The GazettE J-Rock Visualkei ~~~ รักกี้ หลงอุ๊ บูชา The GazettE
Group Blog
 
All blogs
 

เที่ยวกุ้ยหลินวันที่ 5 ถ้ำทะลุ เจดีย์เงิน-เจดีย์ทอง ถนนคนเดิน โชว์ Dream Like Lijiang

วันที่ห้าของการเดินทาง

ตื่นตอนเช้า วันนี้เหมือนพี่หลีรู้ว่าน้องคงยังไม่ได้สติ พี่หลีเลยอาบน้ำก่อน อิฟางก็นั่งระลึกชาติอยู่บนเตียงสักพัก หันไปมองที่นอน ลืมกอดหมอน - - ดีที่มึนจึงนอนหลับ เพราะติดหมอนข้างอย่างรุ่นแรงอ่ะนะ พี่หลีออกมาจากห้องน้ำอินี่ก็เดินเข้าไปอาบต่อ พอจะถอดเสื้อถึงได้รู้ความจริงว่า

เมื่อคืนกุใส่เสื้อกลับตะเข็บนอนทั้งคืน - -“ เอ่อ....หรือว่าจะไม่ใช่มึนธรรมดา งานนี้น่าจะเรียกว่าเมาได้แล้วนะ แหม...อย่างน้อยก็ตื่น 6 โมงเช้าละน่า อาบน้ำเสร็จก็แพ็กกระเป๋าไปวางไว้นอกห้อง รอพี่เบลมายก ส่วนอิฟางก็ซดโอวัลตินร้อนๆ ให้สดใส เพราะถ้าไม่ได้อะไรร้อนๆ กุกลับคารถแหง จากนั้นพาสมาชิกเดินทางกลับเมืองกุ้ยหลิน

ชาวเราบ่นว่าร้อนๆ กันมาหลายวัน วันสุดท้ายนี้แหละหนาวกันสะใจ รู้สึกจะ 13 องศาพะย่ะค่ะ หึหึ เสื้อแขนยาว ผ้าพันคอ เสื้อกันหนาว ใครมีอะไรก็งัดออกมาซะ อิฟางก็จัดเต็ม เสื้อ 3 ชั้น ผ้าพันคอ อุ่นมาก ชาวต่างชาติที่ไปเที่ยวบริเวณนั้น และคนจีนบางคนก็มอง แต่กุแคร์ไหม ไม่อ่ะ กุหนาวอ่ะ

ระหว่างทางแวะร้านผ้าเยื่อไผ่ ฟังบรรยายสรรพคุณและให้สมาชิกเลือกซื้อสินค้าตามอัธยาศัย ก่อนจะเดินทางถึงกุ้ยหลิน ไปสวนชวนซานชมถ้ำทะลุ งานนี้ทางสั้นๆ เดินแค่ประมาณ 35-40 กว่านาทีก็ออกแล้ว แต่ว่าตรงช่วงไหนที่เดินผ่านไปแล้วเค้าจะปิดไฟภายในถ้ำ ข้างหลังน่ากลัวมาก หินงอกหินย้อยในถ้ำนี้ก็สวยงาม อิฟางถ่ายรูปมาเยอะพอสมควร แต่ว่า มือสั่นมากอ่ะ ชอบกล้องหนักๆ มากกว่า ไปเที่ยวนี้ถ่ายสั่นเกือบทุกรูป มีสัก 5% ที่ออกมาไม่สั่น นอกนั้น 95% สั่นหมด -*- อะไรเนี่ย

จากนั้นก็ทานอาหารกลางวัน แวะร้านบัวหิมะ นี่ละไฮไลท์ร้านช้อปปิ้งรัฐบาลที่ชาวเราเฝ้ารอ เพราะเป็นยาที่มีชื่อเสียงมาก แช่เท้า นวดเท้า ซื้อของกันจนพอใจ ก็พาไปถ่ายรูปกับเจดีย์เงิน เจดีย์ทอง ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับถนนคนเดิน และถนนใต้ดินซึ่งเป็นแหล่งช้อปปิ้งสินค้าวัยรุ่นเลยละ บอกว่าที่เจดีย์มันติดน้ำ หนาวม๊ากกกก ลมพัดทียะเยือกสุดๆ อ่ะ

และที่นี่เองที่กุได้รู้ความหมายของ ไอ้สัญลักษณ์ โอเค ของกุ ว่ามันคือ จำนวนเลข 3 ภาษามือของชาวจีนเค้าละ

1 ชูนิ้วชี้
2 ชูนิ้วชี้กับนิ้วกลาง
3 เก็บนิ้วชี้กับนิ้วโป้ง ปล่อยนิ้วกลาง นาง ก้อย ออกมา โอเค...นั่นแหละ - - (บ้านเราจะเก็บนิ้วโป้งกับนิ้วก้อยใช่ไหมล่ะ)
4 ก็เก็บนิ้วโป้งเข้าไป เหลือ 4 นิ้วชูขึ้นมา
5 ก็กางไปเลย 5 นิ้ว
6 คาราบาวแดง มะช่าย ชูนิ้วโป้งกับนิ้วก้อย หดนิ้วขี้ กลาง นาง ลงไป หรือก็คาราบาวแดงอย่างว่านั่นแหละ
7 น่าจะเคยทำกัน แบบนิ้วโป้ง กับนิ้วชี้ที่เคยเอามาแอ๊คไว้ใต้คาง ทำเท่ถ่ายรูปน่ะ แต่เราใช้คว่ำลงนะ มันจะกลายเป็นเลข 7
8 นี่ก็ไม่ยาก ท่าเดิมจาก 7 แต่หงายขึ้น (เค้าทำไมเข้าใจว่าเป้น 8 ก็งงเหมือนกัน แต่เอาเถอะ ยังไงมันก็คือ 8)
9 กำมือ ชูนิ้วชี้ขึ้นมา และงอนิ้วลงให้มันงอๆ แทนเลข 9 ละ
10 นี่ใช้ นิ้วชี้ทั้งสองข้าง มาทำเครื่องหมายบวกกัน นั่นคือ 10

ทั้งหมดนี่ไกด์ท้องถิ่นสอนมา เพื่อเอาไว้ใช้เวลาซื้อของ ต่อราคาของ -*- คุณพี่สมุทรครับ แล้วทำไมไม่สอนตั้งแต่วันแรก นี่มันวันสุดท้ายแล้ววววว

ปล่อยซื้อของตามอัธยาศัย นัดเจอกันอีกที 18.00 น. ขอซึ่งอิฟางไปเดินกับพี่หลีก่อน จากนั้นด้วยความอยากไปถนนใต้ดิน แต่พี่หลีไม่ไปแล้ว เลยขอไปคนเดียว พี่เค้าก็ว่ากลัวจะหลง แต่อิฟางสัญญาเป็นมั่นเหมาะว่า ถึงจะหลงแต่ก็จะกลับมาให้ทัน 18.00 น. แน่นอน พี่เค้าก็บอกทาง และอินี่ก็จ้ำไป มีเวลา 1 ชั่วโมงเพื่อตามล่ารองเท้า ลองทายกันดูสิ จะได้กลับมาไหม หึหึ

อยากจะบอกว่าของราคาถูกกว่าที่เมืองไทยพอสมควร(คุณภาพก็....ว่ากันอีกเรื่อง ดูดีๆ ละกัน) ซึ่งถ้าขาช้อปไปนี่ อาจจะซื้อจนไม่มีกระเป๋าขนกลับอ่ะ

อินี่ก็เข้าไป พูดก็ไม่ได้ เปรี้ยวอีก..เดินคนเดียวคร่า - - บางอย่างที่มีป้ายบอกก็ชี้ไปที่ป้ายและมองหน้าแม่ค้า แม่ค้าก็พยักหน้าแล้วยิ้มให้ กุไม่พูดอะไร ไม่ถามอะไร(เพราะกุพูดไม่ได้) ยิ้มให้อย่างเดียว และก็นั่งลองสวมรองเท้า ทีนี้แหละติดปัญหา ไปลองรองเท้าผ้าใบ ซึ่งกุอยากได้ไซส์ 36 แล้วจะบอกยังไง แม่ค้ามองหน้ายิ้มให้แล้วหยิบเครื่องคิดเลขมาตรงหน้ากุ แล้วก็ทำภาษามือพร้อมกับพูดภาษาจีนของแกนั่นแหละ แต่เข้าใจได้ว่า จะเอาไซส์ใหญ่กว่านี้ หรือเล็กกว่านี้ ให้กดเลขมา อินี่ก็อ๋อ....ยิ้มและกดเลข 36 แม่ค้าใจดีพยักหน้าหงึกๆ และเดินไปหารองเท้าให้กุ

ส่วนลูกค้าชาวจีนสองคนเป็นแฟนกันก็มองกุแล้วนินทา ประมาณว่าอินี่มันมาจากไหน กุฟังไม่รู้เรื่องจริง แต่กุเซนส์ดีนะเฟ๊ย เลยหันไปยิ้มให้แล้วตอบไปว่า
“เป็นคนไทยค่ะ” ภาษาไทย ทีนี้จีนงงละ
“Thai people” ภาษาอังกฤษใส่ก็ยังไม่เกท - -“
泰國น่าจะออกเสียงประมาณว่า ไท่กั๋ว อะไรอย่างนี้ แปลว่าคนไทย ทีนี้แหละ พยักหน้ากันหงึกๆ ยิ้มให้กุใหญ่ กุก็ยิ้มตอบ ไปที่ไหนก็ขึ้นชื่อนะ คนไทยกับรอยยิ้มเนี่ย

สรุปว่ารองเท้าเบอร์ 36 ใส่ไม่ได้ กุก็ขอเบอร์ 37 แต่มันเป็นรองเท้าเด็ก -*- เบอร์ 36 ใหญ่สุดแล้ว อะไรกันเนี่ย เค้าก็เชียร์คู่อื่นนะ แต่ใจมันรักคู่นั้นอ่ะ เลยตัดใจ ขอบคุณเค้าแล้วจากมา (สรุปว่าไม่ได้รองเท้าอ่ะ ฮรือ)

เดินดูนั่น นี่ นู่น พอดูนาฬิกา อีก 8 นาที ถึงเวลานัด กี๊สสสสสสส 4x100 เมตร จากที่หนาวๆ ร้อนตับแล่บ มาถึงจุดนัด 17.58 น. ก๊ากส์

ดูพี่หลีจะตื่นเต้นมากที่กุกลับมาถึงพอดีเป๊ะ และไม่หลง 555 ก็กลับมาแวะซื้อจี้มาอันนึง กุจะไม่เอาสร้อย แต่แม่ค้าก็จะให้เลยเอามาด้วย(เพราะมันรวมอยู่ในเงินที่กุจ่ายไปแล้วนี่นะ) จากนั้นก็เชิญลูกค้าขึ้นรถ ไปทานมื้อเย็น

เดินทางไปดูโชว์ Dream like Lijiang ก่อนไปก็จินตนาการไปต่างๆ นานา ว่าจะเป็นอย่างไร แต่พอได้ดูจริงๆ ประทับใจมากๆ ทุกชุด ที่ชอบสุดๆ เห็นจะเป็นโชว์สวมหมวกนี่แหละ แบบว่า ครั้งหน้าจะฝากไกด์ซื้อดีวีดีให้ได้ (ที่ไปเองก็กะจะซื้อ แต่ต้องเรียกลูกค้าขึ้นรถ พอขึ้นครบ อ้าว...แล้วกุจะลงได้ไง สรุปว่าอด) ดีวีดีราคา 100 หยวน ไม่รู้เหมือนว่ามีการแสดงครบทุกชุดหรือเปล่า แต่น่าจะครบนะ การแสดงก็ราวชั่วโมงกว่าๆ ที่เยี่ยมที่สุดคือ

พี่สมุทรบอกว่ามีจอทีวีเล็กๆ ถ่ายทอดเข้าไปในห้องน้ำด้วย แบบว่า...เผื่อใครไปเข้าห้องน้ำแล้วจะพลาดช็อตสำคัญไง พี่แกเลยส่งตรงไปยังห้องน้ำซะ เพื่อให้คุณไม่พลาดทุกการเคลื่อนไหว - - นั่งฉี่ไปก็ดูไปด้วยได้ ทีแรกก็ไม่ค่อยเชื่อ แต่ก่อนกลับไปเข้าห้องน้ำ สรุปว่า มีจริงเว้ยเฮ๊ย

ก่อนกลับสนามบินแวะไปกินติ่มซำกันที่โรงแรมอะไรสักอย่าง จำชื่อไม่ได้ละ ซาลาเปาอร่อย โจ๊กชาวบ้านเค้าว่าอร่อย แต่อิฟางงั้นๆ อ่ะ - - จากนั้นก็ตีรถไปสนามบิน ร่ำลากับพี่สมุทร กอดกันก่อนจาก ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหม ถ้าได้ไปอีกก็อยากจะไปนะ อยากเจอพี่ๆ อีก สนุกดี ปล่อยสมาชิกพักผ่อน แพ๊กกระเป๋าใหม่ หาที่นั่งพักตามอัธยาศัย และบินกลับ กทม

ถึงตี 3 ครึ่งได้ ก็รับกระเป๋า และส่งสมาชิก ก่อนจะเดินมึนๆ ง่วงๆ ไปโบกแท็กซี่ พร้อมกับแจ้งว่า พี่ขอด่วนๆ ผมง่วง พรุ่งนี้ต้องทำงานต่อ สรุป....ขึ้นรถตี 4 ครึ่งกว่าไปแล้ว แต่กุถึงห้อง ตี 5 นิดๆ ป๊าด....พี่เค้าพากุบินกลับใช่ไหม ประมาณว่าอยู่บนรถก็ครึ่งหลับครึ่วตื่นอ่ะนะ ถึงห้อง ไม่ต้องทำไร ถอดรองเท้า เข้าห้องน้ำ ขึ้นเตียง และลาโลกทันที

สรุป.....ประสบการณ์ 6 คืน 4 วัน ที่ผ่านมา สนุกสนาน ประทับใจ สมาชิกก็น่ารัก ทีแรกก็กังวลว่าเราเป็นกรุ๊ปใหญ่ จะมีปัญหาเรื่องเวลาไหม เรื่องนั่น นี่ นู่น ไหม สรุปว่า ปัญหาส่วนมาก เกิดจากเหตุสุดวิสัย ที่เกิดจากตัวสมาชิกเองแทบจะไม่มีเลย เลิศที่สุด

ที่ไม่ชอบเลยก็คือ ที่ประเทศจีน เค้าไม่ค่อยดื่มน้ำเปล่ากันนะ บนโต๊ะอาหารไม่มีเลย มีแต่น้ำอัดลมกับชา คือก็ดื่มชาได้ แต่มันร้อนไง ก็ต้องกินน้ำอัดลม ซึ่งโดยส่วนตัวไม่ชอบอยู่แล้ว กินทุกมื้อก็ไม่ไหวอ่ะ ต้องดิ้นรนกลับมาดื่มน้ำเปล่าบนรถ -*- ใจจะขาด

ส่วนเรื่องห้องน้ำ บางที่ก็ปรับปรุงแล้ว บางที่ก็ยังเดิมๆ แต่ก็นะ ....เข้าเมืองตะหลิว ต้องตะหลิวตาม (เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม นั่นแหละ) แต่จะดีกว่านี้ ถ้าตามสถานที่ท่องเที่ยว จัดห้องนำที่มิดชิด เพราะยังไง นิสัยคนไทยก็ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องแบบนี้อยู่แล้วอ่ะนะ บางที่ถึงแม้จะยังเป็นส้วมแบบเดิมๆ แต่ก็ยังเปิดน้ำให้ไหลอยู่ตลอด ก็ยังดี กลิ่นไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่

แต่ถ้าถามว่า ถ้าได้ไปจีนอีกจะไปไหม ตอบแบบไม่คิดเลยว่า ไป เพราะจีน เที่ยวทั้งชาติก็ไม่หมด




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2554    
Last Update : 31 ตุลาคม 2554 13:59:08 น.
Counter : 240 Pageviews.  

เที่ยววันที่ 4 หยางซั่ว ถ้ำเงิน ถนนฝรั่ง โชว์จางอี้โหมว Impression Liu Sanjie

วันที่สี่ของการเดินทาง

ตื่นเช้าขึ้นมา หน้าตาสดใสกว่าวันแรกๆ เยอะ(แม้ว่ากลางคืนจะเม้าท์กันจนดึกดื่นกับพี่หลีก็ตามแต่) เราออกจากโรงแรมกัน 8 โมงกว่านิดหน่อย เพื่อเดินทางไปยังเมืองหยางซั่ว วันนี้มีการสลับโปรแกรมเล็กน้อย

จากที่จะเข้าถ้ำเงินก่อน แต่เพราะอากาศที่ไม่ร้อนมาก มีเมฆครึ้มบางๆ เลยล่องเรือแม่น้ำหลีเจียงกันก่อน ซึ่งสมาชิกก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าสวย กดชัตเตอร์กันระวิงเลยทีเดียวละ อิฟางก็เก็บบรรยากาศมาด้วย แต่กล้องมืดไปหน่อยเลยภาพออกมาไม่ค่อยได้อย่างใจเท่าไหร่

ที่เราได้เห็นตามภาพต่างๆ ที่เอามาลงในพวกหนังสือโปรโมตการท่องเที่ยวมันคือที่นี่นี่เอง ล่องผ่านสถานที่จัดแสดงโชว์ จางอี้โหมว ด้วยล่ะ ประมาณ 45 นาที(ที่นี่ ล่องไป-กลับที่เดิม) ก็ขึ้นรถเดินทางต่อไปสัก 30 – 40 นาที เพื่อทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารชนบทใกล้ๆ กับถ้ำเงิน

บังเอิญเราได้เจอกับไกด์บิ๊ก และไกด์ฉายไล ซึ่งเป็นไกด์ท้องถิ่น(ชาวจีนพูดภาษาไทย) ก็เลยคุยกันว่าคืนนี้จะไปกินปลา (เพราะนอนโรงแรมเดียวกันหมดด้วยความบังเอิญ) จากนั้นก็พาสมาชิกเดินเข้าถ้ำเงิน ซึ่งทางค่อนข้างคดเคี้ยว และก็มีบางจุดที่ชันนิดหน่อย ต้องเดินขึ้น-ลงบันไดเยอะหน่อย ผู้สูงอายุนั่งเกี้ยวก็ดีครับ ราคาถ้าจำไม่ผิดน่าจะอยู่ที่ 250 หยวน ภายในมีหินงอกหินย้อยสวยงาม ซึ่งจัดแสงไฟ ไว้เป็นไฮไลท์ตามจุดเด่นๆ

ในถ้ำลำบากหน่อย เพราะว่านักท่องเที่ยวเยอะ เดินตามกันกลุ่มต่อกลุ่ม บางทีกลุ่มหลังก็รีบเดินมาจนจะแซง ทำให้สับสนว่ากลุ่มเรากลุ่มไหน กลัวจะพลัดหลงกันเพราะกรุ๊ปเรามีเด็กหลายคน แต่ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี ทีแรกอิฟางเอาเสื้อแขนยาวมา กะว่าในถ้ำแม่งต้องเย็นแน่ ที่ไหนได้ล่ะ เดินออกมากุเหงื่อท่วม ร้อนสาดดดด เสื้อจากที่พาดบ่า ก็ต้องมาผูกเอวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จากนั้นพาสมาชิกเข้าโรงแรมเก็บของ อิสระตามอัธยาศัย ใครจะช้อปปิ้งถนนฝรั่ง ใครจะพักผ่อน ซึ่งอิฟางเลือกไปเดินชมเมือง แต่จะว่าเป็นคราวซวยของกุก็ได้ ฝนโปรยเป็นละออง - - ก็กางร่มเดินไปกับพี่หลีสองคน ไม่ค่อยได้ซื้ออะไรหรอก เพราะว่าฝนมันตก เย็นนัดเจอกัน 19.00 น. ที่ชั้นสองของโรงแรมเพื่อทานมื้อเย็น จากนั้นใครที่ซื้อโปรแกรมเสริมโชว์ Impression Liu Sanjie หรือโชว์จางอี้โหมว ซึ่งอลังการล้านแปด ฉากหลังเป็นแม่น้ำและภูเขาสูง ประทับใจ ใครจะซื้อดีวีดีก็มีจำหน่ายในราคา 58 หยวน

แต่ก่อนจะประทับใจได้กุก็ลำบากพอสมควร ซึ่งก่อนจะเข้าไปพี่สมุทรบอกให้โชว์บัตรไกด์ กุก็โชว์อยู่ พนักงานก็รับไปดูบัตร ดูหน้ากุ แล้วก็ดูบัตร และก็ปิดท้ายด้วยดูหน้ากุอีกที -*- นึกว่าจะไม่ให้กุเข้าซะแล้ว แต่นะ....บัตรไกด์รุ่นปีเดียว ขนาดตอนทำทัวร์โดเมสติกพาลูกค้าเที่ยวในเมืองไทย บางที่ยังดูแล้วดูอีก จะไม่ให้กุเข้าเพราะคิดว่าบัตรปลอม - -“ รุ่นนี้ ลิมิเต็ดอิดิชั่นจริงๆ

กลับถึงโรงแรม 5 ทุ่มกว่า ก็พักผ่อนกันตามอัธยาศัย แต่กุอ่ะไม่ได้พักนะ เพราะนัดกันไว้ที่ร้านปลา เลยโรงแรมไปหน่อยนึง อิฟางกับพี่สมุทรตามไปสมทบกับพี่หลี ไกด์บิ๊กและพี่กบ นั่งกินปลา และก็คุยกัน พอดีพึ่งจะได้รู้จักกันตามมารยาทเลยต้องก๊งกันหน่อย ถ้าเป็นเหล้ากุไม่หวั่นเลย แต่นี่กินเบียร์ ขอหวั่นนิดนึงได้ไหมล่ะ แต่ถามว่าสู้ไหม สู้ตายคร้าบบบบ นั่งดื่มกัน ชนแก้วกัน เมาท์กันไปเรื่อย

จนตี 1 พี่สมุทรและพี่หลีกลับ อิฟางก็วาจะกลับ แต่บิ๊กบอกว่าอย่าพึ่งสิ กว่าจะได้เจอกันมันยาก เดี๋ยวกลับพร้อมกัน ก็โอเค... พี่หลีบอกตามสบาย เช้าตื่นไหวนะ โอเคสบายมาก ก็เลยนั่งต่อกันจนเกือบตี 2 ตอนนี้ก็เริ่มมึนละ เบียร์นี่นะ ก็พากันกลับโรงแรม บิ๊กก็ถาม เมาเหรอ เลยบอกว่า เมา บิ๊กบอกอีก ดูเหมือนไม่เมา -*- กุเมาก็ยอมรับเฟ๊ยว่าเมา ไม่ได้ซึน - - คือก็ไม่ได้มากมาย แค่มึนๆ น่ะ

ด้วยความที่ตั้งใจว่าจะแช่น้ำร้อนตั้งแต่ตอนที่เข้ามาถึงห้องแล้ว เพราะโรงแรมที่หยางซั่วมีอ่างแช่น้ำ อิฟางก็จัดการเปิดน้ำร้อนแบบว่าร้อนสุดลิมิต และแปรงฟันรอ พอได้น้ำปริมาณพอดีแล้วก็หย่อนขาลงไป จากที่มึนๆ สะดุ้งเฮือกชักขาออกแทบไม่ทัน แม่ง....ร้อนชิบส์ เปิดน้ำเย็นลงไปใส่หน่อย ไม่งั้นลงไปแช่นี่มีสิทธิ์สุกได้อ่ะ

แช่อยู่ครึ่งชั่วโมงกว่าได้ ก็รู้สึกว่าง่วงมากปนมึนด้วยอ่ะแหละ ขึ้นจากอ่างเช็ดตัวและสวมเสื้อผ้า บะบายชาวโลก พรุ่งนี้วันสุดท้ายในเมืองจีนแล้ว




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2554    
Last Update : 31 ตุลาคม 2554 13:54:15 น.
Counter : 256 Pageviews.  

เที่ยวกุ้ยหลินวันที่ 3 หลงเซิ่น หมู่บ้านชาวจ้วง นาขั้นบันได โชว์ชนชาติน้อย

วันที่สามของการเดินทาง

วันนี้ตามสเต็ป 6 – 7 – 8 ขึ้นรถเพื่อเดินทางไปยังหมู่บ้านชาวจ้วง ชมนาขั้นบันไดที่อำเภอหลงเซิ่น ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง ระหว่างทางมีแวะเข้าห้องน้ำ กุถึงต้องเผชิญชะตากรรมกับห้องน้ำ ซึ่งพี่เค้าบอกว่าที่ปั้มนี้ดีที่สุด อินี่เดินไปดู ก๊าก...ไม่มีประตู ที่กั้นเตี้ยๆ โอเค ใครได้เข้าห้องน้ำแบบนี้แสดงว่ามาถึงเมืองจีน แต่กุ...ขอยังมาไม่ถึงแล้วกัน ทนไหว เพราะถามไกด์ พี่สมุทรบอกว่า ที่หมู่บ้านห้องน้ำดี สะอาด โอเค เก็บไปปล่อยที่หมู่บ้านหลงเซิ่นแล้วกัน

ทีแรกคาดว่าเราจะทำเวลาได้ดีกว่านี้เพราะว่า เส้นทางค่อนข้างดี แต่แล้วได้สักเกือบครึ่งทางเราต้องเลี้ยวรถกลับ ทราบมาว่าด้านมามีอุบัติเหตุหรืออะไรสักอย่าง รถหลายคันเลี้ยวกลับ เราก็เลยเลี้ยวกลับไปใช้เส้นทางสายเก่า ที่ทั้งแคบขนาดบางช่วงรถวิ่งสวนกันไม่ได้เลยทีเดียว ถ้าสองคันมาป๊ะกันนี่ ต้องมีคันใดคันหนึ่งถอยหลัง ส่วนมากคันเล็กกว่าก็ต้องเสียสละถอยอ่ะนะ และที่สำคัญเลยคือมันสูงชันมาก ถ้าตกลงไปนี่ ไม่รู้ว่าจะเหลือเถ้ากระดูกกลับมาลอยอังคารที่เมืองไทยหรือเปล่า กุนั่งริมกระจกอีก แล้วประเทศจีนขับรถเลนขวา -*- แม่เจ้า เท่านั้นไม่พอ ทางคดเคี้ยวม๊ากกกกก ดีที่ไม่มีใครอ้วกแตกเพราะเมารถ กว่าจะถึงหมู่บ้านก็ลุ้นกันจนเหนื่อย

ที่หมู่บ้านก็มีชาวบ้านออกมาต้อนรับหน้าหมู่บ้าน ลงรถอิฟางก็ยืนรอให้สมาชิกลงจากรถหมดก่อน แต่เนื่องด้วยรถเราเที่ยวนี้ มีทั้ง เด็ก ผู้ใหญ่ และ ส.ว. (ผู้สูงวัย) หลายท่าน จึงค่อนข้างช้ากันหน่อย ทีนี้อิฟางไม่แน่ใจว่าลงกันมาหมดรึยัง เลยว่าจะขึ้นไปดู ที่ไหนได้ พี่คนขับรถทำมือ โอเค แบบที่กุทำเมื่อวานนี้ส่งมาให้กุ ป๊าด....เรียนรู้เร็วนะคุณพี่

เมื่อพี่เค้าบอกโอเคกุก็เชื่อ(เพราะพี่เค้ายังอยู่บนรถ) พุ่งไปที่ห้องน้ำ สมาชิกอีกหลายท่านก็ไป เมื่อเข้าไปเจอ กี๊สสสสสส ไม่มีประตูเหมือนเดิม แต่ดีที่คอกกั้นสูงถึงอกกุ(คงเพราะกุเตี้ย) หันหน้าออกอีก -*- จะอะไรขนาดนั้น ก็นะ...รอจนเกือบคนสุดท้ายก็เข้าห้องในสุด ระแวงไปว่าใครจะเดินเข้ามา เฮ้อ.....จากนั้นไกด์ก็พาเราขึ้นบันไดไปชมวิวนาขั้นบันไดบนยอดเขา เฮือก....ลิ้นห้อยเลยกุ กว่าจะถึงยอดเขา

ลงมาจากเขาก็เข้าไปที่บ้านชาวเขาที่เตรียมอาหารไว้ เค้ามีการแสดงพื้นบ้านไว้ต้อนรับด้วย และก็มีการท้าดวลเพลง ร้องตอบโต้กัน นาทีนี้สมาชิกเรารวมใจมาก ร้องกันทุกคนไม่เว้นลูกเด็กเล็กแดง เพราะว่าถ้าแพ้จะไม่ได้กินข้าวนั่นเอง 5555 แต่ผลออกมาก็เสมอกันอ่ะนะ จากนั้นก็ล้อมวงกินสุกี้ชาวเขาแบบบ้านๆ ซึ่งบรรดาสมาชิกบอกว่าอร่อยเลิศมาก ดีแล้วที่ชอบ งานนี้เราเสิร์ฟน้ำจิ้มสุกี้ฟอร์มไทยแลนด์ที่หัวหน้าทัวร์หอบหิ้วไปด้วย อร่อยเหาะ อิฟางก็เจริญอาหารตามปกติ - - กุจะผอมได้ยังง๊าย แดกขนาดนี้

กลับถึงกุ้ยหลินพาสมาชิกแวะร้านชา ฟังบรรยายและช้อปกันตามอัธยาศัย อย่างเดิม...ไปนั่งจิบชาร้อนๆ รอ มีขนมหน้าตาแปลกๆ ลองกินดู เอ่อ....ไม่เข้าแก๊ปอย่างแรง เป็นอันว่าลาก่อน เลิกกิน ก่อนพาสมาชิกไปทานข้าวเย็น

หลังจากนั้นก็ไปดูโชว์ชนชาติน้อย ซึ่งเป็นเหมือนโรงละครเล็กๆ พอดีว่ากรุ๊ปเราไปช้าหน่อย ไม่มีที่นั่ง เพราะที่นี่ไม่ได้ฟิคที่นั่ง ก็เลยต้องเก้าอี้เสริมกันตามอัธยาศัยละพี่น้อง กุก็สูงโปร่งขนาดนี้ จะมองเห็นได้ไง เห็นแต่หัวนักแสดงผลุบๆ โผล่ๆ - - ตามบุญตามกรรมไปละกัน จากนั้นก็พาสมาชิกเดินถ่ายรูปในบริเวณเล็กน้อย ก่อนจะกลับที่พัก รีบพักผ่อนเพื่อพรุ่งนี้เดินทางต่อไปหยางซั่ว ราตรีสวัสดิ์คร้าบ




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2554    
Last Update : 31 ตุลาคม 2554 13:52:36 น.
Counter : 264 Pageviews.  

กุ้ยหลินวันที่ 2 ล่องเรือเขางวงช้าง กระเช้าขึ้นเขาเหยาซาน

วันที่สองของการเดินทาง

วันนี้ตื่นสายกันหน่อย พี่พงสมุทรนัดตอน 10 โมงเช้า ค่อยยังชั่ว ตื่นมากินข้าวแล้วก็ขึ้นรถ สมาชิก 38 คน(ไม่รวมผมกับพี่หลี และพี่สมุทร) น่ารักและตรงต่อเวลากันมาก ไม่มีใครเลทเลย ขึ้นรถได้ก็นั่งไปประมาณครึ่งชั่วโมง

เปลี่ยนจากนั่งรถไปล่องเรือชมวิวแม่น้ำและเขางวงช้าง ต้องขอบอกว่าน้ำตื้น แต่ใสมาก มองเห็นก้อนหิน และสาหร่ายด้านล่างเลย วันนี้อะไรก็ดีแม้กระทั่งอากาศ สดใสเกิ๊น(คือร้อนนั่นแหละ กุขนเสื้อกันหนาว + เสื้อแขนยาวอีก 3 ตัว เพื่อ?) ล่องเรือประมาณ 40 นาทีก็ไปขึ้นอีกฝั่ง และไปทานข้าวกลาง มื้อแรกอาหารไกด์น่ากลัวดีเหมือนกัน แต่ก็ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ฟาดดะ - -

ตอนบ่าย นั่งกระเช้าห้อยขาขึ้นเขาเหยาซาน ทั้งสูงและเสียว โดยส่วนตัวกุก็กลัวความสูงเกินพอแล้ว พี่หลียังบอก “เราต้องขึ้นก่อน ไปรอรับสมาชิดด้านบน” โอเค๊...จัดไป

สองคนนั่งไปก็คุยเรื่องนั้น เรื่องนี้ เคยมีคนบอกว่ากระเช้าไม่สูงหรอก แค่เรี่ยๆ ยอดไม้ กุไม่อยากจะบอกว่ายอดไม้บนเขาเนี่ยเรียกไม่สูงเหรอ แถมบางช่วงยังต้องนั่งผ่านเวิ้งผาอีก สูงม๊าก น่ากลัวสุดๆ อ่ะ แต่นะนั่งไปกับพี่หลี ไม่ค่อยกลัวหรอก ที่ขึ้นมาเนี่ยคือขากลับกะจะลงไปเล่นสไลเดอร์ไง อิอิ (มีนี่แหละที่ดึงดูดใจ)

นั่งราว 20 กว่านาทีก็ถึงยอดเขา ก็ถ่ายรูป รับลมเย็นๆ (ท่ามกลางแดดเปรี้ยง) ขาลง อิฟางก็ปิดท้ายสมาชิกอยู่สุดแถว โดยที่ไม่รู้ตัวว่ากุถูกทิ้ง -*-

เหลืออีกประมาณ 10 กว่าคน สมาชิกก็เรียก น้องอ้อๆ มาด้านหน้าด่วน ทุกคนหลบทางให้ ดีที่ตัวเล็กหน่อยเลยมุดๆ ไปด้านหน้าอย่างไว ไปถึงสรุปว่าพนักงานไม่ยอมให้สมาชิกกุขึ้นกระเช้าเนื่องจากทุกคนไม่มีตั๋วในมือ กรรม....ก็ตั๋วมันอยู่กับไกด์ท้องถิ่น และพี่สมุทร(ไกด์ท้องถิ่น) และพี่หลี(หัวหน้าทัวร์จากเมืองไทย) ที่พูดจีนได้ลงไปกันหมดแล้ว ความซวยมาเยือนกุ -*- ภาษาญี่ปุ่นยังพอจะสู้นิดนึง (อย่างน้อยกุก็แนะนำตัวเองได้ละฟะ) ภาษาอังกฤษสู้ตาย แต่ภาษาจีนกุไม่กระดิก ฮรือ.... สรุป ต้องใช้ภาษามือ

กุเลยควงบัตรไกด์ขึ้นให้ดูว่ากุเป็นไกด์มาด้วย แต่อย่ามาถาม กุพูดจีนไม่ได้เฟ๊ย อาเฮียแกก็มอง แล้วก็ถามประมาณว่า
“พวกที่ไม่มีบัตรนี่คือกรุ๊ปมึงรึเปล่า”
“เออ...กรุ๊ปกุเอง” อันนี้ไม่ได้พูดนะ พยักหน้าส่งไปเฉยๆ อาเฮียแกก็ให้สมาชิกกุลง ทีละ 2 คนๆ พอมีคนไม่มีบัตรมาอีกแกก็หันมาถามอีกว่า
“แล้วนี่ล่ะ ใช่กรุ๊ปมึงไหม”
“เออ..นี่ก็คุณสมาชิกที่เคารพของกุเองครับ” ไม่ได้พูดอีกแหละ ชี้ๆ ส่งไปและยิ้มให้ อิอิ
จนสุดท้าย อาเฮียแกก็ถามว่าหมดหรือยัง อินี่ก็ปีนรั้วกั้นไปมองด้านหลัง เอาเถอะ หมดไม่หมดไม่รู้ กุขอสรุปเองว่า “หมด” พนักหน้าสุดแรงเกิด ก่อนจะเดินไปเตรียมขึ้นกระเช้า

...เดี๋ยวก่อนนะ ถ้าหมดแล้วแสดงว่าทั้งกรุ๊ปเหลือกุคนสุดท้าย และ....กุต้องนั่งเดี่ยว เชี่ยแล้วไหมล่ะ....แต่ก็ต้องนั่งลง ไม่งั้นกุต้องนอนบนนั้นอ่ะ ฮรือ ตอนขึ้นว่าเสียว แต่มันมองขึ้นไง เลยไม่ค่อยน่ากลัว แต่ขากลับ กุต้องมองลง และนั่งคนเดียว TT^TT เปิดกระเป๋าหายาดมด่วนๆ

ลงไปได้ครึ่งทางถึงช่วงที่ต้องเล่นสไลด์เดอร์(ไม่รวมอยู่ในรายการทัวร์ ราคา 30 หรือ 35 หยวน นี่แหละ ไม่แน่ใจ) ก็หลั่นล้า วิ่งไปทันที พี่หลีถามข้างบนมาหมดยัง อินี่ก็ตอบอย่างมั่นใจมากว่า ครบพี่

เล่นลไลเดอร์ก็มันส์ดี ทางคดเคี้ยวนิดหน่อยพอได้เสียว แต่เค้าควบคุมไม่ให้ไปเร็วมาก เพราะมีน้องที่ไปก่อนคนแรกเลยเกิดอุบัติเหตุเพราะปล่อยเร็วเกินไป คันหลังๆ เลยโดนจำกัดความเร็ว เซ็งเป็ด ความสูงไม่สู้อ่ะจริง(แต่รอบนี้สู้นะ) แต่ความเร็วนี่ไม่ยอมแพ้เลยเหอะ ลงมาถึงข้างล่างก็ขึ้นรถ พาสมาชิกแวะร้านผ้าไหมให้เลือกซื้อกันไป เราก็เดินขาลากตาม

เสร็จแล้วพาสมาชิกไปทานอาหาร อาหารไกด์ก็หน้าตาแปลกๆ สำหรับกุอีกแล้ว น้ำมันเยิ้มมาก แต่ก็ฟาดเรียบ - -เค้ามาจีนกลับไทยแล้วผอมกัน แต่ของกุนี่ตรงกันข้าว กลับไทยนี่ฉุเชียว -*- (น่าจะขึ้นมา 3 ก.ก. ได้ละมั้ง)

ขากลับตอนขึ้นรถอิฟางก็ไปนับสมาชิกบนรถ พี่สมุทรก็ถามว่าครบไหม ก็เลยชูมือแบบว่าสัญลักษณ์โอเคบ้านเรานี่แหละ เอานิ้วโป้งกับนิ้วชี้ทำวงกลม อีก 3 นิ้วก็ชี้ๆ ไว้ ซึ่งพี่เค้าไม่เข้าใจ ถามว่า หมายถึงอะไรเหรอ - - ไม่รู้จริงป่ะ ก็เลยบอกเค้าไปว่า นี่หมายถึงโอเคไงพี่ (ตอนนั้นพี่คนขับรถมองอยู่ด้วย)

จากนั้นพาสมาชิกกลับโรงแรมพักผ่อนตามอัธยาศัย ใครจะนอนก็นอน ใครจะเดินเล่นในเมืองก็เดิน ส่วนอิฟางขึ้นห้องได้ก็อาบน้ำ อ่านหนังสือ แล้วก็นอนตามลำดับ เจอกันพรุ่งนี้นะ




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2554    
Last Update : 31 ตุลาคม 2554 13:51:48 น.
Counter : 178 Pageviews.  

เที่ยวกุ้ยหลิน วันแรก กรุงเทพ - กุ้ยหลิน

วันแรกของการเดินทาง

ออกจากออฟฟิศ 16.30 น. ถึงห้องวิ่งหูดับ เข้าห้องได้อาบน้ำเร็วอย่างที่ไม่เคยเร็วมาก่อน หน้าตาไปแบบโทรมๆ เพราะเดี๋ยวขึ้นเครื่องสมาชิกก็ไม่เห็นหน้าแล้ว(ลืมนึกไปว่า แล้วก่อนหน้านั้นล่ะ - -“)

ไม่นานสมาชิกก็มากันครบ พอส่งบรรดาสมาชิกเข้าไปข้างในเรียบร้อย อิฟางและพี่หลีกับน้องบุษก็ 4 x 100 เมตรไปที่ฟู๊ดคอร์ด จัดการมื้อเย็นอย่างหิวโหย ลืมไปว่าตัวเองไม่กินของร้อน แล้วซื้ออะไรมารู้ไหม ต้มเลือดหมู -*- ลิ้นพองสิ (ลิ้นไม่รับรสไปอีกหลายมื้อ)

จากนั้นก็ทิ้งน้องบุษไว้และเผ่นเข้าไปด้านในกับพี่หลี เดินดูนั่น นี่ โน่น (ไปลองน้ำหอมกุชชี่กัน เจอไป 3 กลิ่น ขึ้นเครื่องบินแทบอ้วก แบบว่า เสื้อไม่ได้ซัก กลับมาถึงห้องที่กทม ยังมีกลิ่นหอมอ่ะ ของเค้าดีจริงๆ)

แล้วก็ไปนั่งรอที่ห้องรับรองของสายการบิน PG หลั่นล้า นั่งกินนั่น กินนี่ พี่หลีก็บอกนั่นอร่อย(กิน) นี่อร่อย(กินอีก) นั่นก็อร่อยนะ(กุก็กิน) -*- รีบกินข้าวแทบตาย สุดท้ายเครื่องดีเลย์ 1 ชั๋วโมง หึ...เอาลิ้นกุคืนม๊า..

เข้าไปเดินดิวตี้ฟรีกันอีกรอบ เจอนาฬิกาของ SEIKO รุ่นนึง ชอบม๊ากกกกก ฮรือ อยากได้จัง เมื่อไหร่เงินเหลือใช้จะไปซื้อนะ ตอนนี้บริหารไม่ทันละ - -“

พอขึ้นเครื่องก็ตั้งใจว่าจะหลับ ที่ไหนได้อ่ะ อาหารมาเสิร์ฟกุก็แดกอะเกน -*- (เค้าบอกว่าไปจีนจะกินอาหารไม่ค่อยได้ เลยต้องจัดหนักไว้ก่อนง่ะ อิอิ) ก่อนเครื่องจะลงไม่นาน ปวดหูมากกกกก ก็หันไปมองซ้าย มองขวา ว่าคนอื่นเค้าเป็นกันไหม เพราะเห็นนั่งกันชิวสุดๆ (สรุปว่าหลังจากผ่านคืนแรกไป ทั้งลูกค้า ทั้งหัวหน้าทัวร์บ่นกันอุบว่า ปวดหู โอเค นึกว่าเป็นคนเดียว) ถึงโรงแรมได้ น้ำท่าไม่ต้องพูดถึง เปลี่ยนกางเกงเสร็จโดดขึ้นเตียง ลาโลกทันที กู๊ดไนท์คร้าบบบบ




 

Create Date : 31 ตุลาคม 2554    
Last Update : 31 ตุลาคม 2554 13:50:42 น.
Counter : 144 Pageviews.  

1  2  

แรม 11 ค่ำ
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




บ้า The GazettE
คลั่งไคล้ J-Rock Visualkei แบบสุดๆ
ว่างเมื่อไหร่เป็นต้องเขียน มีสาระบ้าง ไร้สาระบ้าง ก็ขอให้ได้เขียนเหอะ (ส่วนมากจะหนักไปทางไร้สาระแฮะ)
Friends' blogs
[Add แรม 11 ค่ำ's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.