Smiley"Ohana means family. Family means no one gets left behind."Smiley
Group Blog
 
All blogs
 

สิกขิม ดินแดนไร้ที่ราบ อ้อมกอดหิมาลัย ภาคจบ



วัดรุมเต็ก (Rumtek)
เป็นวัดศาสนาพุทธที่ใหญ่ที่สุดในสิกขิม ตั้งอยู่บนเนินเขาสูง 1,550 เมตร จากระดับน้ำทะเล  วัดรุมเต็ก ที่เห็นในปัจจุบันคือวัดรุมเต็กใหม่เป็นวัดที่ได้สร้างขึ้นเมื่อทศวรรษที่ 1961 โดยท่าน รางจุง ธิงเปย์ ดอร์จี สังฆนายกองค์ที่ 16 แห่งสายย่อย-การ์มา เป็นศูนย์กลางการเรียนการสอนธรรมะ 









ดอกไม้น่ารักๆ ที่เจอที่วัด




วันนี้ต้องเดินทางไกลอีกละ ก็ต้องถึงมืดเป็นธรรมดา 

ดาร์จีลิ่ง (Darjeeling) เป็นเมืองตากอากาศ
ตั้งอยู่บนแนวสันเขาที่ความสูง 2,134 เมตร จากระดับน้ำทะเล รู้จักกันโดยทั่วไปว่า “ราชินีแห่งขุนเขา” เป็นเมืองรีสอร์ตที่มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี และไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของเมือง ก็สามารถมองเห็นเทือกหิมาลัยทอดตัวยาวเหยียด โดยเฉพาะยอดกันเช็งจุงก้าอันสูงตระหง่านและถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวตลอดทั้งปี

คำว่า ดาร์จีลิ่ง มีรากฐานมาจากภาษาทิเบตคือคำว่า “ดอร์เจลิง” คำว่า “ดอร์เจ” (Dorja) หมายถึง สายฟ้า คำว่า “ลิง” (ling) หมายถึง สถานที่ ดาร์จีลิ่ง จึงหมายถึง ดินแดนแห่งสายฟ้า

ชื่อเสียงของดาร์จีลิงนั้น เป็นที่รู้จักกันดีไปทั่วโลกว่า เป็นแหล่งปลูกและผลิตชาที่ดีที่สุดในโลก ก่อนที่อินเดียจะได้รับเอกราชจากอังกฤษนั้น ดาร์จีลิ่งเป็นรัฐอิสระที่ยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอินเดีย และเคยตกอยู่ภายใต้การดูแลของสิกขิมและอังกฤษ โดยอังกฤษได้พัฒนาดาร์จีลิงให้เป็นเมืองตากอากาศ และเมืองศูนย์กลางการค้าอีกแห่งหนึ่งในทำการค้าขายกับทิเบต

ดาร์จีลิ่ง เป็นเมืองที่ผสมผสานความเจริญของโลกตะวันตกที่แผ่ขยายมาในช่วงอินเดียตกเป็นอาณานิคมของสหราชอาณาจักร บ้านเมืองจึงเต็มไปด้วยตึกรามและอาคารบ้านเรือนที่สร้างตามไหล่เขาในสไตล์ยุโรป แต่บรรยากาศยังคงพลุกพล่านเบียดเสียดยัดเยียดแบบอินเดีย และแซมด้วยวัดแบบทิเบตที่ประยุกต์แล้ว มีศูนย์กลางการศึกษาของชาวอังกฤษที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน






แต่จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่ไร่ชา อิอิ
วันนี้ต้องตื่นตั้งแต่ตีสาม เพื่อขึ้นเขาไปยังจุดชมวิว

ไทเกอร์ฮิล (Tiger Hill)
เป็นจุดชมวิวยอดฮิตทางตอนใต้ของเมืองดาร์จีลิ่ง อยู่ห่างออกไปประมาณ 11 กิโลเมตร เป็นจุดชมวิวที่สามารถดูยอดเขาคันชังจุงก้าได้ชัดเจนสวยงามมากที่สุด

คนมหาศาลทำให้เราต้องรีบขึ้นไปจองที่ แต่ก็ยังไม่ทัน อิอิ



เพราะงั้นก็ขออนุญาตแทรกๆ กันไป ใครดีใครได้


การรอคอยอันแสนยาวนาน ต้านลมหนาว แสงทองค่อยๆ จับขอบฟ้า


ตะวันขึ้นแล้ว รอยยิ้มยิ่งเปิดกว้าง แต่ทุกคนหันไปยังฝั่งตรงกันข้าม
จุดมุ่งหมายเดียวกัน คือการได้รอดูแสงแรกของตะวันที่ตกกระทบยอดเขา
ยอดเขาคันชังจุงก้า (Khanchendzonga) ที่สูง 8,598 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ที่ถือว่ามีความสูงอยู่ในอันดับ 3 ของโลก รองจากเอเวอร์เรสต์ และเค 2 ในเนปาล

เป็นยอดเขาสูงที่สุดในแถบเทือกเขาหิมาลัยในด้านอินเดียตะวันออก ชาวสิกขิมให้ความเคารพนับถือเทือกเขาคันเซ็งฌองกาเป็นเทือกเขาศักดิ์สิทธิ์





เหมือนงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ต่างคนต่างแยกย้ายกันกลับ

ที่ไหนของเมืองดาร์จีลิ่ง ก็มองเห็นได้


ไฮไลท์อีกอย่างก็คือ ทอยเทรน (Toy Train)
ทางรถไฟสายเล็กๆ นี้มีชื่อเต็มว่า “ดาร์จีลิ่งหิมาลายันเรลเวย์” (Darjeeling Himalayan Railway) ที่เรียกว่า ทอยเทรน เพราะเป็นรถไฟขนาดเล็กที่ใช้เครื่องจักรไอน้ำแล่นบนรางเล็กพิเศษเช่นกัน จึงทำให้ดูคล้ายรถไฟของเล่น สร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1879-1881 โดยใช้ระบบเครื่องจักรไอน้ำ ปัจจุบันเป็นหนึ่งในทางรถไฟภูเขาเพียงไม่กี่เส้นทางของอินเดียที่ยังเปิดให้บริการอยู่แล่นระหว่างดาร์จีลิ่งไปยังเมืองสิลิกูริ และองค์การยูเนสโกยังได้ประกาศให้ทางรถไฟสายดาร์จีลิ่งหิมาลายันเรลเวย์นั้นเป็นมรดกโลก




วิวเขียวๆ ในไร่ชาสักใบ
ขออำลาทริปสิกขิม ไปด้วยรอยยิ้มของสาวน้อยทั้งสองคะ


ขอบคุณที่แวะเข้ามาชมกันคะหัวใจ




 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2557 15:17:35 น.
Counter : 870 Pageviews.  

สิกขิม ดินแดนไร้ที่ราบ อ้อมกอดหิมาลัย ภาคแรก

สิกขิม (เทวนาครี: सिक्किम; ภาษาทิเบต: འབྲས་ལྗོངས་; Sikkim)

คือรัฐหนึ่งทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย มีพื้นที่ติดต่อกับ เนปาล ทิเบต จีน และภูฏาน

เป็นรัฐที่เล็กที่สุดเป็นอันดับสองรองจากรัฐ “กัว” หรือ “โคอา” (Goa) ในประเทศอินเดีย มีพื้นที่ทั้งสิ้น 7,098 ตารางกิโลเมตร และมีเมืองหลวงชื่อว่า“กังต็อก” (Gangtok) ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุด (ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของสิกขิม) 

หลายคนถามไปทำไมอินเดีย มีอะไรน่าดูหรือ
ก็ถ้าได้ไปแล้วคุณก็จะรู้

เลยถือโอกาสนี้เอารูปมาฝากกันคะ
แบบว่าไม่ได้แวะมาที่นี่นานแสนนานแล้ว
ขอบคุณข้อมูลจากกูเกิล

จุดเริ่มต้นการเดินทางก็เครื่องออกตีสี่จากสนามบินสุวรรณภูมิ แบบว่าตื่นเต้น ทำงานเสร็จก็ไม่ต้องนอนกันเลย เรียกว่าเดินทางกันตั้งแต่มืดยันเช้าอีกวัน เลยส่องรูปบนเครื่องมาสักแชะนึง

จากกรุงเทพฯ เราต้องเดินทางไปลงที่สนามบินกัลกัตตา แต่นี่ก็ยังไม่ถึงนะ เพราะไม่มีเครื่องบินตรง ต้องนั่งรถต่อเครื่องไปลงที่สนามบินบักโดกรา เมืองสิริกุริ อีกทีคะ ไหนๆ ระหว่างรอก็เก็บภาพไปเรื่อยๆ คะ

ภาพนี้คือด้านนอกของสนามบินกัลกัตตา



แท็กซี่สนามบิน สีเหลืองๆ เป็นระเบียบดีทีเดียว


ระหว่างที่รอ
เราต่อเครื่องมาสนามบินบักโดกรา แต่นี่ก็ยังไม่ถึงจุดหมายนะคะ เพราะวันนี้เราจะไปค้างที่เมืองกังต็อก(Gangtok)   ซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐสิกขิม

เราต้องนั่งรถกันไปอีกประมาณ 5 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย เพราะเส้นทางที่เราผ่านนั้น มีทั้งตัวเมือง หมู่บ้าน ป่าไม้ ภูเขา เรียกว่าไต่ระดับขึ้นไปเรื่อยๆ คะ เส้นทางบนภูเขานั้น ผ่านมาแล้วลูกแล้วลูกเล่า ผ่านแม่น้ำ ผ่านลำธาร ข้ามสะพาน ข้ามเขา สลับกันไปเรื่อยๆ แล้วถนนก็แคบ เต็มไปด้วยฝุ่น เพราะตลอดทางมีการซ่อมทาง รถก็วิ่งสวนกันตลอดเวลา ถนนแคบแค่ไหนก็ลองนึกว่าแบบหายใจรดต้นคอกันเลยทีเดียว นับถือคนขับรถเลยจริงๆ เพราะถ้าพลาดนิดเดียวข้างล่างนั่นก็เหวดีๆ นี่เอง

วันนี้เดินทางกันทั้งวัน ถึงกังต็อกก็มืดค่ำกันพอดี ได้ทานข้าวเย็นก็ประมาณ 3 ทุ่มเศษๆ นับกันเองแล้วกันคะว่าวันนี้เดินทางมาแล้วกี่ชั่วโมง หุหุ

กังต็อก เมืองหลวงของสิกขิม ตั้งอยู่ทางด้านล่างของเทือกเขาหิมาลัย เมื่อก่อนเป็นเพียงเมืองเล็กๆ จนกระทั่งได้มีการก่อสร้างวัดเอนเชย์ (Enchey Monostery) ขึ้นมาในปี ค.ศ. 1840 จึงทำให้กังต็อกกลายมาเป็นเมืองศูนย์กลางสำหรับนักแสวงบุญ และกลายเป็นที่พักระหว่างที่สำคัญระหว่างทิเบตกับอินเดีย

วิวของตัวเมือง ถ่ายจากโรงแรมที่พักคะ จะเห็นได้ว่ามองไปทางไหนๆ ก็มีแต่ภูเขา


วันนี้เราก็จะขึ้นเขา เอแต่จะขึ้นทำไมเราก็อยู่บนเขาแล้วนี่นา



ก็ที่นี่ มีแต่เขา ถึงอยู่บนเขา เดินทางไปไหน มาไหน ก็อยู่แต่บนเขา
เราก็มาดูเขากันนะคะ






เส้นทางลอยฟ้า
ผมเป็นหมาภูเขานะค๊าบ


บ้านเรือนริมเขา
ทะเลสาบฉางโก (Tsomgo Lake)
ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกของสิกขิม ทะเลสาบนี้มีลักษณะคล้ายรูปไข่ มีความยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ลึกประมาณ 15 เมตร ถือเป็นทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดูและชาวพุทธ ในช่วงหน้าหนาว อากาศหนาวเย็นจนน้ำในทะเลสาบกลายเป็นน้ำแข็ง





ที่นี่มีแย็ก หรือจามรี ไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว ไว้ถ่ายรูป หรือนั่งเที่ยวชมทะเลสาบ สนนราคาก็ตามระยะทางคะ



นอกจากแย็ก แล้วเรายังเจอ สาวน้อย หนุ่มน้อยน่ารักอีกด้วย




อยู่ไปอยู่มาหมอกก็เริ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ อากาศก็เริ่มหนาวจับใจ
ขาลงมานี่ หมอกหนาจนมองไม่เห็น
อะไรเลย มองถนนก็ยาก

จุดต่อไปคือ คเณศต็อก หรือ วัดพระพิฆเนศ เป็นวัดศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาฮินดู พระพิฆเนศ เป็น 1 ใน 8 มหาเทพที่สำคัญและมีผู้คนนับถือเป็นอย่างมาก ท่านเป็นเทพในด้านการขจัดอุปสรรคทั้งปวงและเป็นเทพแห่งความรัก
ตั้งอยู่ห่างจากเมืองกังต็อกไปประมาณ 7 กม. เป็นจุดชมวิวตัวเมืองกังต็อก ซึ่งสามารถมองเห็นพระราชวังของกษัตริย์สิกขิมพร้อมกับวัดในพระราชวังด้วย หากอากาศเปิดสามารถมองเห็นยอดเขาคังซังจุงก้าสูงและยอดเขา Siniolehu อีกด้วย




เห็นหอคอย อาจจะนึกว่าเกาหลี อิอิ


แต่อันนี้เหมือนกว่า
ตลาด เอ็ม จี M.G. Marg หรือ ถนนมหาตมคานธี มาร์ก  (Mahatma Gandhi Road) 
เป็นถนนช้อปปิ้งสายหลักของสิกขิมที่มีร้านค้าจำนวนมาก โดยถนนเส้นนี้ในช่วงเย็นจะกลายเป็นถนนคนเดิน ห้ามรถวิ่งผ่านไปมา ถือเป็นถนนที่น่าเดินเล่น







ชีวิตคนเมือง


นี่รูปเสีย แต่ดูแล้ววุ่นวายดีอะ ชอบ
ตาชิ วิวพอยต์ เป็นจุดชมวิวเทือกเขาหิมาลัย และยอดเขายอดเขาคังชังจุงก้าที่สูงเป็นอันดับ 3 ของโลก และ ยอดเขา Siniolehu
อยู่ห่างจากตัวเมืองกังต็อกไปทางเหนือประมาณ 8 กิโลเมตร





ควรไปแต่เช้าๆ ถ้าสายเฆมก็เยอะแระ
ระหว่างเดินทางสู่เมืองลาชุง เส้นทางยังคงเป็นเขาเหมือนเดิม ผ่านแม่น้ำ น้ำตก ไปเรื่อยๆ








เริ่มชินแล้ว ใช่มะ เดินทางที่ไร สว่างยันมืดอีกแล้ว


เมื่อคืนมาถึงมืดๆ มองอะไรไม่เห็นเช้ามา รีบตื่นจะให้ทันตะวัน หันไปทางไหนก็มีแต่เขา สมแล้วที่เขาเรียกกัน อ้อมกอดหิมาลัย มันเป็นยังงี้ นี่เอง

หมู่บ้านลาชุง แปลว่า ช่องเขาน้อย เป็นชุมชนเล็กๆ ในหุบแม่น้ำ ลาชุง ชู (Lachung Chu) สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 3,000 เมตร ตั้งอยู่ในเขตภาคเหนือ ห่างจากเมืองกังต็อกราว 116 กิโลเมตร ผู้คนหมู่บ้านแห่งนี้ เรียกขานกันว่าชาว ลาชุงปา บรรพบุรุษสืบเชื้อสายมาจากชาวคัมปา (ทิเบตตะวันออก) และความที่ชาวลาชุงปา มีส่วนในประวัติศาสตร์การก่อตั้งอาณาจักรสิกขิมจึงได้รับสิทธิพิเศษจากราชสำนัก แม้เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์มาเป็นแคว้นของอินเดีย ทางการก็ยังให้สิทธิพิเศษแก่ชาวลาชุงปา ซึ่งไม่เพียงเป็นหมู่บ้านแห่งเดียวในสิกขิมที่ปกครองตนเองโดยมีคณะกรรมการหมู่บ้านที่เรียกว่า จุมซา คอยดูแลกันเองแล้ว ยังดูเหมือนจะเป็นหมู่บ้านแห่งเดียวในประเทศอินเดีย ที่ได้รับการยกเว้นภาษีต่างๆ หมู่บ้านลาชุง เป็นจุดสุดท้ายในภาคเหนือที่ทางการอนุญาตให้พักแรมค้างคืน








รอตะวันอยู่นะ เมื่อไรจะมา





ระหว่างไป หุบเขายุมถัง 



หุบเขายุมถัง (Yumthang)
เป็นหุบเขากว้างที่ตั้งอยู่บนระดับความสูงเฉลี่ย 3,659 เมตรจากระดับน้ำทะเล ป็นหุบที่มีธรรมชาติงดงามที่สุดในสิกขิม เพราะในช่วงฤดูใบไม้ผลิระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ทั่วทั้งอาณาบริเวณจากยุมถัง จะเต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้นานาพันธุ์จนมีการตั้งสมญานามว่า หุบเขาแห่งดอกไม้ส่วนในช่วงฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนมีนาคม ก็จะเต็มไปด้วยหิมะขาวโพลน

หุบเขายุมถัง จึงได้รับการเปรียบเปรยด้วยสำนวนว่า คลุมด้วยดอกไม้ในยามฤดูร้อน และ ปูด้วยหิมะในยามฤดูหนาว ที่นี่ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ของ Bollywood อีกด้วย








ชีวิตในหุบเขา







เส้นทางไปกลับ ยังคงเหมือนเดิม









 

Create Date : 07 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 7 พฤศจิกายน 2557 15:16:57 น.
Counter : 370 Pageviews.  

เที่ยวเมืองซีอาน ตอน ไปเฝ้า ท่านจิ๋นซี และรวบยอดสรุปเลยแล้วกัน อิอิ

เมืองซีอาน หรือ เมืองฉางอาน ในอดีต ตั้งอยู่ในมณฑลส่านซี ทางตอนกลางของประเทศจีน บนที่ราบลุ่มแม่น้ำเหลือง ซีอาน เป็นศูนย์กลางการปกครองของจีนมายาวนานเกือบ 1,200 ปี ไล่มาตั้งแต่ราชวงศ์ โจวตะวันตก จนกระทั่งสิ้นสุดรัชสมัยฮั่นตะวันตก รวมแล้ว 13 ราชวงศ์ แต่ร่องรอยอารยธรรมที่มีจารึกไว้ในเมืองซีอานมากที่สุด ก็น่าจะเป็นราชวงศ์ถัง ที่รุ่งเรืองมาเกือบ 300 ปี

กล่าวกันว่า สมัยถัง ภายในกำแพงเมือง ซึ่งมีความยาวโดยรอบ 36.7 กิโลเมตร นั้นมีพื้นที่ราว 84 ตารางกิโลเมตร สามารถบรรจุประชากรได้ถึงหนึ่งล้านคน

แต่กำแพงเมืองที่เห็นในปัจจุบัน ถูกสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงด้วยอิฐสีดำ มีความยาวโดยรอบถึง 13.74 กิโลเมตร ใหญ่โตถึงขนาดที่ด้านบนสามารถเอารถบรรทุกคันใหญ่ๆ ขึ้นไปวิ่งเรียงเป็นแถวหน้ากระดานได้สัก 2-3 คัน โดยสร้างขึ้นบนแนวเก่าของกำแพงพระราชวังสมัยราชวงศ์ถัง 4 ทิศของกำแพง มีประตูใหญ่ทิศละหนึ่งประตู

 

แต่คนที่ไปซีอาน จะพูดถึงยุคสมัยที่ จิ๋นซีฮ่องเต้ (ฉินสื่อหวงตี้) ที่รวมอาณาจักรจีนให้เป็นบึกแผ่นซะมากกว่า  ท่านได้สถาปนาเมืองเสียนหยาง ขึ้นเป็นเมืองหลวงของรัฐฉิน (นอกกำแพงเมืองซีอาน) ราชวงศ์ฉิน ก็เกรียงไกรยืนยาวมาถึง 18 ปี

วันนี้จะพาเพื่อนๆ ไปดูอารยธรรมสมัยฉินที่หลงเหลืออยู่ในซีอานคะ

ใครๆ ก็ต้องรู้จัก รูปปั้นกองทัพทหารแห่งจิ๋นซีฮ่องเต้ (Army of Terracotta Warrior หรือภาษาจีนเรียกว่า ปิงหม่าหย่ง) โบราณวัตถุอายุยาวนานกว่า 20 ศตวรรษอันหาค่ามิได้

 

 

รูปปั้นท่านจิ๋นซีที่อยู่น่าทางเข้า ทรงยืนเด่น ดูแล้วน่าเกรงขาม

จากบันทึกประวัติศาสตร์ (สื่อจี้) หนังสือประวัติศาสตร์ที่รวบรวมเอาเรื่องราวประวัติศาสตร์หลายยุคหลายสมัยและหนังสือประวัติศาสตร์ทางการเล่มแรกของจีน ซือหม่าเชียน กล่าวพรรณนาถึง สุสานของปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ฉินเอาไว้ว่า
       
"โลงศพของจักรพรรดิองค์แรกแห่งแผ่นดินฉิน หล่อขึ้นด้วยทองแดง ตั้งอยู่ ณ โถงใจกลางสุสาน ที่ก่อสร้างและประดับประดาด้วยเพชรนิลจินดาราวกับพระราชวังใต้ดิน เพดานเลี่ยมไข่มุกและเพชรพลอยเป็บรูปพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาว กับอัญมณีที่ประดับบนพื้นโถง รูปสายน้ำ แม่น้ำ และมหาสมุทร ด้านบนเป็นสวรรค์ ด้านล่างเป็นผืนพิภพ สว่างไสวด้วยตะเกียงน้ำมันปลาวาฬที่สว่างอยู่เป็นนิรันดร์"

สุสานแห่งนี้ ถูกค้นพบโดยชาวนา ในปลายเดือนมีนาคม พ.ศ.2517 (ค.ศ.1974) เพื่อขุดค้นบ่อน้ำอันเป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบ กองทัพหุ่นทหารและม้าดินเผาของจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่ทำให้โลกต้องตะลึง

 

สุสานถูกทับถมมายาวนานกว่า 2 พันปีนี้ สามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำให้รัฐบาล มาจนถึงทุกวันนี้ ปัจจุบันก็ยังมีการศึกษา และขุดค้นกันอยู่ นั่นก็แสดงให้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของคนยุคโบราณจริงๆ แต่ตัวสุสาน ท่านจิ๋นซีฮ่องเต้จริงๆ เป็นเนินดิน ห่างจากจุดนี้ไปเพียง 1.5 กม. 

 

ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ.1987 และถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของเมืองซีอาน

ขอต่อกันไปเลยนะคะ

สำหรับใครๆที่ชื่นชอบ นิยายเรื่อง “ไซอิ๋ว” ต้องรู้จัก พระถังซำจั๋ง ผู้ทรงคุณธรรม เจ้าลิงซน “เห้งเจีย” หมูจอมตะกละ “ตือโป๊ยก่าย” และ ปีศาจแห่งลุ่มแม่น้ำ “ซัวเจ๋ง” ก็พลาดไม่ได้เลยที่จะต้องมาที่ ซีอานเพราะที่นี่มีเรื่องราวของ พระถังซำจั๋ง ซึ่งใช้เวลาไปอินเดียศึกษาพระธรรมถึงสิบกว่าปี บรรจุอยู่ในเจดีย์ต้ายัน หรือ เจดีย์ห่านป่าใหญ่อันงดงาม

 


       
ที่เรียกกันว่า “พระถังซำจั๋ง” ก็เป็นเพราะว่า ท่านอยู่ในราชวงศ์ถัง จึงเอาชื่อนำหน้าส่วน “ซำจั๋ง” ต่อท้ายก็หมายถึงว่า “พระไตรปิฎก” – อยากอ่านประวัติของพระถังซำจั๋งแบบลึกกว่านี้ก็คลิกไปอ่านได้ที่ คอลัมน์ “ผู้จัดการบันเทิง” โดยสันติ เศวตวิมล

รูปปั้นข้างๆ วัด

มาถึงซีอานแล้ว อาหารอย่างหนึ่งที่ไม่ควรพลาดชิม บางท่านบอกว่าเหมือนๆ กัน ไม่เห็นแตกต่าง จะพามาลองชิมเกี๊ยวที่มีอยู่ 108 อย่าง 108 รสที่มีรูปร่างต่างกันมากมาย เป็นภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมาตั้งแต่โบราณของชาวซีอาน แต่วันนี้เราทานกันไม่ถึงหรอกนะคะ แค่ไม่กี่อย่างก็จุกถึงคอหอยแล้ว นอกจากเกี๊ยว ก็ยังมีกับแก้ม แก้เลี่ยน อย่างพวกผัก ถั่ว และเครื่องเคียงต่างๆ คะ

 

หลากหลายประเภทคะ ชมภาพกัน และที่เด็ดสุดท้าย ที่คนที่นี่เขาเรียกขานกันว่า “ซุปไข่มุก” มีลักษณะเป็นเม็ดๆ คล้ายไข่มุก วิธีทาน ซึ่งไม่รู้ใครคิดมุขนี้ขึ้นมา เป็นการเสี่ยงทาย โดยแต่ละท่านตักซุปไข่มุกใส่ชาม

 

 

ถ้าท่านตักได้ 1 เม็ด หมายถึง เดินทางโดยสวัสดิภาพ  

2 เม็ด หมายถึง จะได้รับสิ่งของที่เป็นคู่กันเข้าบ้าน

3, 6, 9 เม็ด หมายถึง เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

4 เม็ด หมายถึง 4 ฤดูล้วนมีโชคลาภ

5 เม็ด หมายถึง ธัญพืช 5 ชนิด อุดมสมบูรณ์

แต่ถ้าไม่ได้เลย ทางร้านก็คงต้องขอให้กลับมาเยือนที่ร้านอีกครั้งหนึ่ง

ถ้าจะเป็นคนที่ร้านคิดนะ มุขนี้  

นอกจากเราจะได้ทานเกี๊ยวอร่อยๆ ต่างๆ แล้ว ยังมีการแสดงของราชวงศ์ถังให้ได้ดูกันอีกคะ

 

สุดท้ายขออำลา เพื่อนๆ ที่ติดตามนะคะ และขออภัยที่ขาดตอนไปพักใหญ่ๆ คะ ถ้ามีโอกาส ก็ลองไปเสี่ยงทายกันนะคะ ฮิๆ

 หอกลอง และซอยข้างๆ เป็นแหล่งช้อปปิ้งคะ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากผู้จัดการออนไลน์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 11 กันยายน 2555    
Last Update : 12 กันยายน 2555 9:10:11 น.
Counter : 3196 Pageviews.  

รถเที่ยวช้าสู่ ซีอาน เฮ้อ ถึงจนได้

แหะๆ ไม่ช่ายรถที่ช้าหรอก เราเองแหละที่ช้า เพราะความขี้เกียจ แต่ท่าไม่รีบเขียน ของใหม่จะไม่มีที่ลง ฮ่าๆ

 

มันจะช้าได้อย่างไรเมื่อเรามารถไฟด่วน

  

หัวจรวดเหมือนชินกังเซ็น ในญี่ปุ่นเลยคะ แอบหวังลึกๆ บ้านเราเมื่อไรจะพัฒนากะเค้าซักที

 

ความจริงเขาเร็วกว่านี้ เร็วได้ถึง 450 กม.ต่อชั่วโมง กันเลย แต่เขาจะไม่ใช้ความเร็วสูงสุดหรอกคะ ส่วนใหญ่ก็จะวิ่งแค่ 300 ต้นๆ เอง เป็นรุ่น CRH ที่พัฒนาและผลิตขึ้นในประเทศจีน ใช้ทุนสร้างราว 5.17 พันล้านเหรียญสหรัฐ

 

สถานีรถไฟเขาก็กว้างขวาง ไม่แพ้สนามบินกันเลยคะ

 

 ดูภายในตัวรถซะก่อน ว่ามีเบาะนุ่ม ปรับเอนได้ สิ่งอำนวยความสะดวก ก็มี

  

 

 

เฮ้อ ในที่สุดเราก็ถึงซีอานแล้วคะ

 

ตอนต่อไปก็ต้องไปเฝ้า ท่านจิ๋นซี แล้วสินะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2555    
Last Update : 29 มิถุนายน 2555 12:05:49 น.
Counter : 951 Pageviews.  

เที่ยวลั่วหยางกันต่อ ตอน "ใครกันที่หน้าแดง"

ห่างหายกันไปนาน ไม่ได้มาเล่าต่อสักที

ทิ้งค้างไว้ตอนที่แล้วว่า "ใครกันที่หน้าแดง"

 

มากันแถวนี้ก็คงจะหมายให้เป็นใครอื่นกันไม่ได้เลยละคะ ถ้าใครอ่านสามก๊กก็คงรู้ นั่นคือ กวนอู นั่นเอง

คนจีนนับถือให้เป็นเทพแห่งความซื่อสัตย์ ด้วยวีรกรรมที่กล่าวอ้างไว้ในเรื่องสามก๊ก ที่ซื่อสัตย์ต่อคำสาบานของพี่น้องต่อเล่าปี่ และซื่อสัตย์ต่อบุญคุณของโจโฉ ใครอยากรู้เรื่องก็ไปหาสามก๊กอ่านกันนะคะ

 

เรามาไหว้ท่านกวนอู กันที่ศาลเจ้ากวนอู ถือเป็น 1 ใน  3 ของศาลเจ้ากวนอู อันโด่งดังที่คนจีนเคารพและนิยมมากราบไหว้ที่สุด เนื่องจากเป็นที่ฝังศีรษะของกวนอู ส่วนอีก 2 แห่งอยู่ที่มณฑลซานซี ที่เป็นบ้านเกิด และเสฉวน เมืองที่ร่วมรบกับเล่าปี่

เข้าประตูมาก็เจอเลยคะ ต้นโบตั๋น เลยต้องขอเวลานอกก่อน

แล้วทำไมท่านกวนอู ถึงหน้าแดง ก็เป็นลักษณะตามคำบรรยายในเรื่องสามก๊กคะ

กวนอู เป็นผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ 9 ฟุตจีนหรือประมาณ 6 ศอก ใบหน้าแดงเหมือนผลพุทราสุก นัยน์ตายาวรี คิ้วดั่งหนอนไหม หนวดเครางามถึงอก มีง้าวรูปจันทร์เสี้ยว ยาว 11 ศอก หนัก 82 ชั่ง เป็นอาวุธประจำกายเรียกว่า "ง้าวมังกรเขียว" หรือ "ง้าวมังกรจันทร์ฉงาย" ในจินตนาการของศิลปินมักวาดภาพหรือปั้นภาพให้กวนอูแต่งกายด้วยชุดสีเขียวและมีผ้าโพกศีรษะ กวนอูมีความเชี่ยวชาญและเก่งกาจวิทยายุทธ จงรักภักดี กตัญญูรู้คุณ มีคุณธรรมและซื่อสัตย์เป็นเลิศ

ขอบคุณข้อมูลจาก วิกิพีเดีย คะ

 

ทางเข้าศาล ตามธรรมเนียมก็มีสิงโตเฝ้าคะ

 

ตามป้ายเลยคะ

 

พี่น้องร่วมสาบาน

Liu Bei คือ เล่าปี่

Guan Yu คือ กวนอู

Zhang Fei คือ เตียวหุย

สุสานอยู่ด้านในสุด

ปิดท้ายกันอีกที ด้วยโบตั๋นคะ

เขียนขอพรกันหน่อย

จบตอนแล้วคะ แล้วแวะมาฟังกันต่อนะคะ

รถเที่ยวช้าสู่ ซีอาน

เฮ้อ ถึงจนได้

 ความเดิมตอนที่แล้ว

เที่ยวเจิ้งโจว ตอน ไปศาลไคฟง คาราวะท่านเปาบุ้นจิ้น (ท่านเปาฯ หน้าดำจริงหรือ)




 

Create Date : 08 มิถุนายน 2555    
Last Update : 28 มิถุนายน 2555 11:46:32 น.
Counter : 1305 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  

Hi Aoy
Location :
นนทบุรี Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]






ยินดีต้อนรับจ้าSmiley
และขอบคุณเพื่อนๆ ที่หลวมตัวเข้ามาบ้านเรา



สวัสดีปีใหม่ ขอให้เบิกบานดั่งดอกไม้แรกผลิ
ขอบคุณ
ป้ามด BG เท้าสีฟ้า
tlcthai.com emo Ms.Bสาวขาโหด
และเพื่อนๆ ใจดีทุกคน








Got My Cursor @ 123Cursors.com
hits
Friends' blogs
[Add Hi Aoy's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.