เลวร้ายกว่าผู้ชายหลายเท่าดังจะดูได้จากวรรณคดีเรื่องขุนแผน ซึ่งยังทรงอิทธิพลต่อสังคมไทยจนถึงปัจจุบัน

นอกจากนี้แนวคิด Sexism เชื่อว่า ผู้หญิงไม่ควรจะทำอะไรมากนอกจากจะปฏิบัติภารกิจในห้องนอนและห้องครัว ดังคำพูดของอดีตประธานาธิบดี Ferdinand Marcos ตอนที่กำลังจะโดนประชาชนฟิลิปปินส์ที่นำโดยนาง Corazon Aquino โค่นล้มในปี 1986 ดังนั้นสังคมปัจจุบันที่ชายเป็นหญิงก็เปิดโอกาสให้ผู้หญิงน้อย ถึงแม้ปัจจุบันจะมีผู้หญิงเป็นนักบริหาร เช่นเป็นนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรี กันมาก แต่ถ้าเทียบอัตราส่วนแล้วก็ยังน้อยกว่ามาก

ถึงแม้บางพวกเชื่อว่าถ้าเพศหญิงมาเป็นใหญ่ สังคมก็จะไปด้านหยิน หรือความอ่อนโยน มีความเมตตา แต่มักจะลืมไปว่า สังคมปัจจุบันยังถูกครอบงำโดยแนวคิดแบบหยาง หรือนั่นคือ เน้นความเข้มแข็ง จนไปถึงความก้าวร้าว ถึงแม้ในอนาคตไม่กี่ปีข้างหน้า ประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ อาจจะชื่อ Hillary Clinton หรือ Condoleezza Rice พวกที่กุมอำนาจที่ล่างๆ ลงมาซึ่งสนับสนุนหรือกดดันประธานาธิบดีก็เป็นผู้ชายอยู่ดี อเมริกาก็อาจจะบุกอิหร่านหรือเกาหลีเหนือ ประพฤติตนเป็นจักรวรรดินิยมที่ดีต่อไป

ถ้า Condoleezza Rice ได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ ฯ ถือได้ว่าเป็นการ "พลิกหัวกลับหาง" ครั้งใหญ่ของสังคมอเมริกันก็ว่าได้เพราะตั้งแต่อดีตมา คนผิวดำก็ถูกคนขาวกดขี่ตลอดมาและคนที่น่าจะอยู่ระดับชั้นล่างสุดของสังคมก็คือ คนผิวดำที่เป็นผู้หญิงนั่นเอง แต่มีคำถามว่าถ้าไรซ์ได้เป็นจริง ผู้หญิงผิวดำจะมีความเป็นอยู่ดีกว่าเดิมมากไม่ คำตอบคือ ไม่รู้เหมือนกันครับ

ในทางกลับกัน Sexism อาจจะโยงเข้ากับ Misandry หรือโรคเกลียดผู้ชาย เช่นผู้หญิงหลายคนเห็นว่าผู้ชายเป็นเพศไม่น่าไว้ใจ เป็นพวกนักข่มขืนโดยธรรมชาติ (Natural raper) ซึ่งถ้าอ่านข่าวดูทุกวัน มันก็ไม่เกินจริงเท่าไรนัก พวกหล่อนยังเห็นว่า ผู้ชายแท้ที่จริงไม่มีความจำเป็นสำหรับโลก เว้นไว้แต่สำหรับสืบพันธุ์ ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถช่วยให้ผู้หญิงท้องได้เองโดยไม่ต้องพึ่งผู้ชาย (แม้แต่ไม่ต้องใช้อสุจิ!!!)

ปฏิกิริยาที่ผู้หญิงมีต่อการกดขี่ผู้ชายมีหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นส่วนใหญ่ที่ยอมรับการกดขี่นั้น หรือการเกิดกระแส Feminism หรือการเรียกร้องร้องสิทธิของผู้หญิง ผู้หญิงบางพวกที่สุดโต่งเห็นว่า ควรมอบความรักให้กับผู้หญิงด้วยกัน เพราะการมีความรักกับผู้ชายคือการยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของผู้ชาย พวกหญิงรักหญิง บางพวกในเมืองนอกถึงกลับตั้งขบวนการ Lesbian Separatism ที่มีอุดมการณ์ คือการจัดตั้งสังคมที่ไม่มีผู้ชายเลย นัยว่าเมื่อผู้ชายเข้ามาปะปนสักนิด คำว่าอยุติธรรมก็เกิด

ความคิดเช่นนี้ก็ไม่ได้เกินไปกว่าความเป็นจริงเท่าไรนักหากดูจากความอยุติธรรมทางเพศที่เกิดขึ้นในประเทศโลกที่สาม เช่นที่อินเดีย ผู้หญิงต้องทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินดาวน์เพื่อสู่ขอสามี ซ้ำเมื่อแต่งงานก็ต้องทำงานทั้งในและนอกบ้านเพื่อเลี้ยงครอบครัวอีก ผู้หญิงจำนวนมากต้องติดเชื้อ HIV จากสามีทั้งที่ตัวเองไม่ได้รู้เรื่องอะไร และยังต้องถูกกีดกัน รังเกลียดจากญาติ (อันนี้มีทุกที่ในโลก) ในแอฟริกา บางชนเผ่า มีความนิยมในการคลิบคลิสตอริสของผู้หญิงเพื่อป้องกันไม่ให้มีชู้ หรือไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้านเราคือพม่าที่ผู้หญิงของชนกลุ่มน้อยไม่ว่าจะเป็นกระเหรี่ยงหรือไทยใหญ่ ล้วนแต่ถูกศัตรูข่มขืนกันมากมาย (ดังในหนังสือชื่อ License to Rape ที่แม้แต่ผู้ชายอ่านแล้วยังสลดด้วย)

คงจะสรุปได้สั้น ๆ (และห้วนๆ ) ว่า มนุษย์คือความวุ่นวาย สับสนแท้ๆ แค่ความแตกต่าง เพศก็สามารถแบ่งแยก ขัดแย้งกันได้ขนาดนี้ นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงเรื่องชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ความเชื่อหรืออุดมการณ์อะไรอีก




 

Create Date : 28 มกราคม 2549    
Last Update : 28 มกราคม 2549 10:17:07 น.  

SEX : วีดีโอแอบถ่าย , คลิ๊บภาพหลุดของดารา และอื่น ๆ

เข้าใจว่าบทความนี้น่าจะอินเทรนไม่น้อยกับความฮือฮาต่อคลิปหรือภาพถ่ายเกี่ยวกับกิจกรรมของดาราในที่รโหฐาน อันเป็นที่ต้องการของบรรดาหื่นแมน หรือแม้แต่กุลสตรีชาวไทยแลนด์ก็มีไม่น้อย ดังในกระทู้ต่าง ๆ ที่มีคนลง E-Mail address ลงไปเพื่อให้ใครบางคนส่งคลิปเต็มๆ ให้ (ไม่มีของผมหรอก เชื่อหน่อยสิ)

ผมมานั่งคิดว่าเราจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ทางสังคมได้อย่างไร ? สังคมไทยในอดีต Sex แทบไม่ได้เป็นเรื่องปิดบังเลยอย่างที่เราเข้าใจในปัจจุบัน มีการพูดถึงเรื่องทางเพศอย่างโจ้งครึ้มในที่สาธารณะไม่ว่าจะเป็นพวกไพร่พวกทาส (ซึ่งก็ป็นบรรพบุรุษของเรานั่นแหละ) ดังจะเห็นได้จาก คำอุทานหลาย ๆ คำ ตลกลามก (คำเมืองเปิ้ลเรียกว่า เล่าเจี้ย) หรือภาพบนผนังในวิหารของวัดก็มีภาพการร่วมสังวาสซึ่งแอบ ๆ อยู่ตรงริม แม้แต่ในรั้วในวัง เรื่องซุบซิบนินทาเกี่ยวกับกิจกรรมทางเพศของเจ้านายย่อมมีอยู่ทั่วไป

ส่วนธุรกิจทางเพศเป็นสิ่งที่มีมานาน ไม่ใช่ว่าไม่เคยมี อย่างที่เราผู้มองอดีตในด้านหวานๆ เข้าใจเลย เพราะอาชีพที่โด่งดังมากก็คืออาชีพโสเภณีซึ่งมีมานานตั้งแต่ก่อนพุทธกาลแล้วกระมัง ซ้ำยังถูกฏหมายอีกในหลาย ๆ ยุค แม้สังคมไทยจะมีพุทธศาสนาเป็นสิ่งค้ำจุนแต่ว่าคนไทยในอดีตกลับแบ่งอาณาจักรออกเป็นสองส่วนคือทางโลกและทางธรรม อย่างชัดเจนและมีการเข้ามาเกี่ยวข้องกันแต่ก็ไม่ล้ำเขตกันมากจนเกินไป ชายคนหนึ่งสามารถไปทำบุญที่วัดตอนเช้าและไปเที่ยวซ่องโสเภณีในตอนกลางคืนอย่างไม่รู้สึกเคอะเขินนัก (ทั้งที่ในใจลึก ๆ อาจจะรู้ว่ามันผิด)

กล่าวง่าย ๆว่า คนไทยตั้งแต่อดีตหมกหมุ่นแต่เรื่อง Sex อยู่แล้ว คำว่าหมกหมุ่นในที่นี้นอกจากนินทา กาเลอาจจะหมายถึงการพูดถึงเรื่องเพศในด้านลบเช่นการสั่งสอนศีลธรรม หรือด้านวิชาการเช่นเพศศึกษาก็ได้ (มีคนจำนวนมากที่เฝ้าสั่งสอนเรื่องศีลธรรมทางเพศแต่ก็รสนิยมส่วนตัวยิ่งกว่านั้น)

จนมาถึงปัจจุบัน ความเจริญทางเทคโนโลยีกลายเป็นตัวกำหนดวิถีทางเพศของมนุษย์ได้อย่างน่าทึ่ง โลกในศตวรรษที่ยี่สิบ มนุษย์ได้พบการเสพหนังโป๊ อันเป็นภาพที่เคลื่อนไหวได้ (นอกเหนือจากหนังสือโป๊) ไม่ว่าจะเป็นหนัง โทรทัศน์ รวมไปถึงกล้องถ่ายภาพยนตร์ซึ่งถูกผูกขาดโดยคนกลุ่มหนึ่งในช่วงแรก ๆ ต่อมาเมื่อมีการประดิษฐ์กล้องวีดีโอ หนังโป๊จึงไม่จำเป็นต้องผูกขาดกับโรงหนังอีกต่อไปหากแต่กลายเป็นวีดีโอที่ชายหื่นสามารถหาซื้อได้โดยทั่วไป และยิ่งกล้องวีดีโอเริ่มเล็กลง หาซื้อได้ง่ายขึ้นเท่าไร อุตสาหกรรมหนังโป๊หรือการแอบถ่ายยิ่งมีมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

รูปแบบของหนังโป๊ที่คนนิยมกันก็คือ Reality Show ประเภทแอบถ่ายที่ผู้ประกอบกิจกรรมไม่รู้ตัว (ความจริงรู้แต่ถูกจ้างมาให้แกล้งว่าไม่รู้) หรือประเภทถ่ายไว้เพื่อเก็บเอาไว้ดูเอง แต่มักจะรั่วมาสู่ท้องตลาดได้โดยคนเอามาก็คือผู้ชาย ส่วนผู้หญิงก็จะเอาปิ๊บมาคลุมหัว ทั้งนี้ยังไม่นับ เวปโป๊ , Cyber Sex, Webcam หรืออะไรอีกสาระพัด คนก็มาเมาท์กันสนุกสนานบนอินเตอร์เน็ต

ทั้งหมดสรุปได้ว่าทางเพศของมนุษย์ในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ก็คือ รสนิยม ถ้ามอง (Voyeurism) หรือการเฝ้ามองกิจกรรมทางเพศของผู้อื่น ไม่ใช่เฉพาะเฝ้ามองและนินทากันบนสื่อเทคโนโลยีอันทันสมัยเช่น Webboardเพียงอย่างเดียวหากรวมไปถึงการเสพภาพจำลองทางเพศ ที่สามารถหาซื้อมาเสพกันได้ไม่ยากนัก




 

Create Date : 10 มกราคม 2549    
Last Update : 10 มกราคม 2549 16:33:00 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  
Johann sebastian Bach
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]




Alternative Blog for another world view
Friends' blogs
[Add Johann sebastian Bach's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.