....I just wanna live while I'm alive....

สวมวิญญาณ tourist มาเที่ยวที่วัดพระแก้วกันคะ

ท่ามกลางวิกฤติกทม. ที่มีการชุมนุมกันอย่างเมามันส์ทั้งสองฝ่าย

อิชั้นก็เกิดอยากจะไปเที่ยววัดที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของบ้านเราอย่างวัดพระแก้วขึ้นมาซะงั้น   เมื่อความอยาก อย๊าก อยากมันมากขึ้น  อิชั้นก็ทำอะไรไม่ได้มาก  นอกจากโลดแล่นไปที่นั่นตามใจปราถนา

แต่ม๊อบก็ทำอุปสรรคให้ทริปนี้เหมือนกัน เพราะหาแท๊กซี่ไปวัดพระแก้วค่อนข้างยาก (จริงๆลงเรือง่ายกว่าเยอะ  แต่อิชั้นขี้เกียจอ่ะ  เมื่อวานเดินเยอะไปหน่อย)   ส่วนมากเรียกแล้วไม่ไป 555 

สุดท้ายกรุงศรีอยุธยาก็ไม่สิ้นคนดีค่ะ  มีแท๊กซี่ที่ยินดีรับอิชั้นไปวัดพระแก้ว โดยที่ต้องงอ้อมไปทางเยาวราชนิดโหน่ย  ค่าโดยสารเปลืองขึ้นมาอีกประมาณ 30 บาท

 By the way เราก็มาถึงวัดพระแก้วจนได้ค่า Smiley



ประวัติวัดพระแก้ว

          เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เสร็จขึ้นครองราชสมบัติ ในปี พ.ศ. 2325 ได้ทรงสถาปนาพระบรมมหาราชวังขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2325 โดยมีที่ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับพระราชวังเดิม ของกรุงธนบุรี

          ซึ่งพระบรมมหาราชวังนี้มีเนื้อที่ 152 ไร่ 2 งาน รวมความยาวโดยรอบสี่ด้านกำแพง ได้ทั้งหมด 1,910 เมตร ประกอบไปด้วยป้อมปราการ กับประตูพระราชวังโดยรอบ ภายในของพระบรมมหาราชวัง แบ่งเป็นสี่ส่วน คือ พระราชฐานชั้นนอก พระราชฐานชั้นกลาง พระราชฐานชั้นใน และวัดพระศรีรัตนศาสดาราม

          ลักษณะแบบแผนการก่อสร้างคล้ายคลึงกับพระบรมมหาราชวังเก่าในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ มีวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อยู่ในบริเวณวังเหมือนกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระอารามหลวง ในเขตวังนี้นับเป็นแบบธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาแต่โบราณ

          สำหรับ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า วัดพระแก้ว เป็นวัดที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325 เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งเป็นวัดในพระราชวังหลวงในสมัยอยุธยา และมีพระราชประสงค์ให้เป็นที่ประดิษฐาน "พระแก้วมรกต" รวมถึงเป็นสถานที่ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล โดยเป็นวัดที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่ เพราะมีแต่ส่วนพุทธาวาสไม่มีส่วนสังฆาวาส


การจะเข้าไปชมพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นเขตพระราชฐานทั้งยังเป็นสถานที่สำคัญยิ่งของชาติด้วย จึงมีข้อกำหนดเรื่องการแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย เพื่อแสดงความเคารพต่อสถานที่  เลยขอเอาข้อมูลเรื่องการแต่งกายไว้ฝากหน่อยค่ะ 


เสื้อ จะต้องเป็นเสื้อที่มีแขน ประเภทสายเดี่ยวหรือเสื้อแขนกุดนี่ไม่ได้เลย เนื้อผ้าก็อย่าให้บางเบาจนเกินไป


ส่วน กางเกง จะต้องเป็นกางเกงยาวคลุมตาตุ่ม จะเป็นกางเกงยีนส์ก็ได้ ที่ไม่ได้จะเป็นพวกกางเกงสามส่วน กางเกงกระโปรง หรือกางเกงเล ส่วนคุณผู้หญิงจะสวมกางเกงก็ได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะเป็นกระโปรงก็ต้องเป็นกระโปรงที่ไม่สั้นจนเกินไป


รองเท้า นี่ถ้าเป็นชาวต่างประเทศเขาต้องให้เป็นรองเท้าหุ้มส้นเท่านั้น แต่เท่าที่เห็นรองเท้าที่มีสายรัดส้นก็ใช้ได้แล้ว สำหรับคนไทยยังอนุโลมเรื่องรองเท้าแตะ แต่เขาวงเล็บไว้ว่า (สำหรับผู้ที่มาจากต่างจังหวัด)


ผ่านด่านเสื้อผ้าแล้ว  เราก็เข้ามาโซนด้่านในค่ะ 




ยักษ์ทวารบาล ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้ามาภายในบริเวณวัด

ทั้งหมดมีอยู่ 6 คู่ด้วยกัน แต่คู่ที่อยู่ตรงนี้น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะคือทศกัณฐ์ซึ่งเรารู้จักกันดีว่าเป็นตัวผู้ร้ายในเรื่องรามเกียรติ์ ส่วนตนข้าง ๆ คือสหัสเดชะซึ่งเป็นญาติกันกับทศกัณฐ์


ยักษ์ทั้งสองตนนี้รวมทั้งตนอื่น ๆ ด้วยที่มารับหน้าที่ทวารบาล ต่างก็เป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์เดชชั้นเซียนกันทั้งนั้น ส่วนจะมีชื่ออะไรก็บ้างก็สามารถดูได้จากป้ายชื่อที่ติดเอาไว้ให้เรียบร้อย




มาถึงวัดพระแก้วแล้ว ถ้าไม่ได้มาเดินดูจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ ต้องถือว่ายังมาไม่ถึงวัดพระแก้ว แล้วถ้าอยากจะดูภาพตอนแรกจากทั้งหมด 178 ตอน ก็ต้องมาเริ่มดูตรงหลังพระวิหารยอดนี่เอง











เดินผ่านศาลารายมา เดี๋ยวเราจะเข้าไปที่พระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือที่เรียกกันสามัญว่าพระแก้วมรกตกัน ส่วนใครที่ต้องการจะจุดธูปเทียนบูชาพระแก้วมรกต ทางวัดจัดสถานที่ตรงลานหน้าพระอุโบสถเอาไว้ให้













สิงห์สำริดดูคล้ายศิลปะนครวัด 








รูปหล่อครุฑยุดนาคสำริดปิดทอง มีจำนวนทั้งหมด 112 ตัว  รายรอบฐานพระอุโบสถทั้งสี่ทิศ  ดูสวยงามแปลกตามากค่ะ


ทำไมครุฑถึงต้องยุดหรือจับนาค นั้น

ตามตำนานก็ว่าครุฑนั้นกินนาคเป็นอาหาร โดยครุฑนั้นมีกำลังมากสามารถใช้ปีกโบกจนน้ำในมหาสมุทรแตกเป็นวงแล้วโฉบลงไปจับนาคกินได้ นาคก็กลัวถูกจับไปกินก็เลยกินก้อนหินถ่วงไว้ที่ท้อง คงกะจะให้ครุฑบินไม่ขึ้น ครุฑก็เลยต้องจับนาคห้อยหัวให้คายก้อนหินออกมาเสียก่อน

นั่นก็เป็นเรื่องในตำนาน ถ้าเป็นอีกแนวหนึ่งก็ว่า มีชนกลุ่มหนึ่งนับถือนาคหรืองู แต่ต่อมาได้ถูกชนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งนับถือเทพอื่นรวมถึงครุฑด้วยนั้นสามารถมีชัยยึดครองดินแดนของพวกที่นับถือนาคได้ พวกที่ชนะก็เลยทำรูปครุฑที่ตนนับถือนั้นจับนาคไว้เสมือนเป็นสัญลักษณ์แสดงความเหนือกว่าเอาไว้ เรียกว่าข่มกันเห็น ๆ





น่าเสียดายที่เค้าไม่ให้เราถ่ายรูป  เลยไปเก็บภาพพระพุทธมหามณีรัตนปฎิมากร หรือพระแก้วมรกตประทับทรงเครื่องฤดูหนาวจากในเน็ตมาฝากค่ะ 

วัดพระแก้ว



ใบเสมาของวัด



ภายในอุโบสถจุดธูปเทียนไม่ได้นะคะ เค้าให้มาไหว้ที่นี่แทน




ด้านหน้ามีรูปหล่อหมอชีวกโกมารภัจจ์  บรมครูแห่งการแพทย์แผนโบราณค่ะ  หลายท่านนิยมมากราบไหว้บูชาท่านเพื่อขอพรเรื่องสุขภาพ




แท่นบดยานี้เค้าว่าเมื่อก่อนทางวัดอนุญาติให้ประชาชนนำยามาบดที่นี่เพื่อเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ค่ะ 



โดยส่วนตัวอิชั้นเคารพและผูกพันธ์กับพ่อปู่ชีวกโกมารภัจจ์เป็นอย่างมาก เพราะถือว่าเป็นอาจารย์ของเหล่าบุคลากรทางแพทย์อย่างพวกเรา สมัยเรียนก็จะมีการกราบบูชาท่านอยู่บ่อยๆ


ก็เลยนำเอาคาถาบูชาท่านมาฝาก  สามารถกระทำที่บ้านได้เพื่อความเป็นสิริมงคลคะ 




รูปปั้นจีนก็มี หน้าตาเหมือนที่วัดโพธิ์เลย




ปราสาทพระเทพบิดร สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อปี พ.ศ. 2398 เดิมชื่อว่า พุทธปรางค์ปราสาท เมื่อแรกนั้นมีพระราชประสงค์จะอัญเชิญพระแก้วมรกตมาไว้ แต่เมื่อสร้างเสร็จเห็นว่าคับแคบไม่เหมาะแก่การพระราชพิธี จึงมิได้อัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานดังพระราชดำริ



ในปี พ.ศ. 2446ได้มีการซ่อมแซมแล้วให้เปลี่ยนนามเป็น ปราสาทพระเทพบิดร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมรูปพระบูรพกษัตริย์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทั้ง 5 องค์มาไว้


ทั้งมีพระบรมราชโองการให้มีการถวายบังคมพระบรมรูป เป็นประจำทุกปีในวันที่ 6 เมษายน ซึ่งทรงกำหนดให้เป็นวันจักรี ตั้งแต่ พ.ศ. 2461 เป็นต้นมา จากนั้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการถวายบังคมพระบรมรูป เป็นประจำทุกปีในวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งตรงกับวันฉัตรมงคลวันที่ 13-15 เมษายน เนื่องในวันสงกรานต์ 


หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการถวายบังคมในโอกาสวันสำคัญต่างๆ ในบางปี หรือทุกปี เช่น วันปิยมหาราช วันที่ 23 ตุลาคม ตั้งแต่ พ.ศ. 2554 ปัจจุบันได้มีการประดิษฐานพระบรมรูปเพิ่มตามการเปลี่ยนรัชสมัย จนถึงรัชกาลที่ 8 



ส่วนเจดีย์องค์นี้สร้างเพิ่มเติมขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เรียกว่า พระศรีรัตนเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงระฆังซึ่งถ่ายแบบมาจากเจดีย์ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ที่กรุงเก่ามาสร้าง ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ




สุวรรณเจดีย์ เป็นเจดีย์เพิ่มมุม 12 มีรูปลิงและยักษ์แบก

เจดีย์นี้รัชกาลที่ 1 โปรดให้สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระชนกชนนี ซึ่งเป็นตามธรรมเนียมการสร้างวัดที่จะสร้างเจดีย์คู่ไว้หน้าวัด เป็นการอุทิศแก่บิดามารดาของผู้สร้าง ที่ฐานเจดีย์เป็นรูปยักษ์กับกระบี่ (ลิง) แบกเจดีย์

ตัวไหนเป็นยักษ์ ตัวไหนเป็นลิง สังเกตได้อย่างหนึ่งง่าย ๆ คือ ลิงไม่ใส่รองเท้าจ้า








ท่าทางเจ๊แกจะอินนะ 555


ตามคติของขอมที่ไทยเรารับเอามา ถือว่าเขาพระสุเมรุนั้นถือเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งจะรายรอบไปด้วยป่าหิมพานต์


ราสาทพระเทพบิดรที่มียอดเป็นปรางค์ ก็ถูกเปรียบเสมือนเป็นตัวเขาพระสุเมรุ ดังนั้นบริเวณลานด้านหน้าปราสาทพระเทพบิดร ก็เลยมีรูปกินนร กินนรี และสัตว์หิมพานต์อื่น ๆ มาประดับโดยรอบ






ใครไม่เคยเห็นสัตว์หิมพานต์สามารถมาชมได้ที่บริเวณลานรอบปราสาทพระเทพบิดรค่ะ 






ใครอยากไปชมนครวัตสักครั้งในชีวิต แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปสักที ลองมาชมที่ มินินครวัต หรือ นครวัตจำลอง ที่รัชกาลที่ 4 โปรดฯ ให้ไปถ่ายแบบมาจากนครวัด เนื่องจากทรงเห็นว่าเป็นของแปลกมหัศจรรย์ แล้วในขณะนั้นกัมพูชายังเป็นประเทศราชของไทยอยู่





ตราประจำรัชกาลและช้างเผือกในรัชกาลต่างๆ 








เมื่อออกจากวัดแล้วเราสามารถเดินเที่ยวพระบรมมหาราชวังต่อได้เลยนะคะ 




อันนี้เอาเครื่องแต่งกายของทวารบาลที่ประตู กับของทหารหลวงมาให้ดูเล่นๆ




เดินมาอีกหน่อยก็จะเจอพิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามค่ะ ภายในมีประวัติของวัดและชิ้นส่วนต่างๆของวัดเช่นหน้าบัน ช่อฟ้าใบระกา อยู่มากมายมาจัดแสดง เป็นของจริงก่อนการบูรณะ หาชมได้ยากมากๆ แนะนำว่าควรลองเข้ามาดูค่ะ

อ้อ  ณ จุดนี้สามารถเข้าชมฟรีนะคะ  




เดินมาอีกนิดก็จะเจอพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ  ซึ่งน่าสนใจเหมือนกัน  แต่บังเอิญอิชั้นหิวข้าว + หมดแรงเดินแล้วค่า เลยไม่ได้เข้าไป




มาวัดพระแก้วครั้งนี้ไม่มีคำว่าผิดหวังเลยค่ะ  ทั้งสวยงาม ทั้งมีความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมาก

ทีนี่คนไทยไม่คิดค่าเข้าชมนะคะ  น่าเข้าชมมากๆ  ขนาดคนต่างชาติเสียค่าเข้าชมตั้ง 400 บาท เค้ายังเข้าเลยนะคะ  แล้วอย่างนี้คนไทยอย่างเราจะพลาดได้ยังไง



ใครยังไม่เคยมา เชิญชวนค่า Smiley





 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 1 ธันวาคม 2556 22:03:10 น.  

One day trip in อยุธยา....ชวนมาชม Unseen in Thailand ที่วัดมหาธาตุค่ะ

ก่อนจะสิ้นแสงอาทิตย์ เรามาเที่ยวที่สุดท้ายของวันนี้กันเถอะค่ะ 








วัดมหาธาตุ ตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์ พงศาวดารบางฉบับกล่าวว่าวัดนี้สร้างในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 ต่อมาสมเด็จพระราเมศวรโปรดเกล้าฯให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดเมื่อ พ.ศ.1927 พระปรางค์วัดมหาธาตุถือเป็นปรางค์ที่สร้างในระยะแรกของสมัยอยุธยาซึ่งได้รับอิทธิพลของปรางค์ขอมปนอยู่


มาถึงแล้วมาซื้อตั๋วเข้าชมก่อนนะคะ  คนไทย 10 บาท คนต่างชาติ 30 บาท





    สิ่งที่น่าสนใจ ในวัดอีกอย่างคือ เศียรพระพุทธรูปหินทราย ซึ่งมีรากไม้ปกคลุมเข้าใจว่าเศียรพระพุทธรูปนี้จะหล่นลงมาอยู่ที่โคนต้นไม้ในสมัยเสียกรุงจนรากไม้ขึ้นปกคลุมมีความงดงามแปลกตาไปอีกแบบ




เดินเที่ยวต่อนะคะ 




วัดมหาธาตุ เป็นวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งอีกวัดหนึ่ง ในกรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่เชิงสะพานป่าถ่าน ทางทิศตะวันออกของวัดพระศรีสรรเพชญ์  อยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เป็นศูนย์กลางทางศาสนาในกรุงศรีอยุธยา เพราะนอกจากเป็นที่ประดิษฐานพระสารีริกธาตุแล้ว ยังเป็นที่พำนักของ สมเด็จพระสังฆราช ฝ่ายคามวาสีอีกด้วย

จากพงศาวดารบางฉบับกล่าวถึงวัดนี้ว่า ได้ริเริ่มสร้างองค์พระมหาธาตุขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) ต่อมาสมเด็จพระราเมศวรจึงทรงสร้างเพิ่มเติมจนเสร็จสิ้นเป็นพระอาราม และโปรดให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ใต้ฐานพระปรางค์ประธานของวัดเมื่อ พ.ศ.1927  แล้วขนานนามว่า”วัดมหาธาตุ”












แผนผังวัดมหาธาตุซึ่งสร้างไว้แต่เดิมและสร้างเพิ่มเติมต่อมานั้นน่าดูมาก คือตรงกลางวัดมีพระปรางค์ 5 องค์ ปรางค์องค์ใหญ่ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุอยู่ตรงกลาง มีปรางค์ทิศอีก 4 องค์ มีบันไดขึ้นไปถึงซุ้มองค์พระมหาธาตุ หลังพนักบันไดทั้ง 2 ข้างปั้นเป็นนาคราชเลื้อยลงมา ศีรษะแผ่พังพานมาพาดอยู่ที่เชิงบันได ตรงชั้นบัลลังก์ทั้ง 4 มุม มีรูปปั้นประดับคือ รูปครุฑ รูปจตุโลกบาล รูปโทวาริกถือดาบ รูปรากษสถือกระบองสั้น รูปพิราวะยักษ์ถือกระบองยาว มีพระอุโบสถซึ่งผนังทำเป็นช่องลูกกรงและมีลวดลายประดับ ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ ส่วนวิหารนั้นกว้างใหญ่และยาวมาก ตามหลักฐานที่เหลืออยู่ปรากฏว่ายาวถึง 60 เมตร กว้าง 20 เมตร ภายในวิหารนั้นเขียนภาพเป็นเรื่องมหาเวสสันดรชาดก และเรื่องปฐมสมโพธิ นอกจากนี้ยังมีวิหารเล็กๆ และเจดีย์รายรอบอีกเป็นจำนวนมาก

ในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ.2153-2171) พระปรางค์เคยพังลงมาเกือบครึ่งองค์ถึงชั้นครุฑ ต่อมาสมเด็จพระเจ้าปราสาททองทรงบูรณะใหม่โดยเสริมพระมหาธาตุให้สูงยิ่งขึ้น รวมเป็นความสูง 25 วา ดังปรากฏในพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา จากนั้นหลังจากรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททองแล้ว ก็ไม่ปรากฏเรื่องราวของวัดมหาธาตุอีกเลย

หลังจากคราวเสียกรุง วัดมหาธาตุได้รับความเสียหาย และชำรุดทรุดโทรมลงมากมาย แต่พระปรางองค์ใหญ่ยังคงสมบูรณ์ดี ปรากฏรูปถ่ายเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จในงานพระราชพิธีรัชมงคลที่ พระราชวังโบราณ เมื่อ พ.ศ. 2450 ที่พิมพ์ใน หนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ 63 ของหอสมุดแห่งชาติ แต่ปรางค์องค์นี้คงจะพังลงมาในต้นรัชกาลที่ 6 นี้เอง   

















บรรยากาศภายในวัดค่ะ  ถึงแม้จะทรุดโทรมไปตามกาลเวลาไปมาก แต่ก็ยังมีเค้าของความยิ่งใหญ่อลังการอยู่มิใช่น้อย

อ้อ...ที่นี่คนต่างชาติเยอะมากก โดยเฉพาะชาวญี่ปุ่น อิชั้นเห็นเกินครึ่งเลยนะ  มาเป็นกรุ๊ปทัวร์เชียว











ทริปวันนี้สนุกมากเลยค่ะ ได้ไหว้พระหลายวัดในอยุธยา ทั้งอิ่มบุญ อิ่มท้อง อิ่มใจอีกตังหาก  ต้องขอบคุณเพื่อนอ้อที่ขับรถมาอิชั้นมาเที่ยว



หวังว่าเราจะได้มาลั้นลาด้วยกันอีกนะ เพื่อน Smiley







 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 29 พฤศจิกายน 2556 22:01:26 น.  

One day trip in อยุธยา....ชวนมาชมความงามของเจดีย์หลวง วัดใหญ่ชัยมงคล

หลังจากเที่ยววัดพนัญเชิงแล้ว เรามาต่อกันที่นี่ค่ะ Smiley




วัดใหญ่ชัยมงคล  วัดแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มาตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง (สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1)  ทรงสร้างขึ้นถวายแด่พระสงฆ์ "คณะป่าแก้ว"  ที่ได้ไปบวชเรียนมาจากสำนักสมเด็จพระวันรัตมหาเถระ ในลังกาทวีป และถวายนามว่า  "วัดป่าแก้ว"   พระสงฆ์ปฏิบัติธรรม บำเพ็ญภาวนาเป็นสำคัญ  พระเจ้าอู่ทอง จึงทรงแต่งตั้ง "สมเด็จพระวันรัต" เป็นพระสงฆราชฝ่ายขวา คู่กับ "สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์" ซึ่งเป็นสมเด็จพระสังฆราชฝ่ายซ้าย  


วัดป่าแก้วแห่งนี้ จึงได้ชื่อว่า "วัดพระยาไท"  ซึ่งหมายถึง  วัดพระสังฆราช และเรียกพระสงฆ์ว่า "เจ้งไทย"  แต่ด้วยวัดนี้เป็นพระอารามหลวง มีบริเวณกว้างขวาง และมีสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โต รวมทั้ง "พระเจดีย์ชัยมงคล"  เจดีย์องค์ใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงสร้างขึ้น  ชาวบ้านจึงเรียกวัดนี้ว่า "วัดใหญ่ชัยมงคล" มาจนทุกวันนี้


บริเวณที่จดรถของวัดจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ฉีกเจ้าดังอยู่ค่ะ  น่าลิ้มลองเหมือนกัน แต่พอมาเรากินข้าวเที่ยงมาเรียบร้อยแล้ว เลยไม่ได้แวะชิม น่าเสียดายจัง





มาไหว้พระในอุโบสถก่อนค่ะ


อุโบสถนี้ เดิมสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอู่ทอง ใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติกรรมฐานรวมทั้งประกอบพิธีกรรมต่างๆพระอุโบสถ หลังนี้เคยถูกใช้เป็น สถานนัดพบของเหล่าขุนนาง นำโดยขุนพิเรนทร์เทพและพรรคพวก ซึ่งมาเสี่ยงเทียนเพื่อจะเป็นนิมิตหมายในการไปปราบขุน วรวงค์ษาและท้าวศรีสุดาจันทร์


 วิธีการเสี่ยงเทียนคือการฟั่นเทียนขึ้นมา 2 เล่ม เล่มหนึ่ง แทนตัวขุนวรวงค์ษา กษัตริย์ที่นักวิชาการ หลายท่านไม่นับรวมว่าเป็นหนึ่งในกษัตริย์อยุธยาเทียนอีกเล่มหนึ่งแทนตัวพระเฑียรราชา หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์อันหลบหลีกปัญหา การแย่งชิงบัลลังค์ และไปบวชอยู่ที่วัดราชประดิษฐาน และจุดเทียนขึ้นพร้อมกันแต่เทียนเล่มที่เป็นตัวแทนของขุนวรวงค์ษามี เหตุให้ดับลงก่อนจึงถือว่าการล้มล้างจะเป็นผลสำเร็จ 



ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญหลายองค์ ส่วนที่เป็นองค์ประธานเป็น พระพุทธรูปซึ่งมีลักษณะเด่นจากที่อื่น คือปั้นด้วยหินทรายตลอดทั้งองค์ ส่วนที่เป็นจีวรถูกลงรักปิดทองประดับแก้ว 


ส่วนที่ไม่ใช่จีวร นั้นว่างเว้นเห็นเป็นเนื้อหินทรายที่สวยงามสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอู่ทอง ลักษณะเป็นปางมารวิชัย หรือปางสดุ้งมาร




ใบเสมาค่ะ




มาที่วิหารพระพุทธไสยาสน์

วิหารพระพุทธไสยาสน์นี้จะอยู่ทางซ้ายมือของประตูวัด   ภายในประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ซึ่งสร้างขึ้นใน แผ่นดินของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเพื่อใช้เป็นที่สักการะบูชา และปฏิบัติพระกรรมฐาน พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับการปฏิสังขรณ์ ใหม่ ในปี พ.ศ.2508 




รูปแบบอาคารเป็นลักษณะวิหาร  สันนิษฐานว่ามีประตูทางเข้าอยู่ 2 ช่องทางด้านทิศเหนือ (ปัจจุบันได้สูญสิ้นหมดแล้ว)  ภายในอาคารมีหน้าต่างสี่เหลี่ยมเพียง 4 บาน เสาของอาคาร เป็นลักษณะกลมปรากฏร่องรอยบัวหัน   เสาที่ประดับอยู่บนยอด องค์พระประธานของวิหารหันหน้า ไปทางทิศตะวันออกอันเป็นด้านหน้าของวัด 


ซึ่งภายหลังได้รับการปฎิสังขรณ์นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปจากมุมนี้ออกไปสู่วิวด้านหลัง  ที่เห็นเป็นองค์เจดีย์ชัยมงคล  ซึ่งตั้งกระหง่านอยู่อย่างยิ่งใหญ่  Smiley







มาต่อที่ไฮไลต์ที่นี่นะคะ  



พระเจดีย์วัดชัยมงคล ประดิษฐานอยู่ในวัดใหญ่ชัยมงคล  ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของเกาะเมือง อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  เป็นเจดีย์ก่อด้วยอิฐถือปูน ทรงลังกาองค์ใหญ่ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงสร้างขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติในการชนะสงครามยุทธหัตถี





ในพงศาวดารกล่าวว่า  หลังจากพระมหาอุปราชา แห่งเมืองหงสาวดี ยกทัพมารบแพ้สมเด็จพระนเรศวร  เมื่อ  พ.ศ.  2134  ถูกสมเด็จพระราชบิดา คือ  พรเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงต่อว่าเนือง ๆ  ก็เกิดมานะ จึงยกทัพใหญ่เข้ามารบอีก เมื่อ  พ.ศ. 2135  ตั้งทัพอยู่ตำบลตระพังตรุ  สมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงช้างพระที่นั่งยกกองทัพไปตั้งที่ตำบลหนองสาหร่าย (อำเภอดอนเจดีย์ในปัจจุบัน)  


สงครามคราวนี้ เป็นสงครามยุทธหัตถี คือ จอมทัพทั้งสองฝ่าย ได้ชนช้างกัน  สมเด็จพระนเรศวร ทรงช้างเจ้าพระยาไชยาภาพชนช้างกับพระมหาอุปราช ซึ่งทรงช้างพลายพัทธกอ  สมเด็จพระนเรศวร จ้วงฟันพระมหาอุปราชาด้วย  พระแสงของ้าวที่ไหล่ขวาขาดสิ้นพระชนม์กับคอช้าง  ส่วนสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็ได้ชนช้างกับเจ้าเมืองจาปโร  ฟันเจ้าเมืองจาปโรตาย  


แม่ทัพนายกองเมืองหงสาวดี เห็นพระมหาอุปราชาเสียทีถูกฟัน  ต่างก็เข้ามาช่วยแก้ไข  โดยเอาปืนระดมยิงถูกสมเด็จพระนเรศวรที่พระหัตถ์บาดเจ็บ  และถูกนายมหานุภาพ ควาญช้างพระที่นั่งกับหมื่นภักดีศวร กลางช้างสมเด็จพระเอกาทศรถตายทั้ง  2  คน  ขณะนั้นกองทัพหลวง  กองทัพเจ้าพระยามหาเสนา และพระยาสีหราชเดโชชัยตามไปทัน เข้ารบพุ่งแก้เอาสมเด็จพระนเรศวร กับสมเด็จพระเอกาทศรถออกมาพ้นข้าศึกได้




สมเด็จพระนเรศวร มีชัยชนะ แต่ไม่สามารถตีข้าศึก ให้แตกไปได้เหมือนครั้งก่อน เพราะเหตุที่ทัพไทยตามเสด็จไปไม่ทัน  เมื่อเสด็จกลับถึงพระนคร ทรงพระพิโรธแมทัพนายกอง  รับสั่งให้ลงโทษประหารชีวิตพวกแม่ทัพนายกอง ไปตามกฎอัยการศึก  แต่วันนั้นเป็นวันพระ  จึงโปรดให้ขังไว้ก่อน  วันรุ่งขึ้นจึงจะให้ประหาร


     สมเด็จพระวันรัตวัดป่าแก้ว  ตำแหน่งพระสังฆราชฝ่ายขวา พร้อมด้วยพระสงฆ์ราชาคณะ  25  รูป  เข้าเยี่ยมถามข่าวพระราชสงคราม ตามประเพณี  ทราบเหตุที่แม่ทัพนายกองต้องโทษประหารชีวิต  สมเด็จพระวันรัต จึงทูลถามสมเด็จพระนเรศวรว่า  เสด็จไปทำสงครามมีชัยชนะข้าศึกแล้ว  ทำไมพวกแม่ทัพนายกองจึงต้องโทษ  สมเด็จพระนเรศวร จึงทรงเล่าเรื่องที่รบกัน ให้สมเด็จพระวันรัตฟัง  แล้วตรัสว่า "ข้าราชการเหล่านั้น กลัวข้าศึกมากกว่าโยม  ละให้แต่โยม  2  คน  พี่น้องฝ่าเข้าไปท่ามกลางข้าศึก จนได้ทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา มีชัยชนะ แช้วจึงได้เห็นหน้า  นี่หากบารมีของโยมหาไม่  แฟ่นดินก็จะเป็นของหวงสาวดีเสียแล้ว" 


สมเด็จพระวันรัตถวายพระพรว่า  การที่ข้าราชการเหล่านั้น จะกลัวข้าศึกยิ่งกว่าสมเด็จพระนเรศวรนั้น เป็นไปไม่ได้  แต่เป็นเพราะพระบารมีบันดาลจะให้พระเกียรติยศปรากฏไปทั่วโลก  จึงมีเหตุให้เสด็จเข้าไปมีชัยชนะโดยลำพัง  สมเด็จพระวันรัตทูลเปรียบเทียบว่า เหมือนพระพุทธเจ้า ตรัสตอนตรัสรู้ว่า ขณะที่มารผจญนั้น  เทวดาที่มาเฝ้าอยู่เป็นอันมาก ก็พากันหนีหายไปหมด เหลือแต่พระพุทธเจ้าองค์เดียว  ทรงสามารถปราบพญามารทั้งรี้พลให้พ่ายแพ้ได้

     สมเด็จพระนเรศวร ได้ทรงฟังสมเด็จพระวันรัต ออกพระนามพระพุทธเจ้า ก็ทรงปีติโสมนัสสิ้นพระพิโรธ (โกรธ)  สมเด็จพระวันรัตจึงทูลขอชีวิตข้าราชการไว้ทั้งหมด แล้วทูลแนะนำให้สมเด็จพระนเรศวร ทรงสร้างพระเจดีย์เป็นอนุสาวรีย์ ในชัยชนะยุทธหัตถีครั้งนี้  เหมือนกับพระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย ได้ทรงเคยทำมาแล้ว


  สมเด็จพระนเรศวร จึงโปรดให้สร้างพระเจดีย์ยุทธหัตถีขึ้นตรงที่ชนช้างชนะองค์หนึ่ง คือ อนุสรณ์ดอนเจดีย์ปัจจุบัน  แล้วทรงเสริมพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นที่วัดพระยาไทย หรือวัดป่าแก้ว อันเป็นที่สถิตของพระสังฆราชฝ่ายขวาอีกองค์หนึ่ง  ขนานนามว่า  "พระเจดีย์ชัยมงคล"







พระเจดีย์ใหญ่มากก และสมบูรณ์ + สวยงามมากๆค่ะ

เป็นบุญตาจริงๆที่ได้มาเห็น










พระพุทธรูปเรียงรายรอบเจดีย์ 





บรรยากาศดูสงบและขลังมากเลยค่ะ 

เพื่อนอ้อขอเข้าเฟรม




อิ่มเอมกับพระเจดีย์ชัยมงคลแล้วเราก็เดินทางกันต่อนะคะ  ก่อนแสงอาทิตย์ของวันนี้จะหมดไปเรามีจุดหมายปลายทางที่วัดมหาธาตุต่อ



เดินทางไปด้วยกันนะคะ




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 4 ธันวาคม 2556 11:18:16 น.  

One day trip in อยุธยา....กราบหลวงพ่อโต ที่วัดพนัญเชิง



หลังจากอิ่มมื้อเที่ยงแล้ว เราก็ตะลุยเที่ยววัดกันต่อคะ





มาที่วัดแรก  วัดพนัญเชิง ค่ะ 


วัดพนัญเชิง

วัดพนัญเชิงเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดวรวิหาร แบบมหานิกาย เป็นวัดที่มีมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้าง ตามพงศาวดารเหนือกล่าวว่า พระเจ้าสายน้ำผึ้งซึ่งครองเมืองอโยธยาเป็นผู้สร้างขึ้นตรงที่พระราชทานเพลิงศพพระนางสร้อยดอกหมาก และพระราชทานนามวัดว่า “วัดพระเจ้าพระนางเชิง” (หรือวัดพระนางเชิง) 


มาถึงแล้ว เข้าไปในวิหารหลวงพ่อโตกันค่ะ  วันนี้คนเยอะมากเลย


มาไหว้พระกันนะคะ 







 

พระพุทธรูปทองคำในพระอุโบสถ


ในพระอุโบสถวัดพนัญเชิงนั้นมีพระพุทธรูปสำคัญ 3 องค์ คือพระพุทธรูปทองคำ
พระพุทธรูปปูน และพระพุทธรูปนาค พระพุทธรูปทองเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย
ทำจาทองสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 3 ศอก สูง 4 ศอก มีสีทองอร่ามใสเป็นเงาสะท้อนอย่างชัดเจน องค์กลางเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นสมัยอยุธยาหน้าตักกว้าง 4 ศอกสูง 5 ศอก ส่วนพระพุทธรูปนาคเป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยนั้นจะมีสีออกแดงๆหน้าตักกว้าง 3 ศอก สูง 5 ศอก


 กล่าวกันว่าพระพุทธรูปทองและนาคนี้เพิ่งถูกพบว่าเป็นพระทองและพระนาค ด้วยบังเอิญ เนื่องจากแต่เดิมทีพระทั้งสององค์ถูกฉาบเคลือบด้วยปูน จนมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธรูปปูนปั้นทั่วไป สาเหตุคงเพราะว่าช่วงเวลาก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะถูกข้าศึกบุกตีพระนคร คนในสมัยนั้นเกรงว่าพระพุทธรูปทองและพระพุทธรูปนาคนี้จะถูกขโมยหรือเผาเอาทองไปจึงได้ฉาบปูนเคลือบและปั้นปูนในขณะที่ปูนยังไม่แห้งเพื่อทำเป็นลายจีวรและลักษณะต่างๆเช่น ปั้นรูปพระพักตร์ พระเกศา เพื่อให้เข้าใจว่าไม่ใช่พระทองคำและพระนาค จนกระทั่งในภายหลังมีผู้ไปค้นพบว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำ


เนื่องจากเศษปูนได้กะเทาะออกมาและเนื้อภายในเป็นทอง จึงได้ค่อยๆกะเทาะปูนออกให้หมด จึงได้เห็นว่าเป็นพระทองคำทั้งองค์และนำมาประดิษฐานอยู่ภายพระอุโบสถของวัด

 




ห้องนี้จะออกแบบจีนๆนะ



มาอีกหนึ่งอุโบสถด้านซ้ายค่ะ  น่าเสียดายที่หาประวัติของพระพุทธรูปองค์นี้ไม่เจอ  เลยไม่รู้ว่าที่มาเป็นยังไง





ห้องนี้แต่งแบบไทยๆ








ใบเสมา



เข้ามาในวิหารหลวงพ่อโตจริงๆกันเสียที



พระวิหารนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ตามพงศาวดารกล่าวว่าสร้างเมื่อพ.ศ.1867 ก่อนการสถาปนากรุงศรีอยุธยา 26 ปีเดิมชื่อ “พระพุทธเจ้าพนัญเชิง”(พระเจ้าพะแนงเชิง) 


แต่ในรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการบูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปองค์นี้ได้พระราชทานนามใหม่ว่า “พระพุทธไตรรัตนนายก” (ชาวบ้านนิยมเรียกหลวงพ่อโต ชาวจีนนิยมเรียกว่าซำปอกง ผู้คุ้มครองการเดินทางทางทะเล)  เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นศิลปะแบบอู่ทองปางมารวิชัยลงรักปิดทอง มีขนาดหน้าตักกว้าง 14 เมตรและสูง 19.13 เมตร ฝีมือปั้นงดงามมาก   เบื้องหน้ามีตาลปัตรหรือพัดยศและพระอัครสาวกที่ทำด้วยปูนปั้นลงรักปิดทองประดิษฐานอยู่เบื้องซ้ายและขวา อาจนับได้ว่าเป็นพระพุทธรูปนั่งสมัยอยุธยาตอนต้นที่มีขนาดใหญ่มากที่สุดที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัดอยุธยาและจังหวัดใกล้เคียง 


เข้าใจว่าเมื่อสร้างพระองค์ใหม่เสร็จแล้วจึงสร้างพระวิหารหลวงขึ้นคลุมอีกทีหนึ่ง ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อคราวพระนครศรีอยุธยาจะเสียกรุงแก่ข้าศึกนั้น พระพุทธรูปองค์นี้มีน้ำพระเนตรไหลออกมาทั้งสองข้าง   



 ส่วนในพระวิหาร เสาพระวิหารเขียนสีเป็นลายพุ่มข้าวบิณฑ์ก้านแย่งสีแดงที่หัวเสามีปูนปั้นเป็นบัวกลุ่มที่มีกลีบซ้อนกันหลายชั้น ผนังทั้งสี่ด้านเจาะเป็นซุ้มเล็กประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดเล็กโดยรอบจำนวน 84,000 องค์เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์ตามความเชื่อทางพุทธศาสนา ส่วนประตูทางเข้าด้านหน้าซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออก เป็นบานประตูไม้แกะสลักลอยตัวเป็นลายก้านขดยกดอกนูนออกมา เป็นลักษณะของศิลปะอยุธยาที่งดงามมากแห่งหนึ่ง


จะบอกว่าน่าเศร้ามากที่เราเข้าไปได้ใกล้ที่สุดแค่นี้เอง  คนเยอะมากกก
ได้แต่ไหว้จากข้างนอกก็แล้วกันนะคะ Smiley



ในวิหารหลวงพ่อโตจุดธูปเทียนไม่ได้นะคะ  เค้าให้มาไหว้ข้างนอก





ที่นี่เค้านิยมทำบุญด้วยถวายผ้าห่มหลวงพ่อโต
คิวข้างในที่ยาวก็เพราะรอถวายนี่แหล่ะ




เดินออกมานอกวิหาร ก็ยังมีเทพเจ้าให้สักการะอีกเพียบ



ไฉ่สิงเอี้ย  (เทพแห่งโชคลาภ) 



เจ้าแม่กวนอิมพันมือ




พระสังกัจจาย



เจ้าพ่อเสือ


เทพกวนอู 


มีเยอะมากๆ ค่ะ Smiley ไหว้ไม่หวาดไม่ไหว 









เดินในสุดของวัดจะพบศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากค่ะ  ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสัก ก่อสร้างเป็นตึกแบบจีนเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่สร้อยดอกหมากในเครื่องแต่งกายแบบจีน ชาวจีนเรียกว่า “จูแซเนี๊ย” 



เพื่อนอ้อตั้งใจมานานแล้วว่าอยากมาไหว้ท่าน สมใจอยากเสียที




ที่มาของศาลเจ้าแม่สร้อยดอกหมากมีอยู่ว่า  เมื่อครั้งก่อนที่พระเจ้าอู่ทองจะทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยา สยามประเทศในตอนนั้นไร้ซึ่งกษัตริย์ปกครองอยู่ระยะหนึ่ง เหล่าอำมาตย์ ข้าราชบริพาร และสมณชีพรามณ์ทั้งหลายจึงลงความเห็นว่า ต้องทำพิธีเสี่ยงเรือสุวรรณหงส์เอกชัย เพื่อเสาะหาผู้มีบุญวาสนามาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน โดยให้เรือแล่นไปตามแม่น้ำ

         ครั้นเมื่อเรือมาถึงยังตำบลแห่งหนึ่งริมฝั่งแม่น้ำ มีกลุ่มเด็กเลี้ยงโคเล่นกันอยู่ เรือก็จอดสนิทนิ่งไม่ยอมเคลื่อนที่ แม้ว่าเหล่าฝีพายจะพยายามสักแค่ไหนก็ตาม เมื่อเหล่าอำมาตย์เห็นเช่นนั้น จึงเดินเข้าไปในกลุ่มเด็กเลี้ยงโคและพบกับเด็กชายคนหนึ่งท่าทางฉลาด พูดจาฉะฉาน หลักแหลม จึงคิดว่าเด็กผู้นี้คงเป็นผู้มีบุญญาธิการ จึงรับตัวมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองประเทศ

   หลังได้ขึ้นเป็นกษัตริย์สยามประเทศแล้ว มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่สร้างความน่าอัศจรรย์ใจ และเป็นที่มาของพระนาม "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง" เมื่อพระองค์ทรงโปรดให้ยกขบวนพยุหยาตราไปทางชลมารคพร้อมกับเหล่าเสนาบดี เมื่อเรือล่องมาถึงวัดปากคลอง ซึ่งเป็นเวลาน้ำขึ้น จึงตรัสสั่งให้จอดเรือพระที่นั่งอยู่หน้าวัด และทรงทอดพระเนตรเห็นรังผึ้งใต้ช่อฟ้าหน้าโบสถ์ พระองค์จึงดำริว่า...

         "จะขอนมัสการพระพุทธปฏิมากร ด้วยเดชะบุญญาภิสังขารของเรา เพื่อจะได้ครองไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์ ขอให้น้ำผึ้งหยดลงมากลั้วเอาเรือขึ้นไปประทับแทนกำแพงแก้วนั้นเถิด"

         เมื่อตรัสจบน้ำผึ้งก็หยดลงมากลั้วเอาเรือพระที่นั่งยกขึ้นไปถึงที่ทันที เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่สายตาของเสนาบดีน้อยใหญ่ พระเจ้ากรุงไทยจึงเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธปฏิมากร เสร็จแล้วจึงเสด็จลงเรือพระที่นั่ง จากนั้นเรือพระที่นั่งก็ถอยลงมาตามเดิมได้เอง บรรดาภิกษุสงฆ์และเหล่าเสนาบดีจึงพากันถวายพระพรชัยและถวายพระนามพระเจ้ากรุงไทยว่า "พระเจ้าสายน้ำผึ้ง"

         ครั้นถึงเวลาน้ำลง พระเจ้าสายน้ำผึ้ง ก็รับสั่งให้เหล่าเสนาบดีกลับไปรักษาพระนคร ส่วนพระองค์จะเสด็จโดยเรือเพียงลำเดียว เพื่อเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ และด้วยกุศลที่สร้างมาแต่ปางหลัง จึงทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยปลอดภัยจนกระทั่งถึงกรุงจีน เมื่อชาวจีนเห็นว่าว่าทรงเดินทางเพียงพระองค์เดียวท่ามกลางทะเลใหญ่ แต่ยังสามารถรอดชีวิตมาได้นั้นเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก จึงนำความขึ้นทูลว่าพระเจ้าแผ่นดินจีนว่า พระเจ้าแผ่นดินไทยองค์นี้มีบุญญาธิการมาก



ด้านพระเจ้ากรุงจีนเมื่อได้ฟังดังนั้น จึงอยากทดสอบว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งจะมีบุญญาธิการจริงหรือไม่ โดยรับสั่งให้เสนาบดีไปทูลเชิญพระเจ้าสายน้ำผึ้งประทับที่อ่าวนาค ซึ่งเป็นที่ที่มีอันตรายมาก และให้ทหารไปสอดแนมดูว่าเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้นหรือไม่ แต่ผลปรากฎว่านอกจากจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว ยังมีเสียงดุริยางค์ดนตรีเป็นที่ครึกครื้น เมื่อความทราบถึงพระเจ้ากรุงจีน พระองค์จึงมีรับสั่งให้จัดขบวนแห่ออกไปรับพระเจ้าสายน้ำผึ้งเข้ามาภายในพระราชวัง พร้อมทั้งให้ราชาภิเษกกับพระนางสร้อยดอกหมาก ธิดาบุญธรรมของพระองค์ ขึ้นเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้งด้วย

    ระหว่างการเดินทางกลับเมืองสยาม ในขณะที่ใกล้ถึงพระราชวัง พระเจ้าสายน้ำผึ้ง มีรับสั่งให้พระนางสร้อยดอกหมากคอยพระองค์อยู่ในเรือ เนื่องจากพระองค์ต้องการเสด็จเข้าพระราชวังก่อนเพื่อจัดเตรียมขบวนเกียรติยศออกมาต้อนรับ ทว่าเมื่อขบวนเกียรติยศมาถึงพระเจ้าสายน้ำผึ้ง กลับไม่ได้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง พระนางสร้อยดอกหมากจึงไม่ยอมเสด็จขึ้นจากเรือ พร้อมกล่าวว่า...


"มาด้วยพระองค์ก็โดยยาก เมื่อมาถึงพระราชวังแล้ว เป็นไฉนพระองค์จึงไม่มารับ ถ้าพระองค์ไม่เสด็จมารับก็จะไม่ไป" เมื่อเสนาบดีนำความไปกราบทูล พระเจ้าสายน้ำผึ้ง คิดว่าพระนางหยอกเล่น จึงกล่าวเล่น ๆ ว่า "เมื่อมาถึงแล้วจะอยู่ที่นั่นก็ตามใจเถิด" 


    หลังพระนางสร้อยดอกหมากทราบว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งตรัสเช่นนั้น  ก็รู้สึกน้อยพระทัยยิ่งนัก ครั้นรุ่งเช้าพระเจ้าสายน้ำผึ้งก็เสด็จมารับด้วยพระองค์เอง พระนางสร้อยดอกหมากจึงตัดพ้อต่อว่าพระองค์ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง จึงงตรัสสัพยอกอีกว่า"เอาล่ะ เมื่อไม่อยากขึ้นก็จงอยู่ที่นี่เถิด" เมื่อได้ฟังดังนั้น ด้วยความน้อยพระทัย พระนางสร้อยดอกหมากจึงกลั้นพระทัยตายทันที ทำให้พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงเสียพระทัยเป็นอย่างมาก



         ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง จึงโปรดเกล้าให้อัญเชิญพระศพของพระนางสร้อยดอกหมากขึ้นมาพระราชทานเพลิงพระศพ ท่ามกลางความอาลัยรักของประชาชนชาวจีนและชาวไทย และทรงให้สร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระนางสร้อยดอกหมาก โดยตั้งชื่อวัดนี้ว่า "วัดพระนางเชิญ" หรือ "วัดพนัญเชิง" (ในปัจจุบัน) แต่นั้นมา






ภายในยังมีเทพเจ้า 108 องค์ให้สักการะด้วยค่ะ




มีชั้นสองด้วย ลองขึ้นมาดูนะคะ 



ข้างบนเป็นศาลเจ้าแบบเก่าแก่มาก



ข้างบนยังมีหุ่นเจ้าแม่สร้อยดอกหมากขนาดเล็กอีกหนึ่งองค์ด้วยค่ะ 



ที่วัดพนัญเชิงยังมีจุดเด่นอีกอย่างตรงที่ปลาเยอะ + ตัวใหญ่มากกก



ใหญ่ขนาดที่เรียกว่าสะบัดตัวทีนี่ นี้น้ำกระจายขึ้นมาถึงหน้าอิชั้นเลย Smiley



แย่งปลากินซะเรย  หง่ำๆ 



เพื่อนอ้อเข้าเฟรมบ้างค่ะ



วัดพนัญเชิงนี่กว้างใหญ่มากนะคะ  มีทั้งพระแบบไทยและจีนให้เราสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลกันเยอะมาก  (ความเห็นส่วนตัว  ที่นี่มีเยอะที่สุดที่อิชั้นเคยเห็นแล้วค่ะ  ครบทุกองค์จริงๆ)


ช่วงนี้อากาศก็ดีค่ะ  เดินเที่ยวได้ไม่ร้อนเลย  สนุกสนานเพลิดเพลินกันมากมาย 

เวิร์คๆ 






 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 4 ธันวาคม 2556 10:24:03 น.  

One day trip in อยุธยา....ชวนมาโค้งโก้งเลือกสินค้า ที่ตลาดโก้งโค้งค่ะ

เราเที่ยวอยุธยามาครึ่งวันแล้ว ถึงตอนนี้ก็เที่ยงกว่า เริ่มหิวข้าวกันแล้ว Smiley

ระหว่างขับรถไป คิดไปว่าเราจะหม่ำที่ไหนกันดี  ก็พอดีเห็นป้าย "ตลาดโก้งโค้ง" อยู่ตรงหน้า   อิชั้นมิรอช้า ชวนเพื่อนอ้อเข้ามาเที่ยวเลยค่ะ   ได้ทั้งข้าวกิน ทั้งเที่ยวตลาด  ดีจะตาย...Smiley


เพื่อนอ้อแสนดีมิรีรอ ก็รีบเข้าไปหาที่จอดรถให้ ณ บัดนั้นทันที   เตรง เตรง เตร๊ง เตรง.....






"ตลาดโก้งโค้ง" ตั้งอยู่ที่ บ้านแสงโสม หมู่ 5 ถนนบางปะอิน - วัดพนัญเชิง (ติดวัดบ้านเลน) ตำบลขนอนหลวง หรืออยู่ห่างจากตัวอำเภอพระนครศรีอยุธยา 11 กิโลเมตร

ตลาดนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "บ้านแสงโสม" ซึ่งมีลักษณะเป็นบ้านเรือนไทยหมู่ใหญ่ ที่คงความเป็นสถาปัตยกรรมไทยโบราณไว้อย่างเด่นชัด

 บริเวณบ้านแสงโสมในอดีตเป็นด่านขนอน (ด่านเก็บภาษีในอดีต) และเป็นสถานที่ที่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้านานาชนิด ทั้งที่เป็นสินค้าชุมชนและสินค้าที่มาจากต่างเมือง 





ตุ๊กตานี่ทำซะน่ารักเชียว เล่นเอาอิชั้นแอบตกใจเล็กๆ (นึกว่าคุณยายคนแคระมานั่งเล่นแถวนี้) Smiley



สงสัยไหมคะ  ทำไมถึงเรียกทีนี่ว่า ตลาดโก้งโค้ง 



เพราะคำว่า  "ตลาดโก้งโค้ง" เป็นคำที่ใช้เรียกตลาดในสมัยโบราณ อยู่คู่กับกรุงศรีอยุธยามานานแล้วค่ะ  โดยคนขายสินค้าจะนั่งขายสินค้าอยู่บนพื้นดิน ดังนั้น คนที่มาซี้อสินค้าจะต้อง "โก้งโค้ง"เพื่อเลือกดูสินค้าที่ตนสนใจ 


ซึ่งการโก้งโค้งของคนไทยนั้น ทำได้สุภาพ นุ่มนวล เป็นกิริยาที่แสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยภาพการซื้อขายจะเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และเต็มไปด้วยอัธยาศัยไมตรีเป็นมิตร ระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย


แต่สมัยนี้นั่งกับพื้นเลยคงไม่ไหวเนอะ  ส่วนใหญ่เลยจะเป็นนั่งเก้าอี้เตี้ยๆ ยองๆมากกว่า (แต่เวลาซื้อก็ต้องโก้งโค้งเหมือนเดิมนะ) Smiley



มัวแต่ตื่นตาตื่นใจ ลืมไปเลยว่าหิวข้าว

ก่อนหม่ำเราไปเข้าห้องน้ำ ทำธุระให้เรียบร้อยก่อนนะคะ


ห้องน้ำที่นี่ก็ยังไม่หลุดคอนเซ็ปต์  หลังคามุมจาก




ภายในทำได้ดีค่ะ  โล่ง สะอาด  แถมตกแต่งสวยอีก  ชื่นชมๆ Smiley



เสร็จแล้วเดินกลับมาหม่ำที่ศูนย์อาหาร




มื้อเที่ยงของพวกเราหน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ
จะบอกว่าราคาอาหารไม่แพงเลยนะ  ก๋วยเตี๋ยวธรรมดา 25  พิเศษ 30   น้ำชาเย็นกับกาแฟเย็นนี่ก็แก้วละ 10 บาทเอง....หาราคาแบบนี้ไม่ได้แล้วนะจ๊ะ



ก๋วยเตี๋ยวก็ใช้ได้ค่ะ อร่อยด้วย ให้เยอะและราคาไม่แพง
แต่กาแฟจะจืดหน่อย  รสชาติจะด้อยกว่าปกติ (ก็แหม 10 บาทอ่ะ จะเอาอะไรนักเนอะ)


ทานกันอิ่มแล้ว ก็มาเดินช๊อปตลาดต่อค่ะ



เดินได้สองก้าว เจอร้านกาแฟสด วุ้ยยย ดีใจ  รีบสั่งในทันที

ระหว่างรอก็ชมร้านไปพลางๆก่อน  ตกแต่งแบบย้อนยุคได้ใจดีนะ




สักพักมอคค่าของอิชั้นก็มาเสริฟค่ะ  แก้วนี้ 30 บาทเอง ถูกมั่กมาก
แถมยังอร่อย เข้มข้นอีกต่างหาก  Smiley





จุดเด่นของตลาดแห่งนี้ คือ การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีวิถีชาวบ้าน มีอาหารและสินค้าพื้นเมืองที่หาชมได้ยาก  และแม่ค้าก็จะแต่งชุดแบบไทยเพื่อให้ได้บรรยากาศของอยุธยาสมัยก่อนค่ะSmiley



เพื่อนอ้อตั้งใจเลือกตะกร้าเป็นพิเศษ  หล่อนบอกว่าราคาถูกกว่าที่กทม.เยอะมากก







แอบสังเกตเห็นว่า แต่ละร้านจะติดป้ายแสดงกลอนของสินค้าแต่ละประเภทด้วย  น่ารักมากๆค่ะ  




ที่อิชั้นชอบก็มีร้านนี้ ที่เค้าขายขนมไทยโบราณพวกเสน่ห์จันทร์  ทองเอก จ่ามงกุฎ  ที่ไม่ค่อยเห็นใครขายกัน 

จริงๆตอนแรกแอบคิดว่าราคาแรง แพงไปหน่อยป่ะ ( 5 ชิ้น 30 บาท จ่ามงกุฎแพงหน่อย 5 ชิ้น 50 บาท)  แต่ละชิ้นมันเล็กนิดเดียวนา  Smiley


แต่พอฟังกรรมวิธีการทำก็ต้องยอมเค้าละค่ะ  ยิ่งจ่ามงกุฎนะ  ทำตั้งสามวัน กว่าจะเสร็จเป็นขนมสวยๆให้เรารับประทาน

จะบอกว่าพอเอากลับมาชิมที่บ้านแล้วเสียใจที่ซื้อน้อยไปหน่อย ของเค้าอร่อยจริงค่ะ ถั่วกวนหอมกลิ่นนมแมว และกวนมาแบบพอดีๆ  เคี้ยวแล้วหนึบๆหน่อย อร่อยจัง 




ที่นี่ร้านค้าจะนิยมแต่งแบบย้อนยุคนะ






บรรยากาศนี่ถ่ายละครได้เลยนะ



แล้วอิชั้นก็มาเจอร้านที่ทำให้สตั๊นท์ไปสิบวิ   เมื่อมาเจอร้านขนมโบราณร้านนี้ Smiley

ก็ทั้งขนมจอลลี่สติ๊ก  ลูกสมอจีน  หมากฝรั่งบุหรี่แมวดำ  ของเล่นเด็กๆ  น้ำเต้าปูปลา ตุ๊กตากระดาษ  เล็บปลอม เขี้ยวปลอม ลูกโป่งวิทยาศาสตร์ วุ้ยยย มากมายหลายสิ่ง.....ทำอิชั้นย้อนวัยกลับไปเป็นเด็ก ยืนเลือกอยู่ตั้งนานแน่ะค่ะ  แถมร้านนี้ราคาไม่แพงเลย  ถูกที่สุดคือเล็บปลอมชิ้นละ 1 บาทยังมีขาย




คุณลุงเจ้าของร้านอัธยาศัยดีมากก เจื้อยแจ้วเจรจา ทั้งต้อนรับลูกค้าดี พูดเพราะ และยังมีรอยยิ้มบนใบหน้าตลอดเวลา  (อยากจะบอกว่าชอบร้านที่มีคนขายแบบนี้จริงๆ  รู้สึกว่าช๊อปแบบมีความสุขมากค่ะ)  


ตอนแรกอิชั้นไม่กล้าถ่ายรูปเพราะเกรงใจแก ยังไม่ได้ซื้อของด้วยเพราะยังไม่อยากหิ้ว แต่คุณลุงก็ส่งรอยยิ้มมาให้เป็นเชิงอนุญาติให้ถ่ายได้ตามสบาย  เข้าทางอิชั้นเลยล่ะ  อิอิ Smiley


ระหว่างช๊อปไปคุยกับคุณลุงไป  แกเลยเล่าให้ฟังว่า ตลาดโก้งโค้งนี้มีที่มาจากการที่เจ้าของที่แห่งนี้อยากจะสร้างตลาดให้ผู้คนในชุมชนได้ทำมาหากินสร้างรายได้  และเพื่อรักษาชุมชนไว้ด้วย  โดยที่เจ้าของเค้าไม่คิดค่าเช่าแม้แต่บาทเดียวเลยค่ะ  แต่ให้ชาวบ้านจัดสรรและบริหารกันเอง


โอ้โห...สุดยอดอ่ะ  ที่ดินติดถนนแปลงเบิ้มขนาดนี้ ให้ขายของฟรีๆ ไม่คิดค่าเช่า  เจ้าของที่นี่ใจสปอร์ตมากๆเลยนะคะ  ชื่นชมๆ ขอแสดงความนับถือจริงๆ Smiley


คุณลุงเล่าเพิ่มว่า ตลาดแห่งนี้ใครๆก็มาขายได้ ขออย่างเดียว ให้ใส่ชุดย้อนยุค และไม่ขายของแพงเกินไป  หากทราบว่าร้านไหนขายแพง  คนในตลาดจะปรามกันเอง เพื่อไม่ให้ลูกค้าเสียความรู้สึก


นอกจากนี้วันที่ว่าง ก็จะมีการรวมตัวกันไปทำบุญที่วัด  ไปทำกิจกรรมร่วมกัน  ซึ่งอิชั้นคิดว่าน่ารักดีนะคะ  และเป็นการธำรงไว้ซึ่งชุมชน ตามความตั้งใจของเจ้าของที่ด้วย

Smiley


อยากจะบอกว่า ประทับใจกับตลาดโก้งโค้งนี้มาก  อยากเชิญชวนให้มาเที่ยวเยอะๆ จะหาว่าอวยก็ยอม    มาช่วยจับจ่ายซื้อของที่ตลาดนี้นะคะ  เป็นการให้กำลังใจพ่อค้าแม่ค้าที่นี่  ถ้ามีเวลามากพอ ช๊อปไปชวนคุยกันไปก็ได้   พ่อค้าแม่ค้าที่นี่คุยเก่งอัธยาศัยดีทุ๊กกกคน  


รับรองว่านอกจากจะได้ข้าวของติดไม้ติดมือกลับบ้านแล้ว  ยังจะได้ความประทับใจกลับไปแน่นอนค่า 






 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2556    
Last Update : 16 มิถุนายน 2557 20:48:30 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  
BlogGang Popular Award#10


 
hi hacky
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




Life is a journey....
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add hi hacky's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.