Group Blog
 
All Blogs
 

ลอยกระทงยี่เป็ง จ. เชียงใหม่

เนื่องจากมีกระแสเรียกร้องจากแฟนคลับให้เจ้าของบล็อคมาอัพเดท คนดังอ่ะ ก็ต้องตามใจแฟนๆ กันหน่อย เดี๋ยวความนิยมตก 5555 จริงๆ แล้วกะอัพก่อนกลับไปสอบต่างหาก


เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุวิปริต ชายไหนหน้าตาดีจำนวน 5 คนได้ไปชุมนุมกันที่หมอชิตใหม่ตอน 2 ทุ่ม พร้อมหน้าพร้อมตา ก็ชวนกันขึ้นห้อง เอ้ย...ขึ้นรถโค้ชเพื่อออกเดินทางไปยังดินแดนแห่งหุบเขา (เล้นรัก เลียนแบบ Brokeback Mountain 555) เชียงใหม่


6 โมงเช้าของวันเสาร์ที่ 4 พ.ย. พวกเราก็มาถึงเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ คุณเพื่อนสุดสวย Quaker ก็ขับรถมารับ แล้วพาไปตักบาตร เนื่องจากคาดการณ์กันว่า วันอื่นๆ คงไม่มีปัญญาตื่นเช้ากันแน่ๆ เพราะทริปนี้เน้นตะลุยราตรี อิอิ


หลังจากทำบุญเสร็จ ก็แวะทานอาหารเช้ากันใน มช. (เน้นอาหารตามากกว่า แต่ไม่ค่อยมี สงสัยยังสลบไสลกันอยู่) ก็กลับไปพักผ่อนเล็กน้อยตามอัธยาศัย ทั้งนี้ เราได้ออกสำรวจห้องของ Quaker ได้พบมีกรุสมบัติเล็กๆ ซุกไว้ในตู้เสื้อผ้า ใครไปคราวหน้า สามารถขุดมาดูได้ เก็บไว้ที่เดิม อิอิอิ



สายๆ ก็ออกไปกินข้าวซอยข้างๆ วัดฟ้าฮ่าม (แอบนินทานิด คุณป้า zerosumgame แกไม่เคยกินว่ะ) อิ่มแล้วไปดอยอินทนนท์กันต่อ (อายุปูนนี้ คุณป้าไม่เคยไปอีกแล้วครับทั่น ก็ต้องยอมไป ถือว่าเอาใจคนแก่หน่อย คิคิคิ ) ระหว่างทางก็แวะเดินเล่นปล่อยอารมณ์เปลี่ยวที่น้ำตกวชิรธาร น้ำค่อนข้างเยอะ ตกมาทีน้ำกระจาย ละอองฝอยๆ ปลิวเต็มไปหมด กระทบกับแสงแดดกลายเป็นรุ้งกินน้ำ สวยดี





เดินกันพอเหนื่อย ก็ขึ้นรถต่อ ไปนมัสการเจดีย์คู่ และถ่ายรูปคู่กับป้าย "สูงสุดแดนสยาม" บ่ายแก่ๆ ก็กลับเข้าเมือง





เย็นๆ ก็ ตู๊ด....................................ด (โดนเซ็นเซอร์) ออกมาหาอะไรกินรอบดึก ทีเด็ดอยู่หลังจากเนี้ย ประมาณ 4 ทุ่มก็ออกไปนัดบอด มะช่าย นัดเจอเพื่อนๆ ที่ตามมาสบทบที่เธค ชื่อมัณฑะเลย์ ดีที่คุณ ATM มาจองที่ให้ก่อน เราเลยมีโต๊ะให้ยืนเกาะยืนเกี่ยวกัน เรายืนกันด้านซ้ายของเวที ซึ่งเป็นที่เฉพาะกิจ อิอิอิ แรกๆ ก็เหนียมกัน ไม่ค่อยเต้น โดยเฉพาะคุณป้า แกนั่งอยู่มะยอมลุก ไม่กล้ายืน สงสัยเพราะลมมันเย็น 555 ปล่อยคนหนุ่มแบบเรา กะน้องเด็กอ้วนดิ้นซะ น้อง abscess ก็ใช่ย่อย ลีลาพริ้วมาก เกาะเกี่ยวคนนู้นคนนี้ไปทั่ว แต่ถูกตาอ้วนลวนลามไปเยอะพอควร ส่วนสาวสุดร้อนอีกคน Baselgirl ก็คุมสติได้ดีมาก ไม่ว่อกแว่กไปกับสายตารอบข้าง อย่างนี้เอาไป 10 คะแนน ขอให้มีฝาละมีไวๆ 5555 แต่ประหลาด คนเชียงใหม่มาเที่ยว แต่ไม่เต้นกันเลย ทั้ง floor มีโต๊ะเราเต้นอยู่โต๊ะเดียว ไอ้พวกนี้ คิดจะมาจิกกันอย่างเดียวรึไง แต่ไม่สน เพราะหน้าตาดี self โลด เต้นเอาๆ ยิ่งดึกก็ยิ่งมันส์ ปากแดง ตัวแดง เพราะกิน red อิอิอิ นัวเนียๆ เนื้อแนบเนื้อ threesome, foursome กันเป็นว่าเล่น อู๊ย...พูดแล้วอยากกลับไปอีก 55555


พอตี 3 ก็กลับออกมา เพื่อนๆ บอกว่าหน้าร้านมีจอทีวีคอยถ่ายเหตุการณ์เด็ดๆ ในเธค เค้าจับแต่รูปพวกเรา ใครเต้นกะใคร ใครสีใคร เห็นหมด กรี๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ทำไม้ ทำไม ไม่บอกช้านนนน แหม....ม เลยไม่ได้โชว์ให้สุดๆ เลย เชอะ 5555


หลังจากนั้นก็ไปเดินสวนสุขภาพที่พวกอย่างว่าไปเดินจ่ายตลาดกันก่อนกลับบ้าน แต่ผิดหวังเพราะคนไม่ค่อยเยอะ เลยกลับที่พัก อาบน้ำนอน


ตื่นเช้ามา ก็อาบน้ำอาบท่า ออกแรดต่อ เอ้ย...ย ออกไปหาอะไรทานกัน กินข้าวมันไก่สำหรับข้าวเช้า ตอนเที่ยงต่อด้วยอาหารเวียดนามที่ร้านเฝอเวียงจันทน์ (ไหงชื่อร้านมันอยู่ลาวหว่า) อร่อยดี ราคาไม่แพงด้วย อิ่มแล้วไปกินเค้กที่ Love at first bite ต่อ ก็อร่อยเป็นบางอย่าง แต่บรรยากาศร้านน่านั่ง ใช้ได้เลย





กลับมานอนพักเก็บแรงที่บ้าน ตกดึกก็ออกไปดูเค้าลอยกระทงกัน แล้วเดินถนนคนเดินสักพัก ต่อด้วยผับ warm up สาวๆ ตึม แต่ไม่เป็นกุลสตรีกันเลย ดิ้นเอาๆ อย่างกะถูกน้ำร้อนลวก ฮี่ๆๆๆ อยู่ได้แป๊บก็เบื่อ กลับมาเอาแรงดีกว่าเพราะวันถัดไปเดินท้างวัน





วันจันทร์ ตื่นมาอาบน้ำ กินข้าว แล้วไปงานราชพฤกษ์ ถึงงานประมาณเที่ยงๆ อากาศร้อนมากกกกก
กางร่ม ทากันแดดกันแทบไม่ทัน เดินแล้วเหงื่อตก คนเยอะพอควร ที่จัดงานใหญ่ใช้ได้ แต่การตกแต่งยังทำได้ไม่ค่อยดี เหมือนกันว่าเพิ่งจัดเสร็จ พวกดอกไม้ต้นไม้ต่างๆ ก็ดูแห้งๆ เหี่ยวๆ เหมือนกับว่าต้นไม้มันยังปรับตัวไม่ทัน แถมบางบู๊ตก็จัดแบบลวกๆ (ก๋วยเตี๋ยว) ไม่น่าดูน่าชมเลยสักกะติ๊ด เดินไปเดินมา ก็หมดวัน



ใบพัดอะไรสักอย่าง งงๆ ว่าถ่ายไรมา 5555


ตู้โทรศัพท์ ตกแต่งเก๋ไก๋สไลเดอร์



กุหลาบยักษ์ ติดอยู่บนฝาผนัง อิอิ



ฟ้ามุ่ย สีสวยดีเนอะ



มุมข้างของหอคำหลวงครับ



เสาสวยดี อ่อนช้อยแบบไทยๆ อยากได้กลับบ้านไปรูดสักต้น 5555



สวนญี่ปุ่น หามุมแทบแย่ อิอิ



พืชผักจากโครงการหลวง สีสันสดใส เหมือนของปลอมมากๆๆ



ซุ้มของตกแต่งจากโมรอคโคจ้า



ต้นโพธิ์แห่งความจงรักภักดี ใบสีทองแดงนั่น ซื้อใบละ 99 บาท เขียนชื่อ แล้วแขวนติดกับต้นโพธิ์ หลังเสร็จงาน เค้าจะนำไปหลอมรวมกันเป็นพระพุทธรูปเพื่อถวายในหลวงต่อไปครับ



ลายพระหัตถ์พระเทพครับ


6 โมงก็กลับเข้าตัวเมือง ผู้คนปล่อยข่าวโคมลอยกันทั่วเมือง อิอิ พูดเล่น เค้าออกมาลอยโคม ท้องฟ้ายามดึกเต็มไปด้วยแสงเล็กๆ จากโคมมากมายลอยอยู่ริบๆ ดูแล้วสวยมากๆ เลยล่ะ





วันนี้เค้ามีขบวนกระทงใหญ่ หน่วยงานหรือสถานศึกษา ส่งขบวนรถเข้าประกวดกันมากมาย อลังการ สวยๆ กันทั้งนั้น ทั้งคน ทั้งขบวนรถ รวมถึงคนถ่ายรูป อิอิอิ






เด็กถือป้าย มช. น่ารักน่ากินมั่กๆ เด็กอินเตอร์ก็หน้าใสกิ๊ก โอ้ย......ย เห็นแล้วใจเต้นคึกคักดีพิลึก นี่สิ เค้าถึงมีข่าวโคแก่ชอบกินเด็ก 5555


เดินกันจนถึงประมาณเที่ยงคืน เมื่อยตุ้มมากๆๆ สังขารไม่ไหว ก็กลับมาพักผ่อน


วันอังคาร ก็ไปกินอาหารพื้นเมืองที่ร้านเพ็ญ เสร็จแล้วไปนมัสการครูบาศรีวิชัย แต่ไม่ได้ขึ้นดอยสุเทพ เพราะบาปหนา (จริงๆ เพราะเคยไปมาทุกคนแล้ว) จึงเปลี่ยนไปดูหมอแทน 555 มันเกี่ยวกันตรงไหนหว่า เอาน่า ก็อยากรู้อนาคตนิ ไปกัน 6 คน ดูกันหมด แม่หมอรวยเลย ดูแล้วแม่นบ้าง ไม่แม่นบ้าง แต่แม่หมอก็บอกว่าดูดวง มัน 50/50 ฟังแล้วนำไปคิดก่อน อย่าเชื่อทั้งหมด ตกดึกก็เดินทางกลับโดยรถไฟรอบ 3 ทุ่ม ตอนนี้อยู่กรุงเทพแล้วครับพ่อแม่พี่น้องและแควนๆๆ




 

Create Date : 09 พฤศจิกายน 2549    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2549 0:27:27 น.
Counter : 255 Pageviews.  

เขาใหญ่

ไข่เขา เอ้ย ไข่เหยา.....เขาใหญ่มาแล้วค้าบ หลังจากแปะรูปรอไว้ตั้งแต่กลับมา


ช่วงนี้ว่าง ยังไม่ได้เริ่มหางานเลย ผลัดๆ ไปก่อน แบบว่าถือคติว่ายังเป็นนักเรียนอยู่ ไม่ได้จบเต็มตัว ก็รอสอบอยู่อ่า (แม้รู้ว่าสอบไป ไงๆ ก็ผ่าน 5555) เลยถือโอกาส ปลดปล่อย (วิญญาณ 5555) ชีพจรลงเท้าซะ หลังจากไปอยู่นู่นเก็บกด จะไปไหนแต่ละทีต้องคิดแล้วคิดอีก เพราะมันแพ้ง แพง แถมถ้าเริ่มทำงานแล้วก็คงจะหาเวลา หาโอกาสไปเที่ยวได้ยากเต็มที อีกเหตุผลนึงคือ ทำงานแล้วต้องใช้หน้าตา (เหมือนเป็นดาราเนอะ) ก็จะไปตะลุยๆ ตากแดดหน้าดำ สมบุกสมบันมากเหมือนตอนนี้ไม่ได้


อีกอย่างช่วงนี้บอร์ดที่เล่น ก็มีนายหน้าเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวรับหน้าหนาวมากมาย ทั้งขึ้นเหนือล่องใต้ เข้าป่าออกทะเล ช่างยั่วใจยิ่งนัก ถ้าไม่ติดอะไรก็คงจะไปแจมกับเค้าสักทริปสองทริป 55555


ปกติชอบเซ็กส์หมู่ เอ๊ย...เที่ยวเป็นหมู่คณะ แบบว่าไปคนเดียวแล้วมันเหงา ไม่รู้จะคุยกะใคร ผมขี้อายนะครับ จะไปคุยกับคนไม่รู้จัก ก็ไม่งาม ไปกับเพื่อนๆ ดีกว่า เฮฮาปาร์ตี้ ดึกๆ ก็แดนซ์ไป ดื่มไป ครึกครื้นดี เฮฮาดี แต่ไปแบบนี้ก็ลำบากตรงที่ผู้สูงอายุทั้งหลายมักจะติดงาน วันหยุดเสาร์อาทิตย์สองวันก็ไปไหนไกลไม่ได้เท่าไหร่ (สังขารไม่ให้ด้วย) มันจะจบที่แถวชลบุรี ระยอง ไม่ก็หัวหิน ชะอำ ถ้าจะไปไหนไกลๆ ก็ต้องรอช่วงวันหยุดยาว หรือหยุดนักขัตฤกษ์


เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมาก็หยุดติดกัน 3 วัน เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ (ปิยะมหาราช) ก็เลยนัดลุงป้าน้าอาทั้งหลาย (สังเกตหน้า ไม่มีใครอ่อนกว่าผม อิอิ ) ไปตะลอนๆ กัน ตอนแรกกะจะไปพิษณุโลกกับสุโขทัย เพราะมีพี่คนนึงทำงานอยู่ที่นู่น กะไปขอนอนด้วย ประหยัดค่าที่พัก แถมได้ไกด์ท้องถิ่น ว่างั้น แต่แกดั๊นจะกลับบ้าน ก็เลยแห้ว แผนจึงเปลี่ยนมาที่เขาใหญ่ เพราะโตมาจนยี่สิบ (กว่าๆ) ยั๊งงงงงงง ไม่เคยไปสักที เดี๋ยวจะเชย ก็เลยชวนลุงๆ ป้าๆ แกไปกัน


ทริปนี้มีกัน 4 หน่อ ออกจากบ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อไปรับคุณลุง OTOP แล้วเจอกับคุณป้าเจนแถวรังสิตเพราะเธอรับจ๊อบภาคสนามแถวนั้น หลังจากนั้นก็บึ่งรถตรงไปสระบุรีเพื่อสมทบกับพี่เจย์สุดหล่อที่ว่างจากการเลี้ยงต้อยเด็กๆ ชั้นประถม 55555


ถึงสระบุรี เจ้าที่มารับแล้วพาไปข้าวหาปลากิน คุณป้าเจนได้ไอเดียบรรเจิดมาจากเพื่อนสาว บอกว่าไปแคมปิ้งทั้งที ก็ต้องปิ้งกันหน่อย ว่าแล้วผู้สูงอายุทั้งหลายก็เดินหาซื้อเตา ตะแกรง เนื้อ ลูกชิ้น เพื่อไปทำบาร์บีคิวกินกันบนเขา มัวแต่กิน มัวแต่เลือกซื้อของ เลยเที่ยงจึงได้มาเหยียบในเขตเขาใหญ่





ทางบนเขาใหญ่เป็นถนนสองเลนสวนกันแคบๆ บางช่วงก็ชันบ้าง แต่โดยรวมก็ไม่เลวร้ายนัก สักพักเราก็มาถึงที่ทำการอุทยาน ก็เข้าไปถามเรื่องที่พัก เพราะกะมาเช่าเต็นท์นอนกัน เจ้าหน้าที่ก็บอกรายละเอียดว่าที่กางเต็นท์มีสองที่ คือ ผาลำตะคอง (เป็นที่โล่งๆ ) กับผากล้วยไม้ (เป็นป่า มีต้นไม้) เราเลยไม่ลังเล ตัดสินใจง่าย เพราะพวกเราชอบทำอะไรลับๆ ล่อ ฮี่ๆๆๆๆๆ





จากนั้นก็ไปเช่าเต็นท์ เครื่องนอน เค้ามีให้เช่าเป็นอย่างๆ ไป ใครขี้เกียจแบกไม่ต้องเอามา เพราะมีให้เช่าทุกอย่าง เต็นท์เอย ถุงนอนเอย ผ้ารองนอน หมอน เสื่อ แม้กระทั่งเตากะถ่าน (ที่พวกเราอุตส่าห์เดินหาซื้อ 5555) เอ้า.....ได้อุปกรณ์ต่างๆ ครบแล้วก็เดินหาที่ปักกลด กางผิดกางถูกกัน อาศัยดูเต็นท์ข้างๆ เอา 555



เรียบร้อยแล้วกองทัพ (ชราภาพ) ก็ออกเดินทาง ไปน้ำตกยอดนิยมนามเหวสุวัต จอดรถปุ๊บ ได้ยิ่งเสียงซู่ๆ ตกใจ นึกว่างูบนหัวใคร 5555 มะช่าย เสียงน้ำตกต่างหาก น้ำเยอะและแรงมาก





ถ่ายรูปคู่กับป้ายนิดนึง ให้รู้ว่ามาถึงแล้วนะ



ปล. มีสาวๆ มาแอบถ่ายรูปหมู่พวกเราด้วย ไม่รู้แอบปิ๊งใคร สงสัยพี่สุดหล่อประจำทริป อิอิ


จากนั้นก็กลับมาที่เต็นท์ ท้องเริ่มเรียกร้อง ก็จัดการแบ่งหน้าที่ คนคล้ำๆ (เจ้าตัวบอกเป็นผลมาจากแต่ก่อนที่แกไฟแรงสูง) ก็ติดเตา พวกขาวๆ ก็ช่วยกันเตรียมอาหาร หมักน้ำจิ้มบาร์บีคิว สักพักเตาติดก็ปิ้งไป ย่างไป กินไป ได้บรรยากาศ





กินเสร็จ 6 โมงกว่าๆ แล้วไปอาบน้ำอาบท่า เตรียมตัวไปตะลุยราตรี 5555 จริงๆ แล้วจองทริปส่องสัตว์ไว้กับทางอุทยาน เค้ามารอรับที่หน้าที่พักตอน 2 ทุ่ม ถึงเวลาก็กระโดดขึ้นหลังรถกระบะที่ด้านหลังทำเป็นโครงเหล็ก มีราวให้เกาะ ขึ้นปุ๊บรถก็ออกปั๊บ ไม่มีให้เสียอารมณ์ เจ้าหน้าที่ก็ส่องไฟมาที่ๆ ป้าเคน แล้วร้องว่า กระซู่ๆๆ มะช่าย.....ย เธอส่องไฟไปที่หน้ารถซ้ายที ขวาทีเพื่อหาสัตว์ ผ่านไปสักระยะก็เจอเจ้าตัวนี้





"กวางครับกวาง"





"ตัวนี้เก้ง" เจ้าหน้าที่บอกกวางจะสีซีดๆ เก้งจะตัวเล็กกว่า ประมาณเท่าหมา และสีสดๆ ออกแดงๆ หางเป็นพุ่มๆ





1 ชม. ผ่านไป พวกเราก็กลับมาอยู่หน้าที่พัก แล้วก็เจอะเจ้าตัวนี้เข้า แหม....อุตส่าห์ออกไปวนรถตั้งไกล แอบมาอยู่ใกล้ๆ ก็ไม่บอก หลังจากถ่ายรูป เราก็เดินกลับมาที่เต็นท์เพื่อตั้งวงไพ่ เอ๊ย วงเหล้า กินกันคนละขวด คนละกระป๋องเพื่อให้เคลิ้มๆ จะได้เสียตัวง่ายๆ อิอิอิ เพื่อให้หลับสบายต่างหาก พอ 4 ทุ่มเค้าก็ประกาศให้เงียบๆ พวกเราเลยเข้านอนกัน 4 คนในเต็นท์เดียว อากาศเย็นๆ เลยกลายเป็นร้อน กลางคืนต้องตื่นมาถอดเสื้อ เพราะเหงื่อแตก ( รู้นะคิดไรอยู่ คิคิคิ แจ็คเก็ตเว้ย 55555)


ตี 5 กว่าก็ตื่นกันเพื่อจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาเดียวดาย แต่นะ กว่าจะแต่งสวยกันเสร็จ พระอาทิตย์ก็ขึ้นมาเยอะแระ แต่มะเป็นไร ตั้งใจแล้วนี่ ก็ไปตามแผน ข้างบนเป็นผาหินโล่งๆ มองเห็นท้องฟ้าและพระอาทิตย์อยู่ไกลๆ สวยและอากาศดีครับ








ตัวไรหว่า........... ตั๊กกะแตนครับ เกือบเหยียบซะแล้วเพราะมองไม่ออก นึกว่าเป็นใบไม้


พอสายๆ ก็กลับมาที่แคมป์ หาอะไรกิน แล้วงีบสักพัก ตื่นก็เก็บเต็นท์ไปคืน แล้วลงจากเขา พี่สุดหล่อก็ขับรถพาพวกเราไปลำตะคองเพื่อหาเนื้อนกกระจอกเทศทาน แวะที่ร้านสวนเมืองพรครับ เป็นร้านอาหารริมเขื่อน วิวดีทีเดียว แต่อาหารงั้นๆ สงสัยคนเยอะ ของหมด อาหารที่เราสั่งเลยได้ช้าและน้อย ท้องอิ่มแล้วกลับบ้านครับ จบข่าว





สุดท้าย ทริปนี้ก็กลายเป็นทริปกินอีกแล้วครับท่าน เฮ้อ.....อ เมื่อไหร่น้ำหนักกระผมจะลงล่ะเนี่ย เครียดๆๆๆๆ




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2549    
Last Update : 26 ตุลาคม 2549 21:22:28 น.
Counter : 155 Pageviews.  

ล่องแก่งน้ำว้า จ.น่าน

เรื่องของเรื่อง มีป้าคนนึงแกของขึ้น อยากไปลุยๆ ทำเศร้าเป็นพระเอก MV ที่ตจว. แกก็เลยไปสมัครทริปล่องแก่งเข้ากะเว็บบอร์ดแห่งหนึ่ง ทีนี้หลังๆ แกเริ่มปอด ไม่อยากไปคนเดียว กลัวโรคเหงาจะกำเริบ แกก็เลยชวนพี่ man@ ไปด้วย พี่คนนี้ก็ชีพจรลงเท้า อุตส่าห์ขึ้นมาจากหาดใหญ่เพื่อไปล่องแก่งที่น่าน ไอ้เราก็อยู่ว่างๆ เพิ่งกลับมาจาก ตปท. พอมีคนชวนก็ใจง่ายซะ ตามเค้าไป

(จริงๆ แล้วตั้งใจจะไปหลวงพระบาง แต่ว่ามีคนเบี้ยวหลายคน แล้วเจ้าของทริปจัดนานเกิน กระผมต้องเตรียมเรื่องตั๋วกลับไปนู่น กะทำวีซ่า เพราะกะไปเที่ยวเช็คต่อด้วย เลยเปลี่ยนใจ มาล่องแก่งแทน เศร้า....มะรู้ตอนนี้พวกนั้นกินเด็กไปแล้วกี่ราย )


เริ่มออกเดินทางคืนวันศุกร์ ประมาณสามทุ่ม โดยรถตู้ ก็นั่งหลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดทาง ถึงตัวเมืองน่านประมาณเจ็ดโมงเช้า ลงมาหาไรกิน ซื้อของ แล้วไปต่อ ถึงจุดหมายกันตอนเกือบสิบเอ็ดโมง ก็เปลี่ยนชุด เตรียมตัวลุย

จริงๆ กะล่องที่น้ำว้าบน แต่ว่าน้ำมันลดไปเยอะ ล่องไม่ได้ ต้องไปก่อน ช่วงเดือนกันยา ก็เลยเปลี่ยนมาล่องน้ำว้ากลางแทน ลำน้ำตอนกลาง ทั้งหมด 80 โล ปกติเค้าล่องกัน 3 วัน แต่ทริปเราไปแค่ 2 วัน แบบ ทำเวลา เลย แบ่งเป็นวันแรก 50 กิโล วันที่สอง 30 โล

เที่ยงก็เริ่มลงแพกัน ทั้งทริปมีกัน 9 คน ใช้แพยาง 2 ลำ ลำผมมีสต๊าฟ 3 นาย 2 คนอยู่หัวเรือ อีกคนถือหางเสือ เจ๊แก กะพี่ man@ ซึ่งประสบการณ์สูง เคยล่องน้ำเข็กมาแล้วก็อยู่ด้วย ลำนี้ท่าทางจะปลอดภัย เพราะกระผมว่ายน้ำไม่เป็น 555555 เขิลล์



วันแรกน้ำค่อนข้างน้อยแถมยังไหลเอื่อย ต้องออกแรงพายเยอะ ก็พายๆ กันไปเรื่อยๆ ไม่ค่อยมันส์เท่าไหร่ ระหว่างทางก็ครึ้มๆ ฝนตกสลับกับแดดออก แต่ไม่วาย มีคนแอบอู้อีกแน่ะ เจ้าตัวอ่านแล้วคงร้อน 5555 แซวเล่นนะพี่ ระหว่างนั้นก็ซึมซับบรรยากาศไป ดูวิวรายทางไปเรื่อยๆ ธรรมชาติมั่กๆๆ

พายกันจน 5 โมงกว่าก็ขึ้นฝั่งแถวๆ นั้น ชายแดนไทยลาว ช่วยกันทำกับข้าวกินกัน เมนูมีต้มยำหมู ยำปลากระป๋อง กับผัดผักกรูด ก็อร่อยดี (โชคดีมีผู้หญิงไปด้วย แก๊งค์เราท่าทางทำมะเป็นกันสักคน คริๆๆๆ )

หลังจากนั้นก็อาบน้ำ เปลี่ยนชุด แล้วมาก๊งเหล้าป่า บาดคอแต่รสชาติใช้ได้ กินพอกรึ่มๆ ง่วงๆ ก็เข้านอน

ฝนก็ตกพรำ ตลอดคืน แต่ว่ากระป๋มหลับสนิทเพราะฤทธิ์น้ำข้าวเหนียว ฮี่ๆๆๆ โชคดียืมเต็นท์วัคโอ้ไป เต็นท์เลยไม่เปียก ของคนอื่นเค้าน้ำซึมกันใหญ่

วันที่สองตื่นมากินต้มมาม่า สักพักก็เก็บข้าวเก็บของแล้วลุยต่อ เนื่องจากฝนตกตลอดคืน ทำให้น้ำสูงขึ้นมาประมาณครึ่งเมตร และไหลแรงกว่าเดิม ท่าจะมันส์



แล้วก็สมใจ วันนี้แก่งใหญ่ๆ โหดๆ ตึม ได้กรี๊ดกร๊าดกันเป็นระยะๆๆ แต่เจ๊แกนั่งเงียบ สงสัยนั่งทำสมาธิอยู่ กลัวหลุด 55555 ส่วนพี่ man@ เก๊กแมนเต็มที่ คิคิคิ



ไอ้เราก็เกือบร่วงลงน้ำ ที่แก่งโดด เพราะว่าแพยางเอนมาทางป๋มเกือบ 90 องศา หัวจมน้ำไปแล้ว แต่ดีที่พี่ man@ แกเห็นเลยคว้ามือไว้ได้ ดึงขึ้นมา ยังไม่ทันตกน้ำไป ต้องขอบคุณสุดหล่อมาไว้ ณ ที่นี้ด้วยค้าบ



พอถึงจุดหมายก็ขึ้นฝั่ง มีรถอีกแต๋นมารับ ก็นั่งหน้ารถกันสามหนุ่ม ได้บรรยากาศ ตจว. มากๆๆๆ หลังจากนั้นแวะกินก๋วยเตี๋ยว อาบน้ำ เตรียมตัวกลับบ้าน



เนื่องจากรถตู้ที่นั่งมาไปชนเข้ากับรถเก๋ง ประตูหลุด ก็เลยอาศัยกลับกรุงเทพบ่ได้ ก็เลยต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่ขนส่ง แต่ว่าได้รถเที่ยว 1 ทุ่ม ก็เลยแวะนมัสการพระธาตุแช่แห้งประจำเมืองน่าน จากนั้นก็นั่งรอนอนรอไปจนถึงเวลาเดินทาง



พอรถออก ก็กะจะนอนเต็มที่เพราะเพลีย (ไม่รู้ใครแอบทำไรผมเมื่อคืนนี้ ) แต่หลับมะลง ก็พี่คนขับแกเล่นตีนผีมากๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วเรานั่งหน้าซ้าย ก็จะเห็นหมดเวลาเค้าขับ ไม่รู้แกรอดมาได้ไง กฎจราจรทุกข้อแกแหกหมด เริ่มตั้งแต่ฝ่าไฟแดงเอย แซงซ้าย แซงทางโค้ง แซงเส้นทึบ เข้าโค้งไม่มีเบรก รอจะหลุดโค้งแกถึงเบรกหัวคะมำ เข้าเขตชุมชนก็เร่งความเร็ว บีบแตรทุกๆ นาที ไล่มอไซค์ เปิดไฟสูงใส่คันหน้าตลอด ไอ้เราเห็นแล้วก็ ตูจะรอดถึงกรุงเทพมั๊ยเนี่ย ไอ้พี่ที่ไปด้วยกันก็คลุมโปง บอกก็ขึ้นรถมาแล้วนิ ทำไรไม่ได้แล้ว เวนกำ

ก็สวดมนต์ไป แล้วก็ช่วยคนขับดูทางไปตลอด เผื่อมันชน จะได้หนีทัน 5555 จนกระทั่งรถจะเข้าพิษณุโลก ทางมันเป็น 4 เลน เลยได้งีบสักหน่อย

มาถึงหมอชิตหกโมง ถึงบ้าน 7 โมงกว่า อาบน้ำเสร็จ แม่ซื้อเกาเหลามาให้หม่ำ เสร็จแล้วหลบไปงีบสักพัก เหนื่อยเหมือนกันแฮะ (อัพบล๊อคนะครับ ไม่ใช่ไปเที่ยว อิอิอิ )

ปล. credit รูปจากพี่ man@ นะครับ ขอบคุณเด้อ




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2549    
Last Update : 12 ตุลาคม 2549 0:25:03 น.
Counter : 169 Pageviews.  

Phantom of the Opera - London

เดือนก่อน flatmate ที่อยู่ด้วยกัน ชวนไปดู musical (ละครเวทีบ้านเรา) ที่ลอนดอน เรื่อง Les Miserables แต่ด้วยความที่ไม่เคยดูละครร้องแบบนี้มาก่อน กลัวไปดูแล้วจะฟังไม่ออก เสียดายตังค์แย่ เพราะค่าบัตรไม่ใช่ถูกๆ ตาเพื่อนตัวดีเลยเสนอความคิดใหม่ให้ดูเรื่อง The Phantom of The Opera แทน เพราะว่าเทคนิคอลังการ และฟังไม่ยากมาก เราก็เออออห่อหมกไป เพราะกะว่าจะไปมาหลายครั้ง แต่ไม่ได้ดูซะที ก็เลยจัดการซื้อตั๋ว นั่งรถเข้าลอนดอนกัน

แต่คืนก่อนหน้า เราก็มีการศึกษาเนื้อเรื่องกันก่อน โดยการดู DVD หนังเรื่องเดียวกัน ที่เอามาจากเมืองไทย 5555 เตรียมพร้อมดีมะ (ถ้าเรียนหนังสือได้อย่างนี้ก็ดีน่ะสิ)

ไปถึงประมาณเที่ยงครึ่ง เหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมง เพราะว่าได้รอบบ่ายสองครึ่ง ก็ไปกินข้าวกันที่ China Town ร้านชื่อ Misato เป็นอาหารญี่ปุ่นราคาไม่แพง แถมได้เยอะ (กินทีอิ่มไปสองวัน) 5555

พอบ่ายสองก็เดินไป Her Majesty's Theatre ซึ่งเป็นโรงละครของละครเวทีเรื่องนี้ อยู่แถว Hay Market ซึ่งไม่ไกลนัก

พอเริ่มการแสดงฉากต่างๆ ในหนังที่เพิ่งดูมาเมื่อวานก็ลอยออกมา แต่ว่าได้อารมณ์กว่าเยอะ เพราะว่าเป็นการแสดงสด ร้องสด เล่นดนตรีสด แถมเทคนิคเพียบ ตอนโคมไปหล่นลงมา อลังการมากๆๆ ตื่นตาตื่นใจ แถมเพลงก็เพราะ ฟังแล้วเคลิ้ม

ละครยาวประมาณสองชั่วโมงครึ่ง มีพักครึ่ง 10 นาที ออกมาหน้าบาน ฮัมเพลงไปเรื่อยเปื่อย 5555

ว่าแล้วมาฟังเพลงประกอบเรื่องนี้ดีกว่า ชื่อเพลง Think of Me นะครับ ชอบตอนจบของเพลงมากๆ ได้ใจจริงๆ อิอิอิ

ปล. ฟังเพลงแล้วก็นึกถึงเจ้าของบล๊อกบ้างนะครับ






 

Create Date : 11 สิงหาคม 2549    
Last Update : 16 สิงหาคม 2549 22:58:21 น.
Counter : 322 Pageviews.  

Scotland เด้อ

หลังจากทนเหน็ดเหนื่อยกับการสอบอันแสนจะหนักหน่วงและโหดร้าย (ใช้ศัพท์โอเวอร์ซะ) ก็ถึงเวลาของการปลดปล่อย 555555 แต่ก่อนหน้านั้นก็มีปัญหาชวนปวดขมองมากมาย เฮ้อ.....อ

จริงๆ คิดอยากไปเที่ยวสก๊อตแลนด์ตั้งแต่หลายเดือนก่อน แต่ด้วยนิสัยขี้เกียจส่วนตัว ทำให้โปรแกรมยังเป็นอากาศธาตุอยู่ จนกระทั่งสอบเสร็จ เพื่อนๆ ในห้องส่วนใหญ่ก็จัดกระเป๋า บางคนไปนอร์เวย์ บางคนไปอิตาลี บางคนกลับประเทศ เหลือแต่กระผมกะเพื่อนร่วมห้องชาวฮ่องกง จะจัดทริปเลย ก็ทำไม่ได้เพราะว่าต้องหาบ้านใหม่ เพราะสัญญาเช่าเดิมหมดลง และต้องย้ายออกสถานเดียว ดังนั้น หลังจากสอบเสร็จ กระผมและเพื่อนก็เริ่มออกเดินทาง (หาบ้าน) ไปตามถนน เอเจนซี่ต่างๆ และลิสต์ที่มหาลัยมี หมดเวลาไป 1 อาทิตย์ ก็มาลงตัวที่แฟลทแห่งนึงไม่ไกลจากที่เดิมเท่าไหร่ ที่สำคัญ ถูกกว่าเดิม เหลือเงินไปช๊อปปิ้ง 55555

จากนั้นเราก็เริ่มมีเวลาวางแผนการเดินทาง ด้วยการออนไลน์ ถามข้อมูลเพื่อนที่รู้จัก ว่ามีที่ไหนน่าเที่ยว หลังจากนั้นก็มาวางแผนคร่าวๆ ว่าจะไปกัน 10 วัน เสร็จแล้วดูตารางเครื่องบิน จอง hostel และซื้อตั๋วรถโค้ช ผ่านไป 2-3 วัน โปรแกรมก็ค่อยเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

วันแรก เราบินไปลงที่ Glasgow เมืองนี้จริงๆ เป็นเมืองอุตสาหกรรม ไม่ค่อยมีตึกสวยๆ มากเท่าไหร่ มาถึงก็นั่งรถแอร์บัสเข้าเมือง แล้วไปดร๊อปของที่ hostel หลังจากนั้นก็หาแผนที่ แล้วออกเดินเท้าชมรอบๆ ตัวเมือง

ที่แรกเป็น Gallery of Modern Art หน้าตาอย่างรูปที่เห็นข้างล่าง แต่จริงๆ ข้างในไม่ใหญ่เท่าไหร่ แถมของที่จัดแสดงยังเป็นพวกศิลปะสมัยใหม่ ซึ่งดูแล้วงงๆ บางอย่างที่โชว์ เช่นเอาพัดลมเก่าๆ มาวางใส่ตู้กระจก เห็นแล้วงงว่ามันศิลปะตรงไหน 55555





พอหายงงเดินเลียบออกมานอกเมืองไปทางตะวันออก ก็จะเจอน้ำพุ Doulton ซึ่งสร้างมาร้อยกว่าปีแล้วอยู่กลางสวนหย่อม แวะพักกินไอติมที่นี่แล้วเดินทางต่อ





เดินขึ้นเหนือตามแผนที่เพื่อมาชม Glasgow Cathedral ข้างนอกก็ดูสวยดี แต่ข้างในอับๆ ทึบๆ ไปหน่อย (ไม่รู้เหมือนกันทุกที่ป่าว ไปมาหลายโบสถ์แล้ว กลิ่นคล้ายๆ กันหมดเลย ไม่รู้มาจากพวกเทียนที่เค้าจุดหรือว่าจากอากาศที่ไม่ค่อยถ่ายเท)





ตอนบ่าย เรานั่งรถไฟ ไปเมือง Sterling ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่งโมงก็มาถึง เป็นเมือเล็กๆ มีปราสาท Sterling Castle อยู่บนยอดเขา เดินขึ้นไปก็เหนื่อยเอาการอยู่ บนยอดเขาก็จะมองเห็นตัวเมืองรอบๆ รวมทั้งอนุสาวรีย์ของ William Wallace (ที่วงๆ ไว้) ใครที่เคยดู Braveheart คงคุ้นๆ ชื่ออยู่บ้าง เพราะเค้าคือคนที่เมล กิ๊บสันแสดงนั่นเอง





หลังจากนั้นก็นั่งรถไปกลับมา Glasgow มองไปตรงข้ามที่พัก เห็นสะพานเปิดไฟสีแดงแปลกตาดี แอบถ่ายรูปสักช๊อต อิอิ





พอตอนเช้า เราเดินไปทางตะวันตกของเมือง เพื่อหาตัว armadillo จริงๆ เค้าใช้เป็นสถานที่ชมคอนเสริต์ หรือละครประจำเมือง แล้วเลยไปดู University of Glasgow หลังจากนั้นก็แวะกินอาหารจีนบุฟเฟ่ต์ที่ร้าน China King คนละ 6 ปอนด์ ก็โอเค ราคาไม่แพงเกินไป และอร่อยใช้ได้ (แต่ไหงมีแต่ไก่หว่า ???)





ตอนบ่าย ก็ต่อรถโค้ชไป Inverness & Highland ใช้เวลาเดินทางร่วม 4 ชั่วโมง หลับๆ ตื่นๆ ไปตลอดทาง 555555

ที่สก๊อตแลนด์เค้าจะแบ่งคราวๆ ออกเป็น Highland ทางเหนือ กับ Lowland ซึ่งอยู่ทางใต้ โดยมี Inverness เป็นเมืองหลวงของเขต Highland

อย่างเพิ่งงงที่เรียกว่าเมืองหลวง จริงๆ แล้วที่นี่เป็นเมืองเล็กๆ แต่ว่าเป็นจุดสำคัญในการเดินทางต่อไปส่วนต่างๆ ในเขตนี้ เราก็มาพักกันที่นี่ เพราะจองที่พักไว้ หลังจากมาถึงก็ออกเดินเล่น ถ่ายรูปสักพัก ที่เห็นจากในรูปเป็น Inverness Castle ทำจากอิฐสีแดง แต่ว่าเข้าไปข้างในไม่ได้เพราะว่าเค้าใช้เป็นสำนักงานอะไรสักอย่าง ก็เลยได้แต่ถ่ายรูปด้านนอก เสร็จแล้วก็ฝากท้องกับเทสโก้ 5555





เช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นแต่เช้า เพื่อไปรับรถ เนื่องจากจองรถไว้ 3 วัน กะว่าจะขับไปเรื่อยๆ ชมนกชมไม้ แวะกินข้าว ก็โอเค รับรถตอน 9 โมงครึ่ง เป็นรถเก๋งสี่ประตูเล็กๆ แต่ว่าใหม่มาก เพิ่งขับไปได้ 2000 ไมล์เอง หลังจากรับรถแล้ว ก็ขับไปเทสโก้ (อีกรอบ) เพื่อซื้อของกิน แล้วออกตะลุย โดยขับลงมาทางใต้บนทางหลวง A86 เพื่อไปตามล่าสัตว์ประหลาด Nessie ที่อยู่ใน Loch Ness ที่นี่ทะเลสาบจะขึ้นต้นว่า Loch ซะทั้งนั้น แต่ว่าชื่อก็จะแปลกๆ หน่อย ไม่ค่อยคุ้นหูเท่าไหร่นัก





ขับตามทางมาสักพัก ก็จะพบกับ Urquart Castle ซึ่งจริงๆ ดูเหมือนเป็นซากปรักหักพังเสียมากกว่า ก็เลยไม่ได้แวะนานนักเพราะวันนี้มีโปรแกรมยาวเหยียด ใช้เวลาบนรถซะเป็นส่วนใหญ่





ขับแวะลงมาทางใต้ผ่าน Fort Augustus ไปจนถึง Fort William เพื่อไป Ben Nevis ที่เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดบนเกาะอังกฤษ (แต่สูงแค่พันกว่าฟุตเองอ่ะ)





ที่ปลายทางก็มีน้ำตาเตี้ยๆ ให้ดูเย็นๆ ตา





หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าไป Glen Finnan จนกระทั่งเย็นจึงกลับที่พัก

วันถัดมาก็ขับออกไปทางตะวันตกเพื่อนไป Skye ซึ่งเห็นเกาะทางซ้ายของสก๊อตแลนด์ ถนนเส้นนี้รถไม่ค่อยมากเพราะว่าออกไปค่อนข้างไกล ไม่ค่อยฮิตเหมือนทางไป Loch Ness ถนนบางส่วนจะเป็นเลนเดียว ต้องคอยหลบรถที่สวนมา ขับๆ ไปก็ต้องคอยระวัง

ระหว่างทางก็จะผ่านภูเขา Five Sisters ที่ได้ชื่อนี้เพราะว่าลักษณะภายนอกที่ดูแล้วเหมือนหลังมือที่มีนิ้ว 5 นิ้วเรียงกันอยู่





ขับต่อไปสักพัก เราก็มาถึง Donan Eilean Castle ช่วงที่มาถึงเป็นฤดูร้อน ก็เลยดูแห้งๆ ไม่ค่อยสวย ปกติ ปราสาทหลังนี้จะถูกล้อมรอบด้วยน้ำเพราะอยู่ริมทะเลสาบ ถือเป็นปราสาทที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกันแห่งหนึ่งเลยทีเดียว





หลังจากนั้น ก็ผ่าน Bridge of Skye เพื่อข้ามไปบนเกาะ Skye พอมาถึงก็ขับรถหาที่พักเพราะเราไม่ได้จองล่วงหน้า ก็ขับรถวนหาจนกระทั่งเย็น มาได้ที่พักที่เมือง Portree ซึ่งเป็นเมืองทางเหนือสุดของเกาะ มีวิวทะเลสาบมองเห็นจากห้องพักด้วย เก๋ซะ

พอเช้าเราก็ขับรถวนออกไปทางตะวันออกของเกาะ ผ่าน Kilt Rock (kilt เป็นกระโปรงสำหรับผู้ชายชาวสก๊อต ที่ผ้าเป็นลายตารางๆ อ่ะ ที่เค้าเรียกชื่อหน้าผานี้ว่า Kilt Rock เพราะมันมีลายๆ คล้ายผ้าสก๊อตนั่นเอง)





เดินทางต่อไป The Storr of Old Man เป็นแท่งหินตั้งอยู่บนยอดเขารูปร่างแปลกตา ก็ต้องลงรถ เดินเข้าไป ใช้เวลาในการเดินร่วมไปกลับร่วม 2 ชั่วโมง อากาศเย็นๆ แต่ได้เหงื่อพอสมควรเลยล่ะ กว่าจะออกไปขึ้นรถ กลับที่พักก็เล่นไปบ่ายแก่ ขับรถถึงที่พักประมาณทุ่มนึง เหนื่อยมากๆ





วันถัดมา เรามุ่งหน้าไปที่เมือง Aberdeen โดยรถโค้ช ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง เมืองนี้เป็นเมืองที่สร้างด้วยหินแกรนิต ทั้งเมืองจึงดูเป็นสีเทาหม่นๆ ไปหมด แปลกตาดี แต่ว่าบางคนบอกว่าดูมันหดหู่ไปหน่อย มันก็ดูเก๋ดีไปอีกแบบนา แต่ว่าโชคไม่ค่อยดี ฝนตกทั้งวัน เลยไม่ค่อยได้ไปไหน ภาพข้างล่างเป็นศาลของเมืองนี้ แต่ว่าดูแล้วคล้ายๆ ปราสาทในแดนเนรมิตบ้านเราเลยอ่ะ ฮิๆๆ ก็นอนที่นี่คืนนึงแล้วต่อไป Edinburgh



ปล. เซ็นเซอร์หน่อย เดี๋ยวโดนเพื่อนมันเตะเอา


Edinburgh

เมืองหลวงของสก๊อตแลนด์ เต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องแบบโบราณ แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดตอนเรามาถีงกลับไม่ไปบ้านเรือน หรือสถาปัตกรรมยุคเก่า แต่เป็นไอ้ตัวข้างล่าง ใช่แล้ว มันคือวัวประหลาด ช่วงที่เราไปถึง เค้ากำลังมีเทศกาล Cow Parade ให้คนดังๆ โรงเรียน หรือองค์กรต่างๆ ออกแบบวัวเพื่อหาเงินเข้ามูลนิธิ มีทั้งหมด 94 ตัว ตั้งไว้ตามจุดต่างๆ ทั่วเมืองรวมทั้งสนามบิน ก็แปลกตาดีไปอีกแบบ





ปราสาท Edinburgh Castle อยู่บนยอดเขาของเมือง มองเห็นแต่ไกล (อีกแล้ว ไหงต้องไปสร้างอยู่ที่สูงๆ ด้วยว้า เดินขึ้นไปเหนื่อยจะแย่) ค่าบัตรผ่านประตู 10.30 ปอนด์ (มีบัตรนักเรียน จ่ายครึ่งราคา) พอเข้าไป เค้าจะมีไกด์มาคอยบรรยายให้ฟังเป็นกะๆ ก็เดินตามๆ เค้าไป แต่ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องสักเท่าไหร่ สำเนียงคนสก๊อตที่ขึ้นชื่อ แม้แต่คนชาติเดียวกันฟังยังงง อุแม่เจ้า......ข้าพเจ้านึกว่าภาษาต่างด้าว เค้าจะพาเดินรอบๆ สัก 15 นาที หลังจากนั้นก็ปล่อยเราลอยแพ เดินตามอัธยาศัย ข้างในส่วนใหญ่เป็นพวกพิพิธภัณฑ์ต่างๆ แต่ส่วนมากเกี่ยวกับทางทหาร ไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่นัก





จากนั้นก็เดินเลียบออกมาด้านล่าง ถ่ายรูปคู่กับ Bobby หมาน้อย ที่เห็นเค้าว่าเค้าเอาเรื่องไปสร้างหนัง การ์ตูนของ Disney แล้วเดินเลี้ยวเข้าพิพิธภัณฑ์อะไรสักอย่าง





วันถัดมาก็นั่งรถบัสออกไปเมืองเล็กๆ ทางด้านล่างของ Edinburgh เพื่อไปยัง Rosslyn Chapel ใครเคยอ่านหนังสือ หรือ ดู Da Vinci Code บ้างคงจะเคยได้ยิน ที่นี่เป็นตอนใกล้จบของเรื่องซึ่งคาดว่าร่างของ Lady Magdalene ถูกเก็บไว้ ไม่ได้ถ่ายรูปข้างนอกมาให้ดูเพราะว่าเค้ากำลังบูรณะปรับปรุง เนื่องจากว่าโบสถ์นี้ถูกทิ้งร้างมานาน ตากลมตากฝนจนแฉะ ข้างในก็เขียวๆ ชื้นๆ เค้าเลยสร้างคล้ายๆ หลังคาคลุม เพื่อกันไม่ให้ฝนสาด และปล่อยให้ข้างในค่อยๆ แห้ง ซึ่งคาดว่าใช้เวลาประมาณ 3 ปี ใครไปช่วงนี้ก็ไอ้แต่เดินดู ถ่ายรูปข้างในเน้อ





แทบทุกส่วนภายในโบสถ์จะถูกแกะสลักไว้อย่างสวยงาม แต่ละส่วนของโบสถ์ก็จะมีเรื่องราวต่างๆ กันตามหลักทางศาสนาคริสต์ ซึ่งเราไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่ก็สวยดี เราถ่ายรูปเพดานมาให้ดู เผื่อใครจะมองเห็นสัญลักษณ์เดวิดเหมือนในหนัง 5555 จริงๆ มองไม่เห็นหรอกเพราะว่ามันมืด ภายในเค้ามีแต่แสงสลัวๆ อิๆ





เฮ้อ....อ จบแล้วค้าบ เดี๋ยววันหลังไปเที่ยว จะมาเล่าใหม่เน้อ (เพิ่งรู้ว่าอัพบล๊อคมันเหนื่อยมั่กๆ ขนาดนี้
)




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 11 สิงหาคม 2549 7:16:01 น.
Counter : 248 Pageviews.  


H2O+
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add H2O+'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.