สวัสดีครับ ขณะนี้คุณได้หลวมตัวเข้ามาในบล๊อคของผมเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ผมมีนิยายสองเรื่องนะครับ รับชมได้ตามสบายครับ

sillfai
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sillfai's blog to your web]
Links
 

 

ได้ยินไหม

เรามาเป็นแฟนกันนะ “

“เอาสิน่าสนุกดี”

ครบหนึ่งอาทิตย์แล้วที่เธอเป็นแฟนกับผม หลังจากเรามาเป็นเพื่อนกันกว่าห้าปี
แล้วมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า
คำตอบคือ ไม่มี

เธอชอบผมจริงๆหรือเปล่านะ เธอแค่อยากลองดู หรือเพียงแต่ มันจะเป็นแค่เรื่องน่าสนุกสำหรับเธอ
หากผมขอพรจากพระเจ้าได้ มีเพียงข้อเดียว ที่ผมอยากจะขอ

ผม....อยากอ่านใจใครซักได้เหลือเกิน
ผมมองดูผู้คนที่ผ่านไปผ่านมา นอกกระจกร้านอาหารที่กำลังรอคอยเธอ ทันใดนั้นใครซักคนก็จับหัวไหล่ผมก่อนจะตบเบาๆ ผมหันไปดูก็เห็น เธอ …..
เธอมีรูปร่างบอบบางจนมองดูเหมือนว่าลมพัดแรงๆมาทีเดียวเธอจะถูกพัดปลิวไปตามลม
ผมยาวที่ดูยุ่งเหยิงดูทำให้เธอเหมือนเด็กๆ

“ไง ..รอนานไหมวะแก “หัวไหล่บอบบางของเธอมีกระบอกใส่งานเขียนแบบ ที่ผมให้เธอเป็นของขวัญวันเกิดเมื่อหลายปีก่อน สีน้ำเงินเข้มดูซีดจางลงเป็นสีฟ้าตามกาลเวลา
เธอนั่งลงด้านตรงกันข้าม ไม่ใช่ตรงด้านข้างที่ขยับไว้ให้ ผมส่งยิ้มบางๆไปให้ก่อนจะเอ่ย

“อยู่เฉยๆนะ “
ผม เอื้อมมือเอากระดาษทิชชู่ในมือ เช็ดที่ขอบปากของเธอ
“กินไอซ์ครีมมาล่ะสิ “สิ่งเดียวที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ
ผม...ไม่ต้องปิดบัง แววตาที่บอกว่ารักเธอจนหมดหัวใจอีกต่อไปแล้ว

“รสช็อคโกแลตว่ะ อร่อยดีนะเจ้าเนี้ย” เธอส่งยิ้มทะเล้นมาให้ผม
ก่อนจะค้นดูในกระเป๋า เธอหยิบหนังสือเล่มโตออกมา
“นี่ๆแกอ่านเรื่องนี้หรือยัง สนุกดีนะเว้ย “ เธอหันหนังสือมาให้ผมอ่านหน้าปกชัดๆ

มันเป็นหนังสือนิยายหน้าปกการ์ตูนที่พวกผู้หญิงเค้าชอบอ่านกัน ชื่อเรื่องรักหมดใจยัยสาวห้าว ผมรับหนังสือก่อนจะดูผ่านๆ ที่ขั้นหนังสือตกมาอันหนึ่ง ก่อนผมจะหยิบมันขึ้นมา มือบอบบางของเธอ ก็คว้ามันไปก่อนจะหยิบไปใส่ในหนังสือ
“แกชอบพับขอบหนังสือ เอาไปใช้ซะ หนังสือฉันห้ามพับนะเว้ย “

ผมส่งยิ้มบางๆไปให้เธอ
“ไปดูหนังกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทัน “

ผมเช็คเรียกพนักงานมาคิดเงิน ก่อนที่เราจะออกจากร้าน ระหว่างทางเธอหยุดดูนั่นดูนี่
ความร่าเริงรอยยิ้มที่สดใส และชวนให้สบายใจเมื่ออยู่ใกล้ คือสิ่งที่ทำให้ผม...รักเธอ
เมื่อก่อนเคยคิดไว้ว่า แค่ได้อยู่ใกล้ๆก็พอ แต่ยิ่งนานวัน ผมยิ่งอยากได้มากกว่านั้น
มือของผมกระทบหลังมือของเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ ผมมองมือตัวเอง ก่อนจะบอกเธอ

...

”ขอจับมือได้มั้ย “

“ตามใจแกสิ “ เธอดูตุ๊กตาร้านข้างทางอย่างไม่ใส่ใจ

ผมกุมมือเล็กบอบบางเอาไว้

ความอบอุ่นที่อยู่ในอก มันจะส่งไปถึงเธอมั้ยนะ ผมอยากรู้เหลือเกิน
เสียงของหัวใจที่เต้นจนเกือบออกมาข้างนอก จะได้ยินไปถึงเธอหรือเปล่า
ผมไม่กล้าถามเธอ....
แต่ผม.....

อยากรู้เหลือเกิน.......


แดดที่ร้อนจับใจ ของเวลาเที่ยงวัน ผู้คนและรถรามากมายที่ส่งเสียงดังเซ็งแซ่ กลิ่นเหม็นของไอเสียรถชวนให้เวียนหัว ทุกอย่าง เงียบหายไป เมื่อผมเดินเข้ามาในร้านที่เงียบสงบราวกับอยู่คนล่ะโลก เสียงกรุ๊งกริ๊งของกระดิ่งที่ติดหน้าประตูดังขึ้น เมื่อมันสั่นไหวไปตามแรงเปิด ผมสอดส่ายสายตาหาคนที่นัดเอาไว้ ไม่ถึงอึดใจผมก็มองเห็น

"ไงวะเป้ " ผมทักมันที่กำลังยกกาแฟดื่ม และหมอนั่นยกมือขึ้นแทนคำทักทาย

" เออ...ไม่เจอกันนาน ไปทำอะไรมาวะ ขาวขึ้นนะเอ็ง " หมอนั่นตอบกลับมา เป้ เป็นเพื่อนของผมที่ย้ายไปทางใต้เมื่อปีกลาย

"อยู่แต่ห้องแอร์น่ะ แล้วเอ็งเป็นไงบ้างวะ "

" ก็ดีว่ะ สาวตาคมน่ารักๆเพียบเลยเพื่อน เสียอย่างเดียวฝนตกบ่อยเกิน ว่าแต่แกกับเมย์มีลูกกี่คนแล้ววะ"

แค่ก!!! กาแฟที่ผมกำลังยกจ่อริมฝีปากสำลักในลำคอทันที"ไอ้บ้าพูดอะไรวะ "

"อ้าวก็เห็นแก ชอบเขาตั้งแต่ม.ปลายไม่ใช่รึไง ก่อนไปข้าก็บอกให้แกบอกเขา รึว่าแกไม่ได้บอกเขาวะ "

"บอกไปแล้ว......ตอนนี้เป็นแฟนกันอยู่ " แฟนเหรอ...เธอจะคิดเหมือนผมรึเปล่านะ

"อ้าวก็ดีนี่หว่า แล้วทำไมทำหน้าเหมือนหมาโดนเตะ " เป้มองผมอย่างแปลกใจ

ผมตัดสินใจเล่าความอึดอัดให้ หมอนั่นฟัง เรื่องที่ผมกลัว เรื่องที่ผมอยากรู้ และ... เรื่องที่ผมไม่แน่ใจ


"อ๋อ...ตกลงมันเป็นอย่างนี้นี่เอง " เป้พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนนิ่งไปครู่หนึ่ง
"เออ..ข้ามีวิธี ที่จะทำให้แกรู้ "

"แกมีวิธีอะไร " ผมชะโงกหน้าเข้าไปหาด้วยความอยากรู้

"แกลองทำตัวเหมือนเดิมดูสิ " มันส่งยิ้มแบบที่ผมไม่เข้าใจในความหมาย
สีหน้าผมคงบอกได้เป็นอย่างดีเพราะมันพูดต่อว่า

"แกลองทำเหมือนก่อนหน้านั้น ที่ไม่ได้เป็นแฟนกัน คุยกับใครก็ได้ มองผู้หญิงคนอื่นบ้าง ถ้าเขาชอบแก ต้องมีปฏิกริยาอะไรบ้างล่ะน่า ถอยห่างออกมา บางทีอาจมองอะไรได้ชัดเจนขึ้นนะเว้ย"


"อย่างงั้นเหรอ " ความคิดนี้มันก็น่าลองนะ

............................................

วันรับน้องปีหนึ่ง ผมที่ทำหน้าที่เป็นหนึ่งในทีมสต๊าฟ คอยแจกน้ำให้เด็กๆปีหนึ่ง จึงต้องแบกของพะรุงพะรังมาจากท้ายรถ ของที่ผมถือมีเยอะมาก จนมองทางแทบไม่เห็น ว่าแต่ เพื่อนผมมันหายไปไหนกันหมดล่ะเนี่ย ช่างเถอะผมขี้เกียจจะคิด ไว้เจอหน้าพวกมันค่อยด่าก็แล้วกัน

"ให้หนูช่วยมั้ยคะ " รอยยิ้มเล็กๆมีเขี้ยวที่มุมปาก ถูกส่งมาให้ผม น้องแป้งดาวคณะปีนี้นี่นา คนจีบกันเต็มเลยล่ะ ผมตั้งใจจะปฏิเสธเธอ เพราะรู้ถึงสิ่งที่เธอคิดกับผม ใบหน้าใครสักคนลอยขึ้นมา ผมไม่อยากให้ใครคนนั้นเข้าใจผิด

แต่ไม่รู้ทำไม คำพูดของเป้ ถึงถึงได้ลอยเด่นเข้ามาในหัว แกลองทำตัวเหมือนเดิมดูสิ ประโยคนี้ยังคงติดตรึงอยู่ในใจ ทุกครั้ง ผมจะหลีกเลี่ยงการคุยกับเธอ แต่หนนี้ ผมตั้งใจจะลองอะไรบางอย่าง

น้องแป้งเป็นคนคุยสนุก เรื่องที่เธอเล่าดูเหมือนจะไม่จบสิ้น จบเรื่องนั้นเธอยกเรื่องนี้มาพูด
ผมไม่รู้ตัวเลยจนกระทั่ง ผมถึงที่คณะ


"ไง...ไปซะนานเลย หลงทางหรือไงวะ " เธอนั่นเอง เธอกำลังส่งยิ้มมาให้ผม

"พอดีน้องเค้าคุยสนุกน่ะ วันหลังต้องคุยด้วยบ่อยๆแล้ว"
ผมหันไปทางน้องแป้ง ใบหน้าเธอ ขึ้นสีระเรื่อที่แก้มขาวใส ก่อนจะเอ่ย
" ได้ไหมครับ "

"ได้สิคะ" น้องแป้งส่งยิ้มมีเขี้ยวมาให้

แต่ทว่า สายตาผมแอบชำเลืองใบหน้าคนที่อยู่ข้างกาย ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
บางทีผมเป็นฝ่ายที่คิดไปเองฝ่ายเดียว ....สินะ

............

วันเวลาผ่านไป

จากวันนั้นที่ผมคุยกับน้องแป้ง ผมพบว่าเธอเป็นคนที่คุยสนุกดีทีเดียว ความสนิทสนม ระหว่างเธอกับผมมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตรงกันข้ามกันกับใครบางคน เธอไม่เคยพูด ไม่เคยแสดงอาการไม่พอใจ ไม่เคยเลยสักครั้ง แววตาของเธอจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงไป

วันนี้เป็นวันเกิดของผม เพื่อนๆต่างมาฉลองในร้าน ที่ผมเคยขอใครสักคนเป็นแฟน ที่ผมเคยปรึกษาเรื่องของเธอ ผมไม่เคยนึกเลยที่เป็นที่เริ่มต้น จะกลายเป็นจุดจบไปด้วย

"เอ้า ...ฉลอง วันชิงหมาเกิดเว้ย " เครื่องดื่มที่ทำให้ครื้นเครงถูกยกมาชนกัน เสียงหัวเราะครื้นเครงทำให้ผมมีความสุขอยู่บ้าง ผมทิ้งตัวลงหลังนั่งบนโซฟาเนื้อนุ่มในร้าน ก่อนจะพบว่ากำลังนั่งทับอะไรบางอย่าง ที่มีเหลี่ยมมุม

ผมหยิบมันออกมาจากกระเป๋า ก็พบว่ามันคือหนังสือเล่มนั้น กระดาษสี่เหลี่ยมจตุรัสร่วงหล่นลงมา ผมอดยิ้มไม่ได้เมื่อนึกถึงใครซักคน ที่รักในหนังสือจนไม่อยากให้พับขอบมุม ผมหยิบที่ขั้นหนังสือขึ้นมา ก่อนจะพบว่า มีตัวอักษรซ่อนอยู่ เขียนไว้ด้วยดินสอบนพื้นสีดำของที่ขั้น ถ้าผมสะท้อนแสงไฟในมุมที่พอเหมาะ ผมน่าจะเห็นมัน
ให้ตายเถอะทำไมผมไม่สังเกต มาก่อนนะ

อยากให้เป็นอย่างนี้ตลอดไป

นั่นคือคำที่ที่อยู่ในนั้น ผมหยิบหนังสืออีกเล่มที่ผมยืมเธอมาและที่คั่นทุกอัน ก็มีคำที่ซ่อนอยู่ บางอันเป็นอันที่ผมได้มาตั้งแต่ผม พึ่งเริ่มรู้จักกับเธอ


ไม่โทรมาบ้างเลย

อยากอยู่ใกล้ที่สุด

คิดถึงนะ

และอันสุดท้าย ฉันรักนาย...........

เธอบอกรักผม แต่ทำไมผมไม่สังเกต ทำไมผมมองไม่เห็น ทุกอันมันคือคำที่เธอบอก และบางอันผมได้มาตั้งแต่ผมเพิ่งเริ่มรู้จักกับเธอ เหตุผลที่แววตาเธอไม่เคยเปลี่ยนไป เพราะเธอมองผมแบบนั้นมาตั้งแต่ต้น.....

และอันสุดท้ายที่เธอให้ผมมา

นายรักฉันหรือเปล่า.....

นี่ผมทำอะไรลงไป ตลอดเวลาเธอจะเจ็บปวดแค่ไหน ไม่ได้การแล้ว ผมต้องบอกเธอ ผมลุกพรวดขึ้นมาจากโซฟา

"ว้าย!!!" พอดีที่น้องแป้งเดินเข้ามาใกล้ ผมชนเธออย่างไม่ได้ตั้งใจ ก่อนที่ร่างบอบบางจะเสียหลักล้มลงบนตักผม

"พี่ขอโทษที "ผมจับไหล่เธอตั้งใจจะให้เธอลุก เพราะอยู่ที่นี่ไม่ได้แล้ว

"ไงกำลังสนุกกันใหญ่.... เลยนะ " เสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลัง เธอกำลังยืนถือห่อของขวัญ

"เมย์..." ผมรีบลุกไปหาเธอ แต่ความคับแคบของสถานที่ทำให้ผมลุกไม่ถนัด

ทันที่ก้มมองทาง
ห่อของขวัญก็ลอยมากระทบหน้าผมอย่างจัง

เสียงเฮฮา ของทุกคนเงียบกริบลง

และ...เธอกำลังร้องไห้ .........เธอเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งที่สุดที่ผมรู้จัก...เธอไม่เคยร้องไห้ให้ใครเห็น แม้แต่วันที่เธออ่อนแอที่สุด ผมเคยสาบานกับตัวเองว่า...จะไม่มีวันทำให้เธอร้องไห้ และจะปกป้องเธอจากทุกคนที่จะทำให้เธอเสียน้ำตา แต่วันนี้.... ผม... กลับทำมันซะเอง

นี่ผมทำอะไรลงไป

เธอหันหลังวิ่งออกไปจากร้าน....ผมตั้งใจจะรีบวิ่งตามเธอไป เธอออกจากประตูไปแล้ว ร่างบอบบางเล็กกำลังเสียใจ ผมอยากให้เธอหายเสียใจเร็วขึ้นวินาทีเดียวก็ยังดี แต่ติดที่ทางออกที่คับแคบ ...แล้ว

ผมก็ได้ยินเสียง

เอี๊ยด!!! โครม!!! " ว้ายมีคนถูกรถชน "

ไม่จริงใช่ไหม

.....................


สิบปีต่อมา


ผมเฝ้ามองดูรูปถ่ายในวันเกิดตัวเองเมื่อสิบปีก่อน ผมอดอมยิ้มไม่ได้เมื่อ เห็นแววตาและสีหน้าที่มีความสุขของทุกคน ภายในห้องรับแขก ที่เธอเคยบอกผมเอาไว้ว่า อยากมีห้องรับแขกแบบนี้ เธอชอบแสงแดดที่ส่องสว่างผ่านกระจกสีชา เธอเคยบอกผมว่ามันจะทำให้ห้องดูนุ่มนวลขึ้น ผมคิดถึงเธอ

"พ่อ...โน๊ตกลับมาแล้วครับ " เด็กชายตัวเล็ก วิ่งเข้ามากอดเอวผม ด้านหลังของเด็กน้อย มีหญิงสาวสวยสมกับที่เคยเป็นดาวมหาลัยมาก่อน

" เป็นไงบ้างแป้ง ไอ้ตัวเล็กดื้อหรือเปล่า " ผมส่งยิ้มมาให้เธอ

" ไม่ดื้อเลยค่ะ แต่ทำเอาแป้งปวดหัวนิดหน่อยแค่นั้นเอง " เธอส่งยิ้มมีเขี้ยวเล็กๆมาให้

ผมอดยิ้มไม่ได้ก่อนจะบอก" รบกวนหน่อยนะ แล้วนี่ สามีเราจะกลับมาเมื่อไหร่กันล่ะเนี่ย "

"คงเย็นน่ะๆค่ะ แล้วอีกอย่าง ไม่ได้รบกวนอะไรเลยค่ะ แป้งต้องไปรับหนูนิดหน่อย อยู่แล้วด้วย " เธอก้มมองเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่เกาะอยู่ข้างเอวอย่างรักใคร่ ลูกสาวเธอหอมแก้มเธอกลับมาเช่นเดียวกัน

"อ้าว ว่าไงแป้ง มาถึงเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย " เธออยู่ในชุดผ้ากันเปื้อน ที่ผมซื้อให้

"คุณแม่ !!...." เจ้าลูกชายผมวิ่งเข้าไปกอดเอวเธอ

"สวัสดีค่ะพี่เมย์ แป้งพึ่งมาถึงเมื่อกี้เองค่ะ " แป้งหันไปยกมือไหว้ผู้อาวุโสกว่า ก่อนจะพาลูกสาวของเธอไปทำความเคารพผู้อาวุโสกว่า

หลังจากอยู่คุยครู่หนึ่ง แขกก็ขอตัวกลับ และหลังจากผมส่งตัวยุ่งเข้านอนแล้ว เธอกำลังหวีผมยาวสลวยที่ตอนนี้ยาวถึงกลางหลัง ผมกอดร่างบอบบาง เอาไว้แนบอก

"มีอะไรคะ " แม้เธอจะดูงงๆอยู่บ้าง แต่ก็เอนศรีษะได้รูปมาซบที่อกผม

ผมมองดูแสงไฟสีส้มบนเพดาน พลางนึกถึงวันนั้น


เอี๊ยด!!!โครม!!! "ว้ายมีคนถูกรถชน "

ไม่นะ หรือว่าจะเป็นเธอ ใจผมคิดอะไรไม่ออก หัวสมองผมว่างเปล่าผมพุ่งพรวดออกไปนอกประตู

ก่อนจะแหวกไทยมุงที่กำลังมองดูคนเจ็บ

นั่นไม่ใช่เธอ เป็นใครก็ไม่รู้

รู้แต่ว่าไม่ใช่เธอ

"โอ๊ย... "

เมื่อผมหันไป ก็พบว่าเธอกำลังอยู่นั่งที่พื้นด้านข้างร้าน ในมือของเธอมีส้นสูงที่หัก

"อูย....ไอ้ส้นสูงบ้า มาหักอะไรตอนนี้เนี่ย " เธอบ่นทั้งน้ำตา
ผมคุกเข่าลงไปใกล้เธอ ก่อนจะกอดร่างบอบบาง ด้วยกลัวว่าภาพที่เห็นอยู่จะเป็นแค่ภาพลวงตา

"ปล่อยนะ แกมากอดอะไรฉันเนี่ย ไปกอดน้องแป้งอะไรนั่นไป "

ผมไม่สนแล้วว่า เธอจะบอกรักผมหรือเปล่า
หรือจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ รู้แต่ว่าผมอยากอยู่อย่างนี้ให้นานที่สุด
ตลอดไป.....

ผมกระซิบที่ข้างหูเธอ

"ฉันรักเธอได้ยินมั้ย " ผมบอกทั้งหมดด้วยหัวใจที่มี


...........

วันนี้

คุณบอกรักใครดังๆแล้วหรือยัง




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2556    
Last Update : 19 มิถุนายน 2556 23:38:43 น.
Counter : 158 Pageviews.  

ก็แค่ดินโคลน




ข้าคือจอมมาร พญามาร  ผู้ต่อต้าน ลูซิเฟอร์*หลากหลายชื่อที่บุตรแห่งอดัมและธิดาแห่งอีฟ**เรียกขานข้า   ข้าถือกำเนิดมานานแสนนาน  ข้าอยู่ด้วยเมื่อผู้สร้าง รังสรรค์โลกใบนี้  และอยู่ก่อนที่วินาทีแรกเริ่มเดิน และชีวิตของข้าคงยืนยาวจนได้เห็นโลกาดับสูญ 

แม้ว่าข้าอยู่ด้วยเมื่อเจ้าคนแรกเอาชนะนีแอนเธอดัล***  และกลายมาเป็นต้นกำเนิดพวกเจ้า     แต่ยิ่งนานวันข้าก็ไม่อาจเข้าใจพวกเจ้า  ข้าเห็นพวกเจ้าฆ่าฟันทำลายเพียงเพื่อประโยชน์ของตน เป็นปีศาจได้ยิ่งเสียกว่าพญามาร  แต่กระนั้นข้ายังไม่เข้าใจ ว่ามนุษย์คือสิ่งใด 

ความสงสัยของข้าเกิดจากรอยยิ้ม รอยยิ้มที่น่ารำคาญ และช่างน่าสงสัยในเวลาเดียวกัน 
รอยยิ้มนั้น เกิดที่สถานที่ที่เจ้าเรียกว่าอินเดียเมื่อเทียบกับเวลาของพวกเจ้า ก็คงราว2500ปีมาแล้ว 

ชายคนนั้น  เป็นบุตรกษัตย์สมบรูณ์พร้อม มีทุกสิ่งที่มนุษย์พึงมี มีข้าทาสบริวาร มากมาย เงินทองรึก็มีท่วมหัว  เพียงแค่เอ่ยทุกอย่างก็จะได้ตามปรารถนา  แต่ชายคนนั้นก็ทิ้งทุกอย่างไป
ข้าไม่เข้าใจ  ข้าปรากฏ ตัวต่อหน้าเขา และบอกว่าข้าคือผู้ใดก่อนเอ่ยปากถามว่าเหตุใดเจ้าจึงทิ้งทุกสิ่งไป 
ชายคนนั้นตอบกลับมาว่า เขากำลังค้นหาคำตอบ คำตอบที่จะช่วยเหลือผู้คนได้มากมาย
 ข้าผู้ซึ่งพลิกฝ่ามือก็สามารถทำลายโลกใบนี้ให้ดับสูญได้  ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน  
ข้ายื่นข้อเสนอ  
“ หากหันหลังกลับไปเจ้าจะได้ทุกสิ่งที่ใจปราถนา ข้าให้เจ้าได้ทุกสิ่ง  ดลบรรดาลให้ได้ทุกอย่าง ไม่ว่าสิ่งนั้น จักเป็นสิ่งใด  กระทั่งดวงจันทร์ข้าก็ให้เจ้าได้ “

ชายคนนั้นยิ้มให้ข้า   และหันหลังให้ข้าเฉกเช่นหันหลังให้กับทุกสิ่ง

 ข้าเฝ้าดูชายคนนั้น    ค้นหาคำตอบ วันแล้ววันเล่า  เดือนแล้วเดือนเล่า  ข้าเฝ้าดู จนในที่สุดชายคนนั้นก็เลือกที่จะทรมาณตัวเอง  ไม่กินไม่ดื่มไม่นอน  เป็นเวลาถึง 7วัน  
แต่ในที่สุดชายคนนั้นก็เลิกการทรมาณตัวเอง ผู้ติดตาม5คน ก็หมดสิ้นศรัทธา และจากไปหมดสิ้น

 ชายคนนั้น  ก็ยังค้นหาคำตอบ ต่อไป

 ข้าปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง และยื่นข้อเสนอเดิม
“ เจ้าเลือกที่จะทรมาณอยู่ 7วัน 7คืนแต่เจ้าก็ยังไม่พบคำตอบ  ผู้ที่ติดตามเจ้าก็หันหลังให้ ทุกสิ่งที่เจ้าทำมาเหลือเพียงว่างเปล่า  แล้วเจ้าจักทำไปเพื่อสิ่งใดกัน เจ้าจะลำบากเพื่อคนที่ไม่เคยเห็นหน้าเพื่อสิ่งใดกัน  “ 

หากเพียงหันหลังกลับ  ข้าจักให้สิ่งที่ชายคนนั้นต้องการแม้นอยากเป็นพญามารแทนข้า มีชีวิตยืนยาว  ดลบรรดาลได้ทุกสิ่ง  ก็จักได้ตามนั้น

แต่ชายคนนั้นยิ้มให้ข้า และค้นหาคำตอบต่อไป

ข้าเฝ้าดูชายคนนั้น  จนกระทั่งเขาพบคำตอบและออกเดินทางช่วยเหลือผู้คน  จนกระทั่งชายคนนั้นจบชิวิตลง

ข้าก็ยังไม่เข้าใจรอยยิ้มนั้น

 รอยยิ้มนั้นหมายถึงสิ่งใด 

หลังชายคนนั้นตายลงได้ ราวห้าร้อยกว่าปีตามเวลาของพวกเจ้า
ข้าก็พบรอยยิ้มนั้นอีกครา  

 ชายคนนั้น เป็นบุตรของผู้สร้าง  เกิดในถ้ำเลี้ยงสัตว์  เขาออกเดินทางช่วยเหลือผู้คน  ผู้คนที่แม้นไม่รู้แม้เพียงชื่อชายคนนั้นก็ยังช่วยเหลือ  มอบความความรักให้กับทุกผู้ทุกนาม  ไม่มีแบ่งแยก 
และสอนให้ผู้คนรักเช่นเดียวกับตน

จนกระทั่ง ชายคนนั้นถูกทหารโรมันจับตัวไปถูกทรมาณ หยามเกียรติหมดสิ้นทุกอย่างที่มี
เพียงแค่เพราะความกลัวที่ กษัตร์จะกลับมา**** 

 แต่ชายคนนั้นก็ยังไม่หมดสิ้นซึ่งความรัก  ยอมรับบาปทั้งหมดของมนุษย์มาไว้ที่ตัวเอง  
ข้าปรากฏตัวและเป็นอีกครั้งที่ข้ายื่นข้อเสนอ

“ เหตุใดเจ้าจึงยอมรับบาปของมนุษย์ เหตุเจ้าจึงต้องทำเพื่อคนที่ทรมาณเจ้าด้วย หากปราถนา เจ้าจักไม่ทรมาณอีกต่อไป “

บุตรของผู้สร้าง ยิ้มให้ข้าเช่น เดียวกับชายคนนั้น

 ข้าไม่เข้าใจ  เหตุใดจึงยิ้ม  เหตุใดจึงต้องทำเพื่อผู้อื่น

2000กว่าปีนับจากบุตรของผู้สร้าง กลับสู่สรวงสวรรค์

ข้าจึงคิดได้ว่าหากข้าไม่เข้าใจมนุษย์  ทำไมข้าไม่เป็นมนุษย์เสียล่ะ
แล้วข้าก็แบ่งส่วนหนึ่งของตนเอง  กลับมาเกิดใหม่เป็นมนุษย์ แล้วเฝ้าดู

 เมื่อข้าเป็นมนุษย์   ข้าก็ยิ่งไม่เข้าใจ  มนุษย์นั้นอ่อนแอ  อยู่ตัวคนเดียวก็ไม่ได้ต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ
ไร้ซึ่งพลัง เจ็บป่วยเพียงน้อยนิดก็ตายจากไป   ยิ่งมองดูส่วนหนึ่งของตัวข้าที่เป็นมนุษย์
ข้า....ก็ยิ่งไม่เข้าใจรอยยิ้มนั้น  

 จนกระทั่งวันหนึ่ง  ส่วนหนึ่งของตัวข้าเติบใหญ่ขึ้นได้6ปี  อายุน้อยไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยวของตัวข้า
ส่วนหนึ่งของตัวข้า วิ่งเล่นกับเพื่อน เพื่อนคนนั้นสวมหมวกใบสวยที่มารดาให้ไว้ ท่ามกลางทุ่งนาที่เขียวขจี
ท้องฟ้าเป็นสีครามสุดสายตา  ทันใดนั้นเอง  ลมแรงวูบหนึ่ง ก็พัดหมวกใบสวยปลิวไปตกที่ยอดต้นไม้ กลางทุ่งนา  หากจะไปเก็บไม่พ้นต้องย่ำโคลนสกปรก  เลอะเทอะมากมาย
 ไม่ที่ข้าจะใช้อำนาจของตนเอง ดลบรรดาลให้หมวกลอยกลับมา
ส่วนหนึ่งของตัวข้าก็ลุยโคลนไปเก็บมาเสียแล้ว

เพื่อนคนนั้นร่ำไห้  แล้วกล่าวว่า  “ขอโทษนะ เลอะเทอะหมดเลย “
ส่วนหนึ่งของตัวข้ายิ้มให้ ยิ้มแบบเดียวกับที่ข้าเจอครั้งแรกเมื่อสองพันห้าร้อยปีก่อน
แล้วบอกว่า “ก็แค่โคลน  “

ไม่รู้ทำไมข้ารู้สึกว่า ค้นพบคำตอบของรอยยิ้มนั้นแล้ว

ก็แค่ดินโคลน จะหนักหนาสักเท่าไหร่กันเชียว

*******************


* นามของผู้ต่อต้านพระเจ้าตามเทวตำนาน  อีกชื่อคือซาตาน
**อดัม  อีฟ  ชื่อชายและหญิงคู่แรกของโลกตามเทวตำนาน
***นีแอนเทอร์ดัล มนุษย์อีกสายพันธ์หนึ่ง ที่วิวัฒนาการควบคู่มากับ โฮโมซาเปี้ยน(มนุษย์ยุคปัจจุบัน)  แต่พ่ายแพ้ในการปรับตัวและสูญพันธ์ไป
****  ตามประวัติทหารโรมันจับพระคริสต์ตรึงกางเขนเพราะ  เชื่อว่าพระคริสต์เป็นเชื้อสายของกษัตรย์เดวิด  (กษัตรย์องค์แรกของชาวยิว)  ทำให้เกิดความกลัว ชาวยิวจะต่อต้าน




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2556    
Last Update : 19 มิถุนายน 2556 23:32:18 น.
Counter : 429 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.