ตรวจครรภ์ครั้งที่ 13 ...โดนหมอทำเลือดออกอ่ะ


27 ธ.ค. 2553
เมื่อวานนี้คุณหมอนัดตรวจครรภ์ครั้งที่ 13 (เลขสวยจริงๆ) อายุครรภ์ 39 สัปดาห์กับอีก 2 วันแล้ว หมอเห็นหน้าปุ๊บแกก็ทักเลยว่า ...อ้าว ยังไม่คลอดเหรอ
555 นั่นน่ะซิคะ ยังๆไม่มีวี่แววเลย...

คราวนี้หมอขอตรวจภายในเลยว่าสภาพมดลูกเป็นยังไงบ้างแล้ว หมอแหย่มือเข้าไปลึกมาก เจ็บโคตรๆๆๆๆๆๆๆ บอกว่าปากมดลูกเปิดหน่อยนึงแล้ว หัวเด็กต่ำมากเลย แล้วหมอก็บอกว่าจะมีเลือดออกนะ หมอกระตุ้นให้น่ะ

พอลงจากขาหยั่งเท่านั้นแหล่ะ เลือดซึมเลยค่ะ ซับเท่าไหร่ก็ไม่หมด แงๆๆๆๆๆ ไม่เป็นไรใช่มั๊ยคะหมอ

นางพยาบาลแอบกระซิบว่า ถ้าคืนนี้เจ็บท้องก็ไปโรงบาลได้เลยนะ ...พอฟังตอนแรกเหมือนจะกังวลหน่อยๆ แต่พอเอาเข้าจริง ไม่รู้ไปเพลียมาจากไหน หลับเป็นตายเลยค่ะ 555 ไม่มีอาการเจ็บท้องใดๆทั้งสิ้น

เช้านี้ก็ยังเป็นปกติดี แต่ยังคงมีเลือดปนออกมากับตกขาวเป็นเมือกๆ คงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าจะได้เห็นหน้าเจ้าตัวน้อยเมื่อไหร่ น่าจะเร็วๆนี้แล้วล่ะมั้งเนอะ

ใกล้คลอดเต็มที เลยเอาเรื่องน่ากังวลต่างๆตอนใกล้คลอดมาฝากค่ะ

...สายรกพันคอ
ข้ออ้างที่คุณหมอชอบใช้เวลาจะขอผ่าคลอด
แต่จริงๆแล้วสายรกพันคอเนี่ยอาจจะเกิดขึ้นแค่บางช่วงบางขณะเท่านั้นก็ได้ เพราะเด็กเค้าก็ดิ้น เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา บางคนอาจจะกลัวว่าลูกเราจะหายใจไม่ออกหรือเปล่า จะส่งผลอะไรกับสมองหรือไม่ ...ขอบอกว่า ไม่เกี่ยวกันค่ะ เพราะว่าทารกในครรภ์ไม่ได้หายใจทางจมูกหรือปอด แต่เค้าได้รับออกซิเจนผ่านทางสายรกนี่แหล่ะ จึงไม่เป็นปัญหาใดๆตราบใดที่เค้ายังอยู่ในครรภ์ จะมามีปัญหาก็ตอนคลอดนี่แหล่ะค่ะว่าต้องผ่าหรือคลอดเองได้ แต่ถ้าสายรกพันคอเพียงหลวมๆก็สามารถคลอดตามธรรมชาติได้เองอยู่แล้วค่ะ

...มีเลือดออกทำไงดี
เลือดที่ออกมาก็มีหลายแบบ ก่อนที่จะตระหนกตกใจไปกับการเห็นเลือด มารู้จักกับลักษณะของเลือดที่ออกกันก่อนดีกว่า

กรณีที่มีเลือดออกเพียงเล็กน้อย
- เลือดสีชมพูปนออกมากับตกขาว ...เกิดขึ้นได้ตลอดการตั้งครรภ์ ให้ลองดูอาการซัก 2 – 3 วัน ถ้ายังมีเลือดปนออกมาอยู่ให้ไปพบแพทย์
- เลือดสีน้ำตาลเข้ม เหมือนช่วงที่เพิ่งมีหรือใกล้หมดประจำเดือน ...เกิดขึ้นได้ตลอดระยะการตั้งครรภ์ ให้ลองดูอาการซัก 2 – 3 วัน ถ้ายังมีเลือดปนออกมาอยู่ให้ไปพบแพทย์
- เลือดสีแดงสด เกิดตอนอายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์ ...ให้ไปโรงพยาบาลในทันที อาจคลอดก่อนกำหนดได้ค่ะ
- เป็นมูกเหนียวเหมือนตกขาวที่มีเลือดผสมอยู่ เกิดตอนอายุครรภ์ 37 สัปดาห์ขึ้นไป ...แสดงว่าใกล้คลอดแล้ว ไม่ต้องตกใจไป รอให้เจ็บท้องหรือมีน้ำเดินก่อนค่อยไปโรงพยาบาลค่ะ

...ของเราเป็นแบบสุดท้ายนี่แหล่ะ ก็คงต้องรออย่างเดียวเลย




 

Create Date : 27 ธันวาคม 2553    
Last Update : 27 ธันวาคม 2553 13:04:57 น.
Counter : 5027 Pageviews.  

เตรียมพร้อมกับการให้นมแม่


23 ธ.ค. 2553
วันพรุ่งนี้ก็จะครบ 39 สัปดาห์ หยุดยาลดการบีบตัวของมดลูกมาจะ 2 สัปดาห์แล้ว ไม่รู้ว่าเด็กน้อยในท้องจะโผล่ออกมาดูโลกเมื่อไหร่ คลอดเองนี่มันลุ้นแบบนี้นี่เอง

จากที่เคยนั่งๆนอนๆเฉยๆมาตลอด 3 เดือนครึ่ง กลัวว่ากล้ามเนื้อจะไม่มีแรงไปสู้กับการคลอด เลยต้องหาเรื่องออกกำลังกายกันซะบ้าง นั่งๆลุกๆจัดบ้านมันทั้งวันเลยค่ะ พอทำเสร็จก็เมื่อยนู่นปวดนี่ 555 กล้ามเนื้อไม่ได้ถูกใช้งานมานานมากก็งี้อ่ะนะ

อีกอย่างที่ต้องเตรียมความพร้อมคือ... การให้นมแม่ แม่ๆทุกคนถ้าเป็นไปได้ก็คงอยากให้ลูกดูดนมตัวเองด้วยกันทั้งนั้น นอกจากประโยชน์ที่มีมหาศาลแล้ว มีน้ำนมอยู่กับตัวจะเสียตังค์ไปซื้อนมวัวมาทำไม... จริงมั๊ยคะ

เลยต้องมาหาความรู้เรื่องน้ำนมแม่กันซักหน่อย ที่เมืองไทยก็มีหนังสือ เว็บไซต์ต่างๆที่ให้ความรู้เรื่องนี้อยู่มากมาย ส่วนเราเองหนังสือที่มีอยู่ในมือเป็นหนังสือที่ซื้อติดมือมาจากญี่ปุ่น ...เอามาแบ่งปันกันค่ะ

น้ำนมมาจากไหน
ร่างกายของแม่จะเริ่มผลิตน้ำนมโดยการทำงานของฮอร์โมนภายหลังการคลอด สารต้นกำเนิดน้ำนม (เช่น ภูมิต้านทาน, โปรตีน) จะถูกลำเลียงโดยเลือดมายังเต้านม จากนั้นต่อมน้ำนมก็จะสร้างเป็นน้ำนมขึ้นมา
อาจมีคุณแม่หลายคนที่กังวลว่าเราจะมีน้ำนมให้ลูกพอหรือไม่ ...ยังไงคนก็เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เมื่อคลอดลูกออกมาน้ำนมก็จะออกมาตามธรรมชาติเช่นเดียวกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เพราะฉนั้นคุณแม่ที่ยังไม่มีน้ำนมออกมาทันทีหลังคลอด ก็ไม่ควรถอดใจง่ายๆ ควรให้ลูกดูดเต้าอย่างต่อเนื่องเพื่อไปกระตุ้นสมองให้มีการสั่งให้ผลิตน้ำนมออกมา

ประโยชน์ 7 อย่างจากการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
1. เกิดความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างแม่กับลูก
เวลาให้นมถือเป็นเวลาที่สำคัญในการสื่อสารสร้างความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก เพราะว่าสายตาเด็กแรกเกิดนั้นมองเห็นได้ในระยะเพียง 30 ซ.ม.เท่านั้น ซึ่งระยะที่ให้นมจากเต้านี้เป็นระยะที่แม่จะอยู่ในสายตาของลูกน้อยพอดี
2. ได้รับภูมิต้านทานโรค
ทารกแรกเกิดนั้นไม่มีภูมิต้านทานใดๆติดตัวมาเลย ดังนั้นการให้นมแม่จึงทำให้ลูกน้อยสามารถได้รับภูมิต้านทานผ่านทางน้ำนมได้ โดยเฉพาะน้ำนมเหลืองที่ออกมาในระยะแรกของการให้นมนั้น มีภูมิต้านทานอยู่สูงมากเลยทีเดียว
3. ป้องกันลูกน้อยจากภูมิแพ้
นมผงนั้นทำมาจากนมวัวซึ่งเป็นน้ำนมที่มาจากโปรตีนธรรรรมชาติของสิ่งมีชีวิตเหมือนกับน้ำนมแม่ก็จริง แต่ว่าในเด็กบางคนก็อาจมีอาการแพ้นมวัวก็เป็นได้ ในทางกลับกันน้ำนมแม่จะช่วยปกป้องลูกน้อยจากอาการภูมิแพ้ต่างๆได้
4. รักษาร่างกายของคุณแม่หลังคลอด
เมื่อเต้านมได้รับการกระตุ้นโดยการดูดของทารก ร่างกายจะผลิตฮอร์โมน Oxytocin เพื่อช่วยให้มดลูกบีบตัว ช่วยในการขับเลือดหลังการคลอด อีกทั้งการให้นมลูกเองยังจะมีส่วนช่วยให้รูปร่างของคุณแม่เข้าที่เร็วขึ้นอีกด้วย
5. ย่อยง่าย
น้ำนมแม่จะถูกสร้างขึ้นมาให้เหมาะกับทารกแต่ละคนโดยเฉพาะ จึงทำให้ย่อยง่าย ไม่ต้่องกังวลว่าลูกจะไม่สบายจากการดูดนมแม่
6. ช่วยเรื่องพัฒนาการของร่างกาย
โดยทั่วไปแล้วน้ำนมแม่จะช่วยให้ผิวของทารกมีความชุ่มชื่นมีน้ำมีนวล และลักษณะการอ้วนก็จะต่างจากเด็กที่ดื่มนมวัว คือเด็กจะเนื้อแน่น สุขภาพดี
7. ไม่วุ่นวาย
นมผงนั้นต้องวุ่นวายตั้งแต่การตวงนมผง การปรับอุณหภูมิของน้ำร้้อนที่ใช้ชงนม การล้างภาชนะ ฯลฯ แต่ถ้าเราให้นมแม่เองก็ไม่จำเป็นต้องไปสนใจเรื่องเหล่านั้นเลย บรรเทาภาระหลังคลอดไปได้มาก

การเตรียมความพร้อมในการให้นมแม่
เพื่อให้ได้น้ำนมคุณภาพดี เราควรเริ่มเอาใจใส่เรื่องอาหารและการดำเนินชีวิตต่างๆ ตั้งแต่ตอนที่ยังตั้งครรภ์นี่เลย

อาหาร
ควรควบคุมอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก
การควบคุมอาหารเหล่านี้นั้นนอกจากจะเป็นผลดีในการคลอดแล้ว ยังส่งผลไปยังการไหลของน้ำนมหลังคลอดอีกด้วย เพราะถ้าเราทานอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมากเกินไปในช่วงตั้งครรภ์ จะส่งผลให้ต่อมน้ำนมอุดตัน เกิดการอักเสบขึ้นได้

ชุดชั้นใน
เตรียมชุดช้นในที่เหมาะสมกับขนาดของหน้าอกที่ขยายใหญ่ขึ้น
ถ้าใช้ชุดชั้นในเดิมที่มีขนาดเล็กกว่าหน้าอก ก็จะทำให้ต่อมน้ำนมทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่ถ้าใส่ชุดชั้นในที่หลวมเกินไป เต้านมก็จะแกว่งทำให้หัวนมเสียดสีกับชุดชั้นใน ซึ่งจะส่งผลให้หัวนมแตกตอนให้นมลูกได้

ดูแลร่างกายให้การหมุนเวียนเลือดเป็นไปได้ด้วยดี
ควรรักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอโดยเฉพาะในช่วงตั้งครรภ์ ถ้าปล่อยให้ช่วงล่างของร่างกายเย็น ก็จะทำให้การหมุนเวียนโลหิตทั้งร่างกายแย่ลง ส่งผลให้น้ำนมไหลได้ไม่ดี

การดูแลเต้านมเริ่มได้ตั้งแต่สัปดาห์ที่ 24
การนวดเต้านมเป็นวิธีการหนึ่งของเตรียมความพร้อมในการให้นมลูกหลังคลอด อีกทั้งการนวดเต้านมในช่วงนี้ยังจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บเต้านมหรือเต้านมตึงได้อีกด้วย
แต่เนื่องจากการนวดนี้จะส่งผลให้มดลูกบีบตัวได้ ดังนั้นคุณแม่ที่มีความเสี่ยงที่อาจจะคลอดก่อนกำหนด ให้เริ่มนวดตั้งแต่สัปดาห์ที่ 37 เป็นต้นไปแทน

วิธีการนวดเต้านม
วิธีแรก... ใช้มือข้างซ้ายประคองเต้านมด้านขวาจากฐานนม แล้วยกเต้านมให้เฉียงขึ้นมาทางด้านซ้าย ทำสลับกันทั้งสองข้าง
วิธีที่สอง... ใช้มือทั้งสองข้างประคองฐานเต้านมทั้งสองข้าง (มือซ้ายประคองด้านซ้าย มือขวาประคองด้านขวา) จากนั้นก็ยกเต้าทั้งสองขึ้นในแนวดิ่งพร้่อมๆกัน

...ทั้งสองท่านี้จะช่วยเรื่องการไหลเวียนของเลือดและน้ำเหลืองของเต้านมและบริเวณใกล้เคียง ถ้ามีอาการเจ็บหรือตึงหน้าอก ก็ให้ทำเบาๆยกหน้าอกขึ้นเพียงเล็กน้อย โดยทำ 35 – 40 ครั้งต่อ 10 วินาที แต่ถ้าไม่มีอาการเจ็บหรือตึงหน้าอก ก็สามารถยกขึ้นแรงๆได้ โดยทำ 25 – 30 ครั้งต่อ 10 วินาที

การทำความสะอาดหัวนม
ใช้สำลีที่ไม่มีสารเรืองแสงจุ่มน้ำมัน (น้ำมันที่ใช้กินได้ เช่น น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันงา) แล้วนำมาแปะไว้บนหัวนมประมาณ 5 – 10 นาที จากนั้นใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำอุ่นเช็ดออกเบาๆ นอกจากจะทำให้คราบน้ำนมหลุดออกแล้ว ยังทำให้หัวนมนิ่มขึ้นอีกด้วย

...ลองทำกันดูนะคะ ^ ^




 

Create Date : 23 ธันวาคม 2553    
Last Update : 23 ธันวาคม 2553 23:03:16 น.
Counter : 797 Pageviews.  

38 สัปดาห์แล้ว... พร้อมคลอดทุกเมื่อ ^ ^/


11 ธ.ค. 2553
37 สัปดาห์กับอีก 1 วัน วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่คุณหมอให้ยาลดการบีบตัวของมดลูกมากิน หลังจากที่เคยกินมาตลอดตั้งแต่รู้ว่าอาจจะคลอดก่อนกำหนดได้ พองดได้ประมาณ 2 – 3 วันเท่านั้นแหล่ะ อาการเจ็บจี๊ดบริเวณท้องน้อยด้านขวาก็กำเริบขึ้นมาอีก ...แต่ก็เอาเถอะ ตอนนี้ก็ถือว่าเข้าสู่ช่วงที่ปลอดภัยแล้วล่ะ

จากที่อยู่เฉยๆมาตลอด ตอนนี้ก็ต้องเริ่มบริหารกล้ามเนื้อบ้างแล้ว ไม่งั้นเดี๋ยวไม่มีแรงไปคลอดเอง แต่ก็ไม่รู้ว่ามาบริหารเอาตอนนี้จะช่วยได้มากน้อยแค่ไหน แต่ยังไงก็คงดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย เริ่มด้วยการสังคยนาห้องนอนตัวเอง ไม่งั้นเดี๋ยวไม่มีที่วางของลูก เหอๆๆๆ ลงมือตั้งแต่เช้ายันเย็น ลุกๆนั่งๆยืนๆเดินๆมันตลอด จนเมื่อยไปทั้งตัว ผลปรากฏว่าไอ้ที่เคยนอนไม่หลับ คืนนั้นหลับเป็นตายเลย สงสัยจะขาดการออกกำลังกายไปมากจริงๆ

19 ธ.ค. 2553
วันนี้คุณหมอนัดตรวจครรภ์ครั้งที่ 12 ขนาดท้องก็ไม่ได้ใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ ไอ้เราก็คิดว่าน้ำหนักคงไม่ขึ้นเท่าไหร่แล้วมั้ง เพราะก็มีบางช่วงที่น้ำหนักขึ้นเดือนนึงไม่ถึงโลเลยด้วยซ้ำ นี่เพิ่งห่างจากครั้งที่แล้วมาแค่ 2 อาทิตย์เอง ...ที่ไหนได้ น้ำหนักขึ้นมา 1 โลพอดิบพอดี ไม่มีขาดมีเกิน รอบพุง 93 ซ.ม. ความสูงมดลูก 33 ซ.ม. ขยายจากเดิมขึ้นมาอย่างละ 1 ซ.ม.

ไอ้เราก็ลืมไปว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายเนี่ยล่ะตัวดีเลย ลูกกำลังโตเอาๆ ดีนะที่เริ่มคุมน้ำหนักมาตั้งแต่แรก (ต้องขอบคุณหมอที่ญี่ปุ่นด้วยที่เข้มงวดเรื่องนี้ ถึงจะไม่ค่อยชอบขี้หน้าซักเท่าไหร่ก็เถอะ) เพราะถ้าปล่อยตามใจปากมากเกินไป ไอ้ที่ตั้งใจว่าจะคลอดเองก็อาจจะเป็นไปไม่ได้

อีกอย่างที่ต้องขอบคุณคุณหมอที่แสนจะดุที่ญี่ปุ่นก็คือ เรื่องที่แกสั่งให้เราอยู่เฉยๆเพราะมีความเสี่ยงที่อาจจะคลอดก่อนกำหนดได้นี่แหล่ะ เพราะความดุของหมอ ทำให้เราสามารถรักษาลูกให้อยู่ในท้องมาได้อย่างปลอดภัยจนถึงตอนนี้ ทั้งคำสั่งที่เข้มงวดของหมอ ทั้งยาที่กินมาตลอดกว่า 3 เดือนครึ่ง พร้อมๆกับการอยู่บ้านเฉยๆตลอดช่วง 3 เดือนครึ่งนี้ ไม่ได้ออกไปไหน ไม่ได้ไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงเลย ทั้งๆที่นานๆจะได้กลับมาไทยทั้งที แต่ทั้งหมดนี้ก็ทำให้ลูกไม่โผล่ออกมาก่อนกำหนด ก็ถือว่าคุ้มมากๆจริงๆ

...วันนี้ก็ลองถามหมอเพื่อความชัวร์ด้วยว่าเราจะคลอดเองได้หรือเปล่า หมอตอบกลับมาว่า...
“ครั้งที่แล้วซาวน์เด็กได้ 2450 กรัม ครั้งนี้ก็น่าจะอยู่ที่ 2800 ได้ ก็อาจจะคลอดเองได้ก็ได้นะ เดี๋ยวคราวหน้าหมอจะซาวน์ให้อีกที”

...เอิ่ม... คนอื่นที่เค้าน้ำหนักตัวมากกว่านี้ ลูกตัวโตกว่านี้เค้ายังคลอดเองได้เลย ทำไมหมอให้คำตอบหนูแบบไม่มั่นใจอย่างงั้นล่ะคะเนี่ย > <

นี่ก็พร้อมคลอดได้ทุกเมื่อแล้ว หน้าท้องก็แข็งเป็นระยะๆ ถี่ขึ้นกว่าที่ผ่านๆมามาก ไม่รู้ว่าจะคลอดออกมาก่อนได้ไปหาหมอคราวหน้าหรือเปล่าเนี่ยซิ

...ตั้งแต่กลับมาเมืองไทยนี่ สามีไรท์เพลงคลาสสิคส่งมาให้เยอะแยะมากมาย ตั้งแต่ของโมสาร์ท, บาค, โชแปง, บีโธเฟ่น, โยฮันเนส บราห์ม และอื่นๆอีกมากมายราว 30 แผ่นได้ แล้วยังมีเพลงบรรเลงอื่นๆที่เพื่อนไรท์มาให้อีกประมาณ 20 กว่าแผ่น ฟังกันหูห้อยไปเลย 555

ส่วนช่วงนี้ก็มีเตรียมเอาของใช้ของเจ้าตัวน้อยออกมาจัดเรียงให้เป็นระเบียบ อยู่ๆเกิดเจ็บท้องคลอดขึ้นมา กลับมาจากโรงพยาบาลจะได้หยิบจับใช้สอยได้เลย อีกอย่างก็เป็นการทบทวนไปในตัวด้วยว่าเตรียมของไว้ให้ลูกครบแล้วหรือยัง ...แต่ก็เตรียมเท่าที่จำเป็นเท่านั้นอ่ะนะ เพราะพอหลังคลอดก็คงอยู่ไทยแค่ไม่กี่เดือน ขี้เกียจขนของกลับญี่ปุ่นเยอะๆ ไปหาซื้อเอาที่นั่นยังถูกกว่าอีกต่างหาก

ของใช้ส่วนตัวของตัวเองที่จะเตรียมไปโรงพยาบาลก็จัดเรียบร้อยแล้ว ...คงไม่มีอะไรต้องเป็นห่วงแล้วล่ะ พร้อมเสมอแล้วค่ะ ^ ^

มาดูสภาพร่างกายของแม่ตอนใกล้คลอดนี่กันดีกว่าว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปยังไงบ้าง
สภาพร่างกายของคุณแม่... ตกขาวมีปริมาณมากขึ้น หรืออาจมีเลือดออกเล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกว่าใกล้คลอดแล้วนั่นเอง
ท้องจะแหลมออกมาด้านหน้ามากยิ่งขึ้น เำพราะทารกลงมายังบริเวณเชิงกรานแล้ว อีกทั้งมดลูกก็จะลงมาต่ำไม่เบียดบริเวณช่องอกอีกต่ิอไป ทำให้ความรู้สึกแสบร้อนบริเวณอก และอาการแน่นท้องหายไป แต่จะรู้สึกเจ็บเอวและบริเวณหัวหน่าวมากขึ้น และรู้สึกตึงบริเวณขาหนีบ เข้าห้องน้ำบ่อยครั้งขึ้น บางคนอาจจะรู้สึกว่าปัสสาวะออกไม่หมด
เนื่องจากท้องที่มีขนาดใหญ่ขึ้นทำให้ผิวบริเวณสะดือทุกดึง จึงไม่เห็นรอยบุ๋มของสะดือ หรือบางคนสะดืออาจจุ่นขึ้นมาได้ แต่พอคลอดแล้วทุกอย่างก็จะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ไม่มีอะไรต้องกังวล

...ตอนนี้เราเป็นมันเกือบทุกอย่างเลย ยกเว้นที่ว่าไม่มีเลือดออก บริเวณขาหนีบนี่จะรู้สึกตึงก็เฉพาะตอนที่นอนตอนกลางคืนเท่านั้น ...อย่างงี้นี่ใกล้คลอดมากน้อยแค่ไหนน้า... ตื่นเต้นๆ อยากให้สามีมาอยู่ด้วยจัง




 

Create Date : 19 ธันวาคม 2553    
Last Update : 20 ธันวาคม 2553 13:01:35 น.
Counter : 9150 Pageviews.  

อัลตราซาวน์ก่อนได้เห็นหน้าเจ้าตัวน้อย


5 ธ.ค. 2553
วันนี้หมอนัดตรวจครรภ์ครั้งที่ 11 และก็จะซาวน์ให้ด้วย ...ตอนนี้เจ้าตัวเล็กจะเป็นยังไงบ้างเนี่ย ไม่ได้เจอหน้ากันตั้งนาน ไม่รู้ว่าพัฒนาการไปถึงขนาดไหนแล้ว ตื่นเต้นๆๆๆๆๆ


ทีแรกหมอว่าจะซาวน์ 4D ให้ แต่ลองถ่ายดูแล้วปรากฏว่า 3D นี่ยังเห็นชัดกว่าอีก เพราะเด็กตัวโตแน่นเต็มท้องไปหมดแล้ว

อายุครรภ์ 36 สัปดาห์กับ 2 วัน ความสูงมดลูก 32 ซ.ม. รอบพุง 92 ซ.ม. น้ำหนักขึ้นมา 8 กิโลค่ะ

...ถ้าอยู่ที่ญี่ปุ่นนี่ น้ำหนักขึ้นประมาณนี้เป็นเรื่องปกติมากมาย (เค้าจะไม่ให้เกิน 10 โลกันน่ะค่ะ แถมหมอญี่ปุ่นนี่ดุมากกกกกอีกต่างหาก) แต่พอมาเป็นที่เมืองไทยน้ำหนักขึ้นแค่นี้กลับกลายเป็นเรื่องแปลกไปซะได้ ...แต่ก็ยังดีที่ทุกครั้งที่หาหมอ คุณหมอแกก็จะบอกว่า “น้ำหนักขึ้นกำลังดี” มาตลอด ค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย

หมอดูการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ให้ ผลออกมาก็คือ ตอนนี้เด็กมีขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ 36 สัปดาห์กับอีก 3 วัน เกินอายุครรภ์จริงมา 1 วัน ขายาวแต่ช่วงตัวสั้น ...ก็คงได้หุ่นแม่มันมาอ่ะนะ 55555 ส่วนน้ำหนักเด็กก็อยู่ที่ 2450 กรัม หมอบอกว่า พอใกล้คลอดก็คงประมาณ 3000 กรัมได้ ^ ^

แล้วคุณหมอก็เสริมว่า ให้คอยสังเกตการดิ้นของลูกด้วย ถ้าดิ้นวันนึงไม่เกินสิบครั้งให้ไปร.พ.ทันที เพราะตอนนี้เด็กตัวใหญ่เต็มท้อง น้ำคร่ำก็ลดลงเรื่อยๆ โอกา่สที่รกจะไปพันเด็กก็มีเพิ่มมากขึ้น ...ก็หวัีงว่าทุกอย่างคงจะผ่านไปได้ด้วยดี ไม่มีปัญหาอะไร


นับญี่ปุ่นก็ 9 เดือนเต็มแล้ว นับไทยก็ 8 เดือนกับอีกนิดหน่อย

...เข้าสู่เดือนสุดท้ายแล้ว เด็กน้อยในครรภ์จะเป็นยังไงบ้าง
ทารกเริ่มอยู่กับที่ การเคลื่อนไหวน้อยลง และสามารถคลอดได้ทุกเมื่อ ทารกจะนอนและตื่นทุกๆ 20 – 30 นาที ไขมันที่เคลือบร่างกายเริ่มหลุดออก ขนอ่อนๆตามร่างกายลดลง ผิวหนังเริ่มเป็นสีผิวสวย ทั้งอวัยวะภายใน กล้ามเนื้อ และระบบประสาทมีการพัฒนาเต็มที่แล้ว เตรียมพร้อมสำหรับการหายใจ การปรับอุณหภูมิของร่างกาย และการดื่มนมแม่เมื่อออกมาสู่โลกภายนอก
ทารกเข้าสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง (กลับหัวลง) และเคลื่อนลงสู่กระดูกเชิงกราน ทำให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวได้น้อยลง ที่เหลือก็แค่ทำใจให้สบายรอ “ช่วงเวลานั้น” เท่านั้นเอง

เมื่อใกล้คลอด ร่างกายก็จะเริ่มเตรียมความพร้อม
แม่... กระดูกเชิงกรานขยาย ปากมดลูกนิ่ม
กระดูกเชิงกรานประกอบขึ้นหลวมๆจากกระดูกหัวหน่าว กระดูกใต้กระเบนเหน็บ และกระดูกสะโพก เมื่อใกล้คลอดกระดูกเหล่านี้จะขยายออกทีละน้อย เพื่อเป็นการเตรียมให้ทารกน้อยสามารถผ่านออกมาได้โดยง่าย เมื่อกระดูกเหล่านี้เริ่มหลวมบางครั้งก็อาจจะรู้สึกเจ็บบริเวณเอว หรือกระดูกหัวหน่าว
ลูก... กระดูกกะโหลกจะซ้อนกัน เพื่อให้ศรีษะมีขนาดเล็กลง
บริเวณศรีษะด้านบนของทารกจะมีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่ กะโหลกศรีษะก็จะไปซ้อนกันอยู่ในบริเวณนั้นเพื่อให้ศรีษะมีขนาดเล็กลง เพื่อให้สามารถผ่านช่องทางคลอดแคบๆออกมาได้ ศรีษะของทารกแรกเกิดจึงมีลักษณะแหลม

...ตอนนี้ร่างกายของแม่กับลูกเตรียมพร้อมไปถึงขนาดไหนแล้วน้า...




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2553    
Last Update : 18 ธันวาคม 2553 9:32:15 น.
Counter : 1472 Pageviews.  

ยิ่งใกล้คลอดก็ยิ่งหลับยาก เฮ้อ... > <


สองสามสัปดาห์มานี่นอนหลับยากมากๆๆๆๆๆๆๆ เริ่มปิดไฟนอนตอนเที่ยงคืนได้ แต่กว่าจะหลับนี่ไม่เคยก่อนตี 3 เลยซักคืน ที่เลวร้ายสุดที่เคยทำสถิติได้คือ “ตีห้า” แล้ว ยังไม่ได้หลับเลยซักงีบ พลิกตัวซ้ายขวาหน้าหลัง นอนตะแคง นอนหงาย นอนก่ายหน้าผาก นับแกะจนหมดคอก พุทธโธ นะโม ยุบหนอพองหนอ กินนมอุ่นๆก่อนนอน ...ทำมันทุกวิธี ไม่มีวิธีไหนได้ผลเลย ไม่ใช่หลับๆตื่นๆด้วย แต่ไม่หลับเลยยยยยยย ลองเปิดเพลงกล่อมดู ก็หลับไปได้สองคืน จากนั้นก็กลับมาเหมือนเดิมอีก เฮ้อ... เซ็งๆๆๆ

เลยต้องอาศัยนอนกลางวันเอา ...ไม่ใช่ซิ เรียกว่าอะไรดี ก็แค่ตื่นมากินข้าวเช้า (ยังมีจิตสำนึกอยู่ว่าถึงจะง่วงยังไงก็ต้องตื่นมากินข้าวให้ครบสามมื้อ) พอกินเสร็จ ก็พุ่งลงเตียงเลย หลับยาวยันเที่ยง เหอๆ

คุณสามีบอกว่า ...อาจจะเป็นเพราะหมอสั่งไม่ให้เราทำอะไรมาก ร่างกายเลยไม่ได้ใช้พลังงาน มันก็เลยนอนไม่หลับ ...นั่นก็คงเป็นส่วนหนึ่งอ่ะนะ ความกังวลที่เข้ามา ท้องที่หนักขึ้น เจ็บนั่นเจ็บนี่มากขึ้น ก็คงมีส่วนด้วยไม่ใช่น้อย

นี่ขนาดน้ำหนักขึ้นไม่มาก เดินไม่เยอะ ตอนนอนก็เลยไม่ได้ทรมานอะไรมากมายจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ถ้าหน้าท้องไม่ตึงก็ยังนอนหงายได้ปกติ ไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร เจ็บถ่วงๆก็แทบจะไม่มี (ก็เล่นนอนมันทั้งวันนี่นา 555) ผลของการคุมน้ำหนักนี่มันดีอย่างนี้นี่เอง

ตั้งแต่ท้องมานี่แทบจะงดขนมนมเนยเลยก็ว่าได้ ร้านเค้กนี่ไม่เข้าเลย ทั้งๆที่อยู่ที่ญี่ปุ่นนี่กินบ่อยมากกกกก ก็มันอร่อยนี่นา เนื้อติดมัน หมูสามชั้นที่เคยชอบ ก็เลี่ยงหมด พยายามไม่กินระหว่างมื้อ แต่กินมื้อใหญ่ๆให้อิ่มไปเลยทีเดียว หรือถ้าหิวก็จะกินเป็นผลไม้ (ที่มีน้ำตาลน้อย) ไม่ก็สลัด นมก็เป็นนมแคลเซียมสูงไขมันต่ำ ไม่แตะน้ำผลไม้เลย ...คุมได้มากกว่าตอนที่ไดเอ็ทซะอีก ไม่น่าเชื่อตัวเองจริงๆ

ที่ต้องคุมขนาดนี้นี่ไม่ใช่อะไร ไม่ใช่กลัวไม่สวย หรือกลัวลดไม่ลงหลังคลอด (แต่ก็มีหวาดๆบ้างนะ 55) แต่ตั้งใจไว้ว่าจะคลอดเอง ถ้าเด็กน้ำหนักมากเกิน หรือไม่ก็ถ้ามีไขมันไปสะสมบริเวณช่องคลอดมาก ก็จะทำให้คลอดยากเข้าไปอีก อะไรที่ทำได้ก็อยากทำไว้ก่อน เพราะไม่รู้ว่าตอนท้องถ้าตามใจปากนี่น้ำหนักจะพุ่งพรวดรวดเร็วแค่ไหน ก็เลยต้องขอคุมไว้แต่เนิ่นๆ อาหารใดๆที่ไม่ได้มีประโยชน์กับลูก กินเข้าไปก็ไปสะสมอยู่ที่แม่หมดนี่ถ้าเลี่ยงได้ก็จะำพยายามเลี่ยงให้มากที่สุด ...แต่แน่นอนว่าไม่ได้เลี่ยงจดเครียด เพราะนั่นเป็นผลเสียต่อลูกมากกว่าการคุมน้ำหนักซะอีก เลี่ยงได้ก็เลี่ยง ลดได้ก็ลด ทำไม่ได้ก็ไม่ได้เครียดอะไร สบายๆค่ะ

บางคนพอรู้แบบนี้ก็บอกว่า

“เดี๋ยวลูกก็ไม่โตหรอกแก”

“ท้องเล็กมากกกกก ไม่เหมือนคนท้องเลย ให้หมอเช็คบ้างรึเปล่า ลูกอาจจะตัวเล็กก็ได้นะ”

“สงสารลูก กินๆมันเข้าไปเถอะ”

บลาๆๆๆๆๆๆๆ

แต่ที่สบายใจอยู่อย่างก็คือ แม่เราไม่เคยบังคับเลย บางช่วงท้องแน่นๆกินอะไรไม่ลง แม่ก็บอกว่า “ก็ไว้กินตอนที่กินลง ไม่เห็นจะเป็นไร กินไม่ลงจะไปฝืนทำไม”

“ตอนแม่สาวๆแม่ก็ท้องเท่านี้นี่แหล่ะ นี่ของเราน่ะใหญ่แล้ว จะไปกังวลทำไม”

...อีกอย่าง วันไหนที่กินเยอะ (แน่นอนว่ากินด้วยความเอร็ดอร่อย) ตอนกลางคืนจะเจ็บท้องมาก นอนไม่เป็นสุขเลย ก็เลยไม่สามารถเพิ่มปริมาณการกินได้มากมาย กินได้แต่พอดีเท่านั้น

21 พ.ย. 2553 ...ตรวจครรภ์ครั้งที่ 10 ค่ะ


ตอนนี้อายุครรภ์ 34 สัปดาห์กับ 2 วัน ความสูงมดลูก 31 ซ.ม. รอบพุง 91 ซ.ม. น้ำหนักขึ้นมา 7 กิโลแล้วค่ะ

...จากหนังสือเค้าบอกว่า ช่วงนี้ผิวหนังของทารกที่เคยใสเหมือนแก้วจะเริ่มกลายเป็นสีชมพู ขนอ่อนๆที่ขึ้นทั่วทั้งตัวเริ่มบางลง ร่างกายจะค่อนข้างสมบูรณ์ประมาณช่วงสัปดาห์ที่ 34 ปริมาณไขมันใต้ผิวหนังจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก รูปร่างทารกจะกลมมนมากยิ่งขึ้น รอยย่นน้อยลง เล็บเริ่มยาวออกมาถึงปลายนิ้ว เริ่มดื่มน้ำคร่ำและถ่ายออกมาเป็นปัสสาวะ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการดูดนมและขับของเสียหลังคลอด
สามารถแสดงออกทางสีหน้าหรือทางร่างกายได้ว่า “พอใจ” “ไม่พอใจ” กับสิ่งเร้าหรือเสียงจากภายนอกได้ อีกทั้งเนื่องจากในช่วงสัปดาห์ที่ 34 นี้ ร่างกายของทารกเกือบจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นสำหรับคุณแม่ที่มีความเป็นไปได้ที่จะคลอดก่อนกำหนด ถ้าสามารถรักษาทารกมาจนถึงสัปดาห์นี้ได้ก็สามารถโล่งใจได้แล้ว

ส่วนสภาพร่างกายของแม่นั้นจะเกิดอาการต่างๆขึ้นมากมาย เช่น รู้สึกแสบร้อนบริเวณอก แน่นท้อง หัีวใจเต้นเร็ว หายใจไม่ทัน ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เป็นต้น
ปลายมดลูกขึ้นมาสูงถึงกลางอก ทำให้รู้สึกแสบร้อนบริเวณอก หรือแน่นท้องมากยิ่งขึ้น ไม่สามารถทานปริมาณมากๆในครั้งเดียวได้ มดลูกที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจะไปเบียดกระเพาะ หัวใจ และปอด ทำให้หัีวใจเต้นเร็ว และหายใจไม่ทัน ศรีษะของทารกยังไปเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อย หรือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ก็ควรเปลี่ยนชุดชั้นในบ่อยๆเพื่อรักษาความสะอาดอยู่เสมอ
อีกทั้งอาจจะรู้สึกเจ็บบริเวณขาหนีบหรือหัวหน่าวขณะเดินได้ นั่นก็เนื่องมาจากการที่ศรีษะของทารกได้ลงมายังกระดูกเชิงกรานแล้ว ซึ่งก็หมายความว่าใกล้เวลาคลอดเข้ามาแล้วนั่นเอง
อาจจะรู้สึกว่าหน้าท้องตึงหรือแข็งบ่อยครั้งขึ้นในหนึ่งวัน ถ้าอาการหน้าท้องตึงนั้นหายไปหลังจากที่พักผ่อนได้ซักครู่ ก็ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าอาการดังกล่าวยังไม่หายไป และรู้สึกเจ็บรุนแรงมากยิ่งขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่อาจจะคลอดก่อนกำหนด ให้เข้ารับการตรวจในทันที

ถ้าคุณแม่คนไหนตั้งใจว่าจะคลอดลูกเองแล้วล่ะก็ ควรฝึกการหายใจเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดได้แล้วค่ะ ถ้าเราหายใจถูกวิธีก็จะช่วยได้ตั้งแต่ช่วยบรรเทาการเจ็บท้องคลอด ป้องกันไม่ให้เสียแรงโดยไม่จำเป็น ช่วยส่งออกซิเจนให้กับทารก และยังช่วยให้การคลอดผ่านไปได้อย่างราบรื่นอีกด้วย

สู้ๆค่ะ (...บอกทั้งตัวเอง และคุณแม่ทุกคนเลย)




 

Create Date : 17 ธันวาคม 2553    
Last Update : 17 ธันวาคม 2553 11:00:50 น.
Counter : 7381 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

HappyToBeMe*
Location :
Shizuoka Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




เรียนเอกญี่ปุ่น ทำงานบริษัทญี่ปุ่น แต่งงานกับคนญี่ปุ่น มาใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่น บางช่วงก็เกลียดญี่ปุ่นเข้าไส้ บางช่วงก็รักใจจะขาด ไม่นึกว่าญี่ปุ่นจะมายุ่งเกี่ยวกับชีวิตมากมายขนาดนี้เลยนะเนี่ย

เพื่อการอ่านหน้าบล็อคให้ได้ตามความตั้งใจของจขบ. ลองดาว์นโหลดฟอนต์ดู ที่นี่ เลยค่ะ
ขอขอบคุณคุณ iannnnn มากๆที่สร้างสรรค์ฟอนต์สวยๆให้ได้ใช้กันนะคะ

**สงวนลิขสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2539 ห้ามผู้ใดละเมิด ไม่ว่าการลอกเลียน หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของรูปภาพ และ ข้อความใน blog แห่งนี้ไปใช้ ทั้งโดยเผยแพร่และเพื่อการอ้างอิง โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุดนะคะ**

New Comments
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add HappyToBeMe*'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.