Group Blog
 
All Blogs
 

ดิน...น้ำ...ลม...ไฟ....อะไรที่เจ้าเป็น_Melancholic



วันหนึ่งลูกแม่เดินมาบอกแม่ว่า แม่จ๋าหนูเป็นแผล แม่ขยับตัวเข้าใกล้หนูอีกนิดก่อนจะขอดูแผล ที่นิ้วชี้ของหนูปรากฏรอยถลอกเป็นวงประมาณครึ่งเซนติเมตรโดยไม่มีเลือดไหล แม่มองหน้าและเห็นแววตาที่ดูกังวลของหนู แม่จึงเป่าตรงที่ที่หนูเรียกว่าแผลเบาๆ แล้วบอกว่า “เพี๊ยงงง หายแล้วนะ” ลูกมีรอยยิ้มบนใบหน้าแล้วหันหลังวิ่งกลับไปเล่นเหมือนเดิม

วันนี้ที่โรงเรียนของหนูจัดบรรยายเรื่อง Temperaments ทั้ง 4 หรือเรียกกันให้ง่ายตามภาษาที่คนไทยเรารู้จักดี ก็คือ ธาตุทั้ง 4 นั่นเอง ซึ่งทุกคนจะมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างรวมกัน และตามแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูและพ่อแม่ต้องเข้าใจเรื่องนี้ เพื่อที่เราจะได้เข้าใจเด็ก และปฏิบัติกับเด็กได้อย่างถูกต้อง สำหรับแม่ของฟรีๆดีๆ แบบนี้ มีรึแม่จะพลาด....

แล้วแม่ก็ได้เข้าร่วมฟังบรรยาย ครั้งนี้ด้วย ผู้บรรยายคือ ครู Paul และครูผู้หญิงอีกท่าน (จำชื่อไม่ได้ซะแล้ว) เป็นครูวอลดอร์ฟจาก เนเธอร์แลนด์ ที่มาอบรมให้กับครูที่รร.ของหนูในช่วงปิดเทอม แล้วก็อยู่ต่อช่วยอบรมให้บรรดาผู้ปกครอง งานนี้ต้องขอขอบคุณทางโรงเรียนที่ช่วยให้ได้เกิดกิจกรรมส่งต่อความรู้ดีๆ อย่างนี้ การบรรยายวันนั้นสนุกสนานมาก และแม้เรื่อง temperaments นี้ จะเป็นเรื่องที่แม่พอมีความรู้และเคยได้ยินได้ฟังได้อ่านมาบ้าง แต่ก็ต้องยอมรับว่าการบรรยายครั้งนี้ ทำให้แม่ได้อะไรเพิ่มเติมมาอีกโขทีเดียว.....

อย่างน้อยก็ทำให้แม่ชัดเจนขึ้นว่าลูกของแม่เป็นเด็กกลุ่มไหนและแม่จะต้องปฏิบัติกับเจ้าอย่างไร เพื่อไม่ไปสกัดกั้นสิ่งที่ลูกเป็น และเพื่อส่งเสริมในสิ่งที่ลูกขาด....มีเด็กอยู่ประเภทหนึ่งที่เรียกตามแนวคิดแบบไทยๆ ว่าเป็น ธาตุดิน หรือภาษาฝรั่งใช้ Phlegmetic ซึ่งนั่นเหมือนจะเป็นลักษณะที่ใกล้เคียงกับลูกของแม่มากที่สุด....

เด็กธาตุดินจะมีลักษณะนิสัยเป็นเด็กที่จะรู้สึกเป็นทุกข์เพราะร่างกาย หมายถึงเมื่อได้รับความเจ็บปวดทางร่างกาย จะรู้สึกเป็นความยากลำบาก เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ นอกจากเรื่องนี้แล้ว เด็กธาตุดินจะเป็นเด็กที่ชอบคิด ช่างสังเกต คิดเยอะ และเป็นนักวางแผน แต่เป็นเด็กไม่ชอบความเสี่ยง ครูยกตัวอย่างในห้องเรียนให้ฟังว่า เวลาที่ครูถามอะไร เด็กธาตุอื่นจะยกมือตอบ แต่เด็กธาตุดิน จะเป็นคนที่รู้คำตอบแต่จะไม่กล้าตอบ เพราะกลัวว่าถ้าตอบไปแล้วผิด จะโดนเพื่อนหัวเราะบ้าง หรือถ้าตอบผิดก็จะทำให้เด็กธาตุดินเสียความมั่นใจ และเด็กธาตุดินนี้จะเป็นคนที่ต้องมีการตระเตรียม และวางแผนล่วงหน้าก่อนทำอะไรๆ เสมอ ครูเล่าว่า ลูกสาวครูเป็นเด็กธาตุดิน อยู่วันนึงครูก็บอกลูกๆว่า ไป...เราจะไปเที่ยวฝรั่งเศสกัน โดยจะเดินทางกันทันที เด็กคนอื่นๆ ก็ดีใจตื่นเต้นเก็บข้าวเก็บของ ในขณะที่ลูกสาวซึ่งเป็นเด็กธาตุดิน ยืนงง ทำอะไรไม่ถูก และกังวลไปหมดว่าจะลืมนั่น ลืมนั่น ยังไม่ได้ทำนั่น ทำนี่ เพราะเขาต้องการเวลาสำหรับการเตรียมการและการวางแผน ในขณะเดียวกัน เด็กธาตุดินก็เป็นคนที่มีความเข้าใจตัวเองอย่างดีเยี่ยม รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร และรวมไปถึงการเข้าใจผู้อื่นด้วย ซึ่งทำให้เด็กธาตุดินนี้เป็นเด็กที่ค่อนข้าง sensitive อ่อนไหวต่อความรู้สึกของตัวเอง และอยู่กับความรู้สึกของตัวเองมาก

ที่ครูพูดมาทั้งหมดนี่มันลูกแม่ชัดๆ.....ลูกมักจะรู้เสมอว่าแต่ละเหตุการณ์ จะทำให้ใคร รู้สึกอย่างไร บางคราวถึงกับคิดข้ามช้อตไปข้างหน้าและสรรหาคำพูดที่จะรักษาน้ำใจคนฟัง.....นั่นล่ะ หนูเลย ถ้าครั้งไหนหนูวิ่งมาหาแม่แล้วโชว์แผลเล็กๆๆๆๆๆๆ (เล็กมากๆ) ให้แม่ดูแล้วแม่ไม่สนใจ หรือบอกว่า นิดเดียวเองลูก เท่านั้นล่ะ หนูก็จะโวยวายว่ามันหนักหนานะแม่ไม่ใช่เล็กๆ.....เป็นเรื่อง มีอยู่ครั้งหนึ่งหนูเลือกผ้าพันคอสีชมพูสดที่คุณยายซื้อมา (คุณยายซื้อมาหลายผืน) หลังจากกลับจากเที่ยว หนูเลือกสีชมพูให้แม่แทนที่จะเลือกสีอื่นที่แม่ชอบ (ก็หนูชอบสีชมพูแล้วก็คิดว่ามันสวยที่สุดแล้ว) แต่แม่ดันออกอาการเฉยๆ ไม่ได้ปลื้มกับสีของผ้าพันคอ แถมยังบอกหนูอีกว่า ผืนนั้นเหมาะกับป้า....มากกว่า แม่ขอเอาให้ป้า....ได้มั้ยคะ.....น้านนนนนน เป็นเรื่อง แต่หนูก็ไม่ได้โวยวายอะไรนอกจากสีหน้าที่แสดงความเสียใจ แล้วหนูก็ไปแอบตัดพ้อกับคุณยายทีหลังว่า “คุณแม่เค้าคงไม่ชอบผ้าพันคอที่หนูเลือกให้หรอกนะคะคุณยาย เค้าถึงเอาไปให้ป้า.....” พอยายมาเล่าให้แม่ฟัง แม่งี้รู้สึกผิดไปหลายวันเลย....ลูกเอ๋ยยยย.....แม่เองที่ไม่เข้าใจเจ้า.....

นอกจากเรื่องความเข้าใจเด็กแล้ว ครูยังพูดต่อไปถึงวิธีการในการให้การศึกษาแก่เด็กกลุ่มนี้ ว่าต้องอย่างไรจึงจะเหมาะ ครูให้ผู้ปกครองได้ลับสมอง ด้วยการตั้งคำถามง่ายๆ ว่า หากจะสอนให้เด็กธาตุดินทำสิ่งนี้.....ครูหยิบถุงถั่ว (ถุงถั่วคือถุงผ้าขนาด 4X4 นิ้ว ที่บรรจุถั่วเม็ดเล็กเช่นถั่วเขียวไว้ข้างใน เป็นอุปกรณ์หนึ่งในโรงเรียน) วางบนหลังเท้า ยกเท้าขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อย แล้วสบัดปลายเท้าเพื่อให้ถุงถั่วลอยขึ้น แล้วเอามือขวาคว้าถุงถั่วไว้ให้ได้......เพียงกิจกรรมง่ายๆ เช่นนี้ ครูตั้งคำถามว่าเราจะสอนเด็กแต่ละธาตุอย่างไร

มาคิดกันง่ายๆ ถ้าเป็นพ่อแม่อย่างเราๆ ก็คงทำให้ดูแล้วบอกให้ลูกทำ แต่การศึกษาวอลดอร์ฟละเอียดอ่อนกว่านั้น.....สำหรับเด็กเล็กแล้ว การทำสิ่งนั้นในทันทีอาจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกับเด็กธาตุดิน หากเด็กเห็นว่าเป็นสิ่งที่ยากจนเกินไปสำหรับเขา เขาอาจจะไม่ทำมัน หรือคิดว่าคงทำไม่ได้แน่ๆ ........ด้วยความเข้าใจในความแตกต่างของแต่ละชีวิต.......เราจึงต้องมีวิธีที่เหมาะสมที่จะสอนเค้า.....เด็กธาตุดินต้องการเวลา ต้องการการเตรียมตัวและวางแผน ดังนั้นเราจะไม่บอกเค้าในทันทีว่าต้องทำอย่างไร (สิ่งที่เราต้องการคืออะไร) แต่เราจะใช้วิธีการบอกทีละขั้น ให้เค้าได้ลงมือทำทีละขั้น อาจเริ่มต้นด้วยการให้เค้าวางถุงถั่วไว้บนหลังเท้า แล้วเดินทรงตัวไม่ให้ถุงถั่วตกพื้น ลำดับที่สองคือ ให้เค้ายกขาข้างที่มีถุงถั่วให้สูงแล้ววางลง ลำดับต่อไปหลังจากยกเท้าแล้วให้สบัดปลายเท้าให้ถุงถั่วลอยขึ้นมา แล้วสุดท้าย ค่อยเอามือจับถุงถั่วให้ได้......ในที่สุดเด็กธาตุดินก็จะทำได้อย่างไม่รู้สึกว่ายากเย็นจนเกินไป.....นี่คือวิธีการสำหรับเด็กธาตุดิน จริงๆวิธีการก็ไม่ใช่เรื่องตายตัว แต่ก็มีแนวทางประมาณนี้

นอกจากเรื่องการสอนให้ทำ แล้วยังมีงาน drawing ที่ครูนำมาให้แม่ได้ลองคิดและปฏิบัติ การให้เด็กทำงาน drawing เด็กแต่ละธาตุจะมีวิธีการ หรืองาน drawing ที่แตกต่างกันเพื่อขัดเกลาส่วนด้อย และส่งเสริมส่วนที่ดี

ด้วยความเข้าใจในสิ่งที่ลูกเป็น มันทำให้แม่เข้าใจว่า ลูกจะรู้สึกอย่างไรในแต่ละสถานการณ์ โดยเฉพาะลูกแม่ที่เป็นเด็ก sensitive หนูจึงเจ็บปวดได้ง่ายกว่าเด็กคนอื่น แล้วมันทำให้แม่อย่างแม่ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการที่ปฏิบัติต่อลูก แม่ต้องเห็นความสำคัญของการบาดเจ็บจากแผลของลูก ไม่ว่ามันจะเล็กสักเพียงไหน แม่ต้องให้ลูกรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ หรือในเวลาต่อๆไป เพื่อที่ลูกจะได้เตรียมตัวเตรียมใจ (เรื่องนี้จังหวะที่สม่ำเสมอมีผลกับลูกมากๆ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่หนูไม่ปรารถนา แม่ต้องไม่พยายามเคี่ยวเข็ญให้ลูกแสดงความกล้าหาญในแบบที่เด็กบางคนเป็น เพราะนั่นไม่ใช่ตัวหนู หนูจะทำมันเมื่อหนูพร้อม แม่ต้องห่วงใยความรู้สึกของหนูในทุกๆคำพูดและทุกๆการกระทำระหว่างเรา......

Blog หน้า แม่จะเล่าเรื่องเด็กธาตุอื่นๆ ที่เหลือให้ฟังนะ แม้ไม่ใช่ลักษณะของเจ้า แต่วันหนึ่งเจ้าก็อาจจะเป็น.....





 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 6 ธันวาคม 2551 11:33:05 น.
Counter : 103 Pageviews.  

เรื่องนี้ "สวนกระแส"



วันนี้แม่อาจจะมาแนววิชาการซักนิดนึง พอดีมีเรื่องจุดประกาย จุดอยู่ทุกวัน นานมาแล้ว ทีแรกแม่ว่าจะไม่เขียนเรื่องนี้ เพราะรู้สึกว่ามัน “สวนกระแส” มากซักนิด แต่ถ้าไม่ได้เขียนเรื่องนี้ในเร็ววัน blog นี่ก็คงเหมือนขาดอะไรไป..... เอาเป็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างแม่กับลูกแล้วกันนะ ถ้าหนูโตขึ้นแล้วมีคำถามนี้กับแม่ แม่จะบอกให้หนูกลับมาอ่านคำตอบใน blog นี้.....ว่าไปนั่น

มีพ่อแม่จำนวนมากที่เป็นห่วงเรื่องการพัฒนาสมองของลูก พ่อแม่จำนวนมากตั้งคำถามว่า เขาจะทำอย่างไรเพื่อพัฒนาสมองของลูกให้คิดเก่งๆ ต่างสรรหาอุปกรณ์ ของเล่นเสริมพัฒนาการ เสริมเชาน์ ทำให้คิดเก่ง คิดเป็น วิเคราะห์เป็น ซึ่งของที่ว่าเหล่านี้ก็รวมไปถึง เกมส์คอมพิวเตอร์ หรือเกมส์ในรูปแบบอื่นๆ ที่เชื่อกันว่าเป็นเกมส์สำหรับฝึกพัฒนาทักษะด้านความคิด และการวิเคราะห์ แก้ปัญหา......

ฟังดูก็คงไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรที่พ่อแม่จะพยายามสรรหาสิ่งเหล่านี้มาเพิ่มพูน พัฒนาศักยภาพ “ทางสมอง” ของลูก.......แต่มันก็มีความจริงอยู่ข้อหนึ่งที่สำคัญมาก และแม่ก็เรียนรู้มันมาจากการศึกษาที่โรงเรียนของลูก.....

เด็กเล็กวัย 0-7 ปีนั้น เป็นวัยแห่งการเลียนแบบ เด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบ เด็กคิดได้แต่การคิดของเด็กไม่ใช่การคิดในเชิงเหตุผลด้วยตัวเอง การคิดของเด็กเป็นการเลียนแบบการคิดของผู้ใหญ่ที่เขาอยู่ใกล้ สมองเด็กยังไม่พร้อมสำหรับการคิดเชิงเหตุผล มิใช่ว่าเด็กทำไม่ได้ แต่ด้วยความที่ยังไม่ใช่เวลาอันเหมาะสม เขาจะยังทำได้ไม่ดี การที่เราไปพยายามสร้างสถานการณ์ให้เด็กต้องใช้ความคิดในเชิงเหตุผลและตรรกะมากๆนั้น เท่ากับเรากำลังเร่งให้เด็กใช้ศักยภาพที่ยังไม่พร้อม เป็นการกระตุ้นให้เค้าคิดก่อนเวลาอันควร ฉะนั้นเขาจะทำมันได้ในแบบที่ไม่สมบูรณ์ การคิดวิเคราะห์จำเป็นต้องมีพื้นฐานหลายอย่าง ประสบการณ์ชีวิต ความเข้าใจในเรื่องความดี ความเข้าใจในสิ่งต่างๆรอบตัว จึงจะทำให้การคิดนั้นอยู่บนวิจารณญาณที่สมบูรณ์ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยเวลา ในขณะที่เรากำลังมุ่งมั่นปั้นแต่งให้เด็กๆต้องอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องใช้ความคิด หรือวิเคราะห์นั้น เราก็จะละเลยความสำคัญของสิ่งที่จำเป็นที่สุดในเวลานี้ของเด็กๆ ไป คือ การได้เล่นอิสระ การปลูกฝังระเบียบวินัย การปลูกฝังเรื่องความดี ซึ่งทั้ง 3 สิ่งนี้มีคุณค่ามากมายสำหรับชีวิตเด็กทั้งชีวิต และไม่สามารถบ่มเพาะหรือสร้างได้ดีในช่วงเวลาอื่น หรือเมื่อเขาโตขึ้น

การได้เล่นอิสระ การได้ใช้กล้ามเนื้อ ร่างกาย และจินตนาการที่อิสระ สร้างความสมดุลมากมายแก่มนุษย์ การได้ใช้แขนขาปีนป่าย เป็นผลสืบเนื่องโดยตรงต่อความสามารถในการพูดของเด็ก และความสามารถในการพูดของเด็ก ก็มีผลสืบเนื่องโดยตรงต่อความสามารถในการคิดในเวลาต่อมา เมื่อเราละเลยและไม่ให้ความสำคัญกับการเล่น สิ่งที่ตามมาในระยะยาวคือศักยภาพในการคิดที่ถูกลดทอนเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น จินตนาการที่ได้จากการเล่นช่วยพัฒนาให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ สิ่งนี้พัฒนาได้มากที่สุดในช่วง 7 ปีแรกของชีวิตเช่นกัน เกินไปกว่านี้ก็พัฒนาได้ แต่ไม่มากเท่าช่วงเวลานี้

การปลูกฝังระเบียบวินัย โดยการทำสิ่งต่างๆ ซ้ำๆ เป็นกิจวัตร เช่นการเก็บที่นอนเอง เก็บของใช้ส่วนตัวด้วยตัวเอง ดูแลตัวเอง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้สร้างไม่ได้เมื่อเขาโตขึ้น หากแต่ต้องปฏิบัติจนซึมซับเข้าไปอยู่ในตัวเด็ก ระเบียบวินัยคือพื้นฐานของความดี เมื่อเด็กมีวินัย เด็กจะรู้หน้าที่ และสิทธิ์ และสิ่งนี้นำมาซึ่งการปฏิบัติตัวได้อย่างเหมาะสม และไม่ละเมิดผู้อื่น

พ่อแม่ยุคนี้ใช้เวลาที่ควรจะพัฒนาสิ่งเหล่านี้ไปกับการพยายามเพิ่มศักยภาพในการคิดให้ลูก ซึ่งเวลาที่เด็กควรจะเริ่มพัฒนาทักษะในการคิด และ concept อย่างค่อยเป็นค่อยไปคือช่วงอายุ 7-14 ปีและเวลาที่สมควรแก่การใช้ความคิดวิจารณญาณอย่างสมบูรณ์จริงๆ ของเด็กคือช่วงวัย 14 ปี เป็นต้นไป ซึ่งนั่นเป็นเวลาที่เขาได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ทักษะในการใช้ชีวิตที่จำเป็น การเข้าใจถึงความดี ความงาม จนพร้อมแล้วที่จะนำสิ่งเหล่านี้มาประมวลและวิเคราะห์ด้วยเหตุและผล “ด้วยตัวของเขาเอง”

การคิดแบบไหนที่แม่พูดถึง ????

การเรียนวิชาการตั้งแต่วัยอนุบาล
การให้เด็กตัดสินใจบางเรื่องเอง เพราะคิดว่านั่นคือการให้ “อิสระ”
การเสริมทักษะด้วยของเล่นหรือเกมส์ที่เชื่อว่าพัฒนาสมอง

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าลูกของแม่ต้องใช้ความคิดตั้งแต่เด็ก ????

พลังงานที่จำเป็นสำหรับการสร้างระบบอวัยวะให้สมบูรณ์ถูกนำมาใช้เพื่อการคิด อวัยวะจะขาดความแข็งแรงอย่างที่ควรจะเป็น
หนูคงจะขาดจินตนาการและวิธีคิดที่สร้างสรรค์
หากหนูไม่ได้เล่นปีนป่ายมากพอ หนูอาจมีปัญหาในการทำคณิตศาสตร์ในวันข้างหน้า
ฯลฯ

พ่อแม่จำนวนมาก “แบ่งรับแบ่งสู้” ที่จะเชื่อในแนวคิดเช่นนี้ จึงเอามันทั้งสองทาง โดยการให้ทั้งวิชาการ (ส่งเสริมให้ลูกคิด) และจัดหากิจกรรมเพื่อให้ลูกได้ออกกำลัง เพราะคิดว่านั่นคือทางออกที่ดีที่สุด

เราจะไม่มีวันรู้ได้เลย ว่าสิ่งที่เราทำกับลูกนั้นดีจริงหรือไม่ เพราะเมื่อหากลูกประสบความสำเร็จในอนาคต (ในสายตาของพ่อแม่) พ่อแม่ก็จะเกิดความภาคภูมิใจโดยอาจลืมมองอีกด้านหนึ่งว่าเขาอาจก้าวหน้าได้มากกว่านี้หากเดินอีกทาง แต่หากโชคร้ายลูกเกิดไม่ประสบความสำเร็จ (ในสายตาพ่อแม่) เราก็จะกลับมานั่งทบทวนแล้วอาจย้อนคิดว่ามีสิ่งใดผิดพลาดไป ซึ่งนั่นก็คงหาคำตอบไม่ได้.....

วันนี้การที่พ่อแม่ให้ลูกเริ่มใช้ความคิดตั้งแต่วัยเยาว์ จะมีผลต่อลูกใน 2 ประเด็น คือ เป็นผลทำให้เด็กเป็นในบางสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ (หรือไม่เป็นในบางสิ่งที่พึงประสงค์) อย่างชัดเจน กับ เป็นผลสกัดกั้นพัฒนาการและศักยภาพที่ควรจะได้เกิดกับลูก ซึ่งประเด็นหลังเราคงไม่สามารถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่าในวันนี้ ผลของมันจะสะท้อนออกมาถึงศักยภาพที่ไม่เต็มที่เมื่อเด็กเข้าสู่วัยผู้ใหญ่และต้องใช้ชีวิตของตน

สิ่งที่สำคัญกว่าการเชื่อหรือไม่เชื่อในแนวคิดนี้ คือผู้เป็นพ่อแม่ควรศึกษาให้ถ่องแท้และลึกซึ้งถึง ธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติที่แท้จริงของเด็ก รวมถึงธรรมชาติของการเรียนรู้ของมนุษย์ โดยมิได้เพียงเชื่อแค่คำโฆษณาหรือคำบอกเล่าที่ปราศจากการศึกษาให้ชัดเจน เพราะชีวิตของลูก พ่อแม่คือผู้ลิขิต....





 

Create Date : 05 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2551 22:13:11 น.
Counter : 167 Pageviews.  

เรา....หรือใคร.....



วันนี้แม่เพิ่งได้คุยกับผู้ปกครองท่านหนึ่งที่เพิ่งย้ายลูกของเขา 2 คนมาเรียนที่รร.ของหนู คนโตอยู่ป.2 คนเล็กอยู่ อ.2 ผู้ปกครองท่านนั้นเล่าให้แม่ฟังถึงรร.ที่ลูกของเขาเพิ่งจากมาว่า มีอยู่วันหนึ่งหลังจากการประกาศผลสอบ ในขณะที่เขานั่งอยู่ที่ม้านั่งใต้ต้นไม้ เขาบังเอิญได้เห็นเด็กคนนึงกับแม่ของเขานั่งอยู่ที่โต๊ะใกล้ๆกัน ด้วยใบหน้าที่เศร้าหมอง มีน้ำตาคลอทั้งแม่ทั้งลูก แล้วเด็กคนนั้นก็พูดกับแม่ว่า “หนูไม่รู้ว่าทำไมหนูถึงโง่อย่างนี้ ..... หนูไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร” แล้วแม่ของเด็กก็พูดออกมาด้วยคำพูดเดียวกันว่า “แม่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับหนู” ทั้งสองมองหน้ากันพร้อมกับน้ำตาที่เต็มหน่วยตา คุณแม่ท่านนั้นคาดเดาจากอาการได้ว่าน่าจะเป็นสาเหตุจากผลการเรียนจึงแอบชำเลืองมองสมุดรายงานผลการเรียนของเด็กหญิงวัยป.2 ที่วางอยู่เบื้องหน้าสองแม่ลูกนั้น แล้วคุณแม่ท่านนั้นก็เห็นผลการเรียนที่เด็กคนนั้นทำได้ มันระบุไว้ชัดเจนว่า 94.25 จากคะแนนเต็ม 100 หลังจากนั่งอยู่ซักพักคุณแม่ท่านนั้นจับความได้ว่าเทอมก่อนหน้านั้นเด็กหญิงทำคะแนนได้สูงกว่านี้ 0.3 คะแนน การได้คะแนนหรือเกรดลดลง 0.3 คะแนนทำให้ทั้งสองแม่ลูกเกิดความรู้สึกผิดหวัง รู้สึกล้มเหลว ลูกเกิดความรู้สึกผิด รู้สึกถึงความไม่ดีของตัวเอง .......

เหตุการณ์นี้ทำให้แม่รู้สึกได้ใน 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการใช้ข้อสอบมาประเมินผล ประเมินความเก่งของเด็ก ความจริงแล้วเด็กคนนั้นคงไม่ได้เก่งน้อยลง และความเก่งคงวัดค่าไม่ได้เช่นนั้น แต่ด้วยเงื่อนไขและสิ่งที่ผู้ใหญ่กำหนดจึงกลายเป็นตีตราไว้ว่า “หนูฉลาดน้อยลง” แม่รู้สึกเห็นใจเด็กหญิงคนนั้นที่ติดกับดักที่สังคมวางเอาไว้

เรื่องที่สอง การที่เด็กน้อยรู้สึกผิด และรู้สึกลงโทษตัวเองทำให้แม่มาย้อนคิดถึงลูกสาวของแม่ ครูที่โรงเรียนและผู้ปกครองรุ่นพี่ที่รร. สอนแม่เสมอว่า หนึ่งในวิธีการดูแลและสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้หนู คือการไม่ทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองไม่ดี อย่าทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี หรือเป็นผู้สร้างสิ่งไม่ดี ในเวลาที่หนูดื้อหรือทำสิ่งที่ไม่ควรกระทำ ครูจะใช้นิทานแพะดื้อมาปรับพฤติกรรมของหนู เพื่อทำให้เด็กๆไม่รู้สึกว่าความผิดนั้นๆเค้าเป็นผู้กระทำ เค้าเป็นผู้ผิด เช่น ในเวลาที่เด็กใช้มือรังแกเพื่อน ตีเพื่อน หรือทำร้ายเพื่อน ครูจะให้เด็กไปล้างมือครูจะบอกกับเด็กว่าแพะดื้อกลัวน้ำ เมื่อเราล้างมือแพะดื้อจะออกไปกับน้ำ แล้วเด็กก็เชื่อตามนั้นเมื่อล้างมือเสร็จความรู้สึกของเด็กก็คือสิ่งไม่ดีออกไปแล้ว เค้าก็จะไม่กลับไปตีเพื่อนอีก เมื่อเด็กดื้อครูก็จะเตือนว่าให้ดูแลแพะดื้อดีๆ อย่าให้เค้าออกมาเกเร ถ้าเค้าเกเรมากๆ ก็ต้องไปอาบน้ำ แพะดื้อจะได้ออกไป ซึ่งวิธีนี้ก็ได้ผลดีทีเดียวกับลูกของแม่

การเกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้สร้างสิ่งไม่ดี เป็นคนผิด เป็นคนทำเรื่องไม่ดี ลึกๆข้างในแล้วทำให้เด็กรู้สึกไม่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็น รู้สึกรังเกียจตัวเอง รู้สึกเจ็บปวด และในที่สุดเด็กขาดความศรัทธาในตัวเอง และไม่รักตัวเอง แม่นึกถึงเด็กที่ผู้ปกครองท่านนั้นเล่าให้ฟัง ด้วยวัยเพียง 7-8 ปี แต่เขาต้องอยู่กับความรู้สึกผิด อยู่กับความรู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอ หากสิ่งนี้ไม่ได้รับการแก้ไข มันสั่งสมพอกพูน ภายในของเขาจะเป็นอย่างไรเมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาจะรู้สึกอย่างไรกับตัวเอง การไม่เคารพ ไม่ศรัทธาในตัวเองส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นมากมาย ตั้งแต่การขาดความมั่นใจ การมองไม่เห็นคุณค่าตัวเอง การทำร้ายตัวเอง และเมื่อคนเราขาดการมองเห็นคุณค่าของตัวเอง เราก็จะไม่เห็นคุณค่าของผู้อื่นด้วยเช่นกัน เด็กที่เติบโตมากับสิ่งเหล่านี้ เขาจะทำร้ายผู้อื่นได้ ทำร้ายตัวเองได้ ตั้งแต่ระดับความรุนแรงน้อยจนถึงความรุนแรงที่มากขึ้น

สิ่งเหล่านี้มิใช่การกลัวเกินกว่าเหตุ แต่การละเลยสิ่งเล็กๆน้อยๆเหล่านี้ เป็นการมองข้ามความสำคัญของจิตใจ ที่ในที่สุดแล้วมันจะส่งผลต่อชีวิตและอนาคตในวันข้างหน้า ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ผู้ใหญ่มักมีแต่คำถามว่า ทำไม....ลูกชั้นถึงเป็นอย่างนี้....ทำไม...ชั้นอุตส่าห์ให้การศึกษา และดูแลเขาอย่างดี...ทำไมลูกถึงยังทำสิ่งเหล่านี้....แต่เมื่อถึงเวลานั้น เราคงนึกไม่ออกหรอกว่าอะไรที่เป็นสาเหตุที่แท้จริงของสิ่งที่ลูกเป็น.....เรา....หรือใคร.....




 

Create Date : 21 ตุลาคม 2551    
Last Update : 22 ตุลาคม 2551 10:20:48 น.
Counter : 114 Pageviews.  

แล้วบางสิ่งก็เปลี่ยนไป



ถึงวันนี้ ลูกสาวแม่เรียนที่นี่มาปีกว่าแล้ว ลูกคุ้นเคยกับความอ่อนโยน คุ้นเคยกับความเรียบง่าย หลายครั้งที่หนูเตือนสติแม่และป๊ะป๋าให้รู้สึกตัวว่า เราควรจะอ่อนโยนต่อหนู การสัมผัสเบาๆ การไม่พูดจาเสียงดังใส่กัน การไม่ใช้อารมณ์ต่อกัน เป็นสิ่งที่หนูปรารถนา .....

หนูไม่เพียงรู้สึกถึงความความอ่อนโยนที่ครูมอบให้กับหนู หนูไม่ได้เพียงสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยนที่แม่พยายามมอบให้ แต่ความอ่อนโยนที่ว่ามันซึมซับผ่านหัวใจดวงน้อยของลูกแม่แล้ว....แม่สัมผัสและเห็นความอ่อนโยนจากหนูหลายครั้ง ทั้งจากคำบอกเล่าของครู ของคนอื่นและจากที่แม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง

......อีกบทหนึ่งของความอ่อนโยน

ครอบครัวเราเป็นครอบครัวใหญ่ คุณทวดของหนูเป็นผู้ใหญ่อีกท่านหนึ่งที่อยู่กับเราที่บ้าน คุณทวดเป็นคุณยายของแม่ อายุท่านปีนี้ก็เกือบ 90 แล้ว คุณทวดเป็นคนดุ ท่านไม่ใคร่ชอบเสียงอึกทึกของเด็กๆเท่าไรนัก บ่อยครั้งที่ลูกและน้องเล่นกันเสียงดัง ก็จะโดนท่านเอ็ดเอา แต่ท่านก็เอ็นดูเหลนๆ .....ตรงนี้ เว้นเอาไว้เฉพาะเวลาที่เหลนน่าร๊ากกกก เท่านั้น 5555 เป็นอันว่ารู้กันว่าคุณทวดไม่ถูกโรคกับเด็กๆ เท่าไรนัก ด้วยความรักในบรรดาเหลนๆ คุณทวดมักเรียกใช้ แล้วก็แน่นอน ลูกสาวแม่อยู่ใกล้คุณทวดที่สุด (บ้านเดียวกัน) ก็จะโดนคุณทวดเรียกใช้ให้หยิบนั่นหยิบนี่อยู่เสมอ บางครั้งคุณทวดใช้ในเวลาที่หนูกำลังเล่นซน หนูก็จะอิดออด แต่สุดท้ายก็ไปหยิบให้คุณทวดอยู่ดี แต่ก็หยิบไปบ่นไป บางทีอารมณ์ดีก็หยิบให้แบบเต็มใจแต่ก็ขอแลกด้วยดาวแห่งความดี ..... แล้วในเช้าวันนั้น วันที่หนูนั่งทานอาหารเช้าอยู่ที่โต๊ะอาหารเหมือนทุกวัน คุณทวดก็นั่งดื่มโอวัลตินกับทานขนมเป็นมื้อเช้าเหมือนเช่นเคย แต่วันนั้นขนมของคุณทวดยังอยู่ในถุงพลาสติกปิดผนึก คุณทวดพยายามเปิดถุง แต่ด้วยสายตาที่พร่ามัวและด้วยความชรา คุณทวดก็ไม่สามารถเปิดถุงได้ซักที วันนั้นมีเพียงลูกสาวแม่กับคุณทวด ลูกนั่งมองคุณทวดพยายามแกะถุงขนมอยู่ซักพัก ก่อนจะเอ่ยถามว่า “คุณทวดเปิดถุงได้ไหมคะ ให้ฮานิสช่วยมั้ย” คุณทวดไม่ว่าอะไร ยื่นถุงพลาสติกให้ลูกแม่ แล้วหนูก็พยายามแกะขนมในถุงจนสำเร็จแล้วส่งให้คุณทวดทาน คุณทวดกล่าวขอบใจ หนูอมยิ้ม

แม้สิ่งนี้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ แต่วันนั้น เป็นครั้งที่หนูแสดงให้แม่เห็นว่า หนูพร้อมและยินดีจะช่วยเหลือ หนูทำสิ่งดีๆ โดยไม่ได้หวังผลของคำชมเชย ไม่ได้หวังผลว่าต้องได้ดาวแห่งความดี แต่หนูคงทำเพราะรู้สึกว่าต้องทำและควรทำ ไม่มีการชักจูง ไม่มีการร้องขอ ไม่มีการบังคับ ตรงนี้คือสิ่งที่แม่เห็นว่ามีคุณค่ามาก สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากหนูไม่ได้รู้สึกถึงความต้องการช่วยเหลือ ความต้องการให้ความอ่อนโยนที่พึงมีต่อผู้อื่น

แล้วแม่ก็ได้เห็นเรื่องราวเช่นนี้บ่อยขึ้น ในวันที่คุณทวดขาเจ็บหนูช่วยพยุงคุณทวดเดิน ก่อนนอนหนูช่วยยกเครื่องนอนหมอนและผ้าห่มของคุณทวดไปไว้ในห้องนอน แม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงสิ่งเล็กๆ แต่มันก็มีค่ามากมายสำหรับแม่ เมล็ดพันธุ์แห่งความอ่อนโยนที่มันกำลังเติบโตในหัวใจดวงน้อยของหนู จะกลายเป็นร่มไม้ที่แข็งแกร่งเมื่อลูกสาวของแม่เติบโตขึ้น ในวันข้างหน้าหนูคงจะได้เป็นที่พึ่งพิงของตัวเอง และของผู้อื่น แม่จะเฝ้ามองดูหนูเติบโตและเป็นกำลังใจให้หนูอยู่ตรงนี้จนกว่าจะถึงวันนั้น....วันที่ลูกแม่เป็นร่มไม้ที่แข็งแกร่งให้ตัวเองและผู้อื่นได้......




 

Create Date : 14 ตุลาคม 2551    
Last Update : 14 ตุลาคม 2551 15:18:29 น.
Counter : 123 Pageviews.  

ความกลัว.....กับดักของพ่อแม่



ที่บ้านพักตากอากาศ เขื่อนศรีนครินทร์ บทสนทนาระหว่างพ่อและลูกชายวัยมัธยม 2

บอย : พ่อ เราไปพายเรือคายัคกัน
พ่อ : เอาซิลูก
(พ่อคิดว่าลูกชวนไปพายเรือบริเวณริมเขื่อน)
บอย : พายไปกลางเขื่อนเลยนะพ่อ
พ่อ : !!!!!

“......นาทีนั้นเป็นนาทีที่ผมต้องตัดสินใจ การพายเรือไปกลางเขื่อนที่มีแต่ตัวเรากับเรือเป็นเรื่องที่ท้าทาย หากผมปฏิเสธเค้าในวันนั้น ผมคงเป็นคนที่หยุดหรือทำลายสิ่งที่ผมพยายามสร้างให้เกิดในตัวลูกผมมาตั้งแต่เค้ายังเล็ก.....”

.................................................................................................

ในบ้าน พ่อกำลังเล่นกีตาร์ ลูกชายกำลังนั่งทำงานของตัวเองอยู่อีกมุมของห้อง ในขณะที่พ่อเล่นกีตาร์และน้องบอยกำลังนั่งหันหลังให้

บอย : พ่อ นิ้วกลางพ่ออ่ะ อย่ากดให้โดนสาย... อีกสายนึง เสียงมันจะเพี้ยน
พ่อ : !!!!!

“......ผมงงมาก เค้ามีสัมผัสรับรู้ที่ดีมาก สำหรับเค้ามันไม่ใช่แค่เสียงที่เค้าฟัง แต่เค้า “ได้ยิน” มันลึกซึ้งกว่าแค่ฟัง.....”

“......วันหนึ่ง ตอน ป.5 ลูกขอผมเรียนเปียโน ผมก็อนุญาต ตอนนี้ผ่านมา 3 ปีแล้ว เค้ากำลังจะสอบระดับ 4 เค้าเล่นได้ดี และพัฒนาการเล่นได้เร็วมาก ตอนนี้เค้าสนใจดนตรีแจ๊ส แล้วทำท่าว่าจะเรียนแจ๊สอีก....”

“......เค้าได้คัดเลือกเป็นตัวแทนระดับประเทศ ในกีฬาเล่นเรือใบ(ทีม) ซึ่งเป็นกีฬาที่เค้าเริ่มเล่นเมื่อตอนป.5 จากการเข้าค่ายเรือใบของโรงเรียน ซึ่งเป็นหลักสูตรของรร.วอลดอร์ฟ ปัจจุบันเค้าเล่นจนได้รับคัดเลือก แต่ตัวเค้าเองเป็นคนปฏิเสธที่จะเล่นเป็นตัวแทนดังกล่าว ด้วยเหตุผลที่ผมต้องยอมจำนน หลังจากที่ผมเกลี้ยกล่อมอยู่นาน ด้วยความรู้สึกเกรงใจผู้ใหญ่และคณะกรรมการที่อุตส่าห์คัดเลือกเด็กที่อายุน้อยที่สุดในทีมอย่างลูกผมเข้าไป

หลังจากความพยายามอยู่นานในการเกลี้ยกล่อมให้ลูกยอมเป็นตัวแทนและเล่นร่วมกับทีมที่ได้คัดเลือก
พ่อ : ทำไมล่ะลูก ทำไมถึงไม่ยอมเล่น
บอย : พ่อครับ ผมไม่อยากเป็นตัวถ่วง คนอื่นเค้าเล่นเค้าพยายามกันมาตั้งกี่ปี กว่าจะมาถึงวันนี้ ถ้าเค้าต้องมารอผมคนเดียว บ้านเราอยู่กรุงเทพ ทุกครั้งที่ซ้อมต้องไปซ้อมถึงชลบุรี เราจะไปมาได้ทุกครั้งหรือเปล่า แล้วยังพ่ออีกที่ต้องวิ่งคอยรับส่งผมเวลาไปซ้อม ผมว่าผมถอนตัวดีกว่าครับ

ครั้งนั้น ผมเองต้องยอมจำนนต่อความคิดและวิธีคิดของเค้า เค้ามีเหตุมีผลของตัวเอง เค้าตัดสินใจด้วยเหตุผลอันเหมาะอันควร เราคงไม่ต้องห่วงเค้ามากมายแล้ว....”

“.....ในเวลานี้ ตั้งแต่เค้าเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ผมสังเกตเห็นว่า เค้าจะมีความอยากที่จะรู้ อยากที่จะทำ ทุกเรื่องที่เค้าสนใจ แล้วเมื่อเค้าลงมือทำเค้าก็ทำมันได้ดีเสียด้วย ตอนนี้ผมกลับต้องคอยยั้งๆเค้าและให้เค้าได้ทำเท่าที่เหมาะควรแก่เวลา แล้วอย่างนี้แล้ว ผมยังต้องกังวลอีกหรือว่าเค้าจะเรียนต่ออะไร เค้าจะเอ็นทรานซ์ได้ไม๊ ในเมื่อโลกนี้เป็นของเค้า เค้าพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกอย่างที่เค้าต้องการ.....”

.................................................................................................

ในวงสนทนาของครอบครัวหนึ่ง มีคุณตา คุณแม่ และลูกชาย ป.1
คุณตา : เรียน ป.1 แล้วอ่านหนังสือได้หรือยังลูก
หลาน : ยังอ่านไม่ได้ครับ
คุณตามีความกังวลว่าหลานจะอ่านหนังสือได้หรือไม่ ช้าเกินไปหรือเปล่า แต่ก็เฝ้าดูและติดตาม

เวลาผ่านไปอีก 1 ปี ที่ห้องเดิม
คุณตา : เอ้า.... ป.2 แล้วเริ่มอ่านหนังสือหรือยังลูก
หลาน : ยังไม่อ่านครับ
คุณตา : ป. 2 แล้ว ยังไม่อ่าน แล้วจะอ่านได้เมื่อไรล่ะ
หลาน : เดี๋ยว ป. 3 เทอมสองจะอ่านครับตา
คุณตา : อืม...เอากะเค้า

คุณตาเฝ้ารอเวลา.........

เวลาผ่านไป อีก 1 ปีกว่า
คุณตา : เอ้า.....ป.3 แล้ว อ่านหนังสือได้หรือยัง มาอ่านให้ตาฟังหน่อย
หลาน : เดินไปหยิบหนังสือมาอ่านให้คุณตาฟัง
และหลังจากนั้น หลานก็อ่านหนังสือได้ และมากขึ้นเรื่อยๆ

คำบอกเล่าจากคุณแม่
“.....พอเค้าอ่านหนังสือได้ เค้าก็อ่านอย่างมาก โดยแม่จะคอยดูหนังสือที่เค้าอ่าน ว่าเหมาะสมกับวัย ทุกครั้งที่มีงานหนังสือที่ไหน เราจะไปด้วยกัน แล้วพอเค้าสนใจหนังสือเล่มไหน แม่จะคอยดูว่าเหมาะสมหรือไม่ ตอนนี้น้องอยู่ ม.2 แล้ว ครั้งสุดท้าย เค้าขอว่า ขอเป็นคนเดินเลือกซื้อหนังสือเองคนเดียว แม่ก็เห็นว่าเค้าโตพอแล้ว ก็เลยให้เงินจำนวนหนึ่งไป แล้วก็ปล่อยให้เค้าได้เลือกหนังสือของเค้าเอง........พอเค้ากลับมา แม่ก็ต้องแปลกใจ หนังสือที่เค้าเลือกซื้อมาอ่าน เป็นหนังสือที่แม้แต่แม่เองที่เป็นผู้ใหญ่ก็ไม่คิดจะอ่าน......”

.................................................................................................

วันนี้ขอยกเรื่องราวของครอบครัวที่ผ่านระบบการศึกษาแบบวอลดอร์ฟมาอย่างน้อย 7-8 ปี เนื่องจากมีเพื่อนๆ ทั้งเพื่อนที่ยังโสด เพื่อนที่เป็นพ่อแม่มือใหม่ และเพื่อนที่เป็นพ่อแม่มาหลายปี ที่รับรู้ว่าแม่ให้ลูกของแม่เรียน รร.แนวการศึกษาวอลดอร์ฟ ทุกคนถามว่าคืออะไร พอแม่อธิบายอย่างคร่าวๆ สิ่งที่ตามมาก็คือ อืม....ก็ดีนะ เรียนแบบนี้...แต่

“ เรียนโรงเรียนแบบนี้ (ไม่เน้นวิชาการ) แล้วไม่กลัวว่าลูกจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้หรือ ??? ”
“ เรียนแบบนี้ แล้วลูกจะเป็นยังไงต่อ ลูกจะเรียนต่อที่อื่นได้หรือเปล่า??? ”

ในตอนที่ถูกถาม แม่ยังหาคำตอบให้คนเหล่านั้นได้ไม่ชัดเจนนัก รู้แต่ว่าแม่ไม่กลัว.....

ลูกสาวแม่เป็นเด็กกลัวน้ำ จริงๆแล้วคงคล้ายๆ กับเด็กๆ อีกหลายคนที่กลัวน้ำ กลัวความกว้างขวางของสระ ไม่มั่นใจเมื่อต้องอยู่ในน้ำ ซึ่งไม่ใช่ภาวะที่คุ้นเคย แต่ลูกแม่อาจจะมากกว่าเด็กทั่วๆไปซักหน่อย ก่อนหน้านี้แม่เคยให้ครูมาสอนลูกว่ายน้ำ เรียนอยู่ 2 คอร์ส คอร์สละ 10 ชม. รวมแล้วก็ 20 ชม. เวลาผ่านไป ลูกก็ยังกลัวน้ำ แล้วก็ยังไม่สามารถว่ายน้ำได้อยู่ดี แล้วในที่สุด ก็ไม่อยากเรียนว่ายน้ำ เราก็เลยเลิก หลังจากนั้นไม่ว่าจะพาลูกไปว่ายน้ำ (เล่นน้ำ) กี่ครั้งหัวหนูก็ไม่เคยเปียกน้ำเลย อย่าว่าแต่ว่ายน้ำเลย ก้มหน้าลงไปในน้ำยังไม่สามารถ แต่ตอนนี้ ลูกเรียนว่ายน้ำที่ รร. 5 ครั้ง ลูกสนุกกับมันมาก หนูดำน้ำลงไปถึงก้นสระได้ หนูว่ายน้ำในระยะใกล้ๆได้ หนูมีท่าปลาดาว ปลาฉลาม มาอวดแม่ หนูว่ายน้ำอย่างมั่นใจ หนูขออนุญาตแม่ลงสระใหญ่ที่ความลึก 1.6 เมตร.......แม่จำใจยอมอย่างกังวลจึงให้คุณพ่อตามไปคอยระวัง แล้วหนูก็ทำให้แม่ประหลาดใจอีกครั้งด้วยการดำลงไปจนเท้าสัมผัสกับก้นสระเพื่อจะถีบตัวขึ้นมาบนผิวน้ำอีกครั้ง อย่างไม่กลัว ความรู้สึกของแม่ในนาทีนั้นคงไม่ต่าง ไปจากคุณพ่อน้องบอยในวันที่น้องบอยขอพายเรือออกไปกลางเขื่อนมากนัก แล้วนาทีนั้น แม่ก็คิดว่าแม่รู้คำตอบแล้วว่าทำไมแม่ถึงไม่กลัวว่าลูกของแม่จะไม่สามารถสอบเรียนต่อที่ไหนได้ หรือแม้แต่เรื่องการเรียนต่อในมหาวิทยาลัย.....

ถ้าแม่รู้และเชื่อมั่นว่าการศึกษาที่แม่เลือกให้หนู สร้างให้หนูเป็นผู้มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ พร้อมทั้งทักษะทางด้านร่างกาย จิตใจ รวมถึงสติปัญญา พร้อมที่จะเรียน อยากที่จะรู้ แล้วทำไมแม่จะยังต้องกังวลว่าลูกของแม่จะไม่สามารถเรียนรู้ในรูปแบบที่แสนจะธรรมดา แบบที่คนอื่นเค้าเรียนกันไม่ได้ น้องบอย(นามสมมุติ) และหลานคุณตา เป็นตัวอย่างที่ทำให้แม่เห็นว่า การให้การศึกษาและการพัฒนามนุษย์ตามจังหวะที่เหมาะควรแก่เวลา จะทำให้เกิดความพร้อมของร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ซึ่งจะทำให้บุคคลสามารถเผชิญกับปัญหาและสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างรู้คิด และสิ่งนี้มีค่ามากกว่า ปริมาณความรู้ที่ได้แบกไว้แต่ใช้ไม่เป็น และลูกทำให้แม่รู้ว่า บนความกลัวและความกังวลของผู้เป็นพ่อแม่ มันเป็นเสมือนกับดัก ที่อาจสกัดกั้นพัฒนาการที่สำคัญของลูก....

การที่พ่อแม่กลัวว่าลูกจะไม่สามารถสอบเข้ารร.ดีๆ มหาวิทยาลัยดังๆ ได้นั้น เราอาจต้องกลับมาย้อนคิดว่าเราดูถูกความสามารถที่มีอยู่ในตัวตนของลูกเรามากเกินไปหรือเปล่า เรายิ่งกลัวเรายิ่งป้องกันด้วยวิธีการที่เราคิดเอาเองว่าดีคือการเพิ่มปริมาณความรู้มากเท่าที่จะมากได้ให้กับลูกเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ และนั่นล่ะที่เป็นตัวสกัดกั้นศักยภาพที่แท้จริงที่มีอยู่ในตัวลูก ให้ค่อยๆหายไปทีละเล็กละน้อยแล้วทดแทนไว้ด้วยปริมาณข้อมูลที่มากมายเกินจำเป็น

สำหรับแม่เอง เพียงแค่หากวันที่หนูขอแม่ลงสระใหญ่ที่ลึก 1.6 เมตร แล้วแม่ไม่อนุญาต นั่นก็เท่ากับว่า แม่เองที่เป็นผู้ทำลายความมั่นใจของหนูลงเสียแล้ว..... การเรียนในระดับต่อๆไปก็เช่นกัน แม่ว่าหนูเสียอีกที่จะเป็นคนทำให้แม่ต้องวิ่งหาความรู้มาตามหนูให้ทัน อายุความเป็นแม่ของแม่ เท่ากับอายุความเป็นลูกของหนู แต่ดูเหมือนว่า แม่อาจจะเรียนตามหนูไม่ทันซะแล้ว...........




 

Create Date : 28 มิถุนายน 2551    
Last Update : 28 มิถุนายน 2551 15:53:31 น.
Counter : 124 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

แม่ของลูกสาว
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add แม่ของลูกสาว's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.