ชนะตัวเองให้ได้ เย้!
อสุรกาย เรื่องสั้น

“ตื่นแล้วหรือ”
....... นั่นเป็นเสียงแรกที่ผมได้ยิน ก่อนที่ดวงตาจะรับภาพผู้พูดได้ชัดเจนเสียอีก........
“โชคดีจริง ๆ ทีแรกข้านึกว่าเจ้าจะไม่รอดเสียแล้ว นางถูกฆ่าก่อนถึงกำหนดคลอด แต่ดูท่าว่าเจ้าก็ไม่เบาเหมือนกันนี่”
คำพูดของเขาทำให้ผมงง ไม่ใช่เพราะผมฟังไม่ออก แต่ผมไม่เข้าใจความหมายของบางคำที่เขาพูดกับผม
.... ไม่รอด คืออะไร ฆ่า คืออะไร คลอด แล้วก็ ไม่เบา มันแปลว่าอะไรกันล่ะ.......
“หิวแล้วล่ะสิ เดี๋ยวข้าจะไปล่ามาให้ รออยู่ตรงนี้นะ”
ผมมองร่างสูงใหญ่ผิวสีคล้ำเข้มจัดที่ผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ดวงตาสีแดงของเขาจ้องมองมาที่ผมพร้อมกับขยับปากที่มีฟันแหลมคมยื่นยาวออกมาข้างนอกไปมา เขาพูดคำที่ผมไม่เข้าใจอีกแล้ว หลังจากนั้น เขาก็เดินหายไปในแสงสีเทาเข้ม ทิ้งให้ผมนั่งอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง
ผมมองไปรอบ ๆ เห็นแต่ต้นไม้ใบหญ้าสีเทาหม่นอยู่ทั่วไปหมด จะว่าไปแล้ว.... ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นสีโทนเทาดำหมดเลย มีแต่ดวงตาของเขาเท่านั้นที่ผมเห็นเป็นสีแดง พักหนึ่ง ผมก็ได้กลิ่นหอมหวานโชยมาแต่ไกล เป็นกลิ่นที่ทำให้ท้องไส้ของผมปั่นป่วนพิกล
........ นี่กระมัง ที่เรียกว่า หิว ...........
ในที่สุดเขาก็กลับมา เขาถือต้นตอของกลิ่นกลับมาด้วย ผมแน่ใจเพราะมีของเหลวสีดำสนิทไหลหยดลงมาจากเจ้าสิ่งนั้น ส่งกลิ่นหอมหวานฟุ้งกระจายไปทั่ว ผมกลืนน้ำลายลงคออย่างกระหาย
“กินซะ นี่เรียกว่า มนุษย์ เป็นอาหารของเรา ไว้แข็งแรงมากกว่านี้แล้วข้าจะสอนล่าให้”
..... อ๋อ ล่าคือหาอาหาร อาหารคือมนุษย์ ผมเข้าใจแล้ว........
เขายื่นเจ้าสิ่งนั้นมาอยู่ตรงหน้าผม ไม่ต้องเสียเวลาคิด ผมคว้า มนุษย์ ในมือเขามาฉีกกินอย่างหิวโหย วินาทีที่เจ้าของเหลวสีดำไหลลงคอ ผมรู้สึกมีกำลังวังชาขึ้นมาอย่างประหลาด ทั้งที่เมื่อครู่ ผมไม่มีแรงเลยแท้ ๆ
“อร่อยไหม”
ผมเงยหน้ามองเขาในขณะที่เคี้ยวเนื้อมนุษย์อยู่เต็มปากอย่างสงสัย ถ้าคำว่า อร่อย หมายถึงรสชาติหวานในลำคอ หอมขึ้นมาถึงโพรงจมูก สัมผัสนุ่มลิ้นจนเหมือนละลายอยู่ในปาก และเกิดความอยากกินอีกไม่รู้เบื่อล่ะก็......
...... ผมว่า มนุษย์อร่อยมาก ......
เขาจ้องมองผมที่พยักหน้าสองสามครั้งแทนคำตอบด้วยสายตาประหลาด ผมบอกไม่ถูกว่ายามเมื่อผมได้สบดวงตาสีแดงแบบนั้นมันหมายถึงอะไร แต่มันรู้สึกดีเหลือเกิน และยิ่งรู้สึกดีมากขึ้นเมื่อนิ้วยาวใหญ่มีกรงเล็บแหลมคมนั่นเอื้อมมาลูบหัวผมเบา ๆ
“ข้านึกว่าจะเสียเจ้าไปแล้วตอนที่นางถูกพวกมันฆ่า และข้าคิดว่าพวกมันก็ยังไม่หยุดตามล่าพวกเรา แต่ไม่ต้องห่วง ข้าจะปกป้องเจ้าจนกว่าจะถึงวันที่เจ้าแข็งแกร่ง”
....... เขาพูดคำที่ผมไม่เข้าใจอีกแล้ว ปกป้องคืออะไร....... และแข็งแกร่ง ...........
ผมชะงักไปนิดหนึ่งเมื่อคิดถึงคำนี้ ผมเคลื่อนตามองเขาผู้มีร่างกายสูงใหญ่โตสีคล้ำ นอกจากดวงตาสีแดงกับฟันทุกซี่ที่แหลมคมแล้ว บนหัวรูปเหลี่ยมของเขายังมีเขายาวแหลมถึงสามอันด้วยกัน
....... แข็งแกร่งก็คือเขานั่นเอง แล้วสักวันผมก็จะแข็งแกร่งเหมือนเขา......
แค่คิดถึงสักวันที่ว่า ซึ่งกำลังใกล้เข้ามาแล้ววันนั้น ผมก็รู้สึกดีอย่างเหลือเกิน ดีมากเสียจนลืมความอร่อยในปากไปสนิท วินาทีนั้นเอง ดวงตาของผมก็เห็นอะไรบางอย่างพุ่งตรงมาแทงทะลุหน้าอกหนากว้างใหญ่ของเขา เจ้าสิ่งนั้นเป็นแท่งยาว ๆ สีเทาเข้มคล้ายกิ่งไม้ แต่กลับไม่ดูขรุขระเท่า และมีปลายด้านหนึ่งแหลมคมมาก
“อ๊าก!!!!”
เสียงกรีดร้องของเขาบาดความรู้สึกของผมจนขนหัวลุกชัน ผมปล่อยมนุษย์ที่ยังกินไม่หมดทันทีและรีบขยับตัวไปจับเขาไว้ ตอนนี้ผมเกิดความรู้สึกเจ็บแปลบพิกลในอก ไม่อยากได้ยินเสียงร้องแบบนั้น
“เจ็บสะใจดีไหมล่ะ ไอ้อสูร”
...... เจ็บหรือ เขากำลังเจ็บอยู่สินะ ไม่นะ..... ผมไม่อยากให้เขาเจ็บ .........
ผมเงยหน้ามองผู้มาเยือนที่ทำให้เขาเจ็บและกรีดร้อง เห็นร่างนั้นมองตรงมายังร่างกายใหญ่โตซึ่งกำลังดิ้นเร่า ก่อนเคลื่อนมองผมเป็นลำดับต่อไปพร้อมกับยกมุมปาก ปากที่ไม่มีฟันยาวแหลมคม แต่ไม่รู้เพราะอะไร ผมไม่ชอบปากแบบนั้นเอามาก ๆ แล้วก็ไม่ชอบดวงตาสีเทาเข้มที่มีวุ้นขุ่นขาวเกาะอยู่นั้นเลย
“วันนี้โชคดีจังแฮะ ได้ทั้งตัวพ่อแล้วก็ยังแถมตัวลูกอีกตัวด้วย”
ในเสียงร้องโอดโอย ผมได้ยินเสียงอีกเสียงหนึ่งของผู้มาเยือนแทรกขึ้นมาประสานกัน เสียงแรกฟังทรมานจิตใจแต่เสียงหลังกลับกรีดอารมณ์ผมจนสั่นสะท้านไปทั้งกาย
“อย่ากลัวมัน รีบลุกขึ้นแล้วหนีไปซะ!”
เขาตะโกนพร้อมกับผลักผมให้ออกห่าง ก่อนลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับผู้มาเยือนที่ตัวเล็กกว่าหลายเท่าโดยใช้ลำตัวใหญ่กว้างนั้นบังผมเอาไว้ ผมคิดว่าเขาทำเพื่อไม่ให้อะไรบางอย่างที่ยังเสียบคาร่างของเขาพุ่งมาเสียบผมเป็นรายต่อไป ตอนนั้นเอง ได้มีคำ ๆ หนึ่งผุดวาบขึ้นมาในหัวของผม
“พ่อ.....”
........ ใช่ ผมเพิ่งรู้ตัวว่าควรเรียกเขาแบบนี้ จากปากของผู้มาเยือน.... ผู้มาเยือนที่ทำร้ายพ่อของผม ......
พลันผมได้กลิ่นหอมหวานแบบเดียวกับที่ผมได้กลิ่นจากมนุษย์จากร่างสูงใหญ่ของพ่อ น่าแปลกที่ท้องไส้ของผมไม่ปั่นป่วนเหมือนเมื่อตอนได้กลิ่นครั้งแรก แต่กลับเกิดความรู้สึกปวดร้าวขึ้นในดวงตาแทน ปวดมากเสียจนมีน้ำที่ไม่รู้มาจากไหนคลอขังอยู่
ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง ปัง!!!
เสียงนั้นดังติดต่อกันไม่หยุด เจ้าอะไรบางอย่างมีปลายแหลมยังปักคาอกพ่อก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น ลามจากลำตัวไปยังท่อนแขน ท่อนขา และแม้กระทั่งหัวที่มีสามเขาของพ่อ ทันใดนั้น พ่อก็หันมาทางผม ดวงตาสีแดงส่องแสงจ้าขณะจับร่างเล็กกว่ามากของผมขึ้นมาและเหวี่ยงออกไปสุดแรง
ตอนแรก..... ผมไม่เข้าใจว่าพ่อทำกับผมแบบนั้นทำไมทั้งที่ผมยังอยากอยู่ใกล้เขา แต่เมื่อได้เห็นร่างใหญ่โตของพ่อบังผมไว้จากเจ้าอะไรบางอย่างที่พุ่งตรงมาหา ผมก็ได้เข้าใจถึงอีกคำที่พ่อเคยพูด ในยามที่ร่างกายผมห่างออกไปจากพ่อมากขึ้นทุกที.... ทุกที
...... พ่อ กำลังปกป้องผม .........
เป็นเวลานานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่ผมคลานไปตามกลิ่นหอมหวานที่เคยได้สัมผัสจากตัวพ่อ ผมไม่สนใจภาพรอบตัวเริ่มมีสีหม่นทึมมากขึ้น ทั้งยังไม่ใส่ใจกลิ่นหอมหวานที่แสนบางเบาจนผมต้องคลานวนไปมาที่เดิมและชนต้นไม้หลายครั้ง เพราะผมรู้ดีว่า ปลายทางของกลิ่น.... พ่อยังอยู่ที่นั่น พ่อยังรอผมให้กลับไปหา
ในที่สุด ภาพรอบตัวทั้งหมดก็เป็นสีดำ น่าประหลาดว่าผมกลับเห็นภาพทุกอย่างชัดเจนมาก มันเป็นเรื่องที่ทำให้ผมรู้สึกดีที่สุดยามนี้ เพราะผมไม่ต้องคลานชนต้นไม้อีกแล้ว ทั้งยังได้กลิ่นพ่อมากขึ้นด้วย
ไม่นานนัก ผมก็ได้เห็นพ่ออีกครั้ง พ่อยังอยู่รอผมจริง ๆ ด้วย!!
แม้ว่าลำตัวสูงใหญ่ของพ่อจะกลายเป็นเศษเนื้อชิ้นเล็ก ๆ กระจัดกระจายเต็มไปหมด ของเหลวกลิ่นหอมหวานคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ หัวและแขนขาของพ่อหลุดออกมาจากลำตัวห่างออกไปคนละทิศละทาง แต่พ่อผมก็ยังอยู่
“พ่อ”
ผมไม่เคยรู้สึกอะไรอย่างนี้มาก่อน ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ในอกของผมมีอะไรบางอย่างเต้นระรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมาอยู่แล้ว แต่คิดว่าคงเป็นเพราะผมดีใจที่ได้เห็นพ่ออีกครั้ง ผมรีบคลานไปเก็บแขนขาของพ่อ กับพวกเศษเนื้อมากองรวมกันและเอาหัวที่เหลือเพียงเขาเดียวของพ่อไปวางนอนตะแคงไว้ตรงกลาง หลังจากนั้นผมก็รอ......
..... รอให้พ่อพูดกับผมอีกครั้ง หรือว่า พ่ออาจจะลูบหัวผมอีก .....
ผมตะแคงหัวมองดูดวงตาสีแดงของพ่อซึ่งจ้องตอบกลับมา แต่ครั้งนี้ผมกลับไม่รู้สึกดีแบบที่พ่อเคยมองผมก่อนหน้า ดวงตาสีแดงข้างนั้นดูว่างเปล่าพิกล
..... อาจเป็นเพราะพ่อเหลือดวงตาแค่ข้างเดียวเลยเห็นผมไม่ชัดก็ได้นะ .....
ผมจึงจับหัวพ่อพลิกขึ้นมา เผื่อว่าพ่อจะได้มองเห็นผมชัดขึ้น มองอยู่นานก็ไม่เกิดความรู้สึกอะไรอีกเช่นเมื่อครู่
..... หรือว่าจะไกลเกินไป .....
ผมยกหัวพ่อขึ้นมาชูอยู่ตรงหน้า คราวนี้ต้องเห็นผมชัดแน่ ๆ เพราะแขนของผมยังสั้นและเล็กมากเมื่อเทียบกับแขนใหญ่ยาวของพ่อ อีกประเดี๋ยวพ่อก็คงจะพูดอะไรบ้าง คำพูดยาก ๆ ที่พ่อชอบพูดกับผมนั่นไง
ผมเฝ้ารอแต่พ่อก็ยังไม่พูด ดวงตาสีแดงข้างนั้นจ้องผมอยู่ก็จริงแต่ก็ดูว่างเปล่าจนรู้สึกโหวงเหวงในอก ผมจึงวางหัวของพ่อลงและหยิบแขนข้างหนึ่งขึ้นมา แบฝ่ามือใหญ่ที่มีกรงเล็บยาวแหลมออกก่อนทาบลงบนหัวตัวเองพร้อมกับขยับไปมา มือของพ่อตอนนี้เย็นชืดเหลือเกิน
หยาดน้ำใส ๆ พลันร่วงลงมาจากดวงตาทั้งสองข้างของผม ผมไม่เข้าใจว่านัยน์ตาผมมีน้ำได้อย่างไร จึงยกมือขึ้นเช็ด ทว่า ยิ่งเช็ดมันก็ยิ่งไหล ในที่สุด ผมก็ไม่อาจหยุดสายน้ำจากในดวงตาได้อีกต่อไป
น้ำตายิ่งไหล ใจผมก็ยิ่งปวด ปวดมากเสียจนต้องยกมือตัวเองขึ้นกุมเอาไว้ เมื่อสัญชาติญาณได้สอนอีกความรู้สึกหนึ่งพร้อมกับคำพูดที่พ่อเคยพูดกับผมก่อนหน้า
ฆ่า และไม่รอด!!
ผมสูญเสียพ่อผู้ที่เคยพูดคุยกับผมไปแล้ว นับจากนี้ พ่อไม่มีวันมอบสัมผัสและความรู้สึกดีให้ผมได้อีก คงเหลือไว้แต่เพียงกลิ่นหอมหวานกรุ่นฟุ้งในอากาศกับดวงตาซึ่งจะมองดูผมอย่างว่างเปล่าไปตลอดกาล
ผมไม่เอา!!
ผมไม่อยากได้กลิ่นหอมหวานนั้นอีกต่อไป ผมไม่ขอลิ้มรสความรู้สึกอร่อยอีกเป็นครั้งที่สอง ผมอยากได้แค่พ่อของผม!!
อยากได้แค่สัมผัสและดวงตาสีแดงคู่ที่มองผมในครั้งแรก อยากได้ยินคำพูดยาก ๆ จากปากที่มีฟันแหลมคมยื่นยาว ผมขอแลกทุกอย่างแม้กระทั่งมนุษย์อร่อยที่ผมได้กินเข้าไป ฉับพลันร่างกายของผมก็ชาวาบขึ้นมา ทำไมผมถึงไม่ได้ฉุกคิดก่อนหน้านี้นะ
มนุษย์!?
ผมหันไปมองซากอีกซากที่กองอยู่ห่างจากพ่อไม่ไกล ตอนที่พ่อหิ้วร่างนั้นมาให้ผมไม่ได้สังเกตเลยเพราะกำลังหิวจัด แล้วภาพตรงหน้ามันก็ทำให้ผมต้องเบิ่งตากว้าง
ผู้มาเยือนที่ทำให้พ่อผมกลายเป็นแบบนี้ กับ มนุษย์ ที่เป็นอาหาร เหมือนกันอย่างแยกไม่ออก!!
ผมกัดส่วนใบหน้าจนเนื้อหายไปมาก แต่ก็ยังเห็นดวงตาสีเทาที่มีวุ้นสีขุ่นขาวเกาะอยู่ ปากไม่มีฟันแหลมยาวยื่นและหัวกลมนั้นก็ไม่มีเขา แม้ว่าร่างกายของอาหารร่างนี้จะเล็กกว่าผู้มาเยือนมาก ทว่ามันจะแปลกอะไร ในเมื่อผมยังตัวเล็กกว่าพ่อตั้งเยอะ
มนุษย์นั่นเองที่ฆ่าพ่อ!!!
ผมเริ่มสับสนแล้ว หากพ่อบอกว่ามนุษย์คืออาหาร แล้วทำไมอาหารถึงฆ่าพวกเราได้!!
“พ่อครับ จริง ๆ แล้ว มนุษย์คืออะไรกันแน่”
ผมถามพ่อทั้งที่รู้แน่แก่ใจแล้วว่าพ่อไม่มีวันตอบคำถามผม ความปวดร้าวในอกยิ่งทับทวีเมื่อคิดได้อีกครั้งว่า เหตุใดผมจึงไม่ถามในช่วงเวลาที่พ่อยังอยู่ เหตุใดผมจึงไม่พูดกับพ่อทั้งที่ความจริงแล้วผมพูดได้ตั้งแต่เริ่มลืมตาด้วยซ้ำ
น้ำจากดวงตาไหลลงมาอีกครั้ง ผมวางแขนลงบนกองเศษเนื้อก่อนขยับมือจับหัวของพ่อขึ้นมากอดครั้งหนึ่งและชูไว้ตรงหน้า ดวงตาของผมจ้องแน่วนิ่งลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงข้างเดียว เพื่อบอกความรู้สึกให้พ่อรู้
“พ่อครับ ผมไม่กินมนุษย์อีกแล้วก็ได้ และพ่อไม่ต้องพูดหรือลูบหัวผมด้วย พ่อไม่ต้องล่าหรือฆ่าใครเพื่อผม ขอแค่พ่ออยู่กับผมตลอดไปก็พอ นะพ่อนะ....”
ผมมองพ่ออยู่ครู่หนึ่งก่อนวางหัวลงและคลานไปหาเศษเนื้อของพ่อต่อ ผมเก็บทุกชิ้นไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน เมื่อหาเจอก็จะเอาไปกองไว้รวมกัน จนเศษเนื้อเหล่านั้นสูงใหญ่ใกล้เคียงกับพ่อ
ผมคลานเข้าไปขดตัวอยู่ในกองเนื้อพลางหยิบแขนใหญ่ยาวข้างหนึ่งมาวางไว้บนลำตัวตนเอง หลังจากนั้นผมก็หยิบหัวของพ่อมากอดแนบอกและหลับตาลง
.......ต่อจากนี้ ผมกับพ่อจะอยู่ด้วยกันตลอดไป......

“จะตื่นได้หรือยัง ไอ้เมฆ สายจนตะวันส่องก้นแล้วยังนอนขี้เซาอยู่ได้”
เสียงทุ้มห้าวดุดันทำให้ผมสะดุ้งโหยงพร้อมกับลืมตาโพลง มนุษย์คนหนึ่งเดินเข้ามามองผมพร้อมกับเหยียดริมฝีปากออก แปลกดี ที่ตอนนี้ผมกลับรู้สึกชอบปากไม่มีฟันแหลมแบบนี้จัง
“ฝันร้ายอีกหรือไง.... แกนี่กี่ปีกี่ปีไม่เคยเปลี่ยนเลยแฮะ ฝันร้ายทีไรน้ำตาร่วงทุกที”
“ผมฝันร้าย.... งั้นหรือ? พ่อ” ผมถามพลางรู้สึกแปลกใจตัวเองว่าทำไมถึงได้เรียกมนุษย์คนนี้ว่าพ่อ
“อุวะ... ฉันจะไปรู้ได้ไง ความฝันของแก ตัวแกก็ต้องรู้สิว่าดีหรือร้าย มาถามฉัน ฉันจะรู้ไหมวะ รู้แค่แกตอนเล็ก ๆ แหกปากร้องลั่นว่าพ่อ ๆ ทุกทีเวลาฝันร้าย พอลืมตาขึ้นมาก็ร้องไห้โยเย”
“แล้วตอนเล็ก ๆ ผมฝันว่าอะไร”
โป๊ก~!!
“เจ็บนะ ถามดี ๆ ทำไมต้องเขกกันด้วย” ผมเอามือกุมหัวที่พ่อเขกเอาที่กลางกระหม่อมเมื่อครู่ พลางใช้มือคลำหัวป้อย
“ก็ถามกวนเองนี่หว่า ฝันของแก ฉันจะไปตรัสรู้ได้ไงวะ”
พ่อตะคอกใส่ก่อนเดินสะบัดหลังไปทางประตูห้อง แต่แล้วพ่อก็ชะงักเท้าและพูดขึ้นมาโดยไม่หันมองหน้าผม
“แกชอบละเมอว่ามีพ่อเป็นปีศาจ”
“อ้าว.... งั้นก็ไม่ใช่ฝันแล้วล่ะพ่อ นี่มันเรื่องจริงเลย”
“แก ไอ้เมฆ!!” พ่อหันมาแยกเขี้ยวใส่พร้อมกับส่งสายตาที่ฉายความหมายว่าอยากฉีกผมให้เป็นชิ้น ๆ แต่แล้วเสียงนาฬิกาก็ดังขึ้นช่วยชีวิตผมไว้แบบเส้นยาแดง เสียงนาฬิกาที่บอกว่าได้เวลาที่พ่อต้องไปล่าแล้ว
“วันนี้แกอดค่าขนม อ้อ.... แล้วก็กลับบ้านเร็ว ๆ ด้วยล่ะ วันนี้ครบรอบวันตายของแม่”
ประโยคแรกเป็นเสียงคำราม แต่ประโยคหลังฟังแล้วให้ความรู้สึกดีชะมัด ผมส่งยิ้มให้พ่อพร้อมกับพยักหน้าสองสามครั้ง ทั้งที่ยังไม่ปล่อยมือจากหัวตัวเอง รอจนกว่าพ่อเดินออกไปจากห้องเรียบร้อยแล้ว
ผมลุกขึ้นจากเตียงตรงไปที่กระจกเพื่อมองหน้าตัวเองให้ชัดตา ในความฝันผมมองไม่เห็นหน้าตัวเอง เห็นแต่เพียงหน้าพ่อปีศาจ ผมเดาเอาว่าผมคงเหมือนพ่อ จริงหรือไม่ ผมไม่รู้ เพราะตัวผมที่นั่งอยู่หน้ากระจกตอนนี้ใคร ๆ ก็บอกว่า ผมเหมือนแม่
“เรื่องในฝันกับเรื่องจริงก็ไม่ต่างกันเลยแฮะ”
ผมยิ้มกับตัวเองในกระจก จะว่าไปก็แปลกดี เพราะแม่ของผมเสียตั้งแต่ผมยังแบเบาะ พ่อคนเดียวที่เลี้ยงผมมา แถมทุกครั้งที่พ่อไปล่าเสร็จแล้วกลับมาบ้านต้องบ่นทุกทีว่าเจอคู่แข่งที่กินกันไม่ลงบ้างล่ะ โดนเพื่อนร่วมงานแย่งเอาหน้าไปหน้าตาเฉยบ้างล่ะ
เสียงรถของพ่อดังขึ้นพร้อมกับเสียงเปิดประตูรั้ว ผมละสายตาจากกระจกเคลื่อนไปมองหน้าต่างครู่หนึ่งก็หันกลับมาสนใจใบหน้าตัวเองในกระจกต่ออีกพักใหญ่ หลังจากนั้นผมก็เดินลงไปชั้นล่างเพื่ออาบน้ำและไปมหาวิทยาลัย แต่แล้วความหิวก็ทำให้ผมเลี้ยวเข้าไปในครัวและเปิดตู้เย็นหาอะไรใส่ท้องก่อน
สิ่งที่อยู่ตรงหน้านั้นทำให้ผมน้ำลายไหลได้ทุกครั้ง กลิ่นของมันหอมหวานติดโพรงจมูก นุ่มลิ้นและละลายในปากแบบที่ไม่ต้องเคี้ยวสักนิด แน่นอนว่าผมกินมันได้ไม่รู้เบื่อ
“เยส! พ่อทำเยลลี่สตรอเบอร์รี่เอาไว้ด้วย”
ผมลากชามใหญ่ที่ใส่เยลลี่สีแดงสวยออกมานั่งโซ้ยจนหมด ลองพ่อทำเยลลี่เอาไว้ให้ แสดงว่าวันครบรอบวันตายของแม่วันนี้คงมีอะไรพิเศษกว่าทุกปี
หลังจากที่ล้างชามเสร็จผมก็เดินเข้าห้องน้ำ เช้านี้อากาศร้อนจัด ผมจึงเอาน้ำราดหัวก่อนเพื่อสระผม ขณะที่ขยี้ผมเพลิน ๆ อยู่นั่นเอง....
“โอ๊ย! อะไรวะ!!”
ผมรู้สึกเจ็บหัวตรงช่วงกลางกระหม่อม ใกล้ ๆ กับที่พ่อเขก ทีแรกผมคิดว่าเป็นเพราะพ่อเขกแรงเกินไป แต่พอคลำดูถึงรู้ว่ามันมีไตแข็ง ๆ โผล่ขึ้นมา
“ตายล่ะวา.... สิวขึ้นหัวหรือว่าเป็นชันนะตุวะเนี่ย”
ผมเบ้ปากพลางเอาน้ำล้างฟองแชมพูออก ก่อนเดินไปที่กระจกและแหวกเส้นผมดู ถ้าเป็นอย่างแรกก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นอย่างหลังนี่ผมคงได้อับอายชาวบ้านก็คราวนี้ล่ะ
ทว่าภาพที่เห็น มันทำให้ผมต้องเบิ่งตากว้างและร้อง เฮ้ย! เพราะมันไม่ใช่ทั้งสองอย่าง!!
ผมรีบแหวกเส้นผมของตัวเองอีกครั้ง แต่ไม่ใช่ตำแหน่งเดิม มันเป็นตำแหน่งที่ผมเคยเห็นมาก่อน และแน่ใจว่าผู้ที่เคยมีมันก่อนหน้าได้ตายไปแล้วในความฝันของผมเมื่อเช้านี้
เขา!!
ไม่ใช่เขาเดียว แต่มีถึงสามเขา!!!
ผมกำลังฝันร้ายต่อเนื่อง หรือว่า มันเป็นความจริงที่ยิ่งกว่าฝันร้ายกันแน่!!!!
“พ่อ” คำเดียวที่ผมนึกออกตอนนี้ ทว่าภาพของพ่อซึ่งสลับกันไปมาอยู่ในห้วงคิด คือพ่อในฝันกับพ่อคนเมื่อเช้า ทันใดนั้นเอง มือของผมก็ค่อย ๆ ใหญ่มากขึ้นและเล็บก็พลันงอกยาวออกมา ประสาทตาของผมที่เคยเห็นทุกอย่างมีสีสันสดใส กลับกลายเป็นเห็นภาพสีเทาดำขมุกขมัว ผมเงยหน้ามองตัวเองในกระจก ใบหน้าของผมกลายเป็นรูปเหลี่ยมและมีฟันยาวแหลมคมยื่นพ้นออกมาจากปาก
“อ๊าก พ่อ ช่วยด้วย!!!!”
ผมแหกปากร้องลั่น หลังจากนั้น ภาพทุกอย่างก็ดับมืดลง....

“มันตายแล้ว”
ชายชราผมสีดอกเลาคนหนึ่งใช้ไม้เท้าค่อนข้างยาวกว่าปกติ เขี่ยไปที่ซากศพซึ่งกอดหัวของอสูรกายตนหนึ่งเอาไว้แน่น ซากศพนั้นมีขนาดใกล้เคียงกับเด็กวัยสามขวบผิดแต่ว่ามีเขาเล็ก ๆ งอกออกมาจากหัวถึงสามเขา ดวงตาสีแดงหรี่ปรือทว่าแน่นิ่งและว่างเปล่า
“อุตส่าห์ตามหาตั้งนานแต่ดันมาตายซะนี่ พวกลูกอสูรนี่อ่อนแอเป็นบ้า”
“นายน่ะหุบปากไปเลย ดูสิน่าสงสารออก กอดหัวพ่อเอาไว้แน่นแบบนี้....”
หญิงสาวร่างสูงโปร่งหน้าตาสะสวยคนหนึ่งตวาดชายหนุ่มผมสีแดงที่ยืนอยู่ใกล้กันก่อนหันไปมองซากลูกอสูรกาย ไม่รู้เพราะเหตุใด หญิงสาวรู้สึกสงสารเจ้าตัวน้อยที่ต้องมาตายอย่างน่าสังเวชใจตนนี้นัก
“เธอดูซากตรงนั้นซะก่อน เห็นไหมว่าเหยื่อก็เป็นเด็กเหมือนกัน”
ชายหนุ่มเบะริมฝีปากบางได้รูปขณะพยักพเยิดไปที่อีกซากที่กองอยู่ไม่ไกล ดวงตาสีฟ้าของเขาวาวระยับฉายแววเยาะเย้ย ทำให้หญิงสาวเคลื่อนตาไปมองเด็กน้อยผู้เคราะห์ร้ายที่เริ่มเน่าแล้วอีกคนก่อนหลุบลงจ้องซากใกล้ตัวกว่าอีกครั้ง
“ฉันรู้ แต่.....”
“อย่าให้ความสงสารครอบงำจิตใจ ไม่เช่นนั้นเธอจะถูกอสูรกายสิงสู่” ผู้อาวุโสผมสีดอกเลาพูดขัดเมื่อเห็นดวงตาคู่สีเขียวสดของหญิงสาวแสดงอารมณ์ชัดเจนยามมองซากลูกอสูรกาย เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดปลายไม้เท้าก่อนโยนมันทิ้ง
“ไปล่าพวกมันต่อดีกว่า แถวนี้ยังมีอสูรกายอยู่อีกเยอะ”
ชายชราว่าพลางสะบัดหลังเดินไปจากบริเวณนั้น ชายคนหนุ่มกว่าเหยียดริมฝีปากเยาะอีกครั้งและเดินตามเขาไป ทว่าร่างสูงโปร่งกลับยังยืนนิ่งไม่ยอมขยับ จนกระทั่งชายหนุ่มผมแดงตะโกนไล่หลังมา
“จ้องอีกนานแค่ไหนมันก็ไม่ฟื้นขึ้นมาหรอก แต่ถ้ามันฟื้นได้ ฉันจะช่วยสงเคราะห์เจี๋ยนให้อีกรอบก็แล้วกัน”
ว่าจบก็กรีดเสียงหัวเราะก้อง คนไม่ขำด้วยจึงถอนหายใจก่อนหันหลังเดินตามชายต่างวัยทั้งสอง แต่ไปได้แค่สองสามก้าวเธอก็หันมามองร่างไร้วิญญาณของเจ้าอสูรกายตัวน้อยด้วยแววสงสาร
“พวกเธอฆ่าเพราะต้องประทังชีวิตกับบางคนที่ฆ่าเพราะความสนุก ฉันเองก็เริ่มไม่มั่นใจแล้วเหมือนกันว่าพวกเธอหรือพวกฉันกันแน่ที่เป็นอสูรกาย” หญิงสาวถอนหายใจและเอ่ยเสียงเศร้า “เจ้าตัวน้อยเอ๋ย.....ขอให้ฝันดีและได้อยู่กับพ่อในโลกที่ไร้การเข่นฆ่าพวกเจ้าเถอะนะ”
เธอหลุบตาลงชั่วครู่ก่อนหันหลังเดินจากไป ทิ้งร่างของสองพ่อลูกอสูรกายให้หลับใหลอยู่ ณ ที่แห่งนั้นชั่วนิรันดร




Create Date : 03 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 15 สิงหาคม 2557 21:04:41 น. 5 comments
Counter : 98 Pageviews.

 
อ่านแล้วรู้สึกดีจัง
เป็นข้อเขียนที่มีคุณค่า
มีลูกเล่นในการดำเนินเรื่อง
ทิ้งค้างบางประเด็นไว้ให้ผู้อ่านไปคิดต่อเอาเอง
น่าจะเอาไปส่งลงขายหัวเราะนะ
ได้ตังค์แล้วยังได้เช็คเรทติ้งตัวเองอีกทางหนึ่ง
ขอเป็นกำลังใจให้ละกัน


โดย: หอมกร วันที่: 3 พฤศจิกายน 2549 เวลา:21:59:26 น.  

 
ขอบคุณค่ะ เรื่องนี้ได้ลงในนิตยสารไอน้ำฉบับที่ 7 แล้วค่ะ ^^


โดย: g_maru IP: 221.128.103.19 วันที่: 4 พฤศจิกายน 2549 เวลา:10:10:36 น.  

 
เป็นนิยายที่หักมุมและเล่นรายละเอียได้ดีเลยทีเดียวละ
ชอบตรงที่ผู้หญิงคิดว่า คนหรืออสูรที่น่ารังเกียจกันแน่
มูนนี่ก้มีความคิดแบบนั้นเหมือนกัน
อ๊าค ปุ่ม......บนหัวมุนนี่มีปุ่ม!!!!





อ้าว สิวหรอกเหรอ


โดย: moony IP: 202.57.182.252 วันที่: 2 ธันวาคม 2549 เวลา:1:26:20 น.  

 
ดูดีๆ นะมูนนี่ อาจไม่ใช่สิวก็ได้ หึหึหึ...

พยายามลักลอบเข้าแซฟเวจย์เป็นครั้งที่ 3 เพื่อชิงตัวจอมมาร หนอยแน่... ไหวตัวทันปิดบ้านเฉยเลย = =*


โดย: g_maru IP: 125.24.39.131 วันที่: 2 ธันวาคม 2549 เวลา:13:08:18 น.  

 
ตอนนี้จอมมารถูกลักพาตัวไปแล้วค่ะ T.T
คุณจีพอจะทราบไหมคะว่าใครเป็นคนพาเขาไป


โดย: blog moony (Moony_Lupin ) วันที่: 30 เมษายน 2550 เวลา:21:47:16 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

รักเฉพาะชายสูงวัย
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add รักเฉพาะชายสูงวัย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.