5 สัญญาณอันตราย ควรหยุดใส่ “คอนแทคเลนส์” ทันที


คอนแทคเลนส์ในสมัยนี้เป็นมากกว่าอุปกรณ์ที่ช่วยให้การมองเห็นของคนสายตาสั้นดีขึ้น

แต่ยังครอบคลุมไปถึงผู้ที่รักการแต่งตัว รักแฟชั่น อยากมีดวงตาเป็นสีๆ เป็นประกายลวดลายสวยๆ

หรือแม้แต่การแต่งตัวคอสเพลย์เป็นการ์ตูนตามแฟชั่นญี่ปุ่น

5 สัญญาณอันตราย ควรหยุดใส่ “คอนแทคเลนส์” ทันที

แต่จะเป็นเรื่องหายนะทันทีถ้าผู้ที่สวมใส่คอนแทคเลนส์เลือกสวมใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่ได้มาตรฐาน แใช้คอนแทคลนส์ไม่ถูกวิธี รวมไปถึงการรักาความสะอาดของคอนแทคเลนส์ที่ไม่เพียงพอ จนทำให้เกิดอาการผิดปกติ ถึงขั้นต้องผ่าตัด หรือสูญเสียการมองเห็นไปอย่างถาวรได้

  1. ตาแห้งมากผิดปกติ ในรายที่ใส่คอนแทคเลนส์แล้วมีอาการตาแห้ง อาจใช้น้ำตาเทียมหยอดเพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตาได้ แต่หากมีอาการตาแห้งมากผิดปกติ หรือน้ำตาเทียมก้เริ่มเอาไม่อยู่ ดวงตาอาจเริ่มมีอาการผิดปกติได้
  1. ตาแดง เคืองตา ขี้ตาเหนียว มีเศษโปรตีนเกาะที่ตา และคอนแทคเลนส์ อาการนี้เป็นสัญญาณของการอักเสบของกระจกตา และเยื่อบุตา ซึ่งนอกจากอาการดังกล่าวแล้ว ยังอาจทำให้เกิดภาพมัวได้เช่นกัน
  1. มีตุ่มอักเสบที่เปลือกตาด้านใน นอกจากจะพบตุ่มอักเสบแล้ว ยังอาจพบอาการข้างเคียงอื่นๆ ร่วมด้วย ได้แก่ ตาแดง ระคายเคือง ตาไม่สู้แสง และอาจมีภาวะหนังตาตกร่วมด้วย
  1. เกิดจุดเล็กๆ ที่ตาดำ เป็นอาการจากเยื่อบุผิวกระจกตาอักเสบ ที่เกิดจากบาดแผล หรืออาการช้ำของเยื่อตาในขณะที่ตาแห้ง มีอาการแพ้ หรือขาดออกซิเจนจากการใส่คอนแทคเลนส์นานๆ หรือคอนแทคเลนส์ที่ได้มาตรฐาน ค่าอมน้ำต่ำ และ/หรือออกซิเจนถ่ายเทไม่สะดวก สิ่งที่อันตรายไปกว่าจุดเล็กๆ คือ หากมีแผลเป็นจุดเล็กๆ หลายจุดมารวมกัน อาจกลายเป็นแผลใหญ่ที่อาจติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งจะเป็นอันตรายมาก
  1. ตาแดง เคืองตา ตาสู้แสงไม่ได้ มีขี้ตามาก น้ำตาไหลตลอดเวลา  หรือมีหนองในช่องหน้าม่านตา เป็นอาการของกระจกตาติดเชื้อ ที่เมื่อตรวจกับจักษุแพทย์ อาจจะพบจุดขาวที่กระจกตา กระจกตาฝ้า กระจกตาบาง หรือบวมร่วมด้วย

อาการนี้มักพบได้บ่อย และมาจากหลายสาเหตุ ทั้งจากการดูแลรักษาความสะอาดเลนส์ของตัวผู้ใช้เอง จากคุณภาพของเลนส์ที่ไม่ได้มาตรฐาน น้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ที่อาจไม่ได้มาตรฐาน คอนแทคเลนส์ หรือน้ำตาล้างคอนแทคเลนส์หมดอายุ หรือใส่คอนแทคเลนส์ข้ามคืน

วิธีเลือกคอนแทคเลนส์ให้ปลอดภัย

contact-lens-2.jpg

ควรดูชื่อผลิตภัณฑ์ และวัสดุที่ใช้ทำคอนแทคเลนส์ เป็นซิลิโคนจะนิ่ม และใส่ง่าย ดูขนาดของเลนส์ที่ไม่ควรใหญ่เกินไป DIA หรือเส้นผ่าศูนย์กลางอยู่ที่ 14-15 mm. ความโค้งของเลนส์ หรือค่า BC. ควรจะเหมาะสมกับความโค้งของกระจกตาเรา ค่ามาตรฐานความโค้งของเลนส์ตามท้องตลาดอยู่ที่ 8.6 แต่ผู้ใช้ควรวัดความโค้งของกระจกตาตัวเองก่อนใส่ เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาคอนแทคเลนส์ไม่พอดีตา จนอาจทำให้คอนแทคเลนส์หลุดง่าย หรืออาจบีบตาดำมากเกินไปจนระคายเคืองตา

นอกจากนี้ควรตรวจสอบวันเดือนปีที่หมดอายุ เลขที่ อย. และเลขที่ใบอนุญาตเครื่องมือแพทย์ด้วย

วิธีใช้คอนแทคเลนส์อย่างถูกต้อง

  1. พบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสุขภาพตาก่อนว่าสามารถใส่คอนแทคเลนส์ได้หรือไม่ ควรเลือกคอนแทคเลนส์แบบใดถึงจะเหมาะสม

  2. ก่อนถอดคอนแทคเลนส์ ควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่ หรือน้ำยาล้างมือทุกครั้ง รวมถึงควรตัดเล็บให้สั้นก่อนถอด-ใส่คอนแทคเลนส์

  3. ควรถอดคอนแทคเลนส์ออกมาล้างทุกวัน ล้างด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์เท่านั้น

  4. วิธีล้างคอนแทคเลนส์ ถอดคอนแทคเลนส์วางไว้บนฝ่ามืออย่างนุ่มนวล เทน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ลงบนเลนส์ราว 5-10 หยด ใช้ปลายนิ้วถูเอาคราบลื่นๆ ที่เป็นคราบโปรตีนออกเบาๆ หยิบคอนแทคเลนส์ใส่ตลับคอนแทคเลนส์ที่ล้างให้สะอาดด้วยน้ำยาล้างคอนแทคเลนส์ เทน้ำยาแช่คอนแทคเลนส์ให้ท่วมเลนส์ และปิดฝาทุกครั้ง

  5. ควรเปลี่ยนตลับใส่คอนแทคเลนส์ทุกๆ 3 เดือน

  6. ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ขณะนอนหลับ และขณะว่ายน้ำ

  7. หากมีอาการผิดปกติเมื่อใช้คอนแทคเลนส์ ควรหยุดใช้ แล้วปรึกษาแพทย์ทันที

ถึงแม้ว่าคอนแทคเลนส์จะเป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้ผู้ที่มีสายตาผิดปกติสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายขึ้น แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะสามารถใช้คอนแทคเลนส์ได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นก่อนใช้คอนแทคเลนส์ ควรปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อรับการตรวจ และคำแนะนำจากแพทย์ก่อนใช้นะคะ

ขอขอบคุณข้อมูล : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล




Create Date : 11 มีนาคม 2560
Last Update : 11 มีนาคม 2560 9:43:02 น.
Counter : 261 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
ความเข้าใจผิดๆเกี่ยวกับอาการ สายตาเอียง


เมื่อพูดถึงอาการผิดปกติทางสายตาแล้วหลายคนมักจะมีความเข้าใจเหมือนๆ กันว่าความผิดปกตินั้นๆส่วนใหญ่มักเกิดจากการใช้งานสายตาอย่างหักโหมและขาดการบำรุงดูแลอย่างถูกต้องซึ่งนั่นถือว่าถูกต้องในระดับหนึ่งแต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะปัญหาด้านสายตามีความซับซ้อนค่อนข้างมาก  ปัจจุบันหลายคนยังขาดความรู้ความเข้าใจอยู่มาก ทำให้มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาการสายตาเอียงอยู่ 

1. สายตาเอียงเกิดจากการที่นอนอ่านหนังสือหรือดูทีวีมากเกินไป
ในเรื่องนี้ถือว่าไม่เป็นความเป็นจริงค่ะเพราะว่าสายตาเอียงคือความผิดปกติของสายตาที่เกิดจากความโค้งของกระจกตาในแต่ละแนวไม่เท่ากันซึ่งนับว่าเป็นความผิดปกติทางกายภาพและแม้ว่าการนอนอ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์ในที่มืดบ่อยเกินไปอาจก่อให้เกิดความเมื่อยล้าของดวงตาเนื่องจากการเพ่งสายตาในระยะเวลานานแต่ไม่ได้เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดสายตาเอียงแต่อย่างไร

อ่านหนังสือ

2. สายตาเอียงไม่ค่อยมีผลกระทบมากกับชีวิตประจำวันจึงไม่จำเป็นต้องสนใจอะไรนัก ต้องบอกว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงอย่างยิ่งค่ะเพราะว่าผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียงหากไม่ได้รับการแก้ไขนอกจากจะทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพที่ชัดเจนอาจก่อให้เกิดอาการเมื่อยล้าสายตาเวียนหัวรวมถึงปวดศีรษะได้และแน่นอนว่าอาการเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันตลอดจนการเดินทางขับรถโดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนเพราะจะไม่สามารถมองเห็นภาพต่างๆได้อย่างชัดเจนและเห็นแสงจ้ากว่าปกติ

3. คนเราไม่ได้เป็นสายตาเอียงกันง่ายๆ
ตรงนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิดค่ะเพราะจากสถิติพบว่ากว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้มีปัญหาสายตามักมีค่าสายตาเอียงร่วมอยู่ด้วยซึ่งจริงๆแล้วปัญหาสายตาเอียงเป็นอาการทางสายตาชนิดหนึ่งที่แตกต่างจากสายตาสั้นหรือสายตายาวอธิบายวิธีสังเกตง่ายๆคือผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตายาวจะมองเห็นตัวเลขตัวอักษรชัดเท่าๆกันทุกตัวหรือมัวเท่าๆกันทุกตัวแต่สำหรับผู้ที่มีสายตาเอียงจะมองเห็นตัวเลขหรือตัวอักษรนั้นชัดบางตัวหรือตัวไม่ชัดบางตัว

4. คนสายตาเอียงจะรู้สึกเวียนหัวง่ายเมื่อดูโทรทัศน์ 3 มิติหรือใช้คอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนมากเกินไป
ในเรื่องนี้เป็นความจริงค่ะเพราะว่าคนที่สายตาเอียงนั้นมักจะรู้สึกวิงเวียนง่ายกว่าผู้อื่นเมื่ออ่านหนังสือหรือดูโทรทัศน์ที่มีลักษณะ 3 มิติเนื่องจากผู้สายตาเอียงจะไม่สามารถจับภาพที่มีลักษณะเบลอรวมถึงภาพที่มีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วได้อย่างชัดเจนนัก

5. คนสายตาเอียงต้องใส่แว่นอย่างเดียวเท่านั้น
ตรงนี้ถือว่าไม่จริงค่ะเพราะว่าคนที่สายตาเอียงนั้นไม่จำเป็นต้องใส่แว่นแต่เพียงอย่างเดียวค่ะในปัจจุบันมีคอนแทคเลนส์ที่พัฒนาและผลิตขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับคนกลุ่มนี้เพื่อแก้ไขค่าสายตาเอียงได้ง่ายและสะดวกสบายขึ้นเช่นคอนแทคเลนส์ที่มีเทคโนโลยีASD™ที่ช่วยให้เลนส์มีความสมดุลอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องในทุกอิริยาบททำให้มองเห็นภาพได้อย่างคมชัดทุกการเคลื่อนไหวส่งผลให้ผู้ที่มีปัญหาสายตาเอียงสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ไม่ต้องคอยกังวลกับปัญหาเรื่องสายตาและผลข้างเคียงต่างๆด้วย

ขอบคุณข้อมูลจาก บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ประเทศไทย) จำกัด 

EYE CARE TIPs

สายตายาวก็ทำเลสิคได้นะ  l  ตาเสื่อมก่อนวัยอันควร  l  สายตาสั้นมากๆ ทำให้ตาบอดได้

ต้อกระจก ทิ้งไว้นานอาจเกิดโรคแทรกซ้อน l โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม รักษาได้ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรม

เลสิครักษาสายตาสั้น เอียง ยาวกำเนิด ได้อย่างถาวร 




Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2560
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2560 17:11:10 น.
Counter : 264 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
บริจาคดวงตา ชาติหน้าเกิดมาแล้วจะไม่มี ดวงตา


ยังมีคนอีกมากมายที่รอความหวังกับการมองเห็นทีดีขึ้น มีผู้รอบริจาคประมาณ 3 ,000 กว่าราย

ส่วนในกลุ่มของคนไข้ที่เราสามารถให้หรือบริจาคกระจกตาต่อปี ประมาณ 200-250 ราย ต่อปีเท่านั้นเอง

ในวันที่เรายังมีลมหายใจ อย่าลืมไปบริจาคอวัยวะ บริจาคร่างกันนะคะ

ให้ร่างที่กำลังจะหมดประโยชน์ได้เป็นประโยชน์กับคนอื่นได้ใช้ชีวิตต่อไป

ดวงตา ที่รับบริจาคเรานำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง

ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจก่อนว่าดวงตาที่นำมาบริจาค เราไม่ได้นำเอาดวงตาทั้งดวงมาใช้ เราใช้เฉพาะส่วนหน้าสุดที่ใช้เฉพาะกระจกตาเท่านั้น เพราะฉะนั้นกลุ่มคนไข้ที่จะได้รับประโยชน์จากการทำผ่าตัดชนิดนี้จะเป็นกลุ่มคนไข้ที่มีความผิดปกติทางด้านหน้าที่เรียกว่า กระจกตา ถ้ามีความผิดปกติทางด้านอื่น เช่น จอประสาทตา หรือ เส้นประสาทตา เราจะไม่สามารถทำการผ่าตัดเปลี่ยนดวงตาได้ ในส่วนของกระจกตา ก็จะมีโรคบางอย่าง เช่น เป็นแผลเป็นที่กระจกตา เป็นแผลติดเชื้อ มีความโค้งที่ผิดปกติ ซึ่งในกลุ่มคนไข้จะมีการมองเห็นที่ไม่ดี และถ้าได้รับการเปลี่ยนกระจกตาก็จะสามารถทำให้เขาสามารถกลับมามองเห็นที่ใกล้เคียงเหมือนปกติได้

146772885

ในปัจจุบันการบริจาค ดวงตา พบปัญหามากน้อยแค่ไหน

ปัญหาที่เราพบ ก็คือ กลุ่มคนไข้ที่แสดงความจำนงขอรับบริจาคตามีปริมาณค่อนข้างมาก จากตัวเลขล่าสุดของสภากาชาดที่มีคนไข้รอรับบริจาคดวงตา ประมาณ 3 ,000 กว่าราย ส่วนในกลุ่มของคนไข้ที่เราสามารถให้หรือบริจาคกระจกตาต่อปี ประมาณ 200-250 ราย ต่อปี ซึ่งจะเห็นว่ามีอัตราส่วนแตกต่างกันค่อนข้างมาก อัตรารอคิวในการรอผ่าตัดค่อนข้างนาน โดยเฉลี่ยประมาณ 5 ปีขั้นไป ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตามความสำคัญของกลุ่มคนไข้ด้วย อาทิ คนไข้ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่มีความจำเป็นที่จะต้องใช้กระจกตา ในบางครั้งก็จะต้องมีการจัดคิวเร่งด่วนเข้ามาให้ ในกรณีคนไข้ที่ไม่มีความเร่งด่วนจึงจะตกอยู่ประมาณ 5 ปี ขึ้นไป

ปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มของผู้ป่วยที่รอรับ ดวงตา เกิดขึ้นจากสาเหตุใดบ้าง

ผู้ป่วยที่รอรับการบริจาคนั้น มีจาก 2 สาเหตุ

กลุ่มแรก คือ กลุ่มที่เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ซึ่งในกลุ่มนี้เราพบว่าการพยากรณ์โรคมักไม่ค่อยดี โดยเฉพาะในกลุ่มนี้มักจะมีความผิดปกติของระบบอื่นๆร่วมด้วย

กลุ่มที่สอง ก็คือ กลุ่มที่เป็นในภายหลังซึ่งก่อนหน้าที่จะเป็นเคยมีการมองเห็นที่ดีมาก่อน เช่น มีอุบัติเหตุแล้วเกิดแผลเป็นเกิดขึ้นที่กระจกตา ซึ่งคนไข้กลุ่มนี้มักจะมีการพยากรณ์โรคที่ดีกว่า ในระยะเวลาการรอ 5 ปี แพทย์จะมีการติดตามอยู่เป็นระยะให้แน่ใจว่า ทุกอย่างอยู่ในเกณฑ์ที่คงที่สามารถรอได้

ความเชื่อที่ว่าการบริจาคดวงตาแล้ว จะทำให้ชาติหน้าเกิดมาแล้วจะไม่มี ดวงตา

คุณหมอมีความเชื่อหรือทัศนคติเรื่องนี้ว่าอย่างไร

เรื่องนี้มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เรามักจะได้ยินว่าคนส่วนใหญ่ที่ไม่นิยมบริจาคดวงตาเพราะกลัวว่าเกิดมาชาติหน้าแล้วจะไม่มีดวงตาใช้ จริงๆแล้วในพระพุทธศาสนาไม่ได้มีการบอกเรื่องนี้ไว้ ซึ่งมีประโยคหนึ่ง กล่าวว่า หลายๆครั้งที่มีการผ่าตัดบางอย่าง เช่น คนไข้ผู้หญิงบางคนต้องตัดมดลูก รังไข่ ออก ทำไมจึงไม่กลัวว่าเราจะไม่มีมดลูก ไม่มีรังไข่ หรือบางคนที่ต้องตัดไส้ติ่งออก จึงไม่กลัวว่าชาติหน้าจะไม่มีใส้ติ่ง หรือจะมีความผิดปกติอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า ซึ่งในกรณีนี้ก็ไม่มีใครกลัว ก็จะเหมือนกันกับ

การบริจาคดวงตา คือ 1. เมื่อเราบริจาคดวงตา หมายถึง เราไม่ต้องการใช้มันแล้ว

2. ถ้าเราไม่บริจาคเราก็จะต้องเผาหรือฝังมันไปก็จะสูญเสียไปกับเรา แต่ถ้าบริจาคคนอื่นที่ได้รับไปจะมีโอกาสที่จะมองเห็นและมีชีวิตอยู่ในสังคมได้เหมือนปกติ

ดังนั้น ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่สำคัญเราพยายามที่จะเปลี่ยนเพราะ ประโยชน์ในการบริจาคดวงตา เราถือเป็นกุศลอย่างมากที่จะทำให้ชีวิตของคนหนึ่งคนสามารถดำเนินต่อไปได้และสามารถบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

ในการบริจาคทั้งผู้รับและผู้ให้มีข้อจำกัดเรื่องใดบ้างหรือไม่

ในกลุ่มขอผู้บริจาคโดยทั่วไปถ้าไม่เป็นโรคติดต่อร้ายแรงส่วนใหญ่เราจะรับไว้หมด สำหรับผู้รับบริจาคก็จะขึ้นอยู่กับจักษุแพทย์ เพื่อให้จักษุแพทย์เป็นผู้ตัดสินใจว่า สภาพตาแบบนี้ถ้าเปลี่ยนกระจกตาแล้วสามารถทำให้การมองเห็นดีขึ้นหรือไม่ ถ้าเกินการเปลี่ยนแล้วจะทำให้การมองไม่ดีขึ้นก็คงจะไม่ต้องเปลี่ยนกระจกตา

ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา ต้องใส่แว่น สามารถบริจาคดวงตาได้หรือไม่

กลุ่มคนไข้ทำการผ่าตัดกระจกมาแล้ว สามารถใช้ดวงตาได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไข้ที่มีปัญหากระจกตาทะลุที่เกิดจากอุบัติเหตุ หรือเกิดการติดเชื้อในกรณีเราต้องการกระจกตาที่รีบด่วน เพื่อที่จะใช้มา อุดรอยรั่วที่กระจกตา ในกลุ่มนี้สามารถใช้กระจกตาได้ทุกชนิด สำหรับกลุ่มคนไข้ที่ไม่รีบด่วน เช่น เป็นแผลเป็น กลุ่มนี้แพทย์อาจจะพิจารณาใช้กระจกที่มีคุณภาพที่ดีกว่ากลุ่มแรก

ในกรณีของการบริจาคดวงตาจะเหมือนหรือแตกต่างจากการบริจาคอวัยวะส่วนอื่นๆหรือไม่

ขณะนี้ที่เราทำกันอยู่ไม่ได้พิจารณาถึง เลือด เพราะกระจกตาเป็นส่วนที่ไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง เหมือนอวัยวะส่วนอื่น ๆ เช่น ตับ หัวใจ ปอด ซึ่งจะมีการนำภูมิคุ้มกันมาค่อนข้างเยอะ ส่วนกระจกตาเป็นส่วนที่ใส แทบจะไม่มีเส้นเลือดมาเลี้ยง เพราะโอกาสที่จะไม่รับก็จะน้อยกว่าส่วนอื่น ปัจจุบันเราจึงยังไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการเข้ากันของเนื้อเยื่อเท่าไรนัก แต่ตามทฤษฎีแล้ว ถ้ามีการเข้ากันของเนื้อเยื่อแล้ว มันจะทำให้โอกาสสำเร็จของการทำผ่าตัดสูงขึ้น แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเรื่องของผู้บริจาคและผู้รับบริจาคทำให้ไม่จำเป็นต้องรอ

ในเรื่องของการผ่าตัด ประสิทธิภาพของการมองเห็นจะเป็นอย่างไร

ขึ้นอยู่กับโรคที่คนไข้เป็น ถ้าเป็นโรคที่ไม่รุนแรงมาก โอกาสที่จะกลับมามองเห็นใกล้เคียงกับปกติ หรือบางรายอาจจะเหมือนปกติเลยได้ แต่ในบางรายที่เป็นมาก การที่เราเปลี่ยนดวงตาก็เนื่องมาจาก

  1. แพทย์ต้องการจะเก็บดวงตาให้กับผู้ป่วยเพื่อจะได้ไม่สูญเสียดวงตา
  2. เพื่อให้ความสามารถในการมองเห็นยังพอมีอยู่ได้บ้าง อาจจะกลับมาไม่เหมือนปกติ แต่อย่างน้อยก็จะสามารถดำเนินชีวิตประจำวันในลักษณะปกติได้ บางรายอาจจะดีขึ้นเหมือนเดิม

อายุในการใช้งานของกระจกตาที่เปลี่ยนใหม่ จะแตกต่างจากเดิมที่มีอยู่หรือไม่

กระจกตาที่ใส่เข้าไปก็จะเหมือนของแปลกปลอม ซึ่งร่างกายคนเราจะมีภูมิคุ้มกันอยู่ ซึ่งบริเวณของกระจกตาจะมีผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันค่อนข้างน้อย แต่ก็มีอยู่บ้าง นั่นหมายความว่า จะมีโอกาสที่ร่างกายจะปฎิเสธ กระจกตาที่เปลี่ยนใหม่ ถ้าร่างกายมีการปฏิเสธเนื้อเยื่อ จะทำให้กระจกตาขุ่นตัวเกิดขึ้น ในช่วงแรกก็จะให้ยาหยอดกดภูมิคุ้มกัน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร เพื่อให้แน่ใจว่า ร่างกายของเราจะไม่ปฎิเสธเนื้อเยื่อใหม่ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังมีโอกาสที่ร่างกายจะปฎิเสธ หรือไม่รับเนื้อเยื่ออันนี้ เราก็จะกลับมาให้ยากดภูมิต้านทานใหม่ เราดูว่ายาจะสามารถกดให้ภูมิต้านทานนี้ลดลง แล้วกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ ก็คือ กระจกตาก็จะเสียไป ไม่สามารถใช้ได้

เมื่อผู้แสดงความจำนงบริจาคดวงตาเสียชีวิต และทายาทแจ้งให้ศูนย์ดวงตาไปดำเนินการนำดวงตาไปช่วยผู้ป่วยกระจกตาพิการเรียบร้อยแล้ว  ทายาทจะได้รับสิทธิพิเศษอะไรบ้าง
สภากาชาดไทยจะมอบสิทธิประโยชน์ให้กับทายาท ดังนี้
  1. จัดดอกไม้หรือพวงหรีดไปเคารพศพของผู้บริจาค
  2. ดำเนินการมอบเกียรติบัตรสภากาชาดไทยยกย่องเชิดชูความดีของผู้บริจาค
  3. ดำเนินการขอพระราชทานเพลิงเผาศพ หรือดินฝังศพ เป็นกรณีพิเศษให้ผู้บริจาค  เมื่อทายาทของผู้บริจาคมีความประสงค์
  4. ดำเนินการขอสิทธิสมาชิกกิตติมศักดิ์สภากาชาดไทยให้แก่ทายาทของผู้บริจาค ดวงตา 1 คน ซึ่งผู้ได้รับสิทธินี้จะได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการ สภากาชาดไทย เพื่อรับพระราชทานประกาศนียบัตร และเข็มสมาชิกกิตติมศักดิ์สภากาชาดไทย 
อยากทราบว่าเมื่อผู้บริจาคเสียชีวิตแล้ว มีการจัดเก็บดวงตาอย่างไร?
กระบวนการจัดเก็บดวงตาจากผู้บริจาค มีขั้นตอนดังนี้
  • ต้องรีบดำเนินการแจ้งศูนย์ดวงตาโดยเร็ว ไม่ควรเกิน 6 ชั่วโมงหลังผู้บริจาคเสียชีวิต 
  • เจ้าหน้าที่ศูนย์ดวงตาจะสอบถามถึงสาเหตุการตาย ผู้เสียชีวิตด้วยโรคที่อาจติดต่อถึงผู้รับดวงตาได้ จะไม่ทำการจัดเก็บ 
  • เมื่อพิจารณาตามข้อ (2) แล้วเห็นว่าสมควรเก็บดวงตาได้จึงทำการจัดเก็บดวงตาผู้บริจาค
  • ทำการเจาะเก็บตัวอย่างโลหิตของผู้บริจาคมาส่งห้องปฏิบัติการเพื่อตรวจวิเคราะห์โรคติดเชื้อต่าง ๆ
  • เมื่อผลวิเคราะห์ตัวอย่างโลหิตไม่พบการติดเชื้อ  จึงดำเนินการต่อไป
  • เตรียมกระจกตา แช่ในน้ำยาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Optisol)
  • จัดส่งกระจกตาให้จักษุแพทย์ เพื่อใชผ่าตัดให้กับผู้ป่วยกระจกตาพิการตามลำดับการจองตา

ผู้สนใจที่ประสงค์ จะบริจาคดวงตา สามารถติดต่อขอบริจาคได้ที่ใด

ศูนย์ดวงตาของสภากาชาด หรือ อาคารเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร ชั้น 7 สถานเสาวภา ถนนฮังรีดูนัง

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ศูนย์ดวงตาของสภากาชาด

ขอบคุณที่มาจาก : อ.นพ.สบง ศรีวรรณบรูณ์
ภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

คำถามอื่นๆ http://www.redcross.or.th/forum/22/22232





Create Date : 17 มกราคม 2560
Last Update : 17 มกราคม 2560 13:53:28 น.
Counter : 251 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
ป่วยโรคไต กินอะไรได้บ้าง อาการไตไม่กำเริบ ชะลอความเสื่อมของไต และยืดเวลาการล้างไต


ป่วยโรคไต กินอะไรได้บ้าง ให้อาการไตไม่กำเริบ

   ผู้ป่วยที่ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลง ทำให้ขับของเสียได้น้อย ดังนั้นเพื่อที่จะ ชะลอความเสื่อมของไต และยืดเวลาการล้างไต ผู้ป่วยจำเป็นต้องควบคุมอาหารดังต่อไปนี้

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ป่วยโรคไต กิน

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

  1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ได้แก่ หมู่เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ หมู่ข้าว แป้ง หมู่ผัก หมู่ผลไม้ หมู่นม โดยปริมาณที่บริโภคแต่ละหมู่อาหารขึ้นอยู่กับระยะการเสื่อมของไต

2. จำกัดการรับประทานสารอาหารโปรตีน โปรตีนคือสารอาหารจำเป็นในการเสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อในร่างกายเราพบโปรตีนในเนื้อสัตว์ ข้าวแป้ง ผัก ผลไม้เมื่อกินโปรตีน ร่างกายจะเปลี่ยนโปรตีนเป็นกรดอะมิโนและไนโตรเจน ซึ่งส่วนที่ไม่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ไนโตรเจน จะถูกขับออกมาในปัสสาวะตามปริมาณที่กินเข้าไป เหตุผลที่จำกัดโปรตีนเพราะ ไตเป็นแหล่งกำจัดของเสีย ร่างกายเผาผลาญโปรตีน ถ้ากินโปรตีนมากก็จะมีของเสียผ่านไตมาก ไตทำงานหนักมากขึ้น

  3. จำกัดอาหารที่มีโซเดียมสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโซเดียมมาก เช่น เครื่องปรุง รสต่างๆ รวมทั้งอาหารหมักดองเค็ม และใช้เครื่องเทศ สมุนไพร มะนาว และน้ำตาล ในการช่วยชูรสอาหาร

4. จำกัดอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง ฟอสฟอรัสมีมากในถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ เมล็ดพืช เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ปลาทั้งกระดูก นม โยเกิร์ต เนยแข็ง ซ็อคโกแลต เครื่องดื่มน้ำอัดลมสีเข้ม เช่น โคล่า เป๊ปซี่

  5. จำกัดอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ผักสีเขียวเข้ม ผักสีเหลือง และผลไม้ที่มี โพแทสเซียมสูง ควรเลือกรับประทานผัก ผลไม้ที่มีโพแทสเซียมต่ำและควรลวกหรือต้มผักให้สุก

  6. น้ำ เนื่องจากความสามารถในการขับปัสสาวะของผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรังนั้นจะลดลง ผู้ป่วยจะมีอาการบวม มีความดันโลหิตสูง หากมีอาการบวมน้ำ ให้ดื่มน้ำไม่ควรเกินวันละ 750-1000 ซีซี หรือ 3-4 แก้วต่อวัน แต่ถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการบวม สามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ

7. พลังงาน ควรได้รับพลังงานจากอาหารให้เพียงพอในแต่ละวันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ภาวะที่มีการเผาผลาญมากกว่าการสร้าง ชนิดของไขมันส่วนใหญ่ควรเป็นไขมันที่มาจากพืช ควรใช้น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง ในการปรุงอาหาร หลีกเลี่ยงไขมันจากสัตว์ กะทิ และอาหารที่คอเลสเตอรอลสูง ได้แก่ ปลาหมึก ปู กุ้ง หอย และควรใช้แป้งโปรตีนต่ำในการเพิ่มพลังงาน

8. ขนมหวาน ผู้ป่วยที่เป็นโรคไตที่ไม่ได้เป็นโรคเบาหวาน สามารถรับประทานขนม หวานได้ แต่ควรหลีกเลี่ยงขนมใส่กะทิ หรือขนมอบที่มีเนย เนยแข็ง เพราะขนมอบมักใส่ผงฟู ซึ่งเป็นสารจำพวกฟอสเฟต(ฟอสฟอรัส) สูง ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานด้วย และระดับน้ำตาลในเลือดยังสูงอยู่ ควรหลีกเลี่ยงขนมหวานจัดซึ่งมีน้ำตาลมาก ไม่ควรใช้น้ำตาลเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน

แนวทางในการรับประทานสารอาหารโปรตีน

          รับประทานอาหารโปรตีนที่มีคุณภาพดี เพราะร่างกายจะนำเอาโปรตีนไปใช้อย่างเต็มที่ ทำให้มีของเสียเกิดขึ้นน้อย ไตไม่ต้องทำงานหนัก อาหารในกลุ่มนี้ได้แก่ ไข่ เนื้อสัตว์ นม และผลิตภัณฑ์นม โดยต้องกินปริมาณโปรตีนตามที่แพทย์กำหนด

          ควรรับประทานโปรตีนจากเนื้อสัตว์ และไข่ อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของโปรตีนที่ได้รับต่อวัน (ควรงดไข่แดงเมื่อระดับฟอสฟอรัสในเลือดสูง) ควรเลือกเนื้อสัตว์สด ไขมันต่ำ คลอเลสเตอรอลต่ำและไม่ผ่านการแปรรูป เช่น เนื้อปลา ควรหลีกเลี่ยง เครื่องในสัตว์ เช่น ตับ ไต ตับอ่อน ปลาเค็ม ปูเค็ม กั้งดอง อาหารหมักดอง เช่น ปลาส้ม แหนม เนื้อสัตว์แปรรูป เช่น หมูแฮม กุนเชียง ไส้กรอก หมูยอ หมูสามชั้น สันคอหมู ขาหมูส่วนที่มีมัน เป็นต้น

       โดยส่วนมากผู้ป่วยมักจะเผลอบริโภคโซเดียมจากผลไม้เข้าไปโดยที่ไม่รู้ตัว ดังนั้น ผู้ป่วยโรคไต จึงควรศึกษาว่ามีผลไม้ชนิดใดบ้างที่สามารถกินได้ปลอดภัย และชนิดใดที่ควรหลีกเลี่ยง

สำหรับผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตสามารถกินได้ ในปริมาณที่เหมาะสม (โดยเลือกบริโภคเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งต่อวัน) มีดังนี้....

       มังคุด 3 ผล, ชมพู่ 2 ผล, องุ่นเขียว 8-10 ผล, เงาะ 4 ผล, มะม่วงดิบ, สับปะรด 8 ชิ้นคำ, ลูกแพร์, แอปเปิล 1/2 ผลกลาง, พุทรา 2 ผลใหญ่ และ ลองกอง 6 ผล

       ผลไม้ในกลุ่มนี้ จัดอยู่ในกลุ่มผลไม้ที่มีปริมาณโพแทสเซียมต่ำ ซึ่งถือว่าปลอดภัยต่อผู้ป่วยโรคไตที่ควรจำกัดปริมาณโพแทสเซียมให้ไม่เกิน 4.7 กรัมต่อวัน โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง หรือผู้ป่วยโรคไตในระยะท้ายๆ

สำหรับผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง เนื่องจากมีปริมาณโพแทสเซียมค่อนข้างสูง มีดังนี้...

       มะเฟือง, กล้วย, ส้ม, แตงโม, แตงหอม, มะละกอ, ลูกท้อ, มะพร้าว, ทุเรียน, มะม่วงสุก, ขนุน, มะขามหวาน, แก้วมังกร, ฝรั่ง, ลำไย, น้อยหน่า, กีวี, อินทผลัม, ลูกยอ, มะปราง, แคนตาลูป, กระท้อน, ผลไม้อบแห้งทุกชนิด เช่น ลูกเกด ลูกพรุน เป็นต้น, ผลไม้หมักดองทุกชนิด และผลไม้แช่อิ่มทุกชนิด

       ผลไม้กลุ่มนี้ นอกจากมีปริมาณโพแทสเซียมสูงแล้ว ยังอาจมีโซเดียมและน้ำตาลที่ส่งผลเสียต่อระบบการทำงานของไตและระบบภายในร่างกายอื่นๆ ด้วย ...อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีระดับโพแทสเซียมในเลือดสูงกว่า 5.0 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ควรงดผลไม้ทุกชนิดชั่วคราว อีกทั้งควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการดูแลสุขภาพโดยรวม เพราะผู้ป่วยโรคไตแต่ละราย อาจมีปัจจัยความเสี่ยงอื่นๆ ที่ต้องคำนึงถึงแตกต่างกันด้วยค่ะ

หมายเหตุ โพแทสเซียม (Potassium) จะทำงานร่วมกับโซเดียม ในการควบคุมสมดุลของน้ำในร่างกายและช่วยทำให้หัวใจเต้นเป็นปกติ โดยความเครียดทางด้านร่างกายและจิตใจ อาจส่งผลให้ขาดโพแทสเซียมได้ หากโพแทสเซียมและโซเดียมในร่างกายเสียสมดุลจะทำให้การทำงานของเส้นประสาทและกล้ามเนื้อเสียไป

       *ผลเสียของการรับประทานโพแทสเซียมเกินขนาด อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยเฉพาะในกรณีผู้ป่วย จะต้องปฏิบัติตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ขอบคุณข้อมูลจาก

หมอชาวบ้าน  l สมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย l กองโภชนาการ กรมอนามัย และคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล l กลุ่มงานโภชนวิทยา โรงพยาบาลราชวิถี

รวมสุขภาพตา





Create Date : 18 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2559 10:29:08 น.
Counter : 739 Pageviews.

1 comment
อย่าหลงเชื่อ อาหารเสริมรักษาต้อตา ใช้เวลา 1-2 เดือนก็ทำให้ตาบอดได้


จักษุแพทย์เตือนโฆษณาวิตามินต่างๆรักษาโรคตาได้ทุกโรคไม่เป็นความจริง

เข้าข่ายโฆษณาชวนเชื่อ หลงใช้เพิ่มโอกาสโรครุนแรงขึ้น ถึงขั้นตาบอด

อย่าหลงเชื่อ อาหารเสริมรักษาต้อตา thaihealth

ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กล่าวถึงกรณีที่มีการขายอาหารเสริมยี่ห้อหนึ่งนำเข้าจากต่างประเทศ

อ้างว่าช่วยบำรุงสายตา สามารถบรรเทาปัญหาการมองเห็นจากภาวะต้อหิน ต้อเนื้อ ต้อลม

ต้อกระจกหายได้หลังรับประทานอาหารเสริมดังกล่าวตั้งแต่ 3 วันขึ้นไป โดยมีครูเพลงชื่อดังร่วมโฆษณาว่า

โรคตาแต่ละชนิดมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน

หากเป็นปัญหาสายตายผิดปกติต้องสวมแว่นสายตา หรือทำเลสิก

ถ้าเป็นต้อกระจกต้องผ่าตัดต้อกระจก

หากเป็นต้อหินก็ต้องให้ยาลดความดันลูกตา

ไม่สามารถใช้วิตามินกินแล้วบอกว่ารักษาทุกโรคได้ วิตามินหรืออาหารเสริมที่ใช้ทางตาใช้ได้ในบางกรณี

ส่วนใหญ่ที่มีการขายในปัจจุบันมักมีส่วนประกอบของสารลูทีน และซีแซนทีน เป็นกลุ่มวิตามิน ซึ่งมีการศึกษาที่

พิสูจน์ว่าได้ประโยชน์เฉพาะผู้ป่วยจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุบางประเภทที่ได้รับการวินิจฉัยจากจักษุแพทย์ก่อน

จึงจะสามารถใช้ยาได้ 

ดังนั้นการนำวิตามินต่างๆ มาโฆษณาว่ารักษาโรคตาได้ทุกโรคนั้นไม่เป็นความจริง

เป็นการโฆษณาชวนเชื่อ

“นี่เป็นการโฆษณาเกินจริง และไม่สามารถใช้เพื่อการรักษาได้ ถ้าไปเชื่อแล้วกินแค่อาหารเสริมเหล่านั้น จะทำให้เกิดอันตราย ขาดโอกาสในการรักษาที่ถูกต้อง ทำให้โรครุนแรงขึ้นจนถึงขั้นตาบอดได้ เช่น ถ้าเป็นต้อเนื้อก็จะลุกลามจนบังการมองเห็น ถ้าเป็นต้อกระจกก็จะทำให้อาการรุนแรงเกิดผลแทรกซ้อนกลายเป็นต้อหินและตาบอดในที่สุด ยิ่งถ้าเป็นต้อหินอยู่เดิมแล้วไม่ได้รับการรักษาด้วยยาลดความดันลูกตาอาจจะทำให้ตาบอดได้ บางคนอาจจะใช้เวลาเพียง 1-2 เดือนก็ทำให้ตาบอดได้

การที่มีเลขสารบบอย.จะบอกแค่ว่ามีส่วนประกอบอะไร ไม่เป็นอันตรายต่อตาอย่างไรเท่านั้น ขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ช่วยกวดขันเรื่องการโฆษณาเกินจริงที่อาจจะเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนให้เข้าใจผิดด้วย” ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวอีกว่า ยาหรืออาหารเสริมดังกล่าวเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ไม่ได้มีผลต่อการรักษาต้อต่างๆ และไม่แนะนำให้คนทั่วไปซื้อใช้เองเพื่อถนอมดวงตา แต่ขอแนะนำให้เลือกดูแลสุขภาพตาด้วยการหลีกเลี่ยงสิ่งที่เป็นอันตรายต่อดวงตา เช่น ลม ฝุ่น และแสงแดด อาจจะสวมแว่นกันแดด สวมหมวก หรือใช้ร่ม ไม่ใช้สายตามากเกินไปโดยเฉพาะการใช้คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ ต้องพักสายตาบ้าง ส่วนอาหารที่มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา อาทิ ผักใบเขียว แครอท เป็นต้น แต่ไม่จำเป็นต้องรับประทานวิตามินเอเสริมก็ได้ เพราะร่างกายไม่ได้ต้องการวิตามินเอมาก แค่รับประทานอาหารให้ครบก็เพียงพอ

สารลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin) มีความสำคัญต่อดวงตาอย่างไร

การมองเห็นถือเป็นหนึ่งในประสาทสัมผัสที่มีความสำคัญต่อมนุษย์เราเป็นอย่าง ยิ่ง และอวัยวะที่เป็นตัวรับภาพต่างๆ จากภายนอกให้เราได้รับรู้ก็คือดวงตา กลไกในการมองเห็นก็คือ เมื่อมีแสงตกกระทบกับวัตถุ แสงจะสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตาเราผ่านกระจกตา รูม่านตา แก้วตา และไปตกที่จอรับภาพตาในลักษณะของภาพหัวกลับแล้วจึงถูกส่งไปแปลเป็นภาพที่เรา มองเห็นจริงในระบบประสาทส่วนท้ายทอย สารอาหารจำเป็นสำหรับดวงตา มีอยู่หลายชนิด ด้วยกัน คือ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี รวมถึงสารอาหารที่มีงานวิจัยอย่างกว้างขวางว่ามีประโยชน์กับดวงตาโดยตรงก็ คือ ลูทีน และ ซีแซนทีน

ลูทีน (Lutein) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin)

เป็นสารธรรมชาติที่มีในพืชผักผลไม้หลายชนิด เป็นสารในตระกูลของสารแคโรทีนอยด์ และพบได้ในบริเวณดวงตา โดยเฉพาะตรงบริเวณเลนส์ตาและจอรับภาพตา

ในธรรมชาติแม้จะมีแคโรทีนอยด์ มากกว่า 600 ชนิด แต่มีเพียงสาร 2 ชนิดนี้เท่านั้น ที่พบในจุดรับภาพของจอตา สารทั้งสองชนิดนี้จะทำหน้าที่ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดดที่เป็น อันตรายต่อดวงตา และช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลาย โดยการลดอนุมูลอิสระ ดังนั้น จึงทำหน้าที่บำรุงตา ทำให้จอตาไม่เสื่อมเร็ว เพราะฉะนั้นใครที่อยากถนอมสายตาไว้ ใช้งานนานๆ ก็ต้องทานผักผลไม้ สีเหลือง และสีเขียวเข้ม

แหล่งที่พบ ลูทีน และ ซีแซนทีน ในธรรมชาตินอกจาก จะพบมากในดอกดาวเรือง และโกจิเบอร์รี่(เก๋ากี้) แล้ว ยังพบใน กะหล่ำ ผักโขม ถั่วลันเตา ต้นอ่อนกะหล่ำดาว ถั่วพิสตาชิโอ บรอกโคลี ข้าวโพด ไข่ แครอท ผักคะน้า ผักบุ้ง ผักปวยเล้ง ผักกาดหอม ผักโขม แตงกวาทั้งเปลือก ซูกินีทั้งเปลือก ถั่วแขก อะโวคาโด มัสตาร์ด ฟักทอง เป็นต้น

การบริโภคพืชผักที่มีลูทีนและชีแซนทีน หรือแม้แต่อาหารสุขภาพที่มีสาระสำคัญนี้ จึงมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพของดวงตา มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหลายชนิดด้วยกัน ที่สำคัญคือ โรคต้อกระจก และโรคจุดรับภาพเสื่อม

สุดยอดอาหาร ดูแลสุขภาพดวงตา

ดวงตา ก็เป็นอวัยวะหนึ่งที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่เช่นเดียวกับอวัยวะอื่นๆของร่างกาย การทานอาหารที่ดีมีประโยชน์จากธรรมชาติช่วยให้คุณมีสุขภาพตาที่แข็งแรง และมีดวงตาที่สดใสไปอีกนานสุขภาพตาดีได้ด้วยอาหารดีมีประโยชน์

  1. ผลแอปริคอท ผลแอปริคอทมันหวาน แคนตาลูป และน้ำเต้านั้น อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนที่เป็นตัวช่วยชะลอการเสื่อมถอยของเลนส์ตา ช่วยบำรุงสายตา และช่วยในการป้องกันการเกิดโรคต้อกระจก
  2. โกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) ผลวิจัยในต่างประเทศพบว่า อุดมด้วยแคโรทีนอยด์ และซีเอแซนทีน ช่วยเรื่องการมองเห็น หรือสายตา เพิ่มความสามารถในการมองเห็น รักษาโรคตาบอดกลางคืน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการรับภาพ และป้องกันแสง โดยเฉพาะแสงสีน้ำเงิน และสีฟ้า ทำให้ดวงตาเสื่อมช้าลง มักถูกแปรรูปเป็นเครื่องดื่มน้ำผลไม้ ต้มเพื่อดื่มน้ำ และใช้ในเชิงสมุนไพรสำหรับประกอบอาหารด้วย
  3. เสาวรส ผลไม้เปรี้ยวอมหวานมีวิตามินเอสูงมาก ทำให้การมองเห็นชัดเจน นอกจากนั้น ยังพบว่ามีวิตามินซีมากกว่ามะนาว จึงช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้
  4. ผลไม้ตระกูลส้ม วิตามินซีที่พบได้ในผักและผล เช่น ส้ม มะเขือเทศ และพริกหวานนั้น สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต้อกระจก อีกทั้งช่วยในการไหลเวียนเลือดในดวงตา วิตามินซีในส้มยังสามารถช่วยป้องกันโรคหวัดและนอกจากนี้กากของส้มยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายอีกด้วย
  5. ผักเคล/กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม เคล กะหล่ำปลีชนิดสีเขียวเข้ม ผักขม หัวผักกาดเขียวและบล็อคโครี่นั้น มีคุณประโยชน์คือให้วิตามินเอสูง ช่วยบำรุงสายตาให้มีประกายที่สดใส มีเบต้าแคโรทีน และยังช่วยต้านการเกิดโรคมะเร็ง มีแคลเซียม วิตามินซี และเส้นใยอาหารสามารถป้องกันโลหิตจางได้อีกด้วย
  6. ถั่วสีน้ำตาลแดง ถั่วสีน้ำตาลแดง นั้นเพรียบพร้อมไปด้วยธาตุสังกะสีที่ดีต่อสายตา อีกทั้งวิตามินเอก็เป็นส่วนช่วยปกป้องเยื่อชั้นในของลูกตา
  7. ปลาแซลมอน เนื้อปลาแซลมอนนั้นมีกรดไขมันโอเมก้า 3 และ DHA ที่สามารถช่วยปกป้องจากโรคภัยไข้เจ็บ อีกทั้งโปรตีนในเนื้อปลายังช่วยในเรื่องของโรคตา และยังสามารถช่วยลดอาการตาแห้งได้อีกด้วย
  8. มันเทศ มันเทศเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีนชั้นดีที่ช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย อีกทั้งยังมีสารต้านมะเร็งที่สูง ราคาไม่แพงและหาซื้อได้ง่ายมากๆ
  9. ผักคะน้า คะน้ามีลูทีน และ ซีแซนทีน ที่ช่วยบำรุงสายตาสูง รับประทานเป็นประจำจะช่วยลดอาการเสี่ยงของการเกิด โรคต้อกระจก ได้ถึง 20 % โรคกระจกตาเสื่อม (AMD) มะเร็งเต้านมและโรคหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย
  10. ผักบุ้ง ผักบุ้งแก้ตาฟาง ลดอาการปวดกระบอกตาในกรณีที่ใช้สายตาเป็นเวลานาน และช่วยบรรเทาอาการตาแห้ง
  11. ฟักทอง ฟักทองช่วยในการมองเห็น ป้องกันเยื่อบุตาแห้ง และกระจกตาเป็นแผล
  12. ผักตำลึง มีเบต้าแคโรทีน และแคโรนอยด์ แก้โรคตามัวตอนกลางคืน

ข้อมูลจาก




Create Date : 11 พฤศจิกายน 2559
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2559 17:13:59 น.
Counter : 397 Pageviews.

1 comment
1  2  3  4  5  

salinta
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



หมีชอบกินปลาแซลม่อนที่ว่ายทวนน้ำ...
All Blog