space
space
space
space

Criminal Minds... Everything Communicates
Criminal Minds: Series ที่ไม่ควรดูเกินวันละ 2 ตอน (ฮา)
เป็น Series ชุดที่สองที่เลือกมาดู หลังจาก CSI ทั้งสามหัวเมือง และพบว่าหนังแนวนี้คงเป็น“ทาง”ของเรา


Criminal Minds เป็นเรื่องของสังกัด BAU (Behavioral Analysis Unit) ที่อยู่ใต้สังกัด FBI ลักษณะการทำงานของหน่วยงาน เข้าไปรับผิดชอบคดีจากท้องที่ ที่ขอความช่วยเหลือ หรืออยู่ในระหว่างเขตรอยต่อรัฐ ซึ่งทำให้เป็นพื้นที่ ที่ FBI มีอำนาจเต็ม


เจ้าหน้าที่ของทีม มิใช่จิตแพทย์ แต่เป็นบุคลากรที่ได้รับการฝึกฝนด้านจิตวิทยา การทำงานของ BAU จึงเป็นการวิเคราะห์สภาพจิต, บุคลิกทางสังคม ของฆาตกร (มีการแซวกันเองในเรื่อง ว่าสืบจนสามารถบอกได้ว่าฆาตกรใช้แชมพูยี่ห้ออะไร (ฮา )..) มากกว่าที่จะศึกษาหลักฐานด้านนิติเวช ซึ่งจะเข้ามามีบทบาทในขั้นตอนไต่ส่วนในชั้นศาล เรียกว่า เอา Expertise และ Creditability เป็นตัวออกหน้า

ดังนั้นหลังจับฆาตกรได้ จึงไม่ค่อยเห็น BAU อยู่ดำเนินคดีเอง จะแพ็คกระเป๋ากลับบ้าน และมองหาคดีใหม่ทำ (ฮา)

เป็น Series อีกเรื่องที่เลือกมาดู แล้วไม่ผิดหวัง นอกจากได้รับเนื้อหาด้านจิตวิทยา (ถึงแม้จะเป็นด้านอาชญวิทยาก็เถอะ) ก็ยังมี Drama ปนอยู่ในทุก ๆ ตอนและแอคชั่นน้อยกว่า Series แนวเดียวกัน อย่างเห็นได้ชัด

ด้วยคดีที่ BAU รับทำมักเป็นคดีที่เกี่ยวกับ Serial Killer ซึ่งวิธีคิด วิถีชีวิต ตลอดจนแรงจูงใจของฆาตกรเป็นสิ่งที่ยากเกินความเข้าใจ ผู้ชมจึงได้ชมรูปคดีที่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ ปมด้อยด้านจิตวิทยาของฆาตกร (จิตป่วย ว่างั้นเถอะ) อยู่เสมอ จขบ (เจ้าของบล็อก) จึงมักมีอาการ “จิตตก” เสมอ และไม่ค่อยดูติดกันหลาย ๆ Episode ในวันเดียว (เต็มที่ 2-3 ตอน)


สิ่งที่ประทับใจอย่างยิ่งใน Series เรื่องนี้คือ " Quote " เท่ ๆ ที่นำมาโปรย ทั้งตอนเริ่มต้น และจบตอน หลาย Quote ย้ายมาไว้ใน Journal ประจำวัน บ้างกลายเป็นแนวทางให้ทัศนคติดี ๆ

ผู้สร้างพยายามตัวละครให้มีมิติ ตามลักษณะของละครสืบสวน+จิตวิทยา ตัวละครจึงมิใช่ “ผู้พิทักษ์ความยุติธรรม” หรือ “นักอาชญวิทยา” ที่สมบูรณ์แบบ ตัวละครทุกตัวมีอดีตที่เก็บไว้Pandora Boxที่ตนพยายามปิดไว้ และปิดกั้นจากสมาชิกในทีม บ่อยครั้งที่สมาชิกเอง มีอาการ “จิตตก” ที่ซึมซับมาจากคดี หรือฆาตกร
จึงไม่แปลกใจที่พวกเขาProfileฆาตกร แต่ไม่ชอบใจที่จะต้องถูกProfileกันเอง


จะกล่าวถึงสมาชิกเป็นบางคน และจะเนื้อเปิดเผย เนื้อเรื่องบางส่วน


แอรอน ฮอชเนอร์ (Aaron Hotchner) หัวหน้าทีมหน้าม้าหมากรุก ที่เคยเป็นอัยการ, ทนาย(แน่ล่ะ) ,เป็นพ่อ, พี่ชาย และเป็นเสาหลักของทีม “ฮอช” เป็นคนมุ่งมั่นกับงานจนเข้าข่าย “บ้างาน” ฮอชเคยกล่าวใน Season แรก ๆ ว่าเวลาเลิกงานก็ต้องการที่จะกลับบ้านให้เร็วที่สุดและพยายามเป็นทุกอย่างที่ครอบครัวต้องการ เพื่อชดเชยสิ่งที่ตนละเลยไป แต่ความรับผิดชอบกับ BAU มากเกินกว่าที่จะแบ่งเวลาแบบWin-Winได้ บ่อยครั้งที่ต้องลุกไปทำงานกลางดึก, แพ็คกระเป๋าไปทำงานในงานวันเกิดลูก, บินไปทำคดีทั่วไปประเทศ ท้ายสุดจึงจบด้วยการหย่า เป็นปมเดียวที่อยู่ในใจ ฮอช อยู่ตลอด



เจสัน กีเดียน (Jason Gideon) อดีตหัวหน้าทีม ผู้อาวุโสของทีม เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่บอกได้อย่างดีว่า “หมองู ก็อาจตายเพราะงู” ได้ ด้วยมีประวัติ “ภาวะไม่มั่นคงทางจิต” ทำให้ FBI ตัดสินใจให้ ฮอชเนอร์เข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าแทน
กีเดียนมีประสบการณ์สูง เป็นทั้ง ผู้อาวุโส ผู้เชี่ยวชาญ และเพื่อนให้กับสมาชิกในทีม
กีเดียน จากทีมไปใน Season สอง...



ดร. สเปนเซอร์ รี้ด (Dr. Spencer Reid) อัจฉริยะหนุ่มจบพ่วงท้ายด้วยปริญญาเพียบ และมีปัญหาในการเข้าสังคมเฉกเช่นอัจฉริยะจำนวนมาก ทำให้มักมีอะไรเปิ่น ๆ ให้เห็นกันอยู่เป็นเนืองๆ (และเป็นสิ่งที่ลดอุณหภูมิความเครียดให้กับผม) รี้ด มีแม่ที่ป่วยทางจิตอยู่ในสถานบำบัด และตนก็ละอายที่จะพบปะ หรือเยี่ยมแม้ว่าเธอเป็นญาติที่เหลือเพียงคนเดียว
รี้ดมีความทรงจำแบบภาพถ่าย เป็นอีกสิ่งที่ทำให้เขาลืมเรื่องร้าย ๆ ที่พบในที่เกิดเหตุได้ยาก จนนำมาถึงปัญหา “จิตตก”, ติดยาเสพติด อยู่ระยะหนึ่ง

หลัง ๆแล้วดูปมของสมาชิกในเรื่อง จะสนุกกว่าดูรูปคดี หรือปมของฆาตกรเสียอีก




 

Create Date : 08 สิงหาคม 2553   
Last Update : 8 สิงหาคม 2553 4:35:52 น.   
Counter : 2071 Pageviews.  
space
space
Step Up3 (3D) สิ่งที่อยากเป็น และสิ่งที่เลือกเป็น

ผู้เฒ่าท่านหนึ่ง เคยเปรยแกมตัดพ้อ ว่าหนุ่มสาว Generationนี้จำกัดความสามารถ (ทั้งSkillและTalent) เหลือเพียงทักษะของอาชีพที่เราทำ เพราะด้วยในสมัยท่าน คนล้วนเป็นมากกว่านัก... (ต่อท้ายด้วยอะไรที่เราอยากให้เขาเป็น)

คนยุคก่อนสามารถทำไร่ทำนา เลี้ยงสัตว์ ปลูกผักกินเอง, เจ็บป่วยก็รักษากันแบบภูมิปัญญาท้องถิ่น, รถ ก็ดูแลรักษา,ซ่อมกันเอง, บ้าน ยุ้ง ฉาง ปลูกสร้างกันเอง สิ่งใดเกินกำลังก็ใช้น้ำใจแลกเปลี่ยน ไม่จำเป็นต้องจ้าง “Expert” เพราะทุกคนนั้น “เป็น” กันอยู่แล้ว

ด้าน Eric Erikson นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน กล่าวว่า “ในช่วงวัย 11-21 ปี เป็นช่วงที่มนุษย์แสวงหา อัตลักษณ์หรือตัวตน (identity) เพื่อสร้างความเป็นผู้ใหญ่ให้กับตนเอง  ตัวตนที่เราอยากเป็น และตัวตนที่เรา”เลือก”จะเป็น บางครั้งอาจเป็นคนละคน





Luke :   กับการรักษาสมบัติที่เหลืออยู่ชิ้นเดียวของพ่อกับแม่, การเต้น และรักษาทีม The pirates ที่เป็นครอบครัวที่ตนเหลืออยู่ จนทิ้ง “ฝัน” ที่อยากเป็นนักสร้างหนัง







Moose :  ลังเลกับการเป็นวิศวกรที่พ่อแม่เห็นควร, กับ “การเต้น” ที่ตนรัก และเลือกที่จะโกหก และละทิ้ง “เพื่อน” ที่ดีที่สุด

บ่อยครั้งที่เราเลือกที่จะลืมสิ่งที่ “รัก” และ “เลือก” สิ่งที่เราคิดว่ามันมีอยู่แค่ตัวเลือกเดียว ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วหลายอย่างมันสามารถเดินไปด้วยกันได้

ทำไมพวกเขาจึงเลือกที่จะเต้น...........
..เพราะเมื่อพวกเขาเต้น  มันไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง หรือ ไม่จำเป็นต้อง pretend
..เพราะเมื่อพวกเขาเต้น มันแสดงออกถึงตัวตนข้างใน ไม่ใช่ตัวตนที่สังคมให้เขาเป็น หรือคาดหวังให้เป็น  อาจเป็นช่วงเวลาเดียว ที่พวกเขาเป็นตัวของตัวเอง


สังเกตไหมว่า สิ่งใดที่เรารักและสนุกที่จะทำ เราสามารถทำได้อย่างเป็นอิสระ ไม่ต้องปวดหัวกับกฎเกณฑ์ใด ๆ



เกี่ยวกับตัวหนัง


ฉากเต้นแจ่มๆ หวือหวามากขึ้น ให้บรรยากาศ Competition เหมือน You Got Served ไม่ใช่การเต้นแบบ“โชว์ของ”ในผับเหมือนภาคเดิม ที่เก็บไฮไลท์ไว้แค่ช่วงท้าย



หลายคนเอ่ยว่า ไม่ได้หวังอะไรจากตัวหนังมากนอกจากเพลงสนุก และฉากเต้นสวยๆ ซึ่งภาคนี้จัดมาให้แบบเต็มเหนี่ยวในรูปแบบสามมิติ


แอบเสียดายว่าหากลงลึกในด้าน “ชีวิต” มากสักนิดคงออกจากโรงพร้อมความสนุก และฉ่ำหัวใจที่เหมือนที่เคยได้จาก Shall We Dance



ปอลิง: แอบเสียดายนิดหน่อยที่ SFX Jungceylon ภูเก็ตไม่มี 3D และ ไม่ได้รับบุญชู10มาฉาย เลยต้องผลัดไว้โอกาสหน้า



12.00 น. เสาร์, 7 สิงหาคม 53, SFX Junceylon ภูเก็ต




 

Create Date : 07 สิงหาคม 2553   
Last Update : 7 สิงหาคม 2553 18:23:50 น.   
Counter : 291 Pageviews.  
space
space
10 กรกฎา 52 "Life scan มากกว่าที่ตาเห็น" ผมอยู่ข้างหลังคุณ
เรื่องบางเรื่องของชีวิตที่ต้องใช้สมองคิดและหัวใจตอบ





สนพ. 4-letter word
วันที่ซื้อ 29 มิ.ย. 52

เข้าไปอ่านฟรีมาพักใหญ่ ๆ ทราบว่าเจ้าของบล็อคออกหนังสือมาเป็นระยะ ๆ พยายามที่จะหามาอ่าน แต่ก็ไม่ได้นำพา แต่ท้ายที่สุดก็ได้มาเป็นเล่มแรก ถึงแม้ว่าเจ้าของบล็อคจะมีงานออกมาเป็นเล่มที่ 3 แล้วก็ตาม

"Life Scan มากกว่าที่ตาเห็น" แววตาหวาน ที่มองเข้าไปข้างใน กับหน้าปกสีเขียวสดทำให้คนที่ออฟฟิศเข้าใจว่าเป็นหนังสือนิยายเบาสมอง แต่ไม่รู้ว่าข้างในมีเรื่องให้คิดหนักสมองจุใจทีเดียว

ผู้เขียน เล่าเรื่องของบุคคลในเล่ม เสมือนประสพการณ์ในแต่ละวันของชีวิตผู้เขียนเอง ร่วมกับน้องเก๋ (ที่ผมคิดว่าน่ารักดี) และคนอื่น ๆ ที่ผ่านเข้ามา พี่สุนีย์ คุณปู่จากก็อธแธม ฯลฯ

เหตุการณ์ หรือพฤติกรรมในเรื่องแทรกด้วยทฤษฎีทางจิตวิทยาเป็นระยะ มีคำอธิบายทางวิชาการง่าย ๆ และคลายปมในท้ายเรื่องให้ทราบว่าตัวละครดังกล่าวมาจากภาพยนต์เรื่องใด

เหตุการณ์และพฤติกรรมในหนังสือ เราสามารถพบเห็นบ่อย ๆ จากบุคคลรอบตัว ครอบครัว หรือตนเอง ทำให้เข้าใจในบางพฤติกรรมที่พบเห็น เปิดใจยอมรับผู้อื่นมากขึ้น และมองเรื่องจิตวิทยาใกล้ตัวกว่าที่เคย

บางส่วนจากหนังสือที่ชอบ..

"ตามทฤษฏีของอีริค อีริคสัน นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน กล่าวว่า ในช่วงวัย 11-21 ปี เป็นช่วงที่มนุษย์กำลังแสวงหา อัตลักษณ์ หรือ ตัวตน (identity) เพื่อสร้างความเป็นผู้ใหญ่ให้กับตัวเอง"

เมื่อพ้นวัยรุ่น ผม และหลายคนตั้งคำถามกับตนเองว่า "จากนี้ไป เอาไงต่อ"

เวลาผ่านมา กลับพบว่าช่วงเวลาในการแสวงหาตลอดจนบททดสอบ อัตลักษณ์ หรือ ตัวตน ยังมีอยู่เสมอ ๆ ไม่เพียงช่วงเวลาดังที่กล่าวข้างบน

คำถามที่หลายคนถามหาในระหว่าง "หัวเลี้ยว หัวต่อ" ของชีวิต บางคนถามเพื่ออนาคต ที่กำลังจะถึง บางคนถามในขณะชีวิตเข้ากำลังเข้าโค้งด้วยความเร็ว บ้างก็ถามแทนคนที่ตนรัก หรือคิดย้อนถามเมื่อมันผ่านไปและหวังลึก ๆ ว่าจะมีโอกาสแก้ไขมันได้ และบางคน แม้วันสุดท้ายของชีวิต ก็อาจยังหาไม่เจอ


เป็นหนังสืออีกเล่ม ที่อ่านได้หลายช่วงเวลา และแตกยอดความคิดได้หลากหลาย เพียงมองข้ามตัวละคร ข้ามกฎเกณฑ์ที่ผู้เขียนยกมาเป็นกรณีตัวอย่าง

เหลือทิ้งไว้เพียงการกระทำ และคำว่า "ทำใม"




 

Create Date : 13 กรกฎาคม 2552   
Last Update : 4 ตุลาคม 2554 23:30:01 น.   
Counter : 187 Pageviews.  
space
space

หัวหน้ามหาประลัย
Location :
ภูเก็ต Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add หัวหน้ามหาประลัย's blog to your web]
space
space
space
space
space