Life is a neverending journey..... enjoy it and learn from it...

iammim
Location :
บุรีรัมย์ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ถ้าถามว่าสนใจเรื่องอะไรเป็นพิเศษคงต้องบอกว่าเราสนใจหลายเรื่องมากๆตั้งแต่เรื่อง แฟชั่น ท่องเที่ยว จนถึงเรื่องที่เกี่ยวกับสังคมและการเมือง ยามว่างต้องท่อง web เป็นประจำ ขาด net เหมือนขาดใจ ตอนนี้ก็ร่วมมือกับน้องสาวจอมซนสร้าง website เครื่องสำอางขึ้นมา... เหมือนได้ย้อนกลับไปเล่นขายของเมื่อตอนเป็นเด็กเลย ^_^
ชีวิตส่วนตัวตอนนี้ก็เรื่อยๆ ด้านความรักยังค่อนข้างสับสน เคยมีคนที่เรารักมากๆอยู่แล้ว คบกันมานานมากแต่ช่วงหลายปีที่เราต้องห่างไกลกันก็ทำให้เรื่องบางอย่างไม่เป็นไปตามที่เราเคยฝัน เค้าไม่เคยหลอกเรามีแต่เรานั่นและที่หลอกตัวเองไปวันๆ....แต่ตอนนี้เราเข้มแข็งแล้ว ...สามารถยิ้ม หัวเราะ และมีความสุขกับสิ่งที่มีและเป็นได้... ยินดีที่จะได้รู้จักเพื่อนใหม่ๆใน bloggang ทุกๆคนนะคะ และขอฝากเนื่อฝากตัวด้วยค่ะ
Hisocity Dot Net

Create Your Badge
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add iammim's blog to your web]
Links
 

 

มาแล้วจ้า....LeSportsac Panda

ห่างหายจาก LeSportSac ไปนาน อยู่ๆคุณพี่สะใภ้ก็โทรมาสะกิดความอยากด้วยการให้เราช่วยหา LeSportsac ใบใหม่ให้ พอเริ่มไปด้อมๆมองๆกระเป่ายี่ห้อนี้ก็เป็นต้องสะดุดกับความน่ารักของเจ้าแพนด้าที่ LeSportsac เค้าทำออกมาวางขายเฉพาะที่ Hawai โดยเฉพาะ ถึงแม้ราคาจะสูงกว่ารุ่นอื่นอยู่หน่อยตามธรรมเนียมของอะไรก็ตามที่เป็น limited edition ก็ยังอดที่จะสอยมาไม่ได้ ไม่เกริ่นให้มากความไปกว่านี้แล้ว ตามมาเยี่ยมคุณ Panda ณ Lesportsac กันเลยดีกว่านะ




 

Create Date : 10 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 10 กุมภาพันธ์ 2551 15:26:45 น.
Counter : 374 Pageviews.  

Behide The Brand : Erno Laszlo ( เออร์โน ลาสซโล )

Erno Laszlo เป็นเครื่องสำอางที่ได้รับการยอมรับจากแวดวงสังคมชั้นสูง และดารานักแสดงชั้นนำในต่างประเทศ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ร่วม 80 ปี แต่เพิ่งจะเข้ามาเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการในปี 2549 โดยมีเคาท์เตอร์อยู่ที่ Siam Paragon ผู้ก่อตั้งแบร์นนี้คือ เออร์โน ลาสซโล บุรุษผู้ใส่ใจในการรังสรรค์ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและเป็นผู้บุกเบิกศาสตร์แห่งเครื่องสำอางยุคใหม่ที่ทำให้การแต่งหน้าดูเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้แต่ง

ชีวประวัติของเออร์โน ลาสซโลนั้นยาวพอ ๆ กับประวัติของเครื่องสำอางชายผู้นี้คิดค้นขึ้นมา ในด้านการศึกษาเมื่อสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ สาขาพยาธิวิทยาผิวหนังและโรคผิวหนัง จากมหาวิทยาลัยรอยัลฮังกาเรียน อลิซาเบธ ในบูดาเปสต์เมืองหลวงของฮังการีแล้ว Laszloได้เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรคลินิกศึกษา ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน และที่กรุงเบอร์ลินนี่เองที่ทำให้ Laszlo ค้นพบว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่อยากใช้ครีมที่ทั้งเหนียวเหนอะหนะ และมีกลิ่นเหม็น Laszlo จึงได้คิดค้นและสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีมขาวนวลไร้กลิ่นใด ๆ อันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ Laszlo ได้ก้าวย่างเข้าสู่อาชีพการผลิตเวชสำอางอย่างแท้จริง



ชื่อเสียงของ Laszlo กระฉ่อนไปทั่วโลกเมื่อ Laszlo ใช้ผลิตภัณฑ์ที่คิดค้นขึ้นมาไปรักษาเจ้าหญิงสเตฟานี แห่งออสเตรีย เนื้อครีมใสที่มอบความเปล่งปลั่งสดใสและความละเอียดนิ่มนวลให้แก่ผิวสามารถทำให้ผิวหน้าของเจ้าหญิงได้รับพัฒนาการขึ้นใหม่ภายในสองสัปดาห์ นอกจากนี้ Laszlo ยังสามารถรักษาบาดแผลที่ใบหน้าของ ฟริดา กอมบาสโชย์จิ ดารานักแสดงที่ถูกชายหนุ่มผู้ซึ่งเธอสะบัดรักยิงเข้าที่ใบหน้า ลูกกระสุนทิ้งรอยบาดแผลลึกไว้ที่ผิวหน้า Laszlo ได้ใช้ตัวยาสูตรพิเศษที่สามารถลดเลือนรอยแผลเป็นให้เบาบางลงได้ภายใน 2-3 เดือน ทำให้เธอกลับมาเฉิดฉายในวงมายาในที่สุดด้วยเหตุนี้เองข่าวความสำเร็จของแพทย์มหัศจรรย์จึงได้แพร่สะพัดไปอย่างกว้างขวาง

ในปี 1927 สถาบันทางด้านเครื่องสำอางวิทยา Erno Laszlo ได้เปิดทำการขึ้นที่ถนนสายสำคัญในเมือง บูดาเปสต์ นอกจาก Laszlo จะรักษาคนไข้แบบตัวต่อตัวแล้ว Laszlo ยังใช้วิธี “การให้คำปรึกษาแบบไม่เห็นตัว”ซึ่งเป็นการให้คำปรึกษาและตอบคำถามกับลูกค้าผ่านทางจดหมายที่พวกเธอเขียนเข้ามาถาม และได้เขียนบทความให้กับหนังสือพิมพ์รายวัน Pesti Naplo ทุก ๆ สัปดาห์นั้น จนกระทั่งเกิดเป็นธุรกิจสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เสริมความงามทางจดหมายขึ้นเป็นครั้งแรก


ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 1939 สถาบัน Erno Laszlo ได้ย้ายเข้าไปตั้งในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยตั้งอยู่ที่ วอลดอร์ฟ แอสโทเรีย ในกรุงนิวยอร์ค ลูกค้าของ Laszlo ประกอบไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ บุคคลในแวดวงสังคมชั้นสูง และเหล่าดารานักแสดงในฮอลลีวู้ด อาทิ ดัชเชล แห่งวินเซอร์ (วอลลัส ซิมสัน), มิสซิสจอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดี้, ออเดรย์ เฮพเบิร์น, มาริลีน มอนโรว์, โยโกะ โอโนะ จนกระทั่งถึงลูกค้าคนปัจจุบัน อย่าง บาร์บาร่า สไตน์เซ็น, มาดอนน่า, บรูค ชิลด์, ซูซาน ซาแรนดอน, แซ็ค พอซิล, วาเนซซา คาร์ตั้น, เจนนิเฟอร์ เจสัน ลี เป็นต้น
ถึงแม้ว่าในปี ค.ศ. 1973 ขณะที่มีอายุ 75 ปี Laszlo จะเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจล้มเหลวและสถาบันเออร์โน ลาสซโลจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เพนฮาลิกอนซึ่งเป็นบริษัทจัดจำหน่ายเครื่องสำอาง น้ำหอมและแฟชั่นชั้นนำของโลก ความเป็นอัจฉริยะทางการแพทย์ของ Laszlo นั้นกลับไม่ได้สิ้นสุดลงตามอายุไขไปด้วย หากแต่สูตรต่าง ๆ ที่คิดค้นพัฒนาโดย Laszlo ยังคงอยู่และยังใช้ได้ดีกับผิวพรรณของอิสตรีในยุคปัจจุบัน
Laszlo ค้นพบหลักการในการบำรุงผิวตามช่วงเวลาซึ่งถูกเรียกว่า“หลักการของนาฬิกา” โดยเป็นหลักการที่เกิดจากแนวคิดที่ว่า ผิวจะเป็นปกติและสุขภาพดีที่สุด เมื่ออยู่ที่เวลา 12 นาฬิกา ซึ่งผิวที่มีสภาพอยู่ก่อน หรือ หลัง เวลา 12 นาฬิกา เป็นผิวที่มีความพกพร่อง ไม่สมบูรณ์ จึงต้องใช้ขั้นตอน คลีนซิ่ง, โลชั่น, มอยเจอร์ไรเซอร์, เอ็กตร้าแคร์ และสุดท้าย ฟินิชชิ่ง ผ่านผลิตภัณฑ์ของเออร์โน ลาสซโล อาทิ ก้อนล้างหน้า, โลชั่นผสมแป้ง, เรกกูรา นามูไลเซอร์ เชคอิท เป็นต้น




 

Create Date : 18 มกราคม 2551    
Last Update : 18 มกราคม 2551 12:27:26 น.
Counter : 325 Pageviews.  

ภัยมืดของลิปสติกสีแดง

วันนี้ชื่อบทความอาจน่ากลัวไปบ้างแต่ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากความตั้งใจที่อยากให้ทุกคนได้เข้ามาอ่านบทความที่น่าสนใจนี้กันนะคะ เพราะคาดว่าถ้าเห็นชื่อบทความนี้แล้วคงจะสะดุดตาและดึงดูดให้คุณๆต้องคลิกมาอ่านกันแน่...
เริ่มเข้าเรื่องดีกว่าค่ะ...คือวันนี้เพิ่งอ่านเจอข่าวชิ้นนึงเข้าและก็คิดว่าเนื้อหาที่ข่าวนำเสนอน่าจะมีส่วนช่วยให้เราได้ระมัดระวังในการเลือกซื้อและเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันมากขึ้น ข่าวที่ว่านี้เผยแพร่โดยสำนักข่าว Reuters โดยข่าวกล่าวถึงกรณีที่”กลุ่มพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคแห่งสหรัฐอเมริกา” (U.S. consumer rights group) ได้ออกมาเปิดเผยถึงผลการทดสอบปริมาณสารตะกั่วที่ปนเปื้อนอยู่ในลิปสติกสีแดงซึ่งทำการทดลองโดย The Bodycote Testing Group ซึ่งตั้งอยู่ที่ Santa Fe Spring ในรัฐ California
การทดสอบได้ทำขึ้นโดยการนำลิปสติกสีแดงของเครื่องสำอางหลากหลายยี่ห้อที่มีวางจำหน่ายอยู่ในสหรัฐอเมริกาขณะนี้มาทำการทดสอบหาค่าความปนเปื้อนของสารตะกั่วที่มีอยู่ในเนื้อลิปสติกซึ่งจำนวนของลิปสติกที่มีการนำมาทดสอบนั้นมีทั้งหมด 33 แบรนด์ จากการทดสอบพบว่าลิปสติกกว่า 61 % มีค่าความปนเปื้อนของสารตะกั่วอยู่ที่ระดับ 0.03 - 0.65 ส่วนต่อล้านส่วน (ppm) ในขณะที่มีลิปสติกจำนวนเพียง 39% เท่านั้นที่มีปริมาณสารตะกั่วปนเปื้อนในอัตราที่ไม่น่าเป็นห่วง สำหรับค่าดังกล่าวสำหรับคนที่ไม่ได้ศึกษาทางด้านเคมีมาก็อาจยังไม่เข้าใจว่าเป็นปริมาณที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายหรือไม่ และที่สำคัญทางกลุ่มพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคแห่งสหรัฐอเมริกาก็ได้เปิดเผยอีกว่าในปัจจุบันองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ( FDA ) ยังไม่ได้กำหนดเกณฑ์สูงสุดที่อนุญาตให้มีสารตะกั่วปนเปื้อนในเครื่องสำอาง ทั้งๆที่ลิปสติกนั้นจะเข้าสู่ร่างกายของผู้ใช้หรือผู้บริโภคโดยตรงเช่นเดียวกับการอมลูกกวาด ซึ่งตามมาตรฐานของ FDA ได้กำหนดให้ค่าความปนเปื้อนของสารตะกั่วในลูกอม/ลูกกวาดไว้ที่ 0.1 ppm จากตัวเลขดังกล่าวทำให้เราสามารถอนุมานได้ว่าการใช้ลิปสติกซึ่งมีการปนเปื้อนของสารตะกั่วมากกว่า 0.1 ppm อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายในระยะยาวได้ ตัวแทนของกลุ่มพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคแห่งสหรัฐอเมริกาได้กล่าวว่าอันที่จริงแล้วการผลิตลิปสติกสีแดงโดยไม่ให้มสารตะกั่วเจือปนอยู่นั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้แต่กลับถูกละเลยโดยบริษัทผู้ผลิต โดยจะเห็นได้ว่าลิปสติกที่ถูกนำมาทดสอบนั้นมีลิปสติกถึง 1 ใน 3 ที่มีปริมาณสารตะกั่วเจือปนในระดับที่น่าเป็นห่วง และที่ไม่น่าเชื่อก็คือว่าลิปสติกสีแดงที่ผลิตโดยแบร์นชั้นนำก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีปริมาณสารตะกั่วปนเปื้อนสูงด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ในข่าวได้ระบุถึงลิปสติกสีแดงของ Cover Girl , L’oreal และที่น่าตกใจก็คือลิปสติกสีแดงราคาแพงของ Dior Addict นั้นมีสารตะกั่วปนเปื้อนอยู่มากกว่ายี่ห้ออื่นๆด้วย
อันตรายของการใช้ลิปสติกสีแดงอาจยังไม่มีการเปิดเผยออกมาเป็นที่แน่ชัดแต่ทว่าเราๆท่านๆต่างก็รู้ดีว่าสารตะกั่วนั้นเป็นสารที่ก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกายในหลายๆด้าน บทความนี้ไม่มีเจตนาจะทำให้ผู้อ่านตื่นตระหนกหรือวิตกเกินกว่าเหตุ แต่ทว่าในโลกปัจจุบันที่เราทุกคนต้องเสี่ยงต่อการได้รับสารพิษหลากหลายชนิดเข้าสู่ร่างกายมากพออยู่แล้วนั้นหากว่าพอจะมีหนทางที่ช่วยลดโอกาสไม่ให้ร่างกายเราต้องรับสารพิษเพิ่มขึ้นก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เมื่อได้อ่านบทความนี้แล้วก็หวังว่าเราทุกคนจะพยายามหลีกเลี่ยงลิปสติกสีแดงหรือใช้เท่าที่จำเป็น นอกจากนี้ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ก็ควรจะงดใช้ลิปสติกสีแดงนะคะเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อยในครรภ์ค่ะ (อันนี้เรายึดหลักปลอดภัยไว้ก่อนก็น่าจะดีนะคะ )

http://news.yahoo.com/s/nm/20071011/hl_nm/lipstick_lead_dc




 

Create Date : 18 มกราคม 2551    
Last Update : 18 มกราคม 2551 12:10:22 น.
Counter : 245 Pageviews.  

My own favorite : ….. Nightlife

My own favorite : ….. Nightlife

ในช่วงสองถึงสามปีที่ผ่านมาหากคุณเป็นคนที่ชอบสังเกตคนรอบข้างในเรื่องเกี่ยวกับเสื้อผ้า...หน้า...ผม...คิดว่าคุณคงไม่พลาดที่จะสังเกตเห็นว่าในบรรดาคนใกล้ตัว หรืออาจจะเป็นคนที่เดินผ่านไปมาถือกระเป๋าที่ลวดลายโดดเด่นเห็นแต่ไกล มองยังไงก็เหมือนกระเป๋าของเด็กๆเนื่องด้วยลายที่ปริ้นลงบนกระเป๋ามักมีสีฉูดฉาดบาดตา เริ่มนึกออกกันหรือยังเอ่ยว่าเรากำลังพูดถึงกระเป๋ายี่ห้ออะไร..... ใช่แล้วล่ะ Lesportsac เป็นคำตอบที่ถูกต้อง
Lesportsac ตอนแรกอาจคิดว่าเป็น brand จากประเทศฝรั่งเศส ( Le- Sport -Sac = กระเป๋ากีฬา อันนี้โมเมแปลเอาเองโดยใช้ความรู้ภาษาฝรั่งเศสที่เก็บเข้าหม้อไปจนเกือบหมดแล้วค่ะ จะถูกหรือผิดก็อย่าเพิ่งประณามกันนะคะ) แต่เอาเข้าจริงกลับเป็นแบร์นของอเมริกา ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่เพราะการตั้งชื่อ brand จะนำภาษาอะไรมาตั้งก็ย่อมได้ แต่สิ่งที่ทำให้ปวดหัวมากที่สุดเวลาหาจุดสังเกตว่าอันไหนจริงอันไหนปลอมที่สิคะยากมากๆ ตามปกติเราอาจใช้วิธีดูป้ายว่า made in ประเทศไหน แต่เชื่อไหม Lesportsac ที่มีอยู่นั้นผลิตมาจากคนละที่เลย made in Thailand ก็มี ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ร้านค้าซึ่งขายกระเป๋านำเข้าเองจากต่างประเทศอาจโดนลูกค้าแอบสงสัยว่าขายของปลอมให้หรือเปล่า ซึ่งจากประสบการณ์...ขอบอกว่า Made in อะไร ไม่สำคัญ การดู Lesportsac ต้องดูที่เนื้อผ้า Nylon ซึ่งก็คือตัวกระเป๋า แล้วก็กูการบุผ้าข้างในกระเป๋าควบคู่กันไป ส่วนแถบสีดำนั้นก็นำมาสังเกตลายสกรีนคำว่า Lesportsac ถ้าเป็นของแท้ตัวหนังสือจะค่อนข้างคมชัด (เคยแอบเห็นของปลอม ตัวหนังสือค่อนข้างเลอะ ไม่คมชัด)

เกริ่นมาซะยาวความจริงไม่ได้ตั้งใจจะมาสาธยายวิธีดูของจริงของปลอมหรอกนะคะ เพียงแต่ตอนนี้เรากำลังปลื้มกับ Lesportsac ใบใหม่ ต้องขอออกตัวก่อนนะคะว่าไม่ได้เป็นนักสะสมกระเป๋า Lesportsac เพียงแต่ชอบกระเป๋าของ Lesportsac รุ่นหนึ่งเป็นพิเศษ..... ซึ่งก็คือรุ่น Nightlife เพราะรู้สึกว่ามีลายละเอียดเยอะดี เราเป็นคนชอบเที่ยวก็เลยจะชอบสิ่งของที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆออกมาได้ รุ่นนี้เป็น limited edition ซึ่งไม่มีการผลิตกระเป๋าลวดลายนี้ออกมาจำหน่ายอีกแล้วนะคะ ถ้าอยากได้ก็ต้องตามล่าหาจากพวกร้านค้าเล็กๆที่ยังขายไม่หมด หรือไม่ก็ต้องไป bid จาก Ebay เลยทีเดียว (อันนี้ล่ะที่ไม่ค่อยหนุกเท่าไหร่ บางทีอุตส่าห์ใส่ราคาไปตั้งสูง คิดว่าต้องได้แน่ๆ แต่ในวินาทีเกือบสุดท้ายก็ดันมีมือดีใส่ราคาเข้ามามากกว่าเราจิ๊ดเดียว... ความรู้สึกตอนนั้นคงเดากันออกใช่ไหมคะว่าเป็นยังไง...ของที่เราคิดว่าได้แน่ๆกลับหลุดลอยไปในเสี้ยววินาที ต้องกลับมานั่งเสียดายว่าทำไมเราไม่ใส่ราคาไปสูงกว่านี้นะ )

เราใช้ Lesportsac รุ่นนี้หลายชิ้น ความจริงเราควรจะพูดใหม่ว่ากระเป๋า Lesportsac ทั้งหมดที่เราใช้เป็นลวดลาย Nightlife ทั้งกระเป๋าใส่ของ กระเป๋าใส่ดินสอ +เครื่องสำอาง ตอนที่ลายนี้ออกจำหน่ายใหม่ๆเราอ่านจาก web ของ Lesportsac เกี่ยวกับที่มาของลวดลายใน collection นี้พอดีก็เลยทำให้ชอบมากขึ้นเพราะศิลปินที่ Lesportsac เค้าเชิญมาออกแบบได้แรงบันดาลใจมาจากการเดินทางไปท่องเที่ยวในมหานครใหญ่ๆของโลก ลายที่ออกมาก็เลยจะมีทั้งสถานที่ท่องเที่ยวแล้วก็วิถีชีวิตของคนในแต่ละเมือง บางทีไม่มีอะไรทำก็จะเอากระเป๋ามานั่งดูลาย...เพลินดีเหมือนกันนะ (ปกติ Lesportsac เค้ามีธรรมเนียมปฏิบัติซึ่งอาจเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่นำมาใช้เพื่อดูดเงินจากลูกค้าโดยเฉพาะ และได้ผลดีมากซึ่งก็คือการเชิญให้ศิลปินที่มีชื่อเสียงมาเป็นผู้ออกแบบลวดลายให้กระเป๋าเป็นประจำทุกปีแล้วกระเป๋าพวกนี้ก็จะกลายเป็นของสะสมของคนบางกลุ่มโดยเฉพาะในอเมริกา ที่ดังมากๆก่อนหน้านี้ก็คือรุ่น L.A.M.B ของ Gwen Stefani ราคาในท้องตลาดตอนนี้แพงมากกว่าราคาจริงเยอะเลย ถ้าลายไหนฮิตมากๆก็อาจจะมีการให้ศิลปินคนนั้นออกแบบกระเป๋าต่ออีกซัก season L.A.M.B. จึงมี 2 รุ่น สังเกตจากตัวกวางที่ห้อยกระเป๋าคือ edition แรกจะเป็นกวางทอง ส่วน edition ที่สองเป็นกวางสีเงิน แค่ตัวกวางที่ห้อยกระเป๋าบางทีก็ขายได้เป็นพัน) ส่วนcollection Nightlifeได้รับความนิยมพอสมควรแต่ก็ไม่ได้ดังมากเหมือนรุ่น L.A.M.B. สงสัยลายอาจเรียบเกินไป ไม่ถูกใจบรรดาวัยรุ่นเท่าไหร่

ต่อมาก็เป็น collection ที่มาจากการออกแบบของ Tokidoki อันนี้ก็ดังมาก ราคาก็แพงมากเช่นกัน สำหรับราคาของกระเป๋าที่เป็น limited edition มิ้มสังเกตว่าใน shop ก็จะขายแพงกว่าลายอื่นๆถึงแม้จะเป็นกระเป๋า model เดียวกัน Tokidoki มีหลาย version มากจนตามไม่ทัน แถมแต่ละครั้งก็จะมีลายออกมาพร้อมกัน 2 แบบ (ที่ดังคงเป็นเพราะกระแส J-Pop ที่ระบาดไปทั่วโลกมั้ง หรือไม่ก็เพราะลายค่อนข้างน่ารักแถมยังมี qee ห้อยกระเป๋าน่ารักๆมาด้วย สำหรับเราตอนแรกก็ออกจะเห่อ Tokidoki นะ แต่เอาเข้าจริงๆ Lespotsac ก็ยังคงเป็นที่หนึ่งในใจ ส่วน Tokidoki ที่บ้าซื้อมาก็ได้แต่เก็บไว้ไม่เคยนำออกมาใช้ และในที่สุดก็ตัดสินใจขายไปแล้วเพราะเริ่มมองเห็นสัจธรรมว่าของทุกอย่างล้วนเป็นของนอกกาย ขายใบนี้แล้วเดี๋ยวก็ไปซื้อใบอื่นได้ ( สงสัยจะไม่ใช่การเห็นสัจธรรมแล้วล่ะงานนี้) ล่าสุด Lesportsac ก็ออก collection ใหม่มาใน season นี้คือ Fafi for Lesportsac เอาไว้โอกาสหน้าจะมาเขียนถึงรุ่นนี้ให้ได้อ่านกันนะคะ เพราะตอนนี้ยังไม่ว่างไปเดินดูตัวจริงเลยจ้า

เวลาที่เขียน : ไม่ได้ดูนาการู้แต่ว่าเป็นช่วงที่เราเราคิดถึงเบ




 

Create Date : 21 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 21 พฤษภาคม 2550 18:42:33 น.
Counter : 2194 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.