Group Blog
 
All blogs
 

ประจำเดือนบอกอะไรเราได้บ้าง

เพิ่งได้รับ forward mail จากน้องคนหนึ่งเห็นว่าเป็นความรู้ดี เลยนำมาเผยแพร่คะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณผู้หญิงทั้งหลาย เรื่องใกล้ตัวอย่างเช่นประจำเดือนก็ไม่ควรมองข้ามนะคะ เพราะข้อมูลที่นี้เขียนโดยหมอจีนท่านหนึ่ง โดยเค้าได้สังเกตุจากลักษณะของประจำเดือนตามนี้เลยคะ

หมอจีนรู้อะไรจากประจำเดือน

ผมชอบคนไข้ผู้หญิงครับ สาเหตุหลักจริงๆแล้วคือ เพราะร่างกายของผู้หญิงมีข้อมูลที่ช่วยให้ผมรับรู้การทำงานของตับไตไส้พุงได้ชัดเจนกว่าผู้ชาย ซึ่งจะง่ายต่อการวินิจฉัยและรักษาอย่างมาก และนั่นก็คือ ประจำเดือน นี่เองครับ

คุณอาจจะไม่เชื่อเลยก็ได้ว่าผมรู้ข้อมูลของร่างกายคุณมากมายแค่ไหนผ่านประจำเดือนของคุณผู้หญิง
วันนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังกันครับว่าทำไมหมอจีนถึงชอบถามถึงประจำเดือน แถมถามละเอียดลงลึกถึงขั้นสี ปริมาณ ก้อนเลือด รอบเดือนช้าเร็ว ทั้งๆที่ชั้นไม่ได้มาหาหมอเพราะเรื่องนี้ซักหน่อย ก็ขอวอนอย่าพึ่งเข้าใจผิดคิดว่าหมอลามกนะครับ ผู้หญิงมีความสัมพันธ์กับเลือดมาก เพราะต่างก็เป็นธาตุหยิน ( ธาตุเย็น) ทั้งคู่ ขณะเดียวกันพื้นฐานร่างกายของผู้หญิงก็มีความสัมพันธ์อวัยวะตับในทางแพทย์จีนอย่างแน่นแฟ้นเพราะ

1. ตับเป็นอวัยวะที่กักเก็บเลือดไว้ ก่อนจะปล่อยไปให้อวัยวะอื่นๆใช้งาน
2. เส้นลมปราณตับเดินผ่านอวัยวะเพศ และหน้าอก
3. ตับเป็นตัวควบคุมการเดินของลมปราณในร่างกายให้คล่องตัว รวมไปถึงอารมณ์ต่างๆด้วย เมื่อทำความเข้าใจตรงนี้ได้แล้วต่อไปก็จะอ่านเข้าใจได้ง่ายกว่าเดิมครับ

คราวนี้เรามาไล่ดูกันครับว่า สี ปริมาณ ก้อนเลือด รอบเดือนช้าเร็ว ทำให้หมอจีนรู้อะไรบ้าง

สีของเลือดประจำเดือน
สีแดงเข้ม   มักจะเป็นคนที่ร้อนในครับ คิดสภาพว่าไฟมันร้อนเลือดเลยสีเข้ม เหนียวข้น คุณมักจะหิวน้ำ ท้องผูก หงุดหงิดง่าย


สีแดงซีด   คือคนที่ขาดเลือดครับ ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นโรคโลหิตจางนะครับ  ไปตรวจปริมาณเม็ดเลือดอาจจะยังปกติไม่มีปัญหา   คุณมักจะเป็นคนไม่มีแรงครับ หน้าซีด เล็บซีด ปากซีด เวียนศีรษะ หลงลืมง่าย นอนไม่หลับ

สีแดงคล้ำ คือคนที่มีเลือดคั่งอยู่ข้างในครับ ส่วนใหญ่ประจำเดือนสีนี้มักจะมีลิ่มเลือดออกมาด้วยเสมอ
สีประจำเดือนแบบนี้เกิดได้หลายสาเหตุครับ คุณอาจจะเป็นคนขี้หนาว หรืออยู่ในห้องเย็นๆเป็นประจำ หรืออาจจะเป็นคนที่เครียดมาก เครียดบ่อย

ปริมาณของเลือดประจำเดือน
ควรจะดูประกอบกับสีด้วยจะบอกข้อมูลได้ชัดเจนขึ้นไปอีกครับ

ประจำเดือนมาน้อย + สีแดงซีด   เลือดน้อยจนไม่มีเลือดจะให้เสียแล้ว มักมีอาการปวดท้องประจำเดือนด้วย

ประจำเดือนมาน้อย + สีแดงคล้ำ   เลือดคั่งอุดทางเดินประจำเดือน ทำให้เหมือนประจำเดือนมาน้อย
แต่ที่จริงแล้วคั่งอยู่ข้างในออกไม่ได้ต่างหาก รายการนี้ก็มักปวดท้องประจำเดือนด้วยเช่นกัน แต่ถ้าเกิดประจำเดือนมาคล่อง หรือก้อนเลือดหลุดออกมาแล้วก็จะหายปวด

ประจำเดือนมามาก + สีแดงเข้ม   เกิดจากความร้อนครับ ที่มามากก็เพราะความร้อนมันขับดันให้เลือดเดินไว เดินเยอะ

ประจำเดือนมามาก + สีแดงซีด   อันนี้เป็นเพราะร่างกายขาดลมปราณครับ ลมปราณเป็นตัวควบคุม นำทางให้เลือดเดินไปในทางที่มันควรจะไป เมื่อลมปราณพร่องแล้ว เลือดก็ไม่มีตัวควบคุม ไหลตามใจฉัน แล้วเมื่อเลือดไหลออกไปเรื่อยๆ ลมปราณก็จะยิ่งพร่องเพราะขาดเลือดหล่อเลี้ยง สุดท้ายเกิดเป็นวงจรอุบาทว์แย่ลงไปเรื่อยๆ คุณจะมีอาการอ่อนเพลียง่าย ไม่มีแรง วิงเวียนศีรษะ ไม่อยากอาหาร

ประจำเดือนมามาก + สีแดงคล้ำ ก็คือมีเลือดคั่งอยู่ครับ

ประจำเดือนกระปิดกระปอยมาไม่หยุด   แบ่งได้สองกรณีคือ ลมปราณพร่อง สีของเลือดจะซีด   อีกประเภทคือเลือดร้อน   สีของเลือดจะสดครับก้อนเลือดและลิ่มเลือด

บางคนประจำเดือนมาทีเป็นก้อนๆครับ มักมีอาการปวดประจำเดือนร่วมด้วย
บางคนเหมือนมีเศษเนื้อหลุดออกมาด้วย พอก้อนเลือดหรือเศษเนื้อหลุดออกมาแล้วมักจะหายวด

ก้อนเลือดและลิ่มเลือดก็คือเลือดคั่ง เลือดเดินไม่สะดวก เกิดได้หลายสาเหตุ แต่หลักๆมีอยู่สองอย่างคือ อารมณ์เสีย และ พิษเย็นครับ

รอบเดือนไม่ปกติ
รอบเดือนมาก่อนเวลา   มีได้หลายสาเหตุครับ โดยมากแบ่งออกเป็นสองส่วนคือ เลือดร้อน หรือ ลมปราณพร่อง อาการดูได้จากข้างบน

รอบเดือนชอบมาหลังเวลา   เพราะเลือดคั่ง พิษเย็น   เลือดน้อยสามสาเหตุหลักๆ
สองอันแรกเพราะมันทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี อันหลังเพราะไม่มีเลือดให้ไหลเวียน

การปวดประจำเดือน
การปวดประจำเดือนเป็นอะไรที่ผมสงสารผู้หญิงอย่างสุดซึ้งจริงๆครับ เพราะมันเป็นความปวดที่ทรมาณและน่าหวาดกลัว รู้ทั้งรู้ว่ามันต้องเจ็บทุกเดือนแต่ส่วนใหญ่ก็มักแก้ไขหลีกเลี่ยงอะไรไม่ได้   ไม่เหมือนโดนต่อยโดนตบที่ยังวิ่งหนีได้ การปวดประจำเดือนแยกคร่าวๆออกมาได้ดังนี้ครับ

ปวดช่วงวันแรกๆ พอมาเยอะขึ้นก็หายปวด  มักมีอาการท้องแน่นๆ  คัดหน้าอกควบคู่ไปด้วย  ให้ถามตัวเองว่าคุณเป็นคนอารมณ์เสียง่ายหรือเปล่า อ๊ะๆอย่าหลอกตัวเองนะ อาการมันฟ้องอยู่ จากที่บอกไปข้างต้นว่าตับเป็น ตัวควบคุมเลือดและลมปราณ พออารมณ์ไม่ดีลมปราณก็จะเดินไม่คล่อง ลมปราณไม่เดิน เลือดก็เลยไม่เดินเพราะเหงาขาดเพื่อนอยู่ด้วยกันสองคนอบอุ่นดี แต่คนที่ไม่ดีคือตัวเราเองที่ต้องทนปวดประจำเดือนกันต่อไป

ที่รพ.จีนทุกปีเวลาเอนทรานซ์จะมีนักเรียนหญิงมาหาหมอเรื่องประจำเดือนตลอดเลยครับ เครียดกันซะ ปวดหลังจากประจำเดือนจะหมดหรือหมดแล้ว   มักจะไม่ปวดรุนแรงมากจะมีอาการอ่อนเพลียควบคู่   อันนี้เกิดจากเลือดน้อยครับ อารมณ์เดียวกับหัวใจขาดเลือดแล้วจะเจ็บหน้าอก

การปวดประจำเดือนกับความเย็น ถ้าคุณปกติเป็นคนชอบกินน้ำเย็น น้ำแข็ง ไอติมนี่ของโปรด รักการว่ายน้ำ ใส่กระโปรงเปิดเข่าทำงานในห้องแอร์เย็นเจี๊ยบ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่จะทำให้คุณต้องทนทรมาณกับการปวดประจำเดือนหากคุณยังไม่รีบแก้ไข   นึกภาพง่ายๆหากเอาน้ำไปแช่ช่องฟรีซ น้ำก็จะแข็งไม่เคลื่อนไหว   ประจำเดือนก็เหมือนกัน เลือดไหลเวียนไม่ดีก็จะปวด เพราะอย่างนี้แหละนักกีฬาว่ายน้ำจึงมักมีอาการปวดประจำเดือน

การลดความอ้วนกับประจำเดือน
วันก่อนมีคนไข้คนนึงเป็นคนจีนสัญชาติแอฟริกัน คือหน้าตาเป็นคนจีนนะแหละ แต่ร่างกายเหมือนคนแอฟริกัน
ผอมจนเห็นกระดูก  เธอมาหาหมอด้วยโรคประจำเดือนไม่มา ขอถามเพื่อนๆว่าพอจะเดาสาเหตุที่ประจำเดือนเขาไม่มาได้ไหมครับ?

คนแบบเธอนั้นเราสามารถเรียกได้ว่า แกว่งเท้าหาเสี้ยนครับ อยู่ดีไม่ว่าดี ลดความอ้วนซะ  พวกลดความอ้วนมากๆเนี่ยจะมีความคิดในใจอย่างนึงว่า " ฉันยังอ้วนอยู่" แม้ว่าจะหุ่นได้รูปแล้วก็ตาม   แรกๆก็ลดความอ้วนอยู่หรอก  แต่พอลดเกินขีดจำกัด มันพาลไม่อยากอาหารเอา ระบบการย่อยมันเละไปหมดแล้ว พอถึงตอนนี้จะยัดกินให้อ้วนเหมือนเดิมก็ไม่ได้แล้ว เพราะ "ท้องไม่รับ" หุๆ แล้วพอลดความอ้วนมากๆเข้าจะเอาสารอาหารที่ไหนมาสร้างเลือดละครับ  คนประเภทนี้ถ้าอยากให้ประจำเดือนมาปกติก็ต้องหันมากินข้าว ไม่งั้นวันหลังจะ " ไม่ได้ท้อง" นะครับ

"คือว่าเครียตมากๆ ติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันแล้ว บางทีปวดหัวมาก ร้องไห้จนเกร็งหน้าท้องหายใจไม่ ออกเลย แล้วประจำเดือนก็หายไป พอมันมาอีกที มันออกเป็นก้อนเลือดสีดำๆ เลยค่ะ"   นี่เป็นคำพูดที่เพื่อนผมคนนึง บอกเล่า ขออนุญาตนำมาใช้เพื่อการศึกษานะครับ เคสนี้บอกอะไรผมได้บ้าง หลังจากผมฟังคำบอกเล่านี้ ผมจะรู้ว่าคนไข้รายนี้

1. เธอเป็นคนที่เครียดง่าย อารมณ์แปรปรวนบ่อย เวลารักษาต้องเน้นที่ลมปราณตับ
2. การผิดปกติของประจำเดือนเกิดจากลมปราณติดขัด เลือดไม่เดิน เกิดเป็นเลือดคั่ง อุดตันทางเดินประจำเดือน ประจำเดือนเลยหายไป เนื่องจากเดือนที่แล้วประจำเดือนออกไม่หมด เป็นเลือดคั่งเก็บอยู่ข้างใน
พอถัดมาอีกเดือนจึงเป็นก้อนเลือด สีคล้ำ
3. ควรสอบถามต่อไปว่าชอบกินของเย็นๆ หรืออยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เย็นๆหรือไม่ เพราะนั่นจะทำให้ประจำเดือนยิ่งแย่
4. เธอน่าจะไม่ค่อยอยากอาหาร เวลารักษาควรให้ยาจำพวกช่วยย่อยและบำรุงกระเพาะด้วย
5. เธออาจจะมีอาการเจ็บสีข้าง คัดหน้าอกเวลาประจำเดือนมาโดยเฉพาะวันแรกๆ สาเหตุเกิดจากลมปราณตับติดขัด
6. นอกจากการรักษาโดยการจ่ายยาแล้ว ยังควรจะพูดจา คุยกับคนไข้มากๆ ให้เขารู้สึกสบายใจ เพราะต้นเหตุของอาการนี้เริ่มมาจากใจเป็นอันดับแรก เนี่ยแหละครับ แค่ถามประจำเดือนคำถามเดียวผมก็รู้ได้มากขนาดนี้แล้ว โดยยังไม่ทันถามอาการอื่นๆเลย  แล้วพอไล่ถามรายละเอียดว่าเป็นอย่างที่ผมคิดไหมคนไข้ก็จะตาลุกวาวจ้องผมกลับ เสมือนผมเป็นหมอดู ไม่ใช่หมอจีนแล้ว เพราะว่าแม่นเหลือเกิน

ข้อควรปฎิบัติเกี่ยวกับประจำเดือน
1. อย่าเครียด ลมปราณเดินไม่สะดวกผิดปกติไม่รู้นะเออ
2. อย่ากินของเย็นให้มากนัก
3. ใส่กางเกงไปทำงานเถอะ การที่หัวเข่าตากแอร์เรื่อยๆทำให้ปวดประจำเดือน

ขอบคุณคุณหมอค่ะ เอาความรู้ดีๆ มาฝากมากมาย หวังว่าคงเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ นะคะ







 

Create Date : 28 สิงหาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 12:55:25 น.
Counter : 2117 Pageviews.  

ท้องผูกแก้ได้

ท้องผูกเป็นเรื่องน่าอึดอัด นอกจากอึดอัด ท้องผูกยังกระตุ้นให้เกิดภาวะ "ลมหวน" เหม็นตลบอบอวลเมื่อยามผาย เมื่อร่างกายไม่ขับเคลื่อนขบวนรถไฟออกมา ควันพิษไอเสียก็พลอยค้างเติ่งหมักหมมอยู่ในอุโมงค์ เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดระเบิด บึม…วงแตก ท้องผูกยังอาจนำไปสู่โรคที่ไม่พึงปรารถนา อย่างเช่น ริดสีดวงทวาร และเส้นเลือดขอด


หลับง่าย ถ่ายคล่อง จึงเป็นความสุขประการหนึ่ง
อาหารมีบทบาทช่วยลดอาการท้องผูกได้โดยการเพิ่มปริมาณกากอาหาร เพิ่มปริมาณน้ำทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม และกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ การกินอาหารที่มีกาก จึงเป็นการเพิ่มเนื้ออุจจาระให้มากขึ้น และช่วยดูดซับน้ำไว้กับตัว ทำให้อุจจาระนุ่ม ขณะเดียวกันมันก็กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่

สำหรับอาหารบรรเทาอาการท้องผูกที่หาง่าย ราคาไม่แพงในบ้านเรามีหลายชนิด ขอแนะนำสักสามสี่ชนิดดังนี้


มะขาม
ทำน้ำมะขามดื่มกันเถอะ รับรองเห็นผล เนื้อในของมะขามเปรี้ยว ใช้เป็นยาระบาย ขับเสมหะ เพราะมีกรดอินทรีย์หลายตัว เช่น กรดทาร์ทาริก (Tartaric acid) กรดซิตริก (Citric acid) ทำให้มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ลดความร้อนของร่างกาย


แพทย์ไทยเชื่อว่า รสเปรี้ยวกัดเสมหะให้ละลายได้อีกด้วย จะเห็นได้ชัดว่า เพียงแค่เราคิดถึงมะขามอ่อนจิ้มเกลือเปรี้ยวลิ้น ยังไม่ทานก็น้ำลายสอ


วิธีใช้ ทำโดยนำมะขามเปียกรสเปรี้ยว 10-20 ฝัก (หนัก 70-150 กรัม) จิ้มเกลือรับประทาน แล้วดื่มน้ำตามมากๆ
หรือถ้าจะให้น่ารับประทานกว่านั้น อาจใช้มะขามเปียก ละลายน้ำร้อน ต้มพอเดือด ผสมเกลือและน้ำตาย ดื่มก่อนนอนแก้วใหญ่ๆ รับรอง ตอนเช้าพุ่งจู๊ด




เมล็ดแมงลัก


เมล็ดแมงลัก เป็นยาระบายที่ดี ออกฤทธิ์เป็นธรรมชาติ หาได้ทั่วไป โดยเฉพาะในชนบท ทำให้ไม่ต้องไปพึ่งพาคนต่างด้าวต่างแดน คณะเภสัชศาสตร์มหิดลได้ทดลองทำเม็ดแมงลักสกัดจำหน่าย ได้รับความนิยมดี


เมล็ดแมงลักแช่น้ำจะพองโต มีเมือกใสล้อมรอบ บางคนเรียกว่าไข่กบ ใช้ใส่ในขนมจำพวกน้ำแข็งใส บางคนดัดแปลงใส่ในไอสกรีมแบบไทยๆ อร่อยดี เมื่อรับประทานเม็ดแมงลักที่พองเต็มที่ จะทำให้ถ่ายอุจจาระสะดวก เพราะเมือกขาวทำให้ลื่น อุจจาระไม่เกาะลำไส้


และที่สำคัญ มันจะไปเพิ่มปริมาณอุจจาระเช่นเดียวกับรำข้าว ทำให้อุจจาระมีปริมาณมากขึ้น เมื่ออุจจาระแต่ละวันมีปริมาณมากเพียงพอ ก็จะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบๆ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้คุณเกิดความรู้สึกปวดท้องหนัก ผิดกับยาถ่ายระบายส่วนใหญ่ ซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคืองลำไส้บริเวณนี้ จนทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ บีบตัวเกิดอาการปวดท้องแบบเทียมๆ ไม่เป็นธรรมชาติ


ประดับและคณะ ได้ศึกษาผลทางคลินิก โดยใช้เมล็ดแมงลักเป็นยาระบายให้ผู้ป่วยรับประทานเมล็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 250 ซีซี หรือประมาณ 1 แก้ว ผลสรุปได้ว่า เมล็ดแมงลักทำให้จำนวนครั้งในการถ่ายอุจจาระเพิ่มขึ้น เพิ่มปริมาณอุจจาระ และทำให้อุจจาระอ่อนตัวกว่าปกติ ให้ผลเช่นเดียวกับการกินยาที่ทำจากเมล็ด psylium


สำหรับผลข้างเคียงไม่เด่นชัด อาจมีอาการปวดท้องขณะขับถ่ายอุจจาระบ้าง แต่น้อยมาก และมีข้อควรระวังคือ ต้องรับประทานน้ำให้เพียงพอ เพราะน้ำน้อยจะทำให้ท้องอืด และอุจจาระแข็งอีกด้วย


วิธีใช้ เมล็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา ล้างน้ำให้สะอาด แช่น้ำอุ่น 1 แก้ว (250 ซีซี) คนให้ถูกน้ำทั่วกัน และทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงจนพอตัวเต็มที่ รับประทานก่อนนอน เห็นผลใน 3 วัน


ข้อควรระวัง ถ้าเมล็ดแมงลักพองตัวไม่เต็มที่ จะทำให้ท้องอืดและอุจจาระแข็ง หรืออาจไปอุดตันในลำไส้ได้




รำข้าวและข้าวซ้อมมือ 


รำข้าวถือเป็นอาหารสุดยอดที่ช่วยเพิ่มปริมาณกากอาหาร ช่วยให้อุจจาระง่าย แถมยังมีวิตามินบี และอี ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่ง


รำข้าวที่ว่านี้ อาจเป็นรำข้าวคั่วที่มีขายทั่วไปตามร้านสุขภาพ ร้านมังสวิรัติ หรืออาจซื้อหารำข้าวสะอาดมาอบฆ่าเชื้อด้วยตนเอง และรวมความถึงการรับประทานข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ หรือผลิตภัณฑ์เช่น ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลวีท ซึ่งทำจากเมล็ดข้าวที่มิได้ขัดขาวก็พอใช้ได้ครับ แต่ไม่ดีเท่ารำแท้ๆ


รำข้าวช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ ทำให้อุจจาระมีปริมาณมากขึ้น เมื่ออุจจาระแต่ละวันมีปริมาณมากเพียงพอ ก็จะไปกระตุ้นประสาทที่อยู่รอบๆ ลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ทำให้คุณเกิดความรู้สึกปวดท้องหนัก ผิดกับยาถ่ายระบายส่วนใหญ่ ซึ่งมีฤทธิ์ระคายเคืองลำไส้บริเวณนี้ จนทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ บีบตัวเกิดอาการปวดท้องแบบเทียมๆ ไม่เป็นธรรมชาติ


ศูนย์โภชนาการของมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ ในอังกฤษ ได้ทดสอบประสิทธิภาพของรำข้าวพบว่า แม้การทานรำข้าวหรือข้าวซ้อมมือวันละเล็กละน้อย ก็สามารถช่วยผู้ป่วยท้องผูกด้วยสาเหตุธรรมดา ทำให้อุจจาระนุ่ม ถ่ายง่ายขึ้นถึงร้อยละ 60


จึงแสดงให้เห็นว่า ปัญหาท้องผูกในคนส่วนใหญ่ เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีกากน้อยนั่นเอง


ดร.เดนนิส เซอร์กิต ผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่ง ให้ความเห็นว่า คนโบราณหรือบรรพบุรุษของพวกเรานั้น รับประทานเมล็ดข้าวไม่ขัดถึงวันละประมาณครึ่งกิโล แต่ทุกวันนี้ เรากินลดลงเพียงหนึ่งในห้าของคนโบราณเท่านั้น แถมข้าวที่เรากินยังขัดเสียขาวสะอาดจนไม่เหลือจมูกข้าว รำข้าว หรือผิวชั้นนอกสุดที่อุดมด้วยเส้นใยกากอาหาร และวิตามินมีประโยชน์หลายชนิด


ดร.กรานท์ ทอมป์สัน ผู้เขียนหนังสือ "ปฏิกิริยาตอบโต้ในช่องท้อง" ให้ข้อคิดเห็นว่า รำข้าวปลอดภัยที่สุด ถูกที่สุด และเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติที่สุด สอดคล้องกับระบบกลไกของระบบทางเดินอาหาร


การศึกษาของอังกฤษชิ้นหนึ่งพบว่า การทานอาหารที่ปนรำข้าวเพียงวันละ 3 ช้อนโต๊ะ สามารถเพิ่มปริมาณอุจจาระอีกถึงเท่าตัว และรำข้าวที่ไม่ผ่านการปรุงแต่งจะให้ผลดีที่สุด


รำข้าวมีคุณสมบัติดูดน้ำไว้ในตัวได้ดีมาก ดังนั้นนอกจากปริมาณอุจจาระเพิ่มมากขึ้นแล้ว มันยังช่วยให้อุจจาระนุ่ม ถ่ายง่ายขึ้นด้วย
เริ่มต้นคุณอาจชงรำข้าวในน้ำร้อน ดื่มพร้อมอาหารเย็นสัก 1-2 ช้อนโต๊ะ เห็นผลใน 3 วัน และสามารถใช้เป็นประจำได้โดยไม่มีอันตราย








ขี้เหล็ก กินได้ ถ่ายคล่อง 


แม่บ้านหลายคนรู้ว่าขี้เหล็กนอกจากจะนิยมใช้ประกอบอาหาร ทำแกงขี้เหล็ก หรือใช้ลวกเป็นผักจิ้ม ยังช่วยเจริญอาหารเนื่องจากมีรสขมเล็กน้อย และเป็นยาระบายอ่อนๆ ทำให้การขับถ่ายดี


นอกจากนี้ ขี้เหล็กยังมีสารที่ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ทำให้คลายกังวลและนอนหลับง่าย
ผู้สูงอายุนิยมรับประทานแกงขี้เหล็ก ทำให้สุขภาพดี
สมุนไพรน่ารู้ โดย รศ.ดร.วันดี กฤษณพันธ์ คณะเภสัชศาสตร์ ม.มหิดล กล่าวไว้ว่า ในใบและดอกขี้เหล็ก มีสารจำพวกโครโนนแอนทราควิโนน และอัลคาลอยด์บางชนิด แก่ขี้เหล็กมีสารจำพวกแอนทราควิโนน ใบอ่อนและดอกตูมมีวิตามินเอ วิตามินบี 2 และวิตามินซี ในปริมาณค่อนข้างสูง


นอกจากนี้พบว่า ในใบอ่อนและดอกขี้เหล็ก มีสารจำพวก Chromone มีชื่อว่า Barakol ส่วนในใบพบสาร Anthraquinones (เช่น Rhein, Sennoside, Chrysophanol, Aloe-emodin) อัลกาลอยด์และสารอื่นอีกหลายชนิด จากการศึกษาพบว่า ใบมีฤทธิ์เป็นยาระบาย เพราะมีสาร Antraquinone


การนำขี้เหล็กมาแกงจะต้องลวกน้ำทิ้งเสียก่อน มิฉะนั้นจะขม สำหรับการใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ แก้ท้องผูก ให้ใช้ใบและดอกตูมจะออกฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ และช่วยแก้อาการท้องผูกได้


วิธีใช้ ใช้ใบขี้เหล็กทั้งอ่อนและแก่ 4-5 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วม ต้มเดือดประมาณครึ่งชั่วโมง ใช้น้ำดื่มก่อนนอน หรือง่ายกว่านั้นคือ ใช้ใบอ่อนและดอกตูมปรุงเป็นอาหาร เช่น ทำเป็นแกงขี้เหล็ก


ข้อคิด 


โดยทั่วไป การบีบตัวของลำไส้จะเป็นปกติหรือไม่ จะขึ้นอยู่กับปัจจัย 3 อย่างคือ น้ำ กากอาหาร (ไฟเบอร์) และการออกกำลังกาย ถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง โอกาสท้องผูกก็เกิดโดยง่าย


หมายความว่าดื่มน้ำน้อย อุจจาระแข็ง ขับถ่ายยาก กินอาหารไม่มีกาก เนื้ออุจจาระมีน้อย ไม่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกปวดถ่าย และออกกำลังน้อย กล้ามเนื้อหย่อนยาน แรงบีบไม่มี ถ่ายไม่ออก


นอกจากนี้ โรคบางชนิดก็อาจทำให้ท้องผูกเรื้อรังได้ เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น มีเลือดสดปนอยู่ในอุจจาระ อุจจาระลีบเล็ก ปวดเกร็งในช่องท้อง รู้สึกว่าถ่ายไม่สุด เหล่านี้ คุณควรพบแพทย์มากกว่าหาซื้อยาถ่าย


ความเครียดก็เป็นตัวการทำให้ท้องผูกเช่นเดียวกับการขาดการออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า การเต้นแอโรบิกสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที ก็ช่วยได้ แม้แต่การเดินตอนเย็นก็ช่วยกระตุ้นการขับถ่ายในคนชราได้


การไม่ถ่ายอุจจาระทุกวันก็อาจเป็นเรื่องปกติได้ในคนบางคน หากอุจจาระยังนิ่ม ไม่ต้องใช้แรงเบ่งมากกว่าปกติ และไม่ก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนใดๆ
รับประทานอาหารที่มีกากมากๆ เช่น ผัก ผลไม้ ข้าวซ้อมมือ รำข้าว เม็ดแมงลัก


รีบเข้าห้องน้ำทันทีเมื่อรู้สึกอยากถ่าย ให้เวลากับการถ่ายให้มาก นั่งถ่ายในท่าที่ถูกต้อง คือนั่งยองๆ ให้ก้นต่ำเรี่ยพื้น ต้นขางอเข้าหาหน้าท้อง ซึ่งเป็นท่าที่ถูกต้องที่สุด


ดื่มน้ำมากๆ โดยเฉพาะตอนเช้าหลังตื่นนอน หากดื่มน้ำอุ่นแก้วใหญ่จะกระตุ้นให้อยากถ่ายและถ่ายได้ง่าย บางครั้งกาแฟร้อนๆ ช่วยคุณได้


ถามตัวเองว่า การที่คุณท้องผูกนั้น เป็นเพราะไม่ปวดถ่าย หรือว่าถ่ายลำบาก ความแตกต่างตรงนี้มีผลต่อการใช้ยา กล่าวคือ ถ้าถ่ายลำบาก ประเภทนี้ต้องปรับเรื่องอาหาร และใช้ยาระบายพอเหมาะพอควรก็ช่วยได้ แต่ถ้าไม่ปวดอาจเกิดจากไม่มีแรงเบ่ง หรือการกลั้นอุจจาระเป็นเวลานาน กรณีนี้ต้องฝึกลำไส้ และถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา


การออกกำลังกายกล้ามเนื้อหน้าท้อง โดยนอนบนเตียง แขนทาบบนอก พยุงตัวลุกนั่งโดยไม่ยกเข่า และการนอนหงายให้ไหล่ชิดพื้น ยกขาขึ้นโดยไม่งอเข่า สามารถช่วยให้การถ่ายมีประสิทธิภาพขึ้น


ไม่ควรใช้ยาระบายทันทีโดยไม่ผ่านขั้นตอนดังกล่าว เพราะจะทำให้เสียนิสัย และจะกลายเป็นคนที่ต้องพึ่งยาถ่ายตลอดไป
หากได้ปฏิบัติตามที่แนะนำ ติดต่อกันนานพอสมควรแล้ว ยังมีอาการท้องผูก จึงพิจารณาใช้ยาสมุนไพรที่หาง่าย เช่น ชาชงใบมะขามแขก เป็นต้น


ขอบคุณที่มาดีๆ จาก http://www.pooyingnaka.com/




 

Create Date : 27 สิงหาคม 2551    
Last Update : 28 สิงหาคม 2551 12:57:30 น.
Counter : 341 Pageviews.  

มารู้จักตัวเองและกินอาหารให้ถูกตามกรุ๊ปเลือดกันเถอะคะ


เคยได้ยินไหมคะว่า You are what you eat! หลายคนเชื่อว่ามันจริงคะ จึงพยายามเลือกสรรอาหาร และหันมาใส่ใจในสุขภาพกันมากขึ้น โดยก็เชื่อว่าการรับประทานผัก ผลไม้สม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์จะทำให้คุณปลอดภัยจากโรคร้า่ยต่างๆ หากความเป็นจริงแล้ว ความต้องการประเภทของอาหารในแต่ละคนนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ มากมาย และความแตกต่ีางของกรุ๊ปเลือดก็เช่นกัน


เลือดของคนเราแบ่งออกเป็น 4 กรุ๊ปตามระบบ เอบีโอ( ABO system) ได้แก่ กรุ๊ป กรุ๊ป กรุ๊ป AB และกรุ๊ป O การถ่ายเลือดนั้นจะทำได้ก็ต่อเมื่อแอนติเจนและแอนติบอดีของเลือดตรงกันหรือเข้ากันได้ หลักเกณฑ์ในการถ่ายเลือดมีอยู่ว่า

    * คนที่มีเลือดกรุ๊ป A ซึ่งมีแอนติเจน A และมีแอนติบอดี B สามารถรับเลือดกรุ๊ป A และ O ได้
    * คนที่มีเลือดกรุ๊ป B มีแอนติเจน B และแอนติบอดี A สามารถรับเลือดกรุ๊ป B และ O ได้
    * คนที่มีเลือดกรุ๊ป AB มีทั้งแอนติเจน A และ B แต่จะไม่มีแอนติบอดี สามารถรับได้ทุกกรุ๊ป แต่ให้ใครไม่ได้เลย 
   
    * ส่วนคนที่มีเลือดกรุ๊ป O ไม่มีแอนติเจน แต่มีแอนติบอดีทั้ง A และ B สามารถให้เลือดได้กับทุกกรุ๊ปแต่รับได้เฉพาะเลือดกรุ๊ปเดียวกันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เลือดกรุ๊ป O จึงได้ชื่อว่าเป็นนักบุญนั่นเอง

กรุ๊ปเลือดเหล่านี้ถูกกำหนดโดยพันธุกรรม ลูกจะมีเลือดอยู่ในกลุ่มที่ตรงกับพ่อหรือแม่อย่างน้อยคนใดคนหนึ่ง การตรวจเลือดจึงมักเป็นหลักฐานชิ้นหนึ่งในการพิสูจน์หาพ่อแม่ที่แท้จริง

กรุ๊ปเลือดโอ : จัดเป็นพวกโปรตีน (High Protein Diet)

เจ้าของแนวคิดได้อธิบายที่มาของคนกรุ๊ปเลือด O ว่า เป็นกรุ๊ปเลือดที่เก่าแก่ที่สุดโดยมาจากมนุษย์กลุ่มแรกของโลก ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และกินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร จัดว่าเป็นกลุ่มคนที่ค่อนข้างแข็งแรง


ลักษณะเด่นของเลือดกรุ๊ปโอคือ น้ำย่อยในระบบย่อยอาหารมีความเป็นกรดสูง ซึ่งเหมาะกับอาหารประเภทเนื้อแดงหลายชนิด ผักและผลไม้ส่วนใหญ่มีประโยชน์กับกรุ๊ปเลือดโอ แต่นมวัว และชีสแทบทุกชนิดจะย่อยยากสำหรับคนเลือดกรุ๊ปโอ ที่สำคัญที่สุดคือ การหลีกเลี่ยงจนถึงการงดการรับประทานแป้งสาลี เพราะเลคตินในแป้งสาลีจะทำปฏิกิริยาที่เป็นผลเสียต่อเลือดและรบกวนระบบเผาผลาญของร่างกาย

สิ่งที่ควรเน้นเพิ่มคือ ปลาและอาหารทะเล ทั้งนี้เพื่อเพิ่มแคลเซียมซึ่งร่างกายจะไม่ได้รับจากนมวัว และเพิ่มไอโอดีนเพื่อประโยชน์ของฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งมักจะไม่คงที่


อาหารที่ควรรับประทาน
- เนื้อสัตว์โดยเฉพาะเนื้อแดง ยกเว้นเนื้อหมู เนื่องจากกระเพาะของคนกรุ๊ปเลือดโอมีความเป็นกรดสูง  ย่อยอาหารได้เร็วและดูดซึมได้ดีมาก
- อาหารทะเล ควรรับประทานเป็นประจำ จะช่วยป้องกันโรคเลือดไม่แข็งตัวและไทรอยด์ที่มีโอกาส
เกิดขึ้นได้ง่ายในคนกรุ๊ปเลือดโอ
- ผักผลไม้ที่ดี ได้แก่ บร็อคโคลี่ สปินิช คะน้า สับปะรด พลับ พรุน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผา
ผลาญอาหาร

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารทุกชนิดที่ทำจากแป้งสาลี เพราะจะมีปฏิกิริยาต่อระบบย่อยและระบบเลือด ทำให้น้ำหนักเพิ่มและ
เสี่ยงต่อโรคข้อเสื่อม
- ผักจากพวกกะหล่ำ ที่จะมีผลต่อระบบไทรอยด์ เห็ดหอม มะเขือยาว มันฝรั่งและข้าวโพดไม่ดีต่อกรุ๊ป
เลือด
- เครื่องดื่มประเภท ชา กาแฟและเบียร์ ซึ่งจะเพิ่มกรดในกระเพราะอาหารที่มีมากอยู่แล้ว


กรุ๊ปเลือดเอ : จัดเป็นพวกมังสวิรัติ (Vegetarian Diet)

เป็นกลุ่มที่พัฒนามาจากคนกรุ๊ปเลือด O คือเมื่อหมดยุคล่าสัตว์ก็เริ่มต้นตั้งถิ่นฐาน และรู้จักการเพาะปลูกพืช กินผักผลไม้เป็นอาหารหลักแทนเนื้อสัตว์  คนกรุ๊ปเลือดเอมีน้าย่อยในกระเพาะอาหารมีความเป็นกรดต่ำ ทำให้ไม่เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อแดง เพราะจะย่อยได้ยาก และเป็นเหตุให้เกิดสารท็อกซินขึ้นในร่างกาย ควรหันมารับประทานเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อปลาและเนื้อไก่แทน แต่ควรเลี่ยงปลาเนื้อขาว เช่น ปลาตาเดียวและประจาระเม็ดเพราะมี เลคตินที่รบกวนระบบย่อยของกรุ๊ป A  ที่น่าจะระวังเป็นพิเศษ คือ อาหารสำเร็จรูปประเภทไส้กรอกหรือแฮมเพราะมีสารประกอบไนเตรทอยู่มาก สามารถกระตุ้นการเกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารซึ่งมีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ รวมทั้งเพิ่มการรับประทาน วิตามินซี ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานที่ดีของระบบภูมิคุ้มกันและยังช่วยลดปัญหาเรื่องของกรดในกระเพาะอาหารต่ำอีกด้วย

อาหารที่ควรรับประทาน
- ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ถั่วลิสงจะดีมาก เพราะมีเลคตินที่ต่อต้านมะเร็ง
- ผักผลไม้ที่ดี ได้แก่ หอมใหญ่และบร๊อคโคลี่ มีสารแอนตี้อ็อกซิเด้นท์สูง แครอท ฟักทอง ผักโขมและ
กระเทียม ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน สับปะรด ส้มโอและมะนาวมีกรดที่ช่วยย่อยและเพิ่มการทำงานของ ลำไส้เล็ก

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะจะทำให้ย่อยยากและเกิดการสะสมของไขมัน อาจทำให้เป็นโรคหัวใจ
และมะเร็ง ควรหันมารับประทานเนื้อไก่และเนื้อปลาแทน
- ผลิตภัณฑ์นมวัว และเนย ซึ่งจะชะลอระบบเผาผลาญอาหารและเกิดเสมหะเพิ่มขึ้น
- อาหารประเภทดองและอาหารสำเร็จรูป เช่น ไส้กรอกและแฮม เพราะมีไนไตรท์ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นการ
เกิดมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ง่ายสำหรับคนกรุ๊ปเลือดเอที่มีกรดในกระเพาะอาหารต่ำ
- ผักผลไม้ ได้แก่ มะเขือเทศ ส้ม แตงโม แคนตาลูป เพราะจะทำให้ย่อยยาก
- เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมและเบียร์


กรุ๊ปเลือดบี : จัดเป็นพวกผสมผสาน (
B–BALANCE)

หลังจากที่มนุษย์ได้ตั้งถิ่นฐานและเพาะปลูกแล้ว ก็เริ่มเลี้ยงสัตว์เอง กินเนื้อและนมของสัตว์ที่เลี้ยงไว้ ร่างกายได้มีวิวัฒนาการมากขึ้น จนเกิดเป็นกลุ่มเลือดกรุ๊ป B คนกลุ่มนี้จึงค่อนข้างจะกินอาหารได้หลากหลาย ทั้งผัก ผลไม้ นม เนย ไข่(ได้ไม่มากนัก) และเนื้อสัตว์ ซึ่งจะมีก็แต่เนื้อไก่เท่านั้นที่เลกตินไม่เข้ากับกรุ๊ปเลือด

ลักษณะเด่นคือ คนกรุ๊ปเลือดบีเป็นกรุ๊ปเดียวที่สามารถรับประทานอาหารประเภท นมวัว เนย และไข่ได้ตามปกติ ยกเว้น เนยแข็งรสเข้มเพราะจะย่อยยาก นอกจากนั้นยังรับประทานเนื้อสัตว์ได้หลากหลายในขณะที่เรื่องของพืชผัก ผลไม้นั้นรับประทานได้หลายชนิด โดนเฉพาะผักใบเขียว

ถึงแม้คนกรุ๊ปบีจะมีระบบย่อยที่ค่อนข้างสมดุลที่สุดแต่ยังคงต้องระวังเป็นพิเศษกับเนื้อไก่ ซึ่งมีเลคติกที่รบกวนระบบเลือดอย่างมาก สามารนำไปสู่อาการเส้นเลือดแตกในสมอง และภูมิคุ้มกันบกพร่องได้ คนกรุ๊ปบีควรเปลี่ยนไปใช้ไก่งวงแทนเนื้อไก่จะเป็นทางเลือกที่ดีมาก และอีกประการหนึ่งคือ ควรงดหอยเชลล์ ปลาแซลมอนชนิดรมควัน กุ้ง ปู และหอยแครง ซึงเป็นอาหารที่ยังอยู่ในข่ายต้องสงสัยเช่นกัน

อาหารที่ควรรับประทาน
- อาหารจำพวกนมเนยไข่ ให้ประโยชน์อย่างมากต่อกรุ๊ปเลือดบี
- เนื้อแกะ ไก่งวงและกระต่าย และปลาน้ำลึก เช่น ปลาหิมะ ปลาจาระเม็ด
- ผัก ผลไม้ให้ผลดีเกือบทุกชนิด ควรรับประทานมากผักมากๆ เพื่อป้องกันโรคที่มาจากเชื้อไวรัสและ
ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นง่ายในคนกรุ๊ปเลือดบี

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- เนื้อหมู และเนื้อไก่ ซึ่งจะรบกวนระบบเลือดที่อาจจะนำไปสู่อาการทางสมองและโรคข้อเสื่อม
- ถัวต่างๆ ไม่ดีต่อคนกรุ๊ปเลือดบี โดยเฉพาะถั่วลิสงและงา ซึ่งจะรบกวนระบบอินซูลิน ที่จะทำให้เกิดการ
ลดน้ำตาลในเลือดเฉียบพลัน
- อาหารทุกชนิดที่ทำจากแป้งสาลี ข้าวโพด ซึ่งมีผลต่อระบบเผาผลาญอาหารและจะทำให้น้ำหนักเพิ่ม
ควรรับประทานข้าวเจ้าและเบเกอรี่ที่ทำจากแป้งสเปลท์แทน
- ผัก ผลไม้ ที่ต้องหลีกเลี่ยงอย่างเคร่งครัด ได้แก่ มะเขือเทศ ข้าวโพด มีมีผลต่อกระเพาะอาหารและ
ระบบการย่อยอาหารและการลดน้ำตาลในเลือดเฉียบพลัน


คนกรุ๊ปเลือดเอบี : จัดเป็นพวกลูกผสมของกรุ๊ปเอและบี

เป็นกลุ่มที่มีวิวัฒนาการซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดหลังสุด ค้นพบเมื่อประมาณ 1,000 - 1,500 ปีมานี้เอง มีลักษณะคล้ายกรุ๊ป A และกรุ๊ป B รวมกัน

คนกรุ๊ปเลือดเอบีนั้น มีลักษณะการรับประทานอาหารให้เหมาะสมค่อนข้างซับซ้อน เพราะเป็นส่วนผสมของลักษณะเลือดจากกรุ๊ปเอและกรุ๊ปบี ซึ่งนั่นหมายถึงอาหารที่ส่งผลดีต่อร่างกายของคนเลือดกรุ๊ปเอและอาหารที่ส่งผลดีต่อร่างกายคนเลือดกรุ๊ปบี ก็จะส่งผลดีต่อร่างกายคนเลือดกรุ๊ปเอบีด้วย


แหล่งโปรตีนที่เหมาะสมได้แก่ อาหารทะเล (ยกเว้นปลาเนื้อขาวแลแซลมอนรมควัน) เต้าหู้ เนื้อแดง บางชนิด เช่น เนื้อแกะ และกระต่าย แต่ควรรับประทานในปริมาณที่ไม่มากนักในแต่ครั้งครั้ง จึงจะย่อยได้ดี ที่สำคัญ คือ ควรรับประทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ซึ่งจะส่งผลดีต่อร่างกายในแง่ป้องกันมะเร็ง คนกรุ๊ปเอบีควรหลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปประเภทไส้กรอกและแฮมซึ่งมีสารประกอบไนเตรต์เช่นเดียวกับคนกรุ๊ปเลือดเอ

อาหารที่ควรรับประทาน
- ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองและเต้าหู้ และอาหารจำพวกนมเนยไข่ แต่ทานได้ไม่มากนัก
- อาหารทะเล เนื้อแกะ กวาง กระต่าย และไก่งวงในปริมาณน้อยๆ ในแต่ละครั้ง เพราะร่างกายผลิต
น้ำย่อยไม่เพียงพอในการย่อยโปรตีนที่มากเกินไป
- ผักสด มีประโยชน์มากๆ เพราะเป็นอาหารสำคัญที่สามารถป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่าย
ในคนกรุ๊ปเลือดเอบี
- ผลไม้ที่มีไวตามินC สูง เช่น ส้มโอ เชอร์รี่ สับปะรด จะช่วยต้านมะเร็งและเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับ
หัวใจ

อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- เนื้อวัวเนื้อหมูและปลาแซลมอนรมควัน เพราะย่อยยากและเป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร
- ถั่งแดง งา เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ข้างโพด ชะลอการทำงานของอินซูลิน อาจทำให้น้ำตาลใน
เลือดลดลงอย่างเฉียบพลัน
- อาหารประเภทดองและอาหารสำเร็จรูป เช่นไส้กรอดและแฮม เพราะอาจทำให้เป็นมะเร็งในกระเพาะ
อาหาร

แนะสูตรกินอาหารตามกรุ๊ปเลือด

กรุ๊ปเอ จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ เพราะระบบการย่อยและภูมิต้านทานไม่ ค่อยดี จึงควรกินอาหารมังสวิรัติ ข้าวกล้องและอาหารที่มีธาตุเหล็ก ควรเลี่ยงอาหารประเภทเนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูปประเภทไส้กรอก หมูแฮม เพราะจะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรกินปลาแซลมอนและโยเกิร์ตไขมันต่ำ และไม่ควรออกกำลังกายหักโหม

กรุ๊ปบี สามารถเลือกทานอาหารได้หลากหลายกว่าคนเลือดกรุ๊ปเอ แต่ควรหลีกเลี่ยงเนื้อไก่ โดยเฉพาะอกไก่ เพราะจะทำให้เส้นเลือดในสมองตีบ คนที่มีเลือดกรุ๊ปบีกินผัก ผลไม้ ได้ทุกชนิด แต่มะเขือเทศจะทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหารมาก ส่วนข้าวโพดก็ไม่ควรกินเยอะ เพราะจะทำให้อ้วน

กรุ๊ปเอบี ก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งและโรคหัวใจ จึงควรกินอาหารประเภทมังสวิรัติ อาหารประเภทนมและไข่ทานได้ในปริมาณพอเหมาะ แต่หากเป็นไซนัสควรหลีกเลี่ยง คนกรุ๊ปเลือดเอบีควรกินอาหารทะเล เต้าหู้ ชา กาแฟ และไวน์แดง ผักสด ผลไม้ที่ดีคือ สับปะรดและส้มโอ ควรหลีกเลี่ยงกล้วย ฝรั่ง และส้ม รวมถึงปลาเนื้อขาว แซลมอนรมควัน

กรุ๊ปโอ จะเป็นกรุ๊ปเลือดที่กินอาหารได้หลากหลายที่สุด เป็นกรุ๊ปเลือดที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีกรดในกระเพาะอาหารมากจึงย่อยโปรตีนได้ดี แต่ต้องระวังเรื่องคอเลสเตอรอล จึงควรหลีกเลี่ยงข้าวสาลี ข้าวโอ๊ต หอยนางรม ปลาหมึก รวมถึงผลไม้ประเภทแคนตาลูป ส้มและสตรอว์เบอร์รี่ เพราะจะยิ่งเพิ่มกรดในกระเพาะอาหาร และคนที่มีเลือดกรุ๊ปโอนั้นเหมาะกับการออกกำลังกายแบบหนักๆ เป็นที่สุด









 

Create Date : 25 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2551 23:19:05 น.
Counter : 226 Pageviews.  

ทำอย่างไรให้ไมเกรนไม่ไกล้ตัว


ไมเกรน (Migraine) โรคปวดหัวยอดฮิตของคนเมือง ซึ่งจะมีอาการรุนแรงมากต่างจากอาการปวดหัวธรรมดา อาจปวดหัวซีกใดซีกหนึ่งเป็นเวลานาน 4-72 ชั่วโมง โดยทั่วไปแล้วยาแก้ปวดธรรมดาไม่สามารถช่วยบรรเทาอาการได้ อาการปวดจากไมเกรนจึงค่อนข้างทรมานมาก

ไมเกรนมักพบในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นไมเกรน จากการสำรวจพบว่าเกิดขึ้นกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 3 เท่า ในช่วงอายุ 25-55 ปี อย่างไรก็ดีอาจมาจากสาเหตุอื่นๆได้แก่
* อารมณ์และความเครียด
* การรับประทานอาหารบางชนิด
* การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หมดประจำเดือน หรือการใช้ยาคุมกำเนิดโดยเฉพาะในระยะที่ใกล้มีประจำเดือนหรือใน 2 วันแรกของการมีประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอส โตรเจนลดต่ำลง อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรงในผู้หญิงบางคนได้
* การเปลี่ยนแปลงของอากาศหรืออุณหภูมิ
* ยาบางชนิด
* แสงสว่างที่จ้ามากเกินควร กลิ่นที่รุนแรงและควัน เช่นควันบุหรี่
* อาการซึมเศร้า
* การอดอาหารหรืองดอาหารบางมื้อ
* อดนอน
กลไกในการเกิดไมเกรนยังไม่มีใครทราบแน่ชัด แต่นักวิจัยเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติในการขยายและหดตัวของหลอดเลือดร่วมกับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีบางชนิดในสมอง ที่ชื่อว่า เซโรโทนิน (Serotonin) เมื่อระดับของเซโรโทนินในสมองลดลงจากระดับปกติ ทำให้หลอดเลือดในสมองขยายตัวเซลล์ประสาทปล่อยความรู้สึกเจ็บปวดออกมา

โภชนบำบัดบรรเทาไมเกรน มีปัจจัยด้านอาหารมากมายที่อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวหรือปวดไมเกรนได้

* บริโภคอาหารไม่เป็นเวลา หรือการงดอาหารบางมื้อ จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำและเกิดการปวดหัวได้ง่าย
* อุณหภูมิของอาหาร อุณหภูมิเย็นจัด ของอาหารบางชนิด เช่น ไอศกรีม ถ้าหากรับประทานเร็วๆอาจ กระตุ้นอาการปวดหัวได้ในบางคน
* อาหารบางชนิดกระตุ้นอาการไมเกรน แต่เป็นการยากที่จะบอกได้ว่าอาหารชนิดใดกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวเพราะระดับความทนของร่างกายในแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน และยังไม่มีอาหารชนิดใดสามารถบำบัดไมเกรนได้

สารอาหารที่อาจกระตุ้นให้เกิดไมเกรน สารไทรามีน (tyramine) พบเป็นองค์ประกอบธรรมชาติในอาหาร ได้แก่ เนยแข็ง (cheese) เครื่องในสัตว์ ปลาเฮอริ่ง ถั่วลิสง เนยถั่ว ช็อคโกแลต กะหล่ำปลีดอง ไส้กรอก กล้วยสุกงอม และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เช่นเบียร์ ผู้ที่มีความไวต่อสารไทรามีน เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปจะทำให้เกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง
สารเฟนนิลเอททิลลามีน (Phenylethylamine หรือย่อว่า PEA) สารชนิดนี้ทำให้ปวดหัวได้สำหรับบางคน พบในช็อกโกแลตหรือโกโก้ แต่งานวิจัยในระยะหลังไม่อาจสรุปได้ว่าช็อกโกแลตจะกระตุ้นอาการไมเกรน สารแทนนิน แทนนินเป็นสารธรรมชาติที่มีอยู่ในอาหาร เช่น น้ำแอปเปิ้ล ชา กาแฟ ช็อคโกแลต ไวน์แดง เป็นต้น ถึงกระนั้นข้อมูลที่พบก็ยังไม่สามารถยืนยันเกี่ยวกับฤทธิ์การกระตุ้นให้เกิดไมเกรนเมื่อรับประทานสารแทนนินหรือสารไทรามีนเข้าไป สารเจือปนอาหาร (Food additives) สารปรุงแต่งรสหรือวัตถุกันเสียบางชนิด เช่น น้ำตาลเทียม ผงชูรส และดินประสิว ซึ่งใช้ใส่ในไส้กรอก แฮม เบคอน หรืออาหารรมควัน อาจกระตุ้นอาการปวดหัวได้ ผงชูรสอาจทำให้มีอาการปวดหัว ผู้ที่ร่างกายมีความไวต่อผงชูรสควรพยายามหลีกเลี่ยง สารคาเฟอีน คาเฟอีนเพียงเล็กน้อยอาจช่วยให้หายปวดหัวได้ในบางคน แต่ถ้าดื่มมากๆกลับทำให้ปวดหัวได้ เพราะหลังจากดื่มเข้าไปตอนแรกคาเฟอีนจะทำให้เส้นเลือดหดตัวก็จะทำให้คลายอาการปวดหัว แต่เมื่อดื่มมากเกินไปจะทำให้เส้นเลือดขยายตัวก็จะกระตุ้นให้เกิดอาการปวดหัวได้
แอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิด เช่น ไวน์แดง นอกจากจะมีส่วนผสมของสารไทรามีนแล้วยังมีสารฟีนอล (phenols) และสารซัลไฟต์ (sulfites) ซึ่งใช้ในการหมักไวน์เป็นชนวนของการเกิดไมเกรน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ควรเมิน ได้แก่ ไวน์แดง แชมเปญ เวอร์มุท และเบียร์

สารอาหารที่อาจช่วยบรรเทาไมเกรน การวิจัยพบว่าสารอาหารบางอย่าง เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม และพืชสมุนไพรบางชนิด เช่น ดอกเก็กฮวย (fever few) อาจช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจากโรคนี้ได้ โดยปกติอาหารที่รับประทานในชีวิตประจำวันนั้นเช่น ถั่วต่างๆ ผักใบเขียว ธัญพืช เป็นต้น มีแมกนีเซียมเพียงพอกับความต้องการของร่างกายอยู่แล้ว

นอกจากนี้มีข้อมูลการวิจัยชี้แนะว่าการเสริมแคลเซียมวันละ 1000 มิลลิกรัม ร่วมกับการวิตามินดีทุกสัปดาห์ จะช่วยลดอาการปวดหัวจากไมเกรนในหญิงที่หมดประจำเดือนได้ดี อาหารที่มีวิตามินบีสูงอาจมีส่วนช่วยลดอาการปวดหัวได้ การขาดวิตามินบีรวมทั้งไนอะซินและกรดโฟลิคอาจทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ วิตามินบี6ช่วยเพิ่มระดับสารเซโรโทมินลดอาการปวดหัวได้ การเสริมวิตามินบี6 5-10วันก่อนมีประจำเดือนอาจช่วยลดอาการปวดหัวในช่วงนั้นได้ ธาตุเหล็ก อาการปวดหัวเป็นอาการอย่างหนึ่งของการขาดขาดธาตุเหล็ก อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงจะช่วยป้องกันการขาดธาตุเหล็กได้ น้ำมันปลา อาหารที่มีกรดโอเมกา3ช่วยลดความรุนแรงและความบ่อยของอาการปวดหัวจากไมเกรน การบริโภคปลาทะเลจะช่วยบรรเทาอาการไมเกรนได้




 

Create Date : 20 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2551 23:32:59 น.
Counter : 221 Pageviews.  

Idea รับหน้าร้อน




เพื่อนๆ คะ ประเทศเราขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองหนึ่งที่ร้อนจับใจเมื่อยามฤดูร้อนย่างกรายเข้ามาเยือนนะคะ แต่อย่าให้ความรุ่มร้อนมาบดบังความมีน้ำอกน้ำใจที่มีติดตัวพวกเรามาในฐานะเป็นชนชาติที่มิได้แล้งซึ่งน้ำใจเหมือนอย่างใครเขาเลยนะคะ จะว่าไปวิธีคลายร้อนก็มีอยู่มากมายซึ่งทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละท่านจะนำมาปฏิบัติ นำมาใช้กับตนเองคะ อย่างไรก็ดีอยากจะขอแนะนะวิธีง่ายๆ ที่ทำให้เราเองและคนที่อยู่ใกล้ๆ เย็นฉ่ำด้วยน้ำใจที่มีให้แก่กันในหน้าร้อนนี้คะ
  • ลองใช้น้ำเย็นๆ สักแก้วซิคะ: น้ำเย็นนี่แหละจะเรียกความสดชื่นกลับคืนมาได้อย่างวิเศษ เพราะถึงแม้จะนั่งทำงานในห้องแอร์เย็นฉ่ำ กระนั้นก็ยังไม่สามารถคลายความร้อนอบอ้าวได้หากปัญหาและเหตุการเฉพาะหน้าที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นตัวเร็งความร้อน ลองเหลือบมองคนข้างๆ ซิคะ ถ้าเห็นเขากำลังร้อนรุ่มกลุ่มใจอยู่ อาจลองหยิบยื่นน้ำใจ เย็นๆ ซักแก้วนั่นก็จะช่วยให้บรรยากาศการทำงานเย็นขึ้นแล้วแหละค่ะ
  • พกร่มติดตัวไว้เป็นช่วยได้: บางทีการเป็นสาวมั่น หรือหนุ่มมั่นจนเกินไปก็อาจทำให้หงุดหงิดใจ พาลจะร้อนรุ่มอยู่เป็นนิจนะคะ ยิ่งอากาศร้อนๆ อย่างนี้ ร่มช่วยได้มากเชียวคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้านำติดตัวไปเมื่อพักรับประทานอาหารกลางวันสำหรับหนุ่มสาวออฟฟิส และก็อย่างลืมแบ่งปันร่มเงาให้กับคนอื่นที่เค้าไม่มีใช้ด้วยจะเป็นไร จะเป็นการช่วยสร้างสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันยังไงคะ
  • ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน: ความร้อนภายนอกอาจดับได้ง่ายกว่าภายใน แต่การมีกำลังใจให้กันและกันจะช่วยทำให้คนใกล้ตัวเราสามารถแก้ไขและฝ่าฝันปัญหาอันร้อนรุ่มได้นะคะ

กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญและจะช่วยให้เราฝ่าฝันสิ่งเลวร้ายในแต่ละวันไปได้ แม้เพียงคำพูดหรือตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวก็สามารถช่วยเพื่อนๆ ที่อยู่ใกล้ตัวคุณได้นะคะ ฉะนั้นแล้วต่อให้ร้อนซักแค่ไหนหากใจเราสดชื่นเข้าไว้ก็เอาอยู่ค่ะ




 

Create Date : 03 เมษายน 2551    
Last Update : 26 กรกฎาคม 2551 23:35:06 น.
Counter : 153 Pageviews.  

1  2  

Doungchampa
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หนึ่งฤทัย
Comment
--
Friends' blogs
[Add Doungchampa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.