|
|
|
Red Violin
ภาพยนตร์เรื่อง Red Violin น่าจะได้แรงบันดาลใจมาจาก Antonio Stradivari นายช่างชาวอิตาเลี่ยนในช่วงศตวรรษที่ 17 ซึ่งทำไวโอลินที่มีคุณลักษณะยอดเยี่ยม หาค่าไม่ได้ หากนักดนตรีใดครอบครองถือว่าจะเป็นเกียรติแก่ตนเองอย่างมาก ในปัจจุบันยังมีความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ในการศึกษาเนื้อของไม้ว่าประกอบด้วยอะไรจึงทำให้เสียงดีปานนั้น(และยังเป็นดารารับเชิญในหนังเรื่องนี้อีกด้วย) ซึ่งก็เป็นแรงบันดาลใจสำหรับหนังเรื่องนี้ที่มีการนำไวโอลินสีแดงไปวิเคราะห์เหมือนกัน
สำหรับผู้กำกับหนังเรื่องนี้ที่ชื่อ Francois Girard หากสืบประวัติแล้วจะอึ้งมากกว่าหนังเสียอีกเพราะเขากำกับหนังเรื่องนี้ในปี 1998 เป็นเรื่องแรกและเรื่องล่าสุด (แสดงว่าหลังเรื่องนี้แล้วไม่รู้จะทำหนังอะไรดี) ก่อนหน้านั้นงานของเขาเป็นสารคดีเกี่ยวกับเพลงคลาสสิค เช่น Yo-Yo Ma Inspired By Bach สำหรับโยโย มาเป็นนักเชลโล่เชื้อสายจีนแต่เติบโตในอเมริกา (ที่ว่ากันว่าเป็นนักเชลโล่ที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลก) และ Thirty Two Short Films about Glen Gould ซึ่งเป็นหนังชีวิตของนักเปียโนชื่อดังของโลกคือ Glen Gould หนึ่งในผลงานชั้นเยี่ยมของ Gould ก็คือ การเล่นเพลง Goldberg Variations ของ Bach เจ้าเดิม จึงไม่น่าประหลาดใจว่าจะมีอิทธิพลอย่างมากในเรื่องย่อยเรื่องแรกของ Red Violin ที่ลืมไม่ได้คือ Sountrack ของหนังเรื่องนี้โดดเด่นมากจนได้รับรางวัล ออสก้ามากอดเพราะเป็นเพลงประกอบที่ฟังแล้วแสนเศร้า รู้สึกบาดเจ็บข้างในลึกๆ แต่งโดยJohn Corigliano ผู้เล่นไวโอลินตัวจริงคือ Joshual Bell ภายใต้การกำกับโดยEsa-Pekka Salonen และวง Phiharmonia Orchestra ของอังกฤษ
หากดูให้ดีแล้วหนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงแต่ชีวิตของคนเพียงอย่างเดียว คิดว่าคนทำหนังอาจจะต้องการสะท้อนแนวคิดหรือเอกลักษณ์ของยุคในแต่ละยุคดังต่อไปนี้
ในเรื่องย่อยเรื่องแรกของ Red Violinฉากเป็นชนบทและกรุงเวียนนาของออสเตรีย เวลาน่าจะอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 17-18 ยุคหลังโมซาร์ต เพราะ คือมีการคาดหวังว่าเจ้าหนู Kaspar Weiss เด็กกำพร้าที่ตัวติดกับไวโอลินอาถรรพ์คันนี้น่าจะกลายเป็น Wunderkind หรือเจ้าเด็กอัจฉริยะ แบบโมซาร์ต ในตอนแรกนี้ยังเป็นยุคดนตรี Baroque หรือดนตรีที่ยังแนบชิดกับศาสนาดังที่จะเห็นได้ว่าไวโอลินไปตกอยู่กับเจ้าหนูไวสซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่ได้รับการอุปถัมน์จากทางโบสถ์ (มาคิดดูแล้วGirard น่าจะได้แรงบรรดาลใจมาจากชีวิตของ Antonino Vivaldi คีตกวีในยุค Baroque อีกท่านเจ้าของเพลง Four Seasons ที่เป็นนักดนตรีไปพร้อมๆ กับพระผมสีแดงที่มีเครื่องดนตรีหลักคือไวโอลิน) หนังอาจจะต้องการสื่อ การตายของเจ้าหนูไวสส์ที่มาเกิดจากหัวใจล้มเหลว ว่าเปรียบได้ดัง พระสงค์ของพระเจ้าที่มนุษย์ผู้ต่ำต้อยสุดแสนจะเดาได้ยากยิ่ง
สรุปได้ว่าเรื่องแรกเกี่ยวกับศาสนา
เรื่องย่อยที่สองคือ ยุคต่อมาในอังกฤษ น่าจะเป็นปลาย ศตวรรษที่สิบเก้า ถึงต้นศตวรรษที่ยี่สิบไวโอลินสีแดง (และไพ่ยิปซีของยายแก่)ได้พาคนดูติดตามไปดูดนตรีคลาสิคในยุคโรแมนติกนั่นคือยุคที่ดนตรีเน้นเรื่องอารมณ์หรือการแสดงออกภายในเป็นหลัก Frederik Pope นักไวโอลินหนุ่มหัวขบถที่เปี่ยมด้วย ความรุนแรงในอารมณ์ดนตรีและเรื่องเพศ การฆ่าตัวตายในตอนท้ายของโป๊ปเป็นสิ่งที่เกิดจากการตัดสินใจและการกระทำของเขาเองไม่ใช่ไม่มีที่มาที่ไปแบบเจ้าหนูไวสส์
เรื่องที่สองถือได้ว่าเกี่ยวกับปัจเจกชนและอารมณ์
และเพื่อหนังจะได้เป็นสะท้อนโศกนาฏกรรมของของคนทั่วโลกทั้งหมด ไวโอลิน(และไพ่ยิปซีของยายแก่) ก็พาคนดูไปยังประเทศจีน ผ่านคนรับใช้ของโป๊ปที่ยักยอกเอาไวโอลินไปขายยังร้านเซ็งลี้เครื่องดนตรีในบ้านเกิดเมืองนอนของเขา และเวลาก็ล่วงมาถึงทศวรรษที่ หกสิบ ในช่วงที่ประเทศจีนกำลังเข้าสู่ยุคปฏิวัติวัฒนธรรมที่มีโต้โผใหญ่คือนางเจียงชิงภรรยาของประธานเหมา เจ๋อตงและหลินเปียว ฉากเปิดเรื่องเป็นการเต้นรำของเยาวชนประธานเหมาพร้อมกับเพลงสรรเสริญท่านประธานซึ่งถือว่าฮิตที่สุดในยุคนั้น
ในช่วงนั้นดนตรีคลาสสิกถูกมองว่าเป็นของต่างชาติและของชนชั้นกลางหรือพวกนายทุนที่ต้องถูกกำจัดให้หมดไป (ต่อให้อ้างเหมือนในหนังว่าเล่นแต่ Symphony หมายเลย 6 ของ Beethoven ที่สะท้อนถึงชีวิตชนบทหรือกรรมาชีพหรือดนตรีของ Sergei Prokofiev นักดนตรีรัสเซีย ก็ไม่มีใครยอมรับ) นักดนตรีหรือครูสอนดนตรีคลาสสิกจะถูกพวก Red Guard หรือเยาวชนที่ถือเหมาเป็นพระเจ้า(ในเรื่องนี้คือเด็กสาวที่ท่าทางเขื่องๆ) บังคับให้เอาเครื่องดนตรีไปเผา ทุบตีจนตายหรือส่งไปค่ายดัดสันดาน แต่ในเรื่องนี้ครูเพลงได้รับการปกป้องจากเจ้าของไวโอลินสีแดงตัวจริง (ซึ่งก็เป็น Red Guard เหมือนกัน)เลยต้องเอาไวโอลินไปเผาไฟแค่นั้น ซึ่งคนดูก็รู้โดยอัตโนมัติว่าที่ถูกทิ้งในกองไฟไม่ใช่ไวโอลินสีแดง และหนังก็ได้พาคนดูไปยังยุคหลังจากที่เติ้ง เสี่ยวผิงปฏิรูปเปิดประเทศในยุคทศวรรษที่แปดสิบ ที่มีฉากเป็นตึกสูง ๆ ในตอนที่ตำรวจรุดไปตรวจสอบการเสียชีวิตของครูเพลง ส่วนเด็กแว่นซึ่งนั่งฟังเจ้าของไวโอลิน (ซึ่งได้รับเป็นของขวัญจากแม่ของเธอซึ่งเป็นนักดนตรีในทศวรรษที่สามสิบ) เล่น ต่อมาก็กลายเป็นชนชั้นกลางของจีน ที่ร่ำรวยและมาประมูลซื้อไวโอลินสีแดงแข่งกับคนอื่นๆในตอนต้นเรื่อง
เรื่องที่สามถือได้ว่าเกี่ยวกับการเมือง
ในเรื่องย่อยที่สี่ซึ่งเป็นทั้งตอนต้นเรื่อง และปลายเรื่องซึ่งมีตัวเอกที่แสดงโดย Samuel Jackson น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของโลกยุคโลกาภิวัฒน์ที่เต็มไปด้วย การติดต่อสื่อสารที่ทันสมัย ,วิทยาศาสตร์ (การตรวจสอบเนื้อไวโอลิน) และการซื้ออย่างบ้าคลั่งโดยมีสัญลักษณ์คือ การประมูลเครื่องดนตรี (ถึงแม้การประมูลจะมีมานานแล้วแต่ในเรื่องนี้ค่อนข้างจะเข้มข้นอย่างมาก) และเสียดสีพวกที่บ้าศิลปะแต่ไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ เช่นตาเฒ่า Ruselsky ที่ประมูลได้ไวโอลินเก๊ๆ ไป และยังเป็นการเฉลยปมว่าสิ่งใดที่ซ่อนเร้นอยู่ในไวโอลิน เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ภรรยาของนายช่าง Bussoti เจ้าของไวโอลินสีแดงตาย (น่าจะอยู่ในช่วงเดียวกับ Antonio Stradivari) และยังให้คนดูไปคิดต่อว่า คนผิวดำ คนนั้นและครอบครัว จะพบกับโศกนาฏกรรมอะไร (ครบพอดี คนขาว เหลือง ดำ)
ความจริงภาพยนตร์เรื่องนี้มีหลายชื่อให้เป็นไปตามพล็อตของเรื่องที่หลายประเภทเช่น ภาษาเยอรมัน ก็คือ Die Rote Violine ภาษาฝรั่งเศส คือ Le Violon Rouge รวมๆ กันก็เป็นไปตามภาษาอังกฤษคือ The Red Violin หรือแปลแบบไทยตามตัวคือ ไวโอลินสีแดง ซึ่งคนที่ดำเนินการหนังเรื่องนี้ของเมืองไทยเห็นว่าคงไม่ Work เพราะฟังคิกขุเหมือนจักรยานสีแดง ที่มอสกับทาทาเล่นเลยตั้งชื่อเป็น ไวโอลินเลือดสามร้อยปี ฟังดูสะเทือนใจกว่าแต่หารู้ไม่ว่าตัวเองได้ตั้ง Spoiler แบบระเบิดเวลาไว้สำหรับผู้ชมที่ช่างสังเกตหน่อย ก็จะรู้ปมที่หนังต้องการจะให้คนดูรู้สึกอึ้งเหมือนเฉลยไปล่วงหน้าแล้ว

|
|
|
| โดย: ทองแท่ง IP: 203.209.96.52 วันที่: 19 สิงหาคม 2548 เวลา:1:12:31 น. |
|
|
|
|
| โดย: merry IP: 61.149.126.182 วันที่: 31 กรกฎาคม 2549 เวลา:3:17:04 น. |
|
|
|
|
| โดย: snodgrass IP: 203.113.38.12 วันที่: 5 เมษายน 2550 เวลา:14:14:35 น. |
|
|
|
|
| โดย: monoko IP: 58.8.71.231 วันที่: 1 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:29:54 น. |
|
|
|
|
| โดย: nonaandnoni IP: 58.8.71.231 วันที่: 1 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:32:12 น. |
|
|
|
|
| โดย: NATCHO IP: 58.8.71.231 วันที่: 1 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:35:38 น. |
|
|
|
|
| โดย: KOROKORO IP: 58.8.71.231 วันที่: 1 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:38:25 น. |
|
|
|
|
| โดย: NONOJANG IP: 58.8.71.231 วันที่: 1 พฤษภาคม 2550 เวลา:20:41:29 น. |
|
|
|
|
| โดย: becca IP: 125.126.225.216 วันที่: 24 พฤษภาคม 2550 เวลา:13:17:53 น. |
|
|
|
|
| โดย: comcom IP: 125.26.139.183 วันที่: 14 มีนาคม 2551 เวลา:18:13:44 น. |
|
|
|
|
| โดย: amy IP: 58.97.55.158 วันที่: 18 พฤษภาคม 2552 เวลา:19:13:40 น. |
|
|
|
|
| โดย: เด็กใหม่หัดดูหนัง IP: 125.24.193.76 วันที่: 2 มกราคม 2553 เวลา:21:45:02 น. |
|
|
|
| |
|
|
เจ้าหนูไวส์ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นเด็กมหัศจรรย์เหมือนโมซาร์ต แสดงว่ายุคนี้ร่วมสมัยกับโมสาร์ทหรืออาจจะหลังโมสาร์ท ยุคนี้จึงน่าจะเป็นยุคคลาสสิค มากกว่ายุคบาโรกครับ
การส่งผ่านเพลง จากยุคคลาสสิค ไปยุคโรแมนติกในช่วงที่สอง จึงดูเข้ากันได้มากกว่า การกระโดดจากบาโรคไปโรแมนติคกระมังครับ
ผิดพลาดอย่างไรก็ขออภัยด้วยครับ