happily...happens
ความทุกข์เดินจูงมือความสุขของฉัน ทุกครั้งที่ความสุขอ่อนแอ...ความทุกข์ยังคอยประคับประคอง..
ตราบใดที่โลกนี้ยังมีความทุกข์...ความสุขก็ไม่มีวันจะหนีไปไหน
Group Blog
 
All blogs
 

10 กันยายน 2553 - เปลี่ยน

10 กันยายน 2553

เราต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยนความคิด และเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองกระทำ ด้วยตัวของเราเอง

อย่าไปมัวลังเลหรือเสียเวลากับความคิดที่ย้อนไปมาว่าที่ผ่านมาเราเชื่ออะไร

ความกังวล หลายๆครั้งมันทำให้เราเสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ เราเสียความรู้สึกไปกับความกังวลที่ไม่ใช่เรื่องของปัจจุบัน คำว่า”กังวล” สำหรับฉันคือความรู้สึกจากอดีตหรือเผื่อไปถึงอนาคตมากเกินไป

และหลายๆครั้ง มันไม่ได้แก้ปัญหาของปัจจุบัน หรือเรื่องราวที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเลย


คืนนั้นลูกตื่นมาร้องไห้หลายสิบครั้ง ร้องไห้ทั้งที่ไม่ลืมตา ร้องแบบสะอึกสะอื้นเหมือนเวลาผู้ใหญ่อย่างเราเก็บอะไรไว้หลายอย่างจนต้องระเบิดออกมานั่นแหละ ถ้าเป็นปกติฉันจะเริ่มดุลูกในครั้งที่สี่หรือห้าที่แกตื่นมาร้องไห้แบบไม่มีเหตุผลแล้ว...แต่คืนนั้นฉันไม่ได้ทำอย่างนั้น

ฉันปล่อยให้แกตื่นมาร้องไห้ อุ้มเท่าที่ทำได้ เหนื่อยก็เพียงแต่เงียบและรอจนตัวเองมีใจจะอุ้มจริงๆจึงอุ้มแกขึ้นมา ปะป๊าเริ่มทนไม่ไหวแล้วเดินมาดุลูกเองบ้าง แต่ฉันก็ไม่ได้พูดอะไร สุดท้ายลูกคงเหนื่อยจนหลับไป ส่วนฉัน..ก็นอนคิด น้ำตาไหล...

ฉันกำลังทำอะไรอยู่?

ฉันดุลูก บังคับให้กินข้าว เพื่ออะไร? เพื่อให้หายหวัด ให้กลับมาแข็งแรงเร็วๆ หรือเพื่อให้ฉันคลายความกังวลลง

ฉันเริ่มมองเห็นความเห็นแก่ตัวของคนเป็นแม่ในหลายๆด้าน
เราใช้ความรัก ความห่วงเป็นข้ออ้างในหลายอย่างที่ทำ และมันก็ฟังดูดี แต่แล้วลูกของเราก็งอแง เอาแต่ใจ แล้วเราก็บ่นว่าทำไมลูกเลี้ยงยากเลี้ยงเย็น ทำไมการมีลูกมันถึงได้ลำบากอย่างนี้ ทำไมอย่างโน้น ทำไมอย่างนี้

แล้วฉันก็คิดได้ว่า มันไม่ใช่ “ทำไม” อะไรทั้งนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างกำหนดได้ที่ตัวฉันเอง

ลูกไม่กินสักมื้อ สักวัน สักสามวัน สักสี่วัน น้ำหนักคงลดฮวบฮาบ แต่เค้าจะไม่ตาย ไม่ทุกข์ เพียงแต่ไม่สบายกาย
ฉันดุด่า บังคับลูกสักมื้อ สักวัน สักสามวันสี่ห้าวัน น้ำหนักแกก็จะลดฮวบฮาบ มีแต่ทุกข์ กังวล เสียใจ ไม่สบายทั้งกายและใจ

แล้วฉันจะทำไปเพื่ออะไร?

ฉันนอนหลับไป โดยเลิกคิดถึงอดีต เลิกคิดถึงวันนี้ เลิกคิดถึงพรุ่งนี้ เรื่องอาหารมื้อหน้า เรื่องอาการป่วยของลูกเรื่องน้ำหนักลูก ก็หายไปพร้อมๆกับอดีต

อย่าเพิ่งคิดว่าฉันจะกลายเป็นแม่ที่อารมณ์ดี ร่าเริง ใจดี...
เพราะฉันรู้ตัวเองดีว่าไม่มีวันจะเป็นแบบนั้น เพราะถ้าเป็นแบบนั้นตลอดเวลาล่ะก็

ฉันจะเป็นแม่ที่ไม่จริงใจ

ฉันเพียงแต่พบทางออกที่จะเป็นแม่ในแบบที่ตัวเองเป็น และทำให้ลูกมีความสุขได้ตามสมควร ไปพร้อมๆกัน

นั่นแหละ...เหตุผลที่ฉันอยากจะเริ่มเขียน Blog อย่างจริงจังกับเขาบ้าง ฉันอยากใช้ blog เป็นบันทึก และที่ระบายความรู้สึกของคนเป็นแม่อย่างตรงไปตรงมา เขียนอย่างที่รู้สึก

ถ้าหากการเริ่มเขียน blog ครั้งนี้ ฉันทำได้ต่อเนื่องมากกว่าที่เคย เขียนอย่างที่คิดนึก ที่รู้สึกจริงๆ ฉันคงได้ค้นพบอะไรอีกหลายอย่าง เพื่อลูก และเพื่อตัวของฉันเอง


,หม่าม้าภูมิใจในตัวหนูมาก (ในหลายๆเรื่อง)

ปล. วันหลังต้องเขียนเรื่องพฤติกรรมน่าประทับใจของลูกบ้างดีกว่า มันคือความสุขในแต่ละวันของฉันเลย

หม่าม้าของหนู




 

Create Date : 11 กันยายน 2553    
Last Update : 11 กันยายน 2553 0:47:22 น.
Counter : 196 Pageviews.  

9 กันยายน 2553 - ฉันต้องเขียนมันออกมา

9 กันยายน 2553

ฉันเป็นแม่ที่ดุมาก...

แต่จะว่าไป มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะทีเดียวหรอก ความจริงแล้ว ฉันเป็นแม่ที่ขี้โมโห ใจร้อน ไม่อดทน เสียงดัง และขี้รำคาญมากกว่า คำว่า “ดุ” ฉันใช้เอาไว้แก้ตัวว่าสิ่งที่ฉันแสดงออกไป ฉันทำเพื่อลูก.. ก็แค่นั้นเอง

การเขียน Blog แบบนี้ มันดีอย่างนี้นี่เองนะ ฉันสามารถยอมรับความจริงได้ ถึงมันจะแย่และไร้เหตุผลซักแค่ไหน ฉันว่ามันเหมาะกับคนที่กำลังเป็นแม่มากๆ เพราะหลายๆครั้งเรามีสังคมและภาพพจน์เป็นตัวบังคับ เราอยากเป็นแม่ที่ดี ในสายตาของคนอื่นด้วย ไม่ใช่แค่กับตัวเองเท่านั้น เราไม่อยากทำอะไรหลายๆอย่างที่คนจะมองว่าเราเป็นแม่งี่เง่า เอาแต่ใจ ไม่อยากให้ใครพูดว่า “น่าสงสารลูกของผู้หญิงคนนั้น” เพราะเรากำลังใส่อารมณ์ กระชากแขน หรือขู่บังคับลูกอยู่ หรืออะไรทำนองนั้นแหละ

โดยปกติแล้วฉันสนิทกับลูกมาก เล่นกับแกมากที่สุด ลูกติดฉันพอดู ชอบกอดฉัน อยากให้ฉันเป็นคนอ่านนิทานและพาแกเข้านอน โดยปกติแล้ว... ฉันเป็นหม่าม้าที่ใจดี... โดยปกติแล้วของอารมณ์

ฉันอยากจะเริ่มเขียน Blog เมื่อไหร่?

ก็เหมือนที่บอกไว้ข้างบน มีเหตุการณ์ที่ทำให้ฉันรู้สึกว่าไม่มีทางระบายออก ลูกของฉันกำลังป่วยอยู่ในโรงพยาบาล ลูกเป็นเด็กตัวเล็ก มีปัญหาเรื่องน้ำหนักน้อยและระบบการเผาผลาญมากเกินปกติ ทำให้ฉันต้องเหนื่อยกับการพยายามดูปริมาณอาหารและนมในแต่ละวันให้มากพอที่จะทำให้น้ำหนักของแกเพิ่มขึ้น

ความเหนื่อยมันไม่ได้มีมาตั้งแต่แรกหรอกนะ นอกจากความตัวเล็ก เผาผลาญผิดปกติแล้ว มันมาประจวบเหมาะกับการที่ลูกไม่ยอมกินนมอื่นเลยนอกจากนมแม่ แถมยังกินนมแม่น้อยเหลือเกิน น้อยจนคุณหมอส่ายหัว ครบขวบ ลูกกินน้อยกว่าครึ่งหนึ่งที่เด็กคนอื่นกิน กินเฉพาะนมแม่เท่านั้น นมยี่ห้อไหน ผง กล่อง ซอง ขวด ถุง ฉันลองมาหมดแล้ว แกจะไม่แตะต้องเลย แม้จะต้องอดข้าวและอาหารอื่นทุกอย่างเป็นวันก็ตาม (ก็เพราะเหตุการณ์ทดลองอดข้าวให้กินแต่นมนี่แหละ ฉันถึงค้นพบว่าลูกน้ำหนักลดง่ายกว่าเด็กปกติมาก แล้วพบต่อไปอีกว่าระบบเผาผลาญของแกผิดปกติ)

จากที่ฉันมองตัวเองว่าเลี้ยงลูกอย่างสบายๆ มองว่าลูกคนแรกคนนี้ช่างเลี้ยงง่ายเลี้ยงดาย กลายเป็นความเครียด กังวล และสุดท้ายก็โมโห โกรธกับสิ่งที่เป็นไปซะทุกอย่าง ฉันเริ่มพูดออกมาว่าเหนื่อย ไม่อยากเลี้ยง ไม่รู้จะทำยังไง และคำพูดอื่นๆอีกมากมาย ที่ฉันตั้งใจว่าจะไม่พูดมันออกมาถ้าได้เป็นแม่ของเด็กสักคน

ฉันพูดมันออกมาหมด.. และรู้สึกแย่กับตัวเองจนแทบทนไม่ไหว
ฉันผิดหวังในตัวเองมาก... แต่ก็ยังไม่มากเท่ากับวันนี้

ลูกป่วยเป็นหวัดชนิดหนึ่ง ที่เกิดจากไวรัส (หมายความว่าใช้ยารักษาไม่หาย) จะมีอาการเบื่ออาหารอย่างมาก และไข้สูงอย่างน้อยห้าวัน วันแรกที่ป่วย ฉันเตรียมทำใจไว้เหมือนแม่ที่ชำนาญและทำใจได้ ว่าลูกคงจะกินน้อยลงหน่อย เหมือนทุกครั้งที่เป็นหวัด มีน้ำมูก จะงอแงบ้างฉันก็ไหว พอวันที่สามสี่ ลูกมีไข้ตลอด และเริ่มไม่ยอมกินข้าวเลย อาหารปั่นซึ่งปกติเป็นหวัดงอมแงมแค่ไหนก็ยังยอมกิน (ก็อีก...ฉันทำเพื่อให้น้ำหนักลูกไม่ลดมากจากการเผาผลาญ) ป่วยครั้งที่ลูกไม่แตะต้องเลย แม้แต่น้ำก็เริ่มจิบไม่ไหว

จนกระทั่งคืนวันที่สี่ไข้สูงเกือบสี่สิบ เช้าตรู่ฉันจึงรีบพาแกไปโรงพยาบาล คุณหมอที่สนิทกันรีบให้ admit ทันที ลูกดูอ่อนเพลียกว่าที่เคยป่วยมาทุกครั้ง หลับกลางวันเยอะมาก ฉันสบายใจไปเปลาะนึงเมื่อเห็นลูกได้รับน้ำเกลือ

แต่คงเพราะป่วยมากจริงๆ ลูกงอแงผิดปกติไปมาก

คงต้องขอย้อนกลับไปอีกสักหน่อย...

ลูกฉันเป็นเด็กที่ไม่ร้องไห้เวลาไปโรงพยาบาล พี่พยาบาลจะวัดไข้ลูกก็จะยกแขนขึ้นให้วัด ชั่งน้ำหนักก็ยืนบนตาชั่งเองตั้งแต่ยืนเป็น วัดส่วนสูงแกก็ยืนเองอีกเหมือนกัน ขอฟังเสียงท้องก็เปิดเสื้อให้ ส่องไฟตรวจหู, จมูก หรือปาก ลูกก็หันและอ้าปากให้เองทุกครั้ง แม้กระทั่งเจาะเลือดหรือฉีดยา แกจะร้องออกมาตอนทนที่เข็มจิ้มเข้าไปในเนื้อเท่านั้น ไม่นานก็จะหยุด

ฉันอาจจะเสียนิสัยจากความอดทนของลูกก็เป็นได้

วันนี้ที่ลูกป่วยหนัก ลูกแสดงออกเหมือนเด็กปกติที่ฉันเคยเห็น ร้องไห้เมื่อเจอหน้าคุณหมอ พยาบาล และทุกคน เท่านั้นเอง...ฉันก็เริ่มปวดหัวนิดหน่อยแล้ว พอลูกไม่ยอมกินอะไรสักคำเป็นวันๆ ความกังวลของฉันกลับกลายเป็นความโกรธ ฉันดุแกและพยายามบังคับให้กินข้าว ฉันดุมากขึ้น เสียงดังมากขึ้น เครียดมากขึ้น แล้วเริ่มบ่นให้ปะป๊า(ขอเรียกแบบที่ฉันเรียกปกติอย่างนี้เลยแล้วกัน) ฟัง ว่าฉันไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว ฉันเหนื่อย และไม่รู้จะทำยังไง แต่ก็ยังคงดุต่อไป เดินหนี พยายามทำทุกอย่างให้ลูกยอมกิน

แต่รู้ไหม... ก่อนหน้านี้ถึงมันจะใช้ได้ผลดี วันนี้มันไม่ได้ผลอีกต่อไป

ตลอดเวลาที่ฉันดุลูก ลูกไม่ได้ส่งสายตาฟังสิ่งที่ฉันกำลังบอกให้ทำเลย แต่แกกำลังมองสีหน้า อารมณ์ และน้ำเสียงของฉันอย่างตั้งใจ แกมองด้วยสายตาที่อยากจะรู้ว่าฉันเป็นอะไรไป

เป็นครั้งแรกที่ลูกบอกให้หม่าม้าไป แน่นอนฉันเดินหลบไป ลูกร้องไห้ที่มองไม่เห็นฉัน เรียกหาฉัน ส่วนฉันก็ร้องไห้ที่ลูกกำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นเรียกหาหม่าม้า

ฉันยังนั่งหลบอยู่บนโซฟาเฝ้าไข้ ยังไม่อยากเดินกลับไปอุ้มลูก เพราะลูกคงกำลังร้องไห้หาหม่าม้าที่แกเคยรู้จักก่อนจะมาถึงวันนี้มากกว่า


23.18 น.
หม่าม้าของหนู




 

Create Date : 09 กันยายน 2553    
Last Update : 10 กันยายน 2553 21:25:51 น.
Counter : 234 Pageviews.  


ลานตะเกียง
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คุณแม่มือใหม่ กับลูกสาวตัวน้อยหนึ่งคน
ชอบหาซื้อของทำงานฝีมือมากองให้ท่วมห้อง
แต่ทำงานฝีมืออะไรไม่ค่อยจะเป็นเรื่องเป็นราว
ขณะนี้ผีแกะยางลบกำลังเข้าสิง...
จะหลับจะตื่น...ก็แกะๆๆ ไม่เลิก

ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ^^"








CLICK to feed my colorful fish :)

Google
Friends' blogs
[Add ลานตะเกียง's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.