Review ฉบับคันมือ กับ Priest "In the hand of GOD"
นี่เป็นรีวิวหนังเรื่องแรกในรอบหลายๆปีค่ะ หลังจากที่ร้างลาแวดวงการวิจารณ์หนังไปพักใหญ่ๆ ด้วยภารกิจส่วนตัวและเวลาที่ไม่เอื้อต่อการขีดเขียนอย่างที่ใจต้องการ แต่ตอนนี้ ชีวิตเริ่มกลับเข้าสู่ Loop ปกติอีกครั้ง คือ ว่างเป็นดูหนัง ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขมากที่สุดช่วงหนึ่ง

หลังเลิกงานวันนี้ ที่กว่าจะออกจากออฟฟิศก็ปาไปสามทุ่มแล้ว แต่ในเมื่อใจมันรักและ Build ติดซะแล้ว จะกี่โมงกี่ยามก็ต้องดูแหละค่ะ สุดท้ายเลยมาจบลงด้วยเรื่อง Priest หรือในชื่อไทยว่า “นักบุญปิศาจ” หลังจากที่เคยผ่านตา Trailer มาครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่รอชมภาพยนตร์เรื่อง Thor

เอาล่ะ ขอชาร์จพลังสักหน่อย ก่อนกลับมาสู้ศึกการขายเสื้อผ้าเด็ก ChildrenCloset ต่อ

และสำหรับท่านที่สนใจ เชิญทัศนาต่อที่นี่ค่ะ Cinema Paradiso





Create Date : 21 พฤษภาคม 2554
Last Update : 21 พฤษภาคม 2554 2:21:55 น.
Counter : 128 Pageviews.

0 comment
สู่หัวใจพ่อ สู่หัวใจลูก..น้ำตาเปื้อนยิ้มในหนังไทยเรื่องหนึ่งที่ดีที่สุด..
เมื่อวาน Tweet ค้างไว้ว่า

"บ้านฉัน ตลกไว้ก่อน หนึ่งในหนังไทยที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของ GTH"

วันนี้เลยจะมาพูดถึงความรู้สึกและมุมมองของคนดูหนังที่ได้รับ หลังจากดุหนังเรื่องนี้จบ

วันนี้จะไม่วิจารณ์ใดๆในเชิงการศึกษาทั้งสิ้นนะคะ ปิดตำรากันเลยดีกว่า เพราะศิลปบางแขนง มันต้องใช้หัวใจสัมผัสเท่านั้น ถึงจะมองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างใน

ถ้าใครคิดว่า นี่ก็เป็นหนังเรื่องนึงที่เน้นตลกโปกฮาไปเรื่อย ไม่แปลกค่ะ เพราะแรกๆดิฉันก็คิดอย่างนั้น ก็แหม..เล่นตัดเทรลเลอร์มาซะอย่างกับช่วงใหม่ของรายการ "ก่อนบ่ายคลายเครียด" ยังไงยังงั้น

จนน้องที่ออฟฟิศคนนึง เดินมาถามว่าดูเรื่องนี้หรือยัง พอบอกว่ายัง มันก็ทำหน้าเซ็งโลกสุดขีด ทำนองว่า "นี่ชั้นอยู่ออฟฟิสเดียวกับยัยเจ๊นี่จริงๆเหรอเนี่ย!" แล้วมันก็รุกล้ำกึ่งข่มขืนใจด้วยถ้อยคำประมาณว่า

"พี่เฮี้ยง พี่เฮี้ยงต้องไปดูให้ได้ มันดีจริงๆ มันดีสุดๆเลย"

"ดีแบบ 5 แพร่ง ที่แกเคยเชียร์ให้ชั้นไปดูนักดูหนาหรือเปล่า" นังคนนี้นั่นแหละค่ะ ท่านผู้ชม ที่เคยเป็นแกนนำ นปซ ที่แปลว่า นำไปเซ็ง เพราะมันเชียร์สุดลิ่มทิ่มประตูว่า 5 แพร่งดีม๊ากมาก ดีกว่า 4 แพร่งอีก ซึ่งหลังจากดูจบ ดิฉันก็สาบานกับตัวเองว่า จะไม่เชื่อมันอีกเลย ฉะนั้น เมื่อคะแนนการแนะนำของมันตกต่ำขนาดนี้ ยังหาญกล้ามาชวนดู "บ้านฉันฯ" อีก ดิฉันจึงมองมันด้วยสายตาหวาดหวั่นปนหวาดกลัว...

"ไม่ๆๆ อันนี้ยืนยันไม่เลย ไปดูเหอะ" เออ..ชั้นจะลองเชื่อแกอีกครั้งเดียว

จริงๆ ก็พอจะรู้อยู่หรอกค่ะว่าเรื่องนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่บวก แต่แหม..เอาเข้าจริง คำวิจารณ์พวกนี้ วัดอะไรไม่ได้มากหรอกค่ะ เพราะลางเนื้อชอบลางยา และดิฉันก็เป็นคนดูหนังที่มีลักษณะเฉพาะตัว (อย่างน่าถีบ) บางทีจึงไม่ค่อยอีนังขังขอบกับคำวิจารณ์มากนัก บังเอิญเมื่อวานมีจังหวะว่างพอดี เลยตีตั๋วเข้าไปดูสักหน่อย...แล้วก็ได้รู้ว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต ยิ่งกว่าการเลือกผู้ชายมาทำปั๋วเลยเชียวล่ะค่ะ..

หนังเล่าเรื่องราวของตลกครอบครัวหนึ่ง ที่มีลูกสองคน คนโตผู้ชาย คนเล็กผู้หญิง.. ประเด็นคือ ลูกชายคนโตนั้น เป็นคนที่ดับอนาถกับอาชีพตลกอย่างน่าตกใจ ในขณะที่ลูกสาวคนเล็ก ประดุจดังเทพล้อต๊อกกลับร่างมาเกิดยังไงยังงั้น ซึ่งนี่คือแก่นเรื่องที่กลายเป็นที่มาของ "สาระสำคัญ" ที่หนังต้องการสื่อ..

เมื่อตอนที่ดิฉันเริ่มมีลูกนั้น เคยคุยกับคุณกตัญญูเธอไว้ว่า ในฐานะของคนเป็นแม่ ที่อยากเป็นให้ดีที่สุด ไม่ใช่สักแต่แต่งงานเพื่อให้ได้มีเซ็กส์อย่างถูกต้องตามกฎหมายเฉยๆ แต่ความหมายของครอบครัวสำหรับดิฉัน คือการสร้าง "คนดีๆ" ขึ้นมาสักคนสองคน ซึ่งคนดีๆที่ว่านั้น จะกลายเป็นอนุสรณ์แห่งความสำเร็จของดิฉันและคุณกตัญญูได้อย่างเจ๋งเป้งที่สุด ชนิดไม่ต้องเสียเวลาจ้างช่างปฎิมากรรมไหนๆ มาขึ้นโมลด์แต่อย่างใด

ดิฉันเชื่อว่า คนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคน มีแนวคิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับมนุษย์ตัวเล็กๆที่เราเรียกว่าลูกเหมือนกันทั้งหมด นั่นคือ "ขอให้ลูกมีชีวิตที่ดีที่สุด" เท่าที่เจ้าของสเปิร์ม และมดลุก จะสามารถบันดาลให้ได้ ต่างกันออกไปก็ตรงที่ คำว่า "ดีที่สุด" ของแต่ละคนนั้น ล้วนต่างกันโดยสิ้นเชิง

บ้างก็คิดว่า ต้องแดงที่สุดเท่านั้น ถึงจะโกงชาติได้.. เอ้า นอกเรื่อง

บ้างก็คิดว่า ต้องรวยที่สุด ชีวิตถึงจะดีที่สุด
บ้างก็คิดว่า ต้องฉลาดที่สุด ชีวิตถึงจะดีที่สุด
บ้างก็คิดว่า ต้องขยันที่สุด ชีวิตถึงจะดีที่สุด
แต่สำหรับบ้านดิฉัน คอนเสปท์มีง่ายๆไม่ยุ่งยากอะไรเลย นั่นคือ "หนูจะเป็นอะไรก็ได้ที่อยากเป็น สำคัญ ขอให้หนูเป็นคนที่มีความสุขที่สุดก็พอแล้ว"

พอมาดูหนังเรื่องนี้ บอกได้อย่างไม่อายว่า นี่ถ้านั่งในโรงคนเดียว ดิฉันคงสะอื้นฮั่กๆ เข้าให้ เพราะในขณะที่หัวเราะจนกรามค้าง น้ำตามันก็สามารถแทรกตัวขึ้นมารื้นได้ในทันทีในฉากต่อไป..เรียกว่าเป็นหนังสั่งอารมณ์ได้...ทำนองนั้น

สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นที่สุดจากหนังเรื่องนี้ ที่โดนใจอย่างรุนแรง คือการชูประเด็นของความรักความผูกพันระหว่างผู้ชายที่รักกันที่สุดสองคนในโลก แบบไม่ใช่เกย์ นั่นคือ "พ่อกับลูก" หลังจากที่เราได้มีโอกาสเห็นหนังจำนวนเป็นกระสอบที่เน้นการหากินกับความสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก ซึ่งบางครั้งถ้าคุณไม่ได้ทำหนังที่เจ๋งที่สุดแล้ว สำหรับดิฉัน มันออกจะดาดๆไปแล้วค่ะ

ในฐานะลูก..ดิฉันเข้าใจคุณพ่อดิฉันนะคะ พ่อผู้ไม่เคยพูดชม พ่อผู้ไม่เคยโอบกอด พ่อผู้ยืนอยู่คนละฟากฝั่งของความใกล้ชิด พ่อผู้มีแต่คำสั่ง ไม่มีคำอธิบาย พ่อผู้มีตัวเองเป็นศูนย์กลางของความถูกต้อง และ..พ่อผู้รักลูกที่สุดในชีวิต...นี่คือคุณพ่อของดิฉันค่ะ

หลายๆครั้งที่ดิฉันเคยนั่งคิดว่า "กอดของพ่อนี่มันแพงไหมหนอ..." "คำชมของพ่อนี่ ต้องเอาปืนจี้ขู่บังคับให้พูดหรือเปล่า" และ "มือที่วางอยู่ข้างกายนั้น จะว่างพอลูบหัวลูกสาวคนนี้ได้มั้ยนะ..." แต่ไม่เคยสงสัยในความรักของท่านเลยแม้แต่สักวินาทีเดียว และแน่นอน ดิฉันไม่เคยนึกเสียใจแม้แต่สักน้อยหนึ่งที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อคนนี้

ในฐานะแม่ ดิฉันได้ให้สิ่งที่ดิฉันเคยโหยหาและยังโหยหาจากพ่อกับลูกๆดิฉันจนหมด มากจนเกินพอ จนรู้สึกว่าดิฉันโชคดีเหลือเกินที่ได้มนุษย์ตัวเล็กๆสองคนนี้เป็นลูก และล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ที่สุด คือการได้แต่งงานกับผู้ชายคนนี้

นับจากวันแรกที่รู้ว่าท้อง..โลกของคนเป็นพ่อ ก็ดูจะได้สมาชิกใหม่แทบจะในทันที

โขนเขินจะเคยรู้มั้ยว่า พ่อรักพวกเขามากแค่ไหน ไม่แปลกใจเลยถ้าจะรู้ว่า โลกของเขา หมุนอยู่รอบๆตัวของเด็กทั้งสองคน..และชีวิตนับจากวันแรกคลอด ก็ได้เปลี่ยนแปลงผุ้ชายคนนึงไปแล้วตลอดกาล

เปลี่ยนจากผู้ชายที่แสนดีคนหนึ่ง ไปสู่พ่อที่ประเสริฐที่สุด
เปลี่ยนจากผู้ชายอ่อนโยน เป็นพ่อผู้อบอุ่น
เปลี่ยนจากผู้ชายไม่ค่อยรวย เป็นเจ้าของไร่แห่งความรัก
เปลี่ยนจากผู้ชายไร้จุดหมาย เป็นพ่อที่มีความหวังในทุกๆวัน

พวกหนูรู้ไหม..สำหรับพ่อแล้ว

นิทานที่สนุกที่สุด คือเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับพวกหนู
เพลงที่ขับกล่อมพ่อให้นอน คือเสียงกรนของพวกหนู
กลิ่นที่หอมที่สุด คือกลิ่นแก้มของพวกหนู
เสียงสวรรค์ที่เพราะที่สุด คือเสียงหัวเราะของพวกหนู
ความงามที่งามที่สุด คือรอยยิ้มของพวกหนู
และคำที่ไพเราะที่สุด คือคำว่า "พ่อ" ที่พวกหนูใช้เรียกผู้ชายคนนี้..

อย่าลืมรักพ่อให้มากที่สุดในทุกๆวันนะคะ...







Create Date : 08 เมษายน 2553
Last Update : 12 เมษายน 2553 0:16:17 น.
Counter : 128 Pageviews.

2 comment
ได้ดูมาแล้ว Kick-Ass ก่อนใครในเมืองไทยและล่วงหน้าคนทั่วโลก 4 เดือน
free image hosting

อย่างที่คงพอทราบๆกันอยู่แล้วว่า ดิฉันทำงานอยู่บริษัทฯผลิตและจำหน่ายภาพยนตร์ในรูปแบบดีวีดีและวีซีดีอยู่แห่งหนึ่ง ซึ่งบางครั้งบางคราวนั้น บริษัทดิฉันก็จะแอบๆเอาหนังเข้าโรงบ้าง ซึ่งก็มีทั้งประสบความสำเร็จมาก อย่าง Slumdog Millionaire ประสบความสำเร็จประมาณนึงอย่าง Push หรือ The Duchess จนถึงล้มคว่ำคะมำหงายไปเลยก็มีอย่าง Stormbreaker

ปีนี้ เรามีของเล่นใหม่มาเล่นกันอีกแล้ว นั่นคือ Kick-Ass หนังอิสระที่บริษัทฯซื้อเข้ามา ครั้งแรกที่ดิฉันรู้จักหนังเรื่องนี้นั้น ก็จากที่ประชุมใหญ่บริษัทฯ ซึ่งนายได้เปิดฉายให้ดู ดูเสร็จก็ได้แต่อุทานว่า

free image hosting

แม่เจ้า...ช่างเป็นหนังที่กวนส้นอะไรเช่นนี้!

จนเมื่อวานนี้เอง ที่ดิฉันเข้าประชุมอีกรอบแต่รอบนี้ต่างออกไปตรงที่ เราจะได้ดู Trailer เวอร์ชั่นใหม่และหนังเรื่องนี้แบบเต็มเรื่อง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลสำหรับวิเคราะห์การทำการตลาดและส่งเสริมการขาย เสียแต่มันยังไม่ใช่ Final Cut คือยังไม่ใช่เวอร์ชั่นพร้อมฉายโรง สดๆร้อนๆว่างั้น

free image hosting

ก่อนจะไปพูดถึงหนังเรื่องนี้นั้น ขอให้ข้อมูลคร่าวๆสำหรับคนที่ยังไม่เคยรู้จักหนังเรื่องนี้มาก่อนนะคะ

Kick-Ass เป็น Action Comedy ที่ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กเนิร์ดคนนึงที่มีความใฝ่ฝันอยากเป็น Super Hero จนกระทั่งวันนึงที่เขาได้พบเจอประสบเหตุที่เห็นตำตาว่ามีพยานเห็นการกระทำอุกอาจนั้น แต่ไม่มีใครยอมช่วยเหลือ ถึงขั้นปิดผ้าม่านหนี

นั่นแหละที่เลือดรักความถูกต้องมันเลยคุกรุ่นอย่างหนัก จนเจ้าเด็กเนิร์ดนี้ ลงทุนลงแรงแต่งตัวเป็น Super Hero ที่ใช้ชื่อว่า Kick-Ass ซะเอง แถมบังเอิญจับพลัดจับผลูดังขึ้นมาโดยไม่ทันตั้งตัว และแม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยหยาดน้ำตาและลิ่มเลือด แต่เขาก็มั่นใจว่านี่คือสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ยิ่งพอมาเจอเพื่อนร่วมอุดมการณ์เป็น Super Hero แปลกหน้าอย่าง Big Daddy และ Hit Girl ก็ยิ่งทำให้ชีวิต Super Hero ปลอมๆอย่างเขา มีสีสันมากขึ้น

Free Image Hosting
Free Image Hosting


หลังจากดูเรื่องนี้จบ ต้องบอกว่า เกินความคาดคิดไปเยอะค่ะ คนแรกที่ต้องได้เครดิตไปเต็มๆคือ Matthew Vaughn ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ หากจะพอจำกันได้ เขาคือผู้กำกับคนเดียวกันกับที่ทำหนังโรแมนติกแฟนตาซีเรื่อง Stardust นั่นแหละค่ะ

แมทธิว ไม่ได้ทำหน้าที่ได้อย่างเจ๋งเป้ง ชนิด...โอวววว นี่มันศิษย์น้อง Avatar ชัดๆ ยอมรับค่ะว่ามันไม่ได้ขึ้นหิ้งขนาดนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันชอบมากๆจากงานกำกับชิ้นนี้ของแมทธิวคือ สารที่แมทธิวต้องการสื่อผ่านทางหนังเรื่องนี้

free image hosting

ดูเผินๆ นี่อาจจะเป็นหนังแอ็คชั่นที่ขายความเป็นฮีโร่และฉากแอ็คชั่นแบบทั่วๆไป แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่คือนัยยะของการจิกกัดสังคมอย่างเจ็บแสบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรงเข้าหากันของคนสมัยนี้ จิตใจที่คับแคบของผู้คนที่ต่างเมินเฉยต่อเรื่องประเภทที่ "ธุระไม่ใช่" ไปจนถึงการว่ากระทบรัฐบาลอเมริกันถึงการละเลยควบคุมอาวุธเช่นปืน จนหาซื้อได้ง่ายราวกับไทลินอล ก่อนจะตีวัวกระทบคราดไปถึงสังคมโลกที่ดูดายต่อปัญหาที่เกิดกับเด็กๆ จนปัญหาเหล่านี้กลายเป็นปัญหาธรรมดาสามัญประจำโลกไปเสียแล้ว

free image hosting

นี่ยังไม่นับรวมถึงวาระซ่อนเร้นเช่นการแอบจิกหนังดังอย่าง Spider Man ด้วยประโยคฮาเด็ดๆอย่าง ...
With no power, you have no responsibilities.
โอ้ววว คิดได้

ในขณะที่หนังมีนัยยะแห่งการเสียดสีตลอดทั้งเรื่อง สิ่งเดียวที่หนังดูจะชื่นชมบูชาคือ สไตล์การทำหนังให้เป็นงานศิลป์ชิ้นเยี่ยม ด้วยการบรรจงแทรกเพลงต่างๆเข้าเป็นส่วนหนึ่งในแต่ละฉาก จนบางครั้ง แอบๆคิดว่า ถ้าแมทธิวไม่รักเควนตินมาก ก็ต้องเกลียดอย่างเข้าไส้ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มันมีกลิ่นอายของเควนตินอยู่ในหนังเรื่องนี้อย่างค่อนข้างชัด

หนึ่งในฉากที่ดิฉันชอบที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ ฉากที่ตัวร้ายนั่งคุยกับสมุนเอก โดยที่ฉากหลังนั้นเป็นรูปวาดปืน 2 รูป วางประดับซ้ายขวา โดยปลายกระบอกปืนต่างหันเข้าหากัน แล้วกล้องก็ค่อยๆซูมออกมา เหมือนจงใจให้เราเห็น Symbolic นี้ Symbolic ที่กำลังก่นด่าว่า คนสมัยนี้ เอะอะๆก็ใช้แต่ความรุนแรง แต่ขอนิดนึงเหอะ ภาพวาดปืนในเรื่องนี้สวยมากนะคะ จนไพล่ไปนึกถึงงานศิลปะของเจ้าพ่อป๊อปอาร์ท อย่าง Andy Warhol

ในส่วนของภาคการแสดงนั้น แม้จะได้นิค เคจ (นิโคลาส เคจ) มาในบทของ Big Daddy แต่ต้องบอกว่า มีก็เหมือนไม่มี เพราะภาระที่แท้จริงกลับตกไปอยู่กับหนุ่ม แอรอน จอห์นสัน ผู้รับบทหนุ่มเนิร์ดตัวเอกของเรื่องต่างหาก แต่คนที่ดิฉันชอบจริงๆกลับเป็นสาวน้อย โคลเอ้ โมลเรทซ์ เจ้าของบท Hit Girl ที่เล่นได้น่าเอ็นดูและน่ากระทืบมิใช่น้อย โดยเฉพาะช่วงปาก ที่ทำให้ดิฉันนึกถึงใครสักคนที่มีรูปปากแสนเซ็กซี่อย่างนี้ เสียแต่นึกไม่ออกจริงๆ

free image hosting

ข้อเสียประการเดียวที่เด่นชัดคือความรุนแรงที่ปรากฎในหนัง โดยเฉพาะเจ้าของความรุนแรงนั้นคือเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ อายุแค่ 11 ปี แต่แม่คุณถือปืนจังก้าแบบข้าไม่กลัวใคร และยังใจเด็ดผิดวัยอีกด้วย

โดยภาพรวมแล้วต้องบอกว่า แม้จะไม่ใช่หนังที่ต้องดูให้ได้ก่อนตาย แม้จะไม่ใช่หนังดีขั้นเทพ แม้จะไม่ใช่หนังมาสเตอร์พีซของวงการภาพยนตร์ แม้จะไม่ใช่หนึ่งใน 250 หนังที่ดีที่สุดในโลกของ imdb แต่นี่เป็นหนังเรื่องนึงที่ดิฉันดูด้วยความสนุกสนาน และมีความรู้สึกร่วม จนถึงกับพิมพ์ชื่อผู้กำกับคนนี้ติดฝาบ้านไว้เลยทีเดียว

ค่าที่ผลงานเขาคนนี้...น่าสนใจมิใช่น้อย และแน่นอนดิฉันจะจำเขาได้นับแต่นี้เป็นต้นไป

สุดท้ายคงต้องบอกว่า

I cannot be a good wirter but I can kick your ASS!

อยากเข้าใจประโยคนี้ ต้องเข้าไปดูเรื่องนี้ค่ะ...

เช่นเคยค่ะ...ติดตามความเคลื่อนไหวจาก จขบ. ผ่านช่องทาง Twitter ได้นะคะ จิ้มที่นี่ ได้เลยค่ะ

free image hosting




Create Date : 19 มกราคม 2553
Last Update : 19 มกราคม 2553 17:42:11 น.
Counter : 192 Pageviews.

4 comment
Bodyguard & Assassin ...กับชายที่ชื่อว่า "ซุนยัดเซ็น"
บางส่วนเป็นเครดิตจากหนังสือ Filmax ค่ะ

เดิมทีต้องบอกว่า ดิฉันเป็นคนชอบอ่านหนังสือ นอกจากการดูหนังแล้ว ก็มีหนังสือเนี่ยแหละค่ะที่พอจะพร่าผลาญเวลาดิฉันจากลูกไปได้ และเพราะความชอบอ่านหนังสือนี่เอง จึงทำให้พอมีความรู้เชิงประวัติศาสตร์ติดท้ายสมองอยู่บ้างนิดหน่อย อย่างน้อยก็ทำให้รู้จักผู้ชายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลกประชาธิปไตย ที่เปรียบไปแล้ว เขาไม่ต่างอะไรกับธงชัยประวัติศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลง

จวบกับช่วงนี้มีหนังเรื่องนึงกำลังเข้าฉายนั่นคือ Bodyguards & Assassins ที่ว่าด้วยช่วงชีวิตของซุนยัดเซ็นบนเกาะฮ่องกง ใจความสำคัญอยู่ที่ว่า มันคือช่วงเวลา 5 ชั่วโมงของการลอบสังหารบุรุษผู้ล้มล้างราชวงศ์แมนจู แต่จะสำเร็จหรือไม่ ไปตามดูกันค่ะ

วันนี้เลยขออนุญาตรวบรวม Factor เล็กๆน้อยๆ ที่เกี่ยวกับมหาบุรุษผู้นี้ มาพูดคุยกัน อย่างน้อยก็เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับคนที่กำลังสนใจจะดู

ในส่วนของภาพยนตร์ Bodyguards & Assassins
1. ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ทุนสร้างสูงมากถึง 150 ล้านหยวน น้อยมากที่ภาพยนตร์แอ็คชั่นพีเรียดสักเรื่องหนึ่ง จะได้รับอนุมัติทุนในระดับนี้
2. เป็นภาพยนตร์ที่รวบรวมดาวเด่นดาราชาวจีนไว้ "เพียบ" ไม่ว่าจะเป็น หลี่หมิง เซียะถิงฟง ดอนนี่ เยน (ประมาณจา พนม บ้านเราค่ะ คนนี้ สุดยอดมาก) ฝาน ปิงปิง หวังปั๋วเจี๋ย และรับเชิญโดย หลี่เจียซิน นางเอกที่ได้รับการยกย่องว่าสวยที่สุดคนหนึ่งในแวดวงบันเทิงฮ่องกง
3. ส่วนหนึ่งของการถ่ายทำคือการจำลองเขตวิคตอเรียในฮ่องกง ปี 1905 ขึ้นมาอย่างสมจริง ในอัตราส่วน 1:1 บนพื้นที่กว่า 100 เอเคอร์ จนบรรดาคนดัง กระทั่ง แดนนี่ บอยล์ (ผกก. Slumdog Millionaire) สตีเฟ่น ดัลดรี้ ( ผกก. The Reader) ยังเวียนกันไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกมาแล้ว
4. ในเร็ววันนี้ จะมีการถ่ายทำละคร ภาค Spin-Off ของหลายๆตัวละครออกมา เพื่อเป็นการขยายความภาคสมบูรณ์แบบ

Factor ส่วนของ ดร.ซุนยัดเซ็น
1. เขาได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งประชาธิปไตยจีน
2. เด็กรุ่นใหม่ เคยรู้กันบ้างหรือไม่คะว่าความสำคัญประการหนึ่งของเขาคือ ผู้ล้มล้างราชวงศ์แมนจู โดยมี The Last Emperor ที่เคยได้รับการสร้างเป็นหนัง เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย (ไม่นับหุ่นชักใยที่อยู่เมืองจีนนะคะ)
3. นอกจากความสำคัญ 2 ข้อข้างต้นแล้ว ดร.ซุนยัดเซ็น ยังเป็นผู้สถาปนารัฐไต้หวันอีกด้วยค่ะ
4. ดร.ซุนยัดเซ็น เป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่ในหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ของจีนคอมมิวนิสต์และไต้หวัน ต่างยกย่องนับถือ

หากวันนี้ คุณยังไม่มีโปรแกรมในใจ ลองใช้เวลาสัก 2 ชั่วโมงกว่าๆที่คุณว่าง ตีตั๋วเข้าไปดูเรื่องนี้เถอะค่ะ รับรองไม่ผิดหวัง...




Create Date : 08 มกราคม 2553
Last Update : 8 มกราคม 2553 16:38:24 น.
Counter : 330 Pageviews.

0 comment
เรื่องราวเหนือธรรมชาติกับ Supernatural
free image hosting

รู้ว่าบล็อคนี้อาจไม่ใช่ของใหม่สำหรับแฟนซีรี่ย์ค่ะ เพราะซีรี่ย์ที่จะมาพูดคุยในวันนี้ ถึงวันนี้ก็ออกฉายมาจนถึงปี 5 แล้ว และนี่ก็เป็นหนึ่งในซีรี่ย์สุดเลิฟของดิฉันที่เคยเอื้อนเอ่ยถึงไปในบล็อคก่อนหน้านี้



จริงๆตอนนี้ถ้าจะไล่เรียง ลองมานับกันดูนะคะว่าดิฉันดูเรื่องอะไรค้างอยู่บ้าง

-Lost (อันนี้ขั้นเทพของแท้ๆ ชอบสุดๆ)
- Gossip Girl
- Big Bang Theory
- Chuck
- Supernatural (นอกจาก Lost ก็มีเรื่องนี้แหละค่ะที่เลิฟสุดๆ)
- Fringe
- แล้วก็กำลังจะเริ่ม The Mentalist ในอีกไม่นานนี้

ที่มาที่ไปต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า เดิมทีดิฉันเป็นคนบ้าดูหนังมาก รักการดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ ช่วงพีคๆนี่ต้องดูหนังอย่างต่ำวันละเรื่อง และเคยได้มีโอกาสเขียนวิจารณ์ลงหนังสือพิมพ์อยู่ราวครึ่งปี จนตอนหลังที่ตารางชีวิตไม่อำนวยนั่นแหละค่ะ จึงต้องเลิกไป

พอมามีลูก คนที่มีลูกคงทราบดีว่า ชีวิตส่วนตัวหายไปอยู่กับมนุษย์ที่ชื่อว่าลูกกันเรียกว่ากว่าครึ่งทีเดียว ดิฉันก็ไม่พ้นคุณสมบัติข้อนี้เช่นกัน จนตอนนี้ต้องเรียกว่า ทั้งซีรี่ย์ทั้งหนังที่รอดู กองกันเต็มบ้านค่ะ

กลับมาที่ซีรี่ย์กันต่อ นับจากที่เคยติด Friends งอมแงม ก็ไม่ได้ติดอะไรอีก จนชีวิตมาเจอกับ Lost จากนั้นแหละค่ะ ที่กลายเป็นแฟนซีรี่ย์ต่างประเทศแบบถอนตัวไม่ขึ้น

เมื่อตอนที่ทำงานที่แคทฯใหม่ๆนั้น เคยเห็นตัวอย่าง Supernatural ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่ผลิตขายในประเทศไทย ก็รู้สึกกับตัวเองว่าน่าดูสุดชีวิต จนกระทั่งที่บริษัทฯเอามาผลิตนั่นแหละ แต่ก็ลืมดูอยู่ดี

free image hosting

จนเมื่อหลายเดือนก่อน น้องที่เป็น Brand Manager ดูแลค่าย Whv ยื่นซีรี่ย์ชุดนี้ แต่เป็น Season 3 มาให้...โอวววว ใจร้ายมั่กๆ แต่ดิฉันก็ไม่เกี่ยงค่ะ และต้องบอกว่าเป็นซีรี่ย์เรื่องแรกที่ดูแบบข้ามไปข้ามมาด้วย คือ ดิฉันเริ่มดูที่ปี 3 แล้วก็ย้อนไปดูปี 2 เสร็จแล้วกลับไปดูปี 4 จนตอนนี้กำลังดูปี 5 อยู่ โดยที่ยังไม่เคยดูปี 1 เลย แต่ก็ดูรู้เรื่องค่ะ...

สำหรับใครที่สงสัยว่า ซีรี่ย์เรื่องนี้มันเกี่ยวกับอะไร เขยิบมาค่ะ จะเล่าให้ฟัง

free image hosting

พล็อตหลักของเรื่อง เล่าถึงพี่น้องคู่หนึ่ง ชื่อดีน วินเชสเตอร์ (นำแสดงโดย Jensen Ackles  ขวัญใจดิฉัน) และแซม วินเชสเตอร์ (นำแสดงโดย Jared Padalecki) ซึ่งมีอาชีพหลักคือ "นักปราบผี" โดยในแต่ละ Episode ก็จะต้องไปผจญภัยกับผีนานาชนิด มีตั้งแต่ผีท้องถิ่นอย่าง Dracula ไปจนถึงผีตามคติความเชื่อของญี่ปุ่น หรือไวกิ้งนั่นเลยเชียว การปราบผีเหล่านี้ ดำเนินเรื่องไปพร้อมกับแกนกลางเรื่อง (Back Bones) ที่น่าสนใจ ซึ่งเกี่ยวพันกับวันสิ้นโลก ฑูตสวรรค์ ผนึกทั้ง 66 และลูซิเฟอร์ ที่ต้องบอกว่า ใครที่สนใจในเรื่องของคริสตศาสนาและความเชื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า การล้างโลก การมีอยู่และที่มาที่ไปของลูซิเฟอร์ น่าจะสนใจเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะขนาดสามีดิฉันที่ไม่ได้สนใจเรื่องการปราบผี ยังมาตามดูซีรี่ย์เรื่องนี้ เพราะอยากรู้เรื่องที่เกี่ยวกับลูซิเฟอร์ ในฐานะอดีต เอครสาวกของพระเจ้า เลยเชียวค่ะ

free image hosting

จุดเด่นของซีรี่ย์เรื่องนี้ อยู่ที่การเขียนบทไว้อย่างลื่นไหล ไม่ผูกให้เรื่องซับซ้อนจนเกินไป อารมณ์ขันที่มาอย่างพอเหมาะพอเจาะ และการวางตัวนักแสดงที่เหมาะสมมากๆ เพราะคาแรกเตอร์ของสองพี่น้อง คนเป็นพี่จะออก ดิบๆแบบคนไม่ค่อยมีการศึกษา เพราะตามท้องเรื่องดีนจะเรียนมาน้อย (ในขณะที่ตัวจริง ถ้าจำไม่ผิดจบปริญญาตรีนี่แหละค่ะ) และตัวน้องที่จะออกเป็นผู้ใฝ่รู้ เพราะเคยมีโอกาสได้เรียนถึง สแตนฟอร์ดหรือ MIT นี่แหละค่ะ ซึ่งทั้งเจนเซ่นและเจเร็ด ก็แสดงออกมาได้อย่างที่แคแรกเตอร์ควรจะเป็นจริงๆ

free image hosting

free image hosting

สำหรับคุณผู้ชายทั้งหลาย ต้องบอกว่า ต่อให้ไม่ชอบเนื้อเรื่อง แต่อย่างน้อยก็ควรดูตัวประกอบประจำตอนค่ะ เพราะซีรี่ย์เรื่องนี้ขึ้นชื่อมาก เรื่องความงามของตัวประกอบ หลายๆคนมาแบบจบในตอน แต่ประทานโทษ...สวยกว่านางเอกหลายๆคนทีเดียว อย่างน้อยๆหลายคนสวยกว่า โอลิเวีย ที่เป็นนางเอกเรื่อง Fringe ค่ะ

free image hosting

นอกจากดีนและแซมที่เป็นตัวเดินเรื่องหลักแล้ว อีกคนนึงที่จะละเว้นไม่พูดถึงไม่ได้เป็นอันขาดนั่นคือ Missha Collins ในบท Castiel ฑูตสวรรค์ที่อยู่ฝั่งเดียวกับพระเอก อีกแล้วค่ะ ที่ต้องชมว่าคริปกี (ผู้สร้าง Supernatural) ตาถึงสุดๆที่เลือกมิสชา มารับบทแคสเทียล เฉพาะดวงตาก็ทำเอาละลายแล้วค่ะ แต่ละครั้งที่แคสเทียลโผล่ เชื่อขนมกินได้เลยว่า ต้องมีสาวๆกรี๊ดอยู่หน้าทีวีแน่นอน...

free image hosting

free image hosting

เรื่องราวตอนนี้ ดำเนินมาถึงปี 5 แล้วค่ะ ขอแอบสปอยล์หน่อยเดียวว่า วันสิ้นโลก หรือ Apocalypse กำลังจะมาถึงแล้ว มาตามดูกันเถอะค่ะว่าศึกครั้งนี้ระหว่างทูตสวรรค์และลูซิเฟอร์ บนดินแดนของมนุษย์จะจบลงอย่างไร

แต่ไม่ว่าตอนจบจะออกมารูปแบบไหน เชื่อว่าด้วยทุกอรรถรสที่ซีรี่ย์เรื่องนี้มี...คงพอเติมเต็มช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกคนที่ได้ดูแน่นอน...

ฟันธง!!!

ใครที่อยากเป็นเพื่อนกัน เชิญแอด Twitter ของดิฉันไว้ได้นะคะ...ยินดีล่วงหน้าที่จะได้รู้จักกันค่ะ...




Create Date : 01 มกราคม 2553
Last Update : 1 มกราคม 2553 23:24:47 น.
Counter : 700 Pageviews.

6 comment
1  2  

คนที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใคร
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



แม่ลูก 2 ที่กลัวการเป็นแม่ลูก 3 อย่างยิ่ง และ ผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก ที่สามารถหลอกผู้ชายที่ดีที่สุดในจักรวาลมาเป็นคู่ชีวิตได้ ล่าสุด...ผู้หญิงหลากฝัน ที่ยังไม่สามารถจัดการกับเวลาของตัวเองได้..ฮ่วย!
White border erased BG Bullet