สวัสดีครับ ขณะนี้คุณได้หลวมตัวเข้ามาในบล๊อคของผมเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ผมมีนิยายสองเรื่องนะครับ รับชมได้ตามสบายครับ

sillfai
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add sillfai's blog to your web]
Links
 

 
ปฎิบัติการ หักเขี้ยวสิงโต เมื่อญี่ปุ่นจมเรืออังกฤษ

วันที่ 8 ธันวาคม  1941 กองทัพญี่ปุ่นได้ย่างตราทัพเข้าสู่ประเทศไทย   เวลาประมาณ 02.00 น. กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี ปัตตานีและบางปูสมุทรปราการ และบุกเข้าประเทศไทยทางบกที่อรัญประเทศ  เป้าหมายคือมลายู และสิงค์โปร   แต่ทว่าสิ่งที่กีดขวางไม่ให้กองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าสิงค์โปรได้โดยสะดวก  นั่นก็คือเรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์  และเรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์    

*********************

เรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์

******************************

เรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์    

( เรือปริ๊นซ์ออฟเวลล์ ( Prince of Wales) เป็นเรือประจัญบานรุ่นใหม่ของอังกฤษชั้นเดียวกับเรือคิงยอร์ทที่ 5 ( King George IV ) ติดตั้งปืนใหญ่ 14 นิ้ว มีระวางขับน้ำ 43,786 ตัน มีประวัติในการทำการรบกับเรือบิสมาร์กและปริ๊นซ์อูเก้นของเยอรมันในการรบที่ช่องแคบเดนมาร์ก ร่วมกับเรือประจัญบานฮูด ) ประสิทธิภาพของมันไม่ต้องพูดถึง เมื่อมันถูกสร้างโดยหนึ่งประทเศที่มีกองทัพเรือที่ดีสุดในโลก

ญี่ปุ่นจะต้องหาทางทำลายเรือทั้งสองเสีย  หาไม่แล้วการบุกของญี่ปุ่น  ไม่มีทางเลยจะทำได้สำเร็จ  แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไร  และทำได้ยังไง

ซาดาโอะ  ทาไก  หนึ่งในนักบินของญี่ปุ่น ที่ร่วมกันปฏิบัติการในครั้งนั้น ได้บันทึกไว้ว่า  

“เรารู้ว่า เราบุกมลายูแล้ว  มีเครื่องบินขับไล่และเครื่องบินทิ้งระเบิดจากสิงค์โปร  มาช่วยป้องกัน ทหารของเรา ไม่ให้ทำการบุกได้ง่ายดายนัก   แต่ที่น่าแปลกใจคือเรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์  และเรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์   ไปไหนเสีย หากเรือทั้งสองเข้าร่วมการต้านทานการบุกด้วย  เราก็คงจะแหลกกันไปเสียหมด  เราได้ข่าวว่าวันนี้ เรือบรรทุกทหารของเราถึงโกตาบารูเล้ว  แต่ก็ไม่มีแม้แต่วี่แวว  เรือทั้งสองหายไปไหน  หากเป็นกองทัพเรือของเรา  คงจะเอาเรือทั้งสองมาร่วมป้องกันด้วยอย่างแน่นอน  “

************

โกตาบารู

ภารกิจของกองบินในประเทศเวียดนาม คือต้องหา เรือทั้งสองลำให้ได้แล้วทำลายเสีย

แต่ในที่สุด  ปริศนาก็ได้รับคำตอบ  วันที่9 ธันวาคม  1941  เครื่องบินลาดตระเวณ แบบที่ 88 ของญี่ปุ่นได้ถ่ายภาพทางอากาศและรายงานมาทางวิทยุ  ว่าเรือทั้งสองยังอยู่ที่ท่าเรือสิงค์โปร  ซึ่งนับเป็นข่าวดีของกองทัพญี่ปุ่น

เพราะว่าทหารที่กำลังทำการบุกอยู่ที่โกตาบารูจะไม่พบกับอันตรายแต่อย่างใด  ทางด้านกองทัพเรือญี่ปุ่น นายพลเรือตรี  มัตสุนากะได้เรียกเหล่าเสนาธิการ  เพื่อประชุมหารือว่าจะทำลายเรือทั้งสองนี้ได้อย่างไรจะใช้ระเบิด  ตอปิโด  จะโจมตีขณะ เรืออยู่ในท่า  หรือออกมาสู่ทะล  ความลึกของอ่าว การไหลของน้ำ  ทุกๆข้อมูล  รูปขบวนที่จะเข้าโจมตี  ทิศทางการเข้าโจมตี ทุกๆแผนการโจมตีที่เคยร่างไว้  ถูกนำมาใช้ทั้งหมด

เครื่องบินลาดตระเวณ แบบที่ 88 ( Kyushu Q1W Tokai )

ทางด้านพวกนักบินก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน  ข่าวที่ได้รับว่าเจอเรือทั้งสองแล้วทำให้นักบินตื่นเต้นกันมาก นี่เป็นโอกาศดีที่จะสร้างชื่อ  นักบินรอคำสั่งอย่างวุ่นวายใจ  ทุกคนเตรียมพร้อมในชุดนักบินตั้งแต่เช้าตรู่ 

จนกระทั่ง  เวลา  17.00 น.เหตุการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางตรงกันข้าม กับที่เครื่องบินลาดตระเวณรายงานมา  นั่นก็คือข่าวจากเรือ ดำน้ำ I 56  ซี่งทำการลาดตระเวณอยู่ทางตะวันออกของสิงค์โปร ได้รายงานมาว่า เวลา15.30 น. พบเรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์  และเรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์    และกำลังเดินทางขึ้นเหนือ

เรือ ดำน้ำ I 56

*********

ข่าวนี้ทำให้เหล่าเสนาธิการ ต้องตกตะลึงเพราะข่าวแรก  บอกว่า  เรือลาดตระเวณหนัก รีพัลล์  และเรือประจัญบาณปริ๊นออฟเวลล์   อยู่ที่ท่าเรือของสิงค์โปร  ข่าวไหนผิดพลาดกันแน่  แต่ถึงอย่างไร หน่วยบินเกนซานก็ถูกสั่งให้ติดตอปิโดเตรียมพร้อมเอาไว้  เหล่าเสนาธิการ  นักบิน  และหัวหน้าหน่วยอย่างซาดาโอะ  ทาไก  ทุกคนอยากรู้ว่า เรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์  และเรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์    ยังอยู่ที่ฐานทัพ หรือออกมาแล้ว  เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะดูผิดไปดูเรือลาดตระเวณเป็นเรือประจัญบาน กรณีที่เลวร้ายไปกว่านั้น  มีเรือประจัญบานลำอื่นเล็ดรอดสายตาหน่วยข่าวกรอง  เข้ามาเสริมกำลังให้กับสิงค์โปร

อย่างไรก็ตามหากเรือทั้งสองลำ บ่ายหน้าขึ้นเหนือจริงๆ  ก็จะไปพบกองกำลังญี่ปุ่นที่กำลังบุกไปยังโกตาบารูอย่างแน่นอน  หากพบเรือขนทหาร  กองทัพญี่ปุ่นก็จะพบกับหายนะ 

แน่นอนเหล่าเสนาธิการ ย่อมไม่ปล่อยความสงสัยนี้ไว้  เครื่องบินลาดตระเวณแบบ 98  ถูกสั่งให้ลงที่ไซง่อน  แล้วนำภาพถ่าย มาล้างและตรวจดูอย่างเร็วที่สุด  เพื่อพิสูจน์ว่าข่าวไหนถูกต้องกันแน่

และแล้วความจริงก็ปรากฏ  ภาพถ่ายถูกนำมาขยายและวิเคราะห์ ดูใหม่ ผลปรากฏว่า   ข่าวเครื่องบินลาดตระเวณแบบ 98  ผิดพลาด  เรือที่พบในภาพถ่ายคือ  เรือขนส่งขนาดใหญ่ที่ถูกปลอมแปลงให้เหมือนเรือทั้งสอง ข่าวของเรือดำน้ำ ถูกต้อง เรือลาดตะเวณประจันบาน รีพัลล์  และเรือประจัญบานปริ๊นออฟเวลล์         กำลังเดินหน้าขึ้นเหนือเพื่อไปสกัดกั้น  กองทัพญี่ปุ่นที่โกตาบารู

ซาดาโอะ  ทาไก   ได้บันทึกไว้ว่า  

“เราได้ข่าวจากเรือดำน้ำ เพียงเท่านั้นเอง  เพราะเรือดำน้ำพลาดการติดตามไปกองเรืออังกฤษที่มุ่งขึ้นเหนือ ทำให้เราไม่ทราบข่าว  ของเรือทั้งสองอีกเลย “

แต่ถึงอย่างนั้น  กองบินของญี่ปุ่นก็ต้องทำการออกบิน ทำการค้นหาและทำลายให้ได้แม้ว่าจะเป็นเวลากลางคืนก็ตาม  ฝูงบิน  ซาดาโอะ  ทาไก บินเลียบไปทางแหลมอินโดจีนแล้วมุ่งหน้าเข้าสู่อ่าวไทย  แต่ทว่าทัศนะวิสัยวันนั้นไม่ดี  มีเมฆหนาค่อนข้างมาก  เขาได้บันทึกเอาไว้ว่า

  การบินในหมู่เมฆหนามี โอกาศจะทำให้พลัดหลงกันมาก  นักบินในฝูงผมก็หลงกันมาครั้งหนึ่งแล้ว  แต่ดีที่ว่าสามารถบินกลับฐานได้อย่างปลอดภัย  ผมอดหวั่นไม่ได้  มีเมฆหนาแถมยังบินตอนกลางคืน ผมกลัวจะหลงกันอีก  แต่คิดว่าเราบินเกาะกันสักสองหมู่ก็พอแล้ว “

ขณที่หน่วยบินเกนซาน  กำลังอยู่บนท้องฟ้าก็ได้รับวิทยุมาจาก  พลเรือโท โนบุตะเกะ คอนโด ผบ.กองกำลังภาคใต้ว่า  กองเรือจะสนธิกำลังเพื่อเข้าจู่โจมเรือทั้งสองในวันนี้ด้วย

ซาดาโอะ  ทาไก  บันทึกเอาไว้ว่า

“ สิ่งหนึ่งเรากังวลนอกจากข้าศึกแล้วก็คือ ปัญหาในการพิสูจน์เป้าหมาย  ว่าเป็นเรือของเราหรือของข้าศึกกันแน่  หากเป็นกลางวันก็ว่ายากแล้วกลางคืนยิ่งยากเข้าไปอีก  ถึงจะเป็นกลางวัน  ก็ยากจะบอกว่าเป็นเรือของเราหรือเราเรือของข้าศึก เพราะไม่รู้ว่าเรือของใครอยู่ที่ตรงไหน  ตอนนี้ค่อนข้างลำบาก  เพราะเรือของเราก็ออกทำการค้นหา  เรือของข้าศึกด้วยเช่นกัน   มีความเสี่ยงที่จะโจมตีกันเองก็เป็นไปได้  “ 

ในวันนนั้นทัศนวิสัยค่อนข้างแย่  ท้องฟ้ามีเมฆมาก กระจัดกระจายไปทั่วมหาสมุทรแทบไม่มีช่องว่างเลยทำให้  เครื่องบินต้องลดระดับลงมาที่ 1000ฟุต  แม้ในระดับความสูงเช่นนี้  จะทำให้พบเรือข้าศึกก็ต่อเมื่อบินอยู่เหนือเรือพอดี  แม้มันจะเสี่ยงอยู่หากเขายิงปืน ต่อสู้อากาศยาน  แต่มันจะเป็นประโยชน์ต่อเรามากเพราะเราจะรู้ตำแหน่งของข้าศึก ทันที  

เวลาผ่านไปไม่นานนัก  นักบินก็ได้รับข่าวจากวิทยุ  ว่าได้พบเรือของข้าศึกแล้ว  นักบินทุกลำมุ่งหน้าไปในทิศทางที่บอกทันที หน่วยบินมิฮิโร่ ผู้ค้นพบ  ได้วิทยุแจ้งมาอีกว่า  ได้ทิ้งพลุส่องแสงลงไปแล้ว

นักบินทั้งหมดรอเพียงเวลา  ยืนยันจากกองบัญชาการเท่านั้น

ซาดาโอะ  ทาไกบันทึกตอนนี้ไว้ว่า

“ ผมอดถอนหายใจไม่ได้  เมื่อได้รับวิทยุมาว่า    เรือที่เห็นจากพลุนั่น  คือเรือลาดตระเวณหนักโชกิ  เป็นเรือฝ่ายเรา  เกือบไปแล้ว  นับว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยั้งคุ้มครองเราอยู่ทำให้ เราไม่โจมตีกันเอง  แทนที่จะเป็นเรือศัตรู “

เรือลาดตระเวณหนักโชกิ  เป็นเรือธง  ของนายพลเรือ โอซาว่า  หลังจากที่เรา  เกือบยิงกันเอง  ก็ได้รับวิทยุมาจาก  พลเรือตรี  มัตสุนากะว่า  ให้ยกเลิกแผน  ให้ทุกลำกลับฐานบินได้

เป็นกันว่าเราไม่พบกองเรือข้าศึกในคืนนั้น เหลือเพียงเครื่องบินลาดตระเวณที่ยังทำการค้นหาต่อไป

เรือลาดตระเวณหนักโชกิ


วันที่
10 ธันวาคม 1941

  วันรุ่งขึ้น  แผนถูกวางขึ้นใหม่หากครั้งนี้ ไม่พบก็ให้  บินเลยไปที่ฐานที่สิงค์โปรเผื่อว่า  เรือประจัญบาน รีพัลล์  และปริ๊นออฟเวลล์จะกลับไปที่นั่น  

เวลา 6.25น.  เครื่องบินลาดตระเวณ  ก็ขึ้นสู่ท้องฟ้า  เพื่อทำการค้นหา

  เวลา7.35-9.30น  เครื่องบินโจมตี และเครื่องบินทิ้งระเบิดที่ลดน้ำหนักลงไปเพื่อเพิ่มระยะทำการ  ก็ขึ้นสู่ท้องฟ้า  กองทัพญี่ปุ่นในวันนั้น  ส่งเครื่องบินทำการเกือบร้อยเครื่อง  ประกอบไปด้วย

Mitsubishi G3M  69เครื่อง

เครื่องบินลาดตระเวณ แบบ 98 สองเครื่อง   

เครื่องบินโจมตี G4M 701st Kokutai Ohka  แบ่งเป็นติดตอปิโด  34เครื่อง  นอกนั้นติดระเบิด

เวลา10.00 น  ฝูงบิน ของซาดาโอะ  ทาไก   ก็ขึ้นสู่ท้องฟ้า  เขาเล่าว่า “เราบินล่องใต้ออกไปไกล  อากาศปลอดโปร่ง  ทัศนวิสัยดีมาก  เราบินค้นหากันไปทั่ว  ในระยะเพดานบิน 8300  ถึง 10000 ฟุต   สิ่งที่ผมวิตกกังวลอย่างหนึ่ง คือเรื่องน้ำมันเชื้อเพลิง   เราเคยศึกษากันตั้งแต่เดือนกันยายน  ว่าหากใช้ลมและการคุมกำลังเครื่องจะบินได้ไกลเท่าไหร่  ผลปรากฏว่าเราบินได้ไกล เพิ่มขึ้น 20%  แต่นั่นหมายถึงอัตราการเติมน้ำมันปกติ  แต่ตอนนี้เครื่องต้องบรรทุกตอปิโด  ทำให้ต้องลด  น้ำมันลง30%  นั่นคือสิ่งที่ผมกังวล “

เวลา 11.45

“ เรายังไม่ได้รับข่าวคราว  ของ  ขบวนเรืออังกฤษเลย  เครื่องบินลาดตระเวณที่บินล่วงหน้าไปก่อนก็ยังไมได้ส่งข่าวอะไรมา  ขณะนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งแทบจะไร้เมฆ  หากข่าวที่ได้รับมาถูกต้อง  ขบวนเรือของอังกฤษที่มุ่งหน้าขึ้นเหนือ  ด้วยเวลาขนาดนี้เราน่าจะพบแล้ว  ขณะนึ้เราได้บิน มากว่า500ไมล์แล้ว

“เราทุกคนรู้ดีว่า นี่มันเกินกว่าระยะทำการของเครื่องบินแล้ว  ยิ่งไกลออกไปยิ่งหมายถึงการสูญเสียน้ำมันอันมีค่า  (หมายเหตุ เครื่องบิน  มีระยะทำการ 400ไมล์)    เราพยายามบินแบบประหยัดน้ำมันที่สุดแน่นอนว่ามันผิดหลัก  แต่จะทำอย่างไรได้  การประหยัดน้ำมันแบบผิดหลักนี้  ทำให้เครื่องหนึ่งในทีมผม  เกิดควันโขมงทำให้  ต้องบินกลับฐานฝูงบินของผมจึงเหลือแค่เจ็ดลำเท่านั้นเอง    เราเห็น  เรือบรรทุกขนาดระวาง  ประมาณ 500-600ตัน  นั่นแสดงว่าใกล้ สิงค์โปรแล้ว  ผมสั่งให้  ทุกคนเตรียมพร้อมการโจมตีที่จะมาจากทางสิงค์โปร  เราทุกคน  เกาะกลุ่มมุ่งหน้าสู่สิงค์โปร  ผมคิดว่าขากลับจะต้องจอดที่ฐานบินที่โกตาบารู  ที่กำลังสู้รบกันอยู่  แม้จะเสี่ยง  แต่ไม่มีทางเลือก

แต่แล้วเครื่องบินของหน่วยที่ 3  ก็ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด  เขา เลี้ยวเข้าหาเรือบรรทุกลำนั้น ลดระดับก่อนจะหย่อนระเบิดลงไป  ทำให้ลูกฝูงต้องหย่อนตาม  ระเบิดลูกนั้น  ตกห่างตั้งราวๆ 700หลา  แถมที่เหลือก็หย่อนไม่เข้าเป้า  เป็นอันว่า  เสียระเบิดไปเปล่าๆ 9 ลูก   ถึงถูกก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย  แล้วฝูงนั้นก็เลี้ยวกลับฐาน

เรายังคงมุ่งหน้า สู่สิงค์โปร  เราเห็นแหลมมลายูทางด้านขวามือแล้ว  หากมีเรือข้าศึกแน่นอนว่าคงไม่พ้นมือเราไปได้  เมื่อไม่พบ  นากาชิอิ  ผู้บังคับการคงจะสั่งให้มุ่งหน้าเข้าสิงค์โปรเลย

เวลา 12.20  เราได้รับการติดต่อจากเครื่องบินอีกฝูง ว่า  พบ  เรือประจัญบาน ข้าศึกสองลำ  ห่างจากแหลมกวานตัน ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้  ประมาณ70ไมล์  เมื่อเวลา 11.45น.  นั่นหมายความว่า  เราบินเลยข้าศึกมาเกือบๆครึ่งชั่วโมง  ผมงุนงงเป็นอย่างมาก  แต่ที่แย่กว่านั้น  หัวหน้าฝูง  นากานิชิ  ยังบินต่อไปเรื่อยๆ  โดยไม่มีทีท่าจะหันกลับแต่อย่างใด  โดยยังคงมุ่งหน้าสู่ทิศใต้ซึ่งก็คือสิงค์โปร 

เครื่องทุกก็บินเลยไปเรื่อยๆ  พร้อมๆกับผลาญน้ำมันอันมีค่า   ผมอดทนไม่ไหวจึงวิทยุ  ไปถามว่าทำไมไม่ไปจัดการข้าศึก  เครื่องของ หัวหน้าฝูง  นากานิชิ จึงได้หันกลับ  และส่งสัญาณให้เราตามมา  ผมมารู้ทีหลังว่า  พนักงานวิทยุของเขาถอดรหัสผิด จึงบินเลยมาเสียนาน

เวลา 13.03  เราบินที่ความสูง 8300ฟุต  เราก็พบข้าศึกอยู่ห่างออกไป 25ไมล์  นากานิชิ   ดำดิ่งไปโจมตีเป็นหน่วยแรก    ปืนต่อสู้อากาศยาน  ระดมยิงขึ้นมาอย่างหนัก  ส่วนผมรอเป็น ส่วนที่สอง  ที่จะโจมตีตามแผน  ผมปรึกษากับลูกทีมว่า  เรือลำนี้ช่างเหมือนเรือ  คอนโงของเราเหลือเกิน  เมื่อคืนเราก็เกือบจะโจมตีเรือ  พวกเดียวกันเข้าให้แล้ว      ยิ่งผมส่องกล้องดูก็ยิ่งเหมือน     แต่เมื่อดูอีกครั้งให้แน่ใจ  ผมก็มั่นใจว่านั่นไม่ใช่เรือ  คอนโง 

เรือ  คอนโง  คล้ายกับ เรือรีพัลล์ เนื่องจากต่อ ในอังกฤษเหมือนกัน

“ผมจึงให้สัญญาณเครื่องบินที่รอ  คำสั่งผมอยู่ เข้าโจมตีได้  ผมลงไปโจมตีเป็นลำแรกเมื่อได้ระยะ ผมปลดตอปิโด  ก่อนจะเชิดหัวขึ้น  เรารู้สึกเหมือนกับว่าเราโดนยิงอยู่เพียงลำเดียว  การระดมยิงแน่นหนาเหลือเกิน  ผมเคยทิ้งระเบิดสองครั้งในจีน   กลิ่นดินปืนครั้งนั้นได้กลิ่นถึงในห้องนักบิน  แต่คราวนี้ดูเหมือนจะหนักกว่า   ระหว่างที่ผมเชิดหัวขึ้นผมหันไปดูผลงานตัวเอง  แต่ปรากฏว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น  ผมคิดว่ายิงผิด  แต่ปรากฏว่า   ผมได้วิทยุมาบอกจากลูกฝูงว่า   ตอปิโด  ยังติดอยู่ไม่ยอมออก “

ผมหันไปมองลูกทีมก่อนจะบอกว่าไม่เป็นไร  เราจะกลับไปทิ้งอีกรอบ  ครั้งนี้ผมเล็งไปที่หัวเรือ รีพัลลส์ กะให้เข้ากลางลำพอดี   ครั้งนี้ตอปิโดหลุด  และมันก็ถูกเข้าอย่างจัง  ผมเชิดหัวขึ้นและมองดู  เมื่อหมดหน้าที่ของเครื่องบินบรรทุกตอปิโดแล้ว  เครื่องอื่นๆ  อีกห้าสิบลำลงมาทิ้งระเบิด  ผมเห็นเครื่องบินลำหนึ่งเสียหายหนักมาก  เขาบังคับเครื่องเข้าชน  ตรงปล่องไฟพอดี  เครื่องฝูงหนึ่ง  หัวหมู่ทิ้งระเบิดผิด  ทำให้ลูกทีม  ทิ้งตามผลทำให้ระเบิดไม่ถูกเลยสักลูก  แต่ทว่า  เรือทั้งสองก็อาการสาหัสมาก

เรือตรีโอเอชิเป็นคนสุดท้ายที่อยู่ดู  มีบันทึกไว้ว่า  เวลา 14.20 น.  เรือรีพัลล์ก็จมลงก่อน   ส่วนเรือปริ๊นออฟเวลล์เกิดระเบิดรุนแรงที่ท้ายลำก่อนจะจมลง  เมื่อเวลา  14.40น.  สิ้นสุด  ตำนานอันเลืองชื่อของมัน  หลังการจมลงของเรือทั้งสอง   ญี่ปุ่น  ได้ประกาศให้โลกรู้ว่าหมดยุคของเรือ ประจัญบาน  แล้ว

ภาพถ่ายทางอากาศ  เมื่อเรือทั้งสองลำขณะถูกโจมตี





ขณะกำลังสละเรือ

จบแล้วครับ เครดิต

******************


http://www.payanakmodel.com/shop/index.php?productID=510
http://en.wikipedia.org/wiki/Sinking_of_Prince_of_Wales_and_Repulse
http://www.combinedfleet.com/ijna/ijnaf.htm

นิตยสารสมรภูมิ ปีที่ 4 ตั้งแต่ ฉบับที่ 124-129  ปี 2515

END




Create Date : 27 เมษายน 2557
Last Update : 27 เมษายน 2557 18:57:45 น. 0 comments
Counter : 232 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.