วันนี้ เวลานี้ เมื่อ 34 ปีที่แล้ว
คงเป็นเวลาที่แม่ดิชั้นกำลังพักฟื้น หลังการคลอดเราซึ่งเป็นลูกสาวเพียงคนเดียว...

แม่คลอดโดยวิธีธรรมชาติ ในวันนี้เมื่อ 34 ปีที่แล้ว ณ โรงพยาบาลหัวเฉียว และเท่าที่จำได้ แม่บอกว่า เรามีน้ำหนักแรกเกิดที่ 3000 กรัม นับว่าไม่น้อยเลยเมื่อเทียบกับหลานม่าทั้งสองคนที่เกิดมาในอีก 30 ปีต่อมา

ความทรงจำที่เรามีถึงแม่หรือหม่าม้านั้นมากมาย ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องดีๆอย่างที่ลูกสักคนจะพึงระลึกถึงแม่ที่รักสุดหัวใจ

นิยามที่เราให้กับแม่นับแต่วันที่เราจำความได้คือ "หม่าม้าเป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลก"

ไม่ใช่เพราะหม่าม้าตามใจ
ไม่ใช่เพราะหม่าม้ารักเราที่สุด
ไม่ใช่เพราะหม่าม้าทุมเทเลี้ยงดูด้วยเงินทอง และ
ไม่ใช่เพราะหม่าม้าเลี้ยงดูแบบทนุถนอมจนเกินไป

จำได้ว่าตอนเราเป็นเด็ก ความจำในอดีตที่เด่นชัดคือ หม่าม้าเลี้ยงลูกๆ 4 คนให้อยู่กันเองให้ได้ เวลาที่หม่าม้าต้องออกไปทำงาน นับว่าเป็นความกล้าหาญอย่างใหญ่หลวงของผู้หญิงที่มีลูกเล็กๆ 4 คน คนโตและคนสุดท้องห่างกัน 6 ปี

หม่าม้ามักจะให้เราอยู่กันเองภายในบ้าน ในช่วงระยะเวลาไม่นานนักที่หม่าม้าออกไปเก็บดอกเบี้ย โชคดีที่เราทั้ง 4 คนพี่น้องไม่ได้ซนหรือทะโมนจนหม่าม้าต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง และคงเพราะการเลี้ยงดูมาแบบนี้ เลยทำให้เรา 4 คนพี่น้องผูกพันกันมากกว่าที่คิดไว้ และแม้จะไม่แสดงออกทางการกระทำ แต่ยิ่งวันผ่านไปกับอายุที่มากขึ้น หลายๆเหตุการณ์ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หม่าม้าเลี้ยงลูกได้ดีเหลือเกิน เพราะเรา 4 คนประสบความสำเร็จในชีวิต รักกันเองในหมู่พี่น้อง และรักพ่อแม่อย่างไม่มีข้อสงสัย

ภาพหม่าม้าที่จำได้เด่นชัดตั้งแต่เรายังเป็นเด็กคือ ผู้หญิงคล่องแคล่ว เสียงดัง มีเสียงหัวเราะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว มนุษย์สัมพันธ์ดียากหาใครเปรียบ หาเงินเก่งอย่างที่ลูก 4 คนก็ยังทำไม่ได้ รักลูกรักสามียิ่งกว่าสิ่งใดๆในชีวิต และยอมสละทุกอย่างเพื่อความสุขของลูกและสามีก่อนเสมอ...

จำได้ว่าเด็กๆเวลานั่งล้อมวงกินข้าว หากมื้อไหนมีปลา หม่าม้าจะเป็นคนแกะเนื้อให้ลูกกิน แล้วตัวเองกินแค่หัวปลาและก้าง หรือแม้กระทั่งตอนนี้ที่ลูกๆโตจน 2 ใน 4 ออกเรือนไปแล้ว หม่าม้าก็ยังสละให้ลูกกินแต่ของที่ดีที่สุดอยู่อย่างเดิม ยังไม่นับที่เมื่อไหร่ก็ตาม ลูกๆโผล่หน้ามาให้เห็น และขณะนั้นมีกับข้าวอยู่ติดบ้าน หม่าม้าจะกุลีกุจออุ่นอาหารและเตรียมสำรับทุกอย่างให้ลูกกินแทบจะทันท่วงที มิใยที่ลูกๆจะบ่นจนปากเปียกปากแฉะว่่า

"ไม่ต้องหรอกม้า พวกเค้าโตกันแล้ว ทำกันเองได้แล้ว" แต่พวกเค้าที่ว่านั้น ในสายตาผู้หญิงวัยเฉียด 60 คนนี้ ก็ยังคือเด้กเล็กๆอยู่เหมือนที่เคยเป็นมา

หม่าม้าเป็นผู้หญิงที่ฉลาดและเก่งมาก จนแน่ใจได้เลยว่า ถ้าเพียงแค่หม่าม้ามีโอกาสได้เรียนสูงๆ เราเชื่อว่า หม่าม้าต้องเอนท์ติดหมออย่างไม่มีข้อสงสัย หม่าม้าสร้างฐานะตัวเองจากไม่มีอะไร แล้วมิหนำสามีเมื่อครั้นที่เพิ่งแต่งงานมาได้ไม่นาน ก็ยังไม่ได้ช่วยดูแลหม่าม้าและครอบครัวเท่าที่ควร แต่หม่าม้าก็ผ่านมาได้ พร้อมกับฐานะที่มั่งคั่งขึ้นชนิดที่ลูกและสามีไม่เคยต้องลำบากอะไรเลย

ทั้งที่หม่าม้าเป็นคนมัธยัสถ์ กว่าจะใช้เงินเพื่อตัวเองได้สักบาท เงินบาทนั้นต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองความจำเป็นมาแล้วหลายชัั้น จนแน่ใจได้ว่าเงินบาทนั้นสมควรแก่การจ่ายออกไป จึงจะเห็นหม่าม้าควักตังค์สักครั้งหนึ่ง ตรงกันข้าม ถ้ามันเป็นความสุขของลูกและสามี หม่าม้าจะตัดสินใจได้่ง่ายกว่านั้นมากมาย

ครั้งหนึ่งเมื่อตอนที่เราเป็นเด็กตัวเล็กๆ และต้องไปอยู่กับยายเป็นการชั่วคราว วันที่หม่าม้ามารับพร้อมปะป๊า หม่าม้าเดินถือตุ๊กตาลิงหน้าตาน่ารักที่สุดเข้ามาหนึ่งตัว นัยว่าเพื่อปลอบใจลูกสาวตัวน้อยและเอาใจ...นี่เป็นภาพที่เราจำติดตาได้ไม่เคยลืม

หรือในอีกหลายๆครั้งที่หม่าม้าไปเที่ยวต่างประเทศกับปะป๊า ลูกๆมักจะได้ของฝากเสมอ เช่นลูกชาย 3 คนก็จะได้รถบังคับไปแบ่งกันเล่น ในขณะที่แม่ลูกสาวคนเดียว จะเป็นคนเดียวจริงๆที่ได้กรรมสิทธิ์ของ 1 ชิ้นโดยไม่ต้องแบ่งกับใคร

หากประเมินคะแนนเทียบเคียงระหว่างความเป็นแม่ที่ดีและลูกที่ดีระหว่างเรากับหม่าม้าแล้ว ต้องบอกว่าหม่าม้าชนะขาดโดยปราศจากข้อกังขา นั่นเพราะหม่าม้าทำหน้าที่ของแม่ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดแล้วจริงๆ

เราไม่เคยสงสัยเลยว่า หม่าม้ารักลูกคนไหนมากที่สุด แต่เราแน่ใจได้เลยว่า หม่าม้ารักลูกทั้ง 4 คนเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็น 30 ปีที่แล้ว 20 ปีที่ผ่านมา 10 ปีที่เพิ่งผ่านไป หรือจะอีก 15 ปีที่ำลังจะมาถึง
เราไม่ลังเลเลยว่า หม่าม้าจะสละชีวิตเพื่อลูกๆได้หรือไม่ ลำพังอย่าว่าแต่ชีวิตเลย แม้จะต้องแลกด้วยอณูที่เล็กที่สุดของจิตวิญญาณ หม่าม้าก็จะไม่ลังเล
และเราก็ไม่เคยผิดหวังหรือเสียใจเลย แม้แต่สักเสี่ยววินาทีเดียว ที่ได้เกิดมาเป็นลูกของหม่าม้า

ในวันนี้ที่เราผ่านชีวิตการเป็นแม่คนมาแล้วกว่า 4 ปี สิ่งหนึ่งที่เราตระหนักชัดคือ ความรักที่หม่าม้าให้เราและพี่น้อง คือความรักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากใจของผู้หญิงคนหนึ่งจริงๆ

ทุกครั้งที่เรานึกไปถึงเรื่อองที่ผ่านมา ที่เคยทำให้หม่าท้าเสียใจ และร้องไห้...ความทรงจำนั้นจะกลายเป็นไฟแผดเผาเราอย่างไม่สิ้นสุดทันที เพราะสิ่งที่เราทำไว้กับหม่าม้า เราบาปเหลือเกิน...และในแต่ละครั้งที่ผ่่านมาของช่วงชีวิต ความตั้งใจที่จะไม่ล่วงเกินหม่าม้า ไม่ทำให้หม่าม้าเสียใจ ก็ไม่เคยจางหายไปจากใจเลย อยู่ที่ว่าในแต่ละครั้งจะทำได้นานแค่ไหน...แต่ดีใจเหลือเกินครั้งนี้ เราควบคุมตัวเองได้แล้ว เราไม่ใช้อารมณ์ทำร้ายหม่าม้ามานานกว่าปีแล้ว ไฟในใจเรามันคงพอจะมอดไปได้บ้างแล้ว...

หากกรรมคือผลแห่งการกระทำ และจะสะท้อนหาผู้ประกอบกรรมนั้นๆ สุดแท้แต่ว่าเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว เราก็เชื่อว่า ตอนนี้กรรมชั่วที่เราเคยทำให้หม่าม้าเสียใจ มันกำลังย้อนกลับมาหาเราอยู่

ไม่ใช่เพราะชีวิตเราล้มเหลว ตรงกันข้ามชีวิตทุกวันนี้ดีเหลือเกิน ดีจนไม่เข้าใจว่าคนที่เคยทำกรรมกับแม่ไว้อย่างเรา ทำไมยังโชคดีมีชีวิตที่เปี่ยมสุขอย่างนี้ได้ นี่กระมังคือกรรมใ นรูปแ บบหนึ่ง เ พราะความทรงจำที่เ คยล่วงเ กินปะป๊าแ ละหม่าม้า เ ปรียบเ หมือนไ ฟที่โ หมไหม้ในใจ เพราะสำนึกผิดในทุกๆการกระทำ อย่างที่ใครบางคนบอกไว้ว่า สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ...และตอนนี้เรากำลังตกนรกในใจของตัวเอง จากความสำนึกในทุกๆบาปที่เคยล่วงเกินบุพการี

เคยตั้งใจว่า หากมีโอกาสจะขอกราบเท้าและล้างเท้าพ่อแม่ เพื่อขออโหสิกรรมที่ลูกคนนี้ได้เคยทำไว้ และจะขอตั้งต้นชีวิตที่เหลือด้วยการเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ ก่อนที่จะไม่มีโอกาสนั้น ถึงแม้ว่าตอนนี้ความตั้งใจนั้นจะยังไม่บรรลุผล แต่ไม่นานนี้หรอก อีกไม่นาน ที่เราจะทำมันให้สำเร็จ

นี่คือคำสัญญาต่อตัวเองของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีอายุครบ 34 ปีวันนี้

สุขสันต์วันคล้ายวันแม่เจ็บท้อง....และขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยช่วยปกปักคุ้มครองดูแลบิดามารดาและครอบครัวของลูกด้วยเถิด...แล้วลูกขอให้คำสัญญาว่า ลูกจะขอเป็นลูกที่ดีที่สุด เท่าที่ลูกจะพึงเป็นได้

นับแต่นี้ และจนกว่าชีวิตลูกจะหาไม่...

รักหม่าม้านะ...



Create Date : 06 เมษายน 2552
Last Update : 6 เมษายน 2552 23:47:32 น.
Counter : 175 Pageviews.

1 comment
"อาม่า" ผู้หญิงที่ถูกทำร้ายจากความรัก....
เคยโหยหาวันคืนเก่าๆกันบ้างมั้ยคะ

ในบางวูบที่ผ่านสถานที่ใดที่หนึ่ง
ในบางอารมณ์ที่ใจถูกกระตุกวูบเพียงแค่นึกความฝันที่เพิ่งละจากมา
และในบางคราที่ปล่อยใจไปกับเพลงบางเพลง

เหมือนอย่่างที่เรากำลังเป็นในตอนนี้

สมัยก่อน เรามักจะฝันบ่อยๆว่า ได้ไปในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน เช่น ลานหญ้าเขียวสดที่อยู่เคียงเนินเขา

ทุ่งดอกไม้แสนสวยที่จนตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าเป็นดอกอะไร

หรือแม้แต่ในบางครั้งที่เหมือนตกจากหน้าผาสูงลิบๆลงมา

ความรู้สึกเหล่านี้ ไม่มีวันมีอะไรแทนที่ได้ในทุกครั้งที่คิดถึง มันเป็นความรู้สึกที่พิเศษอย่างที่ให้บรรยายก็ไม่สามารถทำให้เห็นภาพได้จริงๆ

วันนี้ตอนขับรถกลับบ้าน สถานีเพลงได้เล่นเพลงหนึ่งขึ้นมาที่มารู้ทีหลังว่าชื่อเพลง Best of Me ของ Daniel Powter แล้วบังเอิญจริงๆที่ได้ฟัง 2 ครั้งจากต่างสถานีในช่วงเวลาห่างกันไม่เกิน 10 นาที

กลับบ้านและไปนั่งค้นเพลงนี้จากอินเตอร์เน็ท ที่ที่มีทุกอย่างที่ต้องการจริงๆ แล้วก็ไม่ผิดหวัง แม้จนขณะนี้เพลงนี้ก็ยังเล่นซ้ำๆอยู่ข้างหู คะเนดูแล้วก็คงปาไปไม่ต่ำกว่า 10 รอบ

น่าแปลกที่ทำไมเวลาเราฟังเพลงนี้ เรากลับคิดถึงคุณยายเราที่สุด คิดถึงช่วงเวลาวัยเด็กที่เคยได้ใช้ชีวิตอยู่กับคุณยาย ญาติผู้ใหญ่ที่เรารักที่สุด

และก็เป็นคนคนเดียวกับญาติผู้ใหญ่ที่เราสงสารที่สุด

คุณยายเสียไปเมื่อประมาณเกือบ 4 ปีที่แล้ว ก่อนที่โขนจะเกิดเพียงแค่ 1 เดือนเท่านั้น เคยถามคุณยายว่า อยากได้เหลนผู้ชายหรือผู้หญิง และถ้ายายยังมีชีวิตอยู่ ยายจะรู้ว่ายายสมหวังแล้ว หลังจากที่ยายไม่เคยสมหวังอะไรกับชีวิตมานานมาก

ยายมีลูกทั้งหมด 6 คน ผู้ชาย 3 ผู้หญิง 3 จากการแต่งงาน 2 ครั้ง คุณแม่ของเราเป็นลูกคนโต ที่เกิดจากสามีคนแรก หลังจากที่คุณยายคลอดน้าชายเราคนโต ยายก็เลิกกับคุณตาและมาแต่งงานใหม่กับคุณตาคนเดียวที่เรารู้จักของชีวิต

ยายผ่านความเจ็บปวดในชีวิตมาหลายครั้ง ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคงเป็นตอนที่น้าชาย น้องชายแท้ๆพ่อเดียวกันกับแม่เรายังเป็นเด็ก ยายป่วยและด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยายทานยาซึ่งส่งผลให้น้าชายเราที่ยังกินนมแม่อยู่ต้องพลอยรับยาซึ่งความรุนแรงของยานั้น ส่งผลให้น้าชายเรากลายเป็นคนปัญญาอ่อนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และต้องเวียนเข้าออกศรีธัญญาในอีกหลายช่วงหลายตอนของทั้งชีวิตยายและชีวิตน้าชาย

ก่อนจะมาเสียชีวิตในที่สุด ด้วยการถูกทำร้ายร่างกายจากคนไข้ในสถานบำบัดเดียวกัน เราไม่ได้เห็นยายร้องไห้ตลอดเวลาหรอก แต่ในวันนี้ที่เราเป็นแม่เช่นเดียวกับที่ยายเป็นเราเดาเอาว่า ใจของยายสลายไปแล้ว...

ในบรรดาลูกทั้งหมด หากไม่นับน้าชายที่เป็นปัญญาอ่อน ต้องบอกว่าแม่เราเป็นลูกที่อาภัพที่สุด ในฐานะลูกคนโตและเป็นลูกสาวในครอบครัวจีน แม่ได้เรียนเพียงแค่ ป.4 หากเทียบกับระดับการศึกษาที่คนทั่วไปในสมัยนั้นพึงจะได้ในฐานะลูกสาวคนจีน ก็คงนับว่าไม่เลวนักหรอก แต่บังเอิญมันเลวมาก เมื่อเทียบกับพี่น้องต่างบิดาของแม่ที่เหลือ

น้องสาว 2 คนของแม่จบระดับ ปวช. ทั้งคุ่ ในขณะที่น้องชายคนโตจบ ปวช. และน้องชายคนเล็กคนซึ่งยายรักที่สุด และก็ทำร้ายยายได้มากที่สุด จบมัธยมปลายจากเตรียมอุดมน้อมเกล้า ก่อนจะบินไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ

อ่านมาถึงตรงนี้ คงพอเข้าใจได้แล้วใช่มั้ยคะว่าทำไมเราถึงบอกว่าแม่อาภัพที่สุด

ทั้งๆที่เราเข้าใจยาย ผู้หญิงม่ายจากครอบครัวคนจีนที่ต้องแต่งงานใหม่ ใช้ชีวิตคู่กับผู้ชายคนที่สองของชีวิตพร้อมกับลูกติดเล็กๆ 2 คน เท่าที่เค้ายอมรับยายแต่งงานในฐานะภรรยา ก็นับว่ายายได้รับการยกย่องมากพอตัวอยู่แล้ว ฉะนั้น ยายไม่พึงจะเรียกร้องสิทธิอะไรให้แก่ลูกเล็กๆ 2 คนอีก

แม้จะบอกว่าแม่เป็นลูกที่อาภัพที่สุดในบรรดาลูกทุกคนของยาย แต่แม่เป็นคนเดียวที่ไม่เคยก่อปัญหาให้ยายเลย เป็นคนเดียวจริงๆที่คอยดูแลยายทั้งด้านร่างกายและความรู้สึก

น้องสาวคนโตของแม่ ลูกสาวคนที่สองของยาย เริ่มชีวิตหลังเรียนจบด้วยการหนีตามผู้ชาย ก่อนจะพากันกลับมาขอขมาเมื่อเริ่มตั้งท้องลูกคนแรก และก่อนจะจบชีวิตคู่หลังมีลูกสองคนในอีกแค่ไม่กี่ปีต่อมา

น้องสาวคนเล็กของแม่หรือลูกสาวคนเล็กของยาย คนที่น่าจะมีชีวิตสมบูรณ์ที่สุดในบรรดาลูกทุกคน เพราะความสวยและมีหนุ่มมารุมจีบมากมาย เป็นคนที่ยายและตาหวังจะให้เป็นหน้าเป็นตา เป็นความภาคภูมิใจในฐานะลูกสาว แต่น้าสาวคนเล็กก็ฉีกความฝันทุกอย่างของยายและตาลง เมื่อตัดสินใจปิดฉากชีวิตคู่กับสามีจอมเจ้าชู้ที่รวยและเป็นความภูมิใจของตาและยายมาตลอด จนถึงทุกวันนี้ หากวิญญาญยายยังรับรู้ ความเป็นไปของน้าสาวคนเล็กคืออีกปัจจัยหนึ่งที่ยายคงยังไม่อาจสงบสุขได้เลย แม้ในทุกๆเสี้ยววินาที

น้องชายคนโตต่างบิดาของแม่หรือลูกชายคนแรกจากการแต่งงานครั้งใหม่
เริ่มต้นชีวิตจากความช่วยเหลือของตาและยาย ก่อนจะรวยมากขึ้นจากการ โกงพ่อกับแม่เรา และเพราะชีวิตมันไม่ง่ายอย่างนั้น และคำว่า "กรรม" ก็ยังส่งผลสะท้อนต่อผู้กระทำเ สมอ ชีวิตต่อจากนั้น จากวันที่โกงพี่สาว จึงกลายเป็นชีวิตที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง น้าชายคนนี้ในยามมี รถขั้นต่ำๆที่ใช้คือเมอร์ซิเดส และบีเอ็ม เท่านั้น แต่ในยามไร้ อย่าว่าแต่พาหนะราคาแพงเลย ชีวิตตัวเองก็ยังแทบรักษาไม่อยู่ จนต้องหนีไปกบดานที่อื่นอยู่นานนับปี ก่อนจะกลับมาเป็นผู้เป็นคนก็เพียงไม่นานนี้เอง

น้องชายคนเล็ก ลูกชายคนสุดท้องที่ยายรักนักรักหนา ความหวังสุดท้ายหลังจากหัวใจดวงอื่นๆของยายได้ทำลายทุกๆความฝันของยายป่นปี้ไปแล้ว คนที่ยายหวังจะฝากชีวิตไว้จนลมหายใจสุดท้าย...แต่กลับเป็นลูกที่ไม่แม้แต่จะมางานศพแม่ตัวเอง

ช่วงท้ายๆของชีวิต หลังจากที่เริ่มเดินไม่ได้จากหลายๆโรคที่กำลังกัดกินร่างกายยาย ยายได้ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับลูกชายคนเล็กที่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นานและมีลูกเล็กๆ 2 คน ในหมู่บ้านจัดสรรราคาแพง ท่ามกลางคนดูแลและบริวาร และหนึ่งในนั้นคือลูกที่ยายรักที่สุด ชีวิตยายนับแต่นั้นควรจะมีความสุขที่สุดแล้ว เพราะนี่ไม่ใช่หรือคือความหวัง ความฝันง่ายๆของผู้หญิงแก่คนหนึ่ง...การได้ใช้ช่วงชีวิตสุดท้ายกับลูกชายที่รักที่สุดและหวังจะฝากผีฝากไข้ด้วย

ไม่นานจริงๆหลังจากยายย้ายไปอยู่กับน้าชายคนเล็ก ที่อาการยายจะเริ่มไม่ดีขึ้นเรื่อยๆจากโรคไตและเบาหวาน ก่อนจะเลวร้ายจนถึงขั้นยายหกล้ม และต้องเข้ารับการผ่าตัดสะโพกด่วน และนั่นเป็นครั้งสุดท้่ายที่ยายได้มีลูกชายคนเล็กอยู่ในชีวิต

จากความหวังที่จะได้รับการดูแลจากลูกชายที่ประคบประหงมมาตลอด สิ่งสุดท้ายที่ยายได้ คือการนอนตายอย่างเดียวดายในห้องรวมของโรงพยาบาล

นี่เป็นสิ่งที่เราไม่เคยเข้าใจลูกๆทุกคนของยาย แม้แต่แม่เราจนทุกวันนี้ ....

2 ใ น 5 คนของลูกยายทั้งหมด มีฐานะที่ดีมาก จัดเข้าขั้นเศรษฐีและหนึ่งในนั้นคือแม่เรา แต่ทุกคนไม่มีใครใส่ใจที่จะส่งยายไปอยู่ห้องเดี่ยว ให้ได้รับการดูแลที่พิเศษกว่านี้

ลูกสาวคนโต ก็คิดว่า ตัวเองแต่งออกแล้ว มันควรเป็นหน้าที่ของลูกชายไม่ใช่หรือ ในเมื่อนี่คือขนบของคนจีน

ลูกสาวคนรอง ก็คิดว่า พี่สาวคนโตว่าไงก็ว่าตามกัน

ลูกสาวคนเล็ก อย่าว่าแต่การช่วยการรักษายายเลย แค่ดูแลตัวเองให้รอด มีลมหายใจต่อไปได้อย่างมีความสุขและมีความหวังในทุกๆวัน ก็ประเสริฐที่สุดแล้วสำหรับยาย

ลูกชายคนโต ไม่ต้องมาดูแลยายหรอก เอาแค่ดูแลตัวเองและครอบครัวให้ได้ ไม่ต้องหลบหนีใครอีกต่อไป ยายก็ตายตาหลับแล้ว

ลูกชายคนเล็ก แค่คำกล่าวอ้างว่าทะเลาะกับแม่ ถึงขั้นไม่มาดูดำดูดีแม่ที่อุ้มท้องและเลี้ยงดูมา 40 กว่าปี ใช่คำกล่าวอ้างที่คู่ควรกับความรัก หัวใจรักของแม่แล้วละหรือ จนแม้วันสุดท้ายก่อนที่ความตายจะพรากยายไปจากเรา และทำให้วาสนาและความผูกพันของยายและเราจบสิ้นกันเพียงแค่นี้ในชาตินี้ เราก็ยังไม่เคยเห็นแม้แต่เงาของน้าชายคนเล็ก

จนวันที่ยายนอนตายคนเดียวเงียบๆที่โรงพยาบาล ไม่มีแม้แต่เลือดเนื้อเชื้อไขที่เคยอุ้มท้องมาแม้แต่คนเดียว จับมืออยู่ข้างกาย ส่งลมหายใจสุดท้ายให้ยายไปสู่สุคติ

งานศพถูกจัดขึ้นตามประเพณีจีน ลูกสาวร้องไห้ ลูกชายตาแดง และหลานสาวที่ท้องแก่ที่เพียงแค่เห็นรูปตั้งหน้าศพยายก็ร้องไห้ได้ตลอดเวลา กับคำถามที่ไม่เคยมีใครตอบให้ได้ว่า ทำไมชีวิตถึงทำร้ายยายได้มากขนาดนี้

ชั่วแวบแรกที่รู้ข่าวการจากไปของยาย นึกดีใจที่ยายจะไม่ต้องมารับรู้ความโหดร้ายที่โชคชะตาทำเอาไว้กับยายอีกต่อไปแล้ว แต่อีกชั่วขณะหนึ่งที่่นึกเสียใจแทนน้าชายคนเล็ก...น้าจะรู้ไหมว่า ไม่ได้ฆ่าก็เหมือนฆ่าแม่ของตัวเอง เพราะจริงๆแล้วที่ยายจากไปเร็วก็เพราะตรอมใจ มากกว่าความทรมานที่ร่างกายได้รับ

เจ็บปวดจากเลือดในอก คือความเจ็บที่ไม่มีความเจ็บใดๆในโลกมาแทนที่ได้

วินาทีที่ยายจากไป ไม่มีโอกาสที่น้าชายจะได้ไถ่โทษอีกแล้ว...ไม่มีแล้วจริงๆ

หลังจากยายเสียได้ไม่นาน เรายังคงฝันถึงยายอยู่เรื่อยๆ ในสภาพที่ยายดูมีความสุข คงเพราะความเป็นไปของมนุษย์โลก และมนุษย์ที่ได้ชื่อว่าลูก จะไม่มีผลใดๆกับยายอีกต่อไปแล้ว

จริงเหรอจ๊ะยายจ๋า...ยายทิ้งความรู้สึกและสถานภาพของแม่ที่มีลูกล้มเหลวกับชีวิตได้จริงเหรอจ๊ะ ยายไปโดยไม่ห่วงได้จริงๆหรือ ยายไม่อนาทรต่อความผูกพันที่ก่อเกิดในชาตินี้จริงๆละหรือ

ยายคงอยากตอบคำถามหลานสาวคนนี้ คนที่ยายเคยบอกกับลูกสาวว่า
"เป็นหลานที่รักที่สุด" แต่ยายไม่มีโอกาสได้ตอบอีกต่อไปแล้ว แต่ยายรู้ใช่มั้ยว่าเฮี้ยงยังคิดถึง ยังร้องไห้ได้อยู่เสมอ

ฝันที่เห็นยายสวยงาม เป็นเพียงคำปลอบใจไม่ให้คิดมากจากยายใช่มั้ย
ฝันที่เห็นรอยยิ้มยาย คือข้อความที่ยายอยากฝากบอกไปถึงลูกๆของยายใช่มั้ย
ฝันที่เห็นหน้ายายเปี่ยมสุข คือ ถ้อยคำแทนคำว่า "ไม่ต้องห่วงอาม่าอีกแล้ว" อย่างน้ันใช่มั้ย

เฮี้ยงควรจะมีความสุขใช่มั้ยม่า...แต่ทำไมน้ำตาเฮี้ยงยังไหลไม่หยุดอยู่เลย แม้จนขณะนี้....

คืดถึงอาม่านะ...


Daniel powter - best of me -



Create Date : 24 มีนาคม 2552
Last Update : 25 มีนาคม 2552 10:29:17 น.
Counter : 106 Pageviews.

3 comment
"พระพรหมไว้หนวด" เรื่องเล่าถึง "พ่อ" ผู้เป็นที่รัก
เปล่าค่ะ ดิชั้นไม่ได้เป็นนางฟ้านางสวรรค์มาจากไหน ถึงได้มีพ่อเป็นพระพรหม แต่ที่เปรียบเทียบอย่างนี้ เพราะอะไรรู้มั้ยคะ

ใครตอบได้ ให้ยืมลูกชายไปเลี้ยง 15 ปี...

เฉลยให้ก็ได้ เพราะกลัวจะไม่มีใครกล้าตอบ ที่ตั้งชื่อบล็อคอย่างนั้นก็เพราะ ใครก็ไม่รู้ช่วงเปรียบเปรยว่า "พ่อแม่เป็นพระพรหมของลูก" นั่นแหละ สาเหตุการอัพเกรดพ่อผู้หนวดเฟิ้มของดิชั้นขึ้นเป็น "พระพรหม" ได้อย่างรวดเร็วทันใจ โดยไม่ต้องติดสินบนพระอินทร์อีกต่างหาก

ที่มาของการตั้งกรุ๊ปบล็อคนี้ ก็มาจากว่า ดิชั้นเคยนั่งนึกในวันนึง (ว่างนั่นแหละ..) ว่าจริงๆแล้วหนา ตัวเราน้น ก็มีผู้ชายผ่านเข้ามาในชีวิตเยอะแยะไปหมด ทั้งผ่านมาเพื่อถามทาง ทั้งผ่านมาเพราะชอบใจในความกวนส้น ทั้งผ่านมาเพราะรู้สึกยัยนี่เป็นพวก "ตลกนำความสววย" ที่ตอนนี้พัฒนาไปจนถึงขั้น "ตลกเพียวๆ ความสวยก็ไม่เหลือ" แล้วอีกต่างหาก หรือจะเพราะผ่านมาเพราะหลงผิด คิดได้ว่าแม่คนนี้น่าจะเหมาะแก่การเป็นแม่พันธุ์

นับนิ้วดูแล้ว ก็ไม่ใช่น้อยๆ ถึงขั้นต้องไปยืมนิ้วคนข้างบ้านมาช่วยนับต่อ แต่ไอ้ครั้น จะเริ่มต้นความทรงจำถึงผู้ชายในคอลเล็คชั่นโดยไม่ผ่านการ "ปฐมบท" ถึงเฮียกอร์ดอนเลยก็กระไรอยู่

เปล่าอีกนั่นแหละค่ะ พ่อดิชั้นไม่ได้ชื่อ "เฮียกอร์ดอน" แต่อย่างใด หากแต่นั่นเป็นชื่อสมัญญานามที่เพื่อนๆสมัยมัธยมปลายพร้อมใจกันตั้งให้ และเรียกแทนคำว่า "พ่อไอ้เฮี้ยง" นัยว่า เพื่อไม่ให้พ่อรู้ตัวเวลาจะนินทา

ทำไมต้องเป็นกอร์ดอน? เออ ข้อนี้สงสัยมานานแล้วเหมือนกัน ว่าจะตั้งกระทู้ถามแม่เพื่อนรักคนตั้งชื่อคนนี้อยู่เหมือนกัน ว่าทำไมไม่เป็น "เฮียโจอี้" "เฮียโรเบิร์ต" "เฮียแบรด" หรือ "เฮียซอว์เยอร์" ทำไมต้องเป็นกอร์ดอน...

ตอบชั้นหน่อยสิวะ "เจอร์เกนส์" (น.) ชื่อเพื่อนรักในสารบบคนสุดท้าย ที่ยังทนคบดิชั้นอยู่ เดี๋ยวรอว่างๆก่อน จะมาเผาแม่คนนี้ตะหากเป็นอีกบล็อค

เมื่อนึกได้ว่าเราควรจะอัญเชิญ "เฮียกอร์ดอน" มาเจิมบล้อคโดยไม่ต้องรู้ตัวก็ได้ในฐานะ "พระพรหมของลูก สาขาผ่ายชาย" บวกกับไรหนวดเขียวครื้มที่เห็นมาตั้งแต่ยังทีนเท่าฝาหอย จึงเป็นที่มาของชื่อบล็อคในวันนี้

"เฮียกอร์ดอน" หรือ พ่อ ในความทรงจำของดิชั้น คือผู้ชายหน้าดุที่แอบหล่อ (เข้าข้างพ่อไว้ก่อน เพราะมีคนบอกดิชั้นหน้าเหมือนพ่อ รับรอง ถ้าใครบอกดิชั้นหน้าเหมือนแม่ด้วย ก็จะแปลว่า แม่ดิชั้นสาวๆสวยชัวร์ คอนเฟิร์ม!) มีวินัยเคร่งครัด ห่วง หวงลูกไม่แพ้เฮียไหนๆ และดุไม่เป็นสองรองใครในซอย

ความดุของปะป๊านั้น เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาและโจทก์จันไปทั่วร้อยเอ้ดเจ็ดย่านน้ำ ตราบเท่าที่คอนเน็คชั่นดิชั้นและพี่น้องจะไปถึง ยกตัวอย่างความดุก็เช่น

- ลูกๆต้องเข้านอนตอน 2 ทุ่ม การ์ตงการ์ตูนอย่าได้หวังจะดู ละเม็งละครยิ่งเป็นอันเลิกนึกไปได้เลย


- ไม่อนุญาตให้ลูกไปเล่นนอกบ้าน นัยว่าห่วงความปลอดภัย ทั้งที่สมัยนั้นบ้านก็ไม่ได้อู่จี๊ขนาดต้องกลัวคนมาลักพาตัวเรียกค่าไถ่ ขอบเขตการเล่นที่อนุญาตเต็มที่คือ "หน้าบ้าน" โถๆๆๆๆๆ พ่อจ๋า แล้วมันจะสนุกอาร๊ายยยย เพระแต่ละกิจกรรมสุดฮิตของเด็กนั้น ล้วนต้องการพื้นที่มากกว่า 10 ตรว. ทั้งสิ้น
- ไม่อนุญาตให้ลูกคบเพื่อนซี้ซั้ว ที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ ดิชั้น ค่ะ เพื่อนๆดิชั้นนี่ ต้องผ่านการสกรีนของปะป๊าทุกคน จนถึงกับว่า ถ้าจัดทำเป็นอัลบั้ม "เพื่อนยอดนิยม" แล้วให้พ่อจิ้มเลือกว่าจะให้คบคนไหนได้บ้าง พ่อดิชั้นคงทำไปแล้ว
เกณฑ์การคัดเลือกผู้เข้ารอบเพื่อนรักของลูกสาวก็ไม่มากมายอะไรค่ะ คือ
1. ต้องไม่แรด (กว่าลูกสาว) เพราะแค่ความแรดที่ปรากฎผ่านเลือดเนื้อเชื้อไขสายตรงคนนี้คนเดียว พ่อก็แทบกัดลิ้นกลั้นใจตายอยู่แล้ว ฉะนั้นพวกเพื่อนๆที่แรดจนออร่าสาด เลิกคิดจะได้เข้ามาอยู่ในชีวิตดิชั้นได้เลย
2. ต้องไม่ขยันชวนลูกสาวของพ่อไปไหนๆ ที่ๆเดียวที่พ่อเห็นดีเห็นงามที่จะให้ลูกสาวไปได้คือ "บ้านตัวเอง" โธ่พ่อ! อย่างนั้นน่ะเค้าเรียก "อยู่" ไม่ได้เรียกไป
3. ถ้าเรียนเก่งได้จะดีมาก โดยเฉพาะถ้ามียันต์เกรดเฉลี่ย 4.00 แปะหน้าได้ พ่อจะเอ็นดูเป็นพิเศษ (กว่าลูกสาวอีกต่างหาก)
- ไม่อนุญาตให้ลูกกลับดึก โดยเฉพาะลูกสาวอีกแล้ว..เอาเป็นว่า ซีนที่ดิชั้นเคยเจอคือ
ครั้งที่ 1 สมัยเรียน ม.ต้น มีช่วงนึงอยากเป็นนางเอกเรื่อง "ลองของ" กับพ่อตัวเอง เลยลองกลับผิดเวลา เท่านั้นล่ะ ไม่นานเท่าไหร่ที่ดิชั้นจะได้เซอร์วิสพิเศษจากพ่อเป็น การย่องมาแอบสอดส่องพฤติกรรม เรื่อยไปจนถึง "จ้างคนมารับ" โดยเฉพาะ ...ฮิโซวมั้ยเล่า ท่านผู้ชม มีคนขับรถส่วนตัวตั้งแต่ ม.3
ครั้งที่ 2 สมัยเรียน ม.ปลาย โรงเรียนเลิก 3 โมงกว่าๆ ถ้าช่วงไหนกลับบ้านเลยห้าโมงครึ่งติดกันหลายวันเกินไป "บริการรถส่วนตัว" จะตามมาหลอกหลอนถึงที่ในไม่ช้าไม่นาน
ครั้งที่ 3 สมัยเรียนมหาลัย - ทำงาน เวลาตอกบัตรเข้าบ้านดิชั้นคือ "ไม่เกิน 4 ทุ่ม" เลทกว่านั้น อาจเจอป๊ามายืนหนวดเฟิ้มรออยู่หน้าปากซอยได้
- ไม่อนุญาตให้ลูกค้างคืนนอกบ้าน โดยเฉพาะแม่ลูกสาวคนเดียวอีกแล้ว และนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมประเทศไทยของดิชั้น เมื่อตอนเริ่มรู้จักกับสามีถึงเล็กชิบเป๋งเลบ

ใช่ว่าจะดุเป็นที่เลื่องลือ เรื่องความรักลูกก็ไม่เป็นสองรองใครเหมือนกัน ในความทรงจำที่ดิชั้นจำได้คือ ป๊าไม่เคยเที่ยวไหนโดยไม่มีลูกหรือเมีย ป๊าไม่กินเหล้าเมายากับเพื่อนๆ เวลาหลังจากพระอาทิตย์ตอกบัตรกลับบ้าน คือเวลาของครอบครัวทั้งหมด

และป๊าเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ดีมากคนหนึ่ง ย้อนไปเมื่อสัก 30 ปีก่อน กับผู้ชายคนนึงที่จบการศึกษาแค่ ป.4 และมาจากครอบครัวที่ยากจน แต่ป๊ากลับมีวิสัยทัศน์ในการเลี้ยงลูกแบบน่าเอาอย่าง เช่น
- ป๊าเป็นคนสั่งน้ำส้มไบเล่ติดบ้านไว้ให้ลูกกิน นัยว่า เค้าเชื่อว่าลูกจะได้แข็ง
แรง
- ป๊าเป็นคนสั่งซื้อน้ำมันปลา ที่ในยุค 30 ปีก่อนยังแทบไม่ค่อยมีคนรู้จัก มาบังคับให้ลูกกิน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเกี่ยวหรือไม่ แต่ดิชั้นเป็นคนที่ความจำดีมากๆ คนหนึ่ง (ลองเอาเลขบัตรเครดิตมาจิ เดี๋ยวจะทดสอบให้ดู)
- ป๊าเป็นคนสนับสนุนทุกเรื่องที่เกี่ยวกับการเรียน ไม่ว่าจะเรียนพิเศษ หรือการซื้อหนังสือหนังหาตำราเรียน ป๊าสะกดคำว่า "งก" กับหัวข้อนี้ไม่เป็นเลย

อีกอย่างหนึ่งที่ควรจะต้องพูดถึงอย่างมากๆคือ ดิชั้นกับพ่อมีนิสัยและรสนิยมที่เหมือนกันจนแทบจะเรียกว่า ราวกับโคลนกันออกมา อะไรบ้างเหรอคะที่เหมือนกัน
1. ดิชั้นดุเหมือนป๊า
2. ดิชั้นเป็นคนขี้หงุดหงิดเหมือนปา
3. ดิชั้นเป็นคนขี้รำคาญเหมือนป๊า
4. ดิฉันเป็นคนขี้วีนเหมือนป๊า
5. ดิชั้นเป็นคนระเบียบจัดเหมือนป๊า จัดว่าเนี๊ยบนะคะ ไม่ได้จัดว่ารก
6. ดิชั้นเป็นลูกคนเดียวที่ถนัดซ้ายเหมือนป๊า
7. ดิชั้นเป็นลูกที่มีรสนิยมในการเลือกของ หรือให้ความสำคัญกับความสวยงามเหมือนป๊า...ข้อนี้ต้องขยาย... เชื่อมั้ยคะว่าตั้งแต่เด็กๆ คนที่ช่วยเลือกดูคอสตูมให้ลูกสาวเวลาซื้อเสื้อผ้าใหม่ประจำปี คือพ่อดิชั้นค่ะ หาใช่แม่แต่อย่างใด แม่รู้จักอย่างเดียวคือการหาตังค์ เรื่องแต่งตงแต่งตัว มองข้ามแม่ไปได้เลย
8. ดิชั้นเป็นคนชอบเทคแคร์คนเหมือนป๊า เรียกว่ามีสโลแกนคู่กันของพ่อลูกคู่นี้คือ "หัวใจของเราคือบริการ"

แค่ 8 ข้อนี่ก็คงเยอะพอจะเป็นเหตุสนับสนุนความเชื่อที่ว่า พ่อเหม็นหน้าดิชั้นแล้วล่ะค่ะ ค่าที่เหมือนกันจนเกินไป เหมือนแม่เหล็กขั้วเดียวกันต้องผลักกันออกยังไงอย่างงั้นเลยทีเดียว

จริงๆเรื่องราวถึงป๊า คงไม่อาจเล่าได้ในความยาวแค่ไม่กี่บรรทัด เพราะดิชั้นมีพ่ออยู่ในชีวิตมาแล้วมากกว่า 30 ปี อยู่แบบเจอหน้ากันทุกวันทุกคืน (เพราะป๊าไม่ให้ไปค้างไหน) จนมาแยกกันกับป๊าครั้งใหญ่ในชีวิตคือตอนแต่งงาน ที่ดิชั้นต้องย้ายออกมาอยู่บ้านสามี จำได้ว่า 3 วันแรกที่ย้ายมาอยู่กับสามีนั้น เผลอเป็นร้อง (ร้องไห้ค่ะ ไม่ได้ร้องอย่างอื่น) จนสามีละเหี่ยใจร่ำๆอยากจะส่งคืน แต่ก็ติดที่สนธิสัญญาผู้ร้ายข้ามแดน ที่เผลอเซ็นไปแล้ว ตอนนั้น ดิชั้นเรียกตัวเองว่าอยู่ในช่วง Culture Shock เพราะไม่เคยจากบ้านเป็นการถาวรอย่างนี้ ในขณะที่ฝั่งป๊านั้น ได้ข่าวว่า ปิดซอยเลี้ยงฉลองกันทีเดียว ค่าที่สามารถหลอกขายลูกสาวให้หนุ่มหนวดหน้าโง่รายใหม่ได้แล้ว

และก็ยังเลี้ยงฉลองไม่เสร็จจนบัดนี้เลยเชียวค่ะ....




Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2552 23:58:52 น.
Counter : 89 Pageviews.

0 comment

คนที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้ว่าใคร
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 12 คน [?]



แม่ลูก 2 ที่กลัวการเป็นแม่ลูก 3 อย่างยิ่ง และ ผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลก ที่สามารถหลอกผู้ชายที่ดีที่สุดในจักรวาลมาเป็นคู่ชีวิตได้ ล่าสุด...ผู้หญิงหลากฝัน ที่ยังไม่สามารถจัดการกับเวลาของตัวเองได้..ฮ่วย!
White border erased BG Bullet