Group Blog
 
All Blogs
 
การตีความ เรื่อง spirited away โดยคุณลวิตร์ จากห้องสมุด

ในที่สุดเราก็ได้ดูหนังการ์ตูนเรื่องนี้หลังจากที่คนอื่นเขาดูกันไปชาติเศษ ๆ แล้ว
อันที่จริงคิดไว้ว่าจะยืมคนโน้นคนนี้มาดู แต่ก็ลืมและถูกรายงานทับ ตอนไปงานหนังสือพี่เอ๋ 1997 ให้แผ่นมาเป็นของขวัญ ดีใจมากเลยรีบดูกะคุณชาย
เชษฐา หลังจากดูจบแล้วก็นั่งอึ้งตะลึงตะไล หนังบ้าอะไรไม่รู้ ดูไม่รู้เรื่องเลยแต่เจ๋งสุดยอด



เรื่องนี้ชื่อ Spirited Away ส่วนชื่อภาษาญี่ปุ่นแปลได้ว่า "การหายตัวไปของเซนและจิฮิโระ" คำว่าสปิริตอเวย์มีความหมายว่า "ไปโดยวิญญาณ" แต่พอบอกว่าไปโดยวิญญาณจะไม่ค่อยได้อารมณ์ เพราะอย่างนั้นจะพูดง่าย ๆ ว่าคำว่าสปิริตอเวย์ตัวนี้เขียนเป็นคันจิ ( แต่เราอ่านได้แต่เป็นจีน ) ว่า "เสินอิ่น"
( shen yin ) ในภาษาญี่ปุ่นมีความหมายว่า "การหายตัว" หรือ "การถูกลักพา" โดยเฉพาะกรณีเด็กหาย คนญี่ปุ่นเมื่อก่อนเวลามีเด็กหายไป เขาจะพูด
ว่าถูก "spirited away" คือไม่ได้ตัวหายแต่วิญญาณหาย พูดง่าย ๆ แบบไทย ๆ ก็คือถูกผีเอาไปซ่อน หรือถูกผีบัง



SPOILER! ต่อไปจะเล่าเนื้อเรื่อง



ถามว่าทำไมถึงชื่อเรื่องนี้ ก็เพราะเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ "เด็กหาย" เรื่องเล่าง่าย ๆ คือมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งชื่อจิฮิโระ ต้องย้ายบ้านไปกันพ่อแม่ ทีนี้
คุณพ่อก็ขับรถไปเรื่อย ๆ แล้วหลงทางเข้ารกเข้าพงจนเจอซุ้มประตูแปลก ๆ คุณพ่อคุณแม่จึงลงสำรวจ จิฮิโระก็ตามไปด้วย ปรากฏว่าพอเข้าประตู
แล้วกลับไปออกอีกที่หนึ่ง เป็นทุ่งโล่ง มีแม่น้ำแห้งขอดอยู่หนึ่งสาย ถัด
จากแม่น้ำไปเป็นเมือง เดินถึงเมืองก็มีร้านขายอาหาร พ่อแม่เห็นน่ากินดี
เลยกิน ( กะว่ากินก่อนจ่ายทีหลัง ) ส่วนจิฮิโระไม่ชอบที่นั่น อยากออกไป
ก็เดินเตร่ แล้วเจอโรงอาบน้ำใหญ่มาก ที่สะพานข้ามไปโรงอาบน้ำมีเด็ก
ผู้ชายยืนอยู่คนหนึ่ง เด็กผู้ชายพอเห็นจิฮิโระก็ตกใจ บอกให้หนี ให้
"ข้ามแม่น้ำ" ก่อนที่จะสาย จิฮิโระก็วิ่งกลับหาพ่อแม่ ปรากฏว่าพ่อแม่ที่กิน
อาหารอยู่นั้นกลายเป็นหมูไปแล้ว



จิฮิโระวิ่ง ๆ ไปถึงแม่น้ำ แม่น้ำกลายเป็นทะเลสาบกว้างมาก ข้ามไม่ได้
มีเรือข้ามมา และคนที่ลงจากเรือก็มีแต่ผีกับปีศาจแบบญี่ปุ่น จิฮิโระมอง
มือตัวเองเห็นเลือน ๆ ตัวเริ่มหายไปเหมือนวิญญาณ โชคดีเด็กผู้ชายที่
เจอหน้าโรงอาบน้ำตามมาทัน ให้กินยาอย่างหนึ่งซึ่งทำให้คงร่างได้ ปรากฏ
ว่าโลกนี้เป็นโลกของภูตผีปีศาจ วิญญาณ และ "เทพ" ( แบบญี่ปุ่นโบราณ )
พวกเทพได้กลิ่นมนุษย์จะเหม็น และถ้าใครกินอาหารเทพก็ต้องถูกสาป ( เหมือน
พ่อแม่ของจิฮิโระที่กลายเป็นหมู ) เด็กผู้ชาย ( ชื่อฮาคุ ) บอกว่าวิธีที่จิฮิโระจะ
รอดชีวิตอยู่ที่นี่ได้โดยไม่เลือนหายไปหรือถูกสาปเป็นสัตว์ คือต้องหาทางทำ
งานในโรงอาบน้ำใหญ่ที่เห็นเมื่อกี้ เจ้าของโรงอาบน้ำชื่อป้ายูบะบะ จิฮิโระ
ต้องยืนยันว่าจะทำงาน ถ้าบอกว่าไม่ทำแล้ว จะกลับบ้านเมื่อไร แสดงว่าไม่มี
ประโยชน์ ต้องถูกสาปเป็นสัตว์ทันที



จิฮิโระไปทำงานในโรงอาบน้ำแล้ว ป้ายูบะบะก็บอกว่าชื่อ "จิฮิโระ" ( ลึกพันฟุต
แปลว่าลึกมาก หรือไร้ประมาณ บอกใครไปว่าแปลว่า "พันวิญญาณ" นั่นจำ
xun สับสนกับ ling ละ -_-' ขออภัยอย่างสูง ) นั้น "ยุ่งยากเกินไป" และเปลี่ยน
ชื่อให้เป็น "เซน" ( หนึ่งพัน ) เพราะอย่างนั้นคงเข้าใจแล้วว่าทำไมชื่อภาษาญี่
ปุ่นมันแปลว่า "การหายตัวของเซนและจิฮิโระ"



หลังจากนี้ก็มีการผจญภัยอีกแยะ มีตัวละครปีศาจอื่น ๆ ที่หน้าตาพิลึก ๆ และ
ปัญหาต่าง ๆ แต่ถ้าจะพูดไปคงเป็นการเล่าหนังเสียก่อนดู เราเองก็เล่าเรื่อง
ไม่ค่อยเก่ง เพราะข้ามไปเรื่องที่น่าสนใจในหนังเรื่องนี้ดีกว่า



เท่าที่ดู เรื่องสปิริตอเวย์นี่เล่นประเด็นต่าง ๆ เยอะมาก เยอะเสียจนดูครั้ง
เดียวอาจจะเห็นไม่หมด เพราะซ่อนอยู่ตรงโน้นตรงนี้ ทำเหมือนเป็นการ์ตูน
เด็ก แต่จริง ๆ ดูอีกระดับหนึ่งก็ได้ ประเด็นที่เห็นชัดตั้งแต่ดูครั้งแรก ( ก็หนู
เพิ่งดูไปครั้งเดียว ) คือเรื่องอัตลักษณ์ ( ความเป็นตัวตน ) เรื่องการเลี้ยงเด็ก
กับระบบทุนนิยมบริโภคนิยม และเรื่องธรรมชาติ ประเด็นพวกนี้สานกันเอง
จนแยกแทบไม่ออก เพราะอย่างนั้นจะเริ่มตรงอัตลักษณ์ก่อนและพูดต่อไป
เรื่อย ๆ ละกัน



เรื่องแรกคืออัตลักษณ์ อัตลักษณ์คือความรู้สึกว่าตัวเราเป็นตัวเรา และมี
ความแตกต่างจากคนอื่น ๆ อัตลักษณ์ในเรื่องนี้เห็นได้อย่างชัดเจนตั้งแต่
ตอนแรก ๆ "จิฮิโระ" ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "เซน" เด็กเข้าสู่สังคม และสูญเสีย
ความเป็นตัวของตัวเอง



เมื่ออายุถึงระดับหนึ่ง เราจะไม่สามารถอยู่โดยพึ่งพิงพ่อแม่ต่อไปได้อีก ต้อง
เข้าสังคม เมื่ออยู่ในสังคม เราจะต้องต่อสู้เพื่อให้เป็นตัวเราเอง แต่ว่า
บางครั้ง อย่างเวลาอยู่ในโรงเรียนหรือในที่ทำงาน เราจะถูกครอบงำโดยสิ่ง
อื่นซึ่งสังคมหยิบยื่นมาให้ ฐานะของเขาจะถูกกำหนด เช่น "เป็นลูกจ้างของ
บริษัทนี้" ก็เหมือนมีคนอื่นหยิบยื่นชื่อใหม่ให้เรา เวลาอยู่ในสังคมจริง ๆ
ไม่มีใครเขาสนใจหรอกว่าเราชื่ออะไร เขาสนใจแต่ว่าเราจะให้ผลประโยชน์กับ
เขาได้แค่ไหน และถ้าหากยังอยากจะเป็นตัวเราอยู่ เราก็ต้องต่อสู้เพื่อตัวเอง



จิฮิโระถูกเปลี่ยนชื่อเป็นเซน แต่เซนยังจำชื่อเก่าของตนเองได้ นอกจากนั้น
เด็กผู้ชายฮาคุที่เจอกันตอนแรกและช่วยเซนไว้อีกหลายครั้งก็บอกเธอว่า "อย่า
ลืมชื่อเดิม" เพราะถ้าลืมชื่อเดิมเหมือนตัวฮาคุเอง จะถูกป้ายูบะบะเจ้าของโรง
อาบน้ำควบคุม ถ้าเราลืมตัวตนของเราเอง ปล่อยไปตามกระแสสังคม เรา
ก็จะเป็นคนว่างเปล่า



ตัวอย่างเรื่องนี้เช่น ถ้าเราเป็นเด็กช่างกล เราก็ถูกทุกคนทั้งในโรงเรียนและ
นอกโรงเรียนหมายไว้แล้วว่า "เอ็งเป็นคนของโรงเรียนนี้" หลังจากนั้น ถ้า
โรงเรียนเราไปแค้นโคตรเหง้าศักราชอะไรกับโรงเรียนอื่น เราก็จะต้องถูกเหมา
ว่าต้องแค้นด้วย เป็นเรื่องของสถาบัน แต่ให้ถามตัวเองจริง ๆ ว่าเราแค้น
ใครอยู่กันแน่ เราเคยมีเรื่องกับเขาแต่ปางไหน หรือว่าจริง ๆ แล้วก็ไม่ได้
รู้จักฝ่ายโน้นมาก่อนสักนิด ถ้าเราลืมตัวตน นึกเอาแต่ว่าเป็นเด็กช่างกลนี้
แล้วต้องแค้นช่างกลโน้น เราก็เป็นโง่ ถูกดึงไปตามกระแสหมู่มาก ดึงไป
ก็ดึงมาไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีหลักยึด ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง



แต่อันที่จริง พออยู่ในสังคมแล้ว ถึงอย่างไรเราก็ต้องถูกเรียกด้วย "ชื่ออื่น"
อยู่ดี และถ้าจะให้ปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวกลางดอยก็ผิดวิสัยเกินไป เพราะ
อย่างนั้น ทางเดียวที่จะเป็นตัวตนได้คือ "ไม่ลืม" แม้จะถูกเรียกด้วยชื่ออื่น
ก็ต้องไม่ลืมว่าตนเองเป็นใคร



เรื่องอัตลักษณ์นี้ยังแสดงอยู่ในตัวละครอีกตัวหนึ่งคือ "ปีศาจไร้หน้า" ปีศาจ
ไร้หน้าเป็นตัวละครที่พิลึกที่สุดในเรื่องสปิริตอเวย์ โผล่มาแบบลอย ๆ เป็น
เงาใส่หน้ากาก ปีศาจไร้หน้าชอบจิฮิโระ เลยตามมาเรื่อย ๆ วันหนึ่งจิฮิโระ
เปิดประตูข้างโรงอาบน้ำทิ้งไว้ ปีศาจไร้หน้าเลยเข้ามาข้างในได้



ที่โรงอาบน้ำ เวลาจะให้มีน้ำไหล ต้องเอาป้ายอย่างหนึ่งติดเชือกแล้วส่งลงไป
ให้ "ลุงคามาจิ" ( ชื่อนี้หรือเปล่า ไม่ค่อยแน่ใจ ) ซึ่งเป็นปีศาจหกแขน ลุงคามา
จิมีหน้าที่คุมเตาต้มน้ำ ผสมสมุนไพรในน้ำร้อนและส่งขึ้นไปให้ ป้ายที่จะส่ง
ลงไปให้ลุงคามาจิต้องขอจากเคานเตอร์ แต่ปีศาจอื่น ๆ ในโรงอาบน้ำไม่ชอบ
จิฮิโระเพราะเป็นมนุษย์ ปีศาจที่เคานเตอร์เลยไม่ยอมให้ป้าย ปรากฏว่าตอน
ที่ปีศาจที่เคานเตอร์เผลอ ปีศาจไร้หน้าก็มาจัดการให้จิฮิโระได้ป้าย จิฮิโระ
เลยดีใจมาก



หลังจากนั้นปีศาจไร้หน้าก็เอาป้ายมาให้จิฮิโระอีกเป็นกระบุง และค้นพบว่า
"การให้" ทำให้คนอื่นดีใจ ต่อมาปีศาจไร้หน้าพบว่าถ้าให้ทองคำ คนอื่นจะดี
ใจมาก เลยเอาทองล่อปีศาจกบ และกินปีศาจกบเข้าไป



ตามความเข้าใจของเราเอง ปีศาจไร้หน้าก็คือความรู้สึกอย่างหนึ่งในสังคมญี่
ปุ่นปัจจุบัน เป็นความรู้สึกของคนจำนวนมาก ดังนั้นจึงไม่มีหน้าเพราะไม่รู้
ว่าเป็นของใคร ความรู้สึกนั้นคือความเหงาความว่างเปล่า เพราะมีชีวิตอยู่ใน
ระบบทุนนิยมซึ่งสุขสบาย แต่ก็สูญเสียตัวตนไปกับสังคม ตอนหลังจิฮิโระ
ถามปีศาจไร้หน้าว่า "เธอชื่ออะไร" "เธอมาจากไหน" "พ่อแม่ของเธอเป็นใคร"
ปีศาจไร้หน้าก็ตอบไม่ได้ เหมือนคนที่อยู่สังคมก็คิดว่าควรจะ "ตาม ๆ กันไป"
และ "เหมือนกันไปหมด" จนแยกหน้าตาไม่ออกว่าตนเองเป็นใครกันแน่ มีเงิน
ตั้งมากมายแต่กลับไม่แน่ใจว่าตนเองเป็นใคร



เมื่อไม่รู้จักตัวเอง คนจำนวนมากจึงใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อเติมเต็มความว่างเปล่า
ทางวิญญาณ วิธีการหนึ่งซึ่งมักปรากฏให้เห็นในหมู่เด็กคือการ "เลียนแบบ"
เลียนแบบดารา เลียนแบบคนที่ตัวเองนิยม สิ่งเหล่านั้นก็คือการ "กลืนกิน"
คนอื่นเข้าไปไว้ในตัวเองนั่นเอง เมื่อปีศาจไร้หน้ากินปีศาจกบเข้าไปแล้ว ก็
งอกแขนงอกขาเหมือนกบ จากเมื่อก่อนเป็นใบ้ได้แต่ครางฮือ ๆ ก็มีเสียง
เหมือนกบและกลายเป็นคนมักมาก เที่ยวเอาทองให้คนโน้นคนนี้เรียกให้มาบำ
เรอตน กินอาหารมากมายไม่รู้จักอิ่ม ตัวก็โตขึ้นทุกที แต่ก็ยังคงไม่มีหน้า
อยู่เหมือนเดิม



ในสังคมทุนนิยมซึ่งทุกคนมีสิทธิ์จะจับจ่ายความสุขมาเป็นของตนเองได้ มี
คนไม่น้อยใช้ "ทอง" ซื้อหาหนทางเติมเต็มความว่างเปล่าทางวิญญาณ แต่อัน
ที่จริง หากวิญญาณว่างเปล่า หากไม่มีตัวตนและไหลเรื่อยไปตามกระแสสัง
คม ถึงกินเข้าไปมากมายเท่าไรก็ยังหิว ซ้ำร้ายยังจะถูกอิทธิพลที่ตนไปเลียน
อย่างครอบงำ ปราศจากความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าเดิม



จิฮิโระเอายาของเทพแม่น้ำให้ปีศาจไร้หน้ากิน ปีศาจไร้หน้าจึงอาเจียนทุกอย่าง
ที่กินเข้าไปออกมาหมด รวมทั้งกบด้วย และกลายเป็นปีศาจไร้หน้าที่มีแต่เงา
ใส่หน้ากากเหมือนเดิม ยาของเทพแม่น้ำอาจจะหมายถึงธรรมชาติ ในที่สุด
หากจะแสวงหาตัวตน ก็ต้องทิ้งของฟุ้งเฟ้อจอมปลอม ทิ้งการเลียนแบบ
กลับไปสู่ธรรมชาติ นอกจากนั้น ตอนหลังปีศาจไร้หน้าก็ไปอยู่กับแม่มดอีก
คนชื่อป้าซานิบะ และป้าซานิบะบอกว่าต้องให้ปีศาจไร้หน้า "ทำงาน"



การทำงานในเรื่องสปิริตอเวย์มีความหมายเหนือกว่าการทำงานจริง ๆ อย่าง
เช่นจิฮิโระก็ต้องทำงาน ถ้าบอกว่าขอเลิกจะกลับบ้านเมื่อไรก็ต้องถูกสาปเป็น
สัตว์ หนังเรื่องนี้พยายามนำเสนอว่าถึงแม้คนจำนวนไม่น้อยจะไม่ชอบทำงาน
และปรารถนาจะร่ำรวยสุขสบาย แต่ที่จริงแล้ว การทำงานก็คือความจริงของ
ชีวิต เพราะในที่สุด วิธีจะอยู่รอดได้ในสังคมก็คือต้องสร้างประโยชน์ให้สัง
คม และวิธีจะชี้ว่าเรามีตัวตนอยู่ได้ก็คือต้องผลิตผลงานที่ตัวเราเองจะภูมิใจ
ออกมา หากไม่ได้ทำงานเสียอีก ทางหนึ่งก็คงเป็นเหมือนสัตว์ที่รอให้คน
เลี้ยงและมีชีวิตไปวัน ๆ หรืออีกทางหนึ่งก็เหมือนปีศาจไร้หน้า ที่มีเงินทอง
ใช้จนเหลือเฟือแต่ไม่รู้สึกถึงค่าของตนเอง กินเท่าไรก็ไม่อิ่ม เปล่าเปลี่ยวไม่
มีความสุข



ดังนั้น "การทำงาน" จึงเป็นทางออกที่สำคัญอย่างหนึ่งในเรื่องสปิริตอเวย์
มนุษย์ย่อมมีตัวตนอยู่ด้วยผลงานที่กระทำ และเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ผ่านการ
ทำงาน ควรจะต้องรู้ว่าตนทำอะไรได้และมีคุณค่า เมื่อเขียนมาถึงตอนนี้แล้ว
ก็นึกถึงเรื่อง "กองดิด" ของวอลแตร์ ซึ่งจบลงด้วยคำว่า "เราจงทำสวนของ
เรา" อันหมายถึงการทำงานอาจจะหยุดความสับสนขัดแย้งทั้งปวง และมนุษย์
ทั้งหลายควรจะทุ่มเทให้กับการกระทำของตนมากกว่ามามัววาดฝันวิมานบนอา
กาศหรือทุ่มเถียงกันด้วยทฤษฏีอันเลื่อนลอย หากแต่ละคนมุ่งทำงานของตน
และทำให้ดี ปัญหาในโลกนี้คงลดไปอีกมากมาย และทุกคนก็ภูมิใจในผลงาน
ของตนเอง



เมื่อพูดถึงเรื่องอัตลักษณ์แล้ว ต่อไปก็คือการเติบโตของเด็กในสังคมญี่ปุ่น
ซึ่งมีอิทธิพลของทุนนิยมและบริโภคนิยมอยู่มาก เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่อง
ของเด็ก จึงมีตัวอย่างทำนองนี้ให้เห็นอยู่เสมอ อย่างแรกคือตัวพ่อแม่ของ
จิฮิโระนั้นติดความคิดบริโภคนิยมไปแล้ว พอเห็นของน่ากินก็กินทันที ซ้ำยัง
กินอย่างตะกรุมตะกรามโดยไม่ต้องขอใครก่อน เพราะเชื่อว่าถ้ามีคนมาก็จ่าย
เงินชดเชยให้เสียก็ได้ การกระทำแบบนี้ทำให้พ่อแม่กลายเป็นหมู ซึ่งบริโภค
ไม่รู้จักอิ่ม ในขณะที่จิฮิโระซึ่งพ่อแม่ "หายไปแล้ว" ก็ต้องเลือกเส้นทางอื่นให้
มีชีวิตรอด ในกรณีนี้ถ้าเทียบจิฮิโระกับ "ทารก" ซึ่งเป็นหลานของป้ายูบะบะ
เจ้าของโรงอาบน้ำแล้ว จะเห็นลักษณะการถูกทอดทิ้งค่อนข้างชัดเจน



ป้ายูบะบะเจ้าของโรงอาบน้ำเป็นแม่มดที่ร่ำรวยมาก และออกจะบ้าสมบัติ แกมี
หลานอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นปีศาจทารกตัวใหญ่ แกรักหลานคนนี้มาก และถึง
จะไม่ยอมลงให้ใครเลยก็จะลงให้หลาน ( พอถึงตอนนี้จะเริ่มเห็นภาพพวกเศรษฐี
ที่รักลูกตัวเองจนหลง ถึงจะร้ายกับคนอื่นก็จะปรนเปรอลูกไม่มีที่สิ้นสุด ) ทา
รกถูกป้ายูบะบะสอนว่าอย่าออกจากห้อง ถ้าออกไปจะเจอเชื้อโรค จะป่วย
แต่เพราะถูกสอนมาอย่างนี้ จึงอยู่แต่ในห้องเด็ก มีของเล่นกองท่วมล้นเพ
ดาน แต่ไม่สามารถเดินเองได้ เหมือนเด็กที่ไม่กล้าออกไปสู่สังคม ตอนหลัง
ทารกถูกสาปให้กลายเป็นหนู และออกเดินทางไปกับจิฮิโระ ป้ายูบะบะก็ไม่
รู้ตัวเพราะคนที่สาปได้เสกอย่างอื่นไว้แทนตัวทารกแล้ว



เมื่อทารกไปกับจิฮิโระแล้ว ฮาคุ ( เด็กผู้ชาย ) ก็ไปหาป้ายูบะบะ ถามว่า "ไม่
เห็นหรือว่าของที่คุณรักหายไปหมดแล้ว" ป้ายูบะบะก็เล็งไปยังกองทองก่อน
เพราะนึกว่าของที่สำคัญที่สุดของตนเองคือทอง พอเห็นว่าทองยังอยู่ดีจึง
ยิ้มเยาะฮาคุ แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่า "ของสำคัญ" นั้นมีอีกอย่างหนึ่ง พอหันไป
ดูทารก จึงได้เห็นว่าทารกไม่อยู่แล้ว กลายเป็นของอย่างอื่นที่ถูกเสกแทนไว้
แกก็ตกใจวิ่งตามหาไปทั่ว ฉากนี้เราดูแล้วรู้สึกบีบมาก เพราะในสังคมที่เงิน
เป็นใหญ่ คนจะนึกว่าเงินนั้นสำคัญที่สุด และไม่รู้แม้แต่ว่าคนที่ตนเองรักที่
สุดมีอะไรแปลกแยกผิดไปจากเดิมหรือเปล่า กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็สายไปเสียแล้ว



ที่จริงป้ายูบะบะกับพ่อแม่ของจิฮิโระก็เหมือนกัน คือสนใจการบริโภคและทรัพย์
สินจนละเลยสิ่งอื่น ๆ ที่เหลือ ในญี่ปุ่น ( หรือบางทีอาจจะในไทยด้วย ) ผู้ปก
ครองจำนวนไม่น้อยเป็นมนุษย์เงินเดือนผู้สักแต่หาเงิน คิดว่าการมีเงินคือความ
สุขของชีวิต เมื่อผู้ปกครองเอาแต่บริโภคและหาเงิน เด็ก ๆ ในหนังเรื่องนี้
จึงถูกทิ้งให้ค้นหาความจริงของชีวิตด้วยตนเอง ถูกเหวี่ยงลงไปอยู่ในสังคม
ก่อนเวลาอันควร หรือถูกพะเน้าพะนอจนไม่สามารถช่วยตนเองได้ ( ซึ่งก็ไม่
ต่างอะไรกับการ "ทอดทิ้ง" อย่างหนึ่ง คือทอดทิ้งการเติบโตทางวุฒิภาวะนั่น
เอง )



บางทีถ้าเราอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น เราอาจจะเห็นภาพอย่างหนึ่ง คือวัยรุ่นญี่ปุ่นนั้น
ดูถูกผู้ใหญ่ โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่ตนเป็นมนุษย์เงินเดือนก็จะดูถูกมาก คิดว่า
ชีวิตของพ่อแม่ไม่มีสีสัน ข้างตัวเองเล่าก็ไม่รู้ว่าตนควรจะทำอย่างไร หรือมี
ชีวิตต่อไปอย่างไร ดังนั้นเรื่องราวในการ์ตูนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยจึงวนเวียน
อยู่กับการเป็นอันธพาลและเซ็กซ์ ( ต้องบอกไว้ตรงนี้หน่อยว่าเราไม่ได้ต่อต้าน
การ์ตูนญี่ปุ่น อ่านเหมือนกันกับทุกคนนั่นละ และก็ไม่ได้คิดว่าการระบายออก
ทางเพศเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะของแบบนี้พอถึงวัยก็ต้องมีกันบ้าง แต่ถ้า
ดูดี ๆ จะเห็นว่างานของทางญี่ปุ่นมักจะมีความรุนแรงแฝงอยู่จนถึงขั้นเกิน
ธรรมดาบ่อย ๆ ) หรือเรื่องเพ้อฝันเหนือจริง เนื้อหาจะยิ่งแหวกกฎเกณฑ์
สังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งก็ทำอะไรที่อาจจะทำให้รู้สึกขัดต่อศีลธรรม เช่น
พฤติกรรมรักพี่น้องของตนเองที่เรียกว่า incest



การแต่งเรื่องเช่นนี้ส่วนหนึ่ง ( ต้องย้ำว่า "ส่วนหนึ่ง" ) เป็นผลมาจากความ
ปรารถนาลึก ๆ ที่จะออกนอกกรอบ อยากจะทำลายอะไรบางอย่าง ไม่อยาก
เหมือนพ่อแม่ที่ตนเห็นว่า "เหมือนหมู" ขณะเดียวกัน ก็หวาดกลัวการเข้าไปสู่
สังคมที่พ่อแม่อยู่ กลัวว่าจะไม่เป็นตัวของตัวเองอีก ดังนั้นจึงยิ่งพยายาม
แสดงความแตกต่างไปทุกวิถีทางเท่าที่จะทำได้ ต้องแต่งตัวแปลก ๆ และมี
การกระทำแปลก ๆ ที่ผู้ใหญ่อาจไม่ยอมรับจึงถือว่าเท่และเก๋ แต่ในทางตรง
ข้าม ก็กลับลืมไปเช่นกันว่าพฤติกรรมเหล่านั้นมิได้แสดงตัวตนอะไรเหนือไป
กว่าการเลียนแบบผู้อื่นเท่าไรเลย



หนังเรื่องนี้ชี้ทางใหม่ให้กับเด็กที่ต้องพ้นครอบครัวไปอยู่ในสังคมจริง บอก
ว่าถึงแม้แรก ๆ ของรอบตัวจะดูน่ากลัวเหมือนผีเหมือนปีศาจ ไม่คุ้นเคยและ
แปลกหน้า เหมือนจิฮิโระที่ตกไปอยู่ในโลภของภูตผี แต่เมื่อจิฮิโระอยู่นานไป
เธอก็พบว่าผีปีศาจทั้งหลายที่จริงแล้วส่วนใหญ่เป็นคนใจดี ถึงแม้ว่าต้องอยู่
ในสังคมด้วยลำแข้งของตนเอง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องอยู่ด้วยความกลัว
และถ้าหากจำ "ชื่อ" ของตัวเองได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องเสียตัวตนไป ใน
ที่สุดทั้งจิฮิโระและทารกก็เติบโตขึ้น ทารกสามารถเดินได้ด้วยตนเอง หากทั้ง
สองไม่พยายาม เอาแต่หนีความจริง คงไม่มีทางเป็นเช่นนั้นได้



พอเขียนมาถึงตอนนี้แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองชักเล่าเรื่องมากเกินไป ( -_-' )
อันที่จริงยังมีประเด็นการกลับคืนสู่ธรรมชาติ และการที่ระบบทุนนิยมช่วงใช้
ธรรมชาติให้เป็นประโยชน์ ( ป้ายูบะบะใช้ฮาคุ ) แต่วันนี้ขอไว้เท่านี้ก่อนก็แล้วกัน
ใครที่ดูแล้วก็มาคุยกันบ้างเด้อ



ป.ล. ทั้งหมดนี้เป็นการตีความของเราคนเดียว ใครดูแล้วคิดไม่เหมือนกันก็บอกได้เลยนะ ชอบฟังคนคิดหลาย ๆ อย่าง^^



หลังจากเขียนบทความแรกแล้วก็เว้นไปนาน แต่ตอนนี้เอาที่ร่างไว้มาปัดฝุ่งเขียนใหม่แล้ว หวังว่าทุกคนคงจะให้อภัยในความล่าช้า ( อย่างแรง ) นะคะ^^''



กระทู้แรก
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2490083/W2490083.html



.....



มาพูดถึงประเด็นธรรมชาติ



ที่จริงเราคิดว่าประเด็นธรรมชาติในเรื่องนี้ค่อนข้างเห็นชัดมาก แต่จะว่าชัด
จนแจ่มแจ้งแดงแจ๋ก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะมันยังคงไม่ได้บอกตรง ๆ แต่
"ซ่อน" อยู่ในรูปลักษณ์ของเรื่องเล่าทำนองนิทานอีกทีหนึ่ง ซึ่งบางครั้งก็จำ
ต้องคิดให้ดี เพราะมันสานอยู่กับประเด็นอื่น ๆ ด้วย



มีอยู่วันหนึ่ง เป็นวันฝนตก มีตัวอะไรเป็นเมือก ๆ โคลน ๆ น่าขยะแขยง
และส่งกลิ่นเหม็นกระดื้บมาถึงโรงอาบน้ำ จิฮิโระโดนสั่งให้ดูแลแขกคนนี้
หลังจากที่พยายามต่าง ๆ มากมาย เธอก็พบว่ามีอะไรบางอย่างเหมือน
"หนาม" ติดอยู่ที่ตัวคุณโคลน เธอพยายามดึงแต่ดึงไม่ออก ดังนั้นป้ายู
บะบะจึงให้เอาเชือกพัน แล้วไปเรียกคนเกือบทั้งโรงอาบน้ำมาช่วยกันดึง
มาช่วยกันเชียร์



เรื่องมันจะไม่มีอะไรเลย ถ้า "หนาม" ที่ออกมานั้นไม่ใช่จักรยานทั้งคัน พ่วง
ด้วย "ขยะ" ประดามีทั้งหลายจำนวนมหาศาล เท่าที่เห็นผ่าน ๆ ดูเหมือนจะ
มีจำพวกหม้อหุงข้าวไปจนถึงกระดาษและเศษโน่นเศษนี่ หลังจากนั้นแขก
ขี้โคลนที่มาอาบน้ำก็กลายเป็นมังกรที่มีหน้าเป็นผู้ชายแก่บินขึ้นไปบนฟ้า ป้า
ยูบะบะบอกว่านั่นคือเทพแห่งแม่น้ำ



เราได้เห็นอะไรจากเรื่องนี้



ถึงจะไม่มีใครบอกอะไรเลย แต่เราก็รู้ใช่ไหมว่าขยะที่ติดอยู่บนตัวเทพแม่น้ำ
นั้นใครเป็นคนทิ้ง ที่จริงแล้ว ความจริงก็ไม่ได้แตกต่างไปจากสิ่งที่เห็นใน
การ์ตูนเลยแม้แต่น้อย แม่น้ำถูกทำให้สกปรก และเมื่อเหม็นมีแต่ขี้โคลนมาก
นัก ก็สำแดงความน่ารังเกียจนั้นออกมาให้ปรากฏ โดยเฉพาะในวันที่ฝนตก
วันที่น้ำล้นฝั่ง ( นึกถึงคลองแสนแสบเวลาฝนตกไว้นะ ) แม่น้ำที่ "สกปรก"
นั้นมีอำนาจมากขนาดที่ไม่มีใครสามารถต่อต้านได้ ถึงจะดึงจะดันยังไง แก
ก็ยังมาถึงโรงอาบน้ำ และยืนยันว่าจะอาบน้ำให้ได้อยู่ดี



ทีนี้การพูดว่า "คนทำให้แม่สกปรกจะเดือดร้อน" ก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ "วิธี
การแก้ปัญหา" ของเรื่องก็เป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ คือแม้ว่าจิฮิโระจะเป็น
คนถูกยัดเยียดให้ทำหน้าที่ดูแล แต่ในที่สุดแล้ว คนที่มาจัดการระดมคนก็คือ
ป้ายูบะบะ และคนที่เอา "หนาม" ออกได้ก็คือทุกคนที่อยู่ในโรงอาบน้ำ นี่เป็น
เรื่องของความสามัคคี



เราพูดมาแล้วว่าโรงอาบน้ำนี้คือสังคม ดังนั้นเมื่อเข้าทำงานในโรงอาบน้ำ จะ
ต้องสูญเสีย "ชื่อจริง" ไป ถูกแทนที่ด้วยชื่อที่สังคมใช้เรียก แต่ทีนี้ หนัง
ได้แสดงให้เห็นว่าการเข้าไปอยู่ในสังคมมันไม่ได้เลวร้ายจนทนไม่ได้ปานนั้น
( ซึ่งเป็นปรกติของหนังยุคใหม่ที่จะพยายามให้เห็นด้านตรงและด้านกลับจน
ครบเป็นวงกลม ) ถึงแม้ว่าการมีอัตลักษณ์และเป็นตัวของตัวเองจะเป็นเรื่อง
ดี แต่เมื่อมีปัญหาใหญ่ ๆ เกิดขึ้น สิ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้ก็คือพลัง
ของทุกคน ต้องมีการรวมตัว มีความสามัคคีและมีจิตใจที่เป็นหนึ่งเดียว



ถ้าสมมมุติว่าเราไปอยู่ในบริษัท และถูก "ตั้งชื่อ" ว่า "ลูกจ้างของบริษัท"
เราจะเสียเพียงอย่างเดียวไหม คำตอบคือไม่ เพราะมันทำให้ทุกคนเป็น
"ลูกจ้างของบริษัท" ด้วย และทำให้เกิดพลังที่เป็นกลุ่มก้อน การรวมตัว
ทำให้เกิดพลังเสมอ แต่มันจะเป็นพลังที่เอาไว้ตีกับชาวบ้าน หรือพลังสำ
หรับบำบัดเยียวยาความผิดพลาดก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าคนคนเดียวเห็น
ความสกปรกของแม่น้ำและอยากจะช่วย ต่อให้นั่งเก็บขยะไปทั้งชาติก็ไม่มี
วันทำให้สะอาดได้ แต่ถ้าหลายคน...หลาย ๆ คนเข้า ในที่สุดสิ่งที่พยายามจะ
ทำก็จะสำเร็จได้โดยง่าย



บางทีป้ายูบะบะแกอาจจะช่วยเทพแห่งแม่น้ำ เพราะแกรู้ว่านอกจากขยะแล้ว
ในแม่น้ำยังมีทอง ถ้าช่วยไปก็จะได้ทองออกมา แต่ถึงอย่างนั้น ผลของ
มันก็เป็นผลที่ดี และอีกอย่างหนึ่ง ดูตั้งแต่ต้นจนจบเราไม่เคยนึกว่าป้ายู
บะบะเป็นคน "ไม่ดี" เลย แกอาจจะทุนนิยมจนน่ากลัวนัก แต่อย่างน้อย
แกก็รักษาสัญญากับจิฮิโระ และแกก็รักเป็น



...



เรื่องนี้มี "เทพแห่งแม่น้ำ" สองคน คนหนึ่งคือเทพที่สกปรกจนต้องอาบน้ำ
อีกคนคือฮาคุ ฮาคุเป็นมังกร เป็นเทพของแม่น้ำ "โคะฮาคุ" ซึ่งในเวลาปัจ
จุบันถูก "สร้างอาคารทับไปแล้ว" มีอยู่ตอนหนึ่งในเรื่อง จิฮิโระนึกขึ้นได้
ว่าตนเคยลงไปในแม่น้ำสายนั้นเพื่อคว้ารองเท้าที่ตกลงไป และจมน้ำ ฮาคุ
เป็นคนช่วยเธอไว้ เหมือนกับที่ช่วยที่โรงอาบน้ำ และช่วยในเรื่องต่าง ๆ
เสมอมา



ความสัมพันธ์ระหว่างฮาคุกับจิฮิโระจะถูกอธิบายด้วยคำว่า "รัก" ตลอดเวลา
เราคิดว่าในที่นี่ความเห็นของเราคงขัดแย้งกับหลายคน เพราะเราใช้การมอง
เป็นสัญลักษณ์หมด ในขณะที่เรื่องนี้ตีความได้ค่อนข้างจะหลายชั้น แต่เรา
บอกสิ่งที่เราคิด คือเราคิดว่าความผูกพันของฮาคุกับจิฮิโระ คือความผูกพัน
ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ทีนี้มีจุดที่น่าสังเกตตรงหนึ่งคือ ถ้าเราดูหนัง
หรืออ่านหนังสือของทางตะวันตก เรามักจะพบว่าธรรมชาติถูกแทนด้วยเพศ
หญิง เป็น "แม่" ยกตัวอย่างเช่นเรื่องโพคาฮอนทัส โพคาฮอนทัสเป็นอิน
เดียนแดง เป็นตัวแทนของธรรมชาติ ในขณะที่จอห์นสมิธเป็น "มนุษย์"
ผู้เข้ามาใน "ธรรมชาติที่ยังบริสุทธิ์" ( วิธีมองแบบนี้จะลากต่อไปถึงการโยง
ธรรมชาติที่ถูกทำลายกับผู้หญิงที่ถูกข่มขืนได้อีก )



แต่ในเรื่องสปิริตอะเวย์ ความสัมพันธ์ระหว่างฮาคุกับจิฮิโระไม่ใช่ "ความบริ
สุทธิ์" กับ "การเข้าใจมารุกราน" ( ถึงจะเกิดวุฒิภาวะเข้าใจขึ้นมาอย่างจอห์น
สมิธก็ยังถือเป็นการรุกรานอยู่นั่นเอง เพราะเป็นการนำ "สิ่งแปลกปลอม"
เข้ามา ) ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะญี่ปุ่นไม่มีประวัติศาสตร์การเข้าไป "บุกเบิกโลก
ใหม่" แบบชาวตะวันตก ( แต่ไม่ได้หมายความว่าญี่ปุ่นไม่เคยมีอาณานิคม และ
ไม่เคยทำร้ายชาติอื่นไว้ ) สำหรับคนญี่ปุ่น โดยเฉพาะสมัยโบราณ มนุษย์กับ
ธรรมชาติควรเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นจึงมีการยกให้แม่น้ำหรือป่าเขาเป็น
เทพเจ้า สิ่งที่เข้ามารุกรานธรรมชาติในเรื่องสปิริตอะเวย์ถูกยกไปเป็นอีก
อย่างหนึ่งคือ "ความคิดทุนนิยม" ซึ่งแสดงด้วยตัวป้ายูบะบะ ป้ายูบะบะ
"ควบคุม" ฮาคุโดยตั้งชื่อใหม่ให้เหมือนจิฮิโระ แต่ฮาคุโชคร้ายกว่าเพราะลืม
ชื่อเก่าของตนเองไปแล้ว และเป็นที่รู้กันในโรงอาบน้ำว่า "คุณฮาคุ" เป็นผู้
ช่วยคนสำคัญซึ่งตั้งใจมาเรียนเวทมนตร์จากป้ายูบะบะ



ธรรมชาติได้ถูกความปรารถนา ความมักใหญ่ใฝ่สูงและความต้องการเงิน
ทองบิดเบือนและช่วงใช้ ...เราไม่อยากยกตัวอย่างเป็นเขื่อนหรือการเปลี่ยน
เส้นทางน้ำเพราะอันที่จริงการกระทำเช่นนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีประโยชน์ จึงทำให้
เห็นภาพที่แสดงออกไม่ชัดเจน



ดังนั้นเราจะยกตัวอย่างอย่างนี้ ครั้งหนึ่งเราเคยดูทีวี เขาสืบค้นว่า "โรค
วัวบ้า" มาจากไหน หลังจากที่สืบกันไปมา มีคนตั้งข้อสันนิษฐานว่าโรควัว
บ้ามาจากความต้องการจะลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกร และต้องการให้วัวมัน
มีแคลเซียม ( เราไม่มีความรู้เรื่องการเลี้ยงวัว ทำไมวัวต้องมีแคลเซียม จะ
ได้มีน้ำนมหรือเนื้อดีหรือ ถ้าอย่างนั้นกินเอาจากพืชไม่ได้หรือ ก่อนจะมีคน
เอามาเลี้ยง วัวก็ไม่เห็นต้องโดนป้อนแคลเซียมเลยไม่ใช่หรือ ) จึงเอากระ
ดูกและเนื้อหนังส่วนที่ไม่ต้องการของวัวที่ฆ่าเอาเนื้อให้คนกินแล้วนั่นละ มา
บดทำเป็นแคลเซียมเสริมแทน ผลของมันก็คือวัวกินวัว เราคิดว่าถ้าไม่อยู่
ในภาวะที่ผิดปรกติจริง ๆ วัวทั่วไปไม่ควรจะทำอย่างนั้น แต่เนื่องจากวัวไม่
รู้ มีอะไรมาให้มันก็กิน นี่ถือเป็นการปรับแต่งธรรมชาติเพื่อความปรารถนา
ของตัวเอง และมีเปอร์เซ็นต์สูงมากว่าจะเป็นสาเหตุสำคัญของการแพร่ระบาด
ของเชื้อวัวบ้า
นี่เป็นตัวอย่างของการบิดเบือนธรรมชาติด้วยความปรารถนาของคน ด้วย
ทุนนิยม สมมุติว่าจะให้ตรงกับตัวฮาคุ เราขอตีความว่า "วัว" ซึ่ง "กินหญ้า"
ได้ถูก "เปลี่ยนชื่อใหม่" ให้ "กินวัวด้วยกัน" ในขณะที่แม่น้ำโคะฮาคุซึ่งควรจะ
เป็นแม่น้ำ กลับถูก "เปลี่ยนชื่อใหม่" ให้กลายเป็น "อาคาร" ( คิดดูสิว่าเลวร้าย
ขนาดไหน แม่น้ำหายไปทั้งสายเลยนะนั่น )



ทีนี้ธรรมชาติมันไม่เหมือนมนุษย์เพราะบางทีเราจะไม่สามารถรับรู้ "จิตใจ"
ของธรรมชาติได้ ดังนั้นมนุษย์จึงถือสิทธิ์ในการ "กด" ธรรมชาติไว้ตลอด
เพราะนึกว่ามันไม่ร้องไม่เรียกอะไรก็จะทำนี่ละ คิดจะตัดป่าก็ตัด ๆ ไปโดย
ไม่คำนึงถึงอะไร ธรรมชาติถูกมนุษย์ใช้มานานแล้ว และเป็นเครื่องมือของ
เราเสียก่อนที่เราจะหันมาใช้มนุษย์ด้วยกันในฐานะทรัพยากรเสียอีก ดังนั้น
ฮาคุจึงถูกกดไว้มากกว่าจิฮิโระ ตกเป็นเครื่องมือของป้ายูบะบะแทบเต็มตัว



แต่อะไรก็ตามที่ไม่ต้องด้วยธรรมชาติ ย่อมเกิดปัญหา วัวกินวัวกลายเป็น
วัวบ้า ฮาคุเองก็มีปัญหา เพราะนอกจากถูกป้ายูบะบะเอาชื่อไปแล้ว ยังถูก
ใส่ตัวอะไรไว้ในท้องที่ทำให้เกิดความผิดปรกติ



เมื่อถึงตอนนี้ ขอแนะนำตัวละครอีกตัวชื่อ "ป้าเซนิบะ" แกเป็นฝาแฝดกับ
ป้ายูบะบะ แต่ไปอยู่กระท่อมกลางป่า ตอนแรกที่แกยังไม่แสดงตัวมากนัก
ทุกคนจะนึกว่าแกเป็นตัวร้าย แต่พอถึงเวลาจริง ๆ จึงได้รู้ว่าแกเป็นคนดี
ตามความคิดเห็นของเราเอง เราคิดว่าป้าเซนิบะเป็นขั้วตรงข้ามของป้ายูบะบะ
ดังนั้นเมื่อยัยป้ายูบะบะแกทันสมัยทุนนิยมจ๋านัก ป้าเซนิบะก็เป็นธรรมชาติ
เป็นอดีต เป็นความสงบ



แต่ทำไมป้าเซนิบะถึงถูกมองว่าเป็น "ตัวร้าย" ก็เพราะสังคมที่เราอยู่ในปัจจุ
บันนี้ ความเป็น "ป้าเซนิบะ" เกือบจะไม่มีเหลือแล้ว ดังนั้นป้าเซนิบะจึงเป็น
คน "แปลกหน้า" เมื่อแกโผล่มา แกก็เปิดโปงสิ่งที่ตัวละครไม่เคยเห็น ทำ
ลายสิ่งที่เคยนึกเอาเองว่าเป็น "เรื่องธรรมดา" อย่างเช่นสาปทารกให้กลาย
เป็นหนู



ทุกคนคิดว่า ทารกก็ต้องเป็นทารก แต่ป้าเซนิบะทำให้เห็นธาตุแท้ว่าที่แท้ไอ้
เด็กใจปลาซิวเอาแต่ใจคนนี้ ถ้าไม่อาศัยบารมีป้ายูบะบะแล้วก็ไม่ได้มีอะไรเลย
ไม่ได้ "ใจใหญ่เท่าที่ตัวใหญ่" ดังนั้นจงเป็นหนูไปจนกว่าจะค้นพบวิธีทำให้
ตัวเองเหมาะสมกับร่างเดิมเถอะ



นอกจากนั้น ป้าเซนิบะยังทำร้ายฮาคุ ถามว่าทำไมจึงทำร้าย ก็เพราะป้ายูบะบะ
ใช้ให้ฮาคุไปขโมย "ตราประทับ" ของแกมา ( ในซับที่เราดูเขียนว่า markman
ship เรายังไม่ได้เปิดดิก แต่คิดว่าหน้าตามันเหมือนตราประทับที่เขาใช้เวลา
ลงชื่อ ) พอฮาคุขโมยมาแล้ว เลยถูกตัวอะไรที่เหมือนคนกระดาษไล่ตามทำร้าย



คนกระดาษนี่มีความหมายอย่างไรในวัฒนธรรมญี่ปุ่น เราไม่รู้จริง ๆ เพราะ
อย่างนั้นถ้ามีใครรู้ก็ช่วยบอกด้วย แต่ในความคิดของเรา มันเป็นรูปคน
และมันแสดงความโกรธแค้นไล่ทำร้าย ดังนั้นมันจึงน่าจะมีนัยบางอย่างถึง
ความโกรธแค้น การกระทำผิดและคำสาป ถามว่าคำสาปมาจากไหน ก็ต้อง
มาจากการละเมิดอะไรบางอย่าง ทีนี้ก็ทำให้นึกถึงโรควัวบ้า มันเป็น "คำสาป"
หรือเปล่า การที่ต้นน้ำลำธารถูกทำลายจนเกิดน้ำท่วมเป็น "คำสาป" หรือเปล่า
( เขียนถึงตอนนี้ก็เริ่มนึกถึงคำของเรนที่ว่า "พอฝนตกที่เมืองนี้ก็จะกลายเป็น
ทะเล ( เกิดน้ำท่วม ) " ขึ้นมาอย่างประหลาด บางทีมันอาจจะเกี่ยวกันก็ได้นะ )



ฮาคุนั้นเป็นธรรมชาติที่ถูกบิดเบือนไปแล้ว และถูกนำกลับมาใช้เป็นอาวุธเพื่อ
ทำร้ายธรรมชาติ ( ป้าซานิบะ ) อีกทอดหนึ่ง แต่ในที่สุดแล้ว หนังก็ยังบอก
เราว่าไม่มีอะไรสามารถเอาชนะธรรมชาติได้ อีกอย่างหนึ่ง ในที่สุดแล้ว คน
ที่ทำร้ายฮาคุจริง ๆ ก็ไม่ใช่ป้าซานิบะ แต่เป็นป้ายูบะบะที่เอาอะไรประหลาด ๆ
ไปใส่ไว้ในท้องฮาคุ



จิฮิโระตัดสินใจจะช่วยฮาคุด้วยการไป "ขอโทษ" ป้าซานิบะ เอาตราประทับ
ไปคืน



เราคิดว่าสิ่งนี้เป็นโควตสำคัญมากของหนัง ถ้าตีออกมาเป็นระบบสัญลักษณ์
แล้ว เราจะได้ว่า "มนุษย์" ได้ตัดสินใจเอา "ตัวตน" ( ตราประทับในสังคม
ญี่ปุ่นใช้แทนลายเซ็นต์ ) ไปคืนให้กับ "ธรรมชาติ" เพื่อเยียวยา "ธรรมชาติ
ที่ถูกทำลาย"



นี่เองที่ทำให้ลุงคามาจิบอกว่าสิ่งที่สัมพันธ์ระหว่างจิฮิโระกับฮาคุคือ "ความรัก
ที่ลึกซึ้ง"



การกลับไปหาป้าซานิบะคือการกลับไปแสวงหา "ตัวเอง" ที่แท้จริง แสวงหา
ความเป็นมนุษย์ในสภาพแวดล้อมดั้งเดิม เป็นการ "กลับบ้าน" ดังนั้นฉาก
การไปถึงบ้านของป้าซานิบะจึงดูอบอุ่นปลอดภัย และเพราะเหตุนี้ ปีศาจ
ไร้หน้าจึงอยู่กับป้าซานิบะ เพราะปีศาจไร้หน้ายังหาตัวตนไม่เจอ ในขณะ
ที่จิฮิโระนั่นรู้ตัวตนชัดเจน และสถานที่ที่เธอควรจะอยู่ก็คือสังคม เธอต้อง
เติบโตเพื่อจะเข้าไปในสังคมอันวุ่นวายเช่นเดียวกับที่โรงอาบน้ำ ดังนั้นจิฮิโระ
จึงจากป้าซานิบะไป



ฮาคุเป็นผู้พาจิฮิโระกลับ และในที่นี้ เราจะเห็นความสัมพันธ์อีกอย่างหนึ่งที่
ไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบจอห์นสมิธกับโพคาฮอนทัส ไม่มีใครเป็นผู้สอนแต่
ฝ่ายเดียว ไม่มีใครเป็นผู้รุกรานและเป็นผู้ถูกกระทำ ทว่าทั้งฮาคุและจิฮิโระ
ต่างช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ฮาคุปกป้องจิฮิโระและจิฮิโระปกป้องฮาคุ แก้
ปัญหาและรักอีกฝ่าย ความปรารถนานี้สะท้อนให้เห็นความปรารถนาของผู้
สร้างที่อยากเห็นมนุษย์เดินเคียงคู่ไปกับธรรมชาติในฐานะ "เพื่อน" และปรารถนา
จะให้ทั้งสองฝ่ายมีความรักที่ใหญ่หลวงต่อกัน จิฮิโระกับฮาคุจับมือกันแล้ว
ก็บินไปในท้องฟ้า ปลดปล่อยตนเองจากพันธนาการทั้งปวง ทั้งจากความ
จอมปลอม จากชื่อที่ถูกหลงลืมและความทรงจำที่หายไป



ที่จริงเราควรจะจบบทความนี้ได้แล้ว แต่เผอิญมีคนถามมาว่าทำไมเมื่อป้ายู
บะบะให้จิฮิโระเลือกว่าหมูตัวไหนเป็นพ่อแม่ จิฮิโระจึงบอกว่า "ไม่มีเลย"



ตามความเข้าใจของเราเอง นี่เป็นเครื่องหมายว่าจิฮิโระได้เติบโตขึ้นแล้ว
ถ้าหากก่อนนี้ จิฮิโระตกอยู่ในสภาพเหมือนวัยรุ่นญี่ปุ่นทั่วไป คือเห็นว่าพ่อ
แม่เป็นหมู อยู่แต่ในสังคมทุนนิยมตะกรุมตะกราม เวลานี้จิฮิโระก็ได้ข้าม
พ้นสิ่งนั้น และเกิด "ความเข้าใจ" ขึ้นแล้ว เหตุที่ข้ามพ้นได้ก็เพราะจิฮิโระได
้เข้ามาอยู่ในสังคมที่พ่อแม่อยู่ เข้าใจความจริงว่าเราไม่สามารถธำรงตัวตน
อยู่ได้เสมอไปในสังคมเช่นนี้ จิฮิโระเข้าใจว่าเหตุใดพ่อแม่จึงเป็นเช่นนั้น



เมื่อสามารถเข้าใจและให้อภัยได้ เราก็ไม่มีวันมองคนอื่นเป็นอะไรด้านเดียว
ได้อีก เราจะเห็นตัวตนของเขา ทั้งในด้านที่ดีงามและด้านที่น่าสงสาร ด้วย
เหตุนี้ พ่อแม่จึงเป็นพ่อแม่ และไม่ได้เป็นอะไรอื่นนอกจากสิ่งที่พ่อแม่เป็น



ไม่ใช่หมูอย่างแน่นอน



เมื่อมาถึงตรงนี้ เราอยากจะบอกว่าความคิดทั้งหมดของเราเกี่ยวกับเรื่อง
สปิริตอะเวย์อาจจะสะท้อนตัวเรามากกว่าสะท้อนความเป็นจริงของงาน เพราะ
งานประเภทนี้มักมีหลายแง่มุม และมีหลายชั้นให้คิด เพราะอย่างนั้นอยู่ได้
ถือว่าการตีความของเราเป็นอะไรนอกจากการตีความของคนคนหนึ่งเลย

คัดลอกมาจากกระทู้
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2490083/W2490083.html
http://www.pantip.com/cafe/writer/topic/W2699021/W2699021.html




Create Date : 01 มกราคม 2548
Last Update : 2 มกราคม 2548 0:44:36 น. 39 comments
Counter : 13993 Pageviews.

 

เหอะๆ อ่านแล้วน้ำตาซึม


โดย: bi IP: 61.91.120.94 วันที่: 10 สิงหาคม 2548 เวลา:23:25:40 น.  

 
สุดยอดค่ะ เป็นบทวิจารณ์ที่เยี่ยมมาก


โดย: ผ่านมา IP: 203.146.157.189 วันที่: 31 กรกฎาคม 2549 เวลา:16:50:19 น.  

 
สุดยอดดดดดดด

ไม่รู้จะพูดอไรได้มากกว่านี้แล้ว โอ้ว เราเข้าใจความหมายแบบเป็นช่วงนะ เป็นบางอย่างไป แต่รวมความหมายมาเป็นใจความเดียวกันแบบเจ้าของกระทู้ไมได้ เก่งจังค่ะ อิอิ


โดย: หน้ากากแสงจันทร์ IP: 222.153.250.33 วันที่: 19 กันยายน 2549 เวลา:15:46:41 น.  

 
วิจารณ์ได้เข้าใจดีจริงๆค่ะ อยากให้เพื่อนๆ มาอ่านด้วยจัง ^^


โดย: จิอากิ IP: 203.150.138.181 วันที่: 25 กันยายน 2549 เวลา:17:16:30 น.  

 


โดย: 風通り道 IP: 203.144.140.17 วันที่: 11 ตุลาคม 2549 เวลา:13:50:38 น.  

 
แจ่ม-ชัด-ชัดเจนมาก ร้องไห้เลย


โดย: 風通り道 IP: 203.144.140.17 วันที่: 11 ตุลาคม 2549 เวลา:13:53:51 น.  

 
- -" ก็ดีครับ ผมชอบนะ
แต่มันไม่หมด ยังมีเรื่องเล็กๆน้อยๆอีกเยอะเลยครับ
ให้พูดกันได้ไม่จบ

เรื่องที่พ่อแม่กลายเป็นหมู มันลึกกว่านี้อีกนิดนึงอ่า แล้วมันก็ตื้นกว่านั้นอีกหน่อย ผมไม่ได้ว่าน๊า - -"

เรื่องที่ว่าทุกคนเป็นปีศาจ ก็ประมาณ ในสังคม
ทุกคนก็เหมือนปีศาจ แต่ในหมู่ปิศาจเหล่านั้น ก็ยังมีปีศาจที่ใจดีและน่ารักอยู่ด้วย และ....

เรื่องตุ๊กตาที่มีแต่หัว 3 ตัว นั่นก็มีความหมายครับ
มันเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่ง...

เรื่องเด็กตัวโตกว่าปรกติก็ด้วยครับ มันมีนัยยะซ่อนอยู่นะ

เรื่อง...

ผมนึกไม่ออกแล้วแฮะ - -" ขอบคุณสำหรับบทความครับ ^^

ดีจัง ดีจัง


โดย: ... IP: 58.8.83.147 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2549 เวลา:5:52:47 น.  

 
อ่านแล้วเข้าใจขึ้นเยอะเลยค่ะ


โดย: SFFC IP: 58.181.183.137 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2549 เวลา:14:40:09 น.  

 
ยังไม่ได้ดู แต่อ่านแล้วรู้สึกว่าสุดยอดมากมาย


โดย: lkexy IP: 58.9.13.246 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2549 เวลา:16:23:16 น.  

 
โอ...


โดย: แมวลาย IP: 202.129.51.250 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2549 เวลา:17:28:00 น.  

 
ลึกซึ้งมากๆค่ะ

ตอนเราดู เราดูแบบเด็กอนุบาลอ่ะค่ะ แบบว่า ดูไปเรื่อย~
เรื่องนี้มีแก่นสารเยอะเนอะ ดีอ่ะ ชอบ


โดย: jinx IP: 61.19.199.147 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2549 เวลา:21:55:45 น.  

 
ดีกว่าดู animation ของ Holliwood เยอะเลย เรียกได้ว่าอย่าเอามาเทียบกันเลยดีกว่า...เนอะ ไม่ได้ว่าของ Holliwood ไม่ดีนะ แต่ถ้าจะดูให้ได้อะไรๆก็ขอยกให้ spirited away


โดย: PoRr IP: 124.120.198.78 วันที่: 30 มกราคม 2550 เวลา:16:29:58 น.  

 
สุดยอดมั้กๆ

ตอนเราดูก็ตีความไม่ออกหลายจุด(จุดที่ตีความออกก็ไม่ลึกขนาดนี้)
แจ่มมากๆค่า


โดย: Rumbles IP: 203.209.26.67 วันที่: 10 เมษายน 2550 เวลา:8:25:56 น.  

 
อ่านแล้วดูหนังรู้เรื่องขึ้นอีกเยอะ....ขอบคุณมากค่า^^


โดย: joey IP: 202.44.70.55 วันที่: 10 เมษายน 2550 เวลา:12:17:58 น.  

 
เขียนได้น่าคิดดีฮะ
แต่มีหลายๆจุดที่เรารู้สึกเหมือนว่าจะเป็นการตีความไปเองมากไปนิดอ่ะฮะ เหมือนเห็น หมาไล่แมว แล้วบอกว่า เปรียบเหมือนสังคมที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก อ่ะฮะ(เหมือนมีที่มาไม่ชัดเจนอ่ะฮะ)

แต่ถึงยังไง ก้อยังน่าคิดอยู่ดีแหละฮะ


โดย: อุนทามะ IP: 124.121.175.107 วันที่: 10 เมษายน 2550 เวลา:12:51:51 น.  

 
แวะมาอ่าน ชอบจิบลิอ่ะค่ะ
**ขยันเขียนดีจัง..


โดย: คนรักโตโตโร่ (podduang-pk ) วันที่: 10 เมษายน 2550 เวลา:13:54:41 น.  

 
ไม่มีรูปภาพ


โดย: ...... IP: 125.24.221.131 วันที่: 3 มิถุนายน 2550 เวลา:16:57:51 น.  

 
อ่านบทความเสร็จก็ไปเปิดดูรอบสอง
อืมมมม... คิดไม่ถึงว่าถ้าเราดูหนังให้ดีๆมันมีอะไรซ่อนไว้ใต้ความสนุกตั้งมากมายขนาดนี้ เจ๋งดีค่ะ !


โดย: อืมมม... IP: 58.8.25.19 วันที่: 8 มิถุนายน 2550 เวลา:12:23:46 น.  

 


โดย: เนรี IP: 203.113.44.10 วันที่: 19 มิถุนายน 2550 เวลา:17:51:59 น.  

 
ยอดมากเลยค่ะ ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่ลึกซึ้งขนาดนี้ เราได้แค่ดูไปเรื่อยๆ ชอบหลายๆอย่างของการ์ตูนเรื่องนี้ พอได้มาอ่านแล้วอยากกลับไปดูอีกรอบจัง


โดย: ตะเกียงแก้ว IP: 202.91.19.192 วันที่: 10 ตุลาคม 2550 เวลา:22:55:00 น.  

 
สุดยอดมากๆๆค่ะ อ่านเรื่องนี้ทำให้คิดอะไรได้เยอะมากๆๆค่ะ ขอบคุณค่ะ


โดย: sainum IP: 58.9.120.64 วันที่: 13 ตุลาคม 2550 เวลา:0:33:12 น.  

 
Spirited Away ได้รับรางวัลออสก้าด้วยนะ อีกอย่างเรื่องนี้สอนได้อีกมากมาย ที่คุณพูดมามันลึกซึ้งมากแต่ถ้าหากคนที่ได้ดูจริงๆแล้ว คุณจะเห็นได้เลยว่า มันใช้กับชีวิตคุณได้อย่างไร


โดย: MaGer IP: 222.123.150.85 วันที่: 16 พฤศจิกายน 2550 เวลา:20:21:57 น.  

 
ตุ๊กตา 3 หัวคืออะไรเหรอคะ ช่วยชี้แนะด้วย


โดย: Yo IP: 58.8.138.214 วันที่: 11 มกราคม 2551 เวลา:15:55:03 น.  

 
เฝ่ย

หนัง สร้างมาเพื่อ ขาย


โดย: คนบ้าบอ IP: 202.44.135.35 วันที่: 12 มกราคม 2551 เวลา:15:28:41 น.  

 
เราดูมาเเล้ว สนุกมากเลยอ่า อยากซื้อมากเลย
ติดจนหัวทิ่มหมดดบ่อ ถ้าตัวเองมีก็เอามาให้ยืมหน่อยดิ
อย่าสงสัยว่าเราจะขโมยมั้ยน้า
ไม่หรอก เราอยากดูจะตาย เเต่อาจจะขอยืมไปสัก 1-2วันเท่านั้นเเหละ โรมาก้ได้นะ 02-508-0444 ถ้ามีโอกาส
ก็เอามาให้ด้วย


โดย: พิม IP: 125.24.222.37 วันที่: 9 สิงหาคม 2551 เวลา:19:38:51 น.  

 
ขอบคุณสำหรับ การเขียนที่ดีๆครับ.....


โดย: ความตายสีชมพู IP: 117.47.37.9 วันที่: 31 มีนาคม 2552 เวลา:21:06:18 น.  

 
ลึกซึ้งมากๆครับ ขอบคุณครับ
เป็นการ์ตูนที่ชอบมากที่สุดในชีวิตเลยครับ
พอดีมีวาสนาได้ไปดูที่ญี่ปุ่นด้วย
ไปดูหลายรอบมากๆ
เหมือนได้กลับเป็นเด็กๆอีกครั้งแล้วโดนผู้ใหญ่ใจดีๆสอนเลย


โดย: bluemoonrabbit IP: 202.176.114.18 วันที่: 31 มีนาคม 2552 เวลา:23:21:35 น.  

 


ต้องขอขอบคุณ เป็นพัน พัน ครั้ง

เขียนได้ดีมาก

และวิเคราะห์ได้เยี่ยมเหลือเชื่อ

ไม่ได้แกล้งชมเลย แต่สามารถตีความ และหาข้อเปรียบเทียบได้ดีมากค่ะ


ต้องขอขอบคุณมากๆ ค่ะ

แล้วจะพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะหาเรื่องนี้มาดูให้ได้ค่ะ

เฮ้อ...ช้ากว่าคนอื่นตั้ง 3 ปีเชียว




โดย: PrettyReadToon IP: 222.123.1.213 วันที่: 24 กันยายน 2553 เวลา:15:25:39 น.  

 
ขอบคุณนะคะสำหรับคำวิจารณ์

ช่วยให้เข้าใจเรื่องนี้ได้เยอะ พอเราดูเราก้อพยายามจะเข้าใจนะ พยายามไม่มองว่าเปนการ์ตูนเรื่องนึง
เพราะรู้สึกเรื่องนี้เป็นที่ประทับใจของใครหลายๆ คน

เพิ่งได้ดูเรื่องนี้เอง (ช้าจริงเลยเรา -_-)

แต่ก้อชอบเรื่องนี้นะ ลึกซึ้งดี ^^


โดย: Fencia IP: 202.28.45.1 วันที่: 4 ธันวาคม 2553 เวลา:14:19:57 น.  

 
เพิ่งได้ดูหนังจบแล้วมาอ่าน ยอดเยี่ยมครับ


โดย: tutu IP: 14.207.247.10 วันที่: 24 สิงหาคม 2554 เวลา:22:17:35 น.  

 
เพิ่งได้ดู แล้วมาอ่านครับ

ขนลุกเลยครับ


ขอบคุณมากๆ


โดย: ขอบคุณ IP: 101.108.40.203 วันที่: 2 มกราคม 2555 เวลา:20:44:41 น.  

 
ลอกบทวิเคาะห์คนอื่นมาหรือเปล่า เราเคยอ่านเจอในเรื่อง อะนิเมะ คลาสสิค ที่นายแพทย์คนหนึ่งเป็นคนเขียน ก็เขียนแนวๆนี้เลยนะ


โดย: ตูน IP: 202.28.62.245 วันที่: 12 มกราคม 2555 เวลา:16:12:30 น.  

 
ไม่ลอกหรอกค่ะ เราว่าการตีความนั้นภาพรวมจะออกมาเหมือนๆ กันหมด แต่จะต่างในรายละเอียดของมุมมองซะมากกว่า

อีกอย่างเราคิดว่าคนอย่างคุณเคียวไม่ลอกงานใครด้วยค่ะ


โดย: mintra IP: 115.87.88.123 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:4:10:13 น.  

 
thanks


โดย: kiro64 IP: 115.87.64.112 วันที่: 6 ตุลาคม 2555 เวลา:22:51:45 น.  

 
ผมเพิ่งดูครั้งแรก ตีความบางเรือ่งได้ยอดเยี่ยมมากเลยครับ ว่าแต่ตุ๊กตาสามหัวคืออะไร


โดย: เฟิด IP: 171.101.78.65 วันที่: 30 ตุลาคม 2555 เวลา:21:44:35 น.  

 
เพิ่งเคยดูครั้งแรกค่ะ ปี 57 ถือว่าช้ามาก อ่านบทวิจารณ์นี้เข้าใจอะไรขึ้นมากเลย ขอบคุณมากค่ะ


โดย: adobe IP: 223.204.249.98 วันที่: 19 มิถุนายน 2557 เวลา:11:39:43 น.  

 
เขียนได้ยอดเยี่ยมมากค่ะ :))


โดย: leaf IP: 192.99.14.36 วันที่: 20 มิถุนายน 2557 เวลา:19:07:13 น.  

 
ชอบบทวิจารณ์นี้มากเลยค่ะ เขียนได้ลื่นไหล ยกตัวอย่างได้เข้าใจง่ายมากๆเลยค่ะ

แต่ที่ยังคาใจอยู่คือทำไมคนในโรงอาบน้ำต้องห้ามไม่ให้ปิศาจไร้หน้าเข้าไปในโรงอาบน้ำมาตลอดด้วยล่ะคะ เป็นไปได้ไหมว่าปิศาจตัวนี้ไม่ได้มีความหมายว่าสูญเสียตัวตนแต่เป็น "ไม่มีหน้ามีตาในสังคม" ไม่เป็นที่ยอมรับเลยพยายามทำให้เป็นที่ยอมรับโดยการสร้างทองและพยายามจะเลียนแบบกบ?


โดย: ปิศาจไร้หน้า IP: 49.48.249.109 วันที่: 29 กันยายน 2557 เวลา:13:45:34 น.  

 
กระดาษรูปคนเรียกว่า shikigami หรือกระดาษเสกค่ะ
ตามความเชื่อญี่ปุ่น ผู้มีอาคมจะใช้กระดาษเสกเรียกวิญญาณที่สะกดไว้เป็นข้าช่วงใช้ให้ออกมาเรียกว่า shikigami
บางทีก็เสกให้มีรูปร่างเป็นสัตว์หรือคน ของไทยคงประมาณควายธนูมั้งคะ
ฮาคุไปขโมยตราประทับเลยโดนชิคิงามิของป้าเซนิบะไล่ตามมาค่ะ ^^


โดย: ... IP: 171.96.240.70 วันที่: 4 ตุลาคม 2557 เวลา:1:06:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

โหน่ง side-N
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add โหน่ง side-N's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.