....I just wanna live while I'm alive....

ชวนมาเรียนรู้ และเข้าใจเพื่อนในโลกมืดที่ Dialogue in the dark ค่ะ

จะบอกว่าอิชั้นตั้งใจจะมาที่นี่นานแล้ว  แต่ไม่มีโอกาสสักที 

เคยตั้งใจจะมาแล้วหาไม่เจอ  ไปหลงที่อื่นซะนี่   คิดว่าจามจุรีแสควร์อยู่แถวสยามสแควร์ (บ้านนอกได้อีกตรู) Smiley


วันนี้มีโอกาส เพื่อนอ้อชวนเข้ากรุงมาเที่ยว เลยตั้งใจว่าจะมาที่นี่กัน  


เริ่มต้นการเดินทางที่ MRT อโศกนะคะ เสร็จแล้วก็มาขึ้นทีสถานีสามย่าน  เมื่อขึ้นมาจากรถไฟฟ้าใต้ดินก็จะเจอจามจุรีแสควร์เลย

เราขึ้นมาชั้น 4  เป็น จัตุรัสวิทยาศาสตร์ ของ อพวช. หรือองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติค่ะ




ก่อนอื่นเราไปซื้อตั๋วเข้าชม Dialogue in the Dark  ก่อนค่ะ  ที่นี่จำกัดการเข้าชมเป็นรอบๆนะคะ รอบนึงไม่กี่คนเอง เพราะฉะนั้นอย่าช้าค่ะ  


สำหรับวันนี้เราได้คิวเวลา 15.00 น.   ยังเหลือเวลาอีกตั้ง 40 นาที  เราก็เลยไปเดินชมนิทรรศการอื่นๆทีเค้าจัดไว้  (สำหรับในส่วนนี้จะมีการจัดสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปเรื่อยๆนะคะ ไม่ได้กำหนดตายตัว)


อย่างอันนี้ก็คือ "ความลับของโครงกระดูกค่ะ"









นอกจากนี้ยังมีโครงกระดูกของสัตว์แบบแปลกๆให้ดูเยอะเลย

อย่างอันนี้นกกระจอกเทศ...ตัวใหญ่มากก



แรดขาว




กระดูกงู !! เป็นอย่างนี้นี่เอง



ปลาโลมา




ไก่



อันนี้้รวมกระดูกนกนานาชนิดค่ะ  เสียดายมือสั่น ภาพไม่ชัดเลย




และก็มีนิทรรศการ "สาหร่ายเพื่อมวลมนุษย์"



ภายในค่ะ



ที่นี่ก็ไม่น้อยหน้า  มีสาหร่ายแบบแปลกๆให้เราดูเยอะเหมือนกัน







โคตรสาหร่ายอ่ะ  จะบอกว่าอันใหญ่มากกก



อันนี้สวยดี




SmileySmileySmileySmiley


เดินเล่นหาความรู้สักครู่  ก็ได้เวลาที่เค้านัดไว้แล้วล่ะค่ะ

เราเข้าไปห้องน้ำ ทำธุระห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อย เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับชมนิทรรศนการที่แปลกใหม่สำหรับเราในวันนี้


เมื่อพร้อมแล้วก็ขึ้นบันไดไปเลยค่ะ



Dialogue in the Dark  หรือ “บทเรียนในความมืด” 

เป็นนิทรรศการที่ได้รับการพัฒนาโดย Dr Andreas Heinecke ชาวเยอรมัน   ผู้เคยมีประสบการณ์ร่วมงานกับคนตาบอด เมื่อครั้งที่เขายังทำงานหนังสือพิมพ์ 

เขาพบว่าคนตาบอดสามารถทำอะไรได้เหมือนคนทั่วไป แต่สังคมจะแบ่งแยกคนตาบอดออกเพราะสงสาร เห็นใจ และไม่กล้าสื่อสารด้วย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้และไม่เข้าใจ


Dialogue in the Dark  ได้พัฒนาเป็นนิทรรศการชั่วคราวและถาวรมาแล้วกว่า 160 เมือง 35 ประเทศทั่วโลก สำหรับที่กรุงเทพ จัดแสดงมาได้ 3 ปีแล้ว









ก่อนเข้าไปน้องเค้าจะอธิบายให้เราฟังคร่าวๆ ถึงระเบียบการปฎิบัติในการร่วมกิจกรรม วิธีการจับไม้เท้า


โดยเราไม่สามารถนำของที่มีแสง เช่น นาฬิกาเรืองแสง,กล้อง,มือถือ เข้าไปข้างในห้องได้นะคะ กระเป๋าสะพายเข้าไปก็ไม่ได้  ทั้งนี้จะมีล๊อกเกอร์ให้ฝากของข้างนอก

แต่จะให้ติดเงินไปเล็กน้อยสักยี่่สิบบาท เผื่อไปซื้อของข้างในค่ะ




กลุ่มของเรามี 8 คนนะคะ  บังเอิญว่ามากันเป็นคู่ๆ ลักษณะเป็นวัยรุ่นทั้งนั้นเลย (รวมทั้งอิชั้นและเพื่อนอ้อด้วย คริคริ) Smiley


แต่หลังจากที่เค้าจับกลุ่มเราอยู่ด้วยกันแล้ว   พวกเราก็ต้องถือว่าเป็นกลุ่มเดียว ลงเรือลำเดียวกัน  และพร้อมจะไปเผชิญโลกมืดด้วยกันแล้วค่ะ




น้องๆบอกให้เรายืนเข้าแถวกระดานเรียงหนึ่ง  โดยที่น้องบอกว่าให้ค่อยๆเดินเข้าไป  คนแรกห้ามให้คนหลังแซง และคนสุดท้ายก็ห้ามแซงใครเด็ดขาด


พวกเราก็รับฟังและตั้งใจจะปฎิบัติอย่างเคร่งครัด


โดยที่หารู้ไม่ว่า เมื่อเข้าไปข้างใน    ทุกอย่างบ่ ได้ง่ายเป็นดั่งใจ  เหมือนอย่างที่เราคาดหวังไว้...สักกะนิดเดียว Smiley


........................................................................



เมื่อเราเดินเข้าไปข้างใน   แสงสว่างก็เริ่มน้อยลงๆทุกที  จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่เรามองไม่เห็นอะไรแล้วค่ะ แม้แต่มือตัวเอง  Smiley


จากนั้นก็มีไกด์อีกท่านมารับช่วงต่อพาพวกเราเข้าไปข้างใน   หลังจากแนะนำตัว (ทั้งๆที่มองไม่เห็นหน้ากัน)   ไกด์คนใหม่ก็พาเราเดินต่อทั้งๆความมืด  
ในช่วงเวลาที่เรายังปรับตัวไม่ค่อยได้  แต่ยังต้องเดินๆสะเปะสะปะไปข้างหน้า ใช้มือนึงจับไม้เท้ากวาดไปข้างหน้า  และใช้อีกมือคลำผนังไปเรื่อยๆ....


วูบนึงในใจอิชั้นรู้สึก "กลัว" ค่ะ SmileySmileySmiley



ความมืดมันทำให้เรารู้สึก...อึดอัดอ่ะ  แม้ว่าแอร์ข้างในจะเย็นฉ่ำ  แต่อิชั้นรู้สึกแน่นๆอย่างไรก็ไม่รู้   



คงเป็นความไม่เคยชินของเราเอง  ที่ไม่เคยต้องมาอยู่ในสภาวะแบบนี้มาก่อน  พอต้องเดินไปข้างหน้าทั้งที่มองไม่เห็นอะไรเลย ก็อดที่จะประหวั่นพรั่นหรึงไม่ได้


นึกในใจว่าแล้วคนตาบอดล่ะ  ต้องเดินไปข้างนอกบ้าน  ออกไปตามถนนทั้งๆที่มองอะไรไม่เห็นอย่างนี้เลยรึ   Smiley
ชักจะเข้าใจความรู้สึกของพวกเค้าขึ้นมาบ้างแล้วค่ะ


แต่โชคดีที่อาการดังกล่าวเป็นไม่นานก็หาย  พออิช้ันเดินๆไปสักพัก ร่างกายเหมือนจะปรับตัวปรับใจได้  ไม่อึดอัดเท่าเมือสักครู่แล้ว



ตอนนี้ไกด์ก็พาเราเดินข้ามสะพานลอย   ผ่านต้นไม้   ผ่านรูปปั้นในสวนสาธารณะ  และให้เราลองสัมผัสด้วยว่าสิ่งที่เราจับอยู่คืออะไร 



จะบอกว่าประสาทสัมผัสของคนเรานี้ มีศักยภาพมากเกินกว่าที่เราคิดนะคะ  ในความมืด อิชั้นคลำรูปปั้นจนบอกได้ว่ามันคืออะไร  โดยคลำจากมวยผม  ปากแหลมๆในอ้อมแขน  ก็เลยเดาได้ว่าเป็นผู้หญิงอุ้มนกอยู่  (ถูกด้วยแหล่ะ เฮ Smiley)



และจากนั้นเราก็ไปผจญภัยในโลกมืดต่อ   โดยมีพี่ไกด์คอยนำทาง


พาไปยืนรอรถเมล์  และนั่งรถตุ๊กๆ  มีคนขับรถให้ด้วย ขับไปพักนึงก็ได้ยินเสียงฟ้าร้อง  จนสุดท้ายฝนตก และเราก็โดนฝนสาด Smiley


จากนั้นจอดรถให้พวกเราลงจากรถไปนั่งดูคอนเสิร์ตค่ะ 


สุดท้ายเป็นร้านขายของ มีเคาน์เตอร์ให้พวกเราซื้อของ พวกน้ำดื่ม ขนมขบเคี้ยว

จริงๆที่คนขายเขาหยิบของแต่ละอย่างได้ถูกต้อง เช่นหยิบน้ำดื่ม นม น้ำอัดลมกระป๋องเราก็ว่าอเมซิ่งแล้ว  แต่ที่สวดยอดกว่า คือเค้ารู้ได้ยังไงว่าแบงค์ไหนเป็นแบงค์ไหนเนี่ยสิ  บอกถูกด้วยนะว่าอันนี้แบงค์ 100 อันนี้แบงค์ 20


เราถามเค้าว่ารู้ได้ยังไง เค้าบอกว่าใช้วิธีคลำแบงค์ดูความหยาบของกระดาษ และกะความยาวของแบงค์เอาค่ะ




SmileySmileySmiley



เมื่อจบการเยี่ยมชม  เราก็ได้ออกมาสู่แสงสว่างอีกครั้ง   และเป็นครั้งแรกที่เราจะได้เห็นหน้าไกด์ผู้นำทางเราในความมืดตลอด 1 ชั่วโมง


เรามองหน้าไกด์ของเรา   ผิดจากที่คาดแฮ่ะ...เสียงในความมืดของพี่ไกด์ทั้งดังแถมยังทุ้มกังวาล   ถ้าฟังแล้วจินตนาการอิชั้นจะคิดว่าเค้าชายร่างใหญ่ บุคลิกคล้ายทหาร  แต่ในความจริงไกด์เราเป็นไอ้หนุ่มผมยาวตัวเล็กอีกตังหาก Smiley


หากสงสัยว่าทำไมเค้าถึงเชี่ยวชาญในความมืดนัก   ก็บอกได้เลยว่า เพราะเค้าเป็นคนตาบอดค่ะ ซึ่งประสบอุบัติเหตุทางรถยนตร์มาเมื่อ 10 ปีก่อน  และถอดแว่นตาให้เราดูด้วย



จริงๆเราก็พอรู้มาก่อนแหล่ะ  ว่าไกด์ของเราจะเป็นคนตาบอดแบบนี้  แต่ก็ผิดคาดนิดๆ ที่พี่ไกด์ของเรามีอารมณ์ขันมากมาย  ทั้งการคุย  การหยอก  การแซว ทำให้เรามีเสียงหัวเราะในการเยี่ยมชมนิทรรศการตอดเวลา



ก่อนจากกัน อิชั้นขอบคุณไกด์ที่ช่วยดูแลพวกเราเป็นอย่างดี  ครั้นจะยกมือไหว้เค้าคงไม่เห็น  ก็เลยพนมมือพร้อมรวบมือของเค้าในมืออิชั้น   หวังจะให้เค้ารับรู้ว่าเราซาบซึ้งในมิตรจิต มิตรใจของเค้ามากขนาดไหน Smiley


..........................................



เสร็จแล้วเค้าก็จะให้นั่งพักสายตาที่นี่ก่อน และให้เราเขียนความประทับใจในสมุดเยี่ยมไปพลางๆ Smiley




ขอวกกลับมานิดนึง 


ที่อิชั้นเล่าว่าน้องคนแรกบอกพวกเราไว้ว่าให้เดินเกาะไปตามลำดับ ใครหน้าใครหลังก็ให้รู้ตัว รู้ตำแหน่งตัวเองนั้น...พอเข้าไปในความมืดจริง ณ จุดนั้นตำแหน่งไม่มีความหมายแล้วค่ะ  เราเดินกันให้ "มั่ว" มากๆ สะเปะสะปะกันสุดๆ (ก็มันมองไม่เห็นนี่นา)  Smiley



เดินอยู่ด้วยกันดีๆนี่แหล่ะค่ะ  เดี๋ยวคนนู้นแซงคนนี้  เดี๋ยวคนนี้แซงคนนู้น ...ตลอดเวลาการเดิน เราจะได้ยินเสียงไกด์ถาม คนโน้นคนนี้อยู่ไหน  คนนี้ใครครับ บางทีความเปิ่นเดินพลัดหลงกันก็เรียกเสียงหัวเราะในทีมของเราได้มากอยู่เหมือนกันSmiley




แต่อันนี้เพราะเรามากันเป็นกลุ่มเนอะ เราก็เลยไม่ค่อยกลัวอะไร เพราะรู้อยู่แล้วว่าเดี๋ยวไกด์ก็จะพาเราออกไป 



แต่คนตาบอดที่เค้าต้องเดินไปลำพัง ต้องเผชิญโลกมืดนี่สิ  ถ้าเค้ากลัวจะมีอะไรเป็นที่พึ่งให้เค้าได้บ้างนะ



ก็เลยอยากจะขอวิงวอนเพื่อนๆนะคะ  จากคำบอกเล่าของไกด์ของเรา  คนตาบอดในบ้านเราอาจจะช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง  แต่ไม่ได้หมายความว่าเค้าไม่ต้องการความช่วยเหลือเลย  บางอย่างเค้าก็ยังทำไม่ได้ เช่นการโบกรถ  หรือการดูสายรถเมล์....เค้ายังต้องการความช่วยเหลือจากพวกเราอยู่



ทำเถอะนะคะ  ช่วยพวกเค้าหน่อย  เป็นหลักที่พึ่งของเค้ายามที่เค้าต้องการ...ถามเค้าว่าจะไปไหน จะให้ช่วยอะไรบ้าง 



แล้วสังคมของเราจะน่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ







 

Create Date : 15 ธันวาคม 2556    
Last Update : 18 ธันวาคม 2556 10:15:30 น.  

ย้อนอดีตเมืองเหนือ..ที่พิพิทธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง


วันนี้เรามาเที่ยวกทม.กับเพื่อนอ้ออีกแล้วค่ะ ลั้ลลาๆๆ

มาเริ่มที่ BRT หัวลำโพงจ้า



และก็มุ่งหน้ามาที่ BTS อโศก  เพื่อมาที่นี่ค่ะ

พิพิทธภัณฑ์เรือนคำเที่ยง



ซื้อตั๋วก่อนนะจ๊ะ ค่าเข้าชม 100 บาทค่ะ



เข้ามาเค้าจะให้ดูวิดีโอเกี่ยวกับที่นี่ก่อนนะคะ



ดูจบแล้วก็ชมสถานที่โดยรอบค่ะ



หูกทอผ้าโบราณ (นึกถึงเจ้านางน้อยอ่า)



อุปกรณ์ทอผ้า



ใต้ถุนบ้านที่จะมีอุปกรณ์ทำมาหากินของชาวล้านนาอย่างไซ แซะ สุ่ม ตุ้มไว้จับปลา แสดงให้ดูด้วยค่ะ




เพื่อนอ้อขอเข้าเฟรม



เสร็จแล้วขึ้นไปดูข้างบนค่ะ



มุมสวยๆให้ถ่ายรูปเพียบ...





พิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยงนั้นอยู่ในการดูแลของสยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นสมาคมที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เพื่ออนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของประเทศ


 โดยเรือนคำเที่ยงนี้ เป็นเรือนเครื่องสับแบบล้านนาไทยดั้งเดิม หรือที่รู้จักกันว่า "เรือนกาแล" เป็นเรือนเก่าแก่อายุร้อยกว่าปี สร้างขึ้นครั้งแรกริมฝั่งน้ำปิง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สร้างคือนางแซ้ด ลูกหลานสืบเชื้อสายธิดาเจ้าเมืองแช่ ชาวไทลื้อจากแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งถูกกวาดต้อนมาอยู่เมืองเชียงใหม่สมัยที่พระเจ้ากาวิละเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่



       ลูกหลานของนางแซ้ดได้อยู่อาศัยในเรือนนี้อย่างร่มเย็นเป็นเวลาร้อยกว่าปี จนมาถึง พ.ศ.2506 นางกิมฮ้อ นิมมานเหมินทร์ เจ้าของเรือนในขณะนั้นได้มอบเรือนเก่าแก่ของตระกูลให้แก่สยามสมาคม เพื่อจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ชาติพันธุ์วิทยา และรักษาศิลปะล้านนาไทยชิ้นนี้เอาไว้ 


เรือนหลังนี้จึงถูกรื้อถอนขนย้ายมาประกอบขึ้นใหม่ในบริเวณปัจจุบัน พร้อมทั้งตั้งชื่อไว้ว่า "เรือนคำเที่ยง" ซึ่งมาจากชื่อของนางคำเที่ยง อนุสารสุนทร แม่ของนางกิมฮ้อ และเป็นผู้หนึ่งที่เกิดบนเรือนหลังนี้นั่นเอง




ผ้ายันต์ป้องกันภัยของหนุ่มเมืองเหนือสมัยก่อน






เครื่องประดับสตรีล้านนาที่มีฐานะ




ลายสักของชายล้านนา พร้อมดาบอาวุธประจำตัว



เครื่องเงิน



ลูกผู้หญิงล้านนาต้องทอผ้าซิ่นตีนจกเป็น โดยจะต้องฝึกหัดทอผ้ากับแม่ตั้งแต่เด็กและต้องหัดเก็บลวดลายให้ครบทุกอย่าง เมื่อชำนาญแล้วก็จะต้องทอซิ่นตีนจกไว้ใส่เองด้วย เครื่องนอนก็เป็นอีกอย่างหนึ่งที่หญิงล้านนาต้องหัดเย็บให้ได้ตั้งแต่ห้าขวบ


 เนื่องจากมีธรรมเนียมว่าหญิงสาวจะแต่งงานออกเรือนได้ต้องทำเครื่องนอนให้ได้ครบทุกอย่าง ได้แก่ ฟูก ผ้าปูที่นอน หมอน ผ้าห่ม มุ้ง และหมอนนั้นก็มีอีกหลายแบบด้วยกัน เรียกว่าจะเป็นผู้หญิงล้านนาได้ไม่ใช่ง่ายๆ เลยนะนี่




ที่นี่มีเรือนครัวซึ่งอยู่แยกไปจากตัวบ้านกันบ้าง ในห้องครัวตอนนี้แม่ครัวกำลังตำน้ำพริกปูและแกงแคกบค่ะ

ในวีดิทัศน์ที่อยู่ในเรือนครัว แม่ครัวกำลังทำอาหารเหนืออยู่แถมยังโฆษณาอีกว่าน้ำพริกปูของเธอนั้นอร่อยจนลืมพี่ลืมน้องเลยเดียว ชาวล้านนานั้นจะทำอาหารวันละหนในช่วงเช้า โดยอาหารหลักจะเป็นข้าวเหนียวและสัตว์เล็กๆน้อยๆที่หาได้ในธรรมชาติ











ที่นี่คือหลองเข้า หรือยุ้งข้าวที่มีบรรยากาศทะมึนเล็กน้อย ว่ากันว่าหลองเข้าบ้านไหนใหญ่โตก็แสดงว่าบ้านนั้นฐานะดี ด้านในเป็นการจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับการปลูกข้าว ความเชื่อและพิธีกรรมต่างๆ เกี่ยวกับการทำนา 



ภายในมีตาแหลว หรือเฉลวตั้งไว้กลางห้อง ซึ่งตาแหลวนี้จะใช้พิธีแฮกนา หรือแรกนา ก่อนที่จะเริ่มดำนาในแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นการบูชาผีเสื้อนาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้ข้าวเจริญงอกงามดี และในพิธีก็จะมีการปักตาแหลวที่สี่มุมของบริเวณพิธี ตรงกลางปักตาแหลวหลวงหรือตาแหลวแรกนา และมีที่วางเครื่องเซ่นไว้ที่หน้าตาแหลวหลวง



ใครที่ชอบเรื่องราวเกี่ยวกับล้านนาก็สามารถมาเยี่ยมเยือนพิพิธภัณฑ์เรือนคำเที่ยงได้นะคะ    นอกจากจะได้ความรู้เกี่ยวกับล้านนาอย่างเต็มที่แล้ว ยังเดินทางสะดวกด้วยค่ะ   อยู่แค่อโศกนี่เอง หาง๊าย ง่าย


สำหรับวันนี้ บ๊าย บายค่า 





 

Create Date : 15 ธันวาคม 2556    
Last Update : 4 มกราคม 2557 19:32:04 น.  

วันว่างแบบนี้ ชวนมาทำบุญที่วัดระฆังกันค่ะ

หลังจากเดินเที่ยววัดพระแก้ว  ก็ยังมีเวลาช่วงบ่ายเหลืออยู่  อิชั้นจึงตัดสินใจที่จะไปต่อที่วัดระฆังต่อค่ะ  Smiley



โดยเราเลือกเดินทางโดยเรือ เพราะสะดวกที่สุด


ก่อนอื่นมาที่ท่ามหาราชนะคะ  จ่ายเงิน 3 บาท แล้วมารอขึ้นเรือข้ามฟากที่นี่




พอเรือมาก็ขึ้นไปกันเลยค่ะ



ข้ามฟากมาแป๊บเดียวก็ถึงแล้วค่ะ  วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร
จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือ  นกเยอะมากกก  






            วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง, วัดหลวง พ่อโต ตั้งอยู่เลขที่ 250 แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร เป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรมหาวิหาร อยู่ในเขตการปกครองคณะสงฆ์มหานิกายภาค

            วัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดบางว้าใหญ่ (หรือบางหว้าใหญ่) ในสมัยธนบุรี สมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราชทรงสร้างพระราชวังใกล้วัดบางว้าใหญ่ โปรดเกล้าฯ ให้ยกเป็นพระอารามหลวงและเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราช 


              ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลกมหาราช วัดบางว้าใหญ่อยู่ในพระอุปถัมภ์ของเจ้านายวังหลัง คือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาเทพสุดาวดี (สา) พระเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและเป็นพระชนนี ของกรมพระราชวังบวรสถานพิมุข ทรงมีตำหนักที่ประทับอยู่ติดกับวัด ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดร่วมกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และได้ขุดพบระฆังลูกหนึ่ง ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้นำไปไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยทรงสร้างระฆังชดเชยให้วัดบางว้าใหญ่ 5 ลูก จากนั้นได้พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดระฆังโฆสิตาราม” นอกจากเป็นเพราะขุดพบระฆังที่วัดนี้และเพื่อฟื้นฟูแบบแผนครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่มีวัดชื่อวัดระฆังเช่นกัน 


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ “วัดระฆังโฆสิตาราม” เป็น “วัดราชคัณฑิยาราม” (คัณฑิ แปลว่าระฆัง) แต่ไม่มีคนนิยมเรียกชื่อนี้ ยังคงเรียกว่าวัดระฆังต่อมา


เดี๋ยวนี้ไปวัดที่ไหนอิชั้นเป็นต้องสอดส่องทุกตั้งแต่อุโบสถยันบานประตูเลยค่ะ   อย่างทวารบาลที่บานประตูที่วัดนี้จะออกแบบไทยๆนะคะ



ภายในวัดค่ะ



มีตู้หยอดให้อาหารปลาด้วย (แต่อิชั้นว่านกมันเยอะกว่าเห็นๆเลยนะ แย่งปลากินด้วย)



เข้ามาภายในพระวิหารสมเด็จค่ะ


ภายในประดิษฐานรูปหล่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี หรือหลวงปู่โต)   สมเด็จพระพุฒาจารย์  (ม.จ.ทัด เสนีวงศ์ หรือหลวงปู่ทัด) และสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ม.ร.ว.เจริญ  อิศรางกูร หรือหลวงปู่เจริญ)  อดีตพระนักปฎิบัติผู้เคยดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัด  


เราสามารถเข้าไปกราบไหว้และปิดทององค์พระได้ค่ะ






เข้ามาเยี่ยมชมในพระอุโบสถต่อค่ะ  น่าเสียดายที่ขณะนี้เค้ากำลังปรับปรุงภายนอก   ทำให้เราไม่สามารถถ่ายภาพความงามภายนอกได้เลย   ต้องเข้ามาข้างในอย่างเดียวเมื่อเข้ามาเราจะพบกับพระประธานยิ้มรับฟ้าค่ะ


 พระประธานยิ้มรับฟ้า เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสำริด ปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ ๔ ศอกเศษ เบื้องพระพักตร์มีรูปพระสาวก ๓ องค์ นั่งประนมมือดุจรับพระพุทธโอวาท พระประธานองค์นี้ได้รับการยกย่องว่างดงามมาก 


คนเยอะหน่อยนะคะ  ถ่ายได้ไกลมากกก



สาเหตุที่พระประธานแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นพระประธานยิ้มรับฟ้า เนื่องจากมีพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มมีเมตตาอยู่เสมอ


โดยผู้ที่ประทานพระนามนี้คือ พระบาทมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อท่านได้เสด็จพระราชดำเนินมาถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดระฆังโฆสิตาราม เมื่อเสด็จมาถึงได้มีพระราชดำรัสแก่ผู้เข้าเฝ้าใกล้ชิดว่า


 "...ไปวัดไหนไม่เหมือนมาวัดระฆัง  พอเข้าประตูโบสถ์  พระประธานยิ้มรับฟ้าทุกที"




เนื่องจากอิชั้นถ่ายรูปได้อ่อนด้อยมาก จึงขอนำรูปพระประธานยิ้มรับฟ้าที่ชัดๆจากในเน็ตให้เพื่อนๆดูนะคะ  ว่าพระพักตร์ท่านยิ้มแย้มประทับใจล้นเกล้ารัชกาลที่ 5  ยังไง





มาดูที่ภาพจิตกรรมภายในพระอุโบสถค่ะ  เป็นทศชาติชาดกภาพพระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฎิหาริย์ก่อนเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีความวิจิตรงดงามมาก

น่าเสียดายที่ไม่สามารถถ่ายรูปมาได้หมด เพราะคนเยอะมากค่ะ




บานหน้าต่างเป็นรูประฆังตามชื่อวัดเลย




พระปรางค์ที่นี่มีสถาปัตยกรรมรัตนโกสินทร์ยุคต้น ยึดถือเป็นแบบฉบับของพระปรางค์ที่สร้างในยุคต่อมา



มาทำบุญแล้วก็มาสั่นระฆังให้ดังถึงสวรรค์กันเลยค่ะ





ด้านข้างวัดมีตำหนักสมเด็จพระเจ้าตากสินด้วยค่ะ 


สามารถขึ้นมากราบไหว้ที่ชั้น 2 ได้




เสร็จจากการท่องวัดระฆังแล้ว  เราสามารถเดินเลาะซอยเล็กๆไปตลาดวังหลังได้นะคะ


มีทั้งของกิน ของใช้ เสื้อผ้ามากมาย ให้เลือกสรร  ใครมาวัดระฆังแล้วอย่าลืมมาช๊อปที่นี่ต่อนะคะ อิชั้นช๊อปได้ของเต็มมือเลย และไม่ลืมที่จะซื้อขนมปังอบใหม่ๆสดๆ ที่เบเกอรี่วังหลัง  ขนมปังปอนด์ก้อนโต๊ โต ราคาแค่ 45 บาทเองค่ะ


โดยส่วนตัว อิชั้นว่าการมาเที่ยวที่วัดระฆังนี่ไม่ยากเลยค่ะ  มีเรือข้ามฟากง่ายๆสบายๆเลย  ช่วงนี้อากาศก็ดีค่ะ ไม่ร้อนสักนิด เหมาะแก่การมาเที่ยวสุดๆ

มีความสุขจริงๆ





 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 1 ธันวาคม 2556 12:55:15 น.  

สวมวิญญาณ tourist มาเที่ยวที่วัดพระแก้วกันคะ

ท่ามกลางวิกฤติกทม. ที่มีการชุมนุมกันอย่างเมามันส์ทั้งสองฝ่าย

อิชั้นก็เกิดอยากจะไปเที่ยววัดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของบ้านเราอย่างวัดพระแก้วขึ้นมาซะงั้น   เมื่อความอยาก อย๊าก อยากมันมากขึ้น  อิชั้นก็ทำอะไรไม่ได้มาก  นอกจากโลดแล่นไปที่นั่นตามใจปราถนา

แต่ม๊อบก็ทำอุปสรรคให้ทริปนี้เหมือนกัน เพราะหาแท๊กซี่ไปวัดพระแก้วค่อนข้างยาก (จริงๆลงเรือง่ายกว่าเยอะ  แต่อิชั้นขี้เกียจอ่ะ  เมื่อวานเดินเยอะไปหน่อย)   ส่วนมากเรียกแล้วไม่ไป 555 

สุดท้ายกรุงศรีอยุธยาก็ไม่สิ้นคนดีค่ะ  มีแท๊กซี่ที่ยินดีรับอิชั้นไปวัดพระแก้ว โดยที่ต้องงอ้อมไปทางเยาวราชนิดโหน่ย  ค่าโดยสารเปลืองขึ้นมาอีกประมาณ 30 บาท

 By the way เราก็มาถึงวัดพระแก้วจนได้ค่า Smiley



ประวัติวัดพระแก้ว

          เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เสร็จขึ้นครองราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2325 ได้ทรงสถาปนาพระบรมมหาราชวังขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2325 โดยมีที่ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับพระราชวังเดิม ของกรุงธนบุรี

          ซึ่งพระบรมมหาราชวังนี้มีเนื้อที่ 152 ไร่ 2 งาน รวมความยาวโดยรอบสี่ด้านกำแพง ได้ทั้งหมด 1,910 เมตร ประกอบไปด้วยป้อมปราการ กับประตูพระราชวังโดยรอบ ภายในของพระบรมมหาราชวัง แบ่งเป็นสี่ส่วน คือ พระราชฐานชั้นนอก พระราชฐานชั้นกลาง พระราชฐานชั้นใน และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

          ลักษณะแบบแผนการก่อสร้างคล้ายคลึงกับพระบรมมหาราชวังเก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ มีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อยู่ในบริเวณวังเหมือนกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระอารามหลวง ในเขตวังนี้นับเป็นแบบธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาแต่โบราณ

          สำหรับ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา และมีพระราชประสงค์ให้เป็นที่ประดิษฐาน "พระแก้วมรกต" รวมถึงเป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล โดยเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่มีส่วนสังฆาวาส


การจะเข้าไปชมพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานทั้งยังเป็นสถานที่สำคัญยิ่งของชาติด้วย จึงมีข้อกำหนดเรื่องการแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่  เลยขอเอาข้อมูลเรื่องการแต่งกายไว้ฝากหน่อยค่ะ 


เสื้อ จะต้องเป็นเสื้อที่มีแขน ประเภทสายเดี่ยวหรือเสื้อแขนกุดนี่ไม่ได้เลย เนื้อผ้าก็อย่าให้บางเบาจนเกินไป


ส่วน กางเกง จะต้องเป็นกางเกงยาวคลุมตาตุ่ม จะเป็นกางเกงยีนส์ก็ได้ ที่ไม่ได้จะเป็นพวกกางเกงสามส่วน กางเกงกระโปรง หรือกางเกงเล ส่วนคุณผู้หญิงจะสวมกางเกงก็ได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะเป็นกระโปรงก็ต้องเป็นกระโปรงที่ไม่สั้นจนเกินไป


รองเท้า นี่ถ้าเป็นชาวต่างประเทศเขาต้องให้เป็นรองเท้าหุ้มส้นเท่านั้น แต่เท่าที่เห็นรองเท้าที่มีสายรัดส้นก็ใช้ได้แล้ว สำหรับคนไทยยังอนุโลมเรื่องรองเท้าแตะ แต่เขาวงเล็บไว้ว่า (สำหรับผู้ที่มาจากต่างจังหวัด)


ผ่านด่านเสื้อผ้าแล้ว  เราก็เข้ามาโซนด้่านในค่ะ 




ยักษ์ทวารบาล ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาภายในบริเวณวัด

ทั้งหมดมีอยู่ 6 คู่ด้วยกัน แต่คู่ที่อยู่ตรงนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะคือทศกัณฐ์ซึ่งเรารู้จักกันดีว่าเป็นตัวผู้ร้ายในเรื่องรามเกียรติ์ ส่วนตนข้าง ๆ คือสหัสเดชะซึ่งเป็นญาติกันกับทศกัณฐ์


ยักษ์ทั้งสองตนนี้รวมทั้งตนอื่น ๆ ด้วยที่มารับหน้าที่ทวารบาล ต่างก็เป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์เดชชั้นเซียนกันทั้งนั้น ส่วนจะมีชื่ออะไรก็บ้างก็สามารถดูได้จากป้ายชื่อที่ติดเอาไว้ให้เรียบร้อย




มาถึงวัดพระแก้วแล้ว ถ้าไม่ได้มาเดินดูจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ ต้องถือว่ายังมาไม่ถึงวัดพระแก้ว แล้วถ้าอยากจะดูภาพตอนแรกจากทั้งหมด 178 ตอน ก็ต้องมาเริ่มดูตรงหลังพระวิหารยอดนี่เอง











เดินผ่านศาลารายมา เดี๋ยวเราจะเข้าไปที่พระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือที่เรียกกันสามัญว่าพระแก้วมรกตกัน ส่วนใครที่ต้องการจะจุดธูปเทียนบูชาพระแก้วมรกต ทางวัดจัดสถานที่ตรงลานหน้าพระอุโบสถเอาไว้ให้













สิงห์สำริดดูคล้ายศิลปะนครวัด 








รูปหล่อครุฑยุดนาคสำริดปิดทอง มีจำนวนทั้งหมด 112 ตัว  รายรอบฐานพระอุโบสถทั้งสี่ทิศ  ดูสวยงามแปลกตามากค่ะ


ทำไมครุฑถึงต้องยุดหรือจับนาค นั้น

ตามตำนานก็ว่าครุฑนั้นกินนาคเป็นอาหาร โดยครุฑนั้นมีกำลังมากสามารถใช้ปีกโบกจนน้ำในมหาสมุทรแตกเป็นวงแล้วโฉบลงไปจับนาคกินได้ นาคก็กลัวถูกจับไปกินก็เลยกินก้อนหินถ่วงไว้ที่ท้อง คงกะจะให้ครุฑบินไม่ขึ้น ครุฑก็เลยต้องจับนาคห้อยหัวให้คายก้อนหินออกมาเสียก่อน

นั่นก็เป็นเรื่องในตำนาน ถ้าเป็นอีกแนวหนึ่งก็ว่า มีชนกลุ่มหนึ่งนับถือนาคหรืองู แต่ต่อมาได้ถูกชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งนับถือเทพอื่นรวมถึงครุฑด้วยนั้นสามารถมีชัยยึดครองดินแดนของพวกที่นับถือนาคได้ พวกที่ชนะก็เลยทำรูปครุฑที่ตนนับถือนั้นจับนาคไว้เสมือนเป็นสัญลักษณ์แสดงความเหนือกว่าเอาไว้ เรียกว่าข่มกันเห็น ๆ





น่าเสียดายที่เค้าไม่ให้เราถ่ายรูป  เลยไปเก็บภาพพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร หรือพระแก้วมรกตประทับทรงเครื่องฤดูหนาวจากในเน็ตมาฝากค่ะ 

วัดพระแก้ว



ใบเสมาของวัด



ภายในอุโบสถจุดธูปเทียนไม่ได้นะคะ เค้าให้มาไหว้ที่นี่แทน




ด้านหน้ามีรูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์  บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณค่ะ  หลายท่านนิยมมากราบไหว้บูชาท่านเพื่อขอพรเรื่องสุขภาพ




แท่นบดยานี้เค้าว่าเมื่อก่อนทางวัดอนุญาติให้ประชาชนนำยามาบดที่นี่เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ค่ะ 



โดยส่วนตัวอิชั้นเคารพและผูกพันธ์กับพ่อปู่ชีวกโกมารภัจจ์เป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นอาจารย์ของเหล่าบุคลากรทางแพทย์อย่างพวกเรา สมัยเรียนก็จะมีการกราบบูชาท่านอยู่บ่อยๆ


ก็เลยนำเอาคาถาบูชาท่านมาฝาก  สามารถกระทำที่บ้านได้เพื่อความเป็นสิริมงคลคะ 




รูปปั้นจีนก็มี หน้าตาเหมือนที่วัดโพธิ์เลย




ปราสาทพระเทพบิดร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2398 เดิมชื่อว่า พุทธปรางค์ปราสาท เมื่อแรกนั้นมีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ แต่เมื่อสร้างเสร็จเห็นว่าคับแคบไม่เหมาะแก่การพระราชพิธี จึงมิได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานดังพระราชดำริ



ในปี พ.ศ. 2446ได้มีการซ่อมแซมแล้วให้เปลี่ยนนามเป็น ปราสาทพระเทพบิดร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมรูปพระบูรพกษัตริย์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทั้ง 5 องค์มาไว้


ทั้งมีพระบรมราชโองการให้มีการถวายบังคมพระบรมรูป เป็นประจำทุกปีในวันที่ 6 เมษายน ซึ่งทรงกำหนดให้เป็นวันจักรี ตั้งแต่ พ.ศ. 2461 เป็นต้นมา จากนั้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการถวายบังคมพระบรมรูป เป็นประจำทุกปีในวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันฉัตรมงคลวันที่ 13-15 เมษายน เนื่องในวันสงกรานต์ 


หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการถวายบังคมในโอกาสวันสำคัญต่างๆ ในบางปี หรือทุกปี เช่น วันปิยมหาราช วันที่ 23 ตุลาคม ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 ปัจจุบันได้มีการประดิษฐานพระบรมรูปเพิ่มตามการเปลี่ยนรัชสมัย จนถึงรัชกาลที่ 8 



ส่วนเจดีย์องค์นี้สร้างเพิ่มเติมขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เรียกว่า พระศรีรัตนเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังซึ่งถ่ายแบบมาจากเจดีย์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ที่กรุงเก่ามาสร้าง ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ




สุวรรณเจดีย์ เป็นเจดีย์เพิ่มมุม 12 มีรูปลิงและยักษ์แบก

เจดีย์นี้รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระชนกชนนี ซึ่งเป็นตามธรรมเนียมการสร้างวัดที่จะสร้างเจดีย์คู่ไว้หน้าวัด เป็นการอุทิศแก่บิดามารดาของผู้สร้าง ที่ฐานเจดีย์เป็นรูปยักษ์กับกระบี่ (ลิง) แบกเจดีย์

ตัวไหนเป็นยักษ์ ตัวไหนเป็นลิง สังเกตได้อย่างหนึ่งง่าย ๆ คือ ลิงไม่ใส่รองเท้าจ้า








ท่าทางเจ๊แกจะอินนะ 555


ตามคติของขอมที่ไทยเรารับเอามา ถือว่าเขาพระสุเมรุนั้นถือเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งจะรายรอบไปด้วยป่าหิมพานต์


ราสาทพระเทพบิดรที่มียอดเป็นปรางค์ ก็ถูกเปรียบเสมือนเป็นตัวเขาพระสุเมรุ ดังนั้นบริเวณลานด้านหน้าปราสาทพระเทพบิดร ก็เลยมีรูปกินนร กินนรี และสัตว์หิมพานต์อื่น ๆ มาประดับโดยรอบ






ใครไม่เคยเห็นสัตว์หิมพานต์สามารถมาชมได้ที่บริเวณลานรอบปราสาทพระเทพบิดรค่ะ 






ใครอยากไปชมนครวัตสักครั้งในชีวิต แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปสักที ลองมาชมที่ มินินครวัต หรือ นครวัตจำลอง ที่รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้ไปถ่ายแบบมาจากนครวัด เนื่องจากทรงเห็นว่าเป็นของแปลกมหัศจรรย์ แล้วในขณะนั้นกัมพูชายังเป็นประเทศราชของไทยอยู่





ตราประจำรัชกาลและช้างเผือกในรัชกาลต่างๆ 








เมื่อออกจากวัดแล้วเราสามารถเดินเที่ยวพระบรมมหาราชวังต่อได้เลยนะคะ 




อันนี้เอาเครื่องแต่งกายของทวารบาลที่ประตู กับของทหารหลวงมาให้ดูเล่นๆ




เดินมาอีกหน่อยก็จะเจอพิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามค่ะ ภายในมีประวัติของวัดและชิ้นส่วนต่างๆของวัดเช่นหน้าบัน ช่อฟ้าใบระกา อยู่มากมายมาจัดแสดง เป็นของจริงก่อนการบูรณะ หาชมได้ยากมากๆ แนะนำว่าควรลองเข้ามาดูค่ะ

อ้อ  ณ จุดนี้สามารถเข้าชมฟรีนะคะ  




เดินมาอีกนิดก็จะเจอพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ซึ่งน่าสนใจเหมือนกัน  แต่บังเอิญอิชั้นหิวข้าว + หมดแรงเดินแล้วค่า เลยไม่ได้เข้าไป




มาวัดพระแก้วครั้งนี้ไม่มีคำว่าผิดหวังเลยค่ะ  ทั้งสวยงาม ทั้งมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก

ทีนี่คนไทยไม่คิดค่าเข้าชมนะคะ  น่าเข้าชมมากๆ  ขนาดคนต่างชาติเสียค่าเข้าชมตั้ง 400 บาท เค้ายังเข้าเลยนะคะ  แล้วอย่างนี้คนไทยอย่างเราจะพลาดได้ยังไง



ใครยังไม่เคยมา เชิญชวนค่า Smiley





 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 1 ธันวาคม 2556 22:03:10 น.  

One day trip in อยุธยา....ชวนมาชม Unseen in Thailand ที่วัดมหาธาตุค่ะ

ก่อนจะสิ้นแสงอาทิตย์ เรามาเที่ยวที่สุดท้ายของวันนี้กันเถอะค่ะ 








วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์ พงศาวดารบางฉบับกล่าวว่าวัดนี้สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อมาสมเด็จพระราเมศวรโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดเมื่อ พ.ศ.1927 พระปรางค์วัดมหาธาตุถือเป็นปรางค์ที่สร้างในระยะแรกของสมัยอยุธยาซึ่งได้รับอิทธิพลของปรางค์ขอมปนอยู่


มาถึงแล้วมาซื้อตั๋วเข้าชมก่อนนะคะ  คนไทย 10 บาท คนต่างชาติ 30 บาท





    สิ่งที่น่าสนใจ ในวัดอีกอย่างคือ เศียรพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งมีรากไม้ปกคลุมเข้าใจว่าเศียรพระพุทธรูปนี้จะหล่นลงมาอยู่ที่โคนต้นไม้ในสมัยเสียกรุงจนรากไม้ขึ้นปกคลุมมีความงดงามแปลกตาไปอีกแบบ




เดินเที่ยวต่อนะคะ 




วัดมหาธาตุ เป็นวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งอีกวัดหนึ่ง ในกรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์  อยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางทางศาสนาในกรุงศรีอยุธยา เพราะนอกจากเป็นที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุแล้ว ยังเป็นที่พำนักของ สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีอีกด้วย

จากพงศาวดารบางฉบับกล่าวถึงวัดนี้ว่า ได้ริเริ่มสร้างองค์พระมหาธาตุขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) ต่อมาสมเด็จพระราเมศวรจึงทรงสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จสิ้นเป็นพระอาราม และโปรดให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดเมื่อ พ.ศ.1927  แล้วขนานนามว่า”วัดมหาธาตุ”












แผนผังวัดมหาธาตุซึ่งสร้างไว้แต่เดิมและสร้างเพิ่มเติมต่อมานั้นน่าดูมาก คือตรงกลางวัดมีพระปรางค์ 5 องค์ ปรางค์องค์ใหญ่ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่ตรงกลาง มีปรางค์ทิศอีก 4 องค์ มีบันไดขึ้นไปถึงซุ้มองค์พระมหาธาตุ หลังพนักบันไดทั้ง 2 ข้างปั้นเป็นนาคราชเลื้อยลงมา ศีรษะแผ่พังพานมาพาดอยู่ที่เชิงบันได ตรงชั้นบัลลังก์ทั้ง 4 มุม มีรูปปั้นประดับคือ รูปครุฑ รูปจตุโลกบาล รูปโทวาริกถือดาบ รูปรากษสถือกระบองสั้น รูปพิราวะยักษ์ถือกระบองยาว มีพระอุโบสถซึ่งผนังทำเป็นช่องลูกกรงและมีลวดลายประดับ ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ ส่วนวิหารนั้นกว้างใหญ่และยาวมาก ตามหลักฐานที่เหลืออยู่ปรากฏว่ายาวถึง 60 เมตร กว้าง 20 เมตร ภายในวิหารนั้นเขียนภาพเป็นเรื่องมหาเวสสันดรชาดก และเรื่องปฐมสมโพธิ นอกจากนี้ยังมีวิหารเล็กๆ และเจดีย์รายรอบอีกเป็นจำนวนมาก

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2153-2171) พระปรางค์เคยพังลงมาเกือบครึ่งองค์ถึงชั้นครุฑ ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงบูรณะใหม่โดยเสริมพระมหาธาตุให้สูงยิ่งขึ้น รวมเป็นความสูง 25 วา ดังปรากฏในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา จากนั้นหลังจากรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแล้ว ก็ไม่ปรากฏเรื่องราวของวัดมหาธาตุอีกเลย

หลังจากคราวเสียกรุง วัดมหาธาตุได้รับความเสียหาย และชำรุดทรุดโทรมลงมากมาย แต่พระปรางองค์ใหญ่ยังคงสมบูรณ์ดี ปรากฏรูปถ่ายเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จในงานพระราชพิธีรัชมงคลที่ พระราชวังโบราณ เมื่อ พ.ศ. 2450 ที่พิมพ์ใน หนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ 63 ของหอสมุดแห่งชาติ แต่ปรางค์องค์นี้คงจะพังลงมาในต้นรัชกาลที่ 6 นี้เอง   

















บรรยากาศภายในวัดค่ะ  ถึงแม้จะทรุดโทรมไปตามกาลเวลาไปมาก แต่ก็ยังมีเค้าของความยิ่งใหญ่อลังการอยู่มิใช่น้อย

อ้อ...ที่นี่คนต่างชาติเยอะมากก โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น อิชั้นเห็นเกินครึ่งเลยนะ  มาเป็นกรุ๊ปทัวร์เชียว











ทริปวันนี้สนุกมากเลยค่ะ ได้ไหว้พระหลายวัดในอยุธยา ทั้งอิ่มบุญ อิ่มท้อง อิ่มใจอีกตังหาก  ต้องขอบคุณเพื่อนอ้อที่ขับรถมาอิชั้นมาเที่ยว



หวังว่าเราจะได้มาลั้นลาด้วยกันอีกนะ เพื่อน Smiley







 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2556 22:01:26 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  
BlogGang Popular Award#10


 
hi hacky
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Life is a journey....
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add hi hacky's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.