....ชวนมาสนุกกับการใช้ชีวิตค่ะ....

One day trip in อยุธยา....กราบหลวงพ่อโต ที่วัดพนัญเชิง



หลังจากอิ่มมื้อเที่ยงแล้ว เราก็ตะลุยเที่ยววัดกันต่อคะ





มาที่วัดแรก  วัดพนัญเชิง ค่ะ 


วัดพนัญเชิง

วัดพนัญเชิงเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหาร แบบมหานิกาย เป็นวัดที่มีมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งซึ่งครองเมืองอโยธยาเป็นผู้สร้างขึ้นตรงที่พระราชทานเพลิงศพพระนางสร้อยดอกหมาก และพระราชทานนามวัดว่า “วัดพระเจ้าพระนางเชิง” (หรือวัดพระนางเชิง) 


มาถึงแล้ว เข้าไปในวิหารหลวงพ่อโตกันค่ะ  วันนี้คนเยอะมากเลย


มาไหว้พระกันนะคะ 







 

พระพุทธรูปทองคำในพระอุโบสถ


ในพระอุโบสถวัดพนัญเชิงนั้นมีพระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ คือพระพุทธรูปทองคำ
พระพุทธรูปปูน และพระพุทธรูปนาค พระพุทธรูปทองเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย
ทำจาทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 3 ศอก สูง 4 ศอก มีสีทองอร่ามใสเป็นเงาสะท้อนอย่างชัดเจน องค์กลางเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสมัยอยุธยาหน้าตักกว้าง 4 ศอกสูง 5 ศอก ส่วนพระพุทธรูปนาคเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนั้นจะมีสีออกแดงๆหน้าตักกว้าง 3 ศอก สูง 5 ศอก


 กล่าวกันว่าพระพุทธรูปทองและนาคนี้เพิ่งถูกพบว่าเป็นพระทองและพระนาค ด้วยบังเอิญ เนื่องจากแต่เดิมทีพระทั้งสององค์ถูกฉาบเคลือบด้วยปูน จนมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปปูนปั้นทั่วไป สาเหตุคงเพราะว่าช่วงเวลาก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะถูกข้าศึกบุกตีพระนคร คนในสมัยนั้นเกรงว่าพระพุทธรูปทองและพระพุทธรูปนาคนี้จะถูกขโมยหรือเผาเอาทองไปจึงได้ฉาบปูนเคลือบและปั้นปูนในขณะที่ปูนยังไม่แห้งเพื่อทำเป็นลายจีวรและลักษณะต่างๆเช่น ปั้นรูปพระพักตร์ พระเกศา เพื่อให้เข้าใจว่าไม่ใช่พระทองคำและพระนาค จนกระทั่งในภายหลังมีผู้ไปค้นพบว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำ


เนื่องจากเศษปูนได้กะเทาะออกมาและเนื้อภายในเป็นทอง จึงได้ค่อยๆกะเทาะปูนออกให้หมด จึงได้เห็นว่าเป็นพระทองคำทั้งองค์และนำมาประดิษฐานอยู่ภายพระอุโบสถของวัด

 




ห้องนี้จะออกแบบจีนๆนะ



มาอีกหนึ่งอุโบสถด้านซ้ายค่ะ  น่าเสียดายที่หาประวัติของพระพุทธรูปองค์นี้ไม่เจอ  เลยไม่รู้ว่าที่มาเป็นยังไง





ห้องนี้แต่งแบบไทยๆ








ใบเสมา



เข้ามาในวิหารหลวงพ่อโตจริงๆกันเสียที



พระวิหารนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ตามพงศาวดารกล่าวว่าสร้างเมื่อพ.ศ.1867 ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา 26 ปีเดิมชื่อ “พระพุทธเจ้าพนัญเชิง”(พระเจ้าพะแนงเชิง) 


แต่ในรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปองค์นี้ได้พระราชทานนามใหม่ว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก” (ชาวบ้านนิยมเรียกหลวงพ่อโต ชาวจีนนิยมเรียกว่าซำปอกง ผู้คุ้มครองการเดินทางทางทะเล)  เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะแบบอู่ทองปางมารวิชัยลงรักปิดทอง มีขนาดหน้าตักกว้าง 14 เมตรและสูง 19.13 เมตร ฝีมือปั้นงดงามมาก   เบื้องหน้ามีตาลปัตรหรือพัดยศและพระอัครสาวกที่ทำด้วยปูนปั้นลงรักปิดทองประดิษฐานอยู่เบื้องซ้ายและขวา อาจนับได้ว่าเป็นพระพุทธรูปนั่งสมัยอยุธยาตอนต้นที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง 


เข้าใจว่าเมื่อสร้างพระองค์ใหม่เสร็จแล้วจึงสร้างพระวิหารหลวงขึ้นคลุมอีกทีหนึ่ง ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อคราวพระนครศรีอยุธยาจะเสียกรุงแก่ข้าศึกนั้น พระพุทธรูปองค์นี้มีน้ำพระเนตรไหลออกมาทั้งสองข้าง   



 ส่วนในพระวิหาร เสาพระวิหารเขียนสีเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่งสีแดงที่หัวเสามีปูนปั้นเป็นบัวกลุ่มที่มีกลีบซ้อนกันหลายชั้น ผนังทั้งสี่ด้านเจาะเป็นซุ้มเล็กประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็กโดยรอบจำนวน 84,000 องค์เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ตามความเชื่อทางพุทธศาสนา ส่วนประตูทางเข้าด้านหน้าซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก เป็นบานประตูไม้แกะสลักลอยตัวเป็นลายก้านขดยกดอกนูนออกมา เป็นลักษณะของศิลปะอยุธยาที่งดงามมากแห่งหนึ่ง


จะบอกว่าน่าเศร้ามากที่เราเข้าไปได้ใกล้ที่สุดแค่นี้เอง  คนเยอะมากกก
ได้แต่ไหว้จากข้างนอกก็แล้วกันนะคะ Smiley



ในวิหารหลวงพ่อโตจุดธูปเทียนไม่ได้นะคะ  เค้าให้มาไหว้ข้างนอก





ที่นี่เค้านิยมทำบุญด้วยถวายผ้าห่มหลวงพ่อโต
คิวข้างในที่ยาวก็เพราะรอถวายนี่แหล่ะ




เดินออกมานอกวิหาร ก็ยังมีเทพเจ้าให้สักการะอีกเพียบ



ไฉ่สิงเอี้ย  (เทพแห่งโชคลาภ) 



เจ้าแม่กวนอิมพันมือ




พระสังกัจจาย



เจ้าพ่อเสือ


เทพกวนอู 


มีเยอะมากๆ ค่ะ Smiley ไหว้ไม่หวาดไม่ไหว 









เดินในสุดของวัดจะพบศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากค่ะ  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ก่อสร้างเป็นตึกแบบจีนเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่สร้อยดอกหมากในเครื่องแต่งกายแบบจีน ชาวจีนเรียกว่า “จูแซเนี๊ย” 



เพื่อนอ้อตั้งใจมานานแล้วว่าอยากมาไหว้ท่าน สมใจอยากเสียที




ที่มาของศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากมีอยู่ว่า  เมื่อครั้งก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา สยามประเทศในตอนนั้นไร้ซึ่งกษัตริย์ปกครองอยู่ระยะหนึ่ง เหล่าอำมาตย์ ข้าราชบริพาร และสมณชีพรามณ์ทั้งหลายจึงลงความเห็นว่า ต้องทำพิธีเสี่ยงเรือสุวรรณหงส์เอกชัย เพื่อเสาะหาผู้มีบุญวาสนามาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดยให้เรือแล่นไปตามแม่น้ำ

         ครั้นเมื่อเรือมาถึงยังตำบลแห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำ มีกลุ่มเด็กเลี้ยงโคเล่นกันอยู่ เรือก็จอดสนิทนิ่งไม่ยอมเคลื่อนที่ แม้ว่าเหล่าฝีพายจะพยายามสักแค่ไหนก็ตาม เมื่อเหล่าอำมาตย์เห็นเช่นนั้น จึงเดินเข้าไปในกลุ่มเด็กเลี้ยงโคและพบกับเด็กชายคนหนึ่งท่าทางฉลาด พูดจาฉะฉาน หลักแหลม จึงคิดว่าเด็กผู้นี้คงเป็นผู้มีบุญญาธิการ จึงรับตัวมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองประเทศ

   หลังได้ขึ้นเป็นกษัตริย์สยามประเทศแล้ว มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่สร้างความน่าอัศจรรย์ใจ และเป็นที่มาของพระนาม "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" เมื่อพระองค์ทรงโปรดให้ยกขบวนพยุหยาตราไปทางชลมารคพร้อมกับเหล่าเสนาบดี เมื่อเรือล่องมาถึงวัดปากคลอง ซึ่งเป็นเวลาน้ำขึ้น จึงตรัสสั่งให้จอดเรือพระที่นั่งอยู่หน้าวัด และทรงทอดพระเนตรเห็นรังผึ้งใต้ช่อฟ้าหน้าโบสถ์ พระองค์จึงดำริว่า...

         "จะขอนมัสการพระพุทธปฏิมากร ด้วยเดชะบุญญาภิสังขารของเรา เพื่อจะได้ครองไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ขอให้น้ำผึ้งหยดลงมากลั้วเอาเรือขึ้นไปประทับแทนกำแพงแก้วนั้นเถิด"

         เมื่อตรัสจบน้ำผึ้งก็หยดลงมากลั้วเอาเรือพระที่นั่งยกขึ้นไปถึงที่ทันที เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สายตาของเสนาบดีน้อยใหญ่ พระเจ้ากรุงไทยจึงเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธปฏิมากร เสร็จแล้วจึงเสด็จลงเรือพระที่นั่ง จากนั้นเรือพระที่นั่งก็ถอยลงมาตามเดิมได้เอง บรรดาภิกษุสงฆ์และเหล่าเสนาบดีจึงพากันถวายพระพรชัยและถวายพระนามพระเจ้ากรุงไทยว่า "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง"

         ครั้นถึงเวลาน้ำลง พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ก็รับสั่งให้เหล่าเสนาบดีกลับไปรักษาพระนคร ส่วนพระองค์จะเสด็จโดยเรือเพียงลำเดียว เพื่อเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ และด้วยกุศลที่สร้างมาแต่ปางหลัง จึงทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยปลอดภัยจนกระทั่งถึงกรุงจีน เมื่อชาวจีนเห็นว่าว่าทรงเดินทางเพียงพระองค์เดียวท่ามกลางทะเลใหญ่ แต่ยังสามารถรอดชีวิตมาได้นั้นเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก จึงนำความขึ้นทูลว่าพระเจ้าแผ่นดินจีนว่า พระเจ้าแผ่นดินไทยองค์นี้มีบุญญาธิการมาก



ด้านพระเจ้ากรุงจีนเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงอยากทดสอบว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งจะมีบุญญาธิการจริงหรือไม่ โดยรับสั่งให้เสนาบดีไปทูลเชิญพระเจ้าสายน้ำผึ้งประทับที่อ่าวนาค ซึ่งเป็นที่ที่มีอันตรายมาก และให้ทหารไปสอดแนมดูว่าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นหรือไม่ แต่ผลปรากฎว่านอกจากจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว ยังมีเสียงดุริยางค์ดนตรีเป็นที่ครึกครื้น เมื่อความทราบถึงพระเจ้ากรุงจีน พระองค์จึงมีรับสั่งให้จัดขบวนแห่ออกไปรับพระเจ้าสายน้ำผึ้งเข้ามาภายในพระราชวัง พร้อมทั้งให้ราชาภิเษกกับพระนางสร้อยดอกหมาก ธิดาบุญธรรมของพระองค์ ขึ้นเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้งด้วย

    ระหว่างการเดินทางกลับเมืองสยาม ในขณะที่ใกล้ถึงพระราชวัง พระเจ้าสายน้ำผึ้ง มีรับสั่งให้พระนางสร้อยดอกหมากคอยพระองค์อยู่ในเรือ เนื่องจากพระองค์ต้องการเสด็จเข้าพระราชวังก่อนเพื่อจัดเตรียมขบวนเกียรติยศออกมาต้อนรับ ทว่าเมื่อขบวนเกียรติยศมาถึงพระเจ้าสายน้ำผึ้ง กลับไม่ได้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง พระนางสร้อยดอกหมากจึงไม่ยอมเสด็จขึ้นจากเรือ พร้อมกล่าวว่า...


"มาด้วยพระองค์ก็โดยยาก เมื่อมาถึงพระราชวังแล้ว เป็นไฉนพระองค์จึงไม่มารับ ถ้าพระองค์ไม่เสด็จมารับก็จะไม่ไป" เมื่อเสนาบดีนำความไปกราบทูล พระเจ้าสายน้ำผึ้ง คิดว่าพระนางหยอกเล่น จึงกล่าวเล่น ๆ ว่า "เมื่อมาถึงแล้วจะอยู่ที่นั่นก็ตามใจเถิด" 


    หลังพระนางสร้อยดอกหมากทราบว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งตรัสเช่นนั้น  ก็รู้สึกน้อยพระทัยยิ่งนัก ครั้นรุ่งเช้าพระเจ้าสายน้ำผึ้งก็เสด็จมารับด้วยพระองค์เอง พระนางสร้อยดอกหมากจึงตัดพ้อต่อว่าพระองค์ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง จึงงตรัสสัพยอกอีกว่า"เอาล่ะ เมื่อไม่อยากขึ้นก็จงอยู่ที่นี่เถิด" เมื่อได้ฟังดังนั้น ด้วยความน้อยพระทัย พระนางสร้อยดอกหมากจึงกลั้นพระทัยตายทันที ทำให้พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมาก



         ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง จึงโปรดเกล้าให้อัญเชิญพระศพของพระนางสร้อยดอกหมากขึ้นมาพระราชทานเพลิงพระศพ ท่ามกลางความอาลัยรักของประชาชนชาวจีนและชาวไทย และทรงให้สร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระนางสร้อยดอกหมาก โดยตั้งชื่อวัดนี้ว่า "วัดพระนางเชิญ" หรือ "วัดพนัญเชิง" (ในปัจจุบัน) แต่นั้นมา






ภายในยังมีเทพเจ้า 108 องค์ให้สักการะด้วยค่ะ




มีชั้นสองด้วย ลองขึ้นมาดูนะคะ 



ข้างบนเป็นศาลเจ้าแบบเก่าแก่มาก



ข้างบนยังมีหุ่นเจ้าแม่สร้อยดอกหมากขนาดเล็กอีกหนึ่งองค์ด้วยค่ะ 



ที่วัดพนัญเชิงยังมีจุดเด่นอีกอย่างตรงที่ปลาเยอะ + ตัวใหญ่มากกก



ใหญ่ขนาดที่เรียกว่าสะบัดตัวทีนี่ นี้น้ำกระจายขึ้นมาถึงหน้าอิชั้นเลย Smiley



แย่งปลากินซะเรย  หง่ำๆ 



เพื่อนอ้อเข้าเฟรมบ้างค่ะ



วัดพนัญเชิงนี่กว้างใหญ่มากนะคะ  มีทั้งพระแบบไทยและจีนให้เราสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลกันเยอะมาก  (ความเห็นส่วนตัว  ที่นี่มีเยอะที่สุดที่อิชั้นเคยเห็นแล้วค่ะ  ครบทุกองค์จริงๆ)


ช่วงนี้อากาศก็ดีค่ะ  เดินเที่ยวได้ไม่ร้อนเลย  สนุกสนานเพลิดเพลินกันมากมาย 

เวิร์คๆ 






 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 4 ธันวาคม 2556 10:24:03 น.  

One day trip in อยุธยา....ชวนมาโค้งโก้งเลือกสินค้า ที่ตลาดโก้งโค้งค่ะ

เราเที่ยวอยุธยามาครึ่งวันแล้ว ถึงตอนนี้ก็เที่ยงกว่า เริ่มหิวข้าวกันแล้ว Smiley

ระหว่างขับรถไป คิดไปว่าเราจะหม่ำที่ไหนกันดี  ก็พอดีเห็นป้าย "ตลาดโก้งโค้ง" อยู่ตรงหน้า   อิชั้นมิรอช้า ชวนเพื่อนอ้อเข้ามาเที่ยวเลยค่ะ   ได้ทั้งข้าวกิน ทั้งเที่ยวตลาด  ดีจะตาย...Smiley


เพื่อนอ้อแสนดีมิรีรอ ก็รีบเข้าไปหาที่จอดรถให้ ณ บัดนั้นทันที   เตรง เตรง เตร๊ง เตรง.....






"ตลาดโก้งโค้ง" ตั้งอยู่ที่ บ้านแสงโสม หมู่ 5 ถนนบางปะอิน - วัดพนัญเชิง (ติดวัดบ้านเลน) ตำบลขนอนหลวง หรืออยู่ห่างจากตัวอำเภอพระนครศรีอยุธยา 11 กิโลเมตร

ตลาดนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "บ้านแสงโสม" ซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านเรือนไทยหมู่ใหญ่ ที่คงความเป็นสถาปัตยกรรมไทยโบราณไว้อย่างเด่นชัด

 บริเวณบ้านแสงโสมในอดีตเป็นด่านขนอน (ด่านเก็บภาษีในอดีต) และเป็นสถานที่ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิด ทั้งที่เป็นสินค้าชุมชนและสินค้าที่มาจากต่างเมือง 





ตุ๊กตานี่ทำซะน่ารักเชียว เล่นเอาอิชั้นแอบตกใจเล็กๆ (นึกว่าคุณยายคนแคระมานั่งเล่นแถวนี้) Smiley



สงสัยไหมคะ  ทำไมถึงเรียกทีนี่ว่า ตลาดโก้งโค้ง 



เพราะคำว่า  "ตลาดโก้งโค้ง" เป็นคำที่ใช้เรียกตลาดในสมัยโบราณ อยู่คู่กับกรุงศรีอยุธยามานานแล้วค่ะ  โดยคนขายสินค้าจะนั่งขายสินค้าอยู่บนพื้นดิน ดังนั้น คนที่มาซี้อสินค้าจะต้อง "โก้งโค้ง"เพื่อเลือกดูสินค้าที่ตนสนใจ 


ซึ่งการโก้งโค้งของคนไทยนั้น ทำได้สุภาพ นุ่มนวล เป็นกิริยาที่แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยภาพการซื้อขายจะเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และเต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรีเป็นมิตร ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย


แต่สมัยนี้นั่งกับพื้นเลยคงไม่ไหวเนอะ  ส่วนใหญ่เลยจะเป็นนั่งเก้าอี้เตี้ยๆ ยองๆมากกว่า (แต่เวลาซื้อก็ต้องโก้งโค้งเหมือนเดิมนะ) Smiley



มัวแต่ตื่นตาตื่นใจ ลืมไปเลยว่าหิวข้าว

ก่อนหม่ำเราไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระให้เรียบร้อยก่อนนะคะ


ห้องน้ำที่นี่ก็ยังไม่หลุดคอนเซ็ปต์  หลังคามุมจาก




ภายในทำได้ดีค่ะ  โล่ง สะอาด  แถมตกแต่งสวยอีก  ชื่นชมๆ Smiley



เสร็จแล้วเดินกลับมาหม่ำที่ศูนย์อาหาร




มื้อเที่ยงของพวกเราหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ
จะบอกว่าราคาอาหารไม่แพงเลยนะ  ก๋วยเตี๋ยวธรรมดา 25  พิเศษ 30   น้ำชาเย็นกับกาแฟเย็นนี่ก็แก้วละ 10 บาทเอง....หาราคาแบบนี้ไม่ได้แล้วนะจ๊ะ



ก๋วยเตี๋ยวก็ใช้ได้ค่ะ อร่อยด้วย ให้เยอะและราคาไม่แพง
แต่กาแฟจะจืดหน่อย  รสชาติจะด้อยกว่าปกติ (ก็แหม 10 บาทอ่ะ จะเอาอะไรนักเนอะ)


ทานกันอิ่มแล้ว ก็มาเดินช๊อปตลาดต่อค่ะ



เดินได้สองก้าว เจอร้านกาแฟสด วุ้ยยย ดีใจ  รีบสั่งในทันที

ระหว่างรอก็ชมร้านไปพลางๆก่อน  ตกแต่งแบบย้อนยุคได้ใจดีนะ




สักพักมอคค่าของอิชั้นก็มาเสริฟค่ะ  แก้วนี้ 30 บาทเอง ถูกมั่กมาก
แถมยังอร่อย เข้มข้นอีกต่างหาก  Smiley





จุดเด่นของตลาดแห่งนี้ คือ การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีวิถีชาวบ้าน มีอาหารและสินค้าพื้นเมืองที่หาชมได้ยาก  และแม่ค้าก็จะแต่งชุดแบบไทยเพื่อให้ได้บรรยากาศของอยุธยาสมัยก่อนค่ะSmiley



เพื่อนอ้อตั้งใจเลือกตะกร้าเป็นพิเศษ  หล่อนบอกว่าราคาถูกกว่าที่กทม.เยอะมากก







แอบสังเกตเห็นว่า แต่ละร้านจะติดป้ายแสดงกลอนของสินค้าแต่ละประเภทด้วย  น่ารักมากๆค่ะ  




ที่อิชั้นชอบก็มีร้านนี้ ที่เค้าขายขนมไทยโบราณพวกเสน่ห์จันทร์  ทองเอก จ่ามงกุฎ  ที่ไม่ค่อยเห็นใครขายกัน 

จริงๆตอนแรกแอบคิดว่าราคาแรง แพงไปหน่อยป่ะ ( 5 ชิ้น 30 บาท จ่ามงกุฎแพงหน่อย 5 ชิ้น 50 บาท)  แต่ละชิ้นมันเล็กนิดเดียวนา  แต่พอฟังกรรมวิธีการทำก็ต้องยอมเค้าละค่ะ  ยิ่งจ่ามงกุฎนะ  ทำตั้งสามวัน กว่าจะเสร็จเป็นขนมสวยๆให้เรารับประทาน

จะบอกว่าพอเอากลับมาชิมที่บ้านแล้วเสียใจที่ซื้อน้อยไปหน่อย ของเค้าอร่อยจริงค่ะ ถั่วกวนหอมกลิ่นนมแมว และกวนมาแบบพอดีๆ  เคี้ยวแล้วหนึบๆหน่อย อร่อยจัง 




ที่นี่ร้านค้าจะนิยมแต่งแบบย้อนยุคนะ






บรรยากาศนี่ถ่ายละครได้เลยนะ



แล้วอิชั้นก็มาเจอร้านที่ทำให้สตั๊นท์ไปสิบวิ   เมื่อมาเจอร้านขนมโบราณร้านนี้ Smiley

ก็ทั้งขนมจอลลี่สติ๊ก  ลูกสมอจีน  หมากฝรั่งบุหรี่แมวดำ  ของเล่นเด็กๆ  น้ำเต้าปูปลา ตุ๊กตากระดาษ  เล็บปลอม เขี้ยวปลอม ลูกโป่งวิทยาศาสตร์ วุ้ยยย มากมายหลายสิ่ง.....ทำอิชั้นย้อนวัยกลับไปเป็นเด็ก ยืนเลือกอยู่ตั้งนานแน่ะค่ะ  แถมร้านนี้ราคาไม่แพงเลย  ถูกที่สุดคือเล็บปลอมชิ้นละ 1 บาทยังมีขาย




คุณลุงเจ้าของร้านอัธยาศัยดีมากก เจื้อยแจ้วเจรจา ทั้งต้อนรับลูกค้าดี พูดเพราะ และยังมีรอยยิ้มบนใบหน้าตลอดเวลา  (อยากจะบอกว่าชอบร้านที่มีคนขายแบบนี้จริงๆ  รู้สึกว่าช๊อปแบบมีความสุขมากค่ะ)  


ตอนแรกอิชั้นไม่กล้าถ่ายรูปเพราะเกรงใจแก ยังไม่ได้ซื้อของด้วยเพราะยังไม่อยากหิ้ว แต่คุณลุงก็ส่งรอยยิ้มมาให้เป็นเชิงอนุญาติให้ถ่ายได้ตามสบาย  เข้าทางอิชั้นเลยล่ะ  อิอิ Smiley


ระหว่างช๊อปไปคุยกับคุณลุงไป  แกเลยเล่าให้ฟังว่า ตลาดโก้งโค้งนี้มีที่มาจากการที่เจ้าของที่แห่งนี้อยากจะสร้างตลาดให้ผู้คนในชุมชนได้ทำมาหากินสร้างรายได้  และเพื่อรักษาชุมชนไว้ด้วย  โดยที่เจ้าของเค้าไม่คิดค่าเช่าแม้แต่บาทเดียวเลยค่ะ  แต่ให้ชาวบ้านจัดสรรและบริหารกันเอง


โอ้โห...สุดยอดอ่ะ  ที่ดินติดถนนแปลงเบิ้มขนาดนี้ ให้ขายของฟรีๆ ไม่คิดค่าเช่า  เจ้าของที่นี่ใจสปอร์ตมากๆเลยนะคะ  ชื่นชมๆ ขอแสดงความนับถือจริงๆ Smiley


คุณลุงเล่าเพิ่มว่า ตลาดแห่งนี้ใครๆก็มาขายได้ ขออย่างเดียว ให้ใส่ชุดย้อนยุค และไม่ขายของแพงเกินไป  หากทราบว่าร้านไหนขายแพง  คนในตลาดจะปรามกันเอง เพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียความรู้สึก


นอกจากนี้วันที่ว่าง ก็จะมีการรวมตัวกันไปทำบุญที่วัด  ไปทำกิจกรรมร่วมกัน  ซึ่งอิชั้นคิดว่าน่ารักดีนะคะ  และเป็นการธำรงไว้ซึ่งชุมชน ตามความตั้งใจของเจ้าของที่ด้วย

Smiley


อยากจะบอกว่า ประทับใจกับตลาดโก้งโค้งนี้มาก  อยากเชิญชวนให้มาเที่ยวเยอะๆ จะหาว่าอวยก็ยอม    มาช่วยจับจ่ายซื้อของที่ตลาดนี้นะคะ  เป็นการให้กำลังใจพ่อค้าแม่ค้าที่นี่  ถ้ามีเวลามากพอ ช๊อปไปชวนคุยกันไปก็ได้   พ่อค้าแม่ค้าที่นี่คุยเก่งอัธยาศัยดีทุ๊กกกคน  


รับรองว่านอกจากจะได้ข้าวของติดไม้ติดมือกลับบ้านแล้ว  ยังจะได้ความประทับใจกลับไปแน่นอนค่า 






 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2556 21:16:35 น.  

One day trip in อยุธยา....ตามรอยหมู่บ้านญี่ปุ่น

หลังจากเที่ยวที่วัดนิเวศน์ธรรมประวัติแล้ว  เรามาเที่ยวกันต่อที่หมู่บ้านญี่ปุ่นนะคะ 



หมู่บ้านญี่ปุ่นคืออนุสรณ์หมู่บ้านเดิมของชาติญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยา เดิมในอดีตนั้นอยุธยาถือเป็นศูนย์กลางทางการค้าทั้งจากฝั่งตะวันตกและตกวันออก ตอนเหนือและตอนล่าง มีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายในราชอาณาจักรไทยมากขึ้นๆ ตามลำดับ ในระยะเวลาเดียวกันนั้นการค้าขายในประเทศญี่ปุ่นเริ่มเจริญรุ่งเรืองขึ้น สมัยนั้นทางการญี่ปุ่นได้อนุญาตให้ ชาวญี่ปุ่นเดินเรือไปค้าขายกับต่างชาติได้ โดยออกใบอนุญาตชูอิน (ตราแดง) ให้ นอกจาก จะมีเรือที่มีใบอนุญาตออกไปค้าขายแล้ว ยังปรากฏว่ามีเรืออื่นๆ ของชาวญี่ปุ่น เดินทางไปค้าขายในประเทศ ทางตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย


ในบรรดาพวกที่เดินทางไปค้าขายนี้ มีพวกหนึ่งซึ่ง เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา ในราวศตวรรษที่ 16  พระเจ้าแผ่นดินไทยได้มีพระบรมราชานุญาต ให้ชาวญี่ปุ่น มาตั้งหลักแหล่งอยู่ในกรุงศรีอยุธยา ชาวญี่ปุ่นจึงเข้าอาศัยอยู่ในอยุธยาเพิ่มมากขึ้นถึง 1,000 – 1,500 คน


หัวหน้าชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นคือ นากามาซา ยามาดาเป็นผู้มีอำนาจและเป็นที่โปรด ปรานของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม จนได้รับแต่งตั้งเป็นออกญาเสนาภิมุขรับราชการต่อมาจนได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจนสิ้นชีวิต


ปัจจุบันนี้หมู่บ้านญี่ปุ่นได้รับความร่วมมือจากสมาคมไทย-ญี่ปุ่น ในการช่วยดูแลรักษา






เมื่อจ่ายตังค์แล้วเค้าก้อจะให้ Guide Book เล่มเล็กๆ และ บัตรเข้าชม




ไปชม พิพิธภัณฑ์ กันก่อน เดินเข้ามาจะอยู่ทางซ้ายมือค่ะ




ก่อนอื่นก้อเข้ามานั่งชมประวัติคร่าวๆของหมู่บ้านนี้จากวีดีโอกันก่อนนะคะ  จะบอกว่าแอร์เย็นม๊ากก 




เนื้อหาก็จะมีประมาณว่าในสมัยกรุงศรีอยุธยามีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก ญี่ปุ่นก็เป็นชนชาติหนึ่งที่เดินทางเข้ามาในสมัยนั้น

หัวหน้าชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นคือ นากามาซา ยามาดา เป็นผู้มีอำนาจและเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

จนได้รับแต่งตั้งเป็น ออกญาเสนาภิมุข รับราชการต่อมาจนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจนสิ้นชีวิตค่ะ

Smiley Smiley Smiley


จากนั้นก้อออกไปชม Museum ในห้องถัดไป

เค้าจัดเป็นห้องโถงใหญ่  จัดแสดงความเป็นมาของกรุงศรีอยุธยาและเรื่องที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น จุดเด่นอยู่ที่ภาพวาดแผนที่กรุงศรีอยุธยาของชาวฮอลันดาที่อยู่กลางห้อง






ภาพแสดงชนชาติต่างๆที่เข้ามาอาศัยอยู่ในอยุธยา  มีเรียกว่าแทบจะทุกมุมโลกเลย



ภาพเส้นทางสันนิษฐานการเดินเรือ ของชาวต่างชาติมายังประเทศไทย





ข้าวของเครื่องใช้ของชาวญี่ปุ่นในอยุธยาในสมัยก่อน




ชุดซามูไรญี่ปุ่น





พัดญี่ปุ่นหลากสี



ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกหน่อยค่า 



ชมพิพิทธภัณฑ์เสร็จแล้วเราก็เดินออกมาด้านนอกค่ะ



เสาหินอนุสรณ์ เขียนว่าอะไรไม่รู้   แต่เห็นนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นถ่ายกันตรึมเลย Smiley



แล้วไปเดินชมในตึกนี้กันต่อค่ะ




ช่วงปี 2554 ที่นี่ก็โดนน้ำท่วมเหมือนกันค่ะ



ภายในมีการจัดแสดง



เป็นรูปปั้นของออกญาเสนาภิมุข



แบบจำลองเรือสำเภาลำน้อย


แบบจำลองหมู่บ้านญี่ปุ่น

Photo



ออกมาข้างนอกอาคาร มาชมวิวข้างแม่น้ำเจ้าพระยา

ลมโชยเย็นสบายมากเลยค่ะ Smiley






ไปชม สวนญี่ปุ่น กันบ้าง   




สวนที่นี่ไม่ใหญ่นะคะ  แต่ให้อารมณ์เหมือนที่ญี่ปุ่นจริงๆนะ 









ตรงนี้น่าจะเป็นศาลเจ้าญี่ปุ่น






เดินมาสองที่แล้ว  ชักเหนื่อย ขอนั่งพักก่อนนะคะ Smiley




ที่นี่คนไทยเที่ยวน้อยนะคะ  ส่วนใหญ่จะเป็นคนญี่ปุ่นมากกว่า (หรือเฉพาะวันที่อิชั้นไปหว่า)  การโปรโมตอาจจะยังไม่มากพอ  ส่วนตัวคิดว่าคงต้องรอเวลาอีกสักพัก  ทีนี่อาจจะมีคนนิยมเที่ยวมากกว่านี้คะ


Smiley Smiley Smiley





 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2556 21:12:03 น.  

One day trip in อยุธยา....ข้ามกระเช้า ชมโบสถ์สวยๆ ที่วัดนิเวศธรรมประวัติ

สวัสดีค่า   Smiley

วันนี้ฤกษ์งามยามดี อิชั้นกะเพื่อนอ้อหาเรื่องเที่ยวอีกแล้ว  อิอิ  ทริปนี้เราไปเที่ยวอยุธยาค่ะ เป็นจังหวัดที่อิชั้นมีโอกาสได้ไปเที่ยวบ่อยเหมือนกัน  แต่ไปทีไรก็รู้สึกเหมือนยังเที่ยวไม่ทั่วสักที Smiley


เรา start กันที่กทม. ค่ะ เพื่อนอ้อมารับอิชั้นตอนเก้าโมงครึ่ง ที่แรกเพื่อนบอกว่าอยากพาอิชั้นมาวัดนี้ค่ะ  ความเห็นส่วนตัวอิชั้นเพิ่งได้ยินชื่อวัดนี้เป็นครั้งแรก  เรียกว่าเป็นที่ท่องเที่ยวใหม่สำหรับอิชั้นได้เลยค่ะ 


แต่เท่าที่ดูก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวพอสมควรนะคะ แอบคิดว่า อนาคตอาจมีปัญหาตอนที่ต้องรอคิวขึ้นกระเช้าแน่ๆเลย (ตอนนี้ก็เริ่มมีแล้วล่ะ)





กระเข้าจะพาเราข้ามไปฝั่งโน้นค่ะ




ดูๆไปก็น่าสนุกดีเหมือนกันนะ



ฝั่งโน้นน่าจะเป็นกุฎิพระนะคะ  จะเห็นว่าสร้างได้สวย  ดูย้อนยุคดีจัง

เกือบลืมบอกว่าเค้าไม่คิดค่ากระเช้านะคะ  แต่สามารถหยอดเงินใส่กล่องบริจาคช่วยค่าไฟของวัดได้ค่ะ 

พอลงจากกระเช้าก็เดินเข้าไปภายในวัด

สิ่งแรกที่รู้สึกได้ทันที คือความสวยงามแปลกตาแบบตะวันตกย้อนยุค

รู้สึกเหมือนเวลาที่นี่ย้อนกลับไปสมัยรัชกาลที่  5 Smiley




มีตู้จดหมายแบบโบราณด้วยนา



มาไหว้พระกันก่อนนะคะ




Photo


เจดีย์อัฐิธาตุราชนัดดา 


Photo


Photo



นมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว  มาเดินเที่ยวชมตึกกันต่อนะคะ   ชอบที่นี่จริงๆ สวยมาก Smiley

รู้สึกคล้ายๆกับที่ตึกเจ้าพระยาอภัยภูเบศว์ที่ปราจีนบุรีเลยค่ะ 




ชอบมุมตรงนี้มากๆ ต้องถ่ายรูปเยอะหน่อย





ที่นี่มีนาฬิกาแดดแบบโบราณด้วยนะคะ  แต่ดูไม่เป็นอ่ะ 555




สวนหิน“ดิศกุลอนุสรณ์” สถานที่รวบรวมหินชนิดต่างๆที่มีในประเทศไทย และยังเป็นสถานที่บรรจุอัฐิเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระสนมเอกในรัชกาลที่ 4 พระมารดาของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และราชสกุลดิศกุล ด้วย





มาที่ไฮไลท์ของที่นี่ค่ะ


พระอุโบสถของวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ มีความโดดเด่นตรงที่มีลักษณะเหมือนโบสถ์ในคริสต์ศาสนา โดยภายในประดิษฐาน “พระพุทธนฤมลธรรโมภาส” ซึ่งเป็นพระประธาน


ซึ่งออกแบบโดยพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ โดยลักษณะที่ผสมผสานศิลปะแบบประเพณีนิยม และศิลปะแบบตะวันตกเข้าด้วยกัน 


ถือเป็น วัดไทยแห่งเดียวในประเทศที่สร้างแบบสถาปัตยกรรมแนวยุโรป  Smiley








งดงามจริงๆค่ะ




ข้างนอกโบสถ์ว่าสวยแล้ว  มาดูข้างในดูบ้าง อยากจะบอกว่าสวยงามชวนตะลึงจริงๆค่ะ Smiley


บริเวณฐานชุกชีที่ปกติจะสร้างแบบพุทธ แต่ที่นี่สร้างแบบคริสต์ มีลักษณะเหมือนที่ตั้งไม้กางเขนค่ะ


ส่วนฝาผนังโบสถ์ด้านหน้าของพระประธานนั้น เป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 5 ที่ประดับด้วยกระจกสีสวยงาม

Photo



พลับพลาพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



ดูลวดลายในโบสถ์สิค่ะ....ว่างดงามขนาดไหน Smiley



เพดานสวยเริ่ศ อลังการ




บรรยากาศที่นี่สวย น่ามาเที่ยวมากค่ะ  ถ่ายรูปกันเพลินเลย

ตอนนี้เราว่าเริ่มเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวแล้วนะคะ  เท่าที่เห็นมีคนมาเที่ยวไม่น้อยเลย  มีมาถ่ายหนังด้วย อะไรด้วย   คาดว่าอีกสักพักน่าจะมามากกว่านี้แน่ๆ


สำหรับอิชั้นกับเพื่อนอ้อวันนี้ต้องขอตัวต่อ เดี๋ยวจะไปเที่ยวที่อื่นต่อ 





ก่อนจะไป  ขออนุญาติปิดบล๊อคด้วยรูปสาว (เหลือ) น้อยสักรูปนะคะ 




   อิอิ Smiley






 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 23 ธันวาคม 2556 22:45:53 น.  

ย้อนรอยสุริยุปราคา....ที่วัดราชประดิษฐ์ สถิตมหาสีมารามค่ะ

หลังจากที่เราเที่ยววัดราชบพิตรแล้ว  เราก็ยังเหลือเวลาอีกนิดหน่อย 
เปิดหนังสืออ่านต่อ  พบว่ายังมีวัดอีกหนึ่งที่ที่น่าสนใจ  อยู่ไม่ไกลจากวัดราชบพิตรนี้ด้วยค่ะ นั่นก็คือ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ค่ะ 





ออกจากสุสานหลวงวัดราชบพิตรแล้ว  เดินข้ามสะพานปีกุนมานะคะ




ที่มาของสะพานปีกุนค่ะ 



อนุสาวรีย์หมู



ที่มาของอนุสาวรีย์หมูซึ่งหล่อด้วยโลหะนี้ เป็นสัญลักษณ์ของปีกุน สร้างขึ้นในปี 2456 ซึ่งเป็นปีที่สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชชนนี มีพระชนมายุ 50 พรรษาค่ะ




ถึงแล้ว วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร





วัดนี้มีความแปลกตรงที่สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ปักสีมา หรือเสมา อันเป็นเครื่องบอกเขตพระอุโบสถล้มรอบเขตวัดทั้งหมด มิใช่ล้อมรอบแต่เพียงพระอุโบสถเหมือนวัดทั่วไป

ทั้งนี้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้พระสงฆ์และผู้ที่เข้ามาในวัดได้สำรวมกายใจทุกเมื่อ ไม่เฉพาะเวลาทำวัตร สวดมนตร์ หรือนั่งสมาธิในพระวิหารเท่านั้น



ทวารบาลหน้าประตูเป็นรูปเสี้ยวกางกำลังรำง้าวอยู่บนหลังสิงห์โต ค่ะ




มีหลายแบบ



เข้ามาก็จะเจอตุ๊กตาหินจีน


ที่นี่ยังมีตุ๊กตาศิลาจีนรูปโป๊ยเซียน รอบพระวิหารหลวงค่ะ


วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นอารามหลวงชั้นเอกที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นพระอารามหลวงของพระมหากษัตริย์ ตามโบราณราชประเพณีและทรงรับเข้าอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระกษัตริย์ทุกพระองค์สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ นับได้ว่า วัดราชประดิษฐฯเป็นพระอารามหลวงที่สำคัญยิ่งพระอารามหนึ่งในพระบรมราชจักรีวงศ์


พระราชประสงค์อีกประการหนึ่งในการสร้างวัดราชประดิษฐ์ฯขึ้น ก็เพื่ออุทิศถวายแด่พระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกายโดยเฉพาะ เนื่องจากครั้งยังทรงผนวชอยู่ ทรงเป็นหัวหน้านำพระสงฆ์ชำระข้อปฏิบัติ ก่อตั้งคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายขึ้น 


พระอารามนี้จึงนับเป็นพระอารามแรกของคณะสงฆ์ธรรมยุติ เพราะวัดธรรมยุติก่อนๆนั้น ได้ดัดแปลงมาจากวัดมหานิกายเดิมทั้งนั้น วัดประดิษฐ์ฯ จึงเป็นเสมือนวัดต้นแบบของคณะธรรมยุติกนิกายที่มีอยู่ในพุทธอาณาจักรบนแผ่นดินไทยนับแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา





ไฮไลต์ที่สำคัญของวัดนี้ก็คือ ระวิหารหลวงค่ะ


พระวิหารหลวงนี้ประดับหินอ่อน มีมุขหน้าหลัง หน้าบันเป็นไม้แกะสลักลวดลายงดงาม ซุ้มประตูและหน้าต่างประดับลายปูนปั้นรูปมงกุฏ 










งดงามแปลกตามากเลยค่ะ 


จริงๆตอนแรกที่เรามาพระวิหารปิดค่ะ  กำลังใจเสียคิดว่ากินแห้วอีกแล้ว แต่นั่งพักข้างนอกได้แป๊บนึง ก็มีเจ้าหน้าที่เดินมาเปิดค่ะ  เค้าคงเปิดให้นักท่องเที่ยวกลุ่มหลังอิชั้นที่มาเที่ยว เราก็เลยได้อาณิสงค์ไปด้วย โชคดีจัง Smiley


เข้ามาภายในพระวิหาร  จะพบว่ามีพระประธานคือ พระพุทธสิหังคปฎิมากร จำลองมาจากพระพุทธสิงหิงค์ที่ประดิษฐานในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พระราชวังบวรสถานมงคล โดยใต้ฐานนี้บรรจุพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วย




ลวดลายบนเพดานพระวิหารค่ะ




ด้านบนเหนือหน้าต่างคือภาพเทพชุมนุม ซึ่งปรากฏในพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 ใจความว่า เป็นลวดลายที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำริขึ้นด้วยตนเอง และเป็นวัดแรกที่มีการวาดลายเทพชุมนุมมีรัศมีแบ่งเป็นพวกๆ เช่นนี้





บานประตูและหน้าต่างฝังมุกสีจากจีนที่ผนังเขียนภาพพระราชพิธีสิบสองเดือน



ถ่ายมาไม่ค่อยชัดต้องขออภัยด้วยนะคะ  ข้างในแสงค่อนข้างน้อย ประกอบกับเรารีบถ่ายด้วยค่ะ เพราะกลัวเค้าจะปิดพระวิหาร











ภาพที่บานประตูทั้งสองนี้ถีอเป็นไฮไลต์ของที่นี่เลยนะคะ เป็นภาพพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงกล้องโทรทรรศน์ทอดพระเนตรสุริยุปราคา 

ความแปลกของภาพนี้อยู่ตรงที่ฉากหลังไม่ได้เป็นหาดหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ตามที่หนังสือบันทึกประวัติศาสตร์เอาไว้ แต่กลับเป็นพระที่นั่งดุสิดาภิรมย์และพระที่นั่งอมรินทร์วินิจฉัยต่อเนื่องกันสองภาพ



สัณนิษฐานว่า อาจเพราะการเสด็จไปหว้ากอเป็นสาเหตุให้พระองค์ทรงประชวรด้วยไข้มาเลเรียและสวรรคตในปีเดียวกัน ดังนั้นหากจะเขียนภาพนี้เป็นอนุสรณ์แด่พระองค์ท่าน หาดหว้ากอจึงดูไม่เป็นมงคลที่จะหยิบยกขึ้นมากล่าวถึงในวัดประจำรัชกาลของท่านค่ะ



ออกมาข้างนอกพระวิหารก็จะเจอปราสาทพระบรมรูป เป็นยอดปรางค์คล้ายปราสาทขอมค่ะ



ภายในมีพระบรมรูปสำริดของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



รูปใต้ล่างฐาน




และพอเดินมาอีกมุมจะพบเจดีย์ คือ ปาสาณเจดีย์ ตั้งอยู่ด้านหลังพระวิหารหลวง เป็นเจดีย์ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูน ภายนอกประดับด้วยกระเบื้องหินอ่อนทั้งองค์ ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า ปาสาณเจดีย์ หมายถึง เจดีย์หิน   


เป็นเจดีย์สวยและแปลกตรงที่ประดับด้วยหินอ่อนด้านนอกค่ะ ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลย



ด้านหน้าของเจดีย์ประดิษฐานพระรูปหล่อด้วยสำริดของ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทว มหาเถระ) ในท่านั่งแสดงพระธรรมเทศนา




วัดราชประดิษฐ์ สถิตมหาสีมารามนี้อาจจะไม่ใช่วัดที่ใหญ่โตแต่อย่างใดนะคะ  นักท่องเที่ยวก็ไม่เยอะ   เพราะคนยังรู้จักน้อย (น้อยกว่าวัดราชบพิตรเห็นๆ) 


แต่ความน่าสนใจนี่ไม่แพ้ที่ไหนแน่ๆ  เป็นวัดที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์วัดหนึ่งเลย  หากมีเวลาสักสองสามชั่วโมงแนะนำเลยว่าน่าจะลองมาดู  มาย้อนรอยบรรยากาศสมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่อิชั้นคิดว่าเรารู้จักท่านค่อนข้างน้อย แต่หากมาที่นี่ จะได้รู้จักพระองค์ท่านมากขึ้นค่ะ


ชวนมาเที่ยวกันนะคะ Smiley





 

Create Date : 12 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2556 10:46:01 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  
hi hacky
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]




เภสัชกรผู้พิศมัยการตะลอนกินและเที่ยว
เป็นชีวิตจิตใจ @^_^@
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add hi hacky's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.