ホームページ...    หน้าหลัก...   Home page...
Group Blog
 
All blogs
 

คาราวาน'บ้านไม่บานที่ไม่กลัว'น้ำท่วม'



'คาราวาน'บ้านไม่บานที่ไม่กลัว'น้ำท่วม':คนรักบ้าน
ผมขอสารภาพตามตรงครับ ว่ายิ่งได้รับข่าวสารเกี่ยวกับ “น้ำท่วม” มากเท่าไร จิตใจยิ่งหดหู่มากขึ้นเท่านั้น และยังมีโอกาสเดินทางไปยังหลายพื้นที่ที่ประสบกับภัย “น้ำท่วม” ทำให้มีโอกาสสัมผัสกับบรรยากาศจริง โดยเฉพาะการเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมทั้งการให้ความรู้ผ่านสื่อแขนงต่างๆ พอได้เผชิญกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ก็ยิ่งทำให้เกิดความรู้สึกอ่อนล้าในทางอารมณ์ จนกระทั่งได้ทบทวน “ศาสตร์ของพระราชา” ที่ว่าด้วย “วิถีแห่งความพอเพียง” และพอได้อ่านบทพระราชนิพนธ์ “พระมหาชนก” ยิ่งทำให้มีกำลังใจฮึดสู้ขึ้นอีกครั้ง





เป็นเรื่องน่าแปลกนะครับจากคำสอนของ “พ่อหลวง” “พ่อหลวง” ทำให้ผมรู้สึกว่าใน “วิกฤติ” ย่อมมี “โอกาส” เสมอ ซึ่งวิกฤติ “น้ำท่วม” ครั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้สังคมไทยได้เรียนรู้ว่า เราได้พัฒนาเศรษฐกิจสังคมมาผิดทาง เลยเป็นผลให้โครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคมนั้น เปราะบางเป็นอย่างยิ่ง อาจถึงเวลาแล้วที่จะ “แน่วแน่แก้ไขในสิ่งผิด” ในอดีตที่ผ่านมาแล้วก็ให้ผ่านไป จะขอไม่ทำผิดพลาดซ้ำอีกในอนาคตครับ

นับตั้งแต่น้ำเริ่มท่วมเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ผมได้ตั้ง “คณะอาสาฯ” ของทีมงาน “บ้านไม่บาน” อันประกอบด้วย สถาปนิก, วิศวกร, นักวางผัง ฯลฯ เพื่อทำการศึกษาเรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์ “น้ำท่วม” อย่างเป็นระบบ โดยตั้งสมมติฐานว่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะ ปรับปรุง ดัดแปลงอาคารบ้านเรือน ที่กำลังจมน้ำอยู่ให้สามารถประคองตัว “ให้อยู่รอดปลอดภัย” ตลอดจนศึกษาหา วิธีในการซ่อม+สร้างขึ้นใหม่ ให้เป็น “อาคารบ้านเรือนที่ไม่บาน” ในรูปแบบใหม่ที่ไม่กลัวน้ำทั้งยังสามารถอยู่ร่วมกับ “น้ำท่วม” ได้อย่างทระนงองอาจ




เลยตั้งโจทย์ว่าหากเกิด “น้ำท่วม” อีกในปีหน้าเราจะแสวงหาแนวทางและวิธีที่จะอยู่ร่วมกับ “น้ำที่หลากท่วม” อย่างมีความสุขตามอรรถภาพไปอย่างน้อย 2-3 เดือนได้อย่างไร แต่จะว่าไปตอนเริ่มแรกก็นับว่าเป็นโจทย์ที่ยากมากครับ แต่พอหลังจากได้ศึกษาลึกลงไปก็พบว่าพอที่จะมีความเป็นไปได้ที่จะปรับปรุง ดัดแปลงและซ่อม สร้าง รวมทั้งเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตแบบ “พอเพียง” อยู่ในช่วง “น้ำท่วม” อย่างมี “เกียรติ” และมี “ศักดิ์ศรี” ไม่ต้องรอคอย “ถุงยังชีพ” จากใคร

โจทย์ของผมที่ตั้งไว้มี 4 ข้อใหญ่ ดังนี้ ข้อ 1. ศึกษาความเป็นไปได้ที่จะป้องกันน้ำที่ท่วมหลาก เพื่อก่อให้เกิดความเสียหายแก่อาคารบ้านเรือนน้อยที่สุด

ข้อ 2.ศึกษาแนวทางในการปรับตัวเมื่อเกิดสภาวะน้ำท่วม

ข้อ 3.ศึกษาแนวทางการปรับปรุง ซ่อมแซม ประยุกต์ ดัดแปลง อาคารบ้านเรือนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วม


ข้อ 4.ศึกษาแนวทางในการก่อสร้างอาคารบ้านเรือนขึ้นมาใหม่ในรูปแบบต่างๆ ภายหลังน้ำลด ซึ่งผมจะนำเสนอรูปแบบที่เหมาะสม เรียบง่าย งามง่าย สร้างง่าย อีกทั้งสวยงามและมีราคาประหยัด ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรมในแขนงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อันประกอบด้วยวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกล ฯลฯ ตลอดไปจนแนวทางในการวางผังที่ถูกต้อง


โดยหวังไว้ว่าในปีหน้าเมื่อเกิด “น้ำท่วม” หลากอีกก็คงจะไม่หนักหนาสาหัสดังเช่นในปัจจุบันนี้ รวมทั้งเป็นการสอนให้ สังคมไทยเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับ “น้ำท่วม” อย่างน้อย 2-3 เดือน โดยจะขอใช้ชีวิตแบบ “พอเพียง” ยืนบนขาตนเองโดยจะขอความช่วยเหลือจากภายนอกให้น้อยที่สุด และในทางกลับกันจะขอปวารณาตัวให้เป็นที่พึ่งของผู้อื่นให้มากที่สุด

เป็นข่าวดีครับสำหรับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” ที่กำลังประสบภัยจาก “น้ำท่วม” ทั่วประเทศโดยผมจะร่วมมือกับ “หนังสือพิมพ์คมชัดลึก” และ “สถานีโทรทัศน์เนชั่นแชลแนล” และ “สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ครีเอทีฟลีฟวิ่ง” ที่ “พิษณุโลก” โดยร่วมมือกับ “กันตนากรุ๊ป” และอีกหลากหลายหน่วยงานโดยเฉพาะ “คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์” และ “คณะวิศวกรรมศาสตร์” ของหลายสถาบันจัดทำเป็น “คณะอาสาฯ” ทำการเดินสายบรรยายแบบกอง “คาราวาน” ให้ความรู้เกี่ยวกับ การเตรียมการป้องกันตลอดจนการซ่อม สร้าง บ้านในสภาวะวิกฤติ “น้ำท่วม” โดยจะเริ่มเดินสายบรรยายแต่ต้นเดือน “พฤศจิกายน” เป็นต้นไป

ผมจะเดินทางไปเยี่ยมตาม “ศูนย์อพยพ” ผู้ประสบภัย “น้ำท่วม” ในที่ต่างๆ เพื่อให้ความรู้เป็น “วิทยาทาน” พอหลังน้ำลดกลับบ้านคราวนี้มาซ่อม สร้างบ้านกันใหม่อย่างไรให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ โดยตั้งเป้าไว้ว่าหากน้ำท่วมอีกในปีหน้าก็ไม่ต้องตกอยู่ในสภาวะ “บ้านแตกสาแหรกขาด” ต้องหลบหนีภัยทิ้งบ้านกันไปอยู่ใน “ศูนย์อพยพ” ให้ยากลำบากอีก ซึ่งมีโปรแกรมจัดเดินสายบรรยาย เริ่มจาก“พิษณุโลก” เรื่อยลงมาตามกระแสน้ำ ที่ “นครสวรรค์” “ชัยนาท”, “อยุธยา”, “อ่างทอง”, “นครปฐม”, “ปทุมธานี”, “กรุงเทพ” ฯลฯ ผมเชื่อว่าความรู้ที่ท่านได้รับจากการบรรยายของผมในครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งครับ

ดังนั้น หากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนใดที่ต้องการให้กอง “คาราวาน” ของผมไปบรรยายก็สามารถติดต่อมาได้ที่ ดร.ภัทรพล เวทยสุภรณ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ กรุงเทพฯ 10200 ซึ่งนอกจากการบรรยายแล้วยังจะมีกิจกรรมที่หลากหลายมากครับ รวมไปถึงการแสดงนิทรรศการ “บ้านไม่บาน” ต้านภัยธรรมชาติ รวมทั้งมีการแจก “วีซีดี” ในการสร้างบ้านเพื่อต้านภัย “น้ำท่วม” อีกทั้งยังมีการแจกแบบ “บ้านไม่บาน” ที่ไม่กลัว “น้ำท่วม” ให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมฟังการบรรยายโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแต่ประการใด นอกจากนั้นยังมีการให้ความรู้เกี่ยวกับการเตรียมการ ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อม สร้างบ้านหลัง “น้ำท่วม” ซึ่งก็น่าจะเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่งครับ

เสียดายครับพื้นที่มีจำนวนจำกัดเอาไว้อีกสองสัปดาห์มาชมแบบ “บ้านไม่บาน” ที่ต้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ผมเตรียมไว้หลายรูปแบบ ที่เชื่อว่าสามารถสู้กับภัย “น้ำท่วม” ในครั้งหน้าได้โดยไม่ลำบากยากเย็นแต่ประการใด สำหรับสัปดาห์นี้ชมรูปแบบ “บ้านไม่บาน” ที่ไม่กลัว “น้ำท่วม” ในรูปแบบแรก ซึ่งเริ่มจากบ้านที่ “น้ำท่วม” น้อย ยกใต้ถุนสูง 90-150 เซนติเมตร และบ้าน “น้ำท่วม” มากที่ผ่านกระบวนการยกเสาชั้นล่างสูง 2.80-3.50 เมตร ซึ่งในทางวิศวกรรมสามารถที่จะ “ดีดบ้าน” ให้สูงหนีน้ำได้ แต่ต้องทำโดยอาศัย “ความรู้” ไม่ใช่ “ความรู้สึก” อย่างเด็ดขาดครับ และรูปแบบ “บ้านไม่บาน” เมื่อยามน้ำท่วมหลาก เพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจไปพลางๆ ก่อน สำหรับท่านที่สนใจก็สามารถดูข้อมูลย้อนหลังรวมทั้งแบบ “บ้านไม่บาน” ที่สามารถต้านภัย “น้ำท่วม” ได้ที่ “เว็บไซต์” ยอดฮิตของชาว “คนรักบ้าน” http://www.homeloverthai.com แล้วพบกันครับ

credit :  http://www.komchadluek.net
คาราวาน'บ้านไม่บานที่ไม่กลัว'น้ำท่วม'




 

Create Date : 01 พฤศจิกายน 2554    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2554 22:23:41 น.  

บ้านไม่กลัวน้ำ(ท่วม) “บ้านไม่บาน” ที่ไม่กลัวน้ำ(ท่วม)



บ้านไม่กลัวน้ำ(ท่วม) :บ้านไม่บ้านกับอ.เชี่ยว

สวัสดีครับแฟนๆ ชาว “คนรักบ้าน” สืบเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว ก็เป็นที่สนอกสนใจของคนทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาว “คนรักบ้าน” ที่อยู่อาศัยในบริเวณภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคกลาง รวม 29 จังหวัด 274 อำเภอ บริเวณพื้นที่กว่า 1.8 ล้านไร่ ที่เป็นผลให้กว่า 935,000 ครอบครัว หากคิดเป็นจำนวนคนก็หลายล้านคน ที่กำลังประสบกับ “อุทกภัย” น้ำท่วมอย่างหนักหนาสาหัสกันอยู่ในหลายพื้นที่ ก็เป็นอุทาหรณ์สอนใจครับว่าสังคมไทยในปัจจุบันเวลาที่จะประกอบกิจการงานใดมักจะทำกันไปแบบ “ผักชีโรยหน้า” ในลักษณะ “สุกเอาเผากิน” อีกทั้งยังเป็นการทำงานแบบ “วัวหายแล้วล้อมคอก” เสมอ ทำให้เป็นการแก้ปัญหาแบบไม่ “บูรณาการ” ทั้งยังเป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ประเภท “เกาไม่ถูกที่คัน”



ครั้งหนึ่งในชีวิตผมก็ได้มีโอกาสไปร่ำเรียนอยู่เมืองนอกเมืองนาที่ “คิงส์คอลเลจ” มหาวิทยาลัย “อะเบอร์ดีน” ประเทศ “อังกฤษ” ซึ่งจัดว่าเป็นสถาบันการศึกษาที่มีอายุเก่าแก่แห่งหนึ่ง เพราะได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1495 จึงถือได้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยประเภท ส.ว. (สูงวัย) โดยแท้จริง หากเทียบกับช่วงประวัติศาสตร์ของบ้านเราคงจะอยู่ราวๆ ปลายสมัย “สุโขทัย” รอยต่อสมัย “อยุธยา” ที่ “คิงส์คอลเลจ” ผมมีโอกาสเรียนรู้ทฤษฎีต่างๆ กับ “โปรเฟสเซอร์” ที่เชี่ยวชาญในศาสตร์เกี่ยวกับ “Urban Planning” และ “Regional Planning” หากแปลเป็นไทยแบบตรงตัว คือ “การวางผังเมืองและการวางผังภาค” ซึ่งจัดได้ว่าเป็นกระบวนการศึกษาแบบ “บูรณาการ” ในหลาก “มิติ” เกี่ยวกับ “การบริหารจัดการทรัพยากร” ที่มีอยู่อย่างรู้เท่าทัน

ในกระบวนการเรียนรู้ดังกล่าวผมได้มีโอกาสวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในหลากหลายประเด็นตั้งแต่ประเทศ “ไทย” จำเป็นต้องเปิดประเทศในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 4 และต่อเนื่องมาในสมัยล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเซ็นสนธิสัญญา “เบาว์ริง” (Bowring Treaty) ในพ.ศ. 2398 กับประเทศ “อังกฤษ” ถือได้ว่าเป็นการเปิดเสรีทางการค้ายุคแรกๆ ตลอดมาจนถึงการได้เริ่มใช้ “แผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 1” กว่า 50 ปีล่วงแล้ว โดยศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ตลอดจน “IMF” และ “WORLD BANK” เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ (จะเห็นได้ว่าประเทศไทยได้ถูกแทรกแซงโดยสถาบันการเงินระดับโลกมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว)

ในสมัยนั้นนายกรัฐมนตรีคือ พณ.จอมพลสกฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผลจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ฉบับที่ 1 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ได้ก่อให้เกิดแนวทางทั้งความคิดและการปฏิบัติของทุกภาคส่วนในสังคม อีกทั้งยังได้มีแนวทางในการพัฒนาประเทศก้าวสู่ความ “ทันสมัย” เลียนแบบฝรั่ง ทำให้ระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดจนโครงสร้างของการใช้ทรัพยากรของประเทศเปลี่ยนแปลงไป ดังจะเห็นได้จากมีการก่อสร้างปรับปรุงถนนหนทาง, สร้างเขื่อนกักเก็บน้ำ และผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อที่จะรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ “ทุนนิยม” เต็มรูป แบบก้าวกระโดด รวมถึงการสร้างสนามบินสร้างท่าเรือน้ำลึก การสร้างโครงข่ายการคมนาคมเป็นถนนหนทาง แทนที่การขนส่งทางน้ำ กับทางรถไฟ ที่เคยปฏิบัติกันมานานนับร้อยปี

นอกจากนี้ ยังได้สร้าง “คำขวัญ” (ซึ่งสำหรับผมแล้วเป็น “คำขู่ขวัญ” ที่น่าสะพรึงกลัว เป็นที่สุด) คือ “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” ก็เลยทำให้คนไทยทุกคนตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันในสมองคิดถึงแต่เรื่องการหาเงินให้ได้มากที่สุด มุ่งแต่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลัก คิดเพียงแค่ว่าจะผลิตอะไรเพื่อจะส่งออกไปขายในตลาดโลก มุ่งแต่เพียงอัตราการเจริญเติบโตของตัวเลข “จีดีพี” ในแต่ละปีจะสูงขึ้นเท่าไร ผลก็เป็นดังที่เห็นในปัจจุบันนี้แหละครับ

ทรัพยากรธรรมชาติถูกใช้อย่างไร้จิตสำนึก ป่าไม้ถูกทำลาย, ภูเขาถูกระเบิด, เครือข่ายแม่น้ำลำคลองซึ่งเป็นระบบการขนส่งที่ถูกที่สุดและยังเป็นระบบการระบายน้ำและชลประทานที่ดีที่สุดทางธรรมชาติก็ตื้นเขิน ระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยก็มุ่งสู่ลัทธิ “บริโภคนิยม” ที่ถูกขับเคลื่อนโดยระบบ “ทุนนิยม” เต็มรูป มุ่งแต่การทำงานหาเงิน และยกย่องเชิดชูคนที่ร่ำรวยมั่งคั่ง โดยไม่สนใจว่าเงินนั้นจะมาจากที่ใด

นอกจากนี้ สังคมไทยยังถูกครอบให้หวาดกลัวความ “ไม่ทันสมัย” ทำให้เกิด “ความอยากเป็นเหมือนอย่างเขา หวาดกลัวที่จะเป็นเหมือนอย่างเรา” เป็นผลให้บรรดา “ของดี มีอยู่” ถูกมองข้าม ถูกดูหมิ่น ถูกดูแคลน บรรดา “ภูมิปัญญา” เก่าๆ เคยทำหน้าที่เป็น “ภูมิคุ้มกัน” ที่ยังใช้ได้ดีและยังเป็นประโยชน์ กลับกลายเป็นสิ่งล้าสมัย ก็เลยเป็นผลให้เกิดสภาวะ “ภูมิคุ้มกันสังคมบกพร่อง” ในทุก “มิติ” เป็นผลให้วิถีชีวิตของ “การกินการอยู่แบบไทย” สับสนวุ่นวายจับต้นชนปลายกันไม่ถูกไปหมด เกิดปัญหามากมายดังเช่นในปัจจุบัน

จากปรากฏการณ์ “อุทกภัย” น้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปีก็เป็นเครื่องชี้วัดที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าอาจจะถึงเวลาที่เราจำเป็นต้องเริ่มคิดทบทวนกันใหม่ตั้งแต่เดี๋ยวนี้ หากศึกษา “ภูมิปัญญา” ของบรรพบุรุษจะพบว่า บ้านไทยหรือเรือนไทยแต่โบราณ ไม่ว่าจะอยู่ในภูมิภาคใดก็ล้วนแล้วแต่ยกพื้นสูง เพราะสภาพทางภูมิอากาศที่ร้อนชื้น มีฝนตกชุกอีกทั้งยังมีฤดูน้ำหลากท่วมทุกปี ก็ไม่ใช่เพราะอยากอยู่ “ทันสมัย” แบบฝรั่ง อยากเป็นแบบฝรั่ง อยากมีจมูกโด่งแบบฝรั่ง อยากมีสีผมแบบฝรั่ง อยากกินอาหารแบบฝรั่ง อยากพูดภาษาไทยคำฝรั่งคำ ฯลฯ ก็ไม่ใช่เพราะ “วิถีการดำรงชีวิต” แบบ “ผิดเพี้ยน” นี้หรือครับที่ทำให้เกิดปัญหาทับถม หมักหมมกันจนตามแก้กันไม่ทัน ก็ยังไม่สายหรอกครับที่จะกลับตัวกลับใจ กลับความคิด

มาถึงตอนนี้ผมก็นึกถึงคำสอนของ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ในช่วงที่ผมได้มีโอกาสทำงานกับมูลนิธิชัยพัฒนา ที่ท่านเคยกล่าวว่า “อย่าอายที่จะถอยหลังเข้าคลอง” เพราะเมื่อเรารู้ดีว่า “ปากคลอง” นั้นเต็มไปด้วยกระแสน้ำวนที่เชี่ยวกราก อีกทั้งเต็มไปด้วยเกาะ แก่ง หิน โสโครก หากยังขืนดื้อดึงแล่นเรือออกไปจะเป็นอันตรายใหญ่หลวง มีหวังได้ล่มจมไปทั้งลำเรือเป็นแน่ ดังนั้น เมื่อ “รู้เช่นเห็นชาติ” เช่นนี้ก็อย่าอายเลยครับที่ใครจะบอกว่าเราต้อง “ถอยหลังเข้าคลอง” ไม่ต้องกลัวว่าจะ “ไม่ทันสมัย” รีบคัดท้ายเรือกลับสู่คลอง ที่มีน้ำใสไหลเย็น เห็นตัวปลา ว่าย แหวกไปมาอยู่ไหวๆ เป็นชายคลองที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยอาหารการกินที่บริบูรณ์ กลับไปใช้ชีวิตตาม “ศาสตร์พระราชา” ที่ว่าด้วยความ “พอเพียง” อันจะนำมาซึ่งความ “สมดุล” ของ “ประโยชน์” และ “ความสุข” ครับ

เอาไว้ต่อตอนสุดท้ายของ “บ้านไม่บาน” ที่ไม่กลัวน้ำ(ท่วม) กันในสัปดาห์หน้า โดยผมจะนำเสนอแนวคิดอันเป็นหลักสำคัญ 6 ประการ ที่จะนำไปสู่การออกแบบ “อาคารบ้านเรือนไม่บาน” อย่างไรที่ไม่กลัวน้ำ (ท่วม) สำหรับแฟน ๆ ที่ต้องการติดตามข้อมูลย้อนหลังหรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ เว็บไซต์ยอดฮิตของชาว “คนรักบ้าน” http://www.homeloverthai.com แล้วพบกับสาระน่ารู้กันได้ใหม่ในสัปดาห์หน้าครับ สวัสดีครับ

credit :  http://www.komchadluek.net/
บ้านไม่กลัวน้ำ(ท่วม) “บ้านไม่บาน” ที่ไม่กลัวน้ำ(ท่วม)




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2554    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2554 14:52:54 น.  

บ้านไม้ปลูกอยู่ใกล้แม่น้ำแบบออกมาเหมาะฤดูน้ำหลาก



แบบบ้านหลังนี้ทำให้คิดถึงเมืองไทยในขณะนี้ .. ยกเสาบ้านสุงแบบสมัยก่อน

ใต้ถุนบ้านใช้เป็นที่เก็บเรือ ... น้ำมาก็ลากเรือออกมาใช้แทนรถ... น้ำลดก็เก็บเรือเข้าถุนบ้าน


เป็นแบบบ้านที่สร้างด้วยไม้ล้วนๆ เว้นแต่ส่วนล่างใช้ซีเมนต์และเหล็ก ....เห็นแบบทำให้คิดถึงคุณพ่อ..

ท่านเป็นช่างรับเหมาก่อสร้าง .. เดี๋ยวนี้ทำไม่ไหวแล้ว เพราะชรา ..บ้านที่อาศัยอยู่ปัจจุบัน

จำได้ว่าท่านทำเสร็จส่วนหนึ่งก็ขนย้ายลูกๆเข้าอยู่เลย ... หลังเก่าก็เป็นไม้ล้วนๆนั้นก็ฝีมือคุณพ่อเราอีกเช่นกัน

เฮ้อกำลังจะออกทะเลอีกแล้ว....งั้นขอเชิญทุกท่านชมแบบบ้านดีกว่า..ขอบคุณทุกท่านมากๆขอรับ






















credit :  http://freshome.com/
บ้านไม้ปลูกอยู่ใกล้แม่น้ำแบบออกมาเหมาะฤดูน้ำหลาก




 

Create Date : 30 ตุลาคม 2554    
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2554 12:09:51 น.  

ไอเดียเจ๋ง..บ้านลอยน้ำ ลดเสี่ยงน้ำท่วม



หมู่บ้านลอยน้ำ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ต้นแบบของการสร้างบ้านที่มีไอเดียสุดเจ๋ง เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วม ประเทศไทยลองทำบ้างก็น่าจะดีเหมือนกัน..

ใครที่คิดจะสร้างบ้านติดแม่น้ำ และมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดน้ำท่วม อาจต้องดูเป็นตัวอย่าง เพราะที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขามีไอเดียดีๆ สำหรับการอยู่กับน้ำที่ทั้งปลอดภัย และลดความเสี่ยงที่น้ำจะท่วมบ้าน ที่จะทำให้เกิดความโกลาหล ขนข้าวของไปอยู่ศูนย์อพยพ และทรัพย์สินเสียหายได้ ซึ่งหมู่บ้านแห่งนี้เลือกที่จะปรับที่พักอาศัยให้สอดคล้องกับธรรมชาติมากกว่า



หมู่บ้านลอยน้ำในเมือง Massbommel ประเทศเนเธอร์แลนด์
แห่งนี้เกิดขึ้นมานานกว่า 16 ปีแล้ว หลังจากบริเวณเขต แม่น้ำ Meuse แห่งนี้มีน้ำขึ้นสูง จนท่วมเข้าบ้านของประชาชน ต่อมาทั้งนักวิชาการ, สถาปนิกของที่นั่น จึงผุดไอเดียสร้าง บ้านลอยน้ำ แทนที่จะสร้างบนพื้นดิน เพราะถึงแม้จะซ่อมแซม และสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ ยังไงก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ซ้ำอยู่ดี



ทั้งนี้บ้านลอยน้ำนั้น ออกแบบให้มีลักษณะสอดคล้องกับธรรมชาติ เลือกใช้วัสดุที่สามารถลอยน้ำได้
อีกทั้งรูปทรงก็ยังสวยงาม ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป เมื่อน้ำขึ้นสูงตัวบ้านก็จะลอยขึ้นเหนือผิวน้ำ ชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จึงมีความวิตกกังวลน้อยลง เพราะไม่ต้องกลัวว่าน้ำจะท่วมบ้านอีก

เห็นแบบนี้แล้ว ก็ได้สัจธรรมมาให้คิดต่ออีก 1 อย่าง ว่า จริงๆ แล้วมนุษย์นี่แหละที่ชอบใช้ชีวิตขัดกับธรรมชาติมาตลอด หากยอมปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติบ้าง ทั้งสองฝ่ายก็คงไม่ต้องเดือดร้อนเหมือนที่เป็นอยู่ ณ วันนี้


credit :  http://www.thairath.co.th/content/life/212547
ไอเดียเจ๋ง..บ้านลอยน้ำ ลดเสี่ยงน้ำท่วม




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2554    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2554 14:44:35 น.  

วิภาวดี-พหลโยธิน ระดับน้ำเพิ่มสูง50ซม.–1เมตร



ทหารต้องเร่งช่วยเหลือนำรถเข้าไปอพยพคนออกจากพื้นที่
เมื่อวันที่ 28 ต.ค. มีรายงานว่า ระดับน้ำบนถนนวิภาวดีรังสิต ยังคงท่วมสูงประมาณ 1 เมตร


ตั้งแต่ห้างฯเซียร์รังสิต เรื่อยมาถึงฐานทัพอากาศดอนเมือง ท่าอากาศยานกรุงเทพฯ อาคารคลังสินค้า
จนกระทั่งมาถึงบริเวณหน้าร้านเจ๊เล้งดอนเมือง รถเก๋ง รถปิกอัพสัญจรผ่านไม่ได้ ประชาชนต้องใช้เรือในการเดินทางอย่างยากลำบาก เช่นเดียวกับ ถนนพหลโยธิน ตั้งแต่หน้าสนามกีฬาธูปะเตมีย์ เรื่อยมาถึงโรงเรียนนายเรืออากาศ และโรงพยาบาลภูมิพล มีระดับน้ำสูงประมาณ 50 ซม.-1 เมตร ทหารต้องนำรถยนต์เข้าไปช่วยอพยพประชาชนออกจากพื้นที่


credit :  http://www.dailynews.co.th/
วิภาวดี-พหลโยธิน ระดับน้ำเพิ่มสูง50ซม.–1เมตร




 

Create Date : 29 ตุลาคม 2554    
Last Update : 9 พฤศจิกายน 2554 14:41:51 น.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  
ขุนเพชรขุนราม
Location :
Western United States

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 68 คน [?]





"ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ส่งผล
คนพาลสำคัญบาปเหมือนน้ำผึ้ง
เมื่อใดบาปให้ผล คนพาลย่อมเข้าถึงทุกข์เมื่อนั้น"
ขุ.ธ. 25/15/24
เวลา 4.57PM :sat,Mar 29,2557




BlogGang Popular Award # 9


BlogGang Popular Award # 10



Friends' blogs
[Add ขุนเพชรขุนราม's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.