สวัสดีครับ ขณะนี้คุณได้หลวมตัวเข้ามาในบล๊อคของผมเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ผมมีนิยายสองเรื่องนะครับ รับชมได้ตามสบายครับ

sillfai
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sillfai's blog to your web]
Links
 

 

หัวใจ บนปลายดาบ บทที่ 1

บทที่ 1

ในตอนนั้นนางไม่ได้ใช้ชื่อนี้ ชื่อนางคืออะไร มันไม่มีค่าพอให้จดจำอีกแล้ว
ฟีลเลียจำวันนั้นได้ดี วันนั้นเป็นวันที่แดดออกสว่างไสวไม่มีแม้ก้อนเมฆสักก้อน อากาศดีที่สุดเท่าที่จะนึกได้ นางกำลังนั่งอยู่ที่ตั่งหน้าบ้าน ดวงตาสีน้ำตาลมองไปยังถนน เมื่อเห็น รถม้าประจำทางจอดนางก็ชูคอชะเง้อ ด้วยหวังว่าคนที่ลงมาจะเป็นคนที่เฝ้าคอย นางรอ ดีใจ ผิดหวัง หวัง แล้วก็เฝ้ารอ ชูคอ ดีใจ สลับอยู่อย่างนี้ไปเรื่อย จนคนพ่อค้าขายขนมที่อยู่ตรงกันข้ามถนน
อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ

“ เด็กเอ๋ย ชะเง้อคอยผู้ใดรึ คอยืดยืดคอยาวจนจะหลุดแล้วนั่น “

“ข้ารอคอยท่านพ่อเจ้าค่ะ วันนี้ท่านว่าจักกลับมา “ ฟิเลียตอบกลับด้วยความเต็มใจ เมื่อวานนางได้รับจดหมายจากม้าเร็วส่งข่าวมาบอกว่าบิดาจักกลับมาวันพรุ่งหรือก็คือวันนี้

นางดีใจนัก บิดานางเป็นแม่ทัพใหญ่ จึงไม่ค่อยได้อยู่บ้าน ทุกเวลาที่อยู่กับบิดาจึงมีค่าเสมอ และที่ฟิลเลียชอบที่สุดคือทุกคราเมื่อบิดากลับมาจะต้องมีของชาวตะวันตกมาอวดเสมอๆ ฟิลเลียชอบชาวตะวันตกนัก หัวหูดูแปลกตาไม่เหมือนชาวเรา ผมเผ้าก็สีแปลกไม่เหมือนนางที่สีดำดุจรัตติกาล นางเคยนึกว่าชาวตะวันตกกินทองเข้าไปรึอย่างไร สีผมจึงเป็นเช่นนั้น ยิ่งไปกว่าของที่นำมาก็น่าตื่นใจนัก หนก่อนชาวตะวันตกมาเยี่ยมเยียนบิดาและนำของหลายสิ่งมาขาย ฟิลเลียถูกใจลูกแก้วที่มีปราสาทหลังน้อย ภายในนั้นมีน้ำและกระดาษ เมื่อพลิกลูกแก้ว กระดาษจะตกลงมาคล้ายหิมะ ในบรรดาของที่น่าตื่นตานางถูกใจสิ่งนี้เป็นที่สุด นางไม่เคยรบเร้าสิ่งใดเลย แต่เพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่นางจ้องมองอย่างไม่รู้เบื่อ ท้ายสุดบิดาสังเกตเห็นจึงซื้อให้ แล้วบอกว่าเมื่ออยากได้ก็จงรักษาไว้ให้ดี

เมื่อนึกถึงตอนนั้น ก็ยกลูกแก้วลูกนั้นขึ้นมาดู ตั้งแต่ได้มามันไม่เคยห่างตัวนางเลย สงสัยนักว่าเจ้าปราสาทหลังน้อยนั่น เข้าไปอยู่ในลูกแล้วได้อย่างไร ยิ่งไปกว่าหิมะเข้าไปอยู่ในนั้นได้อย่างไร นางค้นหนังสือทุกเล่มที่นางรู้จัก พยามคิดแทบตายว่าทำได้อย่างไร แต่ก็ยังไม่พบคำตอบ

อันที่จริงหากถามชาวตะวันตกก็คงจะรู้ แต่นางไม่ยอมถามเพราะสิ่งใดได้มาด้วยมือสิ่งนั้นย่อมมีค่าเสมอ และของสิ่งนี้ก็มีค่าสำหรับนางมากมายนัก ฟิลเลียยกลูกแก้วขึ้นมาพิจราณาอีกครั้ง เผื่อจะนึกออก แต่แล้วเสียงๆหนึ่งก็ดังขึ้นข้างกาย

“เด็กน้อย แม่ทัพเบรุสอยู่รึไม่ “ นางหันไปตามเสียงก็พบกับชายชราผู้หนึ่งพร้อมด้วยชายรูปร่างสูงใหญ่ด้านหลัง ดวงตาของชายที่อยู่ด้านหลังน่ากลัวนัก ฟิลเลียเขยิบถอยหลังโดยไม่รู้ตัว

ดูหเหมือนชายชราจะสังเกตเห็น จึงกล่าวกับคนที่อยู่ด้านหลังว่า
“ถอยไป วาเรียส เจ้าทำให้เด็กน้อยผู้นี้กลัวเสียแล้ว “

ชายผู้นั้นก้มหัวลงก่อนกล่าว “ขอรับองค์จักร......” ชายชราตำหนิด้วยสายตา ฟิเลียมองออกยามเมื่อบิดาตำหนิเธอจะใช้สายตาเช่นนี้เสมอ

ดูเหมือนชายรุปร่างสูงใหญ่จะเข้าใจเช่นเดียวกันจึงกล่าวแก้
“ขออภัยขอรับ....นายท่าน”

ฟิลเลียลุกขึ้นยืนก่อนจะถอนสายบัว
“ท่านมีธุระอันใดหรือไม่เจ้าคะ ให้ผู้น้อยสั่งความกับบ่าวในจวนแทนท่านเถิดเจ้าค่ะ“

ชายชรามองเด็กหญิงที่อยู่ตรงหน้าด้วยสายตาที่พึงใจ
“เจ้าฉลาดเด็กน้อย หากเติบใหญ่จงมาหาข้า หากข้ายังอยู่ ข้าจะสนับสนุนเจ้าเอง”

ฟิลเลียได้แต่มองด้วยความสงสัย แต่ไม่ทันจะตอบโต้ว่าอะไร พ่อค้าขายขนมฝั่งตรงข้าม ก็ตะโกนให้นางได้ยิน

“เด็กน้อย ท่านแม่ทัพมาแล้วนั่น “ บิดานางมาแล้ว แต่คนผู้นี้คงเป็นคนใหญ่โต นางไม่อาจเสียมารยาทได้ จึงได้แต่ยิ้มอย่างดีใจ ดูเหมือนชายชราจะรู้จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไปเถิด เด็กน้อย ข้ารอได้ “

นางถอนสายบัวอีกครั้ง ก่อนจะหันไปด้านหลังก็พบกับ.... ชายวัยกลางคนที่อยู่ในชุดเกราะเต็มยศเคราขึ้นดกกว่าแต่ก่อน ดวงตาสีสนิมเหล็กกำลังเล็กหยีเพราะความที่ยิ้มกว้าง บิดาของนางนั่นเอง แม้จะรู้ว่าไม่ควร แต่นางก็วิ่งเข้าไปกอดให้สมใจ นี่บิดาของนางเชียวนะ ใครจะว่าอย่างไรนางได้หาใส่ใจไม่

บิดานางหัวเราะลั่น ก่อนจะกล่าว

“ระวังเถิด แม่หญิงตัวน้อย หากแม่นมเจ้ามาเห็น คงได้บ่นหูชา ”

นางยิ้มแก้มแทบปริก่อนจะกล่าวพร้อมกันกับบิดา
“แม่หญิงไม่ควรวิ่งนะเจ้าคะ ไม่เป็นกุลสตรีเลย “

บิดาและนางหัวเราะขึ้นพร้อมกัน นางกอดบิดาแรงๆอีกทีก่อนจะกล่าว
“ท่านพ่อ มีคนผู้หนึ่งถามหาท่าน”

บิดานางเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย
“ ผู้ใดหรือแม่หญิงตัวน้อย “
ฟิลเลียผินหน้าไปทางชายชราผู้นั้น
ที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ ทันทีที่เห็นใบหน้าชัดๆ รอยยิ้มก็หายไปจากใบหน้าบิดาของนาง และร่างสูงก็ทำท่าจะคุกเข่าลง แต่ทว่าชายชรา กลับส่ายหน้า ก่อนจะเอ่ย
“วันนี้ข้าไม่ใช่ เข้าใจรึไม่ท่านแม่ทัพเบรุส “

บิดานางค้อมหัวลงก่อนจะกล่าว
“เช่นนี้แล้ว วันนี้ท่านเป็นผู้ใด นายท่าน“

ชายชราส่งยิ้มไปให้
“เรียกข้าแม็กซิมัส “


บิดาของนางค้อมหัวลง รับคำก่อนจะเอ่ย
“ตรงคงไม่เหมาะ เชิญนายท่าน แม็กซิมัสเข้าไปในจวนเถิด “

นับจากวันนั้น ฟิลเลียก็เห็นบิดายิ้มน้อยลงหัวเราะน้อยลง และดูคิดมากว่าแต่ก่อน แม้นต่อหน้านางบิดาจะทำเหมือนไม่มีสิ่งผิดแปลก แต่ทว่าถึงอย่างไรเมื่อยามไม่ได้อยู่กับนาง บิดาเคร่งขรึมลงเสมอนางไม่อยากให้บิดาเป็นเช่นนี้ แต่อย่างไรฟิลเลียก็เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆเท่านั้น หาได้มีกำลังไม่ พี่ชายทั้ง 2 ก็เป็นไปด้วยเช่นกันเมื่อนางเอ่ยรวบรวมความกล้าเอ่ยปากถาม ก็ได้รับคำตอบกลับมาเป็นรอยยิ้ม บางคราก็ลูบหัว ทุกครั้งนางจะชอบให้พี่ชายลูบหัว แต่ทำไมหนนี้ถึงได้สัมผัสแต่ความเศร้าหมอง

จนวันหนึ่ง ทั่วทั้งประเทศก็ได้รับข่าวร้ายองค์จักรพรรดิสิ้นแล้ว

……….

ไม่นานหลังจากนั้นก็มีคนมาที่บ้านนาง ฟิลเลียไม่เคยเห็นบิดาเกรี้ยวกราดขนาดนั้นมาก่อน บิดาใจดีเสมอ แม้ยามโกรธสีหน้าบิดาก็ไม่เคยดุร้าย แต่อารมณ์รุนแรงที่เห็นทำให้เธอตัวสั่นเธอได้ยินบิดากล่าวว่า
 “ความภักดีของข้า ไม่อาจซื้อด้วยเงิน “

ฟิลเลียไม่อาจเข้าใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง
ทหารมากมายก็มาที่บ้านของเธอแล้วจับทุกคนที่เห็น ทำลายทุกสิ่งที่เจอ หากผู้ใดขัดขืนเลือดจักนองพื้น ฟิลเลียได้แต่ร่ำไห้ เมื่อสิ่งที่สวยงามที่สุดในชีวิตถูกทำลาย เธอถูกใครสักคนพาหนีใครคนนั้นบอกว่าบอกว่าเธอคือความหวัง จะมีความหวังในสิ่งใดกันเล่า ยามเมื่อสุญเสียถึงเพียงนี้จักมีสิ่งใดกันเธอไม่เข้าใจ แต่ทว่าลึกๆแล้วยามเมื่อเได้ยินฟิลเลียก็ยังเชื่อว่าความหวังยังมีอยู่

จนกระทั่ง ยามเมื่อเธอถูกพาผ่านกำแพงเมืองศรีษะของบิดาและพี่ชายทั้งสองที่อยู่บนกำแพง ทำให้ฟิลเลียรู้ว่า ความหวังได้หมดสิ้นแล้วจากนั้นอีกหลายปี เธอถูกพาไปยังที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เปลี่ยนชื่อนับครั้งไม่ถ้วนไม่มีที่ใดเลยที่เธอเคยอยู่เกินข้ามวัน ไม่ทันได้จดจำ ไม่ทันได้ผูกพัน จนกระทั่งเธอมาอยู่ณ สุดเขตแดน ที่นี่คนที่พาเธอหนี กล่าวว่าที่นี่อยู่ในเขตอิทธิพลของบิดาเธอ เธอจะปลอดภัยหลายปีต่อมาทำให้นางรู้ว่า เกิดสิ่งใดขึ้น

องค์จักรพรรดิถูกลอบสังหาร หาได้สิ้นเพราะป่วยตามคำที่รัฐกล่าวอ้างผู้ที่กุมอำนาจต้องการควบคุมองค์รัชทายาท ผู้กุมอำนาจนั้นจึงชักชวนให้บิดาเธอเข้าร่วมมีผู้เล่าความว่า เพราะบิดาเธอรวบรวมกำลังคนหมายคุ้มครององค์รัชทายาทแต่แผนแตกเสียก่อน จึงทำให้บิดาของเธอพลาดท่า

บิดาของนางตาย เพราะถือความภักดีเป็นที่ตั้งเห็นแก่ประเทศชาติเป็นสำคัญ ไม่ยอมลงให้ความชั่วช้า คนผู้นั้นกล่าว

เมื่อนึกถึงตรงนี้ฟิลเลียแค่นยิ้ม

ความภักดี คือสิ่งใด ยุติธรรมคุณธรรมคือสิ่งใด โลกนี้ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เข้มแข็งรอดอ่อนแอตาย บิดาเธออ่อนแอจึงได้ตาย ฟิลเลียไม่เชื่อในความภักดีไม่เชื่อถือในคุณธรรม ความยุติธรรมที่ไร้กำลังมันก็แค่ลมปาก

ฟิเลียวันนี้อายุได้ 16ปีแล้ว ผมยาวเหยียดตรงถึงกลางหลัง ใบหน้ารุปไข่ดวงตาสีน้ำตาลดุจดังบิดา มีใครบางคนกล่าวว่าเธองามนัก แต่เธอเกลียดคำๆนี้ ความงามหาได้ช่วยอะไรไม่

ฟิลเลียชังคำว่าภักดีนัก
เพราะคำๆนี้ ทำให้บิดาเธอตายเกลียดคำว่าประทเศชาติ เพราะคำๆนี้ทำให้บิดาเธออ่อนแอ และเหนือสิ่งอื่นใด เธอเกลียดมัน มันชื่อเร็ก ผมยาวสีทองใบหน้าหวานอย่างผู้หญิง หากมันเป็นหญิงจริงก็คงเรียกได้ว่ามันงามกว่าเธอก็เป็นได้ รุปร่างก็อรชรอ้อนแอ้น เธอชังนักเป็นผู้ชายฉไนจึงไร้ซึ่งกำลัง ดูท่าแม้จะคอนดาบก็คงไม่ไหวและดวงตาสีเทาพายุที่ชวนโมโหทุกครั้งที่มองดวงตาคู่นั้นไม่เคยแสดงความหวั่นเกรงใดๆ เหนืออื่นใดมันเป็นเชื้อพระวงค์ที่พ่ายแพ้ในการชิงอำนาจ เพราะพวกมันนี่ล่ะที่ทำให้ฟิเลียต้องพรัดพรากจากสิ่งที่ดีที่สุด




 

Create Date : 28 เมษายน 2557    
Last Update : 28 เมษายน 2557 21:46:20 น.
Counter : 244 Pageviews.  

บทนำ

บทนำ

ตรงปลายสะพานที่พาดผ่านแม่น้ำกลางหมู่บ้านแห่งหนึ่งชายชรากำลังจัดการกับกล่องไม้ เพื่อเตรียมตัวสำหรับการแสดงในค่ำคืนนี้ คบไฟตามทางเดินเริ่มถูกจุดเพื่อรอรับรัตติกาล ขอบฟ้าเริ่มจับเป็นสีส้มสลัวแล้วบ่งบอกว่าเวลาใกล้หมดเต็มที
คงต้องเร่งมือเสียแล้ว ชายชรานึกในใจพลางค่อนขอดตัวเองที่มัวแต่ชักช้า

ความคล่องแคล่วในสิ่งที่ทำอยู่ ตรงข้ามกับอายุที่ดูถดถอย แต่ทว่าถึงรีบสักเพียงใด แต่ก็ยังดูเหมือนจะไม่ทันใจใครบางคน แรงกระตุกที่ปลายเสื้อเล็กน้อยทำให้ต้องก้มลงไปมอง ร่างเล็กจ้อยผู้เป็นเจ้าของดวงตาสีน้ำตาลสดใสกำลังจ้องตอบกลับมา ดวงตาคู่นั้นแลดูสดใสชวนให้สบายใจนักเหมือนดวงตาของใครสักคน ใครสักคนที่เกือบลืมเลือนไปแล้ว

“
ท่านตายังไม่เสร็จอีกหรือ “  ดูเหมือนการเตรียมการเปิดการแสดงของเขาจะไม่ใจทันเด็กน้อยผู้นี้

“ 
บรอมอย่าทำตัวเป็นเด็กหากเจ้าอยากดูให้ไวนัก ก็มานั่งรอข้างๆข้านี่ เจ้ายิ่งไปเร่งยิ่งทำให้ท่านตาเสียเวลา
เสียงทักท้วงมาจากเด็กหนุ่มที่อายุยังไม่เรียกว่าจะหนุ่มดีเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนเจ้าตัวจะไม่คิดแบบนั้น ก่อนจะยืดอกเล็กน้อยอย่างไว้ท่า

ชายชราอดไม่ได้ที่จะอมยิ้ม เมื่อหันไปมองด้านหลังเด็กหนุ่มก็มีผู้ชมขาประจำและขาจรกำลังจับจองที่ทาง เพื่อรอการแสดงของเขา นับว่าผีมือยังไม่ตก มีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ตัวเล็กและตัวโตชายและหญิง คนมากนักมากกว่าคืนก่อน ดีแล้วยิ่งมามากยิ่งดี เรื่องราวของเขาอาจกลายเป็นลำนำ อาจกลายเป็นนิทานก่อนนอนที่จะเล่าให้เด็กที่อยู่ห่างไกลที่ไหนสักแห่ง ที่เขาไม่อาจไปเล่าด้วยตัวเอง ชายชรานึกอย่างอิ่มเอมใจ

เมื่อจัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยแล้วผู้สูงวัยจัดการเปิดหีบเพลงกลไก เพื่อเพิ่มความตื่นเต้น ก่อนจะบรรจงหย่อนหุ่นเชิดอย่างชำนาญและนุ่มนวลลงไปในกล่องไม้ หุ่นเชิดของเขานั้นคล้ายมีชีวิตจึงสร้างความตื่นตาตรึงใจให้แก่ผู้ที่เห็น
ชายผู้ผ่านโลกมายาวนานกระแอมคอให้โล่ง จากนั้นจึงเริ่มเล่า

ผืนแผ่นดินที่แห้งแล้งแตกระแหงไม่มีแม้ต้นไม้ใหญ่สักต้นให้ร่มเงา ราวกับทุกชีวิตได้ตายจากโลกนี้ไปมีหนูตัวหนึ่งกำลังคุ้ยเขี่ย ดวงตาสีดำของมันกำลังมองหา หาสิ่งที่จะมาประทังชีวิต บนผืนดินแห่งนี้แห้งแล้งเหลือเกิน โลกใบนี้ช่างโหดร้ายนักกับชีวิตน้อยๆของมัน ขาหน้าของมันเขี่ยหน่อหญ้าแห้งขึ้นมามันลองกัดดูหน่อหญ้านั้นแห้งผากเกินไป ไร้ชีวิตเกินไป คงต้องหาใหม่ แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

ทีแรกมันก็ไม่ได้ใส่ใจ มันยังค้นหาแต่แล้วเสียงก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ดังมาก ราวกับโลกใบน้อยของมันกำลังจะถล่มดังจนมันไม่อาจทานทน ในที่สุดสัญชาติญาณเอาตัวรอดก็อยู่เหนือความหิวโหย มันต้องหนีไปมุดลงรูที่มืดมิดและปลอดภัย

หากหนูตัวนั้นมีปีกบินขึ้นเหนือท้องฟ้าแล้วมองลงมา มันก็คงจะรู้ว่าสิ่งใดทำให้มันหวาดกลัวสิ่งใดที่ส่งเสียงปานฟ้าถล่ม และหากมันฟังเสียงมนุษย์ออก มันคงรับรู้ว่าเสียงนั้นเปล่งออกมาจากคนนับหมื่นนับแสน ด้วยคำๆเดียว " องค์จักรพรรดิ"

หากมองจากท้องฟ้ามีกองทัพสองฝั่งตั้งเผชิญหน้ากัน ฝั่งหนึ่งนั้นแต่งกายด้วยสีขาวล้วนราวกับกองทัพเทพสวรรค์ลงมาเพื่อปราบมาร จำนวนนั้นก็มิอาจประมาณได้ จากฟากหนึ่งไปไปจนจรดอีกฟากนั้นยาวไกลจนสุดตา ทั้งกองธนู พลม้า พลดาบ พลหอกแลกองปืนล้วนแล้วแต่ดูงดงามและเป็นระเบียบ

ส่วนอีกฟากหนึ่งนั้น ใช้สีดำทั้งสิ้นราวกับกองทัพปีศาจ ที่กำลังจะมาบุกล้างโลกเพื่อให้กลับไปสดใสดังวันวาน เมื่อมองดูก็เห็นความเข้มแข็ง และมุ่งมั่นอยู่ในแววตา
แม้นกองทัพอีกฟากจะมหาศาลเพียงใด ก็ไม่มีผู้ใดสักคนส่งแววตาหวั่นไหวลมพัดแรงจนธงของกองทัพสะบัดกินลม แต่กระนั้นกองทัพสีดำก็ยืนนิ่งไม่ไหวติง

เมื่อคนผู้หนึ่งก้าวนำหน้าออกมาเสียงเรียกองค์จักรพรรดิจากองทัพสีขาวก็หยุดลงโดยพลัน ทุกอย่างเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมตีกับธงเท่านั้นที่ดังอยู่ชายคนนั้นชักดาบประจำกายออกมาก่อจะชูขึ้นเหนือหัวแล้วตะโกนว่า

“
องค์จักรพรรรดิเสด็จ” สิ้นเสียงกองทัพสีขาวก็แหวกออกเป็นสองข้างทางชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งอยู่หลังม้าสีขาว ชาวผู้นั้นมีผมยาวสีทองดุจทองคำ ใบหน้าขาวราวกับกระเบื้องหยก ดวงตาสีเทาเหมือนดังพายุที่โหมกระหนึ่งไม่มีผิดเพี้ยนแต่งกายด้วยชุดเกราะสีขาวขลิบทอง งดงามราวโอรสแห่งเทพ

ผู้ที่อยู่บนพื้นข้างกายรวบรวมความกล้าก่อนจะเอ่ยปาก
“
ฝ่าบาท ผู้น้อยขอถวายคำแนะนำ “

จักรพรรดิมองตรงไปยังกองทัพสีดำข้างหน้า ดวงตาสีเทาพายุจับจ้องโดยไม่กระพริบ
ไม่แม้จะหลือบมองคนข้างกาย
ทำเอาผู้ที่อยู่ข้างกายไม่แน่ใจว่าจักรพรรดิได้ยินเสียงตนหรือไม่ จึงคิดที่จะเอ่ยปากอีกครั้ง
“
ฝ่าบาท”

แต่ทว่าจักรพรรดิหนุ่มกลับเอ่ยปากขึ้นมาก่อน
“
หยุดคำเจ้าเสียเถิด ข้ารู้ดีว่าข้าทำอะไรอยู่หากกลัวว่าพวกมันจะลอบโจมตีตอนข้าออกไปเจรจา ไม่ต้องห่วง ข้ารู้จักแม่ทัพของมันดีกว่าตัวข้ารู้จักตัวเองเสียอีก เจ้านี่มันบ้าเกียรติยศและตรงยิ่งกว่าดาบของเจ้าด้วยซ้ำ..“ จักรพรรดิทิ้งประโยคสุดท้ายลงไปในลำคอ

....
หากมันไม่ใช่คนเช่นนี้ มันคงไม่มาตั้งทัพเผชิญหน้ากับข้าหรอก

คนด้านล่างส่งเสียงอึกอักในลำคอก่อนจะเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ 
แต่ฝ่าบาท...”

จักรดิพรรดิมองด้วยหางตาก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงเยียบเย็น
“
หากเจ้าพูดอีกครั้ง ข้าจะตัดปากเจ้าทิ้งเสีย “

สิ้นคำ เสียงหวูดจากแตรแปลกหูก็ดังยาวขึ้นมา

กองทัพสีดำแหวกออกเป็นสองข้างทาง ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งบนหลังอาชาพ่วงพีก็ปรากฏแก่สายตา
ชายคนนั้นมีผมดำเข้มเสียยิ่งกว่าราตรี แม้นมีรอยแผลเป็นที่ข้างแก้มก็ไม่อาจลบเลือนความสง่าบนใบหน้าคมเข้ม ให้ลดน้อยลง คิ้วดำสนิทขมวดเข้าหากันเสมอ ราวกับไม่เคยออกห่างจากกันแม้นเวลาผ่อนคลาย

ยังเหมือนเดิมดุจดังวันวาน .....วันวานที่ไม่อาจย้อนหวนคืน

ระยะทางที่ค่อยๆหนสั้นลง ทำให้ใจของจักรพรรดิเต้นแรงขึ้น
เต้นแรงกว่าครั้งไหน
แรงจนต้องกดหน้าอกเอาไว้

ไม่ว่าจอมคนผู้ยิ่งใหญ่
ไม่ว่าทราชผู้โหดเหี้ยมเพียงใด
ไม่อาจทำให้จักรพรรดิ์เคยหวั่นไหว และหวาดกลัว

มีเพียงชายหนุ่มผู้นี้เท่านั้นที่จักรพรรดิเคยคิดว่าจะเป็นคนสุดท้ายในโลกนี้ที่จะเผชิญหน้าด้วย
อดีตวิ่งไล่เข้าในหัวเป็นฉาก น่ารำคาญแต่ไม่อาจตัดออกจากความคิด

แม้ใจอยากให้เวลานี้ไม่มาถึง แต่ท้ายที่สุดจักรพรรดิและแม่ทัพหนุ่ม ก็ขี่ม้าเผชิญหน้ากันตรงกลางระหว่างสองกองทัพ ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากไม่มีผู้ใดเอ่ยความ ราวกับทั้งคู่ใช้สายตาคุยกัน ดวงตาสีดำสนิทจับจ้องกับดวงตาสีเทาพายุ ทุกอย่างดูเหมือนกลับไปดั่งวันวาน จนกระทั่ง....ผู้ติดตามของจักรพรรดิ์เป็นฝ่ายเอ่ยปาก
“
ยอมจำนนเสีย จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่จะมีเมตตาให้เจ้า “

แม่ทัพหนุ่มเหลือบมองก่อนแสยะยิ้ม
“
พึ่งรู้ว่า ขี้ข้ามีอำนาจพูดแทนองค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่” ตรงคำว่าใหญ่แม่ทัพหนุ่มลากเสียงยาวอย่างล้อเลียน

“
เจ้า!! “
ผู้ติดตามจักรพรรดิโมโหจนแทบขาดสติ มืออื้มไปหยิบดาบโดยหลงลืมว่าตนเองปลดดาบไปแล้ว ตามธรรมเนียม

แม่ทัพหนุ่มแสยะยิ้ม เมื่อจักรพรรดิกระตุ้นม้าขึ้นนำหน้า
 “ 
เจ้าไปรอข้าที่ด้านหลังข้าอยากพูดกับแม่ทัพข้าศึกตามลำพัง”

ผู้ติดตาม จะเอ่ยปากทักท้วงแต่ทว่า เพียงจักรพรรดิชายตามมอง เพียงเท่านั้นคำพูดก็กลืนหายกลับไปลงคอ ก่อนจะก้มหัวลงรับคำ

เมื่ออยู่ตามลำพัง จักรพรรดิ์หนุ่มจึงเอ่ยปาก
“
ถอยทัพกลับไปเสีย เลิกทัพซะก่อนจะตายด้วยกันทั้งหมดที่นี่ “


แม่ทัพหนุ่มก้มหัวลงเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย
“ 
คำพูดนั้นข้าขอคืนให้ท่านดุจเดียวกัน จงพาทัพของท่านกลับคืนบ้านไปเสียเถิด คนเหล่านี้เจอสงครามมามากเพียงพอแล้ว “


เมื่อทำตามธรรมเนียมที่ทำกันมาช้านาน แม่ทัพหนุ่มจึงชักม้ากลับ แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
องค์จักรพรรรดินั่นเองที่เป็นฝ่ายเอ่ยปาก

“
ลุคเจ้าคิดว่าทำแบบนี้แล้วคิดว่าฟิลเลียจะดีใจงั้นเหรอ “


ลุคที่บัดนี้กลายเป็นแม่ทัพกบฎ หยุดม้าก่อนจะเอ่ยปาก
“
เร็ก ...อย่ามาอ้างแทนคนตายไปหน่อยเลย“      


เจ็บปวดนัก ถ้อยคำเหล่านี้เจ็บปวดเหลือจะเอ่ย
จักรพรรดิชักม้ากลับกองทัพโดยไม่เหลียวหลัง ก่อนจะสั่งความกับคนของตน
“ 
พลธนูเดินหน้า “

เป็นสงครามที่น่ารังเกียจและเจ็บปวดเหลือแสน


ชายชราเก็บข้าวของ คืนนี้คงเป็นคืนสุดท้ายที่อยู่ที่นี่ หมู่บ้านนี้คนไม่มากนัก คงถึงแก่เวลาแล้ว
แต่แล้ว เสียงกุกกักด้านหลัง ทำให้ชายชราหันไปมอง ชายวัยกลางคนยืนอยู่ด้านหลัง ท่าทางและความสง่าผ่าเผย บ่งบอกว่าชายผู้นี้มาจากองทัพ
คงอยู่มานานทีเดียว เพราะถึงแม้จะดูท่าทางวัยล่วงเลยที่จะรับใช้ชาติแต่ยังคงบุคคลิคที่หล่อหลอมจากในกองทัพ
“
มีอะไรรึ การแสดงจบแล้ว “

ชายผู้นั้นคุกเข่าลงก่อนจะเอ่ยปาก
“
จักรพรรดิ ท่านใช่จักพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ รึไม่  “

มือเหี่ยวย่นยังคงทำงาน ต่อไป

ยิ่งใหญ่

ชายชรายิ้มที่มุมปาก
“
จักรพรรดิที่ไหนจะมาเปิดการแสดงหุ่นเชิด พ่อหนุ่ม “  

ชายผู้นั้นยังคงไม่ยอมแพ้
“
ต้องใช่แน่ๆ ข้าจำใบหน้าของพระองค์ได้ ข้าเคยเห็นพระองค์ ในวันที่กองทัพเดินพาเรดฉลองชัยปราบกบฏผู้ชั่วช้า“

กบฏงั้นหรือ
ชั่วช้างั้นหรือ
ชายชราค่อนแคะ

“
ข้ามีสิ่งใดที่เหมือนจักรพรรดิ “  ชายชราตอบก่อนจะหันกลับไป แล้วใช้ดวงตาจ้องมองผู้ที่อยู่ด้านหลัง

มันเป็นดวงตาสีเทาพายุ


............................ 





 

Create Date : 28 เมษายน 2557    
Last Update : 28 เมษายน 2557 21:44:22 น.
Counter : 87 Pageviews.  

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.