Group Blog
 
All Blogs
 
Nostalgia คืออะไร ?

Nostalgia แปลเป็นภาษาไทยแบบคร่าว ๆ ได้คือ "การระลึกหรือความปราถนาถึงความหลังเก่า" แต่เดิมเป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่นักศึกษาแพทย์นามว่า Johannes Hofer ตั้งให้กับคนไข้ที่ "มีความเจ็บปวดเพราะเขาปรารถนาจะกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอนและกลัวจะไม่ได้ไปกลับไปอีก" ไป ๆ มา ๆ ศัพท์นี้ถูกนำมาใช้วงการอื่นจนคนหลงลืมที่มาเสียสิ้น (ต่อไปนี้ผมจะขอแปลภาษาไทยของ Nostalgia เป็น "ภาพฝันๆ ") ก็แล้วกัน วงการแรกที่นำมาใช้ได้อย่างทรงพลังก็คือแนวคิดแนวคิดชาตินิยมหรือ Nationalism ซึ่งเน้นการปลุกใจให้พลเมืองเกิดความหึกเหิมในการกระทำบางสิ่งบางอย่างที่รัฐอ้างว่าเป็นผลดีต่อประเทศชาติในวิธีการต่าง ๆ ตั้งแต่การใช้สินค้าที่ผลิตแต่ในประเทศจนไปถึงการสนับสนุนให้รัฐทำสงครามกับประเทศอื่น ภาพฝัน ๆ สามารถถูกนำมารับใช้แนวคิดนี้อย่างมีพลัง นั้นคือรัฐจะอ้างกับประชาชนได้ว่า ประชาชนนั้นมีโคตรเง้ามาจากบรรพบุรุษที่เคยอยู่ในอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ มีพลัง และศักดิศรีเหนือกว่าคนอื่น หากประชาชนเชื่อตามการปลุกระดมนั้นก็เท่ากับว่าเป็นหลงอยู่ในภาพฝัน ๆในอดีต และจะเต็มอกเต็มใจปฏิบัติกฏเกณฑ์ที่รัฐสร้างขึ้นแม้ว่ามันจะไร้สาระหรือนำไปสู่ความเลวร้ายในภายหลังก็ตาม ที่ว่าฝันๆ ก็เพราะว่าความเป็นจริงมันอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นแต่เพราะประวัติศาสตร์ที่ประชาชนศึกษามาแต่เล็กแต่น้อยผ่านหนังสือเรียนถูกสร้างขึ้นมาโดยรัฐเพื่อให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ที่รัฐวางไว้ อย่างเช่นฮิตเลอร์ที่พยายามทำให้คนเยอรมันเชื่อว่าบรรพบุรุษตนซึ่งเป็นชนเผ่าอาระยันเคยอยู่ในอาณาจักรไรคซ์อันยิ่งใหญ่มาแล้วสองอาณาจักร และบัดนี้ตนอยู่ในอาณาจักรไรคซ์ที่สามที่ฮิตเลอร์กับพวกพ้องกำลังนำไปสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งและจะดำรงต่อไปอีกเป็นพัน ๆ ปี ดังนั้นประชาชนจึงต้องเคารพเขาเหมือนกับพระเจ้า

หรืออย่างชาติไทยในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม(ที่เลียนแบบฮิตเลอร์นั้นแหละ)ก็พยายามสร้างความเชื่อว่าคนไทยเคยมีอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ นั้นคือกรุงสุโขทัยและอยุธยา จนมาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ (ชนิดเรียงกันเหมือนเข้าคิวเลย)แถมยังเป็นชาติคุณธรรมและกล้าหาญไปพร้อม ๆ กันดังคำร้องในเพลงชาติไทยนั้นคือ "ไทยนี้รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด"(ทั้งๆ ที่ไทยเองก็ไปรุกรานอาณาจักรอื่นๆ อยู่เนืองๆ ไม่ว่าลาว เขมรหรือเวียดนาม) ดังนั้นการจะให้ประเทศไทยแลนด์รุ่งเรืองเหมือนแต่ก่อนก็ต้องเชื่อผู้นำชาติพ้นภัย ที่น่ากลัวก็คือการปลุกระดมลัทธิชาตินิยมโดยใช้ภาพฝัน ๆ จะหลีกเลี่ยงการสร้างศัตรูในอดีตไม่ได้เป็นอันขาด รัฐไทยนิยมใช้ศัตรูคู่อาฆาตมาตั้งแต่ไหนแต่ไรคือพม่า โดยมีละครปลุกใจของหลวงวิจิตร วาทการเป็นเครื่องมืออันทรงพลังดังจะเห็นได้ในปัจจุบันว่าคนไทยจำนวนมากยังคงเห็นศัตรูคือพม่าจนลืมไปว่าศัตรูอื่นๆ ในอดีตก็แสบเหมือนกันไม่ว่า ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศสหรือแม้แต่อเมริกา หรืออย่างเช่นจีนนิยมปลุกระดมให้คนจีนรู้สึกแค้นเคืองชาวญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองเพื่อเป็นเกมทางการเมืองและการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับญี่ปุ่น คือความจริงทหารญี่ปุ่นก็ทำความชั่วไว้ไม่น้อยอย่างเช่นในนานกิง ทว่าการจะหยิบยกเรื่องนี้มาพูดหรือไม่พูดเป็นความตั้งใจของรัฐบาลจีนต่างหาก ข้อนี้จึงจัดได้ว่าเป็นการนำเอาภาพฝันๆ มาใช้ในด้านผิดๆ ของลัทธิชาตินิยมในยุคใหม่

นอกจากนี้ที่น่าสนใจคือกระแสชาตินิยมระดับท้องถิ่นหรือท้องถิ่นนิยม (Localism) ที่จะเน้นการสร้างภาพฝัน ๆ จากอดีตในท้องถิ่นของตน และลักษณะที่โดดเด่นที่สุดคือวีรบุรุษหรือวีรสตรีท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น ท้าวสุรนารีหรือ พระยาพิชัยดาบหัก แน่นอนว่าสำหรับบุคคลเหล่านี้มีการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์อย่างเป็นระบบอยู่แล้วโดยนักประวัติศาสตร์หรือปราชญ์ท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นหรือชาวบ้านเองกลับมีกระบวนการเลือกสรรที่จะเชื่อตามประวัติศาสตร์นั้นด้วยตัวเองและนำมาผสมกับแหล่งความรู้อื่นๆ เช่นจินตนาการ ที่เกิดจาการเล่ากันปากสู่ปาก หรือไสยศาสตร์ที่มีการเข้าทรงเจ้าพ่อหรือเจ้าแม่เพื่อให้ทราบว่าวีรบุรุษหรือสตรีเกิดที่ไหน ชอบกินอะไร มีนิสัยอย่างไร เพื่อสร้างภาพของบุคคลนั้นที่พวกตนนับถือ วีรบุรุษแห่งชาติก็สามารถเป็นวีรบุรุษของท้องถิ่นได้เช่นกัน เช่นพระนเรศวรหรือพระเจ้าตากสิน แม้แต่รัชกาลที่ห้าก็เป็นวีรบุรุษของคนกลุ่ม ๆ หนึ่งที่เรียกว่า ลัทธิบูชาเสด็จพ่อร.5ไปเสีย

ว่ากันตามจริงแล้ว ภาพฝันๆ ก็เป็นสภาวะทางจิตของเราท่านทั่วไปอันเกิดจากความไม่พึงพอใจต่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังประสบพบอยู่เช่นนึกถึงวัยเด็กที่คนส่วนมากจะมีความสุขที่สุดเพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร กิน ๆ เล่นๆ มีพรรคพวกเพื่อนฝูงมากมายจริงใจต่อกัน ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่จะมีหนังค่ายหนึ่งนิยมสร้างหนังแบบนี้โดยเฉพาะหลายเรื่อง ดึงเงินจากกระเป๋าคนดูได้อย่างทล่มทลาย ภาพฝัน ๆนี้เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนทั่วไปที่กำลังเบื่อกับสิ่งแวดล้อมไม่ว่ารถติด มีแต่ตึกราบ้านช่องเบียดกันเข้าไป อากาศเสีย อาหารมีแต่สารพิษตกค้าง ย่อมเป็นกลไกป้องกันตัวเองที่มนุษย์จะสร้างภาพฝันๆ ต่ออดีตเช่นนึกถึงสมัยบ้านยังเก่า เมืองยังดี สิ่งแวดล้อมดี คนยังยิ้มแย้ม มีความจริงใจให้กัน เป็นภาพของชุมชนจินตนาการแบบของมานี ชูใจ มานะ ฯลฯ ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่ถูกวัฒนธรรมแบบประชาชานิยมหรือ Pop culture จะหยิบฉวยอย่างเช่นนวนิยายเรื่องสี่แผ่นดินหากสร้างเป็นหนังจอใหญ่ก็จะเข้ารูปแบบภาพฝัน ๆ แบบนี้ จนถือได้ว่าแม่พลอยเป็นกุลสตรีที่เข้าตามภาพแบบฝันๆ หรืออุดมคติของสังคมไทยในขณะที่สาววัยรุ่นในปัจจุบันจำนวนมากนิยมนุ่งสายเดี่ยวหรือล่าผู้ชายเสียเอง เข้าใจว่าด้วยอิทธิพลของหนังสือและหนังคงมีคนอีกมากที่คิดเล่นๆ ว่าจะขอนั่งไทม์แมชชีนของโดราเอมอนไปใช้ชีวิตในอดีตอันแสนหวาน (หนึ่งในนั้นก็เคยมีผมรวมอยู่ด้วยแหละ)โดยหารู้ไม่ว่า ในอดีตก็มีความเลวร้ายหรือความป่าเถื่อนตามรูปแบบของตัวเอง เช่นโรคระบาด ภัยธรรมชาติ คนในอดีตทุกคนก็หาได้มีนิสัยดีอย่างที่ฝันๆ กันไม่ ไม่งั้นทำไมถึงเกิดเรื่องเกี่ยวกับโจรชุกชุมในท้องถิ่นขึ้นมาได้? ลองมาคิดดูว่าถ้าเราเกิดมาในสมัยรัชกาลที่สามหรือสี่ (ยุคนางนาค) ก็คงจะไม่ได้มานั่งอ่านคอมพ์กันหรือทำงานกินเงินเดือนอย่างสบายๆ แบบนี้ พวกเราโดยเฉพาะผู้ชายก็คงถูกเกณฑ์เป็นบ่าวไพร่ต้องทำงานหนักหรือไม่ก็เสี่ยงชีวิตออกรบกัน (เพื่ออาณาจักร ไม่ใช่เพื่อชาตินะจ๊ะ เพราะตอนนั้นชาติยังไม่เกิดเลย )

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงหนังอิงการเมืองของท่านมุ้ยไม่ว่าสุริโยทัยหรือเรื่องของพระนเรศวรที่กำลังจะออกฉายนี้ก็อาศัยภาพอันฝันๆ ในอดีตของคนไทยที่กรุงศรีอยุธยาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าแต่ก็มีวีรบุรุษและกลุ่มคนไทยใจเหี้ยมหาญมาช่วยกอบกู้บ้านเมือง สำหรับผมไม่รู้ว่าถ้าได้ดูจะหึกเหิมด้วยหรือไม่เพราะบรรพบุรุษของผมเป็นชาวล้านนาไม่ใช่ชาวกรุงเก่า ถึงแม้กษัตริย์อยุธยาจะกู้อาณาจักรไทยมาได้และเอาล้านนากลับมาเป็นของตัวเอง บรรพบุรุษของผมก็จะเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาอยู่ดี ในอนาคตไม่รู้ว่าจะมีคนสร้างหนังเรื่องพระเจ้าติโลกราชหรือพระเจ้ากือนาหรือเปล่า ? อย่างไรก็ตามภาพยนตร์แบบนี้อันจะเป็นการสร้างภาพฝันๆ สำหรับสังคมไทยในปัจจุบันที่กำลังเอือมระดากับแตกแยกและการต่อสู้กันทางการเมืองอย่างหนักหน่วง สำหรับวงการหนังฮอลลี่วู๊ดยิ่งกว่าเมืองไทยเสียอีก เพราะในช่วงต้น ๆ ที่หนังฮอลลี่วู๊ดกำลังเข้ามาตีตลาดโลกในขณะที่หนังของยุโรปกำลังเสื่อมถอยเพราะสงคราม หนังของอเมริกาจำนวนมากก็เป็นแบบ Western หรือหนังคาวบอยยิงกันเลือดสาด มีผู้ร้ายและมีพระเอกเป็นนายอำเภอชิงไหวชิงพริบทั้งในบาร์และบนหลังม้า ทั้งที่ความจริงก็จะหาความตื่นเต้นเช่นนั้นได้น้อยเต็มที แต่ก็เป็นการสร้างชุมชนในจินตนาการของประเทศที่อายุไม่มากอย่างเช่นสหรัฐฯ ส่วนคาวบอยก็กลายเป็นอัตลักษณ์ของประเทศนี้ได้อย่างดี ทั้งที่คาวบอยตัวจริงอาจจะไม่ได้เหี้ยมหาญอย่างเช่นในเรื่อง Shane หรือ Maginificent Seven (ส่วนคาวบอยคู่เกย์ในหนังเรื่อง Brokeback Mountain ของอั้ง ลีก็เป็นการรื้อถอนสัญลักษณ์ของความเป็นชายที่หนังฮอลลี่วู๊ดเฝ้าปลูกฝังมาตั้งแต่อดีตเสียใหม่ )

สำหรับหนังจีนกำลังภายในที่เข้าใจว่าคงมีแหล่งกำเนิดมาจากหนังชอว์ บาร์เดอร์ของฮ่องกงตั้งแต่ทศวรรษที่ห้าสิบก็ถือได้ว่าเป็นภาพฝัน ๆ ต่อชุมชนในจินตนาการของจีนดังคำว่า "วงการยุทธจักร"ได้อย่างดี ทั้งที่เราก็ไม่ทราบว่าในอดีตจะมีจอมยุทธที่สามารถกระโดดข้ามเขาเป็นลูก ๆ ปล่อยแสงจากสะดือหรือพระเอกเพียงคนเดียวใช้ดาบฟันทหารตายนับร้อยแบบ The Heroได้หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ จอมยุทธแพ้เทคโนโลยีอันทันสมัยของชาวตะวันตกดังเช่นขบถนักมวยในปี 1900 ในยุคของพระนางซูสีไทเฮาที่ออกมาอาละวาดไล่ทุบชาวต่างชาติตายไปเป็นจำนวนมากแต่ก็ถูกกองทัพผสมของชาวต่างชาติปราบจนเหี้ยน

อีกวงการหนึ่งที่อาศัยภาพฝันๆ อย่างหนักหน่วงก็คือการท่องเที่ยว แน่นอนว่ามีหลายที่ในประเทศไทยเคยเป็นอาณาจักรที่เก่าแก่ ดังนั้นการเพื่อดึงดูดให้คนมาเที่ยวกันเยอะๆ นอกจากทรัพยากรในท้องถิ่น จึงเป็นภาระกิจของจังหวัดและองค์กรเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่จะสร้างภาพฝันๆ สำหรับอดีตของท้องถิ่น ถึงแม้จะอาศัยข้อมูลทางโบราณคดีหรือประวัติศาสตร์ตามแบบวิชาการแต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสร้างภาพฝัน ๆ แบบเหนือจริงได้เพื่อดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมากไม่ว่างานแสงสีเสียง หรือละครอิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกระนั้นองค์กรการท่องเที่ยวยังอาศัยรูปแบบการประชาสัมพันธ์แบบไม่เป็นทางการเช่น ข่าวลือเกี่ยวกับความศักดิ์สิทธิ์ของพื้นที่นั้น ๆ (สิ่งนี้ได้ผลยิ่งกว่าการประชาสัมพันธ์ทางโทรทัศน์หรือใบปลิวเสียอีก) ว่ากันจริง ๆแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์อิงแอบกับภาพฝันๆ ในอดีตเป็นยิ่งนัก ยิ่งภาพฝันๆ ในอดีตอลังการเท่าไร เช่นมีคำร่ำลือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นอายุเป็นพันๆ ปี หรือสามารถบันดาลให้เมืองทั้งเมืองหายได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะขลังยิ่งขึ้นและคนก็จะแห่กันไปสักการะกันมากขึ้น การท่องเที่ยวก็รุ่งเรืองตาม สำหรับจังหวัดที่ประวัติศาสตร์ไม่ชัดเจน ไม่เก่าแก่ และไม่มีพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มากนักไม่เป็นไรเพื่อการท่องเที่ยวเดี๋ยวก็จะมีสิ่งเหล่านี้ออกมาเรื่อย ๆ เอง ดังคำที่เรียกว่า Commercializing Nostalgia (การทำภาพฝันๆ ให้เป็นการค้า) หรือ Nostalgia for Sale (ภาพฝันๆ เพื่อการค้า)

ขอนอกเรื่องสักหน่อยเกี่ยวกับกระบวนนี้ดังที่มหาวิทยาลัยสมัยใหม่ที่กำลังออกนอกระบบมักจะมีการจัดเอาภาควิชาประวัติศาสตร์มาคู่กับภาควิชาการท่องเที่ยว ด้วยเข้าใจว่าภาคประวัติศาสตร์เพียงภาคเดียวคงจะไม่สามารถทำเงินได้ เพราะไม่เป็น pragmatism (คำนี้ดังนะ นักวิชาการใช้ด่าผู้มีอำนาจหลายคนในรัฐบาลยุคปัจจุบัน)หรือเป็นปฏิบัตินิยม ดังนั้นจึงไม่ต้องประหลาดใจว่าวิชาประวัติศาสตร์จะไม่ใช่กระบวนการค้นหาความจริงเพื่อความจริงแต่จะเป็นการค้นคว้าหาความจริงเพื่อมารับใช้การท่องเที่ยว แสดงว่าในอนาคต วิทยานิพนธ์หรืองานค้นคว้าประวัติศาสตร์เชิงรื้อถอนความจริงอย่างเช่น การสืบค้นว่าท้าวสุรนารีมีจริงหรือไม่ ? ดังของคุณสายพินก็คงจะไม่สามารถทำขึ้นมาได้สำหรับนักศึกษาในภาคประวัติศาสตร์แบบนี้อย่างแน่นอน คงจะมีแต่วิทยานิพนธ์ที่จะช่วยสร้างภาพฝันๆ หรือ สนับสนุนความเชื่อของคนจำนวนมากไปตลอดกาล

สุดท้ายนี้ผมไม่ได้ตั้งใจจะประนามว่า Nostalgia หรือภาพฝัน ๆ เป็นสิ่งอันชั่วร้าย มันก็เป็นจิตวิทยามนุษย์ที่นำไปสู่ปรากฏการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไมได้ และมีทั้งข้อดีและเสีย ขึ้นอยู่กับว่าเราจะนำไปใช้แบบไหน นำมาใช้ประโยชน์ต่อประวัติศาสตร์หรือศาสตร์อื่นได้อย่างไร มีอีกบทความหนึ่งของผมที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกับบทความนี้และน่าสนใจ ก็คือ เพื่อนสนิท & วัยอลวน เชียงใหม่ และ Bangkokization (ลองคลิ๊กไปอ่านดูนะครับ)


Create Date : 19 ธันวาคม 2549
Last Update : 31 ธันวาคม 2552 8:42:05 น. 6 comments
Counter : Pageviews.

 
จริงๆ ตอนป.โทมีวิชานี้ด้วยแหละ

แต่ไม่ได้ลงเรียน

เสียดายเหมือนกัน


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 19 ธันวาคม 2549 เวลา:18:08:40 น.  

 
พวกโหยหาอดีต....เรานี่เอง

ขอบคุณที่มาแบ่งปันค่ะ เมื่อกลางวันเพิ่งนึกถึงคำนี้เอง ^ ^


โดย: มันจะดีเหรอคะ วันที่: 20 ธันวาคม 2549 เวลา:0:30:50 น.  

 
Nostalgie leitet sich ab von den griechischen Wörtern (คำภาษากรีก) nostos (Rückkehr การกลับ, Heimkehr, กลับบ้าน... Mit Nostalgie wurde ein krank machendes Heimweh bezeichnet, ...(สงสัยพี่หญิงก็แอบป่วย ลึกๆ คิดถึงบ้านเกิด ที่ติดทะเลทุกวัน แต่ มันเปลี่ยนไปเยอะมาก จนไม่แน่ใจว่า .....)

ใช่เลย คำนี้ เคยเปิด ดูความหมาย หลายๆครั้ง เพราะ เจอการใช้แตกต่างกันเวลา อ่านเจอ จากที่ต่างๆ


โดย: Nostalgie (grosse_erwartungen ) วันที่: 20 ธันวาคม 2549 เวลา:13:24:41 น.  

 
บ่นได้สะใจมาก


โดย: จอมยุทธไร้เงา (เฒ่าน้อย ) วันที่: 20 ธันวาคม 2549 เวลา:19:48:14 น.  

 
โดนใจๆ
ทำให้ได้คิดและสงสัยขึ้นมาหลายอย่างว่า ประวัติศาสตร์ของเรานี่จริงๆแล้ว
เป็นเช่นนั้นจริงรึเปล่า นั่นสิเนอะ
แต่ถ้ามองในแง่ดี ประเภทยอมตายเพื่อชาติได้นี่ ภาพฝันก็ทำให้เกิดประโยชน์เรื่องรักชาตินา


โดย: prncess วันที่: 21 ธันวาคม 2549 เวลา:8:19:59 น.  

 
ใช่ค่ะ ความตายอยู่กับเราทุกลมหายใจจริงๆ

ขอบคุณที่ไปแวะอ่านกันนะคะ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 21 ธันวาคม 2549 เวลา:10:11:28 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
Johann sebastian Bach
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 21 คน [?]




Alternative Blog for another world view
Friends' blogs
[Add Johann sebastian Bach's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.