"โตขึ้น หนูอยากเป็นนักท่องเที่ยวค่ะ"
Group Blog
 
All Blogs
 

เชียงใหม่-เชียงราย แอ่วเหนือแบบเรา ขับไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก (3)

และมาถึงวันที่สาม หลังจากเราเดินกลับมาจาก ต่างประเทศอย่างปลอดภัยแล้ว ก็มาดูกันต่อค่ะว่าวันนี้จะไปไหนดี ตอนแรกว่าจะไปดอยแม่สลอง แต่พอดูแผนที่แล้วมันก็ไกลอยู่เหมือนกัน ถามคนแถวนั้นเค้าบอกมีชาขายเยอะ มีหมู่บ้านชาวเขา จริงๆเราอยากไปทางนั้นแล้วต่อไปเข้าเชียงใหม่ทาง อ.ฝาง แต่คงจะไกลมาก แล้วกลัวไปมืดกลางทางค่ะ เลยตัดใจ ไม่ขึ้นดอย ไปทางพื้นราบแทนแล้วก็ตัดสินใจไปเชียงใหม่กันวันนี้เลย และพอนึกถึงเชียงใหม่ตอนนี้ คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้......


....................โจทย์ที่สามของเราคือ ดูแพนด้า..................




มาดูระหว่างทางกันต่อนะคะ เราแวะทานกลางวันกันที่ร้านข้าวซอยอนงค์ แยกแม่จันค่ะ



เราสั่งข้าวซอยกันค่ะ ที่นี่น้ำข้าวซอยใสมากๆ หมี่กรอบก็ยาวอย่างนี้เลยค่ะ



ผักกาดดอง หน้าตาเหมือนลูกครึ่งเกาหลี คงจะเป็นสูตรคนเมืองแต้ๆ แต่เราแอบชอบบนดอยตุงมากกว่า เหอะๆ



ไปเชียงใหม่กันต่อค่ะ เราเลือกเส้นทาง เชียงราย, อ.แม่สรวย, อ.เวียงป่าเป้า,อ.ดอยสะเก็ด แล้วเข้าเชียงใหม่ค่ะ



เช่นเคยค่ะ ขับรถเที่ยวสนุกที่ได้ชมวิวสองข้างทางค่ะ ระหว่างทางผ่านภูเขาลูกแล้ว ลูกเล่า ผ่านหมู่บ้านชาวเขา มีกลุ่มขายของที่เป็นผลผลิตจากไร่ มาขายกันสดๆเลย ผ่านน้ำผุร้อนและรีสอร์ทด้วยค่ะ


ยิ่งใกล้เชียงใหม่เท่าไร เราก็ได้เห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ(ฝรั่ง)มากขึ้นเรื่อยๆค่ะ กำลังเพลินๆพระอาทิตย์ก็ลับขอบฟ้าไป ที่เชียงใหม่พอดี



ช่วยไม่ได้ค่ะ ถึงเชียงใหม่ก็ต้องรีบหาที่พักก่อนเลย เรารีบไปที่สนามกีฬา๗๐๐ ปี เพราะได้รับคำแนะนำมาจากคุณแม่ว่ามีที่พักดีราคาถูก เปิดให้คนทั่วไปเข้าไปพักได้


พอเราไปถึง หอพักก็คืออาคารที่พักนักกีฬา เมื่อตอนที่มีแข่งขันกีฬาซีเกมส์น่ะคะ สะอาดและน่าอยู่ดูปลอดภัย แต่ห้องพักเป็นแบบพักรวมน้อยที่สุดคือเตียงเดี่ยวสามเตียง ราคาห้องละ ๖๐๐บ. ไม่มีอาหารเช้า และที่สำคัญไม่มีใครพักเลยตอนนี้ Smiley ถูกกว่านี้ก็มีค่ะเป็นแบบห้องรวมเตียงเยอะๆห้องน้ำรวมอ่ะคะ เราเลยตัดสินใจไปหาโรงแรมในเมืองดีกว่าที่รวมอาหารเช้า ราคาไม่น่าจะแพงมาก


ขับวนไปวนมา หลงๆอ่ะคะ พอมาเจอโรงแรมนี้ตรงหัวถนนก็เลี้ยวเข้าไปเลย




ไปสอบถามได้ความดังนี้ค่ะ "ห้องเริ่มต้นที่ราคา ๙๐๐ บ.รวมอาหารเช้าครับ" ตอนเดินขึ้นมาเราเห็นทางไปสระว่ายน้ำด้วย เราเลยตกลงเช็คอินท์


พอยกกระเป๋าเสร็จก็เตรียมตัวมาว่ายน้ำ แต่ปรากฏว่าพนักงานบอกว่าสระปิดแล้ว(๒๐.๐๐น.) อ่าวที่ป้ายเขียนว่าปิด ๒๑.๐๐น.อ่ะ อดเลยเราSmiley


ดูสิคะ หวังไว้เต็มที่เลยอ่ะ







ไม่เป็นไรพรุ่งนี้เช้าก็ได้ วันนี้เราเลยกะจะออกไปหาอะไรกินในเมืองซะหน่อย แต่พอเดินออกมาหน้าโรงแรมก็พบกับป้ายแผ่นมหึมานี้ ที่หน้าโรงแรมเลยค่ะ ซึ่งที่จริงเราเห็นแล้วก่อนเข้าแต่ไม่ได้สังเกตอ่านน่ะคะ อารมณ์ดีใจเจอโรงแรม ที่ป้ายนี้มีข้อความตามนี้อ่ะค่ะ


เราเลยไม่รอช้าค่ะ เดินไปถามที่ฟร้อนด้วยความงงงวย ทำไมไม่บอกเรื่องแพนด้าแพคเกจจ๊ะ หรือถ้าไม่ขายแพนด้า แล้วทำไมไม่จัดห้อง๖๙๐บ. ให้เรา แต่อย่างหลังนี่ไม่เท่าไรค่ะ เพราะอาจจะเต็ม อาจจะไม่ดีอะไรงี้ให้อภัยแต่ก็ควรจะถามกันเรื่องแพนด้าหน่อยอ่ะ อยู่ในแผนเราพอดี

ตกลงแล้วเค้าให้เราเพิ่มเงินอีก ๙๐ บ.ได้แพคเกจไปดูแพนด้า ๒ คนค่ะ หุหุหุ ประหยัดไปเยอะเลยเรา ดีนะเนี๊ยะที่ออกมานอกโรงแรม

ระหว่างนี้เราก็ไปเดินเล่นหาของกินในเมืองแถวๆไนท์บาร์ซ่าค่ะ เพื่อนๆไปดูในห้องดีกว่านะคะว่าเป็นยังไงบ้าง



ห้องกว้างขวาง ข้าวของเครื่องใช้ครบค่ะ นอนสบายแล้วล่ะคืนนี้Smiley 



แต่ยังไม่วายต้องเจอกับโจทย์เก่า เครื่องทำน้ำอุ่นค่ะ คราวนี้ไฟไม่รั่ว ไม่มีปุ่มอะไรให้กด ไม่มีน้ำหยด มีแต่น้ำเย็นไม่เห็นอุ่นเลย



ในที่สุดแล้วตอนเช้าเราก็ไม่ได้ว่ายน้ำอยู่ดีค่ะ



ไม่เป็นไรชมวิวจากระเบียงปลอบใจไปก่อนนะ


อาหารเช้าที่นี่หลากหลายดีค่ะ แต่เย็นยะเยือกทุกอย่าง เราคงไปกินท้ายช่วงพอดีอ่ะ พอเราตักเสร็จ(บุฟเฟ่ต์) เค้าเริ่มอุ่นอาหารอีกครั้ง น่าสงสารเรา(poor me!) อาหารน่าจะอุ่นตลอดโนะ...




อิ่มแล้วก็ไปดูแพนด้ากันเลยค่ะ มีบัตรแล้วสบายหน่อย



เราขึ้นรถสีสวยๆนี่ล่ะคะ ไปหาครอบครัวแพนด้ากัน



สวนสัตว์เชียงใหม่กว้างขวางมีอะไรให้ทำเยอะแยะค่ะ ถ้าอยากเที่ยวที่นี่จริงๆคงต้องวางแผนแล้วอยู่กันทั้งวันแน่ๆ เพราะมีโชว์การแสดงของสัตว์ต่างๆ เป็นรอบๆไปค่ะแต่วันนี้เป็นวันธรรมดา ผู้ชมน้อยโชว์บางอย่างเลยไม่มีรอบแสดง และควรวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายก่อนด้วยค่ะเพราะค่อนข้างแพง เก็บค่าเข้าชมแยกกันเป็นอย่างๆค่ะ เราได้แพคเกจมาเลยไม่รู้รายละเอียดค่ะ

ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำค่ะ ค่าเข้าชม ๑๕๐บ.ค่ะ



แล้วเราก็ไปดูแพนด้ากัน มีพระมาจากประเทศลาวด้วยค่ะ มาเยี่ยมจากแดนไกล



แพนด้าพ่อลูก รูปมืดแบบนี้ค่ะเพราะห้ามใช้แฟลตนะคะ



ตัวจริงน่ารักมากๆเลย เราดูได้เป็นชั่วโมงเลยค่ะ ถึงว่าใครๆก็หลง อย่าไปเปรียบเทียบกับตัวอะไรกันนักเลยนะคะ สงสารพวกสัตว์เค้าไม่รู้อิโหน่อิเหน่

รูปนี้ค่ะ ตามองตา นายแบบกำลังง่วงค่ะ



แล้วเราก็ไปเดินเที่ยวชมสัตว์อื่นๆอีกเล็กน้อยค่ะ เพราะอย่างที่บอกถ้าจะให้ทั่วคงต้องใช้เวลาทั้งวัน ถือว่าคราวนี้มาสำรวจโลเคชั่นก่อนก็แล้วกัน

และ แพนกวิน อีกสักรูปค่ะ



และเนื่องจากโจทย์ของเราก็สำเร็จไปแล้ว เราก็รู้สึกหมดมุกและเหนื่อยล้าอยู่พอสมควร จึงตัดสินใจกลับกันวันนี้เลยค่ะ แต่ก่อนกลับเราไม่ลืมแวะไปสักการะ สิ่งศักสิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองก่อนแน่นอนค่ะ

เริ่มด้วย ครูบาศรีวิชัยค่ะ




แล้วขึ้นดอยกันต่อค่ะ พระธาตุดอยสุเทพ




พ่อแม่ลูก ครอบครัวนี้น่ารักมั้ยคะ น้องคนนี้เดินเองจริงๆนะคะตั้งแต่ต้นจนจบเลยค่ะ พ่อจะอุ้มก็ไม่ยอม เดินช้ามากแต่เก่งที่สุดเลย เอามาฝากทุกคนค่ะ

ตอนนี้องค์พระธาตุฯ กำลังบูรณะอยู่ค่ะ



เนื่องจากตัดสินใจกลับกันแล้ว ดูนาฬิกาประมาณ ๑๕.๐๐น. จึงไปหาซื้อของฝากไปฝากที่บ้านกันหน่อยค่ะ ที่นี่เลยตลาดวโรรส



ร้านหมูทอดร้านนี้เป็นร้านประจำของที่บ้านค่ะ ไม่รู้ว่าเพื่อนๆชอบร้านนี้กันรึเปล่าคะ



เลยซื้อซะ เพราะมีหลายบ้านค่ะ น่ากินมั้ยคะ




แถวนั้นก็มีผักสดๆ พร้อมบริการด้วยค่ะ




หลังจากนั้นเราก็มุ่งหน้ากลับกันเลยค่ะ กะว่าจะไปมืดแถวๆตากถ้าขับไม่ไหวก็จะพักที่ตากสักคืนค่ะ

ขากลับเรามาทางลำพูน ลำปาง ตากค่ะ ผ่านที่นี่ ช่วยเลือกหน่อยค่ะไปไหนต่อดี



ขับไปเรื่อยกว่าจะถึงตากก็เกือบ ๑๘.๓๐ น.แต่ไม่ได้เข้าเมืองตากค่ะ เพราะตัดสินใจไปกรุงเทพฯเลยดีกว่า คนขับเค้าบอกไหวอ่ะค่ะ

จริงๆระหว่างทางจาก ตาก, อ.วังเจ้า,มาถึง กำแพงเพรชนี่ ถนนสุดๆๆๆๆไปเลยนะคะ ก่อนหน้านี้มีคนตั้งกระทู้ถามใน BP แล้วนะว่าถนนซ่อมหรือยัง มีคนตอบว่ายังเหมือนเดิม เรามายืนยันอีกเสียงเลยว่าถนนแย่มากๆค่ะยังไม่ได้ซ่อม ขับได้ประมาณ ๓๐ กม:ชั่วโมง เท่านั้น มีป้ายที่ริมถนนเขียนว่าจะเริ่มซ่อมเดือน ก.ค.ค่ะ แต่ที่เราเดินทางนี้มันก็เดือน ส.ค.แล้วอ่ะ

เราจึงมาแวะกินข้าวเย็นกันที่ กำแพงเพรชค่ะ ตรงหอนาฬิกาคุกคู
เพราะว่ามีนกบินอยู่มากมาย ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวไปหมด



จากกำแพงเพรช ออกมาก็มืดมากแล้ว ๒๐.๐๐ น.ค่ะ จริงๆเราอยากให้หาที่พักมากกว่าเพราะขับไปเส้นนี้เรากลัวแก๊งค์ปาหินค่ะ คงจะไปดึกมากๆช่วงอยุธยาพอดี เราก็เสียวอ่ะดิ่แต่พอขับมาตอนนี้ก็หาที่พักยากแล้ว มารู้สึกดีหน่อยตอนอยู่แถวนครสวรรค์ มีรถบรรทุกเยอะเลยเลยตัดสินใจ เลยตามเลย แต่สังเกตดูช่วงอ่างทอง มีรถตำรวจมาขับช้าๆอยู่ตรงริมถนนด้วยทำให้อุ่นใจขึ้นเยอะเลยค่ะ ในที่สุดเราก็กลับมาถึงบ้านอย่างปลอดภัยในเวลาประมาณ ๐ นาฬิกาค่ะ


Guly & The girl ขอขอบคุณทุกท่านี่ร่วมสนุกเดินทางไปกับเรานะคะ ทริปนี้ถึงแม้จะเหนื่อยเพราะขับรถไกลมากๆ แต่สนุกไปอีกแบบค่ะ ขอให้ท่องเที่ยวกันอย่างปลอดภัยและสนุกทุกคนนะคะ ช่วงนี้ขอพักไปฝึกตกแต่ง Blog ให้สวยๆบ้างแล้วพบกันทริปหน้านะคะ




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2552    
Last Update : 26 สิงหาคม 2552 13:49:35 น.
Counter : 1955 Pageviews.  

เชียงใหม่-เชียงราย แอ่วเหนือแบบเรา ขับไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก (2)

สวัสดีค่ะ หลังจากที่ดื่มด่ำกับธรรมชาติร่มรื่นใน ไร่แม่ฟ้าหลวงกันแล้ว เราก็ออกเดินทางกันต่อเลย เพราะดูเวลาแล้วยังเหลือๆค่ะ


มาเหนือก็ต้อง แอ่วดอย กันบ้างล่ะนะ



จากตัวเมืองเชียงราย ขับรถมาตามถนนพหลโยธิน ผ่านอ.แม่จัน ก่อนถึงแม่สาย เลี้ยวซ้ายแล้วขึ้น "ดอยตุง"



พอมาถึงมันก็ประมาณ ๑๔.๑๔น.แล้วค่ะ เลยต้องหาอะไรกินก่อนเดี๋ยวไม่มีแรงเดิน ^ ^



หลังจากที่เราเข้าไปในร้านอาหารดอยตุง เพราะมีอยู่ร้านเดียว วันนี้คนในร้านพอประมาณ แต่หน้าเทศกาลร้านเล็กๆนี้คงรับไม่ไหวเป็นแน่ เราสั่งอาหารง่ายๆ เพราะไม่อยากใช้เวลานาน


นี่ค่ะ"ผัดไทเจ" หน้าตาสีสัน ดูจืดๆนะคะ แต่รสชาติโอเคเลย เสียนิดเดียวมันแฉะไปหน่อย





ของสุดหล่อเค้านี่เลยค่ะ "ข้าวซอยไก่" ซึ่งเค้าบอกว่าชอบ อร่อยนักอร่อยหนา เราลองชิมรสชาติน่ะโอเคนะคะ แต่เราก็ไม่แน่ใจเพราะไม่เคยชิมของจริงต้นตำรับ ว่ามันเป็นยังไง เราเลยกลัวว่ามันจะอร่อยแบบ คนกรุงเทพฯกิน รู้สึกว่าน้ำแกงมันใสๆอ่ะค่ะ แต่เครื่องเคียงนี่หน้ากินมาก และที่สำคัญหน้าตาดีด้วย


จริงๆเราสั่งอีกเมนูด้วยค่ะ ผักรวมชุปแป้งทอด สด กรอบ อร่อย แต่มันมาช้าเลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้


ใครไปทานอาหารที่นี่ อย่าลืมเข้าห้องน้ำด้วยนะคะ ห้องน้ำสะอาดและสวยงามค่ะ ชอบมากเลย




อิ่มแล้ว เราก็เดินขึ้นไปชมพระตำหนักดอยตุงกันก่อนค่ะ ต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยด้วยนะคะ เราว่าเตรียมตัวมาดีแล้วเชียวยังโดนข้อหา เสื้อคอกว้างไปค่ะ แต่ไม่ต้องห่วงเค้ามีเสื้อให้สวมทับ ให้ยืมฟรีค่ะ 



วิวข้างบนสวยงามดีค่ะ เคยเป็นที่ประทับส่วนพระองค์ของสมเด็จย่า สวนจัดอย่างสวยงาม มีดอกไม้สีต่างๆ ต้นไม้ใหญ่ แต่ในตัวพระตำหนักห้ามถ่ายรูปนะคะ ถ่ายได้แต่ภายนอก


การเข้าไปชมเปิดให้เข้าชมเป็นรอบๆค่ะ แต่ละรอบห่างกันประมาณ ๓๐ นาที เพราะจะมีผู้บรรยายนำชมและคอยตอบคำถามด้วยค่ะ




หลังจากนั้นเราก็ลงมาสวนแม่ฟ้าหลวง ข้างล่างกันต่อ ไปทางไหนก่อนดีล่ะ



ภายในก็เป็นสวนกว้างใหญ่ เดินกันจนเหนื่อย ที่ถ่ายรูปก็เยอะค่ะ แต่ติดคนเป็นส่วนใหญ่ ไม่กล้าเปิดเผยหน้าตา กลัวคนอ่านตกใจ - -"



มีกล้วยพันธุ์แปลกสีแปลกตา ต้นไม้เยอะๆมากๆ ได้ความรู้ดูเพลิน เดินสบายแหะๆ



นี่เป็นสวนตรงหน้าพระตำหนักพอดีค่ะ ถ้าอยู่บนพระตำหนักมองลงมาก็จะเห็นตรงนี้เด่นมากๆเลย เพราะสีสวยขนาดนี้อ่ะนะ วันนี้ดีมากค่ะผู้เข้าชมน้อย แดดไม่ร้อน ฝนไม่ตก




และที่ขาดไม่ได้เลย คือร้านกาแฟดอยตุง สาขาดอยตุงค่ะ มาซะขนาดนี้แล้วนี่นา


การขับรถมาไม่ยากค่ะ เส้นทางขึ้นเขา มีคดเคี้ยวบ้างแต่ไม่ลำบากอะไร ถนนดี คุยกับเจ้าหน้าที่เค้าบอกว่าฤดูกาลท่องเที่ยวคนจะเยอะมาก รถติดเพราะไม่มีที่จอดรถ หรือจอดไกลต้องเดินเข้าเป็นกิโลๆ ทางเดินก็เหนื่อยหน่อยค่ะ ขึ้นๆลงๆตลอด ค่าเข้าชม ๑๓๐ บาทค่ะ






หลังจากนั้นเราก็มุ่งหน้าไปตามโจทย์ค่ะ นอนริมโขง ก็ต้องไปสามเหลี่ยมทองคำสินะ


จากดอยตุง ขึ้นเหนือไปทางแม่สาย แล้วเลี้ยวขวาไป"สามเหลี่ยมทองคำ" ซึ่งจริงๆมันก็ขับรถนานอยู่เหมือนกันนะคะ ถนนเลนเดียวรถวิ่งสวนกัน แล้วสภาพก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ค่ะ ระหว่างทางก็เป็นทุ่งนา และเป็นชุมชนหมู่บ้านเป็นระยะๆ พอมาถึงก็ ๑๘.๐๐น. พอดีเลย





รูปนี้ถ่ายจากบริเวณหน้าองค์พระใหญ่ค่ะ ตลาดร้านค้าแถวนั้นกำลังเปิดแล้วล่ะค่ะ


พอได้พูดคุยกับคนแถวนั้น เค้าบอกว่าที่เห็นสิ่งปลูกสร้างสวยงามอยู่ทั้งทางฝั่งพม่า และฝั่งลาวนั้นเป็น Casino ค่ะใกล้เสร็จแล้วจะเปิดประมาณเดือน ก.ย.นี้ นั่งเรือไปเที่ยวได้คนละ ๔๐ บ.แต่เราไม่ไปค่ะ (จะไปหาที่นอนสวยๆ ^^) ก็เลยคิดว่าพระพุทธรูปสีทองอร่ามทางฝั่งเรานี้จะเป็นปริศนาธรรมใดๆรึเปล่าเนี๊ยะ...





เราตัดสินใจขับรถต่อไปทางเชียงแสน เพราะที่สามเหลี่ยมทองคำตรงนี้มันดูเป็นชุมชนไปหน่อย อยากได้แบบรีสอร์ทหน่อยค่ะ(แต่ไม่ได้จอง)


จนเรามาจนที่นี่ค่ะ อยู่ตรงข้ามกับไร่สับปะรดเงียบ...สงบ...(อีกแล้ว)


จริงๆแล้วเราทำรีวิวไปแล้ว แต่หากระทู้ไม่เจอค่ะ


เพราะที่นี่มีเรื่องน่าหวาดเสียว ต้องมาเตือนเพื่อนๆสักหน่อยค่ะ แต่ก่อนนั้นไปดูที่พักกันก่อนนะคะ



 นี่เป็นทางเข้าลอบบี้ค่ะ


พอตกลงเช็คอิน ได้ห้อง๒๐๓ค่ะ พอเข้าไปพนักงานก็ช่วยขนกระเป๋ายกไปแล้วเปิดแอร์ เปิดทีวีให้ แต่ปรากฏว่าทีวี รับสัญญาณไม่ได้ค่ะเราเลยต้องย้ายไปห้อง๒๐๑ แทน ซึ่งภายในกว้างกว่าแต่วิวห้องนี้ไม่ดีค่ะ โดนต้นมะพร้าวบังเลยไม่เป็นพาโนราม่า - -"




 นี่ค่ะ หน้าห้อง


แต่เราไม่อยากเรื่องมากค่ะ ห้องนี้แหละดีแล้ว




บรรยากาศภายในห้องค่ะ





ในห้องน้ำสะอาดดี แต่แคบไปนิดค่ะ





มีไดร์เป่าผม กับไฟฉุกเฉินด้วย





แล้วเราก็จัดแจง รื้อข้าวของเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย โรงแรมมันเงียบมากเลยค่ะสงสัยไม่มีแขกคนอื่น เราก็หวิวๆละ กลัว...ค่ะ ทั้งโรงแรมมีสามชั้นประมาณ ๒๐ ห้องได้ ลงไปเดินเล่นถ่ายรูป ลองถามพนักงานดูเค้าบอกว่ามีจองไว้ห้องหนึ่งแต่ยังไม่มา เราก็ไม่รู้จะทำอะไรเลยไปหาอะไรกินในห้องอาหารดีกว่า ที่นี่มีร้านกาแฟสดด้วยค่ะ





ห้องอาหารอันเงียบเหงา เราสั่งน้ำผลไม้ กับยำวุ้นเส้นค่ะเพราะไม่ค่อยหิวเท่าไร นั่งตรงระเบียงก็ได้แต่ยุงเยอะค่ะ


พอกินเสร็จก็ไปเดินเล่นริมโขงลมเย็นๆ ที่โล่งๆ ในที่สุดก็รู้สึกเหมือนได้มาพักผ่อน





อาคารที่พักค่ะ


แม่น้ำโขงไหลแรง น้ำสีแดงค่ะ ฝั่งตรงข้ามเป็นประเทศลาว มีCasino กำลังก่อสร้างอยู่อีกที่หนึ่ง อลังการณ์มากๆตอนกลางคืนเปิดไฟสว่างไสว อย่างกับโรงแรมใหญ่ๆ เราพลัดกันถ่ายรูปไป-มา (เพราะลืมเอาขาตั้งกล้องมาSmiley)



แล้วเราก็เข้าห้องพักผ่อนกันตามปกติค่ะ


แต่ระว่างนี้มีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้นค่ะ เมื่อเครื่องทำน้ำอุ่นในห้องน้ำมันไม่ทำงาน สังเกตจากไม่มีไฟขึ้นที่ตัวเครื่องค่ะ(หลังจากเปิดน้ำแล้ว)คุณผู้ชายเลยเรียกเราไปดูที่หน้าห้องน้ำค่ะว่ามีเบรกเกอร์อะไรอยู่บ้าง เราก็เดินไปมองหาดูก็เห็นว่าอันที่เขียนว่า น้ำอุ่นมันOn อยู่ค่ะเลยบอกเค้าว่า On แล้วเปิดเลย พอเค้าเปิดน้ำเค้าก็ร้อง"เฮ้ย!!" แล้วเปิดประตูมาบอกเราให้เอาเบรกเกอร์ลงค่ะ เพราะไฟมันรั่ว เราก็สยองเลยแล้วจะอาบน้ำกันยังไงอ่ะ Smiley สรุปก็แค่เอาเบรกเกอร์ลงแล้วไม่ต้องใช้น้ำอุ่นก็อาบได้ปกติค่ะ แต่ก็แหยงๆอยู่ดี


หลังจากนั้นเราก็ไปสำรวจที่ตัวเครื่องดูปรากฏว่ามีน้ำหยดออกมาจากตัวเครื่องด้วยค่ะ ทั้งๆที่เครื่องอยู่สูงและไม่ได้โดนน้ำเลย






หลังจากรอดตายมาอย่างหวุดหวิด ทำให้เรารู้ตัวว่าความประมาทเป็นหนทางแห่งความตายโดยแท้ เราตั้งใจทำรีวิวนี้มากๆ อยากบอกให้ทุกๆคนระวังตัวกันหน่อย โดยเฉพาะเวลาไปเที่ยวเรามักพักผ่อน หรือชื่นชมความสวยงาม ความสะดวกสบายแต่อย่าลืมใส่ใจความปลอดภัยกันหน่อยนะคะ นักท่องเที่ยวทั้งหลาย


แต่เวลาตอนนั้นก็เกือบ ๒๒.๐๐น.แล้วเราก็ตัดสินใจยังไม่ไปบอกใครค่ะ เพราะเราก็อาบน้ำกันได้เดี๋ยวพรุ่งนี้ตอนเช็คเอาท์ ค่อยบอกเค้าแล้วกัน


อ้อ อีกอย่างที่อันตรายพอๆกันนะคะ คือตู้อาบน้ำรั่วค่ะ คือพออาบเสร็จน้ำนองเต็มพื้นเลย





แล้วตอนเช้าเราก็ทานอาหารเช้ากันค่ะ เค้าให้เลือกสั่งค่ะมี สามอย่าง อเมริกัน,ข้าวผัดไข่,ข้าวต้มทรงเครื่อง เราก็สั่งกันมาอย่างที่เห็นนี่ล่ะคะ


ข้าวผัดไข่ที่เห็น เป็นข้าวผัดไข่จริงๆ(ไม่มีหมูอ่ะคะ) 



ราคาห้องพักที่นี่ ๑๒๕๐ บาทรวมอาหารเช้าค่ะ พนักงานบอกว่าช่วงไฮซีซัน ๒๐๐๐ บาทค่ะ


เพื่อไม่ให้เสียบรรยากาศ เรารีบไปต่อกันวันที่สามเลยดีกว่าค่ะ เราเริ่มวันนี้ด้วยการ ช๊อปปิ้งค่ะ ไปแม่สายกันเลย เราขับรถย้อนมาแม่สายพอถึงบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง มองทางซ้ายมือจะมีซอยเล็กๆริมแม่น้ำเราเอารถไปจอดแถวนั้นค่ะ ปรากฏว่าคนที่เฝ้าที่จอดรถ เดินมาถามค่ะว่าเราต้องการข้ามไปฝั่งพม่ารึเปล่า ถ้าไปเค้าจะไปทำใบผ่านแดนให้ ต้องไปทำที่อำเภอเท่านั้นนะน้องไกลๆ เพียงเอาบัตรประชาชนให้เค้าไปSmiley  อ่า..ว เรามากันเองสองคนยิ่งหวั่นๆอยู่ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะเราก็มีสติมากพอ เรื่องค่าบริการเรารู้อยู่แล้วค่ะว่าเค้าคงบริการหวังผล แต่จะให้เอาบัตรประชาชนไปเนี๊ยะไม่ได้แน่นอนค่ะ เราจึงเดินไปถามพี่ๆ ตม.เพื่อความแน่ใจได้ความว่า"ต้องไปทำที่อำเภอแม่สายจริงๆ เดินย้อนไปทางที่จะกลับเชียงรายน่ะ สะพานลอยแรกไม่ไกลน้อง กิโลเดียว" อืมอย่างนั้นเดินไปโลดเรา เราก็เดิน เดิน แล้วก็เดิน จนเหงื่อท่วมไม่เห็นมีสะพานลอย (ตรงนี้ถ้าใครรู้อยู่แล้วก็อ่านเอาฮาแล้วกันนะคะ แต่เรามาเล่าให้ฟังเพราะเราไปกันสองคน ไม่มีข้อมูลตรงนี้มาก่อนเผื่อจะมีประโยชน์กับคนอื่นบ้าง)



ถ้าใครขับรถมาจาก อ.แม่จัน ก็ให้สงเกตป้ายก่อนถึงด่านชายแดนประมาณหนึ่ง ที่ว่าการอำเภอแม่สายค่ะ แล้วแวะเข้าไปทำก่อนเลยนะคะ ติดกับโรงพยาบาลแม่สายค่ะ


พอเข้าไปเราก็จะเห็นอาคารนี้ มีป้ายชัดเจน เจ้าหน้าที่ให้บริการน่ารักมากๆ เราเป็นคนไทยมีบัตรประชาชน ทำแป๊ปเดียวก็เสร็จค่ะ ค่าธรรมเนียมคนละ ๓๐ บาท


 




ไม่ต้องห่วงค่ะ ขากลับนั่งมอไซด์รับจ้าง คนละ๒๐ ค่ะ เดี๋ยวจะหมดแรงช๊อปปิ้งเสียก่อน


แล้วก็ผ่านไปได้ฉลุยๆ ไปต่างประเทศก่อนละน้า.......





ซึ่งเป็นการช๊อปปิ้งที่เสียเงินน้อยจริงๆ เพราะไม่รู้จะซื้ออะไรค่ะ คงไม่ใช่แนวเราถือซะว่ามาเดินเล่น ระวังอย่าไปขึ้นรถสามล้อที่จะพาไป"เจดีย์ชเวดากอง"(จำลอง)นะคะ เค้าว่าขาไปราคาตามที่ตกลง แต่พอถึงขากลับเค้าจะเรียกราคาเพิ่มค่ะ ประมาณว่าจะกลับไม่กลับอะไรเงี๊ยะ แต่เดินสบายค่ะคนน้อยมากๆ คนขายของชาวพม่าเค้าว่าอย่างนั้น

เอาล่ะค่ะจากนี้ตามไปต่อตอนสุดท้ายกันเลยนะคะ




 

Create Date : 24 สิงหาคม 2552    
Last Update : 25 สิงหาคม 2552 8:41:34 น.
Counter : 1192 Pageviews.  

เชียงราย-เชียงใหม่ แอ่วเหนือแบบเรา ขับไปเรื่อยๆ เหนื่อยก็พัก (1)

ที่มาที่ไปของทริป คืออยากหยุดยาวๆไปเที่ยวกัน ไปเที่ยวไกลๆ แบบไกลผู้ไกลคนด้วย เลยเลือกที่ที่เป็นช่วง low season เพื่อมุมมองใหม่ๆ และที่สำคัญราคาถูกค่ะ


เราไปกันไม่มีแบบแผน ไม่ได้เตรียมตัว ที่พัก การเดินทางทุกอย่าง มีแต่ข้อมูลคร่าวๆจากใน เว็บพันทิพย์ เนื่องจากคิดว่าเที่ยวในเมืองไทย ยังไงคงพอเอาตัวรอดไปได้


คุยกันก่อนเดินทางประมาณ1 สัปดาห์ วันพฤหัสฯยังไปทำงานกันอยู่เลย แต่พอกลับมาบ้าน"ไปกันเลยเหอะ รอไม่ไหวแล้ว เดินทางวันศุกร์ตอนเช้ารถคงไม่ติด" ก็จัดกระเป๋าเตรียมใจ รีบเข้านอนทันที จนเริ่มการเดินทางครั้งนี้



...........แอ่วเหนือหน้าฝน โจทย์แรกคือ ไปให้ไกลที่สุด...............







เราออกเดินทางแบบไม่รีบเร่งอะไร ออกจากบ้าน(ดอนเมือง) ๗.๐๐ น.





มาถึงนครสวรรค์ เวลาประมาณ ๙.๓๐ น. เราเลือกที่จะไปทางแปลก คือพิษณุโลก อุตรดิตถ์ ตลอดทางมานี่รถโล่ง ถนนว่าง ท้องฟ้าครึ้ม...มาตลอดเลยค่ะ



เรามาแวะกินข้าวกลางวันกันที่ พิษณุโลก ซึ่งก็ไกลอยู่เหมือนกันจากนครสวรรค์ หรือเพราะเราหิวแล้วหว่า...แล้วยังมาเสียเวลาวนเวียนหาร้าน"ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา"อีก แต่จนแล้วจนรอดก็หาไม่เจอ T_T เลยตัดใจกินข้าวมันไก่ข้างๆโลตัสเพราะไม่อยากเสียเวลานาน กว่าจะเรียบร้อยก็ประมาณ ๑๑.๓๐ น.



แล้วเดินทางต่อมาทางอุตรดิตถ์ ซึ่งขอบอกเลยว่าดีใจมากที่มาทางนี้เพราะว่าถนนดีมาก และวิวสวยอีกด้วย แต่ว่ามีบางช่วงยังขยายไม่เสร็จนะ ถ้ารถเยอะๆก็อาจติดได้ เราดูเพลินจนลืมถ่ายรูปขออภัยจริงๆค่ะ




ขับมาเพลินๆจนเข้าเขต จ.แพร่ อย่างไม่รู้ตัว


ขับรถมากันสองคนในเส้นทางไกลๆแบบนี้ มันทั้งสนุกและมีความุขจริงๆค่ะ พอวิวสวยอารมณ์ดีเราก็ได้คุยกันแต่เรื่องดีๆ โรแมนติคกันตลอดทางเลยทีเดียว ระหว่างทางมีป้ายเตือนหลับในตลอด ประมาณว่าทางตรง ยาวๆ อาจง่วงกันง่ายๆ ระวังตัวด้วยนะคะ




ขับเข้าตัว จ.พะเยา ก็ประมาณ ๑๖.๐๐ น.แล้วค่ะ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมารถน้อยขับสบาย ช่วง อ.สอง มาเด่นชัยเป็นภูเขาไม่มีปั๊มนะคะ จะมีก็ตอนเด่นชัย คนที่ปั๊มเลยคึกคักหน่อย มาถึงขนาดนี้แล้วรู้สึกว่าเริ่มแปลกถิ่น เพราะรถแต่ละคันที่เดินทางไม่มีทะเบียนกรุงเทพฯเลยค่ะมีแต่รถเรา


ไหนๆผ่าน จ.พะเยาแล้วเชียงรายก็อีกไม่ไกล ขอแวะเที่ยวนิดหนึ่ง ที่นี่ค่ะ "กว๊านพะเยา" จากถนนใหญ่เข้ามาไม่ไกลเป็นทะเลสาบกว้างใหญ่ รอบๆก็เป็นสวนสาธารณะ ที่ออกกำลังกายของคนท้องถิ่นค่ะ เราก็เริ่มหิวหาของว่างดีกว่า...แน่นอนค่ะ บ้านเรามีสวนสาธารณะที่ไหน ย่อมมี...



นี่เสมอ...ใช่แล้วค่ะ หมึกย่าง ลูกชิ้นทอด พี่สาวคนนี้ใจดีคุยกับเราเป็นคำเมืองด้วยค่ะ ฮือ...Smiley ฟังไม่รู้เรื่องค่ะพี่เพิ่งมาไม่กี่นาทีเองเจ้า แต่ก็สบายมากสั่งของกินได้ ราคามิตรภาพ ทั้งน้ำทั้งลูกชิ้นหมดไป ๓๐ บาทค่ะ



เราใช้เวลาที่"กว๊านพะเยา"ไม่นานพอหายเมื่อยก็ออกเดินทางต่อ ในที่สุดเราก็เข้าเขตจังหวัดเหนือสุดแดนสยามแล้ว เฮ เฮ "เชียงราย" ที่เห็นนี่เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น.ค่ะ ท้องฟ้าก็เริ่มมืด มองไปเข้าหน้าในตัวเมืองฝนตกแน่ๆ


โถ เราตั้งใจจะไปขับรถวนหาที่พักที่ตัวเมืองเชียงรายแต่พอเข้าเมืองมาฝนตกหนักมากๆ มองอะไรไม่เห็นเลยค่ะขับไปมา คุณผู้ชายเริ่มบ่นเหนื่อย ก็เราอยากนอนที่สวยๆอ่ะ จริงๆถ้าฝนไม่ตก ๑๘.๓๐น.เนี๊ยะถือว่ายังพอมีเวลาหาได้นะ แต่ว่า...นี่แหละรสชาติของทริปแบบเราไม่มีแบบแผนSmiley ขับมาเห็นหอนาฬิกาอันลือชื่อ อ้า!! แถวนี้ล่ะค่ะ มีคนแนะนำว่าแถวนี้มีเยอะค่ะ แล้วเค้าก็เห็นป้าย ราคา ๓๐๐ บาท น้ำอุ่น ทีวี ตัวเบิ้มแล้วเลี้ยวเลยค่ะ หันมาบอกเราว่า"นอนนี่แหละ ไว้มีเวลาค่อยไปหาสวยๆวันนี้เหนื่อยแล้ว ที่นี่ถูกดี ถึงไม่ดีก็จะได้ไม่เสียดายตังค์" อ้า...วเราก็ไม่กล้าขัดเพราะเราไม่ได้ขับ ขอต่อรองหน่อยละกัน "ให้สะอาดๆหน่อยนะ" ก็คือโรงแรมชื่อเป็นมงคลแห่งนี้ค่ะ



โรงแรมสุขนิรันดร์ หน้าตาดีมั้ยล่ะคะ ที่ล๊อบบี้กว้างขวางสะอาดสะอ้าน ถือว่าดีกว่าราคาที่บอกไว้นะคะ ติดต่อห้องพักแล้วได้ความว่า ห้องแอร์ ๔๕๐บ.ห้องพัดลม ๓๐๐บ.แต่คุณผู้ชายบอกว่าอากาศออกจะเย็นแล้วเราก็มานอนแบบไม่มีอะไรจะเสีย ขอห้องพัดลมโลด


ที่นี่เราเห็นพนักงานรออยู่ที่ล๊อบบี้ หลายคนค่ะเป็นผู้ชายกำยำ แต่งตัวเรียบร้อยช่วยเรายกกระเป๋าขึ้นห้องด้วย มีที่จอดรถ มียาม เราดูแล้วก็พอจะอุ่นใจได้ค่ะ ถึงห้องก็เปลี่ยนเสื้อผ้า ล้างหน้าล้างตาแล้วจะออกไปทานอาหารเย็นกันค่ะ



ถึงไม่มีแบบแผน แต่ตลอดทางเราก็จะมีเรื่องมาให้แปลกใจและสนุกกันเสมอ ที่นี่ก็เหมือนกันค่ะ เรามาค้นพบถนนคนเดินอยู่เลยจากโรงแรมมาแค่บล๊อกเดียวเอง ตอนแรกที่เห็นนึกว่าตลาดโต้รุ่งธรรมดา แต่ยิ่งเดินคนก็ยิ่งเยอะทั้งคนซื้อคนขายคึกคักมาก ตลาดก็ยาวมากด้วยค่ะเราเดินอยู่ในนี้ มีของกินอร่อยๆราคาถูก ศิลปะพื้นบ้าน และคนเมือง นักท่องเที่ยว



ซึ่งเราคิดว่าพลาดถนนคนเดินที่เชียงใหม่แน่ๆ แต่ได้มาเดินที่นี่เหมือนเป็นของแถมค่ะ เดินจนเกือบได้เวลาแสดงแสง สี เสียงที่หอนาฬิกา การแสดงมีสองรอบค่ะ ๒๐.๐๐ และ ๒๑.๐๐น. เราเลยมารอดูที่ร้านนมใกล้ๆโรงแรมซึ่งก็อยู่หน้าหอนาฬิกานั้นเอง เอ้า!โดบกันหน่อย



การแสดงประมาณ ๑๕ นาทีค่ะ เป็นการเปิดไฟเปลี่ยนสีไปเรื่อยๆ ประกอบกับเสียงเพลง"เชียงรายรำลึก" ถ้าไม่ได้ดูก็ไม่น่าเสียดายหรอกค่ะ แต่ก็เป็นกิจกรรมดีๆที่คนเชียงรายตั้งใจไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวนะคะ มีนักท่องเที่ยมารอชมอยู่พอสมควรและทำให้ร้านรวงแถวนั้น เปิดได้ดึกขึ้นนะคะ ช่วงหน้าหนาวคงจะคนเยอะกว่านี้ค่ะ


ตอนที่แสดงอยู่ไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ เลยนำรูปนี้มาให้ชมกัน หอนาฬิกาตอนกลางคืน แค่นี้ก็สวยงามอลังการณ์แล้วค่ะ ออกแบบโดย ศิลปินแห่งชาติ ชาวเชียงราย อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์


เอาล่ะค่ะ คืนแรกโจทย์แรกของเราในทริปนี้ ก็ได้สำเร็จลงแล้ว เราก็กลับไปพักผ่อนที่ห้องกันค่ะ จะรีวิวที่พักสั้นๆตอนเช้านะคะติดตามกันต่อเลยค่ะ


เช้าวันเสาร์ วันที่สองของการเดินทาง วันนี้ยังไม่มีโจทย์ เพราะเราดูแผนที่กันแล้วยังสรุปไม่ได้ว่าจะไปทางไหนดี เลยคิดว่าจะขับรถชมเมืองและแวะไปถามหาแผนที่ ที่สำนักงานททท.ดีกว่า แต่พวกป้ายสัญญาลักษณ์ ป้ายบอกทางหรือแม้แต่แผนที่ ที่นี่มันดูยากจริงๆ เราขับรถวนเวียนหาสำนักงานททท.อยู่นานมากๆ เห็นศูนย์ราชการแล้วคิดว่าคงอยู่บริเวณเดียวกัน แต่ไปถึงก็ไม่มีคนอยู่เลย (ก็วันอาทิตย์นี่นา) ดูตามแผนที่ก็ชี้มาตรงนี้อ่ะ ไม่มี GPS ด้วย Smiley เราเลยจอดลงไปเดิน แถววัดพระสิงห์ เข้าไปชมวัด ไหว้พระ ออกมาหันซ้ายหันขวา ลองขับหาดูอีกที่แล้วกัน เผื่อวันนี้อาจจะปิด เราเลยไม่เห็น แต่พอกลับรถปุ๊ป ก็จ๊ะเอ๋!! อยู่ฝั่งตรงข้ามกันนี่เอง Smiley โถๆๆ แม่นักท่องเที่ยวมือใหม่ เอ๋อได้อีก

พอเข้าไปเจรจาก็ได้ความมาว่า ที่ภูชี้ฟ้ามีที่พักหาได้ทั่วไป แต่หน้านี้ไม่แนะนำเพราะฝนตกถนนลื่นขับรถอันตราย และหากจะขึ้นไปชมหมอกที่ต้องไปแต่เช้านั้นหากฝนมันตกมาก็เป็นอันหมดกัน(อดดู) "แถมฤดูนี้วิวไม่สวยหรอกครับ รอให้หนาวหน่อยดีกว่าคุ้มกว่าเยอะ แล้วคุณเตรียมตัวมาพร้อมรึเปล่า ข้างบนหนาวมากนะ" เอ่..อ คิดว่าหนาวแป๊ปเดียวทนได้ๆ วิวไม่สวยนี่ก็ไม่เป็นไรเราดูแบบหน้าฝนไปบ้างก็แปลกตาดี แต่ว่ากลัวไปรอแล้วฝนตกอ่ะค่ะ เสียเวลาไปที่อื่นอีกก็เลยคิดว่าไว้ยกยอด มาครั้งหน้าแล้วกันจะได้เตรียมตัวมาโดยเฉพาะเลย


เราเลยหันไปที่ที่ไปได้ง่ายๆเหมาะกับทริปของเราก่อนดีกว่า (ทริปของคนไม่เคยมาเชียงราย) นั่นคือสุดยอดแดนสยาม"แม่สาย" แต่แม่สายเป็นตลาดชายแดนคงจะจ๊อกแจ๊ก จอแจ วันนี้ไปเที่ยวๆทั้งวันแล้วไปหาที่พักสวยๆดีๆนอนกันนะ...


............เป็นที่มาของ โจทย์ที่สองของเราคือ นอนริมโขง...............



แต่ก่อนจะเดินทางกันต่อ ขอย้อนพากลับไปดูห้องพักของเราเมื่อคืนนี้กันก่อนนะคะ ภายในโรงแรมโอเคเลยนะคะ ออกแนวย้อนยุคเพราะว่ามันเก่าแล้ว แต่คลาสสิกดี ห้องก็พอนอนได้ไม่คับแคบจนเกินไป แต่บางครั้งความเก่าแก่ก็ดูขลังจนน่ากลัว คนกลัว...อย่างเราเลยนอนไม่หลับคือเตียงเป็นแบบเตียงเดียว สองเตียงน่ะค่ะ(ห้องพัดลม) เลยแยกกันนอน แต่ห้องน้ำในตัวนะคะซึ่งดีมากเลย ก๊อกอาบน้ำเป็นก๊อกผสม อะไรๆก็เก่ามันก็คิดมากไปได้บ้าง แต่เทียบกับราคาแล้วโอเคเลยนะคะ มีคนท้องถิ่น(ชาวเหนือ)มาพักกันเยอะทำให้ไม่น่ากลัวเท่าไร คงจะแนะนำสำหรับ นักท่องเที่ยวเบ็คแพทเกอร์นะคะ ความสะอาดโอเค ความปลอดภัยโอเค ทำเลดี กลางเมืองเลย





ภายในโรงแรมก็สวยงามร่มรื่นดี





ในห้องไม่ได้ถ่ายมาเพราะเรารื้อของไว้รก เลยนำรูปสิ่งของในห้องมาให้ชมกัน เก๋าไม่เก๋า ก็แล้วแต่จะตัดสินกันเองค่ะ









ว่าแล้วก็เดินทางกันต่อ จากสำนักงานททท. เราขับรถไปไหว้อนุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายกันก่อน รอบๆก็มีสวนย่อมจัดไว้สวยงาม ที่นี่เค้าใช้ดอกกระเจียว และดอกบัวสวรรค์ไหว้พ่อขุนฯกันค่ะ สวยมากๆเลย





และเราก็ได้พบกับป้ายนี้ ป้ายรายงานอุณหภูมิค่ะ เรายืนดูแบบงงๆป้ายเสีย หรือเค้าใส่อุณหภูมิถูกต้องรึเปล่า แต่เราก็มั่นใจว่าไม่ผิดแล้วค่ะ อ่า...ดีนะเนี๊ยะที่ไม่ไปภูชี้ฟ้า





นี่ก็สายแล้ว ๑๐.๐๐น. เริ่มหิวแล้วค่ะ เพราะเมื่อเช้าเรากินกาแฟกับซาลาเปาหน้าโรงแรมกันมา มองไปมองมาเมืองเชียงรายวันหยุดนี่ช่างเงียบสงบ ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดค่ะ เลยขับรถย้อนเข้าไปในตัวเมืองอยากกินของพื้นเมืองดูบ้าง มองหาร้านตามข้างๆทาง เลยมาเจอร้านนี้ค่ะ ไม่มีชื่อร้านอยู่ตรงข้ามกับโบสถ์คริตส์ เราไม่รอช้าจอดรถได้ก็เดินไป ส่งยิ้มแล้วสั่งอาหารกันเลย





นี่ค่ะอาหารเมือง "น้ำเงี๊ยว" สั่งเส้นได้ด้วย อันนี้เส้นใหญ่





ส่วนนี่ ขนมจีน ที่เราคุ้นเคย ทานกับถั่วงอกและผักดองอร่อย...





และนี่คือ เมนูชื่อเรียกยากอย่างหนึ่งค่ะ "จ๋อยหย่อ" ที่แท้คือปอเปี๊ยะทอดนี่เอง




อิ่มหนัมกันแล้ว เราก็เดินทางตามป้ายกันต่อเข้าไปในเทศบาล ทั้งๆที่รู้ว่าไปทางถนนใหญ่ง่ายกว่า แต่ไม่...เราต้องแปลกไว้ก่อน ป้ายบอกไปทางนี้ได้ก็ไปได้ลองดู เราจึงได้พบกับ ทุ่งนา สายลม ภูเขาและแสงแดด ระหว่างทางสวยงามมากค่ะ จนคิดว่าหลง...อีกแล้ว แต่ไม่นานที่ๆเราไปถึงก็คือที่นี่ค่ะ



วัดร่องขุ่น







ที่นี่ มีคนเก่งๆถ่ายรูปให้ดูกันเยอะแล้ว แต่ไหนๆก็ลองชมรูปในแบบของเราดูบ้างนะคะ



แต่ว่ามุมนี้เป็น มุมยอดนิยม



จากวัดร่องขุ่น เรากลับทางถนนใหญ่เข้าไปทางเมืองเชียงรายอีกครั้งเพื่อไปเดินเล่นที่นี่ค่ะ



ไร่แม่ฟ้าหลวง



ที่นี่ปิดวันจันทร์นะคะ ใครอยากมาก็วางแผนกันดีๆก่อนค่ะ



ที่นี่ ก็เงียบมา..ก เดินไปเดินมามีแต่เราสองคนค่ะ



ตอนนี้มีงานแสดงศิลปะด้วยค่ะ ที่นี่เป็นสวนป่ากว้างขวาง และมีส่วนที่เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ และวัฒนธรรมพื้นบ้านอยู่ด้วย
ค่าเข้าชมคนละ ๑๕๐ บาท



พอบ่ายๆ เราก็ออกจากตัวเมืองเชียงรายมุ่งหน้าไปทาง อ.แม่จัน อยากจะไปอีกหลายที่แต่ไม่รู้จะทันมั้ย แล้วเราต้องเผื่อเวลาไปตระเวนหาที่พักอีก ไม่อยากเหมือนเมื่อวาน เราจะไปไหนอย่างไรต่อติดตามไปตอน(2)นะคะ




 

Create Date : 22 สิงหาคม 2552    
Last Update : 23 สิงหาคม 2552 16:27:25 น.
Counter : 4864 Pageviews.  


Guly & The girl
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ช่วงนี้จะห่างหายไปหน่อยนะคะ เพราะไปเที่ยวไม่ได้เศรษฐกิจไม่ดีค่ะ ช่วงนี้งานก็ยุ่งด้วยเลยไม่มีอะไรมาโม้ในบล๊อก แต่ก็จะไปแจมๆตามกระทู้ต่างๆอยู่นะคะ
Friends' blogs
[Add Guly & The girl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.