Group Blog
 
All Blogs
 
ด็อกเตอร์ชิวาโก้

หากจะพูดถึงผู้กำกับที่ชอบนำเอานวนิยายมาสร้างเป็นภาพยนตร์และประสบความสำเร็จอย่างมากมาย เซอร์ เดวิด ลีน (David Lean)ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลเหล่านั้น ดังจะเห็นได้จากผลงานอลังการอันยิ่งใหญ่สองชิ้นที่ทำให้ชื่อของชาวอังกฤษผู้นี้เป็นที่รู้จักแก่ชาวโลก ไม่ว่า The Bridge on the River Kwai (1957)และ Doctor Zhivago (1965)สำหรับภาพยนตร์ ที่ดังที่สุดคือ Lawrence of Arabia (1962) ถึงแม้จะไม่ได้มาจากนวนิยายแต่ก็ดัดแปลงมาจากชีวประวัติของนักเขียนและนักผจญภัยชาวอังกฤษคนดังคือที อี ลอว์เรนซ์ ทั้งนี้ยังไม่นับภาพยนตร์ในช่วงปลายทศวรรษที่สี่สิบของลีนเช่น Great Expectations (1946)และ Oliver Twist (1948) ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายของชาร์ลส์ ดิกเกนส์ที่ได้รับความสำเร็จจนภาพยนตร์เรื่องแรกได้รับรางวัลออสก้า แม้แต่ผลงานชิ้นสุดท้ายของเขาคือ Passage of India (1984) ก็ดัดแปลงมาจากนวนิยายชื่อเดียวกันของ อี เอ็ม ฟอร์สเตอร์ ส่วนงานชื่อดังของเขาที่ดัดแปลงมาจากละครได้แก่ Brief Encounter (1945) และ Summertime (1955) การดัดแปลงนวนิยายมาเป็นภาพยนตร์นี้เป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ยิ่งเป็นนวนิยายชื่อดังที่มีคนอ่านชื่นชมไปทั่วโลก ย่อมเปิดโอกาสให้ผู้เขียนบทและผู้กำกับโดนโจมตีเสียเละเทะเพราะคนดูล้วนมีภาพของตัวละครอยู่ในจินตนาการอยู่แล้วการมาเปรียบเทียบหน้าตาและบุคลิกย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญคนเขียนบทจะต้องมีการลำดับเรื่องเสียใหม่เพราะหนังสือกับภาพยนตร์มีมิติในการถ่ายทอดเรื่องได้แตกต่างกัน ดังนั้นหากผู้เขียนบทลำดับเรื่องไม่ดีคือเยิ่นเย้อหรือรวบรัดเกินไปก็จะโดนแฟน ๆ ตำหนิเอาได้แต่ลีนมักจะทำได้โดยไม่ต้องพบกับเรื่องอันเลวร้ายเหล่านั้น





(เซอร์ เดวิด ลีน)


ในบรรดาภาพยนตร์ของลีนนั้น ด็อกเตอร์ชิวาโก้ถือได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่อื้อฉาวที่สุดคือมีคนนิยมดูกันมากด้วยมีความงดงาม ปราณีตได้รับรางวัลออสก้าถึงห้าสาขาและเป็นภาพยนตร์คลาสสิกจนมาถึงปัจจุบันแต่ก็ถูกนักวิจารณ์ในยุคนั้นโจมตีเสียยับเยินแม้จะไม่เกี่ยวกับความสามารถในการดัดแปลงมาจากหนังสือก็ตามแต่ลีนต้องถอดใจเว้นว่างการทำภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ไปเกือบยี่สิบปี (ที่น่าเศร้าคือภาพยนตร์ฟอร์มไม่ยักษ์อย่างเช่น Ryan's Daughter ที่เขาทำคั่นกลางในปี 1970ก็ไม่ประสบผลสำเร็จในเรื่องคำวิจารณ์อีกเช่นกัน) อย่างไรก็ตามด็อกเตอร์ชิวาโก้เองก็โด่งดังมานับตั้งแต่เป็นนวนิยายแล้ว คนเขียนเป็นนักเขียนรางวัลโนเบลไพร์ซชาวรัสเซียนามว่าบอรีส ปาสเตอร์แน็ค (Boris Pasternak) เขาเกิดเมื่อปี 1890 เป็นนักเขียนนักกวีที่ผลิตผลงานชื่อดังออกมาหลายเล่ม แน่นอนว่าชีวิตของเขาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมากับเหตุการณ์ทางการเมืองที่สำคัญของรัสเซียไม่ว่า การโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟและการขึ้นมามีอำนาจของพรรคบอลเชวิคในปี 1917 รวมไปถึงสงครามกลางเมืองของรัสเซียที่รุนแรง ผลาญชีวิตชาวรัสเซียไปมากย่อมเป็นแหล่งข้อมูลในการเขียนนวนิยายขนาดยาวคือด็อกเตอร์ชิวาโก้ที่ปาสเตอร์เน็ตต้องใช้เวลาเขียนและเรียบเรียงถึงกว่าสี่สิบปีจนสำเร็จในปี 1956 ด้วยเนื้อหาที่ส่อไปในการโจมตีพรรคคอมมิวนิสต์ย่อมทำให้มีการตีพิมพ์นวนิยายเรื่องนี้ในสหภาพโซเวียตไม่ได้เป็นอันขาดจนต้องมีการลักลอบเอาตีพิมพ์ที่อิตาลีและประสบความสำเร็จ ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศขายดีไปทั่วโลก แต่ตัวคนเขียนเองต้องพบกับแรงกดดันอย่างหนักหน่วงจากพรรคคอมมิวนิสต์จนต้องปฏิเสธไม่รับรางวัลโนเบลในปี 1956 แต่ทางปาสเตอร์แน็คก็ถูกยกว่าเป็นผู้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้อยู่ดี เขาต้องจ่ายค่ารางวัลด้วยราคาแพงนั้นคือถูกโจมตีและข่มขู่จากทางการอยู่ตลอดเวลาแม้จะไม่ถูกจับติดคุกหรือประหารชีวิตจนเขาเสียชีวิตในปี 1960 ชาวรัสเซียต้องรอให้ถึงปี 1988 ที่ด็อกเตอร์ชิวาโก้ได้รับการตีพิมพ์ในประเทศแม่ของตนเสียที





ด็อกเตอร์ชิวาโก้มีฉากคือช่วงต้นศตรรษที่ยี่สิบอันเป็นห้วงเวลาที่ราชวงศ์โรมานอฟภายใต้การปกครองของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่สองกำลังตกต่ำอย่างหนัก พระเอกคือยูริ ชิวาโก้ (โอมาร์ ชารีฟ)ชายหนุ่มผู้กำพร้าพ่อแม่แต่ได้รับการอุปถัมภ์จากอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งและภรรยา เมื่อชิวาโก้เติบโตขึ้นก็เข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ทั้งที่ตัวเองมีความสามารถในการแต่งกวี และได้รับการคาดหวังจากท่านศาสตราจารย์ผู้บัดนี้เกษียณอายุแล้วให้แต่งงานกับลูกสาวคือทอนย่า (เจอราดีน เชปลิ้น)ซึ่งก็หลงรักชิวาโก้เหมือนกัน เขาเข้าฝากเนื้อฝากตัวเรียนกับศาสตราจารย์บอรีส เคิร์ต (เจฟเฟอร์รี่ คีน) และภาพยนตร์ก็ได้ตัดมายังชีวิตของเด็กสาวคนหนึ่งนามว่าลาริสสา อันติโปวา หรือลาร่า(จูลี่ คริสตี้) ลูกสาวของช่างตัดผ้าซึ่งได้รับการช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดจากทนายผู้ทรงอิทธิพลคือวิคเตอร์ โคมารอฟสกี้ (ร็อด สไตเกอร์) แต่แล้วลาร่าก็ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับวิคเตอร์และต้องพบกับความอับอายอย่างมากเมื่อแม่มารู้เรื่องเข้า เธอจึงพยายามฆ่าตัวตายในคืนวันหนึ่ง วิคเตอร์ได้ติดต่อขอให้นายแพทย์ซึ่งรู้จักกันให้มาช่วยเหลือ นายแพทย์ท่านนั้นคือเคิร์ตนั้นเอง เขาได้พาชิวาโก้มาเป็นลูกมือที่บ้านของวิคเตอร์ด้วย จึงเป็นครั้งแรกที่ชิวาโก้ได้พบกับลาร่าทั้งที่ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยขึ้นรถรางคันเดียวกันแต่เพียงในฐานะคนแปลกหน้า

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นลาร่าเองมีเพื่อนชายคนสนิทนามว่าปาชา อันติปอฟ (ทอม คอร์ทเทเนย์) ผู้ที่มีหัวคิดทางการเมืองรุนแรง เขาแจกใบปลิวและเข้าร่วมกับขบวนการประท้วงพระเจ้าซาร์อย่างสันติทว่าถูกปราบปรามอย่างทารุณ (ทำให้นึกถึงภาพยนตร์เรื่อง Battleship Potemkin ของเซอร์ไก ไอเซนสไตน์ก็เสนอฉากการปราบปรามนี้แต่ได้ทำยอดเยี่ยมน่าสะเทือนใจกว่าด็อกเตอร์ชิวาโก้มาก) ปาชาหลบหนีมาได้ ต่อมาเขาพยายามเจรจากับวิคเตอร์ให้แยกทางกับลาร่าเพื่อที่ว่าเขาจะได้แต่งงานกับเธอ แต่ทนายเฒ่ากลับปฏิเสธด้วยความหึงหวง วิคเตอร์พยายามเหนี่ยวรั้งลาร่าไว้โดยการข่มขืนเธอ ด้วยความเดือดดาลสุดจะพรรณนา ลาร่าตามไปสังหารวิคเตอร์ที่งานเลี้ยงวันคริสต์มาสด้วยปืนพกที่ปาชาเคยฝากเธอไว้แต่ไม่สำเร็จ ในงานนั้นก็มีชิวาโก้และครอบครัวเข้าร่วม จึงเป็นครั้งที่สองที่เขาได้พบเห็นเธออีกครั้ง ชิวาโก้ได้ทำแผลให้วิคเตอร์ วิคเตอร์ออกปากยกลาร่าให้แก่ชิวาโก้แต่ลาร่าซึ่งไม่ถูกดำเนินคดีกลับไปแต่งงานกับปาชา ส่วนชิวาโก้แต่งงานกับทอนย่ามีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน




(ในงานเลี้ยงวันคริสต์มาส ลาร่ากำลังมองหาวิคเตอร์เพื่อล้างแค้น)


ชีวิตของชาวรัสเซียได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลเมื่อพระเจ้าซาร์ทรงตัดสินพระทัยส่งทหารเข้าร่วมรบสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ชิวาโก้ถูกเกณฑ์ให้ไปเป็นนายแพทย์ประจำกองทัพ เช่นเดียวกับปาชาซึ่งไปเป็นทหารและลาร่าเป็นนางพยาบาลด้วยเหตุผลหนึ่งว่าเพื่อตามหาปาชาถึงแม้จะมีข่าวว่าเขาเสียชีวิตแล้ว ทั้งชิวาโก้และลาร่าได้พบกันอีกครั้งในฐานะเพื่อนร่วมงานกันในแนวหน้า ทหารรัสเซียจำนวนมากต้องเสียชีวิต ส่วนที่เหลือไม่มีแก่ใจในการรบจึงก่อการจราจลและหนีทัพกันเป็นกองทัพใหญ่ ชิวาโก้และลาร่าจำต้องติดตามคนเหล่านั้นไป และแล้วรัสเซียก็ถอนตัวออกจากสงครามหลังจากที่ราชวงศ์โรมานอฟถูกโค่นล้มในปี 1917 แต่ประเทศอันกว้างใหญ่แห่งนี้กลับมาเผชิญกับสงครามกลางเมืองเป็นเวลาห้าปีระหว่างพวกบอลเชวิค (กองทัพแดง) กับพวกภักดีเจ้า ,พวกนิยมศาสนา ,พวกต่อต้านคอมมิวนิสต์รวมไปถึงพวกเมนเชวิคบางกลุ่ม (กองทัพขาว) กองทัพขาวยังได้รับการสนับสนุนจากประเทศตะวันตกไม่ว่าอเมริกา ญี่ปุ่น แคนาดา ฝรั่งเศส ฯลฯ ด้วยความวุ่นวายทางการเมืองเช่นนี้ถึงแม้ทั้งชิวาโก้และลาร่าจะมีใจให้แก่กันอย่างลึกซึ้งแต่ทั้งคู่ไม่อาจจะสานความสัมพันธ์กันได้มากกว่านี้ ในที่สุดชิวาโก้เดินทางกลับไปมอสโคว์ พบว่าแม่ยายของเขาเสียชีวิตไปแล้ว และบ้านของพ่อตาเขาบัดนี้ถูกรัฐยึดให้ผู้ยากไร้เข้ามาอาศัยอยู่ด้วยด้วยหลายครอบครัว ตามนโยบายของคอมมิวนิสต์ เมื่อเกิดเรื่องกระทบกระทั่งกัน นายทหารชั้นผู้ใหญ่คนหนึ่งเดินทางมาช่วยเหลือเขา ซึ่งชิวาโก้ก็รู้ดีว่าเขาเป็นพี่ชายที่พลัดพรากกันมานานนามว่าเยฟกราฟ ชิวาโก้ (อเล็กซ์ กินเนส) เยฟกราฟแนะนำให้ชิวาโก้และครอบครัวอพยพหนีออกจากมอสโคว์เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา ผู้เป็นน้องชายพร้อมลูกภรรยาและพ่อตาก็เดินทางไปกับรถไฟเพื่ออาศัยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของครอบครัวที่วารีกิโน่ แถบเทือกเขาอูรัล หลังจากอาศัยอยู่ในเมืองนั้นอย่างสงบสุขเป็นเวลานาน ชิวาโก้เดินทางไปที่เมืองยูเรียตินซึ่งอยู่ใกล้ ๆและได้พบกับลาร่าในห้องสมุดประจำเมืองนั้น...




(ทหารรัสเซียที่ไปรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในภาพยนตร์)


ลีนใช้สถานที่ถ่ายทำด็อกเตอร์ชิวาโก้เกือบทั้งหมดในสเปนและฟินแลนด์ ที่น่าสนใจก็คือสเปนขณะนั้นอยู่ในยุคที่จอมพลฟรังโก้มีอำนาจ อาจเพราะภาพยนตร์ต้องการโจมตีคอมมิวนิสต์ในขณะที่ฟรังโก้เป็นฟาสซิสต์ กระนั้นภาพยนตร์เองก็มีบางส่วนที่โจมตีลัทธิฟาสซิสต์เหมือนกัน ลีนสามารถถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติของทั้งสองประเทศได้อย่างหมดจรด บางฉากหากใครได้ดูลอว์เรนซ์ออฟอาระเบียจะรู้ว่าลีนหันมาใช้กลยุทธแบบเก่าๆ นั้นคือถ่ายภาพจากมุมไกลให้เห็นกองทหารกำลังควบม้าฝ่าหิมะอันหนาวเหน็บไปอย่างช้า ๆ ในขณะที่เรื่องแรกนั้นเป็นฝ่าทะเลทรายอันร้อนระอุและเวิ้งว้างอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เขาถูกโจมตีว่าใช้เทคนิคซ้ำซาก แต่ว่าเพลงประกอบโดยมอริส จาร์ร์ได้ทำให้ภาพยนตร์ดูมีพลังน่าสะเทือนใจกับสภาพของสังคมรัสเซียในช่วงสงครามกลางเมือง แต่ก็ในหลายครั้งก็เปี่ยมด้วยอารมณ์แห่งความอ่อนไหวในห้วงรักโดยมีธีมหลักที่ชื่อ Lara's theme ซึ่งต่อมาถูกดัดแปลงใส่เนื้อร้องไปเป็นเพลงป็อบชื่อดังที่ชื่อ Somewhere My Love และจาร์ร์ก็เป็นหนึ่งที่ได้รับรางวัลออสก้าสาขาเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่ผู้โชคดีที่สุดในเรื่องนี้คือโอมาร์ ชารีฟเพราะตอนแรกเขาต้องการแค่รับบทเป็นปาชา แต่ว่าปีเตอร์ โอทูลซึ่งลีนตั้งใจจะให้มารับบทเป็นชิวาโก้ได้บอกปฏิเสธไป ด้วยบทชิวาโก้นี้ทำให้ชารีฟเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกยิ่งกว่าลอว์เรนซ์ออฟอาระเบียที่เขารับบทเป็นพระรอง แน่นอนว่าเขาจึงกลายเป็นตัวตนของชิวาโก้สำหรับคนทั่วไปที่ชมภาพยนตร์มากกว่าอ่านหนังสือ

ลีนและคณะตั้งใจให้ภาพยนตร์มีความซื่อสัตย์ต่อนวนิยายมากที่สุดแม้ว่าจะหลีกเลี่ยงในการดัดแปลงไม่ได้เช่นพล็อตเรื่องย่อยของตัวประกอบอื่นๆ ก็ต้องตัดออกไป เขาได้ให้หลายต่อฉากแสดงถึงตัวตนของชิวาโก้ว่าเป็นเขาเป็นคนที่มีจิตใจงดงาม มีความปรารถนาช่วยเหลือชีวิตเพื่อนมนุษย์ไม่ว่าตอนที่เขาพยายามไปช่วยผู้ชุมนุมประท้วงหลายคนซึ่งนอนบาดเจ็บหลังการปราบปรามโดยไม่ใส่ใจต่อคำเตือนของทหารหรือตอนที่ถูกพวกแดงบีบบับคับให้ไปเป็นนายแพทย์ประจำกองทัพ เขาเร่งรีบไปช่วยเหลือพวกขาวซึ่งบาดเจ็บสาหัสจากการถูกยิง นอกจากนี้ชิวาโก้ยังเป็นคนอ่อนไหวง่ายดังที่เขาน้ำตาไหลบ่อย ๆ เมื่อพบกับเหตุการณ์ที่สะเทือนใจ กระนั้นมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาแสดงเด็ดเดี่ยวโดยการไม่ใส่ใจต่อความคิดของพวกคอมมิวนิสต์ถึงแม้จะได้รับคำขู่ว่าจะแจ้งให้ทางพรรคทราบ ทั้งที่เรื่องนี้สำคัญมากหากใครถูกตราหน้าหรือกล่าวหาว่าเป็นพวกต่อต้านการปฏิวัติหรือ counter revolutionของพรรคบอลเชวิค ก็จะถูกจับ ถูกทารุณและสังหารในที่สุด ชิวาโก้จึงเปรียบได้กับปัญญาชนหัวเสรีนิยมที่ไม่ได้อินังขังขอบกับการเมืองและสนใจในเรื่องบทกวีและรักเพื่อนมนุษย์(ดังชื่อของเขาที่แปลว่า "ชีวิต") ในขณะที่ชิวาโก้ถูกการเมืองเล่นงานจนชีวิตต้องแทบแตกสลาย เขายังต้องพบกับกับความขัดแย้งทางคุณธรรมนั่นคือความสัมพันธ์ที่ต้องเลือกระหว่างภรรยาและผู้หญิงที่ตัวเองรักจริง ๆ ส่วนตัวแทนของความแข็งกระด้างของฝ่ายอำนาจก็คือปาชาซึ่งความจริงแล้วไม่ได้เสียชีวิตในสมรภูมิและกลายเป็นผู้มีอิทธิพลของพรรคบอลเชวิค เขาได้พบกับชิวาโก้อีกครั้งโดยบังเอิญตอนที่รถไฟทั้งสองขบวนที่ทั้งคู่อาศัยมาจอดอยู่บนรางใกล้ๆ กัน ปาชาเมื่อได้ยินชิวาโก้พูดถึงลาร่ากลับแสดงความรู้เย็นชา ไม่ใส่ใจ ราวกับภาพยนตร์ต้องการจะบอกว่าสงครามและลัทธิการเมืองได้ทำให้มนุษย์แข็งกระด้าง ส่วนอีกคนหนึ่งก็คือเยฟกราฟ พี่ชายของชิวาโก้ซึ่งความจริงแล้วเป็นตัวละครที่ปรากฏเป็นคนแรกในภาพยนตร์ที่เปิดเรื่องโดยการที่เขาเดินทางมาตามหาหลานสาวของเขาซึ่งเป็นลูกของชิวาโก้และลาร่า แล้วจึงเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของชิวาโก้ให้ผู้หญิงที่เขาสงสัยว่าเป็นหลานของตนฟัง เราอาจจะเปรียบการตามหาเช่นนี้ได้ว่าเป็นเหมือนกับความแข็งกระด้างของมนุษย์ที่ลึก ๆ แล้วปรารถนาความอ่อนโยนและความงดงามของจิตวิญญาณ ฉากสุดท้ายของภาพยนตร์ที่เด็กสาวคนนั้นพร้อมคู่รักเดินผ่านรถคาดิแล็คประจำตำแหน่งของเยฟกราฟที่จอดอยู่มาดูเหมือนกับจะบอกว่าความเท่าเทียมกันในสหภาพโซเวียตไม่มีจริงอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อไว้




(เยฟกราพกับเด็กสาวที่เชื่อว่าเป็นลูกของชิวาโก้และลาร่า)


ถึงแม้ภาพยนตร์กับหนังสือที่มีรายละเอียดแตกต่างกันมากมายแต่ก็ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน เข้าใจว่าสิ่งหนึ่งที่เปรียบกับโซ่โยงไว้ให้ทั้งสองมีเสน่ห์ชวนติดตามสำหรับผู้ชมรุ่นใหม่ก็คือสารเหนือกาลเวลาที่จะบอกว่า มนุษย์ไม่ว่ายุคสมัยไหนล้วนแต่มีการแย่งชิงอำนาจ คนที่เดือดร้อนก็คือประชาชนตาดำๆ รวมไปถึงคนแบบด็อกเตอร์ชิวาโก้ซึ่งมีอยู่มากมาย เพียงแต่ว่าพวกเขาไม่ได้สนใจจะโฆษณาตัวเองแบบไฮโซไฮเซ่อ หรือดาราหรือนักการเมืองจอมปลอมจำนวนมากที่กำลังลอยหน้าลอยตาอยู่ในโทรทัศน์กับหนังสือพิมพ์ ด้วยพวกเขาอาจเห็นว่าความสุขจากการดื่มด่ำกับการช่วยเหลือผู้อื่นและศิลปะอันใสบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่จริงแท้กว่ากระมัง



Create Date : 18 กันยายน 2550
Last Update : 5 เมษายน 2551 21:56:44 น. 17 comments
Counter : Pageviews.

 
เป็นหนังจากหนังสือที่คลาสสิคอีกเรื่องค่ะ เห็นด้วยกับประโยคนี้มากๆ

"มนุษย์ไม่ว่ายุคสมัยไหนล้วนแต่มีการแย่งชิงอำนาจ คนที่เดือดร้อนก็คือประชาชนตาดำๆ "

ปล. Fuji S8000 มาแล้วค่ะ


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 18 กันยายน 2550 เวลา:16:51:25 น.  

 
โดนโจมตีซะถอดใจไปเกือบยี่สิบปี -- คนถือปากกานี่ร้ายนะคะ


โดย: เป๋อน้อย วันที่: 18 กันยายน 2550 เวลา:17:32:00 น.  

 
โอ้...หนังสือเล่มนี้เคยตั้งใจว่าจะอ่านตอนที่นั่งรถไฟสายทรานส์ ไซบีเรีย..แต่สุดท้ายก็เก็บไว้ใต้หมอน นอนคอยฝันดี ^^

ส่วนที่เป็นหนังนั้น บอกตามตรงเลยว่าไม่ว่าจะกี่ภาคก็ดูแล้ว "ง่วง" ค่ะ ไม่รู้ว่าเพราะหัวไม่ถึง หรือหนังมันยาวเกินไปกันแน่ คือพอเป็นหนังแล้วรู้สึกว่ามันต้องนั่งดูรวดเดียวให้จบ ในขณะที่ถ้าเป็นหนังสือมันยังพัก เว้นวรรคได้บ้าง


โดย: Charlotte Russe วันที่: 18 กันยายน 2550 เวลา:18:21:33 น.  

 
หนังที่สร้างจากหนังสือนี่ ผู้กำกับต้องคิดให้หนักจริงๆ ค่ะ เพราะมันไม่สามารถใส่รายละเอียดได้ลึกซึ้งเหมือนในหนังสือ แต่ก็ต้องทำออกมาให้คนดูประทับใจ ต้องมานั่งเดาอีกว่า ดึงฉากไหนออกมาถึงจะทำให้คนดูชอบ...

ยากไม่ใช่เล่นเลย


โดย: กวางตุ้งหวาน วันที่: 18 กันยายน 2550 เวลา:19:49:44 น.  

 
ยกให้ลินจริง ๆ ครับสำหรับมือฉมังในการเอาหนังสือมาเป็นหนัง

เรื่องหนึ่งที่นึกถึงทันทีเมื่อว่าถึงหนังที่สร้างจากหนังสือคือ The Hours ครับ ตอนเป็นหนังสือก็อ่านยากอยู่แล้ว ยังคิด ๆ อยู่ว่าจะออกมารูปไหนตอนเป็นหนัง แต่พอได้เห็น ยกมือให้ผู้กำกับเลยครับ


โดย: เจ้าชายไร้เงา วันที่: 19 กันยายน 2550 เวลา:12:32:11 น.  

 
เสียเซลฟ์ไป 20 ปีนี่น่าสงสารนะคะ

แต่คุณปู่โอมาร์ ฌารีฟนี่แกหล่อละลายหัวใจสาวๆ มากเลยค่ะ

หนูตกหลุมรักคุณปู่แกเรื่อง Lawrence of Arabia เนี่ยแหละค่ะ


โดย: waidhaya วันที่: 19 กันยายน 2550 เวลา:15:24:57 น.  

 
อุตส่าห์รอลุ้นว่าคุณบาคจะตีความว่าอะไร ...ไม่ยอมเล่นกะเรา


โดย: เป๋อน้อย วันที่: 19 กันยายน 2550 เวลา:18:29:02 น.  

 
ไม่ลืม หรอกค่ะ มาอ่านงาน
ของคุณบาคประจำเลย..ส่วนใหญ่จะมา
อ่านก่อนนอน เป็นความรู้อ่ะค่ะ..

อย่าง ด๊อกเตอร์ชิวาโก้ ญ่าเองไม่เคยดูเลย หรืออาจจะผ่านตา อ่านแล้วทำให้สนใจมากขึ้นค่ะ อยากไปหามาดูเลย


โดย: นู๋ญ่า (kayook ) วันที่: 20 กันยายน 2550 เวลา:20:16:58 น.  

 
ไม่รู้จักอ่ะ เศร้า T_T

แต่เท่าที่อ่านของคุณ BACH แล้วก็รู้จักขึ้นมานิดนึงแล้วคะ ไม่ได้แวะมาตั้งนานหวังว่ายังจำกันได้นะคะ เคยบอกว่าจะตามมาอ่านบทความ แต่ถึงตอนนี้ยังอ่านไม่หมดเลยคะ เยอะมากๆเลย อย่าลืมกันนะคะ

keep ur smile na ka


โดย: pasuta วันที่: 21 กันยายน 2550 เวลา:4:56:54 น.  

 
เฮย เซ็งวะ เจอใครสวย ก็มีแฟนกันหมด เออ ไม่ได้อ่านหลอกนะ มันยาว เออ อัฟ เพลงมั่งซิ เพลงคลาสิกก็ดีน่ะ มัน วังเวง วะ


โดย: kof_of (kof_of ) วันที่: 21 กันยายน 2550 เวลา:5:54:14 น.  

 
click to comment
<
<
ขออนุญาตไล่ดูบทความเก่าของคุณนะ

ครับ


โดย: มหาสำลี (มหาสำลี ) วันที่: 23 กันยายน 2550 เวลา:20:07:04 น.  

 
โอ้ เรื่องเป็นอย่างนี้นี่เองค่ะ


โดย: Too Optimistic วันที่: 24 กันยายน 2550 เวลา:15:09:36 น.  

 
เคยดูหลายปีมาแล้ว หนังยาวมาก จำได้ลางๆ ว่านางเอกในเรื่องอายุประมาณ 18 หรือเปล่าคะ แต่ดูเป็นสาวเกินอายุมาก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเราตอนอายุเท่ากัน (เมื่อไม่นานมานี้ ) ซึ่งกะโปโลมากกกก

ชอบดนตรีประกอบของเรื่องนี้ค่ะ ฟังแล้วนึกถึงหิมะตกจริงๆ เลย Maurice Jarre ผู้ประพันธ์เคยมาเปิดคอนเสิร์ตที่เมืองไทยด้วย มีรายการโทรทัศน์สัมภาษณ์


โดย: snodgrass วันที่: 20 ตุลาคม 2550 เวลา:19:01:41 น.  

 
มาตีตั๋วชม Doctor Zhivago ครับ ขอบคุณครับ


โดย: Zhivago วันที่: 2 ธันวาคม 2550 เวลา:17:31:49 น.  

 
ชอบหนังเรื่องนี้มาก เวลาผ่านไปเร็วเหลือเกินตอนที่ดู ฉากเปิด และฉากจบงดงาม

แต่ผมชอบเรียกหนังเรื่องนี้ด้วยนิสัยเสียว่า "ดร.ชิวาว่า"


โดย: yuttipung วันที่: 2 ธันวาคม 2550 เวลา:22:57:58 น.  

 
ชื่นชมยิ่ง ๆ ค่ะ
เรื่องนี้ ดูกี่ครั้ง ก็ซึ้งมาก
ดูครั้งแรกที่ เฉลิมไทย ตรงข้ามภูเขาทอง บัดนี้เป็นพระที่นั่งเจษฎาบดินทร์
ไปแล้วนะคะ

ขอบคุณที่นำมาลงให้ได้อ่านกันค่ะ


โดย: tiki_ทิกิ วันที่: 6 เมษายน 2551 เวลา:0:33:06 น.  

 
พูดถึงเดวิด ลีน ผมละนึกทึ่งเสมอในความอลังการงานสร้าง จนหนังสมัยนี้ทำแบบที่ลีนทำก็คงเจ๊ง


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 7 เมษายน 2551 เวลา:20:35:21 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
Johann sebastian Bach
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 20 คน [?]




Alternative Blog for another world view
Friends' blogs
[Add Johann sebastian Bach's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.