คุณแม่น้องแฝด ฮานากะฮารุ ^^

เมื่อน้องน้ำมาเยืยน....โดยไม่รู้ตัว Y_Y

ไม่รู้ตัวจริงๆนะคะ อยู่ดีๆจะมาก็มาเลย 

แถมมาตอนที่เรากำลังไปเที่ยวอยู่ด้วยนี่ซิ 


อยากจะร้องไห้เจงๆ Smiley


เรื่องมีอยู่ว่าวันศุกร์ที่ผ่านที่บ้านอิชั้นได้มีแพลนจะไปเที่ยวใต้

และแวะไปเยี่ยมพี่ศักดิ์ที่ชุมพร

โดยเราจะแวะเที่ยวชะอำก่อนคืนนึงและไปหาพี่แกในวันเสาร์ตอนเช้า


แต่คืนวันพฤหัสลางก้อไม่ค่อยดีแร่ะ 

ฝนตกตั้งแต่ก่อนอิชั้นเข้านอนจนถึงตีห้าก็ยังไม่หยุด  Smiley

แถมตกแบบเม็ดใหญ่ซะด้วย (ตอนนั้นไม่รู้ว่าพายุเข้าพอดี)



สาบานได้ว่านาทีนั้นไม่คิดเลยจริงๆค่ะว่ามันจะมีปัญหา

เพราะตั้งแต่เกิดมาจนแก่ขนาดนี้ ทีบ้านยังไม่เคยเจอน้ำท่วมแม้แต่ครั้งเดียว 

พอถึงเวลาหกโมงที่นัดรถตู้ให้มารับ เราก็ขึ้นรถกันไปโดยไม่เอะใจเลยว่า.....

เราจะไปได้เพียงครึ่งทางเท่านั้น





คณะเราถึงชะอำตอนเก้าโมง แวะทานข้าวเช้า ขณะตอนนั้นฝนก็ยังไม่หยุดตก 

 อิชั้นเริ่มกังวลแล้วว่าจะเที่ยวได้หรือเปล่าถ้าฝนฟ้ายังไม่เป็นใจขนาดนี้


แต่พอมาถึงเขาวัง เหมือนท้องฟ้าจะเป็นใจ ฝนหยุดตกขึ้นมาเฉยๆเลยค่ะ Smiley

ป๊ายังแซวว่าแรงอธิษฐานของอิชั้นแรงมาก ถึงกับสั่งให้ฝนหยุดตกได้

แล้วกลุ่มเราก็เที่ยวเขาวังอย่างสนุกสนาน 

เพียงแต่ต้องระวังพื้นที่มีตะไคร่น้ำจับนิดนึงว่าจะลื่น 

ต้องคอยจับราวกันไว้ตลอดเวลา










แต่พอสิบโมง  สาวหมวยผู้มีศักดิ์เป็นทั้งหลานและเสมียนก็โทรมาหาแม่ 

บอกว่าฝนยังไม่หยุดตกเลยค่า   และน้ำที่บ้านก็ขึ้นสูงมาก 

ตอนนี้ปริ่มๆที่โกดังเก็บสินค้าแล้ว แต่ยังไม่เข้าบ้าน




ป๊ากะแม่หน้าเครียดขึ้นมาทันที 

รีบสั่งการให้ทำอะไรก็ได้ที่จะระบายน้ำได้อย่างเร็วที่สุด  

ช่างที่รู้จักกันเข้ามาดูแล้วบอกว่าต้องเจาะกำแพงให้น้ำออกไปทางป่าหลังบ้าน

ป๊าสั่งให้รีบทำทันที เพื่อจะได้ระบายน้ำออก


บ่องตง พอเจอเหตุการณ์อย่างนี้  กรุ๊ปเราก็ชักจะหมดกะจิตกะใจจะเที่ยวแล้ว 

แต่เค้าคงสงสารอิชั้นที่เตรียมตัวมาหาพี่ศักดิ์

แถมเราก็จ่ายหมดแล้วทั้งค่ารถตู้ จองที่พักที่ชะอำ (ตรูนี่แหล่ะจ่ายเอง Smiley)

 การจะยกเลิกก็ดูเหมือนจะทำได้ลำบากใจ 

สุดท้ายเราก็ตัดสินใจ....ไปต่อ 





เราไปเที่ยวที่พระราชวังบ้านปืน  ท่ามกลางสีหน้ากังวลของป๊ากะแม่ 

อิชั้นภาวนาขอให้น้ำที่บ้านลดลงไวๆ  

ซึ่งเหมือนคำอธิษฐานจะได้ผล 

รายงานล่าสุดของสาวหมวยบอกว่าน้ำไม่เพิ่มแล้ว  

รอสักพักถ้าระบายทันอาจะไม่มีอะไร ก็สร้างความโล่งใจให้กับกรุ๊ปเราอย่างมาก

และทำให้บรรยากาศการเที่ยวของเราดีขึ้นทันตาเห็น  Smiley










เริ่มยิ้มกันออกแระ...




อิชั้นลั้ลลาถึงขั้นเตรียมวางแผนช่วงบ่ายว่า  

เราจะไปทานข้าวเที่ยงที่ร้านปลาทู ซึ่งเป็นร้านขึ้นชื่อของทีนี่ 

และไปซานโตรินี่ กับ Swiss sheep farm ต่อด้วย พระราชวังมฤคทายวัน 

และไปจบที่เพลินวาน จากนั้นก็จะเช็คอินเข้าที่พัก 

แล้วมาหาดินเนอร์ด้วยอาหารซีฟู๊ดรสเด็ดแถวโรงแรมกัน 


 แค่คิดก้อฟินแล้ว




แต่พอมื้อเที่ยง

เหมือนพระเจ้าไม่เป็นใจให้บ้านเราได้ไปต่อ....  




หลังจากที่เราสั่งอาหารที่ร้านปลาทูแล้ว แม่ก็ได้รับโทรศัพท์สายที่ตื่นเต้นที่สุดของวันนี้  บอกว่ากำแพงบ้านพังแล้ว!!! 

ตอนนี้น้ำกำลังเพิ่มระดับสูงขึ้นเรื่อยๆๆ  ซึ่งหากเป็นแบบนี้  

อีกไม่นานจะต้องท่วมโกดังแน่ๆ Smiley


ป๊ารีบสั่งการ หาร้าน palett ให้ส่งมาที่บ้านเร็วที่สุด  

และสั่งลูกน้องให้รีบซื้อทรายมากรอกใส่กระสอบให้เร็วทีสุดเท่าที่จะเร็วได้  

ตอนนี้ถึงจุดที่ความกังวลถึงขีดสุดได้จู่โจมพวกเราแล้ว 



ป๊าวางหูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด 

อิชั้นตัดสินใจได้ในขณะนั้น

"ป๊า เรากลับกันเถอะ"


 ป๊านิ่งไปชั่วขณะ ถามเอางั้นเหรอ

ทุกคนสนับสนุน ขืนอยู่ต่อก็เที่ยวไม่สนุกแล้ว  

ผลสรุปว่าทุกคนกลับหมด รวมทั้งอิชั้นด้วย



จริงๆก็มีแวบขึ้นมาในใจว่าตัวเองจะไปนั่งรถโดยสารไปหาพี่ศักดิ์ต่อดีไหม  

แต่ก็สลัดความคิดนี้ไปเพราะรู้ว่าหากต้องไปส่งเราที่ขนส่ง 

 นอกจากจะเสียเวลาแล้ว ป๊าก็ยังต้องเป็นห่วงเราอีก

 เผลอๆต้องรอจนอิชั้นขึ้นรถนั่นแหล่ะถึงจะยอมกลับ  

คิดอย่างนี้แล้วกลับดีกว่า จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง



หลังจากทานข้าวเที่ยงเสร็จ ก็เรียกเช็คบิลด่วยจี๋ 

แล้วรถตู้ของเราก็มุ่งหน้ากลับชลบุรีด้วยความเร่งด่วน Smiley


ยิ่งสาวหมวยส่งรูปใน line มาให้ดู  ยิ่งทำให้พวกเราอยากกลับถึงบ้านให้เร็วที่สุด


V
V
V



ก็จากปกติหน้าบ้านโล่งๆแบบนี้



กลายเป็นแบบนี้


หน้าโกดังแบบนี้




กลายเป็นแบบนี้เฉยเลยอ่า Smiley




แต่ที่น่ากลัวคือฟ้ายังมืดอยู่เลย กลัวว่าฝนจะตกอีก Smiley



กำแพงก็พังแล้ว



หน้าบ้านลูกจ้างก็น้ำท่วม เข้าบ้านไปเรียบร้อยแล้ว





คณะเรากลับชลบุรีในเวลาห้าโมงเย็นค่ะ

อาจจะช้าไปหน่อย แต่ก็ทันเวลาที่ป๊าจะมาสั่งการอะไรได้หลายๆอย่าง

และทำให้สบายใจได้มากขึ้น (นิดนึง) ที่เรามาถึงบ้านแล้ว



และในคืนนั้น เราก็ได้ประเมินความเสียหายของอุทกภัยในวันนี้ค่ะ


1. รั้วบ้านพัง ทั้งแถบ ทำใหม่ทั้งหมดไม่น่าต่ำกว่าแสน


2. บ้านคนงานโดนน้ำท่วม พื้นเจิ่งนองไปหมด ตู้เสื้อผ้าพังยับ 

ตอนนี้ตัดไฟฟ้าทิ้งแล้วอพยพมานอนที่บ้านอิชั้น 1 คืน


3. กล่อง cpu ประตูรีโมท ขณะนี้นอนแช่น้ำครึ่งตัวอยู่หน้าบ้าน 

คาดว่าทุกท่านเห็นว่าอนาคตจะใช้ต่อได้ไหม


4. โกดังสินค้าหลังเก่ามีสินค้าบางส่วนได้รับความเสียหาย ขนย้ายไม่ทัน



ขณะนี้ระดับน้ำยังไม่ลด แต่ข่าวดีคือฝนไม่ตกเพิ่มแล้ว ขอให้คืนนี้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดีแล้วพรุ่งนี้เช้าเรามาบูรณะกันใหม่


ขอให้วันที่เลวร้ายนี้ผ่านพ้นไปได้ไวๆเถอะ Smiley




 

Create Date : 22 กันยายน 2556    
Last Update : 19 มกราคม 2557 15:35:58 น.
Counter : 216 Pageviews.  

เพราะชอบดูหนังผี...เป็นชีวิตจิตใจ

อิชั้นคิดว่าเสน่ห์ของหนังผี อยู่ที่ความตุ้งแช่


จังหวะไหนจะผลุบ จังหวะไหนจะโผล่ มันช่างอึมครึม และกระตุ้นการหลั่งอะดรีนาลินได้ดีเหลือเกิน    ตื่นเต้นๆดูแล้วลุ้น สนุกดี  Smiley

แต่เห็นชอบดูอย่างนี้  เชื่อไหมคะ...ตอนเด็กๆ อิชั้นกลัวผีมากกก ถึงมากที่สุ




ก็คงเหมือนเด็กทุกคนทั่วไปเนอะ  ค่าที่โดนขู่ + หลอกมาเยอะ ทั้งยังเกิดในช่วงปีที่บ้านเรือนยังคงความเป็นชนบทอยู่  โดยเฉพาะบ้านอิชั้นที่สองข้างทางยังเป็นท้องทุ่งนา


สมัยเด็กๆจึงรู้สึกเสียใจมาก ที่บ้านตัวเองอยู่ในที่รกร้างผู้คน และมืดได้ใจขนาดนี้  อยากให้แม่ย้ายบ้านไปอยู่ในเมืองที่มีคนเยอะๆ ผีจะได้อยู่ไม่ได้...(น่าน มโนได้ขนาดนั้น)


ก็คิดดูสิ  ตอนอิชั้นป.4  หนังสือพิมพ์หัวเขียวยอดฮิตทีมียอดจำหน่ายสูงที่สุดในประเทศไทย (พูดมาซะขนาดนี้บอกชื่อเลยดีไหม)  ลงข่าวหน้า 1 ว่า

"ผีปอบอาละวาด ให้ประชาชนระวังตัว"

ดึกดื่นค่ำมืดก็ให้ปิดประตูให้มิดชิด ห้ามเปิดโล่งโจ้งไว้เด็ดขา





เด็กน้อยไร้เดียงสาวัย 9 ขวบ อ่านข่าวนี้ด้วยความตระหนกตกใจ  หันไปมองประตูบ้านที่ทำด้วยไม้กระดานบานเดียวแล้วก็อยากร้องไห้  (ก็สมัยปี 2527-2528 น่ะ บ้านตามชนบทก็เป็นแบบนี้ทั้งนั้น) 


ก็ขนาดหนังสือพิมพ์เค้ายังบอกว่ามีจริงๆ แล้วอิชั้นจะไม่เชื่อได้ยังไงล่ะ...


นึกสงสัยว่าถ้าผีปอบมันกระแทกเข้ามาแรงๆ  มันจะพังไหม  แล้วมันจะเข้าบ้านตรูได้หรือเปล่า (ไม่รู้ว่าผีปอบหรือซอมบี้ถึงได้แรงดีขนาดนั้น)





เอาเป็นว่าอิชั้นมีความทรงจำวัยเด็ก (ยามค่ำคืน) ที่ไม่ค่อยโสภาเท่าไหร่นัก

สมัยก่อนตอนทุ่มนึงตามบ้านนอกก็มืดตึ๊บแล้ว  อิชั้นก็มักจะพยายามดึงแขนแม่ที่นั่งเล่นตรงชานบ้านให้รีบปิดประตูเข้าบ้าน   


กลัวตอนที่ป๊ะป๋าที่กลับบ้านดึกๆดื่นๆ จะโดนปอบลากไปกินระหว่างทาง และจะแปลงร่างมาหลอกแม่กะพวกอิชั้นให้เปิดประตูบ้านให้

( อิบร้า...เพ้อเจ้อแร่ะ !!  นั่นมันเสือสมิง  )



แต่จนถึงล่วงเลยมาถึงวัยนี้  เมื่ออายุมากขึ้น  ผ่านโลกมาเยอะขึ้นความกลัวผีในวัยเด็กก็ลดลงมาเรื่อยๆ 


แต่ไม่ได้หายไปปล่าวๆ  กลับกลายมาเป็นกลัวสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "คน" แทน


ก็คนเราเป็นๆนี่แหล่ะ ที่ทั้งโกหก  หลอกลวง จี้ปล้น ลักขโมย  ข่มขืน  จนถึงฆ่าแกงกันได้นี่สิ  น่ากลัวกว่าผีตั้งเยอะ..... Smiley


ทุกวันนี้ถึงแม้ต้องอยู่บ้านคนเดียว....หนังผีตอนดึก ก็ไม่ทำให้อิชั้นรู้สึกใดๆอีกแล้ว สามารถนั่งดูได้อย่างชิลๆ สบายมาก   จนจบก็ปิดไฟนอน และหลับฝันดี Smiley


แต่ต้องหลังจากตรวจสอบแล้วว่าปิดประตูบ้าน หน้าต่างเรียบร้อย ลงกลอนเสร็จสรรพ เพื่อกันอาคันตุกะที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาเยี่ยมสำรวจในบ้าน


ตอนนี้ถึงขั้นอธิษฐานกับตัวเองตลอดเวลา  ถ้าเกิดได้ยินเสียงก๊อกแก๊กในบ้านในยามวิกาลล่ะก็...... 

ขอให้มาเป็นผีเถอะ จะผีบ้านผีเรือน  ผีไม่มีญาติ กุมารทอง  หรือสัมพเวสีที่ไหนก็ได้ มาเลยมา ไม่เกี่ยงทั้งนั้น เดี๋ยวอิชั้นจะทำบุญไปให้  


ขออย่างเดียว....อย่าได้มาเป็นคนเด็ดขาด  กลัว กลั๊ว กลัวจริงๆนะ




เวิ่นเว้อมาเยอะมากก 

มาเข้าเรื่องหนังผีดีกว่า อย่างที่ว่า ตอนนี้มีภูมิต้านทานเยอะขึ้นแร่ะ ก็เลยชอบดูหนังแบบนี้  มีเรื่องอะไรบ้างมาดูกันเร็ว...



* กระทู้ในวันนี้นำเสนอหนังไทยล้วนๆ ไม่มีหนังฝรั่ง
** โปรดระวัง...เนื้อหาบางเรื่องมีสปอย




เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับแฝดสองคน ที่ยังมีความผูกพันธ์และความรัก ทั้งยังผูกเงื่อนความริษยา   เราว่ามาช่าเล่นเรื่องนี้ดีนะ พอดีๆ ไม่มาก ไม่น้อยเกินไป (ก่อนจะมาดีแตกใน 407 เที่ยวบินผี)




อันนี้แหล่ะที่เพลียมาก  ทั้งบท ทั้งความเยอะของนักแสดง   อันดับแรกเลย..ก็ทรงผมพี่ช่านี่แหล่ะ ! เพลีย   

สาบานได้ว่าขึ้นเครื่องบินมาเกือบครึ่งชีวิต ไม่เคยที่จะเห็นแอร์โฮสเตสทำผมแบบนี้เลย คือไม่ใช่ว่าพี่ช่าทำแล้วไม่สวยนะ  แต่อิชั้นว่าดูยังไง๊  มันก้อไม่ใช่ทรงที่สุภาพ แบบสากลนิยมอ่ะ  อารมณ์ประมาณว่าพอเริ่มแรกกุก็ไม่อยากเชื่อแล้วว่ายัยนี่เป็นแอร์โฮสเตส (สอบตกตั้งแต่ทำผมแร่ะ)

แต่ที่เพลียใจสุดๆ ก็อีตรงมีผีสวมชฎา  มารำไทยบนเครื่องบินความสูง 30,000 ฟุต !!


หร่อนมาจากไหน  หร่อนเป็นใคร  ตม.ที่ไหนปล่อยหร่อนขึ้นเครื่องทั้งเล็บฟ้อนพร้อมหัวชฎาขึ้นมาตายบนเครื่องย่ะ..ดวกส์!!! 
(ขอบคุณคุณหนูน้อยที่ให้ยืมศัพท์มาใช้Smiley)


นี่คือตัวอย่างของการใส่ตัวละครผีพร่ำเพรื่อ ซึ่งพอมันไม่มีทั้งเหตุผลและโลจิกส์มารองรับ ความน่ากลัวที่น้อยอยู่แล้วยิ่งลดลงไปจนแทบจะกลายเป็นหนังตลกไปซะชิบ





เมื่อผีชบาออกอาละวาด...




นำเอาเรื่องเล่าของความสยองขวัญตามมหาลัยชื่อดัง....เรื่องที่เด่นที่สุดคือ ป๊อกครืดด 

เรื่องเกิดที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระยะเวลาที่เกิดไม่ทราบแน่ชัด แต่สถานที่เกิดคือ หอหญิง ในสมัยที่ยังเป็นที่รกร้างอยู่มาก ถนนยังเป็นลูกรังเรื่องเกิดกับนักศึกษาสาวคู่หนึ่ง อาศัยอยู่ที่ประมาณ ชั้น 2 หรือ 3 ของหอหญิงเจ็ด 

ช่วงนั้นเป็นช่วงสอบ นักศึกษาต่างกำลังอ่านหนังสือกัน มีนักศึกษาหญิงคนหนึ่งไม่สบาย อ่านหนังสือในห้องตอนหัวค่ำ รูมเมทชวนไปทานข้าว แต่เพราะเป็นไข้อยู่ จึงไปไม่ไหว พอเมทคนนั้นเห็นเพื่อนไม่สบาย ด้วยความเป็นห่วง จึงบอกว่าเดี๋ยวไปทานข้าวเองแล้วจะห่อมาฝาก เพื่อนคนที่ไม่สบายก็ฝากซื้อราดหน้า หลังจากที่เพื่อนออกไป เมทคนที่ไม่สบายก็นั่งอ่านหนังสือต่อ  อ่านได้ซักพักก็ไม่ไหวเพราะไข้ขึ้นจึงนอน 

ตอนนอนอยู่นั้นสลึมสลือ แต่มีความรู้สึกว่านานมากแล้ว ทำไมเพื่อนยังไม่กลับมาซะทซักพักได้ยินเสียงเบาๆ ดังจากชั้นล่างจากทางบันได

 "ป๊อก … ป๊อก … ป๊อก …"เสียงนั้นดังเป็นระยะๆ ใกล้เข้ามา จากทางบันไดเรื่อยๆ เสียงเหมือนคนกำลังแบกของหนักบางอย่างขึ้นมา และเสียงนั้นก็ดังมาจนถึงชั้นที่ห้องนักศึกษาหญิงคนนั้นอยู่ 

แล้วเสียงก็เปลี่ยนเป็น "ครืด …. ครืด …" เสียงเหมือนคนกำลังลากอะไรซักอย่างใกล้เข้ามาเรื่อย จนมาหยุดอยู่ที่หน้าห้อง

นักศึกษาหญิงเริ่มเอะใจ และมองไปทางประตู ในใจนึกว่าเพื่อนกลับมาแล้ว แต่ยังเงียบ อึดใจนึงก็มีเสียงเคาะห้อง “ ก๊อก ก๊อก ก๊อก ” แล้วเงียบไป 

นักศึกษาสะดุ้งสุดตัว คิดว่าไม่ใช่เพื่อนแน่แล้ว ถ้างั้นทำไมไม่เปิดเข้ามาเลย จึงเดินไปเปิดประตู ตรงลูกบิดประตูมีถุงใส่ห่อราดหน้าแขวนอยู่ พอเห็นห่อราดหน้า ก็งงว่าเพื่อนอยู่ไหน ทำไมต้องเอามาแขวน ทำไมมีแต่รอยเปียกน้ำเป็นทางจากบันได

รุ่งเช้ามีคนมาเคาะห้องบอกว่าเพื่อนตายแล้ว นักศึกษาหญิงคนนั้นถูกฆ่าข่มขืน ตรงพงหญ้าข้างทาง คาดว่าเหตุเกิดประมาณหัวค่ำ ลักษณะศพสภาพแขนและขาทั้งสองข้างหัก อาจเกิดจากการที่คนร้ายเอาท่อนไม้ทุบตีเพื่อไม่ให้หนี นักศึกษาหญิงที่ตายกำลังเดินทางกลับจากตลาดหลังจากทานข้าวเสร็จ


ลักษณะเสียงที่ได้ยิน สันนิษฐานได้ว่าเพื่อนคนนั้นใช้ปากคาบถุง แล้วใช้คางเกยพาตัวเองมาจนถึงหอพัก  แล้วใช้คางเกยบันได ลากตัวเองขึ้นมาเป็นเสียง   ป๊อก ป๊อก เสียง ครืด คือเสียงลากตัวเองจากบันไดมาจนถึงหน้าห้องปรากฎเป็นรอยเปียกน้ำยาวติดต่อกัน  หลังจากส่งห่อราดหน้าให้ได้แล้วก็หมดห่วง …


ตอนแรกทุกคนไม่เชื่อที่นักศึกษาคนนั้นเล่า แต่หลังจากที่นักศึกษาที่พักอยู่ข้างๆ ห้องยืนยันว่า ในคืนนั้นก็ได้ยินเสียงดังกล่าวเช่นกัน 




(ใครมี "แฟนเก่า" ที่บอก "เลิก" แต่เขา "ไม่ยอมเลิก" บ้างไหม?)





เรื่องนี้หนังออกแนวอินดี้หน่อยๆ  เป้ อารักษ์เล่นเรื่องนี้ได้ดีนะ บุคลิกงงๆ อึนๆ เข้ากับในหนังดีมาก (ชมจริงๆ ไม่ได้ประชด) 

ดูจบแล้วยังได้ยินเพลง "คิดถึงเธอทุกที ที่อยู่คนเดียว" ก้องอยู่ในหัวอยู่เลย



ลองของ1 + 2 เอามาลงเพราะภาพมันซาดิสท์ดี  แต่อันนี้บ่องตงว่าไม่ได้ดู  แบบว่าชอบผีแต่ไม่ชอบแนวทำร้ายร่างกาย ข้อมูลเลยไม่มี เหอๆ




แนวเดียวกับ ลองของ






ภาพถ่ายติดวิญญาณ ขายดิบดีไปถึงต่างประเทศ

โชคดีของชาวไทยที่ได้ดูเรื่องนี้ ก่อนที่จะเจอน้องอิมในเวอร์ชั่น อิมอิม ก้าวมหัศจจรรย์

เพราะอิชั้นนึกไม่ออกเลยว่าถ้าเห็นเธอมาก่อนที่จะดูหนัง จะเอาตรงไหนไปกลัว????




ตอนสุดท้ายที่น้องพลอยแสดงสนุกนะ  เล่นกับความกลัวของคนได้อย่างดีทีเดียว 

 แต่แอบไม่ชอบตอนจบที่แอร์โฮสเตสพลอยกลับตัวพนมมือแบบโยคะ  อยากให้สรุปว่าผีไม่ได้มีจริง  แต่ชีเสียสติจนหลอนแล้วทำร้ายตัวเองมากกว่า  (ดาร์กกว่าเห็นๆSmiley)




สี่และห้าแพร่ง ขำตอนคนกลางและคนกอง ฮาได้คงเส้นคงวาดีมาก (ก่อนจะมาขยายความฮาของสี่เกลอ + หนึ่งมาริโอ้ ในพี่มากพระโขนง)



เราว่าเรื่องนี้พลอยสวย + สยองแบบอินดี้ๆดีอ่ะ




สุโค่ยกับเรื่องนี้มาก  บรรยากาศนัวๆมืดๆ เข้ากับเนื้อเรื่องสุดๆ (ขนาดตอนกลางวันก็ยังมัวหม่นเลย)  

ตอนจบก็หักมุมแล้วหักมุมอีกจนต้องเอาผ้าเช็ดเหงื่อกันเลยว่าจะหลอกอะไรตรูอีกวะSmiley

เสียดายที่เรื่องนี้ฉายพร้อม The Other จึงหลีกไม่ได้ที่จะโดนเปรียบเทียบว่าเหมือนกัน  แต่อิชั้นดูทั้งสองเรื่อง คิดว่าสนุกคนละแบบนะ ถึงดูเรื่องนึงแล้วดูอีกเรื่องก็ไม่เสียอรรถรส...confirm !!



รักฉันอย่าคิดถึงฉัน

สิ่งที่เราได้มากกว่าความสยอง (เรื่องนี้มาแบบไม่หนักนะ) เป็นสไตล์เรื่อยๆมาเรียงๆมากกว่า ก็คือนิวรณ์ที่ผูกพระเอกกับคนรักเอาไว้โดยที่ไม่รู้ตัว แต่ก็เข้าใจได้ว่าการตัดคนที่เรารักมากๆให้ออกจากห้วงคำนึงของเรา คงไม่ง่ายนัก

ถ้าเราเป็นพระเอกก็คงไม่รู้ว่าชาตินี้ทั้งชาติจะลืมคนรักได้ไหม หรืออาจจะลืมไม่ได้เลยตลอดชีวิต



ตอนจบหักมุมมาก แต่ไม่ได้หักแบบทึ่งนะ  เป็นแบบอึ้งมากกว่า..Smiley
(เมิงคิดได้ไงฟร่ะ)




ชาตรีเป็นเด็กไร้ความหมาย ที่พ่อของเขาส่งไปเรียนที่สายชลวิทยา ที่จังหวัดชลบุรี เพื่อนของชาตรีได้พูดคุยเรื่องผีในโรงเรียนและเรื่องครู 

ในตอนกลางคืนชาตรีรู้สึกปวดฉี่ขึ้นมา พอฉี่เสร็จชาตรีได้ยินเสียงอะไรบางอย่างเหมือนมันเคลื่อนที่ได้ แต่พอเข้าไปแล้วประตูก็เลยล็อก ชาตรีตกใจมากเลยอยากออกไป จนสักพักประตูก็เปิดได้ ชาตรีวิ่งหนีไปหอพักจนเขารู้สึกกลัวมาก

แล้วชาตรี ก็ได้พบกับวิเชียร เพื่อนร่วมห้องที่ดูเหมือนจะรู้อะไร ๆ ในโรงเรียนไปเสียทุกอย่าง และแล้วมิตรภาพระหว่างเพื่อนทั้ง 2 ก็ก่อตัวขึ้น ก่อนที่พบว่าแท้ที่จริงแล้ว วิเชียร ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ๆ

จากเรื่องย่อ + น้องแน็ค  อดไม่ได้จริงๆที่จะจินตนาการว่านี่คือแฟนฉันเวอร์ชั่นเจี๊ยบที่เริ่มโตขึ้นและมีปัญหาครอบครัว เหอๆ




ผลงานน้องแอร์ ภุมวารีกับน้องอเล็กซ์สมัยที่ยังเป็นละอ่อนอยู่ (ถึงตอนนี้น้องอเล็กซ์ก็ยังคงความหน้าเด็กอยู่มิรู้หาย)

จะว่าไปก็คิดถึงน้องแอร์เหมือนกันนะ ป่านนี้ทำอะไรอยู่ก็ไม่รู้





หนังตุ้งแช่น้ำดี ที่มีผีเป็นองค์ประกอบ

ตลอดเวลา 2 ชั่วโมงกว่า พวกเราเหล่าคนดูได้รับรู้ความอัดอั้นตันใจของชายวัยกลางคนที่พยายามรักษาครอบครัวของตัวเองสุดชีวิต  ในขณะที่บรรดาผีๆทั้งหลายก็มีหน้าที่เข้ามากระหน่ำซ้ำเติมให้มันพังเร็วยิ่งขึ้น

ตอนแรกห่วงแค่ว่าพี่ก้องผู้มีลุคอันแสนอบอุ่น อ่อนโยนของอิชั้นจะต้องมาสู้รบปรบมือกับผีมะขิ่น  อิชั้นก็อดหวั่นไม่ได้  ว่าเฮียจะเล่นถึงมั้ย สาวก....เอ๊ยคนดูจะเชื่อกันไหมหนอ

แต่พอพี่ก้องพ่นวจีแซ่บ ตอนที่กำลังถูกอัญเชิญให้ออกจากงานว่า "กูไม่ออก ออกแล้วจะเอาอะไรแ-ก"  หนูก็หมดห่วงพี่แร่ะ   โอเคนะ






เชื่อแล้วว่าใครๆก็อยากสร้างเรื่องแม่นาค เพราะถ้าทำได้ดี ก็จะมีบรรดาแฟนๆให้การอุดหนุนอยู่เสมอ

ล่าสุดก็แม่นาคเวอร์ชั่น GTH  ที่แหวกม่านประเพณีทำแม่นาคให้เป็นหนังตลกไปได้ซะนี่  เรียกความแปลกใหม่จนทำรายได้ทะลุไปไม่รู้กี่หลักแล้ว 

ชื่อเรื่องพ่อมากพระโขนงก็จริง  แต่ใครจะเชื่อไหมเนี่ยว่าที่มาเรื่องนี้มาจากการที่ GTH อยากจะสร้างหนังสักเรื่องที่มีสี่เกลอหัวแข็ง  ที่ไปไหนก็เจอแต่เรื่องผีๆร่ำไปเป็นตัวดำเนินเรื่อง 
จะว่าไปที่หนังดังเนี่ยเครดิตส่วนนึงนอกจากผู้กำกับต้องยกให้ เต๋อ เผือก ฟรอยด์ เอ ที่เรียกพลานุภาพของแฟนคลับมาดูความฮากันล้นโรงเลยทีเดียวเชียว
ส่วนพี่มากเนี่ย ถ้าหาใครมาเล่นไม่ได้จริงๆ เค้าจะเอาเต๋อมาเสียบ  คิดดูเถอะ คนเดียวใช้งานทั้งเขียนบท ทั้งแสดงหนัง...โคตรจะคุ้มเลย Smiley





เอาพอกร้อมแกล้มเนอะ  อิชั้นก็ดูมาประมาณนี้แหล่ะค่ะ แต่ยังไม่พอหรอก จะสรรหาดูมันไปเรื่อยๆตามประสาคนชอบความตื่นเต้น ว่าแต่ตัวอย่างหนังที่อิชั้นเอ่ยมา พอจะบิ้วท์เพื่อนๆให้อยากดูมั่งหรือยังเอ่ย



ขอให้ทุกท่านสนุกกับการดูหนังผีนะคะ







 

Create Date : 16 กันยายน 2556    
Last Update : 1 ตุลาคม 2557 19:01:59 น.
Counter : 419 Pageviews.  

เมื่อความจำฉันสั๊น สั้น....

ช่วงนี้รู้สึกว่าราหูคนชราจะอมอิชั้นซะแร้วค่า ขี้ลืมนั่นลืมนี่ได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย




อาทิตย์ก่อนที่ไปกระบี่ ก็ลืมมือถือที่ชาร์จไว้ในโรงแรม  แถมก่อนหน้าที่จะลืมก็คือ เอาถุงเสื้อที่วางทับกระเป๋าพี่ศักดิ์ออก  เพื่อหาที่ชาร์จแบตในกระเป๋า  (พี่แกฝากชาร์จมือถือ)  แล้วก็ลืมเอาถุงเสื้อเก็บไว้ที่เดิม


ปรากว่าคุณพี่ศักดิ์ก็ดันความจำเสื่อมพอกัน เลยลืมแม่มทั้งถุงเสื้อและมือถือทั้งคู่ เซ็งเป็ด  Smiley


จริงๆก็โชคดีที่ลืมที่โรงแรม เลยไม่มีปัญหาเรื่องของหาย แต่จะพูดไปก็เขินนะ พี่ศักดิ์โทรไปหาเค้าก่อน บอกว่าลืมถุงเสื้อไว้ครับ ช่วยเก็บไว้ให้ด้วย  สามชั่วโมงต่อมาทางโรงแรมก็ได้รับสายจากพี่ศักดิ์อีกรอบ แต่คราวนี้เป็นอิชั้น โทรไปถามหามือถือด้วยเสียงอ่อยๆ.....ทั้งจ๋อยทั้งอาย เฮ้อ 



และ....ต่อมาไม่กี่วัน อิชั้นไปเดินเที่ยวพิพิทธภัณฑ์ร่างกายมนุษย์คนเดียว  

ด้วยความที่ไม่มีคนไปด้วย เราก็อุตส่าห์ระวังตัวสุดๆ  คอยเตือนตัวเองว่ามีถุงช๊อปปิ้งถือมาด้วยถุงนึงๆ อย่าลืมเอากลับนะ  ผลก็คือไม่ลืมถุงช๊อปปิ้ง  แต่ดั๊นลืมแลกบัตรประชาชนคืนจากยามที่แลกตอนเข้ามาดูพิพิทธภัณฑ์....กรี๊ดดดด Smiley


แต่อันนี้โชคดีมาก ที่เราค้นเบอร์น้องเจ้าหน้าที่เจอ น้องเค้าเลยช่วยตามบัตรประชาชนกับยาม แล้วส่ง EMS กลับคืนให้  ใจดีผุดๆ  ต้องขอบคุณมากจริงๆ


กลับมาครุ่นคิด  เออ...ช่วงนี้ทำไมขี้ลืมได้โล่ห์ขนาดนี้  สงสัยต้องระวังตัวเองให้มากกว่านี้  แค่สองวันไม่ห่างกันอิชั้นสามารถลืมซ้ำๆได้ อย่างนี้ไม่ไหวนา


แต่นั่งๆไปก็ดันนึกขึ้นได้ ว่าสองอาทิตย์ก่อนตรูก็เพิ่งผ่านการลืมอีกครั้งมานี่หว่า....Smiley



เรื่องของเรื่องคือ  ไปเติมน้ำมันแล้วลืมบัตรเครดิตไว้ที่ปั๊ม  อันนี้พี่ศักดิ์ต้องจอดรถและเดินไปเอาคืนมาให้เลยทีเดียว....
(เหอ  ลืมได้ไปได้ไงหว่า พี่ศักดิ์เนี่ยค้อนปะหลักปะเหลือกเรยย เอิ๊กๆ)



ตอนนี้ปัญหาคือ หล่อนไม่ใช่คนขี้ลืมธรรมดาๆ   แต่ up ระดับ เป็นsuper คนขี้ลืม   สมองงี้รั่วเชียว ทำอะไรไว้ก็จำไม่ได้สักอย่าง   แงๆSmiley



แถมที่สำคัญคือ  ลืมกระทั่งว่าตัวเองเคยลืมนี่สิ หนักกว่านี้มีอีกไหม SmileySmileySmiley




งานนี้แปะก๊วยสักกิโลจะพอรักษาผัวเมียความจำสั้นคู่นี้ได้ไหมค้า
Smiley





 

Create Date : 04 กันยายน 2556    
Last Update : 19 มกราคม 2557 15:36:23 น.
Counter : 216 Pageviews.  

วันเสาร์ก็ต้องทำงาน....

เพราะงานมันไม่เสร็จ เดี๋ยวอีกไม่นานก็ต้องรับการเยี่ยมสำรวจแล้ว

ไม่ชอบเวลาที่งานมันกองเยอะๆเลย เที่ยวก็ไม่มีความสุข จะไปไหนก็พะวง

ไอ้ครั้นวันปกติที่ทำงาน ก็จะต้องคอยรับโทรศัพท์ ไปประชุม ทำนู่นทำนี่ตลอด ไม่มีสมาธิกับงานเอกสาร


จะมีก็วันเสาร์นี่แหล่ะที่จะว่างจากสิ่งรบกวนหน่อย ทำเอกสารได้เป็นเรื่องเป็นราว


เมื่อวานประชุมเสร็จ ก็อุตส่าห์โน๊ตใน Ipad แล้วนา ว่าจะทำอะไรบ้าง


คือแบบว่าวันอย่างนี้ไม่ได้มีเยอะ มาทำงานทั้งทีมันต้องใช้ให้คุ้มค่า....ได้ข่าวว่ายังมีคั่งค้างอีกเยอะ !!



ปรากฏว่ามาถึงรพ.ตอนเช้า  ลืม Ipad !! อยากจะบร้า อุตส่าห์จดไว้อย่างดิบดี



เศร้าจริง ชีวิต Smiley




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2556    
Last Update : 19 มกราคม 2557 21:17:35 น.
Counter : 223 Pageviews.  

ชวนไปบริจาคเลือดกันค่ะ....

เมื่อเช้าที่รพ. จัดกิจกรรมรับบริจาคโลหิต โดยมีเจ้าหน้าที่จากสภากาชาดไทย จังหวัดชลบุรี มารับบริจาคถึงที่เลย.....

อิชั้นก็อยากจะทำเสียหน่อย  ไม่ได้ให้มาหลายเดือนแล้ว

แม้ว่าจะแอบเสียวเข็มบ้าง อะไรบ้าง  (ผ่านการให้มากี่ครั้ง ก็ยังกลัวอยู่ร่ำไป ตามประสาคนปอดแหก)

แต่การบริจาคเลือดก็ถือเป็นการทำกุศลแบบหนึ่งต่อเพื่อนร่วมโลกได้อย่างดีแบบนึง  เอาน่า...เอาเสียหน่อย

แล้วเวลาของอิชั้นก็มาถึง......

ตื่นเต้นๆ

ยังชิลๆอยู่ค่ะ

เพิ่งจะรู้ว่า ถ่ายรูปตัวเอง (มือเดียว)  ด้วยไอโฟนมันยากขนาด.....เง้อSmiley

V
V

วันนี้ต้องนอนนานกว่าชาวบ้านเป็นพิเศษ เห็นเจ้าหน้าที่บอกว่าเลือดอิชั้นไหลช้า ก็เลยต้องนอนบีบหมอนใบเล็กๆ (ไม่รู้เรียกว่าอะไร แต่หน้าตามันเหมือนหมอนจริงๆนะ) จนเค้าลุกไปกันหมด  เลือดอิชั้นก็ยังไม่เต็มถุง...ไม่รู้เป็นเพราะอะไร



แต่ในที่สุด  อิชั้นก็ทำสำเร็จค่า ให้เลือดจนครบจนได้


Smiley


เจ้าหน้าที่ก็มาถอดสายออกให้ และเอาผ้าก๊อซปิดแผล


ตอนเอาสายออก เค้ามีแซวนะว่า ตอนแรกเลือดไหลช้า แต่พอเอาสายออกแล้วหยดเลือดที่เหลือลง tube  เลือดไหลจ๊อกๆเลย....


อิชั้นก็ยังไม่คิดอะไร  เล็งแต่น้ำแดงที่เค้าจัดไว้ให้ เพราะรู้สึกอยากกินอะไรหวานๆนิดนึง


มาดูหน้าตาของว่างวันนี้กันค่ะ


อิชั้นนั่งจิบน้ำแดงไปสักพัก เจ้าหน้าที่ก็สะกิดให้ไปเปลี่ยนผ้าก๊อซ


ตอนแรกก็ไม่คิดอะไร แต่พอก้มลงมองแขนตัวเองแล้วแทบเป็นลม


(ภาพข้างล่างน่ากลัว ไม่เหมาะกับคนขวัญอ่อน  เราเตือนท่านแล้วนะคะ !)

V
V
V

V
V

เลือดอาบผ้าก๊อซเลยค่า....เหวอออSmiley (ปกติเค้าไม่เป็นแบบนี้กันนะคะ  อิชั้นก็ไม่เคยเป็น อย่างมากก็มีสีแดงจุดเล็กๆบนผ้าก๊อซ ไม่ใช่ไหลจนผ้าก๊อซชุ่มไปหมด)


สงสัยเพราะช่วงนี้ทาน fish oil กับ Evening Primrose oil มาไปหน่อย เลือดเลยไหลดีไม่มีหยุดแบบนี้


อิชั้นเดินไปหาเจ้าหน้าที่ให้เค้าเปลี่ยนผ้าก๊อซชิ้นใหม่ให้ เค้าก็จัดแจงกดให้จนเลือดหยุดไหล ตอนนี้ไม่พุ่งกระฉูดเหมือนเมื่อกี้แล้ว....


ตอนแรกอิชั้นก็นึกว่าพอเลือดหยุดไหลก็ไม่เป็นไรแล้ว  เลยเดินออกจากห้องไปที่ลิฟท์เพื่อลงมาห้องทำงาน  


ปรากฏว่าพอเดินมาถึงหน้าลิฟท์ก็เกิดอาการแปลกๆค่ะ

รู้สึกหน้ามืด ใจสั่น มือเย็น ตาพร่าไปหมด 



สำเหนียกตัวเองขึ้นมาได้ว่า...


ตายห่าน


นี่ตูกำลังจะเป็นลมหรือนี่



ยืนแทบไม่อยู่แล้ว ต้องเกาะผนังหน้าลิฟท์ไว้ 


รียนมาตั้งเยอะ ไม่เคยรู้เลยว่าในเหตุการณ์จริงๆ อาการของคนที่เสียเลือดมากเกินไป จนความดันตก มันหวิวคล้ายจะเป็นลมอย่างนี้นี่เอง ตอนนี้รู้ซึ้งแล้วค่า Smiley


ลังเลสองจิตสองใจ จะกลับไปที่ห้องบริจาคเลือดดีไหม แต่แหมห้องมันก็ไกลเหลือเกิน เดินม่ายหวายยอ่า


ตอนที่กำลังคิดๆอยู่....ติ๊งต่อง  ลิฟท์ก็มาถึงพอดี 


ตัดสินใจเข้าไป เอาวะ....อีก 3 ชั้นก็ถึงห้องทำงานแล้ว แข็งใจอีกนิดดีกว่า  ในลิฟท์ก็มีคนอยู่ด้วย ถ้าเป็นอะไรไปคงมีคนช่วยลากอิชั้นออกมาได้บ้างละน่า


เข้าไปข้างใน พยายามทำหน้าเฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น (จะเป็นลมแล้วยังรักษาฟอร์มตัวเอง)  



จนถึงชั้นที่เราทำงาน ประคองขาตัวเองออกมาจากลิฟท์ ค่อยๆแข็งใจเดินจนถึงห้องทำงาน  พอถึงโต๊ะอิชั้นฟุบไปเลยค่ะ โอย...หมดแรง Smiley


นั่งพักสักพัก  อืมม ค่อยยังชั่วหน่อย รู้สึกอาการต่างๆมันเริ่มเบาขึ้น จนแป๊บนึงมันก็หายเป็นปลิดทิ้ง


สิริรวมอิชั้นมีอาการอย่างที่บอกไม่นานเลยค่ะ  แค่นาทีเดียวเองมั้ง


แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ไม่เป็นอะไรมากกว่านี้นะ  กลับมาถึงโต๊ะแล้ว ลองแกะผ้าก๊อซดูสิ


โอเคนะ เลือดหยุดไหลแล้ว


รอยที่ยังตกค้างเป็นรอยปลาสเตอร์ที่รัดผ้าก๊อซ  (เค้ารัดอย่างแน่นเลย กลัวเลือดไม่หยุด) และรอยสายรัดต้นแขนที่เรารัดตอนให้เลือด คงโดนปมของมันกดในเนื้อ ก็เลยแดงกว่าปกติ


แต่ถึงจะเป็นยังไง ก็ถือว่าอิชั้นได้บริจาคโลหิตสมตามที่ปราถนาแล้ว อุปสรรคนิดหน่อยที่เกิดขึ้น ไม่ได้กระทบชีวิตหรือส่งผลเสียร้ายแรงมากมาย เทียบกับบุญกุศลจากการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์  อิชั้นก็ขอยืนยันจะทำต่อไปค่า..



อนุโมทนาบุญร่วมกันด้วยนะคะ Smiley




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2555    
Last Update : 19 มกราคม 2557 15:45:10 น.
Counter : 1323 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

hi hacky
Location :
ชลบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]




Life is a journey....
New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add hi hacky's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.