สวัสดีครับ ขณะนี้คุณได้หลวมตัวเข้ามาในบล๊อคของผมเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ผมมีนิยายสองเรื่องนะครับ รับชมได้ตามสบายครับ

sillfai
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sillfai's blog to your web]
Links
 

 
6 day war ฤาจะสิ้นชาติ หรือคงอยู่

1956 หลัง วิกฤติการณ์คลองสุเอซ   กองกำลังของสหประชาชาติ (UNEF) เข้าประจำการที่ซินายเพื่อให้แน่ใจว่าทุกฝ่ายจะปฏิบัติตามสัญญาสงบศึกในปี  1949 แม้จะมีการสนับสนุนอย่างท่วมท้น ในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ แต่ อิสราเอลปฏิเสธที่จะให้มีกองกำลัง UNEF บนดินแดนของตน   


วันที่ ๑ เมษายน ๑๙๖๗ ปืนใหญ่ของซีเรียยิงถล่มรถแทร๊กเตอร์ในนิคมของชาวยิว จนต้องหยุดทำงาน แต่แล้วในวันที่ ๗ เมษายน ๑๙๖๗ รถแทร๊กเตอร์ที่ติดเกราะกันกระสุนก็กลับมาทำงานต่อ ฝ่ายซีเรียก็เปิดฉากยิงถล่มรถแทร๊กเตอร์ของอิสราเอลเหมือนเคย คราวนี้อิสราเอลส่งเครื่องบินรบ  โจมตีฐานปืนของซีเรีย ฝ่ายซีเรียก็ยิ่งยิงถล่มหนักขึ้นกว่าเดิม คราวนี้อิสราเอลจึงส่งเครื่องบินรบโจมตีที่ตั้งทางทหารของซีเรีย บริเวณที่ราบสูงโกลัน ตลอดแนวชายแดนยาว ๗๖ กม. รวมถึงบินไปโจมตีถึงกรุงดามัสกัส ทำให้เครื่องบิน MiG-21 ของซีเรียพังไป ๖ เครื่อง ไม่นับรวมรถถัง, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดของซีเรียอีกจำนวนมากที่ถูกทำลาย สหประชาชาติต้องเข้ามาไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายยุติการปะทะก่อนจะกลายเป็นสงครามใหญ่ 



ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 1966, ซีเรียลงนามในข้อตกลงร่วมกันป้องกันกับอียิปต์

วันที่ 13 พฤศจิกายน 1966  PLO (องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์)  ได้ทำการโจมตี ทำให้ทหารของอิสราเอลสามนายเสียชีวิต   อิสราเอลตอบโต้ด้วยการ ส่งกองกำลัง(IDF) โจมตีเขตยึดครองเวสต์แบงก์  ซึ่งอิสราเอลเชื่อว่าเป็นฐานพักพิงให้กับ PLO  เหตุการณ์ในครั้ง  ทำให้ กษัตริย์ฮุสเซนแห่งจอร์แดน วิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีอียิปต์นัสเซอร์  ถึงความล้มเหลวที่จะมาช่วยจอร์แดน” 


ประธานาธิบดีอียิปต์ นัสเซอร์


19 พฤษภาคม 1966 ประธานาธิปดีอิยิปต์นัสเซอร์เริ่มเสริมกำลังกองกำลังในคาบสมุทรไซนายใกล้ ชายแดนของอิสราเอล ก่อนจะขับไล่ UNEF ของสหประชาชิ ออกจากฉนวนกาซาและไซนาย  อิสราเอลประกาศย้ำคำที่เคยพูดไว้เมื่อปี 1957 การปิดช่องแคบใด ๆ จะถือว่าเป็นการเริ่มสงคราม  หรือเป็นเหตุผลที่ดีพอสำหรับการทำสงคราม



กองกำลังสหประชาชาติถอนกำลังจาก คาบสมุทรไซนาย

วันที่ 23 พฤษภาคม 1966   นัสเซอร์  ประธานาธิปอียิบต์ ไม่สนใจคำเตือน  ประกาศปิดช่องแคบสกัดกั้นการขนส่งของ อิสราเอล  อีก7วันต่อมา ในวันที่ 30 พ. ค 1966 จอร์แดนและอียิปต์ได้ลงนามในข้อตกลงการป้องกัน   วันรุ่งขึ้นตามคำเชิญของจอร์แดน กองทัพอิรักก็ส่งกองกำลังทหารเข้ามาในประเทศจอร์แดน   นี่เป็นสัญญาณไม่ดีสำหรับอิสราเอลเลย    ความตึงเครียดในภูมิภาคเพิ่มขึ้นสูงมากขึ้นเรื่อยๆ สงครามใกล้จะมาถึงในทุกขณะ


ไม่เพียงแต่การปิดล้อมเท่านั้น  ที่บีบอิสราเอล  น้ำก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสงคราม  น้ำก็เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่ปี 1950  อิสราเอลผันน้ำจากแม่น้ำจอร์แดน (และทะเลกาลิลี) เพื่อการชลประทานในภาคตะวันตกและภาคใต้ของทะเลทราย  ในขณะที่ซีเรียเบี่ยงเบนน้ำจากแควในที่ราบสูงโกลานไปยังประเทศซีเรีย จอร์แดนและเลบานอน ซึ่งจะทำให้  น้ำเข้าถึงอิสราเอลลดลง ซึ่งทำให้ความขัดแย้งก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย  และในระหว่างปี  1966- 1967    การก่อการร้าย  ก็ได้เพิ่มสูงขึ้นตามพรมแดน ของอิสราเอลและซีเรีย เป็นผู้ให้การสนับสนุน  U Thant  เลขาสหประชาติในขณะนั้นได้ประณามซีเรีย  ว่าการกระทำเช่นนี้จะทำมาซึ่งอันตรายต่อความสงบสุข  สหประชาชาติพยามเข้ามาไกล่เกลี่ย  แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง



****
  U Thant  เลขาสหประชาติในขณะนั้น


อิสารเอลรู้แน่ชัดแล้วว่า  ไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงสงคราม   สายลับจำนวนมากจึงถูกส่งไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ต่างๆ  เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทำสงคราม    ซึ่งสายลับอิสราเอลก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม  หนึ่งในนั้นได้เป็น  เป็นหัวหน้าที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของซีเรียด้วยซ้ำ   สายลับอิสราเอลสืบจนรู้หมดไส้หมดพุงถึงการเตรียมการของอาหรับ
  ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำจะตัดสินผลแพ้ชนะในสงคราม

กองกำลังฝ่ายอาหรับ

อียิปต์มีทหาร ประมาณ 100,000-  160,000นาย ซึ่งตั้งมั่นอยู่ คาบสมุทร ไซนาย   หนึ่งในสามของพวกเขา เป็นทหารผ่านศึก  จากการแทรกแซงของอียิปต์ในสงครามกลางเมืองของเยเมน และอีกสามกองพันเป็นกองหนุน กองกำลังเหล่านี้มี   รถถัง 950คัน  APCs 1,100 และอื่น ๆอีกกว่า 1,000   ในขณะเดียวกันกองกำลังบางส่วนของอียิปต์ (ราว 15,000-20,000) ยังคงต่อสู้อยู่ในเยเมน  

กองทัพของซีเรียมีกองกำลังราว  75,000 ซึ่งวางกำลังตลอด แนวชายแดนของซีเรีย

ขณะที่กองทัพจอร์แดนมี ทหาร 55,000 และ รงถถัง 300 ตามแนวชายแดนจอร์แดน   แบ่งเป็น 250 M48 แพ็ตตัน 250 คัน ที่เหลือ เป็น M113 APCs   ซึ่งเป็นกองพันที่ฝึกอบรมขึ้นมาใหม่   พวกเขายังมี 12 กองพันทหารปืนใหญ่  81 มม. และปืนครก 120 มิลลิเมตร
ในปลายเดือนพฤษภาคม  เอกสารของจอร์แดนถูกตรวจพบโดยสายลับอิสราเอล  ซึ่งบันทึกแผนการโจมตีเมืองหลวงของอิสสรเอล    ภายใต้ ชื่อรหัสคือ "ปฏิบัติการ Khaled" จุดมุ่งหมายคือการสร้างสะพาน สำหรับกองกำลังหุ้มเกราะ ของจอร์แดน    รถถังของอิรัก100 คันและกองทหารราบที่ถูกส่งเข้ามาสนับสนุน  ถูกตระเตรียมใกล้ชายแดนของจอร์แดน  สองกองร้อยอากาศยาน, Hawker Hunters และ MIG 21ก็เตรียมพร้อม ที่ชายแดนของจอร์แดน




**********
M48 แพ็ตตัน



********
M113 APCs


****
Hawker Hunters



***********
MIG 21


วันที่ 2 มิถุนายน, จอร์แดนเรียกเจ้าหน้าที่กำลังสำรองทั้งหมดและผู้บัญชาการทหารฝั่งตะวันตกพบกับผู้นำชุมชนใน Ramallah เพื่อขอความช่วยเหลือและความร่วมมือสำหรับกองทหารของเขาในช่วงสงครามความเชื่อมั่นกับพวกเขาว่า "ในสามวันเราจะอยู่ใน เทลอาวีฟ" 
กองทัพอากาศอาหรับได้รับความช่วยเหลือโดยนักบินอาสาสมัครจากกองทัพอากาศปากีสถานทำหน้าที่ในฐานะที่เป็นอิสระและโดยเครื่องบินที่มาจากลิเบีย  แอลจีเรีย โมร็อกโก คูเวตและซาอุดีอาระเบีย 

ทางด้านอิสราเอล
ก่อนสงคราม  นักบินอิสราเอลและลูกเรือพื้นดินได้รับการฝึกอบรมอย่างหนักในการ ซ่อมแซมจนไปจนถึงการติดอาวุธอย่างรวดเร็ว ให้กับเครื่องบินที่กลับมาจากการปฏิบัติงานทำให้เครื่องบินสามารถปินได้ถึงสี่ครั้งต่อวัน (เมื่อเทียบกับมาตรฐานในกองทัพอากาศอาหรับซึ่งทำได้หนึ่งหรือสองเที่ยวบินต่อวัน ) เรื่องนี้ทำให้แค่ เพียงวันแรก กองทัพอากาศอิสราเอล (IAF) เป็นฝ่ายได้ชัยต่อ กองทัพอากาศอียิปต์และตัดออกกองทัพอากาศของอิยิปต์ จากกองทัพอากาศอาหรับอื่นๆ   นักบินอิสราเอลได้รับการศึกษาเกี่ยวกับเป้าหมายของพวกเขาและถูกบังคับให้ต้องจดจำทุกรายละเอียดและซักซ้อมการดำเนินการหลายครั้งในหุ่นจำลองของรันเวย์ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นความลับ


อียิปต์ได้สร้างแนวป้องกัน ที่ไซนาย การออกแบบเหล่านี้มีพื้นฐานอยู่บนสมมติฐานว่าการโจมตีของอิสราเอลจะมาตามถนนซึ่งมีพียงไม่กี่เส้น   มากกว่าผ่านจะภูมิประเทศทะเลทรายซึ่งผ่านไปได้ยาก แต่ทว่าอิสราเอลทำสิ่วที่ไม่มีใครคาดคิดพวกเขาเลือกที่จะไม่เสี่ยงต่อการป้องกันของอียิปต์ ทหาร IDFของอิสารเอล มีประสบการณ์ขับรถผ่านเนินทรายนุ่มใน  Negev และพบว่ายานพาหนะจะได้รับความคล่องแคล่วมากขึ้นในภูมิประเทศทะเลทรายถ้ายางถูกปล่อยลมออกบางส่วน   เป็นผลให้พวกเขาสามารถเลือกมุมทิศทางการโจมตี  ผ่านพื้นที่ชาวอียิปต์ซึ่งคาดว่าแทบจะเป็นไปไม่ได้ซึ่งสร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมาก ในวันที่เกิดสงคราม

เพื่อที่จะให้ได้ประสิทธิภาพการทำงานของทหารอิสราเอลสูง  ในความร้อนของทะเลทราย   กองทัพอิสราเอลออกคำสั่งให้ทหารได้น้ำ1ลิตรของทุกชั่วโมงหรือมากกว่าต่อวัน เป็นผลให้ทหารสามารถที่จะรบได้ดีกว่าอียิปต์ศัตรูของพวกเขา


เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการทำสงครามกับซีเรีย, มอสสาด (หน่วยสืบราชการลับอิสราเอล) ได้ส่งสายลับ Elicohen  แทรกซึมเข้าไปใน รัฐบาลซีเรียที่เขาได้ใช้ตำแหน่งระดับสูงของเขาเพื่อให้ได้ความลับที่สำคัญ   และเขาแกล้งทำเป็นเห็นอกเห็นใจทหารซีเรีย โดยสั่งให้ปลูกต้นไม้ โดยอ้างว่าทหารของซีเรียจะได้รับประโยชน์จากร่มเงาของต้นไม้    ต้นไม้เหล่านี้ถูกภายหลังถูกนำมาใช้เป็นเครื่องหมายการกำหนดเป้าหมายโดยอิสราเอล   หน่วยสืบราชการลับได้สืบถึงความลับ  เพื่อใช้กำหนดเส้นทางของการโจมตี โดยหลีกเลี่ยงกับดักรถถังที่วางไว้  ซึ่งสร้างความประหลาดใจให้กับซีเรีย



*************
สายลับ  Elicohen

มอสสาดยังดำเนินการเฝ้าระวังเกี่ยวกับอียิปต์   มอสสาดเก็บข้อมูลทั้งหมดไม่ว่าเรื่องเล็กน้อยแค่ไหน  ข้อมูลเหล่านี้บางครั้งก็ถูกใช้แบล็กเมล์เพื่อจะได้รับ การแจ้งข้อมูลใหม่ๆแก่ มอสสาด มอสสาดสืบไปจนถึงพฤติกรรมส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ และเพื่อนร่วมงานของพวกเขาอีกด้วย  หลังปฏิบัติการนี้ ทำให้เกิดความไม่ลงรอยกันมากในหมู่ทหารอียิปต์และนำไปสู่การฆ่าตัวตายของเจ้าหน้าที่อาวุโส คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ได้รับการเปิดเผยในภายหลังว่าเจ้าหน้าที่ผู้นี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับมอสสาดเลย 

ในช่วงต้นปี 1967 เครือข่ายสายลับอิสราเอลในอียิปต์ได้ตรวจพบการเตรียมการของ ประธานาธิปดีนัสเซอร์ของอียิปต์ สำหรับการทำสงครามกับอิสราเอลและข้อมูลอื่น ๆ    และเดือนพฤษภาคม   1967 มอสสาดก็สามารถที่จะแจ้งข้อมูลทั้งหมด    ซึ่งนำไปมอบแก่ผู้บัญชาการอิสราเอลซึ่งนำไปคำนวณ เวลาที่แม่นยำในการโจมตีฐานทัพอากาศของอียิปต์


ในการปฏิบัติการที่เรียกว่า "Operation Yated" อิสราเอลส่งผ่านข้อมูลที่เป็นเท็จไปยังอียิปต์ผ่านทางสายลับสองหน้า .ในปี 1950, สายลับอียิปต์ Refaat Al-Gammal ซึ่งสวมรอยเป็นชาวยิวเชื้อสายอียิปต์ ภายใต้ชื่อปลอมว่า Jacques Bitton แทรกซึมเข้าไปอยู่ในอิสราเอล   ในไม่ช้าเขาก็ถูกจับกุม  และเลือกเป็นสายลับสองหน้ามากกว่าที่จะใช้เวลาหลายสิบปีในคุก ในวันแห่งสงคราม Gamal ส่งข้อมูล”เท็จ”ไปยังประเทศอียิปต์ เขาบอกอียิปต์ว่าแผนของอิสราเอลจะเปิดการโจมตีทางภาคพื้น   นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ชาวอียิปต์นำเครื่องบินของพวกเขาออกไปที่โล่งบนรันเวย์ของฐานทัพอากาศซึ่งจะ ช่วยให้คนของอิสราเอลทำลายเครื่องบินเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย


กองทัพอิสราเอลมีทหารรวมถึงกองหนุนราว 264,000 นาย ซึ่งเกือบสามในสี่เป็นกองหนุนและทหารเกณฑ์หนึ่งในสี่ ในตอนเย็นของวันที่ 1 มิถุนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล Moshe Dayan เรียกประชุมเปล่าเสนาธิการ ในตอนแรกนั้น  หัวหน้าเสนาธิการ Yitzhak Rabin ได้เสนอแผนจะยึดฉนวนกาซาและประชาชนเป็นตัวประกันจนกว่าอียิปต์ตกลงที่จะเปิดช่องแคบ Tiran   ในขณะที่ พลจัตวาYeshayahu Gavish มีเสนอแผนการที่ทำลายของ กองกำลังในอียิปต์ในไซนาย ซึ่งแผนนี้ได้รับการตอบรับ

  แม้ในขณะที่วางแผนสำหรับต่อสู้อยู่นั้น สังคมอิสราเอลก็เตรียมพร้อมสำหรับสงคราม  พลเรือนอิสราเอลขุดสนามเพลาะสร้างปราการป้องกัน และการเตรียมการส่งเด็กๆอพยพไปยังยุโรป  14,000 เตียงของโรงพยาบาลได้รับการตระเตรียม ยาแก้พิษสำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อก๊าซพิษที่คาดว่าจะมาถึง   และเยอรมันบางคนบริจาค  หน้ากากป้องกันแก๊ส20,000   10,000 หลุมฝังศพถูกขุด ผู้พลัดถิ่นชาวยิวมีบทบาทสำคัญในการเตรียมพร้อมในครั้งนี้   อาสาสมัครเข้ามาในจำนวนมาก   มีการบริจาคขนาดใหญ่และกองทุนจากทั้งชาวยิวและชาวผู้ใจบุญซึ่งไม่ใช่ยิว  ชาวยิวในฝรั่งเศสแสดงความตั้งใจของพวกเขาที่จะบริจาคเลือด  บ้านอพยพสำหรับเด็กอิสราเอล  
ประชาชนทั่วไปต่างกังวลถึงสงครามที่กำลังจะมาถึง  หากครั้งนี้พวกเขาแพ้นั่นหมายถึงสิ้นชาติ
ตามคำบอกของศัตรูของพวกเขาว่า  จะลบอิสราเอลจากแผนที่โลก





*******************
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล Moshe Dayan 




**********
  หัวหน้าเสนาธิการ Yitzhak Rabin






*************************
ประชาชนอิสราเอลกำลังขุดสนามเพลาะ  เพื่อเตรียมรับสงคราม


ในที่สุด  สงครามก็ระเบิด ขึ้น  เมื่อวันที่ 5  มิถุนายน  ปี 1967

การเคลื่อนกำลังครั้งแรกและสำคัญที่สุด  ของอิสราเอลก็คือการทำลายกองทัพอากาศของอียิปต์
กองทัพอากาศอียิปต์ ใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุดของกองทัพอากาศอาหรับซึ่งประกอบด้วยเครื่องบินรบประมาณ 420 ลำซึ่งทั้งหมดทำในโซเวียต  เครื่องบินที่ดีที่สุดของพวกเขาคือMIG -21  ซึ่งเร่งความเร็วได้ ถึง 2มัค  ความกังวลที่สุดของอิสราเอลก็คือ Tu-16 "Badger"เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดกลาง  ซึ่งมีความสามารถในการก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อทหารและพลเรือนอิสราเอล   5 มิถุนายนเวลา 07:45 อิสราเอลเปิดไซเรนเตือนภัยดังขึ้นทั่วทุกมุมเมือง   อิสราเอล  เปิดปฏิบัติการ Operation Focus ( Moked ) เครื่องบินรบ ส่วนใหญ่ของอิสราเอลมุ่งหน้าออกไปทะเลเมดิเตอร์เรเนียนบินต่ำเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับเรดาร์ก่อนที่จะหันไปทางอียิปต์ ขณะที่ลำอื่น ๆ บินอยู่เหนือทะเลแดง

ในขณะที่โจมตีกำลังจะมาถึง   อียิปต์ขัดขวางการป้องกันตัวเองของพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการปิดระบบการป้องกันทางอากาศเพราะมีความกังวลว่า กองกำลังกบฏชาวอียิปต์จะยิง  เครื่องบินที่มี นายพล Abdel Hakim Amerโดยสารอยู่ ซึ่งกำลังเดินทางจาก al Maza ไป Bir Tamada เพื่อรับตำแหน่งผู้บัญชาการของทหารที่นั่น  

ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่นักบินอิสราเอลบินต่ำเพื่อหลบเรดาร์ จากตอนล่างเข้ามาในอียิปต์  แม้จะมี SA-2 ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศที่ทำในโซเวียตแต่ก็ไม่สามรถทำอะไรได้  ทหารอียิปต์ไม่สามารถยิงได้แม้แต่นัดเดียว  เพราะคำสั่งที่สั่งให้ปิดมัน


แม้ว่าเรดาร์จอร์แดนที่Ajloun จะตรวจพบคลื่นของอากาศยานใกล้อียิปต์และรายงานรหัสสำหรับ "สงคราม" แต่ทว่าการประสานงานกันของทั้งสองก็มีปัญหามาตั้งแต่เริ่ม  สิ่งเหล่านี้ทำให้อียิปต์พบกับความย่อยยับ  อิสราเอลยิงทิ้งระเบิดผสมกับการยิงเครื่องบินที่จอดบนพื้นดินได้ตามสบาย  อิสราเอลทิ้งระเบิด ที่สร้างมาเพื่อทำลายรันเวย์โดยเฉพาะ โดยระเบิดนี้พัฒนาร่วมกับฝรั่งเศสทำให้ เครื่องบินที่รอดจากการโจมตีไม่ก็สามารถที่จะขึ้นบินได้เพราะ รันเวย์ถูกทำลาย  ขณะที่สนามบินArish  ไม่ได้รับความเสียหายเพราะ อิสราเอลตั้งใจว่าจะใช้มันเป็นสนามบินเครื่องลำเลียงของพวกเขา 



***********************

ระเบิด ที่สร้างมาเพื่อทำลายรันเวย์

หลังจากที่เริ่มสงคราม อากาศยานที่รอดจาการโจมตีหนแรก  ก็ถูกทำลายจากโจมตีในครั้งต่อมา   ปฏิบัติการประสบความสำเร็จมากกว่าที่คาดและ การโจมตีทำลายเกองทัพอากาศอียิปต์เกือบทั้งหมด  ความสูญเสียของอิสราเอลไม่กี่เพียงลำเท่านั้น โดยเสียไปเมื่อเริ่มการหยุดโจมตี   อากาศยานอียิปต์ 338 ถูกทำลายและ และสูญเสียนักบิน ไป100คน 

เพียงวันแรก  อิสราเอลครองอากาศได้อย่างสมบรูณ์

ในบรรดาเครื่องบินอียิปต์ที่ถูกทำลายมี  เครื่องบินระเบิด Tu-16 30ลำ  เครื่องบินระเบิด Il-28 27-40 ลำ Su-7มัลติโรล กว่า 90ลำ  MiG-21s  MIG 19s , เครื่องบินขับไล่ MIG -17 และ  เครื่องบินขนส่งและเฮลิคอปเตอร์ 32ลำ นอกจากนี้ ก็มีสถานีเรดาห์  และ SAM  ที่ถูกทำลาย  อิสราเอลเสียหายไป 19 ลำ ถูก ทำลายในการรบทางอากาศ 2ลำ และ1ลำเป็น  โจมตีกันเอง ที่เหลือ ถูกทำลายด้วยระบบต่อต้านอากาศ ยานของอียิปต์



SA-2 ขีปนาวุธพื้นสู่อากาศที่ทำในโซเวียต




Tu-16 "Badger"เครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดกลาง



เครื่องบินทิ้งระเบิด Il-28



Su-7 เครื่องมัลติโรล  (ทำการรบได้หลายบทบาท)



MIG 19s

สรุปตัวเลขการสูญเสีย
อียิปต์ : 338 
ซีเรีย : 61 
จอร์แดน : 29 
อิรัก : 23
เลบานอน : 1 อากาศยาน
อิสราเอล   19 
คลื่นการโจมตีลูกแรก (เวลา07:45):    101 เที่ยวบิน  
ผลลัพท์   11 สนามบิน  197 เครื่องบินอียิปต์และ 8 เรดาร์สถานีถูกทำลาย  

คลื่นลูกที่สอง (เวลา 09:30): 164 เที่ยวบิน  
ผลลัพท์   16 สนามบิน    107 เครื่องบินอียิปต์ถูกทำลาย  เครื่องบิน2ลำของซีเรียถูกทำลายในการ dogfights

คลื่นลูกที่สาม (เวลา  12:15):    85 อียิปต์   จอร์แดน 48   ซีเรีย 67และฐานทัพอากาศในอิรัก







************
เครื่องบินที่ถูกทำลายในสงครามวันแรก



ที่ไซนาย, มีทหารอียิปต์ประจำการอยู่ ๗ กองพล ประกอบด้วย ๔ กองพลยานเกราะ, ๒ กองพลทหารราบ และหนึ่งกองพลทหารราบยานยนต์รวม ๑๐๐,๐๐๐ นาย รถถังราว ๙๐๐-๙๕๐ คัน ยังมีรถหุ้มเกราะลำเลียงพลอีก ๑,๑๐๐ คัน ปืนใหญ่อีก ๑,๐๐๐ กระบอก ทั้งหมดวางกำลังตั้งรับแนวลึก ตามหลักนิยมของโซเวียต ที่ให้ทหารราบคอยปะทะกับข้าศึกเป็นส่วนหน้า, หน่วยยานเกราะที่มีอำนาจการยิงสูงและไกลกว่าอยู่เบื้องหลังเป็นส่วนสนับสนุน


ในคืนก่อนที่สงครามกองกำลังของอิสราเอล ซึ่งประกอบไปด้วย ทหาร ๓ กองพล และรถถังอีก ๗๐๐ คัน รวมกำลังพลทั้งหมดราว ๗๐,๐๐๐ คน  ซึ่งพรางตัวเองและยังคงซ่อนอยู่ จนกว่าพวกเขาก้าวเข้าสู่สงคราม     อิสราเอลเชื่อว่าถ้า อียิปต์ประสบความล้มเหลว   ทหารสหประชาชาติที่เตรียมพร้อมอยู่ จะเคลื่อนที่เข้ามาเพื่อการดำเนินการหยุดยิง  (ก่อนหน้าสงคราม  โซเวียตซึ่งเป็นหนึ่งในห้าชาติสมาชิกถาวรได้ประกาศอยู่ข้างอาหรับ)  ดังนั้นอิสราเอลจึงต้องยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้   ดังนั้น ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด  อิสราเอลต้องจัดการกับกองทัพที่ปิดช่องแคบให้ได้โดยเร็ว ก่อนที่กองกำลังสหประชาชาติจะเคลื่อนเข้ามาเพื่อสั่งให้หยุดยิง     เพราะต้องการความเร็ว ในตอนต้นการต่อสู้ใน  ไซไน  อิสราเอลจึงไม่มีการสนับสนุนทางอากาศเพราะ IAF  (กองทัพอากาศอิสราเอล )  ยังคงโจมตีกองทัพอากาศอียิปต์อยู่  ขณะที่กองเรือรบก็กำลังโจมตีป้อม Rafah / El Arish บริเวณใกล้ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน 

ดังนั้น อิสราเอลจึงต้องสร้างความประหลาดใจให้กับอียิปต์ซึ่งประกอบไปด้วย  เวลาที่โจมตี (ซึ่งสอดคล้องพอดีกับตอนที่กองทัพอากาศโจมตี สนามบินของอียิปต์), สถานที่ (โจมตีผ่านภาคเหนือและภาคกลางของเส้นทางไซนาย  ซึ่งอียิปต์คาดการไว้ว่า อิสราเอลจะโจมตีทางเส้นทางเดิม เหมือนเมื่อปี  1956  ซึ่งตอนนั้น   อิสราเอล โจมตีผ่านเส้นทางภาคกลางและภาคใต้) และวิธีการ (ใช้รวมกองกำลัง โจมตีขนาบข้างมากกว่าชนกับกองกำลังที่ตั้งรับโดยตรง)
ซึ่งหลักการ โจมตีแบบสร้างความประหลาดใจนี้ยังคงยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน



เส้นทาง การรบที่ ฉนวนกาซาและคาบสมุทรไซนาย




พลตรี Tal


ตราอามร์หน่วยยานเกราะที่ 7


กองทัพอียิปต์มีจุดแข็งทางด้านหน้า   ซึ่งประกอบไปด้วยสนามเพลาะ  ซึ่งประกอบไปด้วยทหารราบติดอาวุธต่อต้านรถถังบังเกอร์เสริมและ รถถังและปืนใหญ่สนับสนุนที่พร้อมจะสนับสนุนทันที  วิธี แก้ปัญหา ก็คืออิสราเอลแทนที่จะโจมตีตำแหน่งอียิปต์ทางด้านหน้าตรงๆอิสราเอล โจมตีอียิปต์จากด้านปีก  กองทัพอิสราเอลภาคเหนือประกอบไปด้วยสามกลุ่มและมี พลตรี Talเป็นผู้บังคับบัญชา  ข้ามพรมแดนสองจุดตรงข้ามNahal Ozและทิศใต้ของ Khan Yunis. พวกเขาเดินทัพอย่างรวดเร็วเพื่อ  ยืดถือหลักสร้างความประหลาดใจ 
กองกำลังของ พลตรี Tal โจมตี "Gap Rafah" ซึ่งยึดเส้นทางยาวเจ็ดไมล์ที่สั้นที่สุดในสามของเส้นทางหลักที่ผ่านไปยัง ไซนาย    Qantaraและคลองสุเอซ  

อียิปต์มีสี่กองกำลังในพื้นที่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยป้อมปืน บังเกอร์ใต้ดินที่ซ่อนฐานปืนใหญ่ และสนามเพลาะ ภูมิประเทศซึ่งอิยิปต์ คาดการไว้ว่ายานเกราะไม่สามารถผ่านได้ เป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติ   

กองทัพภาคเหนือ
พลตรี  Tal  ส่งกองพลที่ 7 Armored Brigade ภายใต้การนำของพันเอก Shmuel Gonen  รุก Khan Yunis จากทางทิศเหนือและ กองพลที่ 6th Armored Brigadeนำโดย พันเอก  Aviram บุกขึ้นทางทิศใต้   ทั้งสองกลุ่มจะเชื่อมโยงขึ้นและล้อมรอบ  Khan Yunis  ขณะที่พลร่มถูกส่งไปยึดRafah       ในเวลาไม่ถึง 4 ชม.   Khan Yunis ซึ่งเป็นชุมทางรถไฟ ก็ถูกยึด   ทหารอียิปต์  บาดเจ็บ –ตาย   ราว 2000คน   สูญเสียรถถังไปราว 40 คัน


กองทัพอิสราเอลภาคกลาง

อิสราเอลกองพลยานเกราะ ที่ 38  ภายใต้การนำของ พลเอก Ariel Sharon โจมตี UM-Katef  ซึ่งเป็นปราการแน่นหนา  ที่ได้รับการปกป้องจากกองทหารราบที่ 2 อียิปต์ ซึ่งนำโดย พลเอก  Sa'adi Nagib มีทหารอยู่ในมือราวประมาณ 16,000 คน  นอกจากนั้น อียิปต์ยังมีกองกำลังของ  T-34-85 90คัน (ติดปืน 85 mm ), SU-100 tank destroyers (ติดปืน  100 mm )22คัน    

อิสราเอลมีกำลังคนจากประมาณ 14,000 คน รถถัง 150คัน  ประกอบไปด้วย  AMX-13 ติดปืน 90 mm  Centurions และ M50 Super Shermans (ดัดแปลงจาก M-4 Sherman). แผนของชารอนคือ ทหารอิสราเอลจะบุกจากสามทาง   ส่วนแรก จะทำการข้ามทะเลทราย ก่อนจะวกโจมตีจากทางเหนือ  ซึ่งอียิปต์คิดว่าเป็นไปไม่ได้ พร้อมกันนั้นรถถังของเขามาจากทางตะวันตกจะประสานกันโจมตีกองกำลังอียิปต์จากสันเขา  และนอกจากนั้นส่วนที่สองนี้ยังมีหน้าที่   ป้องกันการสนับสนุนใดๆที่จะมาช่วยทหารอียิบต์ที่ UM-Katef อีกด้วย     ในขณะที่ส่วนที่สาม พลร่มเฮลิคอปเตอร์จะลงจอดหลังแนวอียิปต์และจัดการปืนใหญ่ของพวกเขา    เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับแนวป้องกัน









************
T-34-85




**********
su -100




**********
amx 13


***********
Centurions 


***********
M50 Super Shermans




แนวการรบที่คาบสมุทร  ไซนาย วันที่ 7- 8


ในวันปฏิบัติการ เครื่องบินอิสราเอลทำการถล่มด้วยอาวุธนาๆชนิดได้ตามสบาย  ซึ่งในตอนนั้นครองอากาศเหนือไซนายได้แล้ว  ขณะที่  กองกำลังทหารเคลื่อนที่มาจากทางเหนือและทางตะวันตก  แม้มีการระดมยิงอย่างหนัก  และวางกับระเบิดเพื่อต่อต้านรถถัง   แต่รถถังอิสราเอลก็เจาะผ่านแนวมาได้ เมื่อยึดแนวมาได้แล้ว  อิสราเอลก็เคลื่อนปืนใหญ่เข้ามาบริเวณแนวเขื่อน ทุกหน่วยอยู่ในตำแหน่งของตัวเองเมื่อเวลาพลบค่ำ   ในเวลาเดียวกัน  พันเอกYekutiel  ก็เคลื่อนกำลังสำรอง  เข้ามาอยู่หลังแนวข้าศึก  ซึ่งในตอนนั้นอิยิปต์  มัวแต่สนใจการโจมตีอื่นๆจึงไม่มีใครตรวจเจอกองกำลังส่วนที่มาอยู่ในหลังแนวป้องกันเลย  

วันรุ่งขึ้น  เวลา 10.00  ปืนใหญ่อิสราเอลก็เริ่มยิง ถล่ม UM-Katef   รถถังก็เคลื่อนกำลังลงมาตีแนวป้องกันจากทางเหนือ ในขณะที่กำลังทหารราบก็เข้า เคลียร์แนวสนามเพลาะจากทางด้านปีก  กองกำลังพลร่มที่ไปอยู่หลังแนวป้องกันของอียิบต์ก็โจมตีปืนใหญ่  แม้ว่าจะไม่สามารถ เข้ายึดฐานปืนใหญ่ได้ แต่ก็ทำให้ปืนใหญ่อิยิปต์ไม่สามารถทำการสนับสนุนได้อย่างเต็มที่   แม้ว่าจะมีกำลังเสริมเข้ามาช่วย UM-Katef     แต่ก็เจอกับรถถัง  อิสราเอลที่ดักรอมาตั้งแต่แรก ผสมกับการโจมตีทางอากาศ  ทำให้กำลังเสริมอิยิปต์ไม่สามารถเข้าไปช่วยได้   ในที่สุดเมื่อไร้ทั้งกำลังเสริม  และปืนใหญ่  แนวป้องกันที่ UM-Katef   ก็แตกพ่าย  จากนั้นจึงยึดอาบู-อากีล่าซึ่งเป็นชุมทางถนนซึ่งตัดผ่านแนวทะเลทราย ได้สำเร็จ   ทั้งหมดใช้เวลา 3 วันครึ่ง  ขณะอิสราเอลเสียคนไป  40  และได้รับบาดเจ็บราว 140 เท่านั้น

หลังยึด อาบู-อากีล่า ได้ สองกลุ่มกำลังสำรองพร้อมกับรถถัง 100คัน ที่นำโดยนายพลจัตวา Yoffe ที่แบ่งมาจากนายพลTal กองทัพภาคเหนือ และกองทัพภาคกลางของนายพล Sharonซึ่ งตอนนี้มาบรรจบกันแล้ว   ก็พบกับ กองกำลังอิยิปต์ซึ่งเตรียมตัวตีโต้  การต่อสู้ดำเนินไปถึงรุ่งเช้า  เมื่อ  เจอกับการโจมตีสนับสนุนทางอากาศ  และการตอบโต้อย่างหนัก  กองกำลังอิยิปต์ก็จำต้องถอยไปลิบนีบาลซึ่งอยู่ทางตะวันตก


************
นายพล  Ariel Sharon ในการรบที่  อาบู-อากีล่า

ทางด้านกองทัพภาคใต้   
เป็นหน้าที่ของกองพันยานเกราะที่ 8ซึ่งนำโดย Albert Mandler   โจมตีแนวป้องกันที่ Kuntillaทำให้ไม่กำลังส่วนนี้เข้าไปช่วยแนวป้องกันที่  Um –Katef ได้  ในที่สุดก็ยึด Kuntilla ได้

หลังการสูญเสียอาบู-อากีล่า ทำให้ท่านจอมพล อับเดล ฮาคิม อาเมอร์ รัฐมนตรีกลาโหม ค่อนข้างปริวิตก แม้ว่าหน่วยทหารบางหน่วยจะยังคงอยู่ในที่ตั้ง และยังไม่มีการปะทะกับทหารของอิสราเอล แต่ท่านจอมพล ก็สั่งการให้ทหารอียิปต์ทีเหลืออยู่ในไซนายถอนกำลังมาตั้งแนวรับใหม่ ทางฝั่งตะวันตกของคลองสุเอซ กองบัญชาการทหารสูงสุดของอิสราเอลตัดสินใจไม่ไล่ติดตามทหารอียิปต์ที่กำลังถอย แต่จะอ้อมไปดักที่ช่องเขาทางตะวันตกของซีนายที่เป็นทางผ่านสู่คลองสุเอซ  ซึ่งการถอนกำลังเป็นไปอย่างรีบเร่งอีกทั้งการตอบโต้ทหารอิสราเอล  ก็ไม่มีการประสานงานกัน  ทำให้มีครั้งหนึ่งทหารอิยิปต์ยิงปืนใหญ่ใส่พวกตัวเอง  แทนที่จะเป็นอิสราเอล

สองวันต่อมา, กองพลทั้งสามกองพลของอิสราเอล (กองพลของนายพลชารอนและของนายพล Tl ได้รับหน่วยยานเกราะเสริมอีก 1กรม) และเร่งรีบมุ่งไปทางตะวันตกแต่ก็มิสามารถปิดช่องเขาที่เป็นทางผ่านสู่คลองสุเอซได้หมด ทหารอียิปต์ส่วนใหญ่เล็ดลอดข้ามคลองสุเอซไปได้ แม้จะทิ้งอวุธยุทธโธปกรณ์ไว้อย่างมหาศาล  ในสี่วันหลังปฏิบัติการ, อิสราเอลสามารถเอาชนะกองทหารของอาหรับที่ใหญ่ที่สุด มีอาวุธยุทโธปกรณ์มากที่สุดได้ 

วันที่ 8 มิถุนายน, อิสราเอลสามารถยึดคาบสมุทรไซนายได้ทั้งหมด




แนวการรบที่เขต  เวสต์แบงก์ วันที่ 5-7



เวสต์แบงก์

ในตอนแรก  จอร์แดนยังลังเลที่จะเข้าสู่สงคราม  นัสเซอร์ใช้ความสับสนของชั่วโมงแรกของความขัดแย้ง โน้มน้าวให้กษัตริย์ฮุสเซนว่าเขาได้รับชัยชนะ   โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานก็คือเรดาร์ที่จออร์แดนตรวจพบในตอนแรกเป็นเครื่องบินอียิปต์ที่ไปโจมตีอิสราเอล (จริงๆเป็นฝูงบินของเครื่องบินอิสราเอลกลับมาจากการทิ้งระเบิดในประเทศอียิปต์)  หนึ่งในกองทหารประจำการอยู่ในจอร์แดนฝั่งตะวันตกถูกส่งไปยังเฮบบรอนในพื้นที่เพื่อ  สนธิกำลังกับกองทัพอียิปต์ 
จอร์แดน ตัดสินใจจะเข้าโจมตีทางตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน



ก่อนสงคราม, กำลังของจอร์แดนมี ๑๑ กรม ประกอบด้วยทหาร ๕๕,๐๐๐ นาย, รถถังรุ่นใหม่จากตะวันตก ในจำนวนนี้ ๙ กรม (ทหาร ๔๕,๐๐๐ นาย, รถถัง ๒๗๐ คัน, ปืนใหญ่ ๒๐๐ กระบอก) ประจำการอยู่ในเขตฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน, ซึ่งรวมทั้งกรมยานเกราะที่ ๔๐ และกรมที่ ๒ ซึ่งอย่ในหุบเขาจอร์แดน กองทหาร Arab Legion เป็นทหารอาชีพ, มีอาวุธที่ทันสมัย และมีการฝึกที่ดี แต่ก็ยังตามหลังอิสราเอลอยู่ครึ่งก้าว กองทัพอากาศจอร์แดน มีเครื่องบินขับไล่ Hawker Hunter ของอังกฤษ เพียง ๒๔ เครื่อง ซึ่งมีสมรรถนะเทียบเท่ากับเครื่องบินขับไล่ Mirage III ที่ถือว่าเป็นเครื่องบินขับไล่ที่ดีที่สุดของอิสราเอลในเวลานั้น.



******
Mirage III


ฝ่ายอิสราเอลมีทหารที่เตรียมรับมือทหารจอร์แดนจากเวสท์ แบงค์ ประมาณ ๔๐,๐๐๐ นาย รถถัง ๒๐๐ คัน (๘ กรม)  สังกัดกองกำลังส่วนกลาง กำลังทหาร ๒ กรมประจำการอยู่ใกล้เยรูซาเล็ม ชื่อว่า กรมทหารเยรูซาเล็ม และกรมทหาร ฮาเรล (กรมทหารราบยานยนต์) กรมทหารพลร่มที่ ๕๕ ของนายพล มอร์เดซาย เกอร์ เตรียมพร้อมตรงแนวด้านซีนาย  กรมยานเกราะอีก ๑ กรมสำรองไว้ที่ Latrun  กรมยานเกราะที่ ๑๐ ประจำการอยู่ทางเหนือของเวสท์ แบงค์ กองบัญชาการภาคเหนือของอิสราเอล มีกำลัง ๑ กองพล (๓ กรม) บัญชาการโดยพลโท อีล๊าด เปเลด ประจำการอยู่ทางเหนือของเวสท์ แบงค์ ใน Jezreel Valley


แผนกลยุทธ์ IDF ก็คือการยังคงอยู่ในการป้องกัน   เพื่อรอดูสถานการณ์ การรบกับอียิปต์
ในเวลา 9:30  กระสุนปืนนัดแรกก็ดังขึ้น และการต่อสู้ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่จอร์แดนนำปืนครกขนาด 3 นิ้วและ ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง  และปืน 106mm  มาใช้   ภายใต้คำสั่งจากนายพล Narkis อิสราเอลตอบโต้เฉพาะกับกองกำลังเล็ก ๆ และหลีกเลี่ยงความเสียหายกับตัวเมืองและประชาชน   เวลา 10.00 น. วันที่ 5 มิถุนายน จอร์แดนนำปืน155 mm Long Tom  มาใช้   กระสุนไปในเขตชานเมืองของกรุงเทลอาวีฟและฐานทัพอากาศ



********
155 mm Long Tom


อิสราเอลสันนิษฐานว่า การโจมตีเป็นสัญลักษณ์แสดงว่าจอร์แดนเอาด้วยกับอียิปต์  อิสราเอล ส่งข้อความไปยัง กษัตริย์ฮุสเซน  ว่าจะไม่ยุ่งกับจอร์แดน  หากจอร์แดนไม่โจมตีก่อน   กษัตริย์ฮุสเซนตอบกลับมาว่า “สายเกินไปแล้ว " 
เวลา  11:15,  ปืนครกจอร์แดนเริ่มระดมยิงใส่ เยรูซาเล็ม เป้าหมายตอนแรกเปลี่ยนเป็นจาก kibbutz Ramat Rachelทางใต้และภูเขา Scopus ทางเหนือ  เป็นยิงเข้าใส่ใจกลางเมืองและย่านที่อยู่ห่างไกล ค่ายทหาร การบาดเจ็บล้มตายของพลเรือนอิสราเอลมีจำนวนทั้งสิ้น 20 ตายและได้รับบาดเจ็บประมาณ 1,000 -900 อาคารได้รับความเสียหายรวมทั้งโรงพยาบาล Hadassah Ein Kerem 


เวลา 11:50 AM  เครื่องบิน Hawker Hunters ของจอร์แดน โจมตี  Netanya, Kfar Sirkin และ Kfar Saba, สังหารพลเรือนไป7 ราย  และทำลายเครื่องบินขนส่ง     Hawker Hunters  ของอิรัก 3 ลำ โจมตีค่ายผู้อพยพ ที่หุบเขา Jezreel , Tu-16 ของอิรัก   โจมตี  Afula  และทิ้งระเบิด ใส่สนามบิน Megiddo  แต่ไม่ถูกเป้าหมาย


ถึงตอนนี้  อิสราเอลรู้แล้วว่า  คู่ต่อสู้มีมากกว่า1นอกเหนือจากอิยิปต์
เวลา  00:30,  กองทัพอากาศอิสราเอล  ตอบโต้โดยการโจมตีฐานทัพอากาศ ของจอร์แดน  ในช่วงที่ Hawker Hunters กำลังเติมน้ำมันและติดตั้งอาวุธ  เครื่องบินอิสราเอลโจมตีสองระลอก  ทำลาย Hawker Hunters  เครื่องบินขนส่งหกลำและเฮลิคอปเตอร์สองลำ

นอกจากนั้น เครื่องบินอิสราเอลยังโจมตี กองทัพอากาศอิรักฐานในภาคตะวันตกของอิรัก  MiG-21s  mig -17, F6S Hunter, 3 และ Il-28 เครื่องบินทิ้งระเบิดถูกทำลาย ศุนย์ควบคุมเรดาร์ของจอร์แดนที่Ajloun ถูกทำลาย  Fouga Magister  ของอิสราเอล ก็ โจมตีกองพลที่ 40 ของจอร์แดนกับจรวดขณะที่มันเคลื่อนออกมาจากใต้สะพาน ที่Damiya   รถบรรทุกแบกกระสุน26คัน ถูกทำลาย ในเยรูซาเล็ม



******
Fouga Magister  ทำในฝรั่งเศส  (จริงๆจุดประสงค์ทำมาเพื่อเป็น บ.ฝึกบิน  )

การรุกกลับของอิสราเอล


ในระหว่างช่วงบ่ายของวันที่ 5 มิถุนายนอิสราเอลก็รุกกลับ โดยล้อมกรุงเยรูซาเล็มซึ่งกินเวลาเป็นวัน  พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากปืนใหญ่รถถัง และปืนครก   ตำแหน่งตรวจการณ์ ของจอร์แดน วางอยู่บนยอดอาคารสหพันธ์แรงงานซึ่งสูงที่สุดในกรุงเยรูซาเล็ม   อิสราเอลจึงย้ายกำลังไปทางทิศใต้ของกรุงเยรูซาเล็ม   ในขณะที่หน่วยยานเกราะและพลร่ม ล้อมรอบจากทางเหนือ   วันที่ ๖ มิถุนายน กำลังของอิสราเอลเข้าสู่ที่ตั้งตามแผนแล้วก็เข้าโจมตี กรมทหารพลร่มปะทะอย่างดุเดือดกับทหารจอร์แดนที่ Ammunition Hill สี่ชั่วโมงหลังการต่อสู้อย่างหนัก  อิสราเอลก็ขับไล่ทหารจอร์แดนออกไปได้ กรมทหารราบเยรูซาเล็มก็เข้าตีทหารจอร์แดนที่บริเวณป่า แถบ Latrun และยึดพื้นที่ได้ตอนรุ่งเช้า จากนั้นก็รุกต่อไปตามเส้นทางที่เชื่อมระหว่าง Beit Horon ไปยัง Ramallah  ทางด้านกรมทหารราบยานยนต์ 'ฮาเรล' ก็เข้าผลักดันกำลังของจอร์แดนที่อยู่ในเขตภูเขาทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเยรูซาเล็ม ที่เชื่อมวิทยาเขต Mount Scopus ของมหาวิทยาลัยฮิบรู กับบริเวณตัวเมืองกรุงเยรูซาเล็ม  ตกเย็น, ทหารอิสราเอลก็ถึง Ramallah  เครื่องบินกองทัพอากาศอิสราเอลโจมตีกรมที่ ๖๐ ของจอร์แดน ที่กำลังเดินทางมาจาก Jericho เพื่อเสริมกำลังทหารฝ่ายตนในเยรูซาเล็ม 

ทางด้านเหนือ, กองพลของนายพล เปเลด ส่งทหาร ๑ กองพันไปหาข่าวการป้องกันของฝ่ายจอร์แดนในหุบเขาจอร์แดน (Jordan Valley)  กำลังอีกกรมเข้ายึดด้านตะวันตกของเวสท์ แบงค์ไว้ได้, กำลังอีกส่วนยึด Jenin ได้เช่นกัน กรมที่สามที่มีรถถังเบา AMX-13 ปะทะกับรถถังหนัก M48 Patton ของจอร์แดนอยู่ทางด้านตะวันออก

  




วันที่ ๗ มิถุนายน มีการสู้รบอย่างรุนแรง  กรมทหารพลร่มของนายพล เกอร์ รุกเข้าสู่เขตเมืองเก่าของเยรูซาเล็ม มุ่งไปสู่ Lion's Gate เข้ายึดกำแพงตะวันตกและ Temple Mount ได้แต่ก็สูญเสียไปพอสมควร กรมทหารราบเยรูซาเล็มเข้ามาเสริมกำลังและรุกต่อเนื่องไปทางใต้ ยึด Judea, Gush Etzion และ Hebron ได้อีก กรมทหาร 'ฮาเรล' รุกคืบหน้าไปทางด้านตะวันออกจนถึงแม่น้ำจอร์แดน  

ทางด้านเวสท์ แบงค์ ทหารของนายพล เปเลด ยึด Nablus ได้ และร่วมกับกรมยานเกราะจาก บก.ส่วนกลาง สู้รบกับกำลังของจอร์แดนที่มีอาวุธดีกว่าแต่จำนวนพอๆ กัน

ก่อนที่สถานการณ์จะย่ำแย่ พระเอกก็ขี่ม้าขาวมาช่วย, กองทัพอากาศส่งเครื่องบินมาโจมตีทหารจอร์แดน จนในที่สุดทหารอิสราเอลชนะ แล้วก็ยึดหัวสะพานข้ามแม่น้ำจอร์แดนที่ฝ่ายจอร์แดนสร้างเอาไว้ ก่อนที่ทหารอิสราเอลจะรุกเข้าไปในดินแดนของจอร์แดนมากกว่านี้  แรงกดดันทางการเมืองจากอเมริกา  ก็มาถึงทำให้หยุดอยู่แค่นั้น

**************************************
ภาพพลเรือนในหลุมหลบภัย






แนวรบที่ราบสูงโกลาน ที่ซีเรียยึดครอง


ซีเรีย

จากรายงานเท็จของอียิปต์ว่าได้ชัยชนะ   ซีเรียดาดการณ์ว่าไม่นาน กองกำลังอียิปต์จะโจมตีเทลอาวีฟ ซีเรียจึงเข้าร่วมสงคราม ปืนใหญ่ซีเรียเริ่มยิงกระสุนใส่ภาคเหนือของอิสราเอลและเครื่องบินไอพ่นซีเรีย12ลำ โจมตีชุมชนอิสราเอลในแคว้นกาลิลี   แต่แล้ว เครื่องขับไล่อิสราเอลก็ปรากฏตัว  ขัดขวางเครื่องบินของซีเรียโดยยิงตกไปสาม ส่วนที่เหลือหนีไปได้

ในตอนเย็นของ วันที่ 5 มิถุนายน   กองทัพอากาศอิสราเอลก็โจมตี สนามบินซีเรีย  MIG 21s 32ลำ   MiG-15 23ลำ  MiG-17 และ Il-28,   สองในสามของเครื่องบินที่มีอยู่  ถูกทำลาย   เครื่องบินที่รอดจากการโจมตีถอยกลับไปฐานที่อยู่ห่างไกลโดยไม่มีบทบาทใด ๆ ต่อไปในสงครามที่ตามมา 

หลังจากที่การโจมตีซีเรีย เข้าใจว่าข่าวที่เคยได้ยินมาจากอียิปต์อาจจะไม่ได้เป็นความจริง
กำลังทหารของซีเรียบางส่วนพยายามเข้ายึดแหล่งน้ำที่ Tel Dan  แต่ทว่า  ด้วยความที่รถถังกระจัดกระจายกันไป ทำให้การติดต่อสื่อสารมีปัญหา  และเมื่อไร้ที่กำบัง  รถถัง  ก็กลายเป็นเป้าชั้นดีให้กับเครื่องบินอิสราเอล  รถถังซีเรียหลายคันจมลงสู่ก้นแม่น้ำจอร์แดน หลังพยายามข้ามน้ำมาโจมตีอิสราเอล ในที่สุด ผู้บัญชาการของซีเรียก็ล้มเลิกความคิดที่จะบุกเข้าโจมตีอิสราเอล หันมาใช้ปืนใหญ่ยิงถล่มชุมชนชาวยิวในหุบเขา Hula 




***********
เด็กๆในหลุมหลบภัย


วันที่ ๗ และ ๘ มีการหารือกันในระหว่างผู้บัญชาการระดับสูงของอิสราเอลว่า จะจัดการกับที่ราบสูงโกลานอย่างไร  ในตอนแรก  แผนออกมาว่าจะโจมตีวันที่ 8 แต่ถูกเลื่อนออกไปเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเวลา 03:00 ของ วันที่ 9 มิถุนายน, ซีเรียขอหยุดยิง อย่างไรก็ตามเรื่องนี้สี่ชั่วโมงต่อมา  เวลา 7.00 น.  ทางสภาก็มีคำสั่งให้เข้าไปจัดการกับซีเรีย 

แต่ทว่าการโจมตี  จะเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก   ทางด้านตะวันตกของที่ราบสูงโกลัน ซึ่งจะต้องบุกขึ้นไป  ประกอบด้วยหินสูงชันสูง 500 เมตร (1,700 ฟุต) จากทะเลกาลิลีและแม่น้ำจอร์แดน และจากนั้นไป   ที่ราบสูงขึ้นจะค่อย ๆ ลาดขึ้น  (Dayan  รมต.ว่าการกระทรวงกลาโหม เชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเสียทหารมากเกินไปจนไม่คุ้มค่า)

กองทัพซีเรียประกอบด้วยทหารประมาณ 75,000 แบ่งเป็น 9 กองพันสนับสนุนด้วยปืนใหญ่   ส่วนอิสราเอลมีกำลังทั้งหมด 4  กองพัน แบ่งกำลัง 2 กองพัน อยู่ทางด้านเหนือของแนวรบ อีก 2กองพัน  อยู่ตรงกลาง 


ภูมิประเทศราบสูงโกลันเป็นฝันร้ายของผู้ที่คิดจะเข้าตี  มันเป็นที่ลาดภูเขาขนานไปกับลำธาร ยาวหลายกิโลเมตร จากตะวันออกไปตะวันตก ซึ่งแทบไม่มีที่กำบังเลย    ข้อได้เปรียบที่อิสราเอลครอบครองก็คือ มีหน่วยสืบราชการลับที่ดีเยี่ยม  สายลับของมสอสาดได้ให้ตำแหน่งกองทหารของซีเรียแก่อิสราเอล รวมถึงตำแหน่งกับดักต่างๆในแนวป้องกัน  ซีเรียได้สร้างปราการป้องกันความยาวถึง 15 กิโลเมตร เปรียบเทียบได้กับ แนวป้องกัน Maginot  ของฝรั่งเศสในสมัย ww2


ในเช้าวันที่ 9 มิถุนายน
กองทัพอากาศอิสราเอล ทำการโจมตีฐานปืนใหญ่ของซีเรีย นักบินได้รับคำสั่งให้ถล่มทุกอย่าง แต่ปืนใหญ่ของซีเรียที่เจอกับการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลบ่อยๆ จึงมีการทำที่กำบังอย่างดี ปืนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังไม่ถูกทำลาย 
สองชั่วโมงหลังจากที่ airstrikes เริ่ม 

กองพลที่ 8 นำโดยพันเอก Mandler   ก็ก้าวเข้าสู่ที่ราบสูงโกลาน   ขณะที่พวกเขาเข้ามาในระยะ   bulldozers 5คันซึ่งมีหน้าที่  ทำลายรั้วลวดหนามและกับระเบิดก็ถูกโจมตีทันที 
เพราะต้องขึ้นเนิน 
รถถังอิสราเอลความคล่องแคล่วของพวกเขาลดลงอย่างรวดเร็วตามภูมิประเทศ    ทำให้ทหารราบอิสราเอลล้มตายอย่างต่อเนื่อง   ส่วนหนึ่งของกองกำลังก็หลงทางและโผล่ออกมาด้านตรงข้ามกับเป้าหมาย

พันเอก Mandler สั่งรุกพร้อมกัน   ทำให้ปืนซีเรียต้องกระจายการยิง  ทำให้อำนาจการยิงลดลง และในที่สุดก็สามรถเข้าไปประชิดสนามเพลาะได้
“เย็นวันที่ ๙ มิถุนายน ทหารอิสราเอล ก็สามรถทำลายแนวป้องกันแนวแรกไปได้   แต่ทหารอิสารเอลก็เสียหายนหนักจึงต้องหยุดพักเพื่อรอสับเปลี่ยนกำลัง   อย่างไรก็ตามแม้ว่าแนวแรกจะแตกไปแล้ว  แต่ยังมีอีกสองแนว  และ ภูเขา Hermon และ Banias ที่อยู่ทางเหนือ และ Tawfiq และถนนบางเส้นที่อยู่ทางใต้  ก็อยู่ในมือซีเรีย

ซีเรียพยามเสริมกำลังตีโต้แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้    แต่ทว่า ในตอนนี้ซีเรียก็ได้ข่าวแนวรบอื่นๆแล้ว และก็เริ่มถอนกำลัง

วันที่ 10 มิถุนายน กำลังด้านเหนือและด้านกลางของอิสราเอลรุกมาพบกันบริเวณที่ราบสูง ทำให้ แต่ซีเรียถอนทหารออกไปหมดแล้ว อิสราเอลยึดที่ราบสูงโกลานได้สมบูรณ์




ในสงครามครั้งนี้อิสราเอลยึดดินแดนอาหรับได้มากมาย เช่น ฉนวนกาซา คาบสมุทรไซนาย ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (หรือ เขตเวสต์แบงก์) ทั้งหมด และยึดเยรูซาเลมกลับมาได้ นอกจากนี้ยังยึดที่ราบสูงโกลานของซีเรียได้อีกด้วย ทำให้ดินแดนของอิสราเอลขยายตัวออกไปถึง 4 เท่า
ซึ่งนับเป็นการสร้างความมั่นคงทางดินแดนให้กับอิสราเอล แต่ฝ่ายอาหรับและปาเลสไตล์ก็พยามตอบโต้และกลายเป็นสงครามกันอยู่เสมอ จนถึงปัจจุบันนี้ สันติภาพถาวรก็ยังไม่บังเกิด อีกทั้งสงครามครั้งนี้ทำให้คลองสุเอซถูกปิด ไม่มีการใช้งาน ก่อนจะเปิดอีกครั้งในวันที่ 5 มิถุนายน 2518

***
รูปแสดงดินแดน ก่อน-หลังสงคราม 6วัน  
สีขาวคือก่อน  สีชมพูคือหลังสงคราม
**



สรุปตัวเลขการสูญเสีย

อิสราเอล

  76–983 ตาย
4,517 บาดเจ็บ
15 ถูกจับ
46 อากาศยานที่ถูกทำลาย


Egypt – 10,000 –15,000 ตายหรือสูญหาย
4,338  โดนจับ

Jordan – 6,000 ตายหรือสูญหาย
533 โดนจับ

Syria – 2,500 ตาย
591 โดนจับ

Iraq – 10 ตาย
30  บาดเจ็บ
-------

อากาศยาน  มากกว่า 452 ลำถูกทำลาย



*************************

ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านครับ  บุญรักษาครับ

เครดิต
****
คุณ do_roty ช่วยแก้ไขข้อมูล  ขอขอบคุณมา ณที่นี้

http://en.wikipedia.org/wiki/Six-Day_War
http://www.sixdaywar.org/war.asp
http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2007/06/K5478136/K5478136.html
http://www.israeli-weapons.com/history/six_day_war/sixdaywar.html
http://joshuapundit.blogspot.com/2013/06/the-anniversary-of-one-of-g-ds-miracles.html





Create Date : 27 เมษายน 2557
Last Update : 27 เมษายน 2557 19:00:32 น. 1 comments
Counter : 733 Pageviews.

 
เป็นไปได้ชีวิตนี้ไม่อยากพบเจอสงครามเลยค่ะ
อ่านแล้วจิตตก T T

แต่ข้อมูลเยอะมากๆเลย
ขอบคุณมากๆนะคะ



โดย: lovereason วันที่: 27 เมษายน 2557 เวลา:22:46:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.