Group Blog
 
All Blogs
 

จังหวะที่เสียศูนย์ กับบางสิ่งที่สูญเสีย



โค้งสุดท้ายของการปิดเทอมแม่สังเกตเห็นว่าลูกของแม่เปลี่ยนไป จากที่เคยเชื่อฟัง และมีระเบียบวินัยพอควร กลายเป็นเด็กขี้โมโห ขี้แย และไม่เชื่อฟังอย่างเคย เมื่อไม่ถูกใจก็จะแสดงอาการโมโหรุนแรง อาการของหนูมีมากขึ้น จนแม่เริ่มรู้สึกเหนื่อย ผู้ใหญ่ในบ้านเริ่มมองหน้ากัน ว่าลูกสาวแม่เป็นอะไร ตอนนี้เปิดเทอมแล้ว หนูขึ้นป.1 เรียนกับคุณครูคนใหม่ชื่อครูน้ำค้าง แม่เริ่มปรึกษาครู แต่คุณครูกลับพูดถึงหนูในทางตรงกันข้าม หนูเป็นเด็กดี น่ารักและเชื่อฟังเมื่อหนูอยู่ที่โรงเรียน.....แล้วลูกแม่เป็นอะไร ทำไมลูกแม่ถึงไม่เป็นเหมือนเคยในเวลาที่ลูกอยู่ที่บ้าน..........

แม่นั่งทบทวนถึงพฤติกรรมของลูกสาวว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่....แล้วคำพูดของคุณแม่ท่านหนึ่งซึ่งเป็นคุณแม่ของรุ่นพี่ที่รร.ลูก ก็ผุดขึ้นมาในความคิดของแม่...

“ช่วงที่ผ่านชีวิตพี่วุ่นวาย มีหลายสิ่งหลายอย่างต้องทำ กลับบ้านดึกกว่าเคย จังหวะชีวิตของพี่เสียไป แล้วผลที่ได้คือคุณครูเรียกพี่ไปพูดคุย ถามว่าที่บ้านมีอะไรเกิดขึ้น น้องมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป หลังจากหารือกัน สรุปความกันได้ว่า ลูกซึมซับทุกอย่างจากผู้ใหญ่รอบข้างโดยเฉพาะพ่อแม่ เมื่อจังหวะชีวิตของพ่อแม่สับสน ลูกก็เกิดความสับสนภายใน และแสดงออกมาด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป พี่จึงต้องปรับตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตที่เป็นจังหวะที่เหมาะสมเช่นที่เคยเป็น แล้วผลที่ได้คือลูกพี่ก็ดีขึ้น ตอนนี้ทุกอย่างโอเคแล้ว ทั้งพี่และลูก....”

แม่มาสะดุดกับเรื่องนี้ แม่ลืมไปได้อย่างไร จริงๆแล้วจะเรียกว่าลืมก็คงไม่ถูกนัก เรียกว่าไม่ได้ละเอียดละออกับเรื่องนี้น่าจะถูกกว่า ทั้งๆที่แม่เคยเขียนเรื่อง “จังหวะนั้น สำคัญฉะนี้” แต่แม่เองกลับลืมไปได้อย่างไร จังหวะชีวิตที่ดีหมายรวมถึง จังหวะของวัน ของสัปดาห์ ของเดือน และของปี ที่จะสัมพันธ์กับชีวิตลูก แต่ไม่เพียงแค่นั้นจังหวะของผู้ใหญ่ก็มีผลกระทบต่อจังหวะของเด็กด้วยเช่นกัน ลูกไม่ใช่ต้นไม้ ที่เพียงรอจังหวะรดน้ำและให้แสงแดด แต่ลูกยังต้องการจังหวะของความรัก ความเอาใจใส่อื่นอย่างสม่ำเสมอทั้งจากพ่อและแม่ ฉะนั้นจังหวะชีวิตที่ดีของพ่อแม่ จะช่วยให้ลูกเกิดความรู้สึกมั่นคงทั้งทางร่างกายและจิตใจ เราควรมีเวลาในการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ แม่ควรใช้เวลากับลูกอย่างสม่ำเสมอ แต่ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แม่ใช้ชีวิตราวกับว่าวันหนึ่งมีซัก 48 ชม. มันเป็นภารกิจที่แม่คิดว่ามันหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วแม่ก็ใช้เวลามากมายไปกับภารกิจเหล่านั้น โดยปล่อยให้หน้าที่การดูแลลูกเป็นของป๊ะป๋า แม้ป๊ะป๋าของหนูจะทำได้หน้าที่ได้ดีเพียงใด ก็มิอาจมีใครทดแทนใครได้ จังหวะชีวิตที่เสียศูนย์ของแม่ในช่วงนั้น ทำให้ลูกแม่ต้องสูญเสียบางอย่างในตัว ซึ่งแม่ก็ไม่รู้ว่ามันมากมายซักแค่ไหน แม่คงเห็นได้เพียงสิ่งที่ตาสัมผัสได้ แล้วข้างในของลูกล่ะจะเป็นอย่างไร.......

แม่กลับมาเป็นแม่ ทำหน้าที่แม่อย่างที่ควรจะทำ แล้วแม่ก็ต้องแปลกใจ เพียงวันเดียวที่แม่เปลี่ยนตัวเอง ลูกแม่กลับมาน่ารักเหมือนเคย หนูเป็นเด็กดีอย่างที่เคยเป็น ว่าง่าย เข้าใจทุกอย่าง แม่กำลังคิดว่า ข้างในของลูกคงกำลังรอแม่อยู่ พอแม่กลับมาความมั่นคงภายในของหนูก็กลับมา

การศึกษาวอลดอร์ฟ ให้ความสำคัญกับจังหวะของชีวิต จังหวะที่ดีเปรียบเสมือนลมหายใจเข้าและออกที่สมดุล จังหวะการหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ ยาวเกินไป สั้นเกินไป ย่อมเป็นผลเสียต่อสุขภาพ จังหวะชีวิตของคนเราก็เช่นกัน ควรประกอบด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกายและจิตใจ ในปริมาณที่สมดุล ต่อเนื่องกัน และเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ จังหวะชีวิตที่ดีจะช่วยสร้างพื้นฐานความรู้สึกที่ความมั่นคง เป็นระบบระเบียบ ไม่สับสนวุ่นวาย รวมถึงทำให้เกิดสุขภาพกายที่ดี ซึ่งทั้งหมดนี้มีผลต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกคน

การจัดจังหวะที่ดีในชีวิตเป็นสิ่งที่ยากที่สุดสำหรับแม่ แม่ไม่กล้าสัญญาว่าจะทำได้ แต่แม่สัญญาว่าจะพยายามนะคะ




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2551    
Last Update : 13 มิถุนายน 2551 13:54:11 น.
Counter : 89 Pageviews.  

ห้องสอบ NT ของนักเรียนวอลดอร์ฟ



สมัยที่แม่ยังเรียนหนังสืออยู่ แม่จำได้ดีถึงความรู้สึกตึงเครียดของช่วงเวลาของการสอบว่ามันเป็นอย่างไร บ่อยครั้งที่แม่ต้องขออนุญาตครูคุมสอบไปเข้าห้องน้ำ เนื่องจากระบบขับถ่ายปั่นป่วนจากภาวะความเครียด

วันนี้แม่เผอิญได้อ่าน "สารแสนสนุก" ซึ่งเป็นวารสารฉบับกันเองประจำเดือน ก.พ.51 ของรร.หนู แล้วมีเรื่องเล่าสนุกๆจากคุณครูเรื่องหนึ่งที่อ่านแล้วทำให้แม่นึกถึงตัวเองตอนเด็กๆ....แล้วก็อดอมยิ้มกับพี่ๆ ของลูกไม่ได้

ก่อนอื่นแม่ต้องบอกก่อนว่า ที่รร.ของลูก จะไม่มีการจัดให้เด็กต้องทำการทดสอบด้วยข้อสอบใดๆ ตลอดช่วงเวลาที่เรียนอยู่ เพราะโดยแนวคิดวอลดอร์ฟนี้ เชื่อว่าเด็กทุกคนมีความพร้อมในแต่ละเรื่องที่ต่างกัน และเวลาของความถึงพร้อมก็ไม่เท่ากัน ไม่มีใครเหมือนกัน การใช้ข้อสอบมาตรฐานเดียว มาวัดเด็กที่มีความแตกต่างกัน ในเวลาเดียวกัน ย่อมไม่ใช่วิธีที่เหมาะสม เพราะผลที่ได้ไม่อาจให้ข้อมูลหรือบทสรุปที่น่าเชื่อถือถึงศักยภาพที่แท้จริงของเด็กแต่ละคนได้ อีกทั้งข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือเหล่านี้ กลับกลายเป็นตัวชี้ชะตาสำหรับเด็กที่ทำข้อสอบได้ไม่ดีพอ ว่าเขาไม่ใช่ "คนเก่ง" ทั้งๆที่ หากเขาได้มีโอกาสบ่มเพาะความถึงพร้อมของตัวเขาเองแล้ว เขาอาจแสดงศักยภาพที่เด่นชัดได้ในเวลาต่อมา แต่การชี้ชะตาด้วยข้อสอบชุดเดียว ได้ทำลายความมั่นใจในตัวเด็กลงเสียแล้ว....

ด้วยเหตุนี้การวัดผลในโรงเรียนวอลดอร์ฟ จึงแตกต่างจาก โรงเรียนทั่วๆไป ในโรงเรียนวอลดอร์ฟ ครูจะเป็นผู้ประเมินความถึงพร้อมของเด็กตลอดเวลาแห่งการเรียนรู้ (ไม่ใช่ ณ เวลาใดเวลาหนึ่งเท่านั้น) รูปแบบของผลการเรียนจึงเป็นรูปแบบของรายงานจากคุณครูว่ามากกว่า คะแนน และเกรดเฉลี่ย

กลับมาที่เรื่อง "สารแสนสนุก" เนื่องจากเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ภาครัฐได้กำหนดให้มีการสอบ NT เพื่อควบคุมคุณภาพการศึกษา (หรือเพื่ออะไรอย่างอื่นแม่ก็ไม่มั่นใจนัก) แล้วเด็ก ป.3 และ ป.6 ของทุกๆ รร. ก็ต้องผ่านการสอบ NT ที่ว่านี้

เด็กที่ไม่เคยทำข้อสอบเลยอย่าง รร. แนววอลดอร์ฟของหนู พี่ๆ เค้าจะเป็นกันอย่างไร แม่ขออนุญาตคัดลอกเรื่องเล่าจากวารสารของ รร. หนูมาไว้ใน blog นี้นะคะ

.....................................................................................................

เพราะ NT ไง เลยไม่ตื่นเต้น
ครู : "วันนี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างครับ ตื่นเต้นไหม นอนหลับสบายดีหรือเปล่า เมื่อคืนนี้"
เด็ก : "ไม่ตื่นเต้นเลยครับ/ค่ะ นอนหลับสบายดี เพราะเปิดแอร์นอน ไม่ร้อน ถามทำไมครับ"
ครู : "เด็กๆรู้ไหมครับ ทำไมครูมาในวันนี้ พวกเราจะทำอะไรกัน"
เด็ก : "ทราบครับ/ค่ะ เรามาฝนในวงกลมให้เต็มทุกข้อ"
ครู : (...งงไปเลย!!!..) ผมไม่เคยเจอมาก่อนครับ ตั้งแต่คุมสอบมา แล้วครูก็แจกข้อสอบและกระดาษคำตอบ
ครู : "นี่กระดาษไว้สำหรับคิดวิชาคณิตศาสตร์ ไม่พอขอใหม่ได้นะครับ"
เด็ก : "ครูครับ ขอเก็บกระดาษไว้วาดรูปได้หรือเปล่าครับ"
ครู : (....งง ไปอีกครั้ง!!...) ครูแมวครับ ตั้งแต่พวกผมไปคุมสอบมามีแต่เด็กทำไม่ทัน ขอเวลาทำเพิ่ม มีแต่เด็กโรงเรียนนี้แหล่ะครับที่ทำเสร็จก่อน แล้วมีเวลาเหลือนั่งวาดรูปเล่นได้อีก รูปที่วาดก็สวยจริงๆ ครั้งต่อไปไม่ต้องมาคุมสอบที่นี่ก็ได้ เด็กทำตามกฏกติการทุกคน ไม่น่าเป็นห่วง

เรื่องเล่าจาก ครูแมว ป.3

หมายเหตุ : ครู คือ ครูคุมสอบ 3 คน จากรร.แห่งหนึ่ง มาคุมสอบ NT เด็ก ป.3 เมื่อวันอังคารที่ 12 ก.พ. ที่ผ่านมา

.......................................................................................................

ที่แม่ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเล่าไว้ใน blog เพราะแม่รู้สึกถึงความสดใสของพี่ๆ ป.3 ถ้าหากเด็กๆจะไม่ต้องถูกกดดันจากระบบการศึกษาที่มากจนเกินไปนัก แกคงจะมีความสุขไม่น้อยจากการได้เรียนรู้ตลอดทั้งชีวิต

ถ้าการทดสอบมีเป้าหมายเพื่อการสร้างสรรค์ และปรับปรุง คงจะดีไม่น้อย แต่ถ้าการทดสอบใด มีเป้าหมายเพื่อการเป็นที่หนึ่ง ผู้เป็นที่สุดท้ายอาจไม่มีโอกาสได้แก้ตัว......




 

Create Date : 04 มีนาคม 2551    
Last Update : 4 มีนาคม 2551 0:13:06 น.
Counter : 133 Pageviews.  

เรื่องของ "พี่นนท์"



วันนี้แม่อิ่มใจแทนคุณแม่ท่านหนึ่ง ที่เป็นคุณแม่ของเพื่อนคนหนึ่งในห้องของหนู

"พี่นนท์" (นามสมมุติ) เป็นเด็กพิเศษที่เรียนห้องเดียวกับหนู พี่นนท์ย้ายมาเรียนที่นี่เมื่อต้นปี หรือจะพูดให้ง่ายก็คือมาเรียนพร้อมกับหนูเลย พี่นนท์เป็นเด็กพิเศษ กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม (อันนี้แม่คิดเอาเองจากสิ่งที่สังเกตเห็นในตัวพี่นนท์) เรื่องรายละเอียดความพิเศษของพี่นนท์ แม่ไม่ค่อยรู้มากนัก เพราะแม่ก็ไม่เคยถามไถ่กับคุณแม่พี่นนท์ อย่างตรงไปตรงมา

ครั้งแรกที่หนูเจอและรู้ว่าพี่นนท์เรียนห้องเดียวกับหนู หนูกลัวพี่นนท์อย่างมาก กลัวจนบ่นกับแม่ว่าไม่อยากไปรร. ครั้งนั้นพี่นนท์ยังไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไร ยังไม่สามารถฟังคำสั่งและทำตามสิ่งที่ครูบอกได้ ในตอนนั้นแม่บอกหนูเพียงว่าพี่นนท์ เป็นคนพิเศษ ที่เราทุกคนมีหน้าที่ต้องดูแล รวมถึงตัวหนูด้วย หนูรับปากกับแม่อย่างเสียไม่ได้....

แต่แล้ววันเวลาผ่านไป....

หนูปรับตัวเข้ากับพี่นนท์ได้ดีมาก หรือถ้าจะพูดให้ถูกอาจต้องพูดว่า ทั้งหนูและพี่นนท์ปรับตัวเข้าหากันได้ดีมาก น่าจะถูกต้องมากกว่า จนทุกวันนี้ หนูมักกลับมาบอกแม่ว่า หนูเล่นกับพี่นนท์.....หนูดูแลพี่นนท์....บางทีก็รายงานว่า วันนี้พี่นนท์ดื้อนิดหน่อยนะแม่....วันนี้พี่นนท์ไม่ดื้อเลยแม่ เป็นเด็กดี....และสุดท้ายก็จบตรงที่ว่า....แต่หนูก็รักพี่นนท์นะ....

พี่นนท์ เปลี่ยนไปจากที่แม่เคยรู้จักเมื่อวันแรก พี่นนท์ รู้เรื่องมากขึ้น พี่นนท์ยกมือไหว้แม่ทุกครั้งที่เราเจอกัน พี่นนท์ชวนแม่คุยบ่อยๆ เมื่อเราเจอกัน จนกระทั่งเมื่อวานแม่ได้คุยกับคุณแม่พี่นนท์ แม่ได้เล่าให้คุณแม่พี่นนท์ฟังว่า พี่นนท์เก่งขึ้นมาก คุยรู้เรื่องขึ้นมาก แล้วก็ยกมือไหว้แม่บ่อยครั้งที่เราเจอกัน คุณแม่พี่นนท์ยิ้มแก้มปริ พร้อมกับเล่าให้แม่ฟังอย่างภาคภูมิใจ ว่าพี่นนท์อาการดีขึ้นมาก และเล่าว่าครั้งหนึ่ง คุณแม่พี่นนท์ยุ่งอยู่กับหน้าที่ของความเป็นคุณแม่ลูกสอง (พี่นนท์กับน้องชาย) และน้องชายพี่นนท์กำลังซนรื้อข้าวของ คุณแม่พี่นนท์ฟิวส์ขาด ใช้เสียงดังดุลูกชายคนเล็ก.... พี่นนท์ซึ่งได้ยิน ก็เดินมาหาคุณแม่ ยกมือขึ้นห้ามด้วยน้ำเสียงนุ่มหูว่า...แม่หยุด หยุดก่อน พร้อมกับเอามือน้อยๆ ลูบแขนคุณแม่เบาๆ แล้วบอกแม่ว่า อย่าเสียงดัง แล้วพี่นนท์ก็เดินไปหาน้องชาย(ที่กำลังซุกซน รื้อข้าวของ) แล้วบอกน้องว่า ไม่ทำแบบนี้นะครับ เดี๋ยวคุณแม่ดุเอา....ถึงตรงนี้แม่รู้สึกปลื้มใจแทนและแม่ว่าแม่เข้าใจความรู้สึกภายใต้ดวงตาที่เปล่งประกายของคุณแม่พี่นนท์ได้ดี.....

คุณแม่พี่นนท์ยกความดีทั้งหลายทั้งปวงให้กับครูเอ๊ะ ครูประจำชั้นของหนู (ครูเอ๊ะ อีกแล้ว...ถ้าใครตามอ่าน blog ของแม่คงจะได้ยินชื่อนี้ บ่อยจนอยากรู้จักตัวจริง) แล้วคุณแม่พี่นนท์ก็เล่าต่อให้ฟังถึงความตั้งใจและความพยายามของครูเอ๊ะ ในการที่จะทำให้พี่นนท์เรียนรู้และเข้าใจการใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น ซึ่งได้ผลดีมากอย่างไม่น่าเชื่อ....

แล้ววันนี้ข่าวดีอีกอย่างของคุณแม่พี่นนท์ ก็คือ พี่นนท์ได้เลื่อนชั้นขึ้น ป.1 เหมือนลูกสาวของแม่ (ทั้งๆ ที่แม่พี่นนท์เตรียมใจไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่ายอมรับได้หากพี่นนท์ยังไม่พร้อมขึ้น ป.1) พร้อมกันนี้ ครูเอ๊ะได้บอกกับแม่พี่นนท์อีกว่า ไม่ต้องห่วงเรื่องการปรับตัวของพี่นนท์ เพราะพี่นนท์มีกลุ่มเพื่อนที่คอยดูแลพี่นนท์ขึ้นป.1 ไปด้วยกัน และพี่นนท์สามารถทำได้ทุกอย่างที่เพื่อนทำได้ เพียงแต่ช้ากว่าเท่านั้นเอง....ถึงตรงนี้แม่รู้สึกดีใจแทนคุณแม่พี่นนท์ ที่ได้ยืนมองและยิ้มรับกับภาพความสุข ความสำเร็จเล็กๆของลูกชายคนโต และที่สำคัญ แม่ก็รู้สึกดีใจด้วยเช่นกันเพราะแม่เชื่อว่าลูกสาวแม่ก็คงเป็นส่วนหนึ่ง (แม้จะเป็นส่วนเล็กๆ) ที่ทำให้พี่นนท์มีความสุข และมีรอยยิ้มได้.....




 

Create Date : 29 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 29 กุมภาพันธ์ 2551 21:49:33 น.
Counter : 103 Pageviews.  

ปลายทางของการศึกษา



แม่เห็นเด็กสมัยนี้ เค้าขับเคี่ยวเรื่องเรียนกันอย่างมากมาย ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเพียงไม่ถึง 10 ขวบ เด็กหลายๆ คนผ่านการ "ติว" และต้องได้รับการฝึกฝน เตรียมตัวเพื่อการ "แข่งขัน" เด็กบางคนผ่านสนามสอบครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อก้าวขึ้นบันไดไปสู่ระดับที่เหนือกว่า

ทั้งพ่อและแม่ต่างพยายามสร้างโอกาส ทั้งผลัก ทั้งดัน เพื่อให้ลูกอยู่ในฐานะได้เปรียบทางสังคม ตั้งแต่ลูกยังตัวน้อยกระจ้อยร่อย เพราะเกรงว่าลูกๆ จะตามเค้าไม่ทัน

เป้าหมายของพ่อแม่ที่มีต่อเด็ก คือปลายทางที่สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียง คือปลายทางของความเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานและความมั่งมี หรือความมีหน้ามีตาในสังคม

แม่ไม่ได้คิดว่านั่นเป็นความเชื่อที่ถูกหรือผิด แต่แม่ขอเลือกให้ลูกของแม่ไม่ต้องเป็นหนึ่งในนั้น แม่มีความเชื่อมั่นว่า มนุษย์ทุกคนสามารถมีความสุขได้ ไม่ว่าเค้าจะดำรงตนอยู่ในสถานะใดของสังคม แม้จะไม่ได้มีเงินมากมาย แม้จะไม่ได้มีหน้ามีตาในสังคม หากแต่มีความดี มีจริยธรรม มีความพึงพอใจในตัวเอง มีความรักต่อผู้อื่น

แม่ขอเลือกที่จะให้การศึกษาแก่หนูด้วยมีจุดหมายปลายทางในรูปแบบที่จะทำให้หนูรู้จักตัวเอง เข้าใจชีวิต และมีความสุขได้จากสิ่งที่เรามี สิ่งที่แม่ให้หนูจึงมีเป้าหมายเพื่อบ่มเพาะให้ลูกมีทักษะในการแสวงหาหรือการเข้าถึงความจริงของชีวิต มีความพร้อมในการดำรงชีวิต ในการแก้ปัญหา และช่วยเหลือผู้อื่นตามศักยภาพของตัวเอง....และหวังว่าลูกของแม่จะเป็นมนุษย์ผู้มีความสุขได้ในอนาคต...

จงอย่าเสียใจ ถ้าอนาคตหนูไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดัง...เพราะแม่ไม่ได้เตรียมหนูมาเพื่อแข่งขันกับใคร...แต่แม่สัญญาว่าหนูจะได้เรียนรู้และศึกษาไปได้ตลอดทั้งชีวิต

จงอย่าเสียใจ ถ้าอนาคตหนูจะไม่ใช่เจ้าของบ้านหลังโตผู้มีทรัพย์สินมากมาย....เพราะแม่ไม่ได้เตรียมหนูมาเพื่อมาเพิ่มพูนสิ่งเหล่านี้....แต่แม่สัญญาว่าหนูจะพอใจกับสิ่งที่หนูมีและหามาได้

จงอย่าเสียใจ ถ้าอนาคตหนูจะไม่ใช่ผู้มีตำแหน่งหน้าที่ใหญ่โต....เพราะแม่ไม่ได้เตรียมหนูมาเพื่อมีอำนาจเหนือผู้ใด....แต่แม่สัญญาว่าหนูจะมีความสุขกับสถานะใดๆก็ตามที่หนูเป็น

จงอย่าเสียใจ ถ้าอนาคตหนูจะมีไม่เหมือนคนอื่น....เพราะแม่ไม่ได้ใช้ชีวิตคนอื่นมาเป็นบรรทัดฐานในการสร้างชีวิตและอนาคตของหนู....แต่แม่สัญญาว่า บนความแตกต่างหนูจะมีความสุขไม่แพ้ใคร

และนี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่แม่คิดว่าแม่จะให้กับหนูได้ และมันจะอยู่กับหนู ติดตัวหนูไปตลอด ไม่ว่าวันข้างหน้าแม่จะอยู่กับหนูต่อไปในโลกนี้หรือไม่ก็ตาม....




 

Create Date : 29 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 29 กุมภาพันธ์ 2551 21:16:24 น.
Counter : 120 Pageviews.  

งานสีน้ำของหนู



เมื่อวันพฤหัสที่แล้ว ครูของหนูมาเยี่ยมบ้านเรา เพื่อมาพูดคุยพัฒนาการของหนู ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา แล้วครูที่จะสอนหนูตอนหนูขึ้น ป.1 ชื่อครูน้ำค้าง ก็เลยถือโอกาสมาแนะนำตัว พร้อมกับมาทำความรู้จักกับครอบครัวของเราด้วย

ในช่วงของการพูดคุยพัฒนาการของหนู ครูเอ๊ะ ก็เอางานที่หนูทำที่โรงเรียนมาให้คุณแม่เก็บไว้ เป็นงานระบายสีน้ำบนกระดาษเปียก กับงานระบายสีเทียน งานระบายสีเทียน เป็นอะไรที่ดูแล้วเข้าใจได้ไม่ยากว่าหนูคิดอะไร หรือจินตนาการถึงอะไร แต่งานสีน้ำของหนูนี่ซิ แม่ดูไม่ออกจริงๆ ว่ามันบ่งบอกอะไรได้บ้าง

หน้านี้แม่เลยอยากเอางานของหนูมาแปะไว้ เผื่อลุงๆ ป้าๆ น้าๆ คนไหน อ่านงานสีน้ำ ของเด็กคนนี้ออก จะได้มาบอกแม่ผู้ไม่รู้....แม่รู้เพียงว่า งานสีน้ำที่ครูให้ทำ จะช่วยให้หนูมีความเข้าใจในเรื่องพื้นฐานของสีตามธรรมชาติ ว่าแล้วก็แปะเลย

รูปที่ 1


รูปที่ 2


รูปที่ 3


รูปที่ 4


รูปที่ 5


รูปที่ 6


รูปที่ 7


งานสีน้ำที่หนูทำยังมีอีก แต่เสียดาย กระดาษมันโดนน้ำหยดใส่ แม่ก็เลยเลือกเฉพาะภาพที่มันยังดีๆ อยู่มาแปะไว้




 

Create Date : 29 กุมภาพันธ์ 2551    
Last Update : 29 กุมภาพันธ์ 2551 10:28:08 น.
Counter : 221 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

แม่ของลูกสาว
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่ของลูกสาว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.