Say "La ilaha ill Allah"
Group Blog
 
All Blogs
 

เส้นทางแห่งศรัทธา ตอนที่ ๕ (อำลา อัล-ฮะรอม)

ผมใช้เวลาอยู่ที่มักกะฮ์เป็นเวลา 14 วัน ช่วงเวลานี้ผมประกอบอิบาดะฮฺและหาความรู้ควบรู้กันไป

ที่ต่อไปที่ไปทัศนศึกษาคือโรงงานทอกิสวะฮ์ หรือผ้าคลุมกะอฺบะฮฺ ซึ่งแต่ละปี จะเปลี่ยนผ้าคลุมครั้งนึง โรงงานนี้อยู่ไม่ไกลจากมักกะฮ์มากนัก ผ้ากิสวะฮ์นั้นมีลักษณะคล้ายผ้าไหมสีดำ ส่วนลายนั้นช่างจะลงด้วยด้ายสีเหลืองก่อน ซึ่งลายนั้นเป็นถ้อยคำจากพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน



ที่นี่จะให้ช่างที่เป็นผู้ชายทั้งหมด...




หลังจากที่ลงลายด้วยด้ายสีเหลืองเสร็จ...ก็ถึงขั้นตอนของการลงเส้นทอง...




เมื่อเสร็จจะออกมาในลักษณะนี้ ซึ่งจะนูนและแข็ง เนื่องจากใช้ทองจริงๆ...ราคาในการทำจึงมหาศาล...




เครื่องทอผ้า


กิสวะฮ์นั้นเมื่อมองไกลๆจะเห็นเป็นสีดำ แต่เมื่อเดินเข้าไปมองใกล้ จะเป็นลวดลายสีดำอยู่บนเนื้อผ้าด้วย เป็นลายถ้อยคำจากอัล-กุรอานเช่นกัน




หลังจากชมโรงงานทอผ้าเสร็จแล้ว จึงเดินทางต่อไปยังฮุดัยบิยะฮ์ ซึ่งเป็นตำบลทางตอนใต้ของมักกะฮ์ ที่นั่นเมื่อไปถึงจะพบกับมัสญิดหลังหนึ่งซึ่งเป็นจุดที่เกิดเหตุการณ์สำคัญคือ เป็นจุดที่ท่านนบีมุฮัมมัดทำสัญญาสันติภาพกับชาวมักกะฮ์ผู้ปรารถนาที่จะเอาชีวิตของท่านนบี ชื่อว่า"สนธิสัญญาฮุดัยบิยะฮ์" โดยเนื้อความของสนธิสัญญาคือ

1.นี่เป็นสัญญาที่มุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอฮฺ ได้ทำขึ้นเพื่อเป็นการประนีประนอมกับสุฮัยลฺ อิบนุ อุมัร
2.ทั้งสองฝ่ายตกลงว่าจะไม่ทำสงครามกันเป็นเวลา 10 ปี
3.ในช่วงนี้คนทั้งสองฝายจะได้รับความปลอดภัยไม่มีการต่อสู้กัน
4.หากใครคนหนึ่งจากเผ่ากุเรซไปยังมาดินะฮ์ ผู้นั้นต้องถูกส่งตัวกลับ แต่ถ้ามุสลิมคนได้ไปยังมักกะฮ์ ผู้นั้นจะไม่ถูกส่งตัวกลับ
5.เผ่าต่างๆในอาระเบียมีอิสระที่จะเข้ามาทำสัญญาเป็นพันธมิตรได้ทั้งสองฝ่าย
6.ในปีนี้ มุสลิมจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำอุมเราะฮ์ แต่มาทำได้ในปีหน้า และจะพักอยู่ในมักกะฮ์ได้แค่ 3 วัน
7.มุสลิมจะต้องไม่พกอาวุธเข้ามาในเมือง

สนธิสัญญานี้ แม้มุสลิมจะเสียเปรียบแต่ท่านนบีก็ทำ เพราะต้องการรักษาสันติภาพไว้ให้มากที่สุดที่ท่านจะทำได้ เพื่อปกป้องประชาชาติมุสลิมของท่าน



หลังจากที่ฮุดัยบิยะฮ์แล้วจึงเดินทางไปที่ฟาร์มอูฐใกล้ๆกัน ตลอดข้างทางจะมองเห็นแต่ทะเลทราย...




ฟาร์มอูฐ ต้องนั่งรถออกมาในทะเลทราย




นมอูฐ.....รสชาติมันๆและหวานกว่านมวัว อร่อยดี




หลังเล่นกะอูฐมาพักนึง ผมจึงเดินมางต่อไปยัง พิพิธภัณฑ์จัดแสดงสถาปัตยกรรมและของจาก 2 มัสญิดศักดิ์สิทธิ์



ทางเข้า........




กรอบเงินเก่าของ อัลฮัญรัล อัสวัด หรือ หินดำนั้นเอง




มิมบัร หรือ แท่นบรรยายศาสนธรรม.....




เสาค้ำหลังคาภายในกะอฺบะฮฺ เก่าแก่มาก ตอนนี้เหลือแต่ตอแล้ว




ชิ้นส่วนผ้ากิสวะฮ์(ผ้าคลุมกะอฺบะฮฺ) สมัยเคาะลีฟะฮฺ อัล-มะมูน อัรฺรอชีด แห่งราชวงศ์อับบาสิยะฮ์แห่งแบกแดด เป็นสีแดง!!....น่าแปลกใจว่าเมื่อก่อนคลุมผ้ากิสวะฮ์สีแดง




สีเขียว!




ในสมัยของเคาะลีฟะฮฺมะมูน อัรฺรอชีด นั้นเคยมีการเปลี่ยนผ้ากิสวะฮ์ถึง 3 ครั้งใน 1 ปี โดยใช้กิสวะฮ์สีแดง สีขาว และ เขียวตามลำดับ แต่สรุปสุดท้ายท่านสั่งให้ใช้สีดำ หลังจากนั้นเลยใช้สีดำเรื่อยมาจนถึงปัจจุบันนี้




ขอบบ่อน้ำซัมซัมในมัสญิดอัล-ฮะรอม ในสมัยที่ยังใช้รอกหย่อนถังลงไปตัก(เดี๋ยวนี้ปิดปากบ่อไปแล้ว ใช้วิธีการสูบขึ้นมาจากบ่อแทน)




ภายในตัวเมืองมักกะฮ์...




โรงแรมและร้านขายของต่างๆ...




ท่าจอดรถ ในภาพจะเห็นหออะซาน ของมัสญิดอัล-ฮะรอม




ด้านข้างมัสญิดนี้ตรงกับด้านที่เป็นทางสะอีย์...




ทางเข้าอีกด้านนึง ประตูนี้ชื่อประตูฟาฮัด(Fahd's Gate)




รั้วสีดำด้านล่างคือห้องน้ำ จะเข้าต้องลงบันไดเลื่อน เมื่อลงไปจะเจอกับห้องน้ำขนาดใหญ่ด้านล่าง...




ด้านที่ผมยืนอยู่จะเป็นด้านที่มีศูนย์การค้าใหญ่ นั่นคือห้าง Bin Dawood ช่วงเย็นๆคนจะเริ่มทยอยกันมาเพื่อเตรียมตัวละหมาดมักริบ(ตอนพระอาทิตย์ตก)




วังของกษัตริย์ซาอุฯ...




ตอนเย็นคนที่ลานเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ...ผมเลยต้องไปขึ้นชั้นสอง




เวลาละหมาดเป็นช่วงเวลาที่รู้สึกดีมาก เราพี่น้องมุสลิมได้สักการะอัลลอฮฺพร้อมๆกัน เป็นหมื่นๆคน(ช่วงฮัจญ์นี่เป็นล้าน) คำถามที่ได้ยินบ่อยที่สุดคือ "Where're you come from?" ส่วนมากเขาจะนึกว่าน่าตาเอเชียๆ แบบนี้มาเลเซียแหงๆ ผมก็ตอบกลับไปว่า"I'm from Thailand" เขาก็ตกใจร้อง"Oh! Thailandi Alhamdulillah welcome to Makkah my brother " รู้สึกเป็นกันเองมาก ไม่มีการแบ่งเขาแบ่งเรา นี่แหละคือภราดรภาพแห่งอิสลาม




หลังจากละหมาดเสร็จก็แวะกินอาหารข้างทางซักหน่อย...ร้านเนื้อหมุน(เรียกชื่อไม่ถูก)




นี่ร้านประจำผม มาซื้อจนเขาจำได้ ผมว่าเขาเรียกว่าเนื้อกะบาบ นะ วิธีทำคือเขาจะสไลด์เนื้อ(มีเนื้อกับไก่) ลงมาในกะทะผัด ผัดกับหอมใหญ่แตงกวามะเขือเทศ เสร็จก็ห่อด้วยขนมปังหรือไม่ก็แป้งนาน แล้วราดซอสแล้วก็เดินถือกินสบายใจ...(กินไปนั่งมองฮะรอมไป)



แมว...เจอประจำที่ประตูทางเดินสะอีย์ด้านเนินเขามัรวะฮฺ ตัวนี้เจอแทบทุกคืนเลย...




สถาปัตยกรรมเพดานมัสญิดชั้นสอง(ที่ประจำ)




วันนี้จะต้องไปละหมาดให้ชิดกะอฺบะฮฺซักหน่อย เผอิญเป็นช่วงสายๆคนไม่เยอะ




พอไปถึงก็สามารถเข้าไปละหมาดซุนนะฮฺ 2 รอกาอัต ในโค้งหินอิสมาอีล หลังจากนั้นจึงเดินเลาะขอบกะอฺบะฮฺไปจูบที่อัลฮัญรัล อัสวัด หรือ หินดำได้(อัลฮัญรัล อัสวัด หรือหินดำนั้นเป็นหินขนาดประมาณลูกฟุตบอล เป็นจุดเริ่มต้นและกำหนดรอบของการเดินตอวาฟ)...(แดดร้อนจริงๆครับ)

วันศุกร์ก่อนกลับ ได้ละหมาดญุมอะฮฺวันศุกร์ครั้งสุดท้าย วันศุกร์มีการคุตบะฮฺ(บรรยายศาสนธรรม) ซึ่งผมอยากเข้าใจภาษาอาหรับมาก เพราะวันนี้คอเฏ็บถึงกับร้องไห้ รวมถึงอิมาม(ผู้นำละหมาด)ก็ร้องไห้(อ่านไปร้องไห้ไป)



และแล้ว.....วันสุดท้ายก็มาถึง
เป็นความรู้สึกเสียใจปนเสียดายที่จะต้องจากมหานครแห่งนี้ไปแล้ว หลังจากละหมาดปกติเสร็จ ณ เวลา 5 ทุ่มกว่าๆ ผมได้ออกจากที่พักตรงไปยังมัสญิดอัล-ฮะรอม เพื่อไปทำการตอวาฟวิดะอฺ หรือตอวาฟอำลา เป็นการเดินวนรอบกะอฺบะฮฺ 7 รอบ เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งหลังจากนี้จะต้องไม่มีการปฏิบัติศาสนกิจใดๆอีกและจะไม่กลับเข้ามัสญิดอีกหลังจากเสร็จ ระหว่างเดินวนอยู่นั้นผมรู้สึกถึงความเป็นเอกภาพและภราดรภาพเดียวกันของพี่น้องมุสลิมจากทั่วโลก ที่พร้อมรำลึกความยิ่งใหญ่ของเอกองค์อัลลอฮฺ ณ ที่นั่นคุณจะรู้สึกว่าตัวเองเหมือนเป็นมดตัวเล็กๆท่ามกลางผู้ชนหลายร้อยที่เดินก้าวไปพร้อมกับผมซึ่งต่างเผ่าพันธุ์ ต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา และไม่รู้จักกัน และสายสัมพันธ์แห่งอิสลามทำให้เข้าใกล้ชิดกัน เป็นอุมมะฮฺ(ประชาชาติ)ของท่านนบี...ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นแขกของอัลลอฮฺ ที่พระองค์ได้เชื้อเชิญผมมาที่นี่ หลังจากตอวาฟเสร็จ และละหมาดซุนนะฮฺหลังมะกอมอิบราฮีม ผมได้ขอดุอาไว้ว่า "อินชาอัลลอฮฺ ผมอยากมีโอกาสได้กลับมายังมหานครที่แห่งนี่อีก มหานครมักกะฮฺ มหานครแห่งศรัทธา....อามีน"

ผมขอขอบคุณอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาเสมอ ที่ทำให้ผมได้ปฏิบัติภารกิจลุล่วงไปด้วยดี เสร็จแล้วผมเดินออกจากมัสญิดโดยที่ผมเหลียวมองอัลกะอฺบะฮฺจนลับตา ลาก่อนอัล-ฮะรอม อินชาอัลลอฮฺ สักวันผมจะกลับไปอีก..........




สุดท้ายผมอยากให้พี่น้องได้รับรู้ประสบการณ์เล็กๆน้อยๆจากผม ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย ขอขอบคุณที่อุตส่าห์ติดตามชมนะครับ

วัสสลาม




 

Create Date : 21 สิงหาคม 2549    
Last Update : 4 มิถุนายน 2550 18:07:30 น.
Counter : 1457 Pageviews.  

เส้นทางแห่งศรัทธา ตอนที่ ๔ (แผ่นดินฮะรอม มาดินะฮ์-มักกะฮ์)



นั่งเครื่องจากท่าอากาศยาน Queen Alia International Airport ถึงท่าอากาศยาน King AbdulAziz เมืองญิดดะห์(เจดดาห์,Jeddah) เมืองท่าสำคัญของซาอุดิอาระเบีย เวลาประมาณ ตี 3 ครึ่ง

ขณะนี้เราอยู่ในประเทศซาอุดิอาระเบีย ชื่อทางการว่า ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย (Al Mamlakah Al Arabiyyah As-Saudiyyah) ประชากร 99% นับถือศาสนาอิสลาม ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ เมืองสำคัญได้แก่ มักกะฮ์(เมกกะ),มาดินะฮ์ เป็นเมืองสำคัญทางศาสนา ส่วนริยาดเป็นเมืองหลวง ประเทศซาอุฯเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศในคาบสมุทรอาหรับ



จุดหมายแรกของเราคือนครมาดินะฮ์ ซึ่งห่างจากนครมักกะฮ์ไปทางเหนือประมาณ 400 กิโลเมตร ใช้เวลานั่งรถจากเมืองท่าญิดดะห์ไปยังมาดินะฮฺประมาณ 7 ชั่วโมง(ผมหลับตลอดทางเลยครับ...)


ทางเข้าลานรอบมัสญิด...


หลังจากการนั่งรถที่ยาวนาน ในที่สุดเราก็ถึง.....ขอต้อนรับสู่ อัล-มาดินะฮ์ อัล-มูเนาวะเราะฮ์ นครอันจำรัส (Al Madinah Al Munawwarah)

ทำไมมาดินะฮ์ถึงมีความสำคัญต่อมุสลิมนัก ก็เพราะว่า มาดินะฮ์เป็นเมืองที่ท่านนบีมุฮัมมัดได้อพยพหลบหนีพวกมุชริกีนจากมักกะฮ์ที่ตามสังหารท่านมาที่นี่ ซึ่งขณะนั้นมาดินะฮ์มีชื่อว่า "ยัษริบ" เหตุการณ์นี้เป็นการเริ่มต้นศักราชของอิสลามหรือที่เรียกกันว่า "ฮิจเราะฮ์" อีกทั้งมาดินะฮ์ยังเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของรัฐอิสลาม และท่านนบีมุฮัมมัดก็เสียชีวิตที่เมืองแห่งนี้ด้วย

ณ มัสญิด อัล-นะบะวีย์ นั้นเป็นที่ฝังศพของท่านนบีมุฮัมมัด ซล. และซอฮาบะฮฺ(สาวกคนสนิท) 2 ท่าน คือท่านอบูบักร อัซซิดดิก และท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบ ท่านนบีเคยกล่าวไว้ว่า"ใครมาละหมาดที่มัสญิดของฉันจะได้ผลบุญ 1,000 เท่าจากละหมาดปกติ" เป็นเหตุผลที่มาคือเราชาวมุสลิมต้องการจะเยี่ยมสุสานของท่านศาสนทูตและมหาบุรุษท่านนี้ ผู้เป็นที่รักของมุสลิมทุกคน เมื่อเข้ามาในมัสญิดนี้สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้สลามแก่ท่านนบีและซอฮาบะฮฺ

ใกล้ๆมัสญิด อัล-นะบะวีย์ ยังมีสุสานญันนะฮ์ตุลบะกีอ์(หรือที่บ้านเราเรียกติดปากว่า สุสานบาเกี๊ยะ) ซึ่งเป็นที่ฝังเหล่าบรรดาซอฮาบะฮ์หลายท่าน



รอบนอกมัสญิดอัล-นะบะวีย์เป็นลานหินอ่อนที่กว้างมากและเราจะสังเกตได้ว่ามาดินะฮ์เป็นเมืองที่สะอาดมาก สะอาดขนาดที่ว่ามีเจ้าหน้าที่เดินกวาดฝุ่นตามพื้น(ขยะไม่มีก็กวาดฝุ่น)



ในภาพ โดมสีเขียวบริเวณเราดะฮฺ นั้นตรงกับจุดที่เป็นที่ฝังศพของท่านนบีมุฮัมมัด ซล. ที่เราเรียกว่า กุบบะฮฺตุนนบี(Qubbat Al- Nabi) โดยมีท่านอบูบักรและท่านอุมัรฝังอยู่เคียงข้าง



ผมเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายภายในมาเพราะ เขาห้ามถ่าย เจ้าหน้าที่จะยืนทุกประตูทางเข้าและค้นตัว ผมขอบรรยายว่า"เหมือนอยู่ในป่าของเสาหินอ่อน" มีเป็นพันๆเสา และแต่ละเสาจะมีเครื่องปรับอากาศ ทำให้ภายในมัสญิดเย็นสบาย โดยรวมมัสญิดนี้มีพื้นที่ 22,955 ตารางเมตร ซึ่งจุคนได้กว่าสองแสนคน! กว่าจะเดินจากด้านนึงไปด้านนึงเล่นเอาปวดขาเหมือนกัน



ภายในมัสญิดนั้นให้ความรู้สึกสงบและอบอุ่นที่ได้อยู่ใกล้ชิดท่านนบีมุฮัมมัด และยังสบายเพราะมีแอร์แถมยังปูพรมแดงทั่วพื้นมัสญิด คนที่มาละหมาดบางคนเลยถือโอกาส"งีบ" เอนตัวลงนอนบ้าง

ตามทางเดินภายในจะมีถังน้ำซัมซัม (เป็นน้ำจากบ่อน้ำซัมซัมในบริเวณมัสญิดอัล-ฮะรอม นครมักกะฮ์) ตั้งเรียงรายอยู่ มีให้เลือกทั้งเย็นและไม่เย็น

ที่นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ละหมาดพร้อมกับพี่น้องมุสลิมเป็นจำนวนมากที่สุด(ตั้งแต่เกิดมา^^)



รอบนอกลานมัสญิดเป็นร้านค้าต่างๆเรียงรายโดยรอบ ร้านเหล่านี้จะคึกคักในตอนกลางคืนหลังจากละหมาดอีซา(กลางคืน)เสร็จ ประมาณ 3 ทุ่ม

น่าเสียดายที่ผมสามารถอยู่ที่นครมาดินะฮ์แค่ 2 วัน เพราะมีภารกิจที่ใหญ่กว่ารอยู่ที่มักกะฮฺ ดังนั้นหลังจากละหมาดดุฮฺริ(ตอนเที่ยง)เสร็จ ผมก็ให้สลามท่านนบีมุฮัมมัด ซล. ผู้เป็นที่รักของเราชาวมุสลิม แล้วจึงเดินทางออกจากมาดินะฮฺ

แต่ยังไม่ทันออกจากเขตนครมาดินะฮฺ ก็พบกับสถานที่สำคัญต่างๆในเมืองในเราได้ไปเยี่ยมเยียน ที่แรกคือเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์คือ สมรภูมิอุฮุด เป็นบริเวณที่ท่านนบีมุฮัมมัดต้องทำสงครามต่อต้านชาวมักกะฮฺที่หมายสังหารท่านนบีและมุสลิมทั้งหมดที่มาดินะฮฺ ซึ่งสงครามครั้งนี้มุสลิมต้องสูญเสียอย่างหนัก



ระหว่างสงคราม ท่านนบีกำชับให้พลธนูให้ประจำการอยู่บนภูเขาอุฮุด ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม ห้ามลงมาจากเขาเป็นอันขาด แต่เมื่อมุชริกมักกะฮฺดูเหมือนเพลี่ยงพล้ำในสงคราม พลธนูเหล่านั้นละทิ้งคำสั่งของท่านนบี ทหารม้าของชาวมักกะฮฺจึงทำการตีโอบด้านหลังภูเขา ทำให้มุสลิมภายแพ้ในสงครามครั้งนี้

ซึ่งปัจจุบันมีการซ่อมแซมภูเขาและบริเวณโดยรอบ จึงดูรกๆไปบ้าง



ป้ายหน้าสุสานที่สมรภูมิอุฮุด




สุสานนี้เป็นที่ฝังศพผู้ที่สละชีพเพื่อศาสนา ในจำนวนนี้รวมถึง"ท่านฮัมซะฮ์" ลุงของท่านนบีมุฮัมมัดด้วย



สถานที่ต่อไปคือมัสญิด กิบละฮฺตัยน์ หรือ มัสญิดสองกิบลัต ซึ่งประวัติคือ ในช่วงแรกของอิสลามมุสลิมทำการละหมาดหันหน้าไปยังมัสญิด อัล-อักซอ นครเยรูซาเลม และระหว่างที่ท่านนบีมุฮัมมัดกำลังละหมาดอยู่ในมัสญิดแห่งนี้ ท่านนบีได้รับวะฮีย์(วิวรณ์)จากอัลลอฮฺ ให้หันหน้าไปยังมัสญิด อัล-ฮะรอม นครมักกะฮ์แทน ดังนั้นท่านนบีจึงหมุนตัวหันหน้าไปยังมักกะฮ์ในรอกาอัตที่ 2



เราได้ทำการละหมาดอัสริ(ตอนบ่าย)กันที่นี่




หลังจากเสร็จจากละหมาด ก็นั่งรถไปยังโรงงานอินทผลัม ที่นครมาดินะฮฺนี้ขึ้นชื่อเรื่องอินทผลัมอย่างมาก ได้ชื่อว่าดีที่สุด ผมเลยทำการซื้อไปพอสมควร ที่นี่มีอินทผลัมพันธุ์ต่างๆให้เลือกมากมาย มีทั้งสดและแห้ง ที่ผมเลือกคือพันธุ์อัชวะฮ์ เป็นพันธุ์ที่ท่านนบีมุฮัมมัดชื่นชอบ ราคาค่อนข้างสูงและมีที่มาดินะฮ์ที่เดียว



สถานที่ต่อไปคือมัสญิด อัล-กุบา ซึ่งเป็ที่ที่ท่านนบีกล่าวไว้ว่า"ผู้ที่มาละหมาดที่มัสญิดนี้ จะได้ภาคผลเท่ากับ 1 อุมเราะฮ์"



ภายในตกแต่งเรียบๆแต่สวยงาม ด้านหลังมีเด็กๆนั่งเรียนอัล-กุรอานอยู่....




หลังจากละหมาดที่มัสญิด อัล-กุบา แล้ว เราได้เดินทางออกจากมาดินะฮ์ สู่มหานครมักกะฮ์ โดยใช้เวลานั่งรถประมาณเป็นเวลา 7 ชั่วโมง

ระหว่างทางบุคคลที่ประสงค์เดินทางจากมาดินะฮ์ไปยังมักกะฮ์ เพื่อไปประกอบพิธีอุมเราะฮ์ นั้นต้องเปลี่ยนชุดจากชุดธรรมดา เป็นชุดเอียะฮฺรอม ที่มิกอตซุลฮุลัยฟะฮ์ มัสญิดบิรฺ อาลี สำหรับผู้ชายจะต้องใส่แค่ผ้าสองผืน ที่ไม่มีการเย็บติดกัน ลักษณะคล้ายผ้าขนหนูบางๆ ผืนแรกนุ่งห่มช่วงล่าง ผืนที่สองคลุมช่วงบน ตอนนี้ถือเป็นฮุจญาตแล้ว(ผู้แสวงบุญ)



หลังนั่งรถมานาน เกือบ 7 ชั่วโมง เราก็เข้าเขตแผ่นดินฮะรอม(แผ่นดินต้องห้าม สำหรับการทำชั่วทุกประการ) เข้าเขตมหานครมักกะฮ์ ประมาณตี 1 กว่าๆ เมื่อถึงที่พักก็เข้าห้อง เอาสัมภาระระเก็บ แล้วออกจากที่พักตรงไปยังมัสญิดอัล-ฮะรอม ทันที เพื่อประกอบพิธีอุมเราะฮฺครั้งแรก(เป็นวาญิบ)



ประกอบพิธีอุมเราะฮ์นั้น ประกอบด้วย
1.การอยู่ในสภาพเอียะฮฺรอม
2.การเดินเวียนทวนเข็มนาฬิการอบอัลกะอฺบะฮฺ(ตอวาฟ) 7 รอบ โดยเริ่มต้นและจบรอบที่มุมหินดำ
3.ละหมาด 2 รอกาอัต และดื่มน้ำซัมซัม
4.การเดินสะอีย์ จากเนินเขาซอฟา-มัรวะฮฺ ระยะทาง 410 เมตร จำนวน 7 รอบ(ไปนับ1 กลับนับ 2)
5.เมื่อเสร็จสะอีย์แล้ว ให้ขลิบผมอย่างน้อย 3 เส้น เป็นอันจบ



เมื่อเข้าไปด้านในครั้งแรก รู้สึกตื่นตะลึงเพราะขนาดมหึมาของมัสญิดและจำนวนคนมากมาย เมื่อเดินผ่านรอบนอกมัสญิดเข้าไป จะพบกับลานกว้างกลางมัสญิด และนั่นเองที่ได้เห็น "กะอฺบะฮฺ" ทำให้รู้สึกตื้นตันที่ได้เห็น "ว่าที่นี่แหละที่เราละหมาดหันหน้ามาทุกวัน บัดนี้เราได้มายืนอยู่ตรงที่แห่งนั้นแล้ว"

วิหารอัลกะอฺบะฮฺ หรือ บัยตุลลอฮฺ เป็นวิหารทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ คลุมด้วยผ้สีดำ เป็นจุดที่อัลลอฮฺบัญชาให้มุสลิมทุกคนหันหน้ามาที่นี่ เพื่อเป็นศูนย์รวมของการสักการะพระองค์(คนส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดว่ามุสลิมบูชากราบไว้ตัววิหารแต่ความจริงแล้ว กะอฺบะฮฺเป็นเพียงศูนย์รวมการละหมาดและการตอวาฟเท่านั้น เนื่องจากมุสลิมไม่เคารพบูชาสิ่งอื่นนอกจากพระเจ้า) กะอฺบะฮฺนั้นอัลลอฮฺบัญชาให้ท่านนบีอิบรอฮีม(อับราฮัม)และอิสมาอีล(อิชมาเอล) สร้างขึ้น ซึ่งถ้านับตามอายุแล้วก็หลายพันปีเลยที่เดียว

ขนาดตีสอง คนยังเยอะได้ขนาดนี้(ในภาพ)



หลังจากเดินตอวาฟรอบกะอฺบะฮฺครบ 7 รอบแล้ว ละหมาด 2 รอกาอัต หลังมะกอมอิบรอฮีม ดื่มน้ำซัมซัม แล้วจึงไปเดินสะอีย์

ในภาพเป็นทางสะอีย์ชั้น 2 ซึ่งคนจะน้อย แต่ผมเดินด้านล่าง(คนเยอะเลยไม่กล้าถ่ายรูป)

ปล.คนในภาพนี้ใส่ชุดเอียะฮฺรอม ซึ่งผู้ชายต้องใส่ในช่วงเวลาประกอบพิธี



หลังจากขลิบผม ก็ถือเป็นอันเสร็จ 1 อุมเราะฮ์ แต่ผมยังไม่อยากกลับที่พัก เลยรอจนเวลาตี 4 กว่า เพื่อจะได้ละหมาดซุบฮิ(ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น)เลย แล้วค่อยกลับที่พัก..........



เรียกว่าเหนื่อยเต็มที่ สำหรับครั้งแรก จึงใช้เวลาตั้งแต่ 6 โมงเช้ายันเที่ยงเป็นเวลานอน พอเที่ยงก็ต้องออกจากที่พักไปละหมาดที่มัสญิด ตอนเที่ยงอากาศค่อนข้างร้อน เมื่อเดินลงไปที่ลานข้างมัสญิดซึ่งเป็นพื้นหินอ่อนสีขาว แสงอาทิตย์สะท้อนขึ้น(มองนานๆหน้ามืดเลย)



ตอนเที่ยงจะไม่ค่อยมีคนออกไปละหมาดที่ลาน เพราะแดดร้อนพอสมควร.........



แต่ละวันที่อยู่ที่มักกะฮ์นี่ ผมตั้งตารางเวลาไว้ว่า จะไปทำอุมเราะฮ์ตอน 6 โมงเช้าทุกๆวัน ตลอดเวลาที่อยู่ 14 วัน ผมทำอุมเราะฮฺได้ทั้งหมด 7 ครั้ง เล่นเอาเหนื่อยมาก(เหนื่อยกายแต่ไม่เหนื่อยใจ)

เมื่อเราจะทำอุมเราะฮ์เราต้องนั่งรถออกไปนอกมักกะฮ์ ไปเนียตยังเขตที่กำหนดเพื่อเข้าสู่สภาพเอียะฮฺรอมในภาพคือ มัสญิดตันอีม



วิธีไปเขตที่กำหนดเพื่อเข้าสู่สภาพเอียะฮฺรอมมีหลายวิธี คือนั่งแท็กซี่ นั่งรถเมล์ นั่งรถตู้ ส่วนผมเลือกนั่งรถตู้เพราะคนที่นั่งต้องเฉลี่ยกันจ่าย ค่าโดยสารรถตู้ไปกลับคือ 4 ริยาล = 40 บาท

ที่เห็นในภาพคือคนขับรถตู้กำลังจะขับไปส่งที่มัสยิดตันอีม ซึ่งระหว่างทางต้องอ่านตัลบียะฮ์ตลอดทางจนถึงอัล-ฮะรอม

"ลับบัยกั้ลลอ ฮุมมะลับบัยก์ ลับบัยกะลา ชารีกะละกะลับบัยก์ อินนั้ลฮัมดะฮ์ วั้ลเนี๊ยะมะต่าลากา วัลมุ้ลก์ ลาชารีกะลักก์"

"ข้าพระองค์ได้กล่าวขานรับตามที่พระองค์ทรงเรียกแล้ว ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ขานรับการเรียกร้องของพระองค์แล้ว โดยไม่มีสิ่งใดมาเทียบเคียงพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์สรรเสริญต่อความโปรดปรานของพระองค์ และต่อพระองค์ผู้ซึ่งข้าพระองค์ไม่ได้ยึดสิ่งใดเทียบเท่าเลย"



เมื่อกลับมาที่อัล-ฮะรอมก็คือ ทำอุมเราะฮ์ตามลำดับเหมือนเดิม

ในภาพคือภายในมัสญิดชั้น 2 กลุ่มนี้เป็นคุณลุงชาวตุรกี




จุดที่ผมมานั่งละหมาดประจำ เพราะสะดวก




ที่อัล-ฮะรอม มักกะฮ์ จะไม่เหมือนกับที่ อัล-นะบะวีย์ ที่มาดินะฮ์ เพราะคนละบรรยากาศกัน ที่มักกะฮฺนั้นจะรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ ความเป็นเอกภาพของประชาชาติมุสลิม ไม่มีช่วงเวลาที่มัสญิดไร้ผู้คนเลย ตลอด 24 ชม. ส่วนที่มาดินะฮฺ จะรู้สึกใกล้ชิดท่านนบีมุฮัมมัด สงบสบายและอบอุ่น



งีบซะหน่อย




ความงดงามของสถาปัตยกรรมภายในมัสญิด




เต็มไปด้วยผู้คน...




มัสญิดนี้ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ ในสมัยของกษัตริย์ฟาฮัด บิน อับดุลอาซิซ อัลซาอุด แห่งซาอุดิอาระเบีย ได้ขยายจนสามารถรองรับผู้ละหมาดได้เป็นล้านคน!



ลานตอวาฟช่วงสายๆ


ยังมีต่อนะครับ

โปรดติดตามตอนสุดท้าย เส้นทางแห่งศรัทธา ตอนที่ ๕ (อำลา อัล-ฮะรอม)




 

Create Date : 17 สิงหาคม 2549    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2550 0:09:13 น.
Counter : 1917 Pageviews.  

เส้นทางแห่งศรัทธา ตอนที่ ๓ (เที่ยวจอร์แดน)



หลังจากเดินออกมาจากบริเวณกำแพงร้องไห้ ต่อไปต้องเดินยาวหน่อยซัก 600 เมตร และต้องขึ้นเนินชัน คือสุสานของนบีดาวูด(กษัตริย์เดวิด)




สุสานของนบีดาวูด(กษัตริย์เดวิด) อัลลอฮฺได้ประทานความสามารถพิเศษให้กับท่านหลายอย่างเช่น พละกำลัง หรือ สามารถคุยกับสัตว์ได้ ฯลฯ ในภาพชาวยิวกำลังสวดอยู่ และก่อนเข้าจะต้องใส่ Kippah หรือหมวกแบบชาวยิว ลักษณะกลมๆเล็กๆแปะอยู่กลางศีรษะ ตอนแรกสงสัยอยู่ว่ามันติดอยู่กับศีรษะได้อย่างไร พอดูดีๆ ปรากฏว่ามันมีกิ๊บให้ติดกับผม... (หายสงสัยปัญหาที่ข้องใจมานาน)




เดินมาอีกไม่ไกลนัก เป็นโบสถ์ Dormition Church ภายในมีสุสานของพระนางมัรยัม(พระแม่มารี)




เมื่อเดินลงบันไดวน จะพาไปสู่โถงใต้ดิน ซึ่งเป็นที่ตั้งของหลุมศพพระแม่มารี มีชาวคริสต์ 2 คนกำลังสวดมนต์อยู่ ผมจึงไม่อยากไปรบกวนเขามาก



ผมก็ขอดุอาให้ท่านในฐานะศรัทธาชน(มุสลิม)คนนึง




หลังจากนั้นเราก็เดินมาอีกหน่อย เป็นห้องๆนึง ซึ่ง Mr.ชารีฟ ระบุว่าห้องนี้เป็นห้องที่พระเยซูเสวยอาหารมื้อสุดท้าย"The Last Supper" ห้องนี้มีทั้งที่สวดของยิว คริสต์และอิสลาม มีมิฮฺรอบ(ช่องในกำแพงที่บอกทิศนครมักกะฮฺ) ที่สร้างสมัยเศาะลาฮุดดีน อัลอัยยูบี(ซาลาดิน คนเดียวกับในหนังเรื่อง Kingdom of Heaven น่ะ)

หลังจากเสร็จการชมสถานที่ต่างๆในเยรูซาเลมแล้ว ก็ถึงเวลากลับ ขณะนั่งรถกลับก่อนที่โดมทองจะลับสายตา Mr.ชารีฟ ให้เราพูดเสียงดังเป็นการตักบีรฺ(ประกาศความยิ่งใหญ่ของอัลลอฮฺ)ว่า "อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร อัลลอฮุอักบัร" (ขนลุกเลยตอนนั้น) แล้วผมก็ขอดุอา(ขอพร)ว่า"วันนึงขอให้ข้าพระองค์ได้กลับมายังนครแห่งนี้อีก อินชาอัลลอฮฺ" ลาแล้ว อัลกุดส์ ลาแล้วบัยตุลมักดิส เยรูซาเลม



และแล้วเราก็พร้อมเดินทางออกจากอิสราเอลโดยใช้เส้นทางเดิมคือด่าน Allenby Bridge ที่ด่านผมร่ำลากับ Mr. ชารีฟ ไกด์ของผมก่อนข้ามกลับสู่ประเทศจอร์แดน

แต่ก่อนกลับไปที่อัมมาน เมืองหลวง ยังมีที่ต้องไปอีก หนึ่งในนั้นคือ "อัลบะฮฺรัล มัยยิต" ชื่อตรงตัวเลย นั่นคือทะเลตาย หรือ เดดซีนั่นเอง (Al Bahr al Mayyit) เดดซีนั้นมีอาณาเขตครึ่งนึงอยู่ในจอร์แดน อีกครึ่งอยู่ในอิสราเอล มีความเค็มกว่าทะเลธรรมดา 10 เท่า ทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอาศัยอยู่ในเดดซีได้ โคลนและน้ำมีความสามารถในการรักษาโรคบางชนิด เช่นโรคผิวหนัง



ผมได้พบกับความหฤโหดของเดดซี ด่านแรกใครไม่ใส่รองเท้าจะซวย คุณจะพบกับหาดร้อนร้อนจี๋ พร้อมกรวดและหิน ต่อมาพอลงน้ำ ใครเป็นแผลล่ะแทบดิ้น!เพราะมันจะแสบมาก ผมก็ลอยไปลอยมาอยู่ซักเกือบครึ่งชั่วโมง.....แต่โดยรวมถือเป็นประสบการแปลกใหม่และดีมาก (แต่เล่นเอาแย่เหมือนกัน-_-)



หลังพักผ่อนที่โรงแรมซักพัก ก็เดินทางต่อไปยังสถานที่สำคัญแห่งต่อไปคือ สุสานของนบีชุอัยบ์(เยโธร) ซึ่งต้องนั่งรถขึ้นภูเขาชันพอสมควร



ป้ายหน้าทางเข้ามัสญิดของนบีชุอัยบ์




ตรงทางเดินนี้แสงสวยดี




ที่ชำระล้างร่างกายก่อนเข้ามัสญิด




สุสานท่านนบีชุอัยบ์(เยโธร) ผู้ซึ่งอัลลอฮฺให้ท่านเป็นนบีในหมู่ชาวมัดยัน(มีเดียน) และเป็นพ่อตาของนบีมูซา(โมเสส)



ไกด์คนใหม่ชาวจอร์แดน ชื่อ Mr.ริสกี



ก่อนกลับก็ละหมาดอัสริ(ตอนบ่าย) ที่นี่




หลังละหมาดเสร็จก็เดินทางต่อ นั่งรถอีกประมาณเกือบชั่วโมง แต่ก่อนเข้ากรุงอัมมาน ผมแวะสถานที่สำคัญอีกแห่ง คือถ้ำกะฮฺฟี ซึ่งปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัล-กุรอาน ในซูเราะฮฺอัล-กะฮฺฟี ซึ่งเป็นเรื่องราวของชาย 7 คนซึ่งโดนกดขี่จากกษัตริย์ผู้ไม่ศรัทธาในพระเจ้า ทั้ง 7 คนจึงหลบหนีเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งเพราะเกรงกลัวว่าจะโดนจับ ที่นั้นเองพวกเขาได้หลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน เมื่อตื่นขึ้นมา ชายทั้งเจ็ดได้ส่งหนึ่งในนั้นไปซื้อของในเมือง เมื่อชายคนนั้นจ่ายเงิน คนก็ขายงง เนื่องจากไม่เคยเห็นเงินแบบนี้มาก่อน จึงไปถามผู้รู้ ปรากฏว่า เงินของชายดังกล่าวเป็นเงินสมัย 300 ปีที่แล้ว ทำให้เราทราบว่าอัลลอฮฺได้ให้พวกเขาทั้ง 7 หลับไปถึง 300 ปี เมื่อเขากลับไปยังถ้ำดังกล่าว พวกเขาก็หลับไปอีก และเป็นการหลับตลอดกาล...



ทางเข้าถ้ำ



ภายในมีหลุมศพ 7 หลุม




เสร็จแล้วเราก็เดินทางต่อ ถึงอัมมานช่วงเย็นพอดี ในภาพเป็นมัสญิดหลวง




แวะทานอาหารเย็น เป็นร้านเต็นท์แบบเบดูอิน มีบริการฮุคก้า(ที่สูบยาแบบอาหรับ) ท่าใครอยากลอง


อาหารหลากหลาย จำได้ว่ามีสลัดอะไรก็ไม่รู้อยู่อันนึงรสชาติสุดจะทนเลยครับ ไม่มีความอร่อยเลย แต่ไก่ย่างและเนื้อย่างนี่กินกับนาน(ขนมปัง)อร่อยที่สุด




ทานข้าวเสร็จก็แวะร้านขายของที่ระลึก(หมดไปพอสมควร) ก่อนไปที่ท่าอากาศยาน Queen Alia International Airport ประมาณตี 1 เครื่องก็ออกจากกรุงอัมมาน ตรงสู่ท่าอากาศยาน King AbdulAziz เมืองญิดดะฮ์(เจดดาห์) ประเทศซาอุดิอาระเบีย

โปรดติตามตอนต่อไป เส้นทางแห่งศรัทธา ตอนที่ 4 (แผ่นดินฮะรอม มาดีนะฮ์-มักกะฮ์)




 

Create Date : 16 สิงหาคม 2549    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2550 0:17:19 น.
Counter : 904 Pageviews.  

เส้นทางแห่งศรัทธา ตอนที่ ๒ (เที่ยวไปใน Holy Land)

หลังจากเที่ยวเต็มที่มาแล้ว 1 วัน มาถึงวันที่ 2 เช้าก็เริ่มออกเดินทาง วันนี้ Mr.ชารีฟ จะพาเราไปยังเมืองฮีบรอน(Hebron) เพื่อไปเยี่ยมสุสานของนบีอิบรอฮีม(อับราฮัม) บรรพบุรุษของชาวอาหรับและชาวยิว และนบีคนสำคัญของอิสลาม


ชาวยิวในนครเยรูซาเลม...



นั่งรถประมาณเกือบชั่วโมงก็ถึงฮีบรอน แถบนี้ปลูกองุ่นเยอะมาก...




หลังจากผ่านด่านอะไรต่อมิอะไรมาเยอะ(ตรวจแล้วตรวจอีก เซ็ง!) ก็มาถึงด่านทางเข้ามัสญิด คอลิล อัล-อิบราฮิมี(Khalil Al-Ibrahimi Mosque,Cave of the Patriarchs) ที่ต้องตรวจเข้มเพราะที่แห่งนี้ เคยมีเหตุการณ์ยิงกันภายในมัสญิด โดยระหว่างที่ชาวปาเลสไตน์กำลังละหมาดอยู่นั้น จังหวะที่กำลังก้มตัวลง(รุกัวะ) ชาวยิวหัวรุนแรงคนหนึ่งได้พังประตูเข้ามาแล้วกราดยิงใส่ ทำให้ชาวปาเลสไตน์เสียชีวิตถึงไป 29 คน



ทหารแอบงีบ ZZZ.....




ภายในมัสญิดคอลิล..




มัสญิดนี้มีความแปลกคือ ตรงกลางเป็นสุสานของนบีอิรอฮีม ตัวอาคารครึ่งนึงเป็นของชาวมุสลิมและอีกครึ่งนึงเป็นของชาวยิว โดยมีประตูกั้นอยู่...ให้ความรู้สึกแปลกๆอีกเช่นเคย (โผล่หน้าไปทักทายกับชาวยิวอีกฝั่งได้ ^ ^)



สุสานของนบีอิบรอฮีม(อับราฮัม)

เหตุที่ท่านเป็นบรรพบุรุษร่วมกันของชาวอาหรับและชาวยิวคือ ท่านมีลูกชาย 2 คน คนแรก คือนบีอิสมาอิล(อิชมาเอล) เป็นลูกของท่านกับพระนางฮาญัร(ฮาการ์) เป็นต้นสายของชาวอาหรับและศาสนาอิสลาม ส่วนลูกอีกคนคือนบีอิสฮาค(อิสอัค,ไอแซค) เป็นลูกของท่านกับพระนางซาเราะฮฺ(ซาราห์) เป็นต้นสายของชาวยิวและศาสนายูดายและศาสนาคริสต์

ที่สำคัญอัลลอฮฺได้บัญชาให้ท่านและอิสมาอิล ลูกชาย สร้างอัลกะอฺบะฮฺ(วิหารทรงสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ กลางมัสญิดอัล-ฮะรอม มหานครมักกะฮ์) เพื่อเป็นสถานที่สำหรับสักการะพระองค์



ที่เห็นในภาพคือสุสานของนบีอิสฮาค ด้านข้างจะเป็นพระนางริฟเกาะฮฺ(รีเบคกา) ภรรยาของท่าน




ส่วนบริเวณใกล้กับสุสานท่านนบีอิบรอฮีมคือ สุสานพระนางซาเราะฮฺ ภรรยาของท่าน..



สาวปาเลสไตน์แอบมอง...




เสร็จจากมัสญิดคอลิลแล้ว ไม่ไกลจากกันนัก มีมัสญิดอีกแห่งหนึ่ง...




ภายในเป็นสุสานของนบียูนุส(โยนาห์) บางคนอาจเคยได้ยินเรื่องว่าท่านถูกโยนลงทะเล เพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นคนที่ทำให้เกิดโชคร้าย แต่พระเจ้าได้ให้ปลาใหญ่(วาฬ)กลืนลงท้องแล้วว่ายไปคายท่านออกมาที่ชายหาด(เมืองจัฟฟา)เพื่อเป็นการทดสอบศรัทธาของท่าน



หลักจากเสร็จการเยี่ยมเยียนท่านนบียูนุสแล้ว เราได้เดินทางต่อไปยังเมืองเบธเลเฮม เพื่อเยี่ยมเยียน Church of the Nativity หรือเมาลิด อีซา สถานที่กำเนิดของนบีอีซา(พระเยซู) เมืองนี้อยู่ในเขตปกครองของชาวปาเลสไตน์...ประตูทางเข้าโบสถ์เล็กมากจนต้องย่อตัวลงต่ำเพื่อเข้าไป



ภายในโบสถ์ ชาวคริสต์ผู้มาแสวงบุญกำลังสวดมนต์......


เราเดินตามทางเดินแคบๆด้านหลังมา.......ภายในสลัวๆ มีแสงสว่างอย่างเดียวคือเทียนที่จุดเรียงรายตามทางเดิน


เทียน



จุดนี้แสดงให้เห็นถึงจุดที่นบีอีซา(พระเยซู)กำเนิด....



ตามที่ Mr. ชารีฟ ไกด์ของผมบอก นี่คือที่อยู่ไฟท่านนบีอีซา




เมื่อเสร็จแล้ว ด้านนอกมีร้านขายของที่ระลึก ผมเลยซื้อของมาฝากเพื่อนของผมที่เป็นคริสต์ 2-3 อย่าง เสร็จจากเบธเลเฮม เป้าหมายต่อไปคือ เทล อาวีฟ(Tel Aviv-Yafo,Tel Abib-Jaffa) เมืองท่าตากอากาศ



ก่อนถึงเทล อาวีฟ แวะทานข้าวที่ร้านอาหารจีน ไปๆมาๆรู้ว่าร้านนี้มีพ่อครัวชาวไทย 2 คน มื้อนี้เลยได้ทานอาหารไทย...(ไข่เจียว,แพนงเนื้อ,ไก่ทอด) ถูกใจครับ

นั่งรถไปอีกซักพัก ก็ถึงเมือง ยาโฟ หรือ จัฟฟา(Jaffa) นั่นเอง เมืองนี่เป็นเมืองเก่าอยู่ติด เทล อาวีฟที่เป็นเมืองใหม่ เมืองนี้เป็นจุดที่ปลาใหญ่(วาฬ) ได้คายนบียูนุส(โยนาห์) ออกมา ณ หาดทราย (ใกล้ๆหาดจะมีรูปปั้นวาฬพ่นน้ำอยู่)


สมเป็นย่านเมืองเก่า ส่วนหอนาฬิกาเป็นจุดเด่นของเมือง....




จุดชมวิว เป็นป้อมสมัยสงครามครูเสด(มีปืนใหญ่ด้วย!) จะเห็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและเมืองเทล อาวีฟ ซึ่งสวยงามมากครับ



แวะละหมาดอัสริ(ตอนบ่าย) ที่มัสญิดอัลมาฮ์มูเดีย ติดทะเล.....รู้สึกถึงลมทะเลปะทะใบหน้า



ที่ชำระล้างร่างกายก่อนเข้ามัสญิด...


หลังจากเที่ยวในเทล อาวีฟ เสร็จ ก็กลับที่พักที่โรงแรม Caesar ที่เยรูซาเลม กำหนดการวันรุ่งขึ้นคือเดินทางไปยังมัสญิดอัล-อักซอเป็นครั้งสุดท้าย และเยี่ยมชมศาสนสถานอื่นใกล้เคียง



มื้อเย็น...




เช้าวันรุ่งขึ้น Mr.ชารีฟ พาเราไปยังมัสญิดอัล-อักซอเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะไปชมสถานที่อื่นต่อ ตอนนี้ผมรู้สึกตื้นตันอย่างบอกไม่ถูก เหมือนยังไม่อยากจากลา



แล้วเราก็เดินตามทางตลาดเก่า ไปยัง Western Wall กำแพงด้านตะวันตก เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของชาวยิว นั่นก็คือ "กำแพงร้องไห้"



ที่เห็นนั่นคือกำแพงร้องไห้ วันนี้มีกิจกรรมอะไรซักอย่าง มีเด็กชาวยิวถือธงชาติอิสราเอลเต้นไปมา



กำแพงนี้ชาวยิวเชื่อว่าเป็นส่วนที่เหลือของวิหารโซโลมอน(นบีสุลัยมาน)ที่ถูกพวกบาบิโลนและโรมันทำลาย




ชาวยิวกำลังสวดมนต์ Mr.ชารีฟ เล่าว่าชาวยิวจะเขียนคำขอพรลงในกระดาษและสอดไว้ในช่องกำแพง บางคนถึงกับสวดไปร้องไห้ไป บางคนสวดมนต์แล้วโยกตัว ดูๆ แล้วคล้ายๆโขกหัวกับกำแพง



อัล-อักซออยู่ด้านบน มุมนี้จึงเห็น โดมของ Dome of the Rock สะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเช้า

ลาก่อน อัล-อักซอ หวังว่าวันนึงเราจะได้กลับมาที่นี่อีก

โปรดติดตามตอนต่อไป เส้นทางแห่งศรัทธา ตอนที่ 3 (เที่ยวจอร์แดน)




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 20 สิงหาคม 2550 12:26:08 น.
Counter : 1279 Pageviews.  

เส้นทางแห่งศรัทธา ตอนที่ ๑ (เริ่มต้นการเดินทาง)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาเสมอ

อัสสลามุอะลัยกุมครับ

ออกตัวก่อนว่าผมเป็นมุสลิมนะครับ ศัพท์บางคำที่ผมใช้อาจดูแปลกๆและอ่านยาก(ทับศัพท์ภาษาอาหรับ) เป็นไปเพื่อความเข้าใจและรายละเอียด ต้องขออภัยด้วยนะครับ

เป้าหมายในการเดินทางของผมในครั้งนี้คือการไปประกอบพิธีอุมเราะฮ์ ที่มหานครมักกะฮ์(เมกกะ) ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเป็นการประกอบศาสนกิจนอกช่วงเวลาแห่งพิธีฮัจญ์

แต่ก่อนเดินทางไปที่ซาอุฯ ผมได้แวะที่ประเทศจอร์แดนและอิสราเอลก่อนเป็นเวลา 3 วัน

บริเวณพื้นที่ประเทศจอร์แดนและอิสราเอลนั้น ชาวยิว คริสเตียนและมุสลิมนั้นถือเป็น Holy Land เพราะมีสถานที่สำคัญทางศาสนาของทั้ง 3 ศาสนา

เริ่มเมื่อเครื่องลง เวลาประมาณ ตี4.30 ณ ท่าอากาศยาน Queen Alia International Airport ใกล้กับกรุงอัมมานประเทศจอร์แดน



ภายในท่าอากาศยาน Queen Alia International Airport




ภายนอกอุณหภูมิประมาณ 16 องศา เย็นพอสมควร


สำหรับจอร์แดนนั้น ชื่อเป็นทางการคือ ราชอาณาจักรฮัชไมต์จอร์แดน (Al-Mamlakah al-Urdunniyyah al-Hashimiyyah) เรียกสั้นๆว่า จอร์แดน หรือ อุรดุน ใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม เมืองหลวงคือกรุงอัมมาน




บรรยาการบริเวณชานกรุงอัมมาน




แวะรับประทานอาหารเช้า ณ โรงแรมชานกรุงอัมมาน




อาหารเช้าแบบบุฟเฟ่ต์ง่ายๆ อิ่มไปอีกมื้อ....




หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จก็เดินทางเข้าไปยังกรุงอัมมาน และพร้อมเข้าพรมแดนอิสราเอล จะเห็นได้ว่าเพิ่ง 6 โมงเช้าแต่แดดแรงมาก...(แต่อากาศหนาว )




นั่งรถผ่านกรุงอัมมาน เพื่อไปยังพรมแดนอิสราเอล ทิวทัศน์โดยรอบ ยังมีการปลูกหญ้าและต้นไม้ มีการทำปศุสัตว์




นั่งรถมาซักพัก มองออกไป อ้าวเฮ้ย ต้นไม้ต้นหญ้าหายไปไหนหมด.....




และแล้ว เราก็มาถึงด่าน Allenby Bridge เพื่อจะข้ามพรมแดนตะวันออกของจอร์แดนเข้าสู่ประเทศอิสราเอล ด่านที่นี้ตรวจเข้มมาก(เจ้าหน้าที่ก็ดุ...) แต่เราก็เข้าใจ ว่าประเทศเค้ามีปัญหาอยู่

หลังจากผ่านด่าน Allenby Bridge มาแล้ว ตอนนี้เราก็อยู่ในอิสราเอลแล้ว ชื่อเป็นทางการคือ รัฐอิสราเอล (Medinat Yisrael,Dawlat Israil) ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนายูดาย ส่วนชาวปาเลสไตน์(ภาษาอาหรับว่า เฟลอสตีน) ชนกลุ่มน้อยนับถือศาสนาอิสลาม ภาษาราชการคือ ฮิบรูและอาหรับ



นั่งรถมาประมาณครึ่งชั่วโมง เราก็พบกับสถานที่สำคัญแห่งแรก คือสุสาน(กุบูรฺ)ของนบีมูซา (โมเสส)




ตามรายงานของชาวปาเลสไตน์ ที่แห่งนี่คือบริเวณที่ฟังศพของนบีมูซา (โมเสส) เข้ามาข้างในตรงกลางเป็นลานกว้าง แต่ดูแล้วสถานที่แห่งนี้ไม่ได้มีการบูรณะหรือซ่อมแซมเท่าที่ควร มีสภาพไม่ค่อยดีนัก แม้กระทั่งน้ำจากก็อกน้ำยังเป็นสีขาวเหมือนน้ำนม!




มีมัสญิดอยู่ภายใน ก่อนเข้าต้องชำระล้างร่างกายและถอดรองเท้า




เมื่อเข้ามาภายจะพบกับ สุสาน(กุบูรฺ)ของนบีมูซา (โมเสส) เรื่องราวของท่านมีบันทึกในคัมภีร์ไบเบิลและคัมภีร์อัล-กุรอาน หลังจากเข้าไปแล้วละหมาดซุนนะฮฺ 2 รอกาอัต แล้วจึงขอดุอา(ขอพร)ให้ท่าน



หลังจากที่เยี่ยมเยียนท่านนบีมูซาแล้ว จึงเดินทางต่อ ผ่านทะเลทรายและหุบเขาหินมากมายเพื่อมุ่งหน้าตรงสู่นครเยรูซาเลม....นครศักดิ์สิทธิ์ของชาวยิว คริสเตียนและมุสลิม



11 โมงกว่า เราก็ถึงเยรูซาเลม(ฮิบรู= Yerushalayim,อาหรับ= Al-Quds) เมืองนี้ตั้งอยู่บริเวณที่เป็นหุบเขา ดังนั้นถนนที่นี่จึงเป็นเนินขึ้นๆลงๆ บ้านเรือนปลูกสร้างบนภูเขาเป็นชั้นๆ ต้นมะเดื่อและมะกอกเรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนี้เลยก็ว่าได้(เยอะจริงๆ)



ในฐานะที่เป็นชาวมุสลิม นครเยรูซาเลมสำคัญเป็นอันดับที่ 3 รองจาก มักกะฮ์ (เมกกะ) และมาดินะฮ์ เพราะนครแห่งนี้เป็นที่ตั้งของ มัสญิดอัล-อักซอ (Al-Aqsa Mosque) ซึ่งเป็นกิบลัต(ทิศที่ชาวมุสลิมหันไปละหมาด)แห่งแรก ก่อนที่อัลลอฮฺทรงบัญชาให้เปลี่ยนทิศไปยังมัสญิดอัล-ฮะรอม นครมักกะฮ์



มัสญิดอัล-อักซอ นั้นตั้งอยู่บนบริเวณเดียวกันกับที่วิหารของชาวยิวที่ถูกทำลายไปสมัยโรมัน เห็นได้จากกำแพงที่ทอดยาว ซึ่งชาวยิวเรียกว่าภูเขาวิหาร(Temple Mount,Har ha-Bayit)ส่วนชาวอาหรับเรียกว่า บัยตุลมุก็อดดิส (Baitul Muqqaddis หรือ Al-haram Al-Quds ash-Sharif)



ทางเข้ามีหลายทาง เช่นประตูนี้คือ Lion's Gate ทางเข้าด้านทิศเหนือของมัสญิดอัล-อักซอ




เมื่อเข้ามาภายใน เกิดความรู้สึกแปลกๆ ยังไงชอบกล รู้สึกถึงความร่มรื่น สงบ (ขนลุกครับ...) ภายในมีบริเวณที่กว้างขวางมาก มีสวนสนเต็มไปหมด เมื่อเข้าไปสิ่งแรกที่ผมพยายามมองหาคือ...โดมสีทอง เมื่อกวาดสายตามองลอดทิวสนรอบๆ อ้ะ นั่นไงเจอแล้ว!



โดมทองนั้นคือ Dome of the Rock หรือ กุบบะฮฺตุสศ็อคเราะฮฺ(Qubbat As-Sakhrah) หรือ โดมแห่งศิลา เด่นเป็นสง่ากลางนครเยรูซาเลม และเป็นสถานที่สำคัญของชาวมุสลิม



ใต้โดมแห่งนี้มีหินใหญ่ ซึ่งเป็นจุดที่ท่านนบีมุฮัมมัด ซล. ถูกยกขึ้นสู่ชั้นฟ้าไปพบอัลลอฮฺ ในเหตุการณ์อิสรอและมิอฺรอจญ์ ซึ่งโองการในอัล-กุรอาน ว่า

"มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในเวลากลางคืน จากมัสยิดอัลฮะรอมไปยังมัสยิดอัลอักซอ ซึ่งบริเวณรอบมันเราได้ให้ความจำเริญ เพื่อเราจะให้เขาเห็นบางอย่างจากสัญญาณต่างๆของเรา แท้จริง พระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น" (ซูเราะฮฺ อัลอิสรอ 17:1)

หลักจากที่ท่านนบีมุฮัมมัด ซล. เสียชีวิต ในสมัยของมุสลิมปกครองเยรูซาเลม เคาะลิฟะฮฺ(กาหลิป) อับดุลมาลิก บิน มัรวาน แห่งราชวงศ์อุมัยยะฮฺ ได้สร้างอาคารโดมครอบหินในจุดที่ท่านนบีมิอฺรอจญ์ไว้ ซึ่งเสร็จในปีค.ศ 691....



ภายในบรรยากาศสลัวๆ ลวดลายตกแต่งตามหลักของอิสลาม คือ จะไม่มีรูปปั้น ภาพคนหรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ลวดลายส่วนใหญ่ใช้ ข้อความจากอัล-กุรอาน รูปทรงเราขาคณิต หรือลวดลายใบไม้ เถาวัลย์ หรือดอกไม้ ที่เรารู้จักที่เรียกว่าศิลปะสไตล์ อาราเบสค์ โดมแห่งศิลานี้ถือได้ว่าเป็นตัวอย่างของสถาปัตยกรรมมุสลิมยุคแรกๆ เลยที่เดียว



ก้อนหินใหญ่ภายใน เป็นจุดที่ท่านนบีมุฮัมมัด ทำการมิอฺรอจญ์



เข้ามาในด้านในได้ซักพัก ก็ได้ยินเสียงอะซาน(เสียงเรียกให้มุสลิมทำละหมาด) ดังก้องทั่วบริเวณ ในช่วงเวลาประมาณเที่ยงกว่าเป็นเวลาละหมาดดุฮฺริ(ตอนเที่ยง) ตัวอาคารโดมแม้ไม่ได้เป็นมัสญิด แต่สามารถละหมาดภายในนี้ได้ ผมจึงเดินลงไปละหมาดใต้หิน ด้านล่างมีพื้นที่ละหมาดกะประมาณซัก 20 คนได้...


หลังจากละหมาดเสร็จ และเดินชมสถาปัตยกรรมด้านในเสร็จแล้ว ก็ออกมาภายนอก ตัวอาคารเป็นทรง 8 เหลี่ยมตกแต่งด้วยโมเสกสีฟ้า และหินอ่อนสีขาว ประดับลวดลายตัวอักษรข้อความในคัมภีร์อัล-กุรอาน ตัวโดมดั่งเดิมทำจากไม้และปิดด้วยแผ่นตะกั่วและทองแดง ซึ่งได้ผุพังตามกาลเวลา ซึ่งต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นโดมทอง ส่วนโดมทองปัจจุบันเป็นส่วนของการปรับปรุงครั้งใหญ่ ตอนปี 1998 โดยใช้งบประมาณ 8.2 ล้านเหรียญ ในสมัยของกษัตริย์ฮุสเซน แห่งจอร์แดน พระราชบิดาของกษัตริย์อับดุลเลาะฮ์ที่ 2 แห่งจอร์แดน ที่เพิ่งเสด็จมาร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรา ที่ผ่านมานี้เอง...


ห่างจาก Dome of the Rock ประมาณ 200 เมตร จะเห็นตัวมัสญิดอัล-อักซอ...จะเห็นว่าคนเพิ่งเดินกันออกมาหลังจากละหมาดเสร็จ

<เกร็ดความรู้> มัสญิดอัล-อักซอนั้นแรกสร้างขึ้นในสมัยท่านเคาะลีฟะฮฺ อุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏอบ หลังการพิชิตนครเยรูซาเลม อย่างสันติ ในปี ค.ศ.638

ในปี ค.ศ.1099 หลังจากกองทัพคริสเตียนเข้ายึดนครเยรูซาเลมได้ ในสงครามครูเสดครั้งที่ 1 พวกคริสเตียนได้เปลี่ยนมัสญิดอัล-อักซอให้เป็นศูนย์บัญชาการของอัศวินเทมปลาร์ (Knight Templar) และเปลี่ยนโดมแห่งศิลาให้กลายเป็นโบสถ์ โดยติดตั้งไม้กางเขนบนยอดโดม ต่อมาในปี ค.ศ.1187 แม่ทัพเศาะลาฮุดดีน อัยยูบี(ซาลาดิน) ได้ยึดเยรูซาเลมกลับคืนสู่มุสลิม จึงได้เปลี่ยนอาคารทั้งสองเป็นกลับเป็นเหมือนเดิมจวบจนถึงปัจจุบัน



ภายในมัสญิดอัล-อักซอ




บางคนก็ยังละหมาดอยู่..




นี่คือบริเวณที่เรียกว่า มิฮฺรอบ(Mihrab) เป็นช่องในกำแพงซึ่งแสดงทิศของนครมักกะฮ์




ถัดจากตัวมัสญิดไปทางขวาจนถึงมุมกำแพง มีบันไดทางลง เป็นบันไดที่ชันมากๆ ด้านล่างมีห้องห้องหนึ่งเป็นสถานที่ที่ท่านนบีมุฮัมมัด ได้นำ"บุร็อก"(Buraq) เป็นพาหนะชนิดหนึ่ง ซึ่งอัลลอฮฺประทานให้ท่านได้ขี่มาพร้อมกับมลาอิกะฮฺญิบรีล(เทวทูตกาเบรียล) โดยเดินทางจากเมืองมักกะฮ์สู่เยรูซาเลมในเหตุการณ์อิรสอและมิอฺรอจญ์ มาผูกไว้ ห่วงเหล็กนี้แสดงจุดที่ท่านนบีผูกบุร็อกไว้





นี่คือไกด์ของผม ชื่อ Mr.ชารีฟ เป็นชาวปาเลสไตน์ ใจดีมีอารมณ์ขัน แถมยังคุยสนุก



หลังจากเดินชมเสร็จ ดูเวลา...เฮ้ย...บ่ายกว่าแล้ว Mr.ชารีฟ จึงพาไปทานอาหารกลางวัน โดยเดินผ่านย่านตลาดเก่า


เป็นตลาดในที่พลุกพล่าน บริเวณเป็นย่านชุมชนมุสลิม(Muslim Quarter)ส่วนใหญ่เป็นชาวปาเลสไตน์ที่มาเปิดร้านอยู่ในเขตเมืองเก่า ในภาพเป็นร้านขายขนมปัง อบใหม่ๆจากเตา น่าทานจริงๆ


หลักจากเบียดเสียดกับคนในตลาด ก็ออกที่ประตูดามัสกัสจนได้...Mr.ชารีฟ พามาที่ร้าอาหารแห่งนึง สั่งอาหารเรียกน้ำย่อยมาก่อน เสร็จแล้วก็ปิดท้ายด้วยข้าวหมกไก่จานใหญ่


พอทานข้าวเสร็จ Mr.ชารีฟ ออกว่าจะพาไปจุดชมวิว เราก็นั่งรถอ้อมเมืองเก่า ขึ้นภูเขาลูกหนึ่งชื่อว่า Mount of Olive(Har HaZeitim,Jabel as-Zaitun) ชื่อก็บอกแล้ว่ามะกอก แล้วก็จริงๆภูเขานี้มีมะกอกเพียบ จุดนี้สามารถมองเห็นวิวของนครเยรูซาเลมได้ทั้งหมด ที่เห็นในภาพคือ มัสญิดอัล-อักซอ และ โดมแห่งศิลา



บริเวณเนินเขามี Dominus Flevit Church และ Church of Maria Magdalene(สีทองๆ) ส่วนที่เห็นเป็นบล็อกๆด้านข้างคือสุสานของชาวยิว



หลังจากอิ่มเอมกับวิวทิวทัศน์พอสมควร ก็ได้เวลาเข้าที่พักแล้ว เราจึงนั่งรถเข้าไปยังตัวเมืองเยรูซาเลม ผ่านบ้านเรือนมีแต่สีทรายๆ บ้านเรือนแทบไม่มีสีอื่นเลย บริเวณตัวเมืองส่วนใหญ่เป็นชุมชนชาวยิว ในภาพคือโรงแรม Caesar...ในเมืองเยรูซาเลม ที่สำหรับพักในค่ำคืนนี้

ติดตามตอนต่อไป เส้นทางศรัทธา ตอน ๒ (เที่ยวไปใน Holy Land)




 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2549    
Last Update : 26 พฤษภาคม 2550 11:44:00 น.
Counter : 2255 Pageviews.  


GHANZI
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add GHANZI's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.