ชนะตัวเองให้ได้ เย้!

นิยายเรื่องนี้มีให้อ่านแล้วในรูปแบบ e-book

เนื่องจากหนังสือเรื่องนี้หมดเกลี้ยงบ๋อแบ๋เลยค่ะ

ไรเตอร์เลยนำไปทำเป็น e-book เพื่อให้ผู้ที่ชื่นชอบหรือสนใจได้ดาวน์โหลดไปอ่านกัน

ดาวน์โหลดได้ที่นี่ค่ะ ราคาไม่แพงด้วย ^[]^

ช่วยอุดหนุนกันหน่อยนะจ้า~~~~

http://www.hytexts.com/ebook/book/B000089




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 14 ตุลาคม 2554 22:03:09 น.
Counter : 338 Pageviews.  

ตอนที่ 5

‘ไอ้บ้าเมฆ จำไว้เลยนะ’
ผมคำรามอย่างเคียดแค้น (แน่นอนว่าแค่ในใจเท่านั้นแหละ) ขณะเดินไปตามถนนลูกรังและอีกไม่กี่เมตรข้างหน้าก็จะถึงโรงเรียนแล้ว ผมเขย่งก้าวและกระโดดหลบแอ่งน้ำขังเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่ว ถึงมันจะดูตลกก็เถอะ แต่ถ้าแลกกับการที่ต้องให้น้ำจากดินแดงนั่นเลอะเสื้อหรือถุงเท้าเข้าล่ะก็ ผมยอมเป็นตัวตลกดีกว่า เพราะมันซักยากจะตายชัก!
ไม่ต้องห่วงครับ เช้าก่อนเข้าเรียนอย่างนี้ไม่ได้มีผมคนเดียวหรอก บรรดานักเรียนส่วนใหญ่ก็ทำแบบเดียวกับผมนั่นแหละ ยกเว้น...
รถฮอนด้า CRV สีดำแล่นมาด้วยความเร็วชนิดไม่กลัวล้อแม็กกระเด็นออกจากตัวถัง เพราะหลุมอุกาบาตหน้าโรงเรียนผมเยอะพอๆ กับดาวอังคาร ไม่ต้องหันหลังไปมองก็รู้ว่ารถใคร ลูกเจ้าแม่ตลาดสด ‘คุณชายหนึ่ง’ นั่นไง! แถมคนขับรถของมันยังปาดซ้ายป่ายขวา ทั้งที่ตอนนี้ทั้งซอยมีแต่เด็กนักเรียนเดินกันให้ขวั่ก
ได้ยินเสียงนักเรียนตะโกนด่าไล่หลังรถสวยนั่นกันขรม แต่ผมไม่มีเวลาหันไปดูและไม่คิดจะหันด้วย ถ้าพลาดแค่เสี้ยววินาที ผมอาจเป็นเหยื่อน้ำมฤตยูที่ทำให้กลายร่างเป็นไอ้ด่างจนกว่าจะขึ้นเทอมหน้าหรือจนกว่าแม่จะมีเงินซื้อเสื้อตัวใหม่ให้ ดังนั้นผมจึงเร่งฝีเท้าไปยังจุดที่ไม่มีน้ำขังและแน่นอนว่าต้องไกลเกินรัศมีล้อแม็กจะวิดน้ำมาโดนเสื้อด้วย
ทว่า...
“เฮ้ย เต้ ไปด้วยกันป่ะ!”
ชะงักเท้าทันใดพลางหันไปทางต้นเสียง ผิดคาดแฮะ! คนที่นั่งอยู่หลังหน้าต่างอัตโนมัติซึ่งเลื่อนลงมาจนสุดในวันนี้ไม่ใช่ไอ้หนึ่งอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นทันกับแย้ สองลูกสมุนคุณชายจอมยโสคนนั้นต่างหาก
“ไม่” ผมกระชากเสียงและยืนนิ่งอยู่ เพราะห่างไปอีกหน่อยจะเป็นแอ่งน้ำขังแถมใหญ่เสียด้วย กะว่าจะรอให้ CRV ผ่านไปก่อน
“ไม่ต้องเกรงใจหรอก วันนี้ไอ้หนึ่งไม่มา พวกข้าไปหามันตอนเช้าแต่แม่กิมลั้งบอกว่ามันไม่สบาย เลยให้คนขับรถมาส่งพวกข้านี่ไง”
แอร์เย็นฉ่ำจากรถหรูทำให้ผมเริ่มลังเล ไม่มีสักครั้งที่ผมจะมีโอกาสได้นั่งรถราคาแพงระยับอย่างนี้ และไม่แน่ว่าอนาคตก็คงไม่มีโอกาสอีกด้วย
“เร็วเว้ย! โรงเรียนจะเข้าแล้ว”
แย้ตะโกนเร่งจากด้านใน ผมรีบก้าวเท้าไปยืนใกล้รถ และในตอนที่กำลังจะเอื้อมมือไปเปิดประตูนั้นเอง...
“ไอ้ทันให้เอ็งขึ้น แต่ข้าไม่ให้ขึ้นเว้ย”
สิ้นคำพูดของแย้ ถุงพลาสติกบรรจุของเหลวสีแดงก็ลอยจากมือมันมาปะทะหัวผมอย่างจัง ทันทีที่ถุงแตก ของเหลวข้นหนืดที่ผมเพิ่งรู้ว่ามันคือน้ำหวานเฮลซ์บลูบอยก็เลอะเปรอะทั่วทั้งเส้นผมและใบหน้า ที่สำคัญ... เสื้อสีขาวของผมไปซะแล้ว
“ข้าบอกให้คนขับรถไปเร็วๆ ไม่ได้ให้เอ็งเสนอหน้าขึ้นมาบนนี้สักหน่อย อย่างแกน่ะนะไอ้เต้ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะแตะรถคันนี้หรอกโว้ย”
คราวนี้ทั้งแย้และทันต่างหัวเราะประสานเสียง แถมคนขับรถก็รีบขับบึ่งออกไปอย่างกับนัดแนะกันไว้ คราวนี้ผมกลายเป็นตัวตลกจริงๆ เพราะไม่มีนักเรียนคนไหนหรอกที่ต้องเลอะเฮลซ์บลูบอยตั้งแต่เช้าเหมือนผม
“งี่เง่าชะมัด”
ผมด่าตัวเองด้วยความรู้สึกจากใจจริง

หนึ่งเดินเข้าห้องเรียนหลังจากที่ผมล้างเอาน้ำหวานออกจากตัวไปได้บางส่วนและนั่งประจำที่ตัวเองแล้ว มันมองผมด้วยหางตาแวบหนึ่งแล้วขมวดคิ้วก่อนเดินไปนั่งที่หลังห้อง ซึ่งเป็นทั้งที่นั่งประจำและแหล่งซ่องสุมของจอมวายร้ายทั้งสามนั่นแหละ สักพักพวกมันทั้งสามก็ออกไปจากห้องเรียนหน้าตาเฉย ไม่สนใจเลยว่าอีกไม่กี่นาทีก็จะเริ่มเรียนแล้ว หรือแม้แต่ตอนที่มันเดินออกไปนั้นแทบจะชนกับครูผู้สอนด้วยซ้ำ
“นั่นพวกเธอจะไปไหนน่ะ” ครูโฉมเฉลา สอนสังคมในตอนเช้าของวันนี้ถามด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจนัก
“ห้องน้ำคับ คุณคู” แย้ตอบกลับมาด้วยเสียงกวนประสาท
หลังจากนั้น พวกมันก็หายไปจนกระทั่งหมดชั่วโมงวิชาสังคม ทั้งสามโผล่หัวเข้ามาในห้องอีกครั้งด้วยสภาพเหมือนกับที่ตอนออกไป แต่น่าประหลาด... ผมกลับรู้สึกว่าพวกมันดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด หน้าตาหยิ่งยโสของหนึ่งเชิดขึ้นกว่าเดิม ขณะที่ทันกับแย้เอาแต่ขมวดคิ้ว พูดตรงๆ แบบไม่เข้าข้างลูกตาตัวเองเลยนะ ผมว่าพวกมันทะเลาะกันแหง
ช่างหัวมันปะไรเล่า…
คิดในใจทั้งที่อยากรู้จน... เอ่อ ไม่ถึงกับตัวสั่นหรอกครับ แค่อยากรู้เฉยๆ ก็พวกมันสนิทแถมเข้ากันดีจะตายไป (โดยเฉพาะตอนแกล้งผม) อย่างไรก็ตาม ความสงสัยมันอยู่ได้ไม่นานหรอกสำหรับผม พอวิชาใหม่เริ่มต้นผมก็แทบจะลืมไปสนิท และลืมถาวรไปเลยเมื่อขึ้นวิชาที่สามซึ่งเป็นวิชาสุดท้ายของภาคเช้า
ผมรีบวิ่งเข้าห้องน้ำทันทีหลังจากที่ทั้งชั้นกล่าวบอกลาครูผู้สอน เพราะอาการคันคะเยอจากฤทธิ์น้ำหวานเฮลซ์บลูบอยมันเล่นงานตั้งแต่ยังไม่หมดคาบสองด้วยซ้ำ พอเข้าไปก็เปิดก๊อกล้างหัวล้างหู ไม่สนใจเลยว่ามีใครเดินตามหลังมาแล้วปิดประตูห้องน้ำหลังจากผมเปิดก๊อกได้ไม่กี่นาที
“คันมากล่ะสิ”
ผมเงยหน้าทันทีที่ได้ยินเสียง อารมณ์ถึงจุดเดือดกะทันหันเมื่อเห็นหัวหน้าแก๊งค์ปีศาจ ณ ตลาดสดคุณนายกิมลั้งยืนเอาสองมือล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง สีหน้าของหนึ่งตอนนี้ผมบอกไม่ถูกว่าเป็นแบบไหน รู้อยู่อย่างเดียวว่าแบบไหนก็ไม่ชอบทั้งนั้น ถ้าเป็นหน้าของไอ้คุณชายคนนี้
“ตามมาจับฉันยัดโถส้วมหรือไง” ผมประชด
“อยากให้ทำหรือไง” หนึ่งว่าแล้วเดินเข้ามาหา มันชำเลืองไปทางปอยผมที่เปียกน้ำของผมก่อนจ้องหน้า
“แกก็ลองดูสิ จะได้รู้ว่าใครกันแน่ที่ต้องลงไปอยู่ในโถส้วม” บอกพลางเอื้อมมือไปปิดก๊อกน้ำ จังหวะที่ละสายตาไปนั้นผมรู้สึกว่ามีอะไรเคลื่อนอยู่ตรงแก้ม สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าอะไรที่ว่ามันคืออะไร
“อย่าจับโว้ย!” ผมตะคอกและปัดมือหนึ่งอย่างแรงก่อนพุ่งเข้าต่อยหน้าของมันอีกหนึ่งหมัด... มาเดี่ยวอย่างนี้ คิดว่าจะกลัวเรอะ!!!
ใบหน้าของหนึ่งหันไปตามแรงชกแต่ลำตัวไม่ได้ขยับสักนิด แน่ล่ะ... ถึงรูปร่างมันจะเล็กเมื่อเทียบกับเมฆแต่ถ้ากับผมแล้วก็เรียกได้ว่ามวยคนละรุ่น ยังงั้นก็เถอะ ถึงเชิงมวยยังอ่อนหัดแต่ผมเป็นลูกผู้ชายเต็มร้อย โอกาสล้างแค้นแบบทบต้นทบดอกมีไม่บ่อย ดังนั้นผมจึงเหวี่ยงหมัดอีกข้างหวังจะฮุคปลายคางให้มันลงไปนอนกอง
แต่หนึ่งมันรู้ทางผมแล้ว คราวนี้มันเบี่ยงตัวหลบและจับข้อมือที่ผ่านหน้าไปแบบฉิวเฉียดไว้ ก่อนรวบอีกข้างที่ตามมาติดๆ แล้วกระชากตัวผมให้เสียหลักทั้งที่ยังไม่ปล่อยข้อมือ ดังนั้นผมจึงถลาไปกระแทกกับแผ่นอกของมันเข้าอย่างจัง
ผมดิ้นรนจากพันธนาการอยู่ครู่ใหญ่ก่อนเงยหน้าขึ้นเพื่อเตรียมต่อว่า พลันนั้นกลับต้องชะงักเพราะใบหน้าของหนึ่งอยู่ใกล้... ใกล้มากซะจนเห็นกระทั่งไฝขนาดเล็กแทรกอยู่ในคิ้วเข้มดกของมัน
“ปล่อยโว้ย”
หนึ่งกระพริบตาแล้วทำตามที่ผมสั่ง อาการปล่อยของมันเหมือนคนตกใจมากกว่าอย่างอื่นเพราะไม่มีแรงเหวี่ยงหรือสะบัดอะไรเลย เป็นการปล่อยแบบแบมือออกจากกันแค่นั้น
ผมผลักหนึ่งให้พ้นทางก่อนเปิดประตูออกจากห้องน้ำ ด้วยความโมโหจัดจึงไม่ได้ยินเสียงปุ่มล๊อกที่ถูกคลายออกในช่วงหมุนลูกบิดประตู และผมก็เกลียดหนึ่งมากซะจนไม่คิดหันกลับไปมองแม้แต่น้อย ดังนั้นผมจึงไม่เห็นว่าตอนนี้มือทั้งสองข้างของหนึ่งกำลังประกบอยู่ที่ปากของมัน
มารู้ทีหลังก็ช่วงภาคบ่าย...
คนที่เข้าห้องน้ำหลังผมเป็นนักเรียนห้องเดียวกัน พวกนั้นเมาท์ (แน่นอนว่าลับหลัง) หนึ่งว่ามันดมกาวอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ผมฟังแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้ว ความจริงผมรู้จักหนึ่งมาตั้งแต่สมัย ป. 5 คนอย่างเจ้านั่นถึงจะชอบรังแกคนอ่อนแอกว่าเช่นผม แถมเป็นคุณชายซ้ำชั้นที่คบหญิงไม่เลือกหน้า ออกไปซิ่งมอร์เตอร์ไซค์ยามดึกหาเด็กแว้นบ้างแต่มันก็ไม่เคยข้องแวะกับยาเสพติดเลยสักครั้ง จำได้ว่ากระทั่งบุหรี่มันก็ไม่สูบเพราะแพ้กลิ่นและควันบุหรี่
แล้วคนแพ้ควันแพ้กลิ่นนี่มันจะไปดมกาวได้ไงวะ?
ความสงสัยก็แค่ความสงสัย ที่จริงหนึ่งจะเป็นอะไรยังไงก็ไม่เกี่ยวกับผมสักนิด แต่ก็แอบไม่พอใจเล็กน้อยที่มันถูกกล่าวหาในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ทำหรือไม่มีวันทำได้ เออ... แล้วผมจะคิดอีกทำไมหว่า ในเมื่อหลังเลิกเรียนมีอะไรสนุกๆ รอผมอยู่
ผมยิ้มกริ่มพลางล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรสีเขียวค่อนข้างเก่าขึ้นมาดู... เงินยี่สิบบาทนี่คงพอจะทำให้ผมเล่นเกมตู้ได้สักสองชั่วโมงล่ะนะ ขอไประบายเครียดที่วันนี้โดนแกล้งหน่อยเถอะ… คิดแล้วก็พับแบงก์ใบเก่าครึ่งหนึ่งแล้วใส่ในกระเป๋าเสื้อ ตบเบาๆ สองสามทีเพื่อให้เนื้อผ้าหุบไปชนกับสาปด้านใน พลันนั้นผมได้ยินเสียงใครบางคนลอยมาเข้าหู
“ที่ไม่ยอมกินข้าวเพราะจะเอาเงินไปหยอดตู้เกมอีกแล้วใช่ไหม?”
“รำคาญน่า!! ไอ้เมะ...”
สะบัดหน้าไปตามเสียงเรียกแล้วต้องแปลกใจ เพราะคนที่ยืนทำหน้าบึ้งอยู่ข้างโต๊ะคือไอ้คุณชายซ้ำชั้นไม่ใช่เจ้าปิศาจบ้านั่น จะว่าไปนี่มันที่โรงเรียน... ถ้าเมฆมันมายืนอยู่ตรงนี้ได้ทันทีก็เป็นเรื่องสยองเกินไปหน่อยล่ะ ถึงความจริงมันจะทำได้ก็ตามเถอะ
“ตกลงนายรักแม่นายจริงหรือเปล่า หา! ไอ้เต้”
“อย่าใส่เกือก อยากโดนต่อยอีกหรือไง!!”
พูดขู่ทั้งที่ไม่มองหน้า... ให้ตายสิ! นี่หนึ่งมันโดนไอ้ปีศาจเมฆสิงใช่ไหมเนี่ย ถึงพูดอะไรได้คล้ายกันขนาดนี้!
แต่หนึ่งก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ มันยืนเฉยอยู่อย่างนั้น จนกระทั่ง...
สวบ!!
ถุงพลาสติกสีขาวพะโลโก้ร้านมินิมาร์ทยี่สิบสี่ชั่วโมงวางอยู่ตรงหน้า ผมขมวดคิ้วพลางเงยหน้าขึ้นมองศัตรูคู่อาฆาตอย่างสงสัย แต่หนึ่งกลับเบือนหนีไปอีกทางก่อนส่งเสียงเบาดุจเสียงกระซิบ ทว่าดังพอที่ผมจะได้ยิน...
“กินซะ” พูดจบมันก็เดินหนีไปเลย
ผมมองตามแผ่นหลังกว้างแล้วขมวดคิ้วอีกครั้ง... นี่หมัดผมแรงขนาดทำให้จิตชั่วในสมองคนกระเด็นหายไปได้เลยรึนี่!? ไม่สิ... มันต้องเป็นกับดัก ของนี่หมดอายุแล้วแน่ๆ
คิดแล้วก็หยิบขนมปังแซนวิชหมูหยองออกมาจากถุง...
‘อ้าว ก็ของใหม่นี่หว่า’ ผมคิดขณะตรวจสอบวันหมดอายุเรียบร้อยแล้ว
ชักจะยังไงๆ ซะแล้ว อยู่ๆ หนึ่งมันก็มาทำดีกับผมเนี่ยนะ โอ้ว จอร์จ!! สิ่งมหัศจรรย์ของโลก... ไม่สิ! หรือคราวนี้โลกจะถึงกาลพินาศแล้วจริงๆ
ประชดในใจไปอย่างนั้นแหละ เมื่อแน่ใจแล้วว่าขนมปังไม่ได้หมดอายุและหนึ่งก็ไม่ได้แกล้งชัวร์ ผมจึงแกะห่อขนมปังยัดเข้าปากด้วยความหิวโหย
***************

ทันมองเพื่อนผู้ยืนอมยิ้มอยู่ข้างๆ พลางหันไปหาเพื่อนสนิทอีกคน แย้สบตาแล้วยักไหล่ทำสีหน้าเหมือนจะบอกว่า ‘อย่าถาม... ไม่เข้าใจไอ้หนึ่งมันเหมือนกัน’ ก่อนเบือนหน้าไปทางอื่น
ช่วงเช้า หนึ่งเรียกพวกเขาสองคนออกไปตำหนิ ตอนแรกทั้งคู่คิดว่าหนึ่งจะด่าพวกเขาเรื่องที่ไม่ยอมรอให้หนึ่งทำธุระส่วนตัวเสร็จแถมขอแม่กิมลั้งให้เอา CRV ออกมาส่งพวกตนซะอีก แต่เรื่องกลับเป็นว่าหนึ่งอาละวาดใส่พวกเขาเพราะเรื่องน้ำหวานบนเสื้อของเต้ ทั้งที่เมื่อก่อนมันเป็นคนริเริ่มด้วยซ้ำ
เกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนของเขากันแน่?
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สงสัยก็เป็นได้แค่ความสงสัย ด้วยนิสัยและอิทธิพลของหนึ่ง เขาไม่มีทางจะถามมันตรงๆ กับเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นในวันนี้แน่...
แค่ตอนนี้เท่านั้น...
***************

เสียงกริ่งสัญญาณโรงเรียนเลิกดังขึ้นพร้อมกับที่ผมหยิบหนังสือยัดใส่กระเป๋าด้วยท่าทางเร่งรีบและหลั่นล้า จะไม่ให้ดีใจได้ไง เกม House of evil สุดโปรดกำลังรอผมอยู่ที่ร้านเกมตู้เจ้าประจำ วันนี้แหละ ผมจะยิง ยิง ยิง และยิงให้สาแก่ใจ!
แต่เมื่อสาวเท้าไปจนถึงหน้าโรงเรียน สายตาผมพลันเหลือบไปเห็นเงาหัวคุ้นเคยของใครคนหนึ่งอยู่ด้านนอกของรั้ว... ทว่าสมองยังไม่ทันประมวลคำตอบ เจ้าของเงาที่ว่าก็โผล่หน้าออกมาให้เห็นแถมยังเหยียดยิ้มที่ดูเหมือนกับกำลังเยาะเย้ยผมอีกด้วยแน่ะ
“อะ... ไอ้เมฆ!!”
“แม่นายให้ฉันมาซื้อกับข้าว เลยแวะมารอนายกลับพร้อมกัน”
เมฆก้าวเข้ามาใกล้ผมที่ยืนตาค้างอ้าปากหวอเพราะถูกผีหลอกตอนกลางวันแสกๆ มันแสยะยิ้มเยาะอีกทีก่อนเหวี่ยงแขนมาล๊อกคอลากผมให้ไปด้วยกันกับมัน
“กลับบ้านได้แล้ว”
ไม่น้า~~~ เกมของโผมมมม
“อย่าร้องน่า วันนี้ฉันมีของจะให้แกด้วย เพิ่งซื้อมาเลยนะแต่อยู่ที่บ้าน”
“ฉันไม่ใช่เด็กนะโว้ย ถึงต้องเอาของมาล่อเพื่อให้กลับบ้านน่ะ”
ผมโวยวายทั้งน้ำตา (แกล้งทำหน้าเหยเกไปงั้นเองแหละ ไม่ได้ร้องไห้จริงๆ หรอก) แต่เมฆก็ยังไม่ยอมปล่อยคอผมอยู่ดี มันโน้มหน้าลงมาใกล้จนปากแทบจะชิดใบหูผมอยู่แล้ว ผมขยับตัวเล็กน้อยเพราะเกิดร้อนๆ หนาวๆ กะทันหันคิดว่ามันจะฉวยโอกาสอีก ทว่า...
“โมเดลกันดั้ม ไม่สนแน่นะ”
“เฮ้ย! จริงดิ แกเอาเงินจากไหนไปซื้อของแพงขนาดนั้นวะ!”
ผมร้องและเงยหน้าขึ้นทันที อารมณ์ตื่นเต้นจึงลืมไปสนิทว่าหน้าปิศาจมันอยู่ระดับประชิดแบบที่แค่ขยับหน้าสักนิดปากก็ชนกัน แต่เหมือนกับรู้ในข้อนี้ดี เมฆจึงเบี่ยงหน้าออกเล็กน้อย... แค่เล็กน้อยจริงๆ
“นายคิดว่าฉันเป็นอะไรล่ะ หือ”
ว่าแล้วก็ยิ้ม เป็นยิ้มที่สาวไหนมาเห็นล่ะก็ระทดระทวยได้ง่ายๆ เลยล่ะ ขนาดผมยังเผลอใจเต้นไปหน่อย เฮ้ย! ไม่ใช่!! เพราะโมเดลกันดั้มต่างหาก!
เมฆยกหัวขึ้นในระดับปกติและหัวเราะแม้ว่าจะยังไม่ปล่อยคอผมก็เถอะ ช่างมัน! จะล็อกคอจนไปถึงบ้านเลยก็ยอม จะให้อดเล่มเกมสักอาทิตย์ก็ได้ เพราะผมกำลังจะเป็นเจ้าของโมเดลกันดั้ม กันดั้มเชียวนะ!!
ผมตื่นเต้นจนแทบอยากวิ่งกลับบ้านซะเดี๋ยวนี้ แต่ไม่ได้! ผมต้องแสดงให้มันเห็นว่าผมไม่อยากได้ของของคนแปลกหน้า ถึงไอ้คนแปลกหน้ามันจะหน้าตาดีและเป็นปิศาจที่อาศัยอยู่ห้องเดียวกันมาสองวันแล้วก็ตาม
“ไม่ต้องตื่นเต้น โมเดลไม่หายไปไหนหรอก” เมฆว่าก่อนยิ้มอย่างรู้ทัน
“คะ... ใครตื่นเต้น ฉะ... ฉันไม่ชอบรับของจากคนไม่สนิท รู้ไว้ซะ”
“งั้น นายจะไม่เอา?”
“เอาสิ!! ว่าแต่นายเถอะ ให้แล้วให้เลยนะเฟ้ย”
เมฆทำหน้าตกตะลึงอยู่พักก่อนปล่อยคอผมทันทีแล้วนั่งหัวเราะจนตัวงอ ไอ้บ้านี่! โดนรู้ทันแบบนี้ คนเขาก็เขินเป็นนะโว้ย
“โอเคๆ เดี๋ยวรอให้ถนนปลอดคนก่อน ฉันจะพานายกลับบ้านแบบ ด่วนที่สุด เลยแล้วกัน”
“เหอ?” ผมมองซ้ายมองขวา ข้างหน้าและ... เออ ข้างหลังมีคนเดินอยู่จริงด้วย
“แล้วด่วนที่สุดที่นายว่า ยังไงเหรอ”
เมฆยิ้มแล้วลุกขึ้นยืน ก้มลงมากระซิบข้างหูด้วยสองคำสั้นๆ แต่ทำให้ผมตื่นเต้นจนแทบลมใส่อีกรอบ
“หายตัว”
โอ้ว! สิ่งศักดิ์สิทธิ์ครับ! วันนี้เป็นวันดีที่สุดในชีวิตผมเลย




 

Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2553    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2553 18:03:22 น.
Counter : 153 Pageviews.  

ตอนที่ 4

ผมสะดุ้งตื่นอีกครั้งในกลางดึกของคืนนั้น น่าแปลกที่หนนี้ผมรู้สึกปวดหัวจี๊ดขึ้นมากะทันหันทั้งที่ปกติแล้วจะรู้สึกเหมือนกับนอนหลับไปแล้วเพิ่งตื่น ผมค่อยๆ ลุกพลางทุบหัวตัวเอง 2-3 ครั้งเพื่อไล่ความเจ็บปวด แต่เมื่อเห็นดวงตาของใครคนหนึ่งจ้องมา ความรู้สึกปวดเมื่อกี้ก็พลันหายเป็นปลิดทิ้ง ผมรีบกระเด้งตัวขึ้นและควานหาสิ่งของที่พอจะใช้ต่างอาวุธได้ทันที
“ยะ... อย่าเข้ามานะโว้ย!! หะ... เห็นหรือเปล่าว่าฉะ... ฉันมีอาวุธ!!”
ผมชูไม้บรรทัดพลาสติกและแกว่งมันเป็นเชิงขู่ แม้จะดูน่าสมเพชไปบ้างก็เถอะ สถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ ใครมันจะมีปัญหาไปหาอะไรที่ดีกว่านี้ได้ทันกันเล่า
แต่เจ้าปิศาจเมฆกลับมองผมด้วยดวงตาเฉยชา ว่าไปแล้วมันเจือไปด้วยความเศร้าด้วยซ้ำ หมอนั่นมองไม้บรรทัดแวบหนึ่งก่อนถาม
“นายเป็นไงมั่ง”
น้ำเสียงหดหู่คล้ายสำนึกผิดมันทำให้ใจผมถึงกับกระตุกวูบและเผลอลดมือที่ชูไม้บรรทัดอย่างลืมตัว แต่เมื่อระลึกขึ้นได้ว่าหลงกลเจ้าปิศาจเมฆมาหลายรอบแล้ว ผมก็รีบยกมันขึ้นมาแกว่งต่อก่อนตอบคำถาม
“กะ... ก็อย่างที่นายเห็น ฉะ... ฉันยังมีแรงเหลือเฟือ...” ผมชะงักไปครู่ก่อนเอ่ยคำว่า “เฟ้ย!” เพื่อเสริมความน่าเกรงขาม
“ฉันขอโทษ”
“เออ... แล้วจำไว้ว่า... หา! เมื่อกี้นายว่ายังไงนะ” ผมจ้องเมฆอย่างไม่เชื่อหู แต่หมอนั่นกลับชำเลืองมองผมแวบหนึ่งแล้วก้มหน้าลงซบหัวเข่าตัวเอง เสยเรือนผมดำขลับเป็นเงางามด้วยท่าทางน่าหมั่นไส้ ผมเบะปากและเกือบพูดประชดหมอนั่นแล้วถ้าหางตาไม่บังเอิญเหลือบไปเห็นว่าใบหูแหลมๆ ของเจ้านั่นกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดง
“อย่าให้ฉันพูดซ้ำได้ไหม”
เสียงเมฆแผ่วเบาแต่ผมก็ได้ยินเต็มสองรูหู และอาจหัวเราะกับท่าทางของหมอนั่นถ้ามันไม่เงยหน้าขึ้นมาเสียก่อน แต่หลังจากนั้นเมฆกลับล้มตัวลงแล้วดึงผ้าห่มมาคลุมโปงนอนเงียบแทบในทันที
โอ้ว จอร์จตกใจครับ! เพิ่งรู้ว่าปิศาจก็เขินเป็น!!
“พรู่ด... อุ๊บ!”
ผมรีบยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นเสียงหัวเราะ... แหงล่ะครับ ขืนปล่อยก๊ากกลางดึกขนาดนี้ ผมคงได้รับคำอวยพรไม่พึงประสงค์จากบ้านข้างเคียงและคุณแม่(ซึ่งคนหลังคงมีมากกว่าคำอวยพร) ดังนั้นผมจึงต้องกลั้นหายใจจนน้ำหูน้ำตาเล็ดกว่าจะปรับเสียงตัวเองให้กลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ
“เออ... ทีหลังนายอย่าทำอีกก็แล้วกัน”
เมฆผุดลุกขึ้นนั่งแล้วหันมองผมด้วยสายตาประหลาด คิ้วของเจ้านั่นขมวดแทบกลายเป็นเงื่อนถ้าหากว่ามันอยู่ชิดกันมากกว่านี้อีกสักหน่อย
“ใครว่าฉันขอโทษนายเรื่องนั้นกัน!”
ผมอ้าปากค้างกับคำพูดเจ้าปิศาจหน้าหล่อก่อนเริ่มขยับปาก ทว่ายังไม่ทันได้ออกเสียงเมฆก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ฉันไม่ได้คิดจะเลิกทำ ฉันแค่อยากขอโทษที่รุนแรงกับนายเพราะบังคับตัวเองไม่ได้ก็เท่านั้น”
“แกอย่าพูดบ้าๆ นะเฟ้ย หมายความว่าไอ้ที่ผ่านๆ มาแกบังคับตัวเองไม่ได้หรือไง!!”
“ไม่ใช่ ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น นายไม่เข้าใจ”
“ก็หัดอธิบายอะไรให้มันน่าเข้าใจหน่อยสิวะ!”
ตะคอกจบก็เพิ่งมาสำนึกว่าสายไปเสียแล้ว อาการฟิวส์ขาดทำให้ผมบังคับปากตัวเองไม่อยู่ ผมกลืนน้ำลายอย่างหวาดกลัว นั่งตัวแข็งทื่อรอปิศาจร้ายลุกขึ้นมาหักคอผมจิ้มน้ำพริก
แต่สุดท้ายเจ้าเมฆก็ไม่ได้ทำอะไรแบบที่ผมนึกกลัว หมอนั่นนั่งนิ่งอยู่กับที่ ทำหน้าคล้ายกับกำลังตัดสินใจอะไรบางอย่าง แล้วในที่สุดมันก็พูดว่า
“นายคงกำลังคิดว่าฉันฉวยโอกาสกับนาย แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่...” เมฆเงยหน้าขึ้นมองผมก่อนถอนหายใจ
“ที่ฉันทำ มีแค่ขอแบ่งปันลมหายใจของนายเท่านั้น”
“แบ่งปันลมหายใจ?” ผมทวนคำ “หมายถึงพวกพลังชีวิตอะไรอย่างนั้นใช่ไหม”
“ถ้าในภาษาเกมบ้าบออะไรของนายก็ ประมาณนั้น...”
คำพูดของนายปิศาจจอมประชดประชันทำให้ผมต้องจ้องหน้ามันด้วยสายตาแค้นเคืองแกมหมั่นไส้ นึกในใจว่าถ้าเจ้านี่เป็นปิศาจในเกมจริงล่ะก็ มันต้องเป็นประเภทผู้ใช้สุนัขแน่... วิ่งพล่านอยู่ในปากเยอะซะขนาดนั้น... อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ผมจะถามหมอนี่มันไม่ใช่เรื่องนี้หรอก
“แล้วนายเอาลมหายใจของฉันไปทำอะไร”
เมฆไม่ได้ตอบผมทันที มันมองหน้าผมครู่หนึ่งก่อนหลับตาและนิ่งเงียบ ทำเหมือนคนที่รอฟังคำตอบตาแป๋วอยู่นั้นไม่มีความสำคัญ ให้ตายสิ! นี่ผมเริ่มคันฝ่าเท้าตะหงิดๆ แล้วนะนี่
ทว่ายังไม่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจ เจ้าปิศาจก็รีบชิงพูดขึ้นมาก่อน ชิ! ท่าทางมันคงรู้ตัวว่ากำลังจะกลายเป็นเหยื่อบาทาของใครล่ะมั้ง
“ความจริงแล้ว... มนุษย์เป็นอาหารของฉัน”
“อ้อ... ที่แท้ก็เป็น...” ผมกอดอกแล้วพยักหน้าช้าๆ แต่แล้วก็ต้องชะงัก เบิ่งตากว้าง หันไปจ้องเจ้าปิศาจหน้าหล่อที่เพิ่งเฉลยความจริงอันน่าขนหัวลุก
“หา! นายว่าอะไรนะ เป็นอาหารเรอะ!?”
เมฆพยักหน้า ก่อนพูดขู่ “ฉันเคยบอกนายแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าสักวันจะกินนายทั้งตัว”
เวรแล้วไหมล่ะ! เห็นท่าทางและการกระทำของมันออกแนววิปริต ใครจะไปนึกว่า “กิน” ของมันมีความหมายแบบเดียวกับคำว่า “กิน” จริงๆ
ผมคลานถอยหลังจนกระทั่งติดกำแพงอีกฝั่ง สองตาไม่ลดละจากปิศาจที่นั่งจ้องผมเขม็ง มือข้างหนึ่งชูไม้บรรทัด อีกข้างเงื้อกล่องดินสอ เผื่อว่ามันจู่โจมเข้ามาผมจะได้ป้องกันตัวทัน แต่เพียงครู่เดียวเมฆก็หัวเราะออกมา
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ฉันยังไม่คิดเขมือบนายตอนนี้หรอก” เมฆว่าพลางซุกตัวเข้าไปในผ้าห่มนอนเงียบ ทิ้งให้ผมนั่งค้างชูไม้บรรทัดอย่างนั้นอีกเกือบค่อนคืน
‘ไอ้บ้า ไอ้ปิศาจโรคจิต จำไว้เลยนะ!’
ผมคำรามในลำคอ กำปืนในมือแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขณะเล็งไปยังร่างของศัตรูตัวร้าย
‘เก่งนักก็เข้ามาสิเฟ้ย จะยิงให้พรุนเลย’
คิดพลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างสะใจในอารมณ์ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าผมฝันนะ นี่เรื่องจริงล้วนๆ เพราะเมื่อคืนกว่าจะหลับได้ก็ปาเข้าไปเกือบสว่างแถมตื่นเช้ากว่าปกติเลยหงุดหงิดจนต้องหาที่ระบายสักหน่อย โชคดีเป็นบ้าที่ตอนเที่ยงแม่ใช้ให้ผมมาซื้อของในตลาดและเจ้ามารความสุขนั่นกำลังซ่อมกำแพงห้องน้ำ ผมเลยแอบแวะร้านเกมเจ้าประจำได้
...ทว่าในตอนที่กำลังยิงอย่างเมามันนั้นเอง...
“ท่าทางจะสนุกมากเลยนะ อินกับเกมขนาดนั้นเลยรึ?”
เสียงทุ้มนุ่มที่กระซิบอยู่ข้างหูทำให้ทั้งร่างแข็งเป็นหิน เกมโอเว่อร์ภายในเสี้ยวนาทีทั้งที่ปกติแล้วยังเล่นต่อได้นานเกือบครึ่งชั่วโมง ผมกลืนน้ำลาย ค่อยๆ หันไปทางมารร้ายที่ยืนยิ้มเผล่อยู่ข้างๆ
“แม่ให้มาซื้อของ ดันดอดแวะหยอดเกมตู้อีก นายนี่มัน...” ไม่ทันได้พูดจบ เมฆก็เข้าล็อกคอผมแบบนักมวยปล้ำและใช้สองมือไขขมับเป็นของแถม
“เจ็บโว้ย ป... อือ!” ไอ้ปิศาจจอมโหดมันทำให้เสียงผมหายไปเฉยๆ ไม่เปิดโอกาสให้ได้ร้องขอความช่วยเหลือสักนิด ผมจึงต้องดิ้นรนอย่างเจ็บปวดอยู่ในวงแขนกำยำที่รัดแน่นอย่างกับอนาคอนด้ารัดเหยื่อไม่มีผิด ทว่าไม่นานสวรรค์ก็ส่งคนลงมาช่วยผม
“โฮ่... สนิทสนมกันจังเลยนะ ถึงขนาดหยอกล้อกันกลางร้านเกมอย่างนี้”
แม้เป็นคนที่เกลียดที่สุดแต่ในสถานการณ์อย่างนี้ผมก็แทบกระโดดกอดเจ้าหนึ่งได้ เมฆหยุดบีบขมับผมแล้วหันไปหาคนที่เพิ่งทักทายด้วยน้ำเสียงเย็นชาปนเหยียดหยาม... ช่างมันเถอะ... ต่อให้มันเยาะเย้ยมากกว่านี้ผมก็ยอม มันช่วยให้ผมรอดตายแล้ว แต่เหมือนปิศาจร้ายจะรู้ความคิด มันมองผมด้วยหางตาแวบหนึ่งก่อนพูดกับหนึ่งว่า
“อิจฉาพวกเรารึ?”
ผมเห็นหน้าขาวๆ ของเจ้าหนึ่งแดงซ่านขึ้นมาทันที อยากยกมือขยี้ตาดูว่าไม่ได้เห็นภาพหลอนแต่ติดว่าเมฆมันยังล็อกคอผมอยู่
“เฮอะ! ใครจะไปอิจฉาคนอย่างพวกแกกัน” หนึ่งพูดด้วยเสียงแหลมปรี๊ดแล้วหันมาทางผม “ไง! เต้ หนนี้แม่นายขายของเก่าได้หรือไง นายถึงมีเงินเล่นเกมน่ะ”
“เงินค่าขนมของฉันโว้ย ไอ้ปากมอม!” ตะโกนจบก็พยายามถีบขาเตะไอ้หนึ่ง นี่ผมนึกขอบคุณมันลงได้ยังไงนะ มันดูถูกครอบครัวเราซะขนาดนี้แถมลามปามไปถึงแม่ผมอีก ไอ้ชั่วเอ๊ย!
“เงินค่าขนมนายเยอะขนาดเล่นเกมได้ทีเป็นชั่วโมงๆ เลยเหรอหรือว่าเล่นเก่ง ไม่น่า... ขนาดเรื่องเรียนนายยังแทบเอาตัวไม่รอดเลยนี่หว่า”
“ฉันเรียนไม่เก่งแต่ก็ไม่เคยสอบตกนะเฟ้ย ไอ้คุณชายจอมซ้ำชั้น!!”
คราวนี้หน้าที่แดงของหนึ่งยิ่งแดงแปร๊ดเข้าไปอีก มันรีบละล่ำละลักแก้ตัว
“ฉันไม่สบายโว้ยถึงได้สอบตก คนอย่างฉัน...” หนึ่งหุบปากทันควันเมื่อเห็นเด็กหลายคนในร้านเริ่มจับกลุ่มมุงดูพวกเราอย่างสนใจ ส่วนใหญ่ก็เป็นรุ่นน้องในโรงเรียนเดียวกับผม จากนั้นมันก็รีบหันหลังวิ่งแจ้นออกจากร้าน ไม่ลืมส่งสายตาอาฆาตมาทางผมที่ยังตะโกนด่าไล่หลัง
“คนอย่างแกมันก็มีแค่รวยแหละวะ ไอ้เด็กซ้ำชั้น!!”
“พอได้แล้วน่า อายเขา” เมฆว่าพลางหันไปหยิบของและดึงผมออกจากร้านเกม
“เดี๋ยวสิ ฉันยังด่าไม่จบ ไม่สิ! ความจริงไอ้เลวนั่นมันต้องโดนต่อยสักเปรี้ยง” ผมคำราม
“แต่นายก็โกหกว่าใช้ค่าขนมเล่นเกมไม่ใช่หรือไง”
คำพูดของเมฆทำให้ผมสะอึก แน่นอนว่าเรื่องจริงก็คือผมแอบเม้มเงินแม่เล่นเกมไปยี่สิบบาท แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าผมบอกขอไปซื้อขนมกินแม่จะพยักหน้าและไม่ว่าอะไรทุกครั้ง ดังนั้นเรื่องนี้ตกประเด็น เมฆกล่าวหาผมไม่ได้เด็ดขาด!!
ทว่ายังไม่ทันอ้าปาก มันก็สวนกลับมาแล้วนี่สิ...
“แล้วค่าข้าวที่แม่นายให้ไปโรงเรียนทุกวันนั่นอีก นายไม่ใช้ฉันก็ไม่ว่าหรอก แต่นายเล่นไม่กินข้าวเพื่อที่จะมาหยอดตู้เกมนี่มันเกินเหตุไปหน่อยนะ เพราะอย่างนี้ไงนายถึงตัวเล็กกว่ามาตรฐาน”
หน้าชาวูบทันที ไอ้บ้านี่มันเป็นอึปลาทองหรือไง เพิ่งเข้ามาอยู่บ้านผมได้ไม่กี่วันไหงมันถึงได้รู้เรื่องผมทุกอย่างราวกับอาศัยร่วมบ้านกันมาเป็นชาติอย่างนี้
“ไม่ใช่เรื่องของนาย”
พูดออกไปแล้วก็ต้องรีบตะครุบปากตัวเองพลางชำเลืองมองคนที่เดินอยู่ข้างกายอย่างหวาดผวา แต่ใบหน้าของเมฆไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ที่จริงมันออกจะเย็นชาด้วยซ้ำ นอกจากนี้มันยังดูห่างเหินจนผมรู้สึกผิดซะเอง
“เอ้อ... ฉัน... คือว่า...”
“รีบกลับเถอะ คุณน้ารออยู่” เมฆตัดบทแล้วรีบเดินจ้ำอ้าว หมอนั่นไม่ได้เหลียวหลังกลับมามองผมอีกเลยจนกระทั่งเข้าไปในบ้าน
“กลับมาแล้วหรือจ๊ะ” แม่เงยหน้าจากงานฝีมือที่รับมาทำและส่งยิ้มให้พวกผมที่เพิ่งเข้าประตูมา เห็นใบหน้าที่มีเหงื่อเกาะพราวของแม่ ยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดมากขึ้น
“แม่ครับ คือผม...”
“แม่ต้องรีบส่งงานภายในวันพรุ่งนี้ เต้ทำกับข้าวแทนแม่ทีนะลูก”
แม่หยิบกระดาษทิชชูขึ้นมาซับเหงื่อก่อนก้มหน้าทำงานต่อไป ผมกลืนน้ำลายด้วยสำนึกบาปพลางตอบรับเสียงอ่อยและรับถุงกับข้าวจากมือเมฆเพื่อเอาไปไว้ในครัว คิดว่าจะอาบน้ำก่อนแล้วค่อยมาทำอาหาร ผมจึงเดินขึ้นไปชั้นบนเพื่อหยิบผ้าขนหนู แต่เมื่อเปิดประตูห้องนอนก็ต้องผงะ เพราะคนที่ผมเพิ่งรับถุงกับข้าวจากมือมันไปกลับขึ้นมานั่งอยู่บนที่นอนของผมตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ แถมตอนนี้มันยังกลายร่างเป็นปีศาจทั้งที่เป็นเวลากลางวันแสกๆ
“เห็นแล้วใช่ไหม” ปิศาจเมฆคำราม
“เห็นอะไร”
ผมแสร้งทำหน้าไม่รู้เรื่องและคิดว่าจะหันหลังกลับ แต่ร่างกายมันดันขยับไม่ได้เสียนี่!
“อย่าแกล้งตีหน้าเซ่อ ไอ้หนู” ว่าพลางลุกขึ้นจากฟูกแล้วเดินย่างสามขุมเข้ามาหา ผมได้แต่กลืนน้ำลาย จ้องหมอนั่นด้วยสายตาหวาดกลัว
“แกไม่รักแม่ของแกเลยใช่ไหม” เล็บยาวแหลม ท่าทางจะคมขนาดหั่นคอผมให้ขาดในพริบตาได้ของนายปิศาจไล้อยู่บนแก้มผมช้าๆ
“ถ้าแกไม่ต้องการผู้หญิงคนนั้น ฉันจะลงไปกินหล่อนเดี๋ยวนี้”
“อย่ายุ่งกับแม่ฉัน!!” ผมตะโกนและผลักเจ้าปิศาจร้ายสุดแรงเกิด แต่มันแค่เซไปสองสามก้าวก่อนถลึงตาดุดันใส่ผม ทว่าตอนนี้ผมโกรธจัดจนลืมความกลัวไปแล้ว
“ถ้าแกแตะต้องแม่ฉัน ฉันฆ่าแกแน่!!”
เมฆยิ้มเยาะพลางยืดตัวขึ้น ดวงตาสีม่วงคล้ำของเจ้านั่นมองผมอย่างเหยียดหยาม
“ไม่อยากให้ฉันฆ่าเพราะแกกลัวไม่มีคนเลี้ยงใช่ไหมล่ะ แกอยากให้ผู้หญิงคนนั้นหาเงินให้เพื่อแกจะได้ใช้เงินที่หล่อนหามาได้ปรนเปรอความสุขจอมปลอมของแก”
“แกไม่รู้อะไรอย่ามาพูดดีเลยน่า!!” ผมถลาเข้าไปต่อยเมฆสุดแรงเกิดก่อนกระโจนถีบหน้าแข้งมันอีกครั้งเป็นของแถม ได้ผล... ถึงจะไม่ลงไปนอนกองแต่เมฆก็ต้องทรุดตัวลงเพื่อลูบขาตัวเอง
“ฉันไม่ได้มีอำนาจอย่างแกนี่ถึงจะปกป้องตัวเองได้ รู้บ้างหรือเปล่าว่าที่โรงเรียนฉันต้องเจอกับอะไรอยู่เกือบทุกวัน! แกเข้าใจหัวอกคนที่ไม่มีพวกแถมโดนแกล้งตลอดเวลาอย่างฉันเหรอ!!”
ปิศาจร้ายมองผมด้วยสีหน้าตกตะลึงก่อนทำท่าเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่แล้วก็เปลี่ยนใจก้มมองพื้น สักพักผมก็ได้ยินเสียงถอนหายใจของเมฆ
“มันแค่ข้ออ้างของคนอ่อนแอ แต่เอาเถอะ ฉันก็เห็นมนุษย์อ่อนแอกันทุกคนนั่นแหละ ยกเว้น...”
ทิ้งค้างไว้แค่นั้นก็ลุกขึ้นยืน เขาสัตว์ที่ยืดยาวค่อยๆ หดเล็กจนหายเข้าไปในหัวของเมฆ ในที่สุดมันก็กลายร่างเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์เหมือนเมื่อสามนาทีก่อนหน้านี้
“ที่นายพูดก็ใช่ว่าฉันจะไม่เข้าใจหรือไม่รู้ อีกอย่างหนึ่งที่นายโดนแกล้งน่ะ มันเพราะ...”
อยู่ๆ เมฆก็ทำสีหน้าไม่พอใจขึ้นมา ทำเอาอารมณ์กรุ่นๆ ของผมหายวับ บังเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาแทนที่
“เพราะอะไรล่ะ” ผมถาม แต่เจ้าปิศาจกลับเดินหนีแทนคำตอบ
“เอ้า! อย่ายั่วให้อยากแล้วจากไปสิวะ บอกมาสิว่าเพราะอะไร!!”
เมฆมองหน้าผมอีกครั้ง นี่ตาฝาดไปหรือเปล่านะ เห็นมุมปากหมอนั่นยกขึ้นนิดๆ คล้ายกับกำลังเยาะเย้ยผมอยู่อย่างนั้นแหละ
“ว่าไงล่ะ เฮ้ย เดี๋ยวก่อน!!”
สุดท้ายผมก็ไม่ได้รับคำตอบ เมื่อเจ้านั่นหายตัวไปจากห้องโดยที่ไม่ได้เปิดประตู




 

Create Date : 26 พฤษภาคม 2550    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2553 18:02:33 น.
Counter : 93 Pageviews.  

ตอนที่ 3

ก่อนอาหารเย็นเล็กน้อย เมฆอาสาจะทำกลอนประตูห้องน้ำให้ คงเพราะเหตุการณ์เมื่อวานทำให้แม่ผมไม่ได้ปฏิเสธอะไร แต่พอแม่จะยื่นเงินให้ไปซื้อกลอนประตูมาเจ้าปิศาจกลับบอกว่า
“ผมซื้อมาแล้วครับ”
ผมมองกลอนสีเงินวาวในมือปีศาจหน้าหล่อด้วยความสนใจ เพราะตลอดเวลาที่ไปเดินตลาดนัด เจ้านั่นเดินตามผมต้อยๆ จนนึกไม่ออกว่ามันไปซื้อมาตอนไหน
มันต้องเป็นกลอนเวทมนตร์แน่ๆ...
ผมคิดอย่างตื่นเต้นพลางชะเง้อคอมองจนแทบเคล็ด คาดหวังว่าจะได้เห็นเวทมนตร์ของจริงจากคนตรงหน้าไม่ใช่จากในทีวีหรือเกมอีกแล้ว เหมือนรู้ทัน นายปิศาจหันมาส่งยิ้มหวานให้ผม
“ช่วยหยิบค้อนแล้วตามฉันไปที่ห้องน้ำทีนะ เต้”
ผมพยักหน้าแล้ววิ่งไปหาค้อนตามที่เจ้านั่นสั่ง ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าถ้าหากเจ้าปิศาจนั่นจะใช้เวทมนตร์จริง อุปกรณ์ทั้งหลายก็ไม่จำเป็นต้องใช้สักนิด เว้นแต่ว่ามันจะไก่อ่อนเสียจนต้องบังคับค้อนให้ตอกตะปู ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลัง ผมว่าผมเสียเวลาตอกเองดีกว่า
แต่ในที่สุด มันก็ไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั่นแหละ เจ้านั่นไม่ได้ใช้อะไรเลย นอกจากสองมือของมันเอง!
เสียงตอกตะปูดังโป้ง! สนั่นไปพร้อมกับการสั่นสะเทือนเล็กน้อยของตัวบ้าน ผมได้แต่ยืนมองเจ้าปิศาจใช้ค้อนทุบลงไปบนตะปูอย่างเมามันเหมือนระบายอารมณ์โกรธใครมาสักชาติ แถมพอผมออกปากถาม มันยังหันมาแขวะใส่ผมอีกแน่ะ
“ทำไมฉันจะต้องทำเรื่องไร้สาระอย่างใช้เวทมนตร์ด้วยล่ะ ในเมื่อการตอกตะปู ใช้แค่แรงกับอุปกรณ์อีกเล็กน้อยก็ทำได้แล้ว แถม...”
มันหยุดพูดแค่นั้นก่อนยักไหล่เหมือนไม่ใส่ใจ โธ่โว้ย! แล้วจะหลอกให้มายืนดูทำไมวะ ตั้งนานสองนาน
“ฉันไม่ได้พูดสักคำว่าจะใช้เวทมนตร์ นายคิดของนายไปเองคนเดียว”
ไอ้บ้านี่ มันอ่านใจผม!
“เออ! ฉันผิดเองก็ได้วะ!!”
ผมตะคอกใส่แล้วหันหลังจะเดินออกจากห้องน้ำ แต่เมฆกลับจับต้นแขนผมก่อนดึงเข้าไปหามัน จากนั้นเจ้าปิศาจก็โน้มปากของมันลงมาปิดปากของผมไว้ กว่าจะรู้สึกตัวว่าถูกล่วงเกินอีกแล้วก็สายเกินไป สัมผัสร้อนที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่ในปากมันทำให้สติของผมเริ่มพร่าเลือนไปทุกขณะ
“พอแค่นี้ก่อนดีกว่า”
เสียงกระซิบแผ่วเรียกสติผมให้กลับคืนมา ผมรีบผลักเจ้าเมฆและตั้งท่าจะวิ่งออกจากห้องน้ำ แต่ขาเจ้ากรรมดันเกิดชาหมดแรงเอาตอนไหนไม่รู้ แค่วางเท้าลงบนพื้นเท่านั้นแหละ... ได้เรื่อง
เมฆรีบคว้าตัวผมไว้ก่อนที่จะร่วงไปกองกับพื้น เพราะกำลังตกใจผมจึงไม่เฉลียวคิดสักนิดว่าตอนนี้ร่างกายของเราสองคนอยู่ใกล้ชิดกันมากขนาดไหน ดังนั้นผมเลยเผลอผลักเจ้าปิศาจสุดแรงเกิดเมื่อเห็นว่าปลายจมูกของเจ้านั่นห่างจากแก้มผมไม่ถึงหนึ่งเซนติเมตร
“เฮ้ย!”
อุทานได้คำเดียวล่ะครับ หลังจากนั้นโลกก็ตีลังกาทันที ผมหลับตาปี๋เพราะมั่นใจว่าตัวเองเสียหลักล้มกลิ้งไปแล้วแน่นอน และยิ่งรู้สึกใจคอไม่ดีเมื่อได้ยินเสียงของหล่นดังโครมครามตามหลัง ผมภาวนาในใจอย่างเอาเป็นเอาตายว่าขออย่าให้พวกกะละมัง ถัง หรืออะไรก็ตามแตกเลย
ผมรอจนกระทั่งเวลาผ่านไปได้สักพักจึงตัดสินใจแง้มเปลือกตาขึ้นดูสถานการณ์รอบตัว ทว่าสิ่งแรกที่ได้เห็นกลับทำให้ผมนึกอยากหลับตาลงไปใหม่และไม่ต้องตื่นมาเจอภาพสยองขวัญสั่นประสาทนี่อีกตลอดกาล
เพราะภาพสยองนั้นคือเรือนผมสีดำเป็นเงางามของใครบางคนกำลังลอยเด่นอยู่ตรงหน้า ยิ่งไปกว่านั้น สัมผัสร้อนของลมหายใจที่ระรดตรงต้นคออย่าสม่ำเสมอ มันทำให้ผมรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวบอกไม่ถูก เป็นเวลานานเลยทีเดียวกว่าจะสำนึกได้ว่าควรทำอะไรเป็นอย่างแรก
“ว้ากกกก!!”
ผมแหกปากตะโกนไปพร้อมกับรวบรวมกำลังทั้งหมดผลักร่างที่กำลังทาบทับอยู่ให้พ้นตัว แต่เจ้าของกลับนอนนิ่งไม่เขยื้อนเลยสักนิด ผมมองต้นแขนผิวเข้มที่ใหญ่กว่าคอของตัวเองพลางกลืนน้ำลาย ใจเริ่มกระหวัดถึงคำพูดที่เมฆเคยพูดไว้เมื่อคืนก่อน นี่ถ้ามันเกิดอยากทำอย่างที่ปากว่า เอวบางร่างผอมแห้งอย่างผมจะไปสู้อะไรมันได้
แต่ก่อนที่สมองผมจะคิดฟุ้งซ่านไปมากกว่านั้น เสียงสูดปากของนายปิศาจได้ดังขึ้นเรียกให้ผมหันไปมอง และสาบานได้ว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นความเจ็บปวดของนายปิศาจหน้าหล่อ ผมรีบผุดลุกขึ้นจับเจ้านั่นให้นั่งในท่าสบาย หัวใจกระตุกวาบทันใดเมื่อเห็นว่าท่อนแขนข้างหนึ่งของเจ้านั่นอยู่ใต้หัวผมพอดิบพอดี
“เมฆ... เป็นอะไรไปน่ะ... นะ... นายแขนหักเหรอ?”
“เปล่า... ไม่... โอย...”
ปากมันพูดปฏิเสธก็จริงแต่ไอ้หน้าตาที่บิดเบี้ยวเหยเกนี่บอกได้ชัดๆ ว่า ‘ไม่’ ของมันนี่ มันคง ‘ใช่’ อย่างที่ผมนึกกลัวแหง
“ไม่บ้าไม่บออะไร แขนนายหักแน่ๆ แล้วนี่นึกอุตริอะไรเอาแขนมารองหัวฉันน่ะ หา! ไอ้บ้า!!”
ดวงตาสีม่วงที่จ้องหน้าผมอยู่วาววามขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหลุบมองจุดที่ผมล้มลงไป ผมรีบหันไปมองทางด้านหลัง ขนหัวแทบลุกเมื่อเห็นว่าสาเหตุที่เจ้าเมฆต้องแขนหักเป็นเพราะอะไร
ห่างจากจุดที่หัวของผมเคยวางไว้เพียงนิดเดียวมีตะปูขึ้นสนิมตัวเขื่องยื่นออกมาจากเสา!!
ผมสะบัดหัวเพื่อไล่ความรู้สึกสยองและหันไปมองหน้าเจ้าปิศาจ เห็นมันกำลังยักคิ้วและส่งยิ้มให้ผม
บ้าชะมัด! เรื่องแค่นี้ทำไมใจต้องเต้นด้วยฟะ!!
ความเก้อเขินเข้าเกาะกุมใจจนผมต้องเบือนหลบแววตากรุ้มกริ่มคู่นั้น โชคดีที่บรรยากาศน่ากระอักกระอ่วนคงอยู่ได้ไม่นาน แม่ผมก็เปิดประตูห้องน้ำเข้ามาพอดี
“เต้ เสียงอะไร... ตายแล้ว! เมฆหกล้มเหรอลูก!!”
“ผมไม่เป็นอะไรครับคุณน้า”
เจ้าปิศาจบอกปัดทั้งที่ใบหน้ายังซีดเซียว แม่ผมรีบปราดเข้ามาดูหลานชายตัวปลอมด้วยความเป็นห่วง ดูแม่ลนลานอย่างเห็นได้ชัดขณะจับแขนเมฆที่บวมตุ่ยเบาๆ
“แขนหักไหมนะ... หกล้มท่าไหนกันล่ะนี่”
“ถูกของหนักทับนิดหน่อยครับ แต่ผมคิดว่าคงแค่เคล็ด”
ไอ้ปิศาจบ้ามันกล่าวหาผมว่าเป็น ‘ของหนัก’ หรือนี่!
ผมถลึงตาและแยกเขี้ยวใส่เจ้าปิศาจ แต่โชคร้ายที่แม่หันมาเห็นท่าทางของผมพอดี ดวงตาของแม่เหมือนมีเปลวไฟลุกพรึบขึ้นมาวูบหนึ่งแล้วหายไป แต่ยังคงความน่ากลัวครบทุกกระเบียดนิ้ว
“เต้ พยุงพี่เขาออกไปทีนะ แม่จะไปหายา” น้ำเสียงแม่ผมเย็นชาทีเดียว ผมยิ้มเจื่อนและเดินคอตกไปหาเจ้าปิศาจ ขยับแขนข้างที่ไม่บาดเจ็บมาพาดบ่า แม่หันมามองผมอีกครั้งแล้วเดินออกไปจากห้องน้ำ
“อย่าทำหน้าอย่างนั้นสิ ฉันไม่ได้แกล้งนายนะ”
เจ้าปิศาจทำหน้าอ้อนทำเสียงง้องอนเต็มที่ ให้ตายเถอะ! นี่มันคิดว่าผมเป็นเด็กสามขวบหรือไงกัน
“ก็ไม่ได้โกรธอะไรนายนี่ หุบปากแล้วใช้ขาตัวเองเดินซะ ฉันหนัก”
ผมบ่นแต่ยังไม่ได้ปล่อยให้เจ้านั่นเดินเองตามที่ปากว่าหรอกนะ ถึงจะไม่ชอบขี้หน้ายังไงผมก็ไม่ใจไม้ไส้ระกำขนาดนั้นหรอกน่า แต่เพราะอย่างนี้แหละ ผมจึงไม่รู้เลยว่าตอนนี้เมฆกำลังใช้แววตาแบบไหนมองผมอยู่
ผมพาเมฆถูลู่ถูกังออกมาจากห้องน้ำ เห็นแม่กำลังค้นอะไรบางอย่างอยู่ในตู้ยาข้างฝาผนัง สักพักแม่ก็ถือแผงยาแก้ปวดกับยานวดวางไว้บนโต๊ะพับ แล้วมาช่วยผมพยุงเมฆไปนั่ง
“เต้... ช่วยแม่หาผ้าพันแผลให้หน่อยสิ หายังไงก็ไม่เจอ ไม่รู้ไปวางไว้ตรงไหน”
ผมพยักหน้าแล้วเดินไปหาผ้าพันแผลตามที่แม่สั่ง ตอนที่กำลังรื้อกล่องใส่ผ้าอยู่นั้นก็แอบมองคนทั้งสอง แม่ผมกำลังบีบยาใส่แขนของเจ้าปิศาจอยู่พอดี ผมลอบยิ้มเมื่อเห็นคิ้วเข้มของเมฆกระตุกเล็กน้อยเพราะความเจ็บ นึกขำอยู่ในใจว่าปิศาจมันก็เจ็บเป็นเหมือนกัน
เดี๋ยวสิ! ลืมไปเลยว่าปิศาจมันรักษาตัวเองได้!!
ผมหน้าหงิกทันทีที่นึกออกพร้อมกับที่หาผ้าพันแผลเจอพอดี ผมบ่นงึมงำพลางเดินเข้าไปหาแม่และวางผ้าไว้บนโต๊ะ แม่เอ่ยปากสั่งผมอีกครั้งโดยไม่ได้ละสายตาจากแขนของนายปิศาจจอมมารยา
“ไปดูข้าวทีว่าสุกหรือยัง อย่าลืมอุ่นกับข้าวด้วยนะ”
“ครับแม่”
ผมรับคำสั่งอย่างเหนื่อยหน่าย กรรมเวรอะไรของผมนะที่ต้องมาติดแหงกอยู่กับไอ้ปิศาจร้อยเล่ห์ตัวนี้...

หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแม่ผมก็หยิบงานขึ้นมาทำ ส่วนผมยังมีการบ้านค้างอยู่จึงได้หอบขึ้นไปทำบนห้องโดยมีปิศาจเมฆเดินตามผมมาด้วย ดังนั้นผมจึงรู้สึกเสียวสันหลังทันทีที่เห็นเจ้านั่นลงกลอนประตูเมื่อพวกเราอยู่ในห้องกันเรียบร้อยแล้ว
“แก... อย่าคิดทำอะไรบ้าๆ นะโว้ย”
ผมคำรามพลางกอดกระเป๋านักเรียนไว้แน่นอย่างหมายยึดเป็นที่พึ่งพิง แต่เจ้าเมฆกลับเดินลิ่วไปยังที่นอนแล้วทรุดตัวลงนั่ง ถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนบอกผมว่า
“จะทำการบ้านไม่ใช่หรือไง รีบๆ ทำซะให้เสร็จสิ” แล้วมันก็กลายร่างเป็นปิศาจ นั่งสำรวจแขนตัวเองที่บวมมากขนาดมีพันผ้าเอาไว้อย่างแน่นหนาแล้วยังสามารถเห็นได้ชัด
“ทำไมนายไม่รักษาตัวเองล่ะ?”
“ทำการบ้าน” มันสั่งเสียงเข้มจนผมต้องกลืนน้ำลายด้วยความกลัวและหยิบการบ้านขึ้นมาทำเงียบๆ
ผมไม่ใช่คนเรียนเก่งอย่างหน้าตาที่เหมือนเด็กคงแก่เรียน แต่ผมก็ไม่ได้หัวขี้เลื่อยขนาดทำการบ้านวิชาคณิตศาสตร์ไม่เป็นแม้จะใช้เวลามากกว่าวิชาอื่นก็ตาม และเพราะผมต้องใช้สมาธิในการคิดคำนวณสูงจึงไม่อาจวอกแวกหันไปมองว่าเจ้าปิศาจทำอะไรอยู่ ซึ่งถ้าหากละปากกาลงสักนิด ขยับคอเพื่อพักสมองอีกสักหน่อย ผมคงได้เห็นว่าดวงตาที่ปกติเป็นสีม่วงคล้ำของเจ้านั่นมันกำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม
“เอ... 84 แล้วต้องเอาไป...”
ผมเริ่มขยับนิ้วนับตามก่อนจรดปากกาลงในกระดาษ จดจ่อกับการบ้านมากเสียจนไม่ได้ยินเสียงลมหายใจที่เริ่มหนักขึ้นของใครอีกคนที่อยู่ในห้อง
“7 แล้วยังไงต่อหว่า...”
จรดปากกาอีกครั้งและยังไม่รู้ตัวว่าร่างสูงใหญ่นั้นกำลังคลานมาหาผมช้าๆ...
“แล้ว 15 ก็จะได้เท่ากับ... อ๊ะ!!!”
มือใครบางคนกระชากไหล่ของผมอย่างแรงและกดมันลงกับพื้น แว่นสายตาเอียงกระเท่เร่แทบหลุดออกจากใบหน้าแต่ผมไม่มีเวลาสนใจ พยายามยกมือขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองจากผู้คุกคามโดยสัญชาติญาณแต่กลับถูกยึดเอาไว้แน่น เจ้านั่นตวัดตัวคร่อมร่างผมเพื่อไม่ให้ดิ้น หลังจากนาทีนั้น หัวใจผมแทบหยุดเต้นเมื่อได้เห็นหน้าของนายปิศาจนั่นเต็มสองตา
เรือนผมสีดำขลับยาวสยายและสะบัดไปมาราวกับมีชีวิต ดวงตาสีแดงฉานดุจโลหิตมนุษย์แต่วาววามโชนแสงจ้า เขี้ยวขาวเงาวับโง้งยาวผ่านพ้นริมฝีปากที่มีน้ำลายไหลยืดย้อย เจ้าปิศาจตวัดลิ้นเลียปากของตนด้วยท่าทางหิวกระหาย เล็บของมันงอกยาวมากขึ้นอย่างน่าขนหัวลุก
“เมฆ...”
ความจริงแล้วผมอยากจะพูดอะไรมากกว่านี้ แต่หลังจากคำนั้นกลับเหมือนหายลงคอไปดื้อๆ สัญชาติญาณของผมร้องเตือนว่าให้ทำอะไรสักอย่าง แต่ร่างกายผมกลับไม่ยอมทำตาม มันแข็งค้างคล้ายกับรอคอยที่จะเป็นอาหารอันโอชะของปิศาจร้ายผู้กำลังโน้มใบหน้าลงมาหาช้าๆ
ไม่นะ....
เหงื่อกาฬแตกพลั่ก ดวงตาเบิ่งค้างมองใบหน้าที่ยังพอมีเค้าคมสันแต่ชวนขนหัวลุกอย่างยิ่งเคลื่อนใกล้เข้ามาทุกขณะ
ใครก็ได้... ช่วยผมด้วย.....
ทันใดนั้น ร่างกายของปิศาจก็พลันมีแสงสว่าง มันเรืองจ้าจนตาของผมพร่ามัวและมองอะไรไม่เห็น จากนั้น ผมได้ยินเสียงร้องคำรามคล้ายเสียงสัตว์ป่าที่กำลังคุ้มคลั่ง ร่างของมันกลิ้งเกลือกไปมาบนพื้นราวกับกำลังทุรนทุรายด้วยเจ็บปวดเหลือคณา
“เต้... หนี...”
เสียงเมฆดังออกมาจากแสงสว่างนั้น ผมกลืนน้ำลายและกำลังจะลุกขึ้น แต่กลับต้องล้มกลิ้งลงไปอีกครั้งเมื่อมือของคนที่เพิ่งบอกให้หนีเอื้อมมาจับขาผมเอาไว้
มันเกิดขึ้นเร็วมากจนไม่ทันตั้งตัว ร่างของผมถูกดึงเข้าไปหาร่างของปิศาจ มันเคลื่อนตัวทาบทับผมอย่างรวดเร็วและโน้มปากของมันลงมาบดขยี้ริมฝีปากผมอย่างรุนแรง สัมผัสร้อนผ่าวเต้นเร่าไปมาในโพรงปากเริ่มทำให้สติของผมพร่าเลือน และก่อนที่สัมปชัญญะจะดับลงไปนั้น....
ท่ามกลางแสงสว่าง ผมเห็นเงาของใครคนหนึ่งซ้อนทับอยู่กับร่างของปิศาจ เขาคนนั้นกำลังต่อสู้กับมันอย่างเอาเป็นเอาตาย...




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2549    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2553 18:01:19 น.
Counter : 109 Pageviews.  

ตอนที่ 2

"อ๊ากกกก!!!"
ผมลุกพรวดขึ้นมาจากที่นอนพร้อมกับรีบลูบๆ คลำๆ ไปตามร่างกาย ไม่สนใจเหงื่อกาฬที่ไหลท่วมตัวจนเปียกแฉะ เมื่อพบว่าเสื้อผ้ายังอยู่ติดตัวครบก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
"โอย.... ค่อยยังชั่วที่เป็นแค่ฝัน นึกว่าจะถูกทำประตูหลังก่อนได้ประตูหน้าซะแล้ว"
ผมบ่นหงุงหงิงเพราะเพิ่งตื่นจากฝันร้ายมาหมาดๆ อย่าให้ผมสาธยายเลยว่าฝันเรื่องอะไร กรุณาไปจินตนาการกันเอาเองเถอะครับ เพราะมันสยองขวัญยิ่งกว่าหนังเรื่อง ซอว์ ปะทะ ล่อมาชำแหละ เสียอีก
ผมมองนาฬิกาปลุกที่วางไว้ข้างหมอน เกือบหนึ่งทุ่มแล้ว ผมจึงลุกขึ้นจากที่นอนเพื่อจะไปอาบน้ำ แต่ก็ต้องชะงักหน้าประตูตู้เสื้อผ้าและเหลียวมองไปรอบห้อง
....เจ้าปิศาจนั่นไม่อยู่....
ผมกระพริบตาปริบๆ เริ่มไม่แน่ใจว่าปิศาจตนนั้นเป็นความจริงหรือว่าเป็นความฝันของผมกันแน่ มองข้างตู้ก็ไม่เห็นกระเป๋าเสื้อผ้าที่เจ้านั่นถือตอนลากผมขึ้นมาบนห้อง
"ตกลงว่าเรื่องทั้งหมดนี่ เราฝันไปเองหรือไงวะ..." บ่นกับตัวเองเสร็จก็ถอดเสื้อผ้าและนุ่งผ้าเช็ดตัว หยิบเสื้อยืดสีขาวเนื้อบางออกมาตัวหนึ่งแล้วเดินลงไปชั้นล่าง เห็นแม่ยืนหันหลังให้ผม คงกำลังตักน้ำแกงอยู่เพราะบนโต๊ะมีกับข้าวที่ทำง่ายๆสองอย่างวางไว้แล้ว ผมตรงเข้าไปหยิบลูกชิ้นทอดใส่ปากก่อนเดินเข้าห้องน้ำทั้งที่ยังไม่กลืนลูกชิ้นลงคอ
ห้องน้ำบ้านผมไม่มีกลอนประตู เราใช้ตะปูตัวเดียวยึดประตูไว้กับวงกบด้วยวิธีหมุน แต่เพราะบ้านนี้มีแค่ผมกับแม่และประตูก็ค่อนข้างฝืดจึงมักไม่ค่อยใช้บริการเจ้าตะปูน้อยเท่าไหร่นัก ดังนั้นตามความเคยชิน หลังจากปิดประตูผมก็มักถอดผ้าขนหนูออกและพาดไว้กับราวตากผ้า แต่พอหันไปจะหยิบขันตักน้ำ ตาของผมก็ได้เห็น....
"อ๊อก!!"
ภาพตรงหน้าทำให้ลูกชิ้นที่ยังไม่หมดดีในปากหลุดลงคอไปเกือบทั้งหมด โชคร้ายที่มันดันลงไปในหลอดลมแทนที่จะเป็นหลอดอาหาร ผมจึงทรุดตัวลงสำลักพลางทุบอกด้วยความทรมาน ตัวต้นเหตุรีบปราดเข้ามาหา และใช้ปลายนิ้วเย็นของหมอนั่นสัมผัสที่ลำคอผมและลากไล่ขึ้นมาจนถึงปลายคาง ไล้เรื่อยต่อจนหยุดที่ริมฝีปาก ความรู้สึกตอนนี้ทั้งทรมานทั้งจั๊กจี้ไปพร้อมๆ กัน
"โอ๊ก!!"
ลูกชิ้นที่ยังย่อยไม่หมดหลุดออกมาจากหลอดลมจนได้ ผมไอค่อกแค่กพลางนึกไปว่าโชคดีที่มีเจ้านี่อยู่ไม่งั้นผมคงตายไปแล้ว....
ไม่สิ! เพราะว่ามีเจ้านี่อยู่ต่างหากผมถึงเกือบตาย!!
"แกขะ......." เสียงหลุดจากคอหอยผมแค่นั้นแหละครับ เพราะเพิ่งสำนึกได้ว่าตัวเองอยู่ในสภาพไหน กับคน(?)ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวอันตราย แถมเจ้านั่นก็อยู่ในสภาพเดียวกับผมเหมือนกัน
"จ๊ากกกก!!"
ร้องเสร็จปุ๊บก็โกยอ้าวออกมาจากห้องน้ำวิ่งขึ้นชั้นสอง ไม่สนใจเลยว่าตัวเองจะอยู่ในสภาพไหนในสายตาแม่ รู้แต่ว่าตอนนี้ผมต้องหนีไปให้ไกลจากไอ้ตัวที่อยู่ด้วยกันกับผมในห้องน้ำ แล้วยังโป๊เหมือนกันอีก
"โอ๊ย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ช่วยลูกช้างด้วย"
ผมภาวนาขณะหยิบเสื้อผ้าในตู้มาสวม เหตุผลคือเพื่อพยายามสลัดภาพล่อแหลมที่ได้เห็นเมื่อกี้ให้หลุดจากสมองโดยเร็ว แต่จนแล้วจนรอดผมก็อดเปรียบเทียบหุ่นผอมแห้งของตัวเองกับหุ่นที่เหมือนนายแบบหลุดออกมาจากนิตยสารของเจ้านั่นไม่ได้
"แล้วจะคิดทำไมล่ะโว้ย ฮือ...." คิดแล้วก็ต้องตีอกชกหัวตัวเอง ขยี้ผมจนยุ่งเหยิง จนกระทั่งเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยเสียงร้อนรนของแม่
"เต้ เป็นอะไรหรือเปล่าลูก เมฆบอกว่าลูกสำลักลูกชิ้น"
"ไม่เป็นไรครับแม่" ผมตะโกนออกไป นอกจากไม่อยากเสียฟอร์มแล้วยังไม่อยากเห็นเจ้าปิศาจเมฆนั่นอีกพักใหญ่ๆ ด้วย
หลังจากนั้นผมได้ยินเสียงแม่ถอนหายใจอยู่หน้าประตูห้อง ก่อนประโยคถัดมาจะดังขึ้น
"ถ้าไม่เป็นอะไรแล้วก็ลงไปกินข้าว... เอ... หรือจะอาบน้ำก่อน ห้องน้ำว่างแล้วนะ"
"สักพักนึงครับแม่ เดี๋ยวลงไป"
ที่จริงแล้วอยากลงไปใจจะขาดเพราะท้องของผมมันส่งเสียงประท้วงแล้ว แต่จะทำไงดีล่ะ ยังไม่อยากเห็นเจ้าปิศาจตอนนี้นี่นา...
ในขณะที่ผมกำลังสับสนอยู่นั้นเอง เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"แม่ เดี๋ยวผมลงไปฮะ"
"นายต้องออกมาเดี๋ยวนี้ หรือจะให้ฉันเข้าไปลากนายออกมา"
เสียงเจ้าปิศาจเมฆนั่นเอง ผมเกือบหลุดเสียงจ๊ากออกไปแล้วดีว่าตะครุบปากตัวเองได้ทัน ก่อนจะรีบปรับเสียงให้เป็นปกติ
"มะ... มีอะไร" โธ่... เสียงยังสั่นจนได้สิน่า
"ฉันมาตามนายให้ลงไปกินข้าว นายกำลังทำให้แม่ของนายเป็นห่วงอยู่นะ"
หนอยแน่... กล้าดียังไงเอาแม่มาขู่ฉัน ถ้าแกไม่ทำแบบนั้นกับฉันก่อน ฉันจะสติแตกอย่างนี้เรอะ!
ได้แต่คิด ไม่กล้าพูดออกไป ผมนิ่งเงียบเพื่อทำใจก่อนลุกขึ้นยืนและเอื้อมมือไปเปิดประตูห้อง ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าเจ้านั่นยังยืนอยู่แต่ผมก็ไม่อาจควบคุมตัวเองไม่ให้สะดุ้งได้ เจ้าปิศาจร้ายจ้องผมเขม็ง
"อย่าทำพิรุธให้แม่นายจับได้ล่ะ คราวหน้าฉันไม่ปรานีนายอีกแน่"
ปรานีเรอะ! แกจะมาปรานีฉันเรื่องอะไรวะ หา!!
ไม่กล้าตะโกนด่าอีกแล้ว ได้แต่ถลึงตาจ้องเงียบๆ ก่อนเดินตามหลังเจ้านั่นลงไปข้างล่าง แม่นั่งเอามือก่ายหน้าผากบนโต๊ะญี่ปุ่นที่มีอาหารเตรียมไว้อยู่แล้ว เห็นท่าทางแบบนั้นของแม่ผมก็เริ่มเสียใจ
"แม่ ผมขอกินข้าวก่อนแล้วค่อยอาบน้ำนะ"
แม่เงยหน้าขึ้นมองผมแล้วยิ้ม หันไปตักข้าวใส่จานโดยที่ไม่ได้พูดอะไร แต่คนสอดกลับเป็นเจ้าปิศาจที่รีบถลาไปนั่งลงตรงโต๊ะเพื่อเตรียมตัวกินข้าว
"น่ากินจังครับ คุณน้า" ว่าจบเจ้านั่นก็หยิบลูกชิ้นทอดเข้าปาก... เออแฮะ... เพิ่งรู้ว่าปิศาจกินลูกชิ้นทอดได้
ผมนั่งลงข้างแม่ บอกขอบคุณขณะรับจานข้าวจากแม่ก่อนปรายตามองเจ้าปิศาจรูปหล่อ ไม่อยากเชื่อว่านอกจากลูกชิ้นทอด เจ้านั่นก็กินข้าวอย่างมนุษย์เป็น แถมกินได้อย่างน่าเอร็ดอร่อยเสียด้วย ทั้งที่กับข้าวก็พื้นบ้านขนาดนั้น แถมพอกินข้าวเสร็จเมฆยังอาสาเป็นคนเก็บถ้วยชามไปล้างซะอีก ส่วนผมเก็บกับข้าวที่เหลือและเช็ดโต๊ะ ส่วนแม่เอางานฝีมือที่รับจ้างไว้ขึ้นมาทำ
ก่อนตายพ่อผมได้ทำประกันชีวิตไว้จำนวนหนึ่งครับ ถ้าพวกผมกระเหม็ดกระแหม่ก็จะยังมีใช้ไปจนกว่าผมจะเรียนจบและหางานทำได้ ถึงอย่างนั้นแม่ก็ชอบหางานฝีมือเล็กๆ น้อยๆ มาทำที่บ้าน ดังนั้นผมจึงรู้สึกผิดทุกทีที่เอาเงินไปหยอดตู้เกม แต่นั่นก็เป็นความสุขที่คนเพื่อนน้อยอย่างผมจะหาได้นี่นา
"รู้สึกยังไงที่ต้องเห็นแม่ทำงานหาเงิน แล้วนายก็เอาเงินนั่นไปเล่นเกม" เสียงนุ่มที่กระซิบอยู่ข้างหูทำให้ผมสะดุ้งและรีบหันไปมอง เห็นรอยยิ้มเยาะบนใบหน้าหล่อของเจ้าปิศาจร้าย
"อย่ามาพูดดี ไอ้กาฝาก แกนั่นแหละทำไมไม่ไปหาเกาะคนรวยๆ กินวะ เข้ามาอยู่ในบ้านคนจนอย่างฉันต้องการอะ...." อยู่ๆ เสียงของผมก็หายไปอีกแล้ว แต่ครั้งนี้ผมพอจะรู้สาเหตุ
"มีอะไรหรือจ๊ะ" แม่ผมหันมาถาม
"ไม่มีมากครับ เต้เขาอยากให้ผมช่วยสอนการบ้านให้" เจ้าปิศาจนั่นโอบไหล่ผมอีกแล้วก่อนพูดต่อ "ไป เต้... ทำการบ้าน"
ผมถูกลากขึ้นไปบนห้องอีกครั้ง เมื่อเข้าไปในห้องผมรีบหันไปคว้าไม้บรรทัดไว้ป้องกันตัวเผื่อเจ้านั่นจู่โจมเข้ามาอีก แต่พอลงกลอนประตูเสร็จ เจ้านั่นก็เดินไปนั่งบนที่นอนโดยไม่สนใจผมเลย
เกือบสองทุ่มแล้ว และเจ้าปิศาจก็คืนรูปลักษณ์เดิมของมันอีกครั้ง จะว่าไปก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าไหร่ แค่มีเขางอกออกมาเท่านั้น อาจเป็นเพราะผมเริ่มชินแล้วก็ได้ เอาล่ะ... ในเมื่อไม่กลัวมากแล้วก็ได้เวลารีดข้อมูลสักที
"นายต้องการอะไร" ผมเริ่มคำถามเดิมอีกครั้ง
"ฉันว่าฉันตอบไปแล้วนะ"
เออ.. จริงแฮะ...
"แล้วนายจะเกาะเป็นกาฝากที่บ้านฉันไปจนถึงเมื่อไหร่"
"นี่ก็ตอบไปแล้ว"
เอ๊ะ! ไอ้บ้านี่... "นายมาเกาะคนจนอย่างฉันกินนะเฟ้ย จะมาบอกว่าไม่รู้ไม่ได้ ข้าวแต่ละมื้อแม่ฉันก็ต้องจ่ายเงินเหมือนกัน ทำไมนายไม่ไปหาพวกคนรวยๆ ล่ะ อย่าง...." ผมกลืนน้ำลายลงคงเมื่อคิดถึงคู่อริ ทันใดนั้น ความคิดชั่วร้ายก็พลันวาบขึ้นมาในหัว
"ฉันจะแนะนำคนรวยให้ รับรองว่านายจะได้ความเป็นอยู่ที่ดีกว่านี้หลายขุม" ผมมองร่างสูงใหญ่กว่าอย่างมีความหมาย
"นายจะได้นอนเตียงนุ่มๆ ไม่ใช่ฟูกเก่าๆ เหม็นหืนแบบนี้ แล้วนายก็จะได้กินข้าวในร้านอาหารฟาสฟู้ดส์ทุกมื้อ หรือบางที เขาอาจพานายไปกินข้าวตามโรงแรมหรือภัตตาคารหรูๆ ก็ได้ หรือ..."
ผมชะงักคำพูดไว้แค่นั้น ไม่ใช่เพราะโดนเวทย์มนตร์อะไรหรอก แต่เพราะดวงตาเรียวยาวสีม่วงเข้มนั่นกำลังจ้องหน้าผมอยู่ น่าแปลกที่ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกอ่านใจยังไงพิกล
"ฉันมีเหตุผลที่มาอยู่ที่นี่ และจะบอกอะไรให้ ไอ้คนที่นายกำลังจะยัดเยียดให้ฉันน่ะ มันไม่น่ากินเท่านายหรอก"
น่ากิน... ไม่นะ.... อย่าบอกนะว่า....
"ที่แกมานั่งอยู่ตรงนี้เพราะเห็นฉันเป็นอาหารหรือไงวะ!!"
เจ้านั่นแย้มรอยยิ้มขึ้น ถึงจะดูดีมากแต่ผมก็ไม่นึกชื่นชมเลยสักนิด มันเหมือนกับจะให้หนูบ้านชื่นชมความสวยของแมวพันธุ์เปอร์เซียที่เห็นตัวเองเป็นเมนูเด็ดลงได้ยังไง
"ก็ใช่น่ะสิ นายนึกว่าฉันกินข้าวเป็นอาหารหรือไง ไร้เดียงสาจังนะไอ้หนู" ดวงตาเรียวของเจ้าปิศาจหรี่ลงเล็กน้อยก่อนส่งเสียงกระซิบขู่
“สักวัน...ฉันจะกินนายทั้งตัว ไม่ให้เหลือเลยคอยดูสิ”

เช้าวันเสาร์อากาศแจ่มใสดีทีเดียว แต่กว่าที่ผมจะตระหนักถึงเรื่องนี้ได้ก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง เพราะคำขู่ของเจ้าปิศาจโรคจิตเมื่อคืนวานนั่นแหละที่ทำให้ผมนอนไม่หลับ
ผมไม่อาจแสร้งทำไร้เดียงสาแปลความหมายที่มันพูดไว้ไปเป็นอย่างอื่น ก็การกระทำมันชัดเจนขนาดนั้นนี่นะ ดังนั้น ผมจึงต้องขวัญผวาแทบทั้งคืนเพราะกลัวว่ามันจะ ‘กิน’ ผมอย่างที่ปากพูด ที่ไหนได้... พอหัวถึงหมอน มันก็นอนกรนคร่อก ไม่สนใจผมที่นั่งตัวสั่นหวาดระแวงอยู่ข้างๆ เลย
คิดแล้วก็เริ่มโมโห ผมจึงออกจากบ้านในช่วงบ่ายแก่ๆ ตั้งใจว่าจะไปเล่นเกมที่เกมเซนเตอร์คลายเครียดสักหน่อย แต่พอเดินมาถึงประตูบ้าน เจ้าปิศาจร้ายที่ยืนรดน้ำต้นไม้อยู่ก็หันมาส่งยิ้มให้ ยิ้มหวานจ๋อยแต่คำพูดของมันนี่สิ…
“ยังคิดจะเอาหยาดเหงื่อของแม่ไปหยอดตู้เกมอีกหรือไง”
“ไม่ใช่กงการอะไรของแก” ผมตัดบทแล้วรีบฉีกตัวออกไป แม้อยากจะเดินเข้าไปบีบคอไอ้คุณเมฆให้หายแค้น แต่อย่าลืมสิครับ ว่ามันเป็นปิศาจนะ
ทว่าในตอนที่ผมเดินสวนมัน เจ้าเมฆกลับทิ้งสายยางแล้วดึงแขนผมให้เข้าไปใกล้ ถึงผมจะสะดุ้งและออกแรงผลักโดยสัญชาติญาณ แต่ผมตัวเล็กกว่ามันตั้งเยอะแถมแรงก็น้อยกว่า ช่วยไม่ได้ที่ความพยายามนั้นจะสูญเปล่า
“ปล่อยนะเฟ้ย!”
ถึงสู้แรงไม่ได้แต่อย่างน้อยใช้ฝีปากสู้ก็ยังดี ยังไงซะมันก็คงไม่กล้าทำอะไรผมที่ตรงประตูหน้าบ้านหรอก แต่มันก็เป็นอีกครั้งที่ผมคิดผิด เจ้านั่นรวบตัวผมไปกอดดื้อๆ ก่อนจะอุ้มผมตัวลอยเดินเข้าไปในบริเวณบ้าน
“เหวออออ!!”
เมฆเหวี่ยงผมไปชนกำแพงแล้วพุ่งเข้ายึดแขนผมไว้เพื่อไม่ให้ดิ้น ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นสักนิด เพราะแค่เห็นหน้าหล่อๆ นั่นลอยห่างจากหน้าไม่ถึงสองเซนติเมตรผมก็ไม่กล้าขยับแล้ว
“วันนี้นายต้องอยู่บ้าน”
เสียงสั่งนุ่มเบาแต่สำหรับผมยังไงก็ฟังแล้วชวนขนหัวลุกอยู่ดี ผมรีบพยักหน้าถี่ๆ รับปากเมื่อเห็นประกายระยิบระยับในดวงตาสีม่วงนั่น เจ้าปิศาจเมฆยิ้มก่อนปล่อยผมให้เป็นอิสระ
ผมยืนลูบอกเรียกขวัญตัวเองพักใหญ่แล้วเดินคอตกเข้าไปในบ้าน แต่ยังไม่ทันเอื้อมมือเปิดประตู แม่ผมก็เปิดออกมาจากทางข้างในเสียก่อน
“โชคดีจังที่เต้อยู่ ไปซื้อกับข้าวให้แม่หน่อยได้ไหมจ๊ะ แม่จะรีบทำงานให้เสร็จ”
แม่บอกพลางยัดตะกร้าสานใบเล็กและแบงก์ร้อยใส่มือผม
“ซื้อกับข้าวสำเร็จสักสามสี่อย่างก็ได้ แม่ไม่มีเวลาเข้าครัวเลย”
“ครับ... แม่” ผมยิ้มให้แม่ก่อนหันหลังเดินออกจากบ้าน ไม่ลืมส่งสายตาเยาะเย้ยไปให้เจ้าปิศาจที่ยืนมองตาปริบๆ รดน้ำต้นไม้อยู่ไม่ได้ ทว่าอาการลิงโลดของผมมีได้แค่พักเดียว เมื่อเมฆบอกแม่ผมขณะเดินไปปิดก๊อกน้ำว่า...
“เดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อนเต้นะครับ คุณน้า”
“เอาสิ... แม่ฝากน้องหน่อยนะเมฆ” แม่ผมยิ้มแล้วเดินเข้าบ้าน ปล่อยผมให้อ้าปากค้างกับอิสรภาพที่เพิ่งโบยบินจากไป
“แกคิดจะจองล้างจองผลาญฉันไปอีกนานแค่ไหน หา!”
ผมตะคอกใส่นายปิศาจเมฆในระหว่างทางที่พวกเราไปตลาด ตอนนี้ผู้คนค่อนข้างพลุกพล่านผมเลยไม่ค่อยกลัวเท่าไหร่ อย่างไรก็ตาม ผมพยายามเดินห่างจากเจ้านั่นพอสมควร เผื่อเกิดปัญหาขึ้นมาจะได้เผ่นทัน แต่ดูเหมือนเจ้านั่นจะรู้ดี มันเลยเดินกระแซะเข้ามาทั้งที่ผมเร่งฝีเท้าแทบตาย โธ่โว้ย! ขาสั้นกว่ามันเสียเปรียบอย่างนี้นี่เอง
“ฉันบอกนายแล้วไงว่าฉันมีเหตุผล ถ้าเสร็จธุระแล้วฉันก็จะไม่โผล่มาให้นายเห็นหน้าอีก”
“เออ... ฉันจะภาวนาให้นายหมดธุระเร็วๆ ก็แล้วกัน”
ว่าแล้วก็แป้วลงไปเยอะ เจ้าหมอนั่นทำหน้าสลดหดหู่อย่างเห็นได้ชัดจนผมเริ่มใจฝ่อ ไม่รู้จะทำอะไรดีผมเลยชะลอฝีเท้าลงทั้งที่ไม่จำเป็นเลยสักนิด หลังจากนั้นปิศาจเมฆก็ไม่ได้พูดอะไรอีกเลยจนกระทั่งถึงตลาด
ตลาดสดแถวบ้านผมเริ่มตั้งแผงกันตั้งแต่ยังไม่เที่ยง และพอถึงช่วงบ่ายแก่ๆ อย่างนี้คนก็จะเริ่มหนาตาแล้ว ดังนั้นเวลาเดินผ่านแผงก็ต้องทำตัวลีบตัวห่อเข้าไว้ ผมหันไปมองคนที่มาด้วยอย่างเป็นห่วงเพราะรูปร่างสูงใหญ่ขนาดนั้นอาจเดินได้ลำบาก แต่ปรากฏว่าพวกผู้หญิงต่างหลบให้มันกันเป็นแถว ขนาดแม่ค้ายังทำหน้าเพ้อฝันได้กลางวันแสกๆ
เออ... ไม่เกิดมาหล่อมั่งก็ให้มันรู้ไป
ผมทำหน้าหงิก กัดฟันเดินก้มหน้าตรงไปที่ร้านขายกับข้าวสำเร็จรูป เพราะไม่ได้ดูจึงเกือบชนใครคนหนึ่งที่เดินสวนทางมาพอดี
“ขอโท...” ผมเงยหน้าและเหลือกตาขึ้นเพดานทันทีที่เห็นว่าเกือบชนใคร
เจ้าหมอนี่ชื่อ หนึ่ง เป็นลูกคุณนายกิมลั้งเจ้าของตลาดสดแห่งนี้ มันเรียนชั้นเดียวกับผมและอยู่ห้องเดียวกันด้วย คงพอนึกออกใช่ไหมครับว่า ‘เจ้าหนึ่ง’ นี่แหละ คือคนที่ผมพยายามยัดเยียดให้นายปีศาจเมฆ
“ไง... วันนี้มีเงินออกมาซื้อข้าวนอกบ้านหรือไง เต้ กระถินที่บ้านออกยอดไม่ทันเหรอ หรือน้ำพริกหมด?” เห็นหน้าขาวตี๋ที่แสยะยิ้มมุมปากแบบดูถูกคนเหมือนตัวโกงในละครน้ำเน่าหลังข่าวแล้ว ผมรู้สึกคันมือคันเท้าอย่างบอกไม่ถูก แต่วันนี้หนึ่งมันควงแขนมากับสาวน้อยหน้าตาน่ารักจิ้มลิ้มด้วย จำเป็นจริงๆ ที่ผมต้องสวมบทพระเอกผู้แสนดี สงบปากสงบคำและเดินเลี่ยงไปอีกทาง
“เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหนเล่า?”
หนึ่งปราดมาดักหน้าผมไว้ ฉีกยิ้มเยาะแบบที่ทำให้ตบะของผมเริ่มแตกดังเปรี๊ยะ
“มีเรื่องอะไรกัน” เมฆเดินเข้ามายืนข้างผมและมองไอ้หนึ่งด้วยสายตาเย็นชา
แม้รูปร่างของไอ้หนึ่งจะจัดได้ว่าสูงใหญ่แต่เมื่อเทียบกับเมฆแล้ว มันตัวเล็กไปเลย และที่สะใจยิ่งกว่าก็คือผมแอบเห็นสาวน้อยที่มากับมันหน้าแดงไปถึงใบหูแล้ว
“นายเป็นใคร?” เสียงของหนึ่งออกแนวหาเรื่องมากจนไม่อาจฟังไปเป็นอย่างอื่น แน่ล่ะสิ! มันคงเสียหน้าที่ผู้หญิงของมันหลงเสน่ห์คนที่หล่อกว่าสูงกว่าไปเรียบร้อยแล้ว แต่ยังครับ... ยังไม่จบ ผมกำลังลุ้นต่อว่าเจ้าปิศาจเมฆจะจัดการยังไงกับศัตรูคู่อาฆาตของผม
“ฉันเป็นญาติของเจ้านี่ เพิ่งมาจากต่างจังหวัดเมื่อวาน” เมฆตอบเสียงเย็นพลางหันมองผม ผมสะดุ้งทันทีที่เห็นว่าดวงตาคู่นั้นมีแววตำหนิอย่างชัดเจน
บ้าชิบ! นี่หมายความว่าเจ้าปิศาจนี่มันอ่านใจได้จริงๆ ใช่ไหมเนี่ย
“อ้อ พวกบ้านนอก” หนึ่งทำเสียงขึ้นจมูกแล้วปรายหางตาเยาะเย้ยมาทางผม “มิน่า กระถินบ้านนายถึงหมดเร็ว มีคนมาช่วยกินนี่เอง”
“บ้านเต้ไม่มีกระถินเพราะคุณน้าทานไม่ได้” เมฆตอบแค่นั้นพลางโอบไหล่รุนตัวผมให้เดินไปอีกทาง ตอนนั้นเองที่หางตาของผมได้เห็นเปลวไฟกำลังลุกพรึบพรับในดวงตาของหนึ่ง
แค่เมฆบอกความจริงว่าแม่ผมกินกระถินไม่ได้นี่เสียหน้าอย่างแรงเลยหรือไงนะ... ผมขมวดคิ้วและกำลังจะหันไปมองคู่ปรับอีกครั้ง แต่เมฆกลับใช้ลำตัวบังผมเอาไว้ก่อนเอ่ยเสียงกระซิบที่ทำให้ผมต้องเปลี่ยนเป็นมองหน้าเขาแทน
“อย่าใส่ใจเจ้านั่นนักเลย”
…คิดไปเองหรือเปล่านะที่เห็นสีหน้าเจ้าเมฆดูตึงๆ พิกล




 

Create Date : 24 กันยายน 2549    
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2553 18:00:36 น.
Counter : 96 Pageviews.  

1  2  

รักเฉพาะชายสูงวัย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add รักเฉพาะชายสูงวัย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.