ห้องนั่งเล่นของคนธนฯ ที่นี่คือด้านเบาๆของชีวิต มุมอิสระของความคิด และจิตใจที่ไร้กฎเกณฑ์ แต่สิ่งหนึ่งที่เข้มงวดในที่นี้คือ มารยาทและจิตใจที่งดงาม

4.2 จาคะ (ตอนที่2)

5 วรรณมัจฉริยะ ตระหนี่วรรณะ

   ในสมัยพุทธกาลที่ทรงแสดงธรรมเรื่องนี้มีวรรณะ

   ถือวรรณะกัน กษัตริย์ พราหมณ์ ไวศยะ ศูทร นี่ก็ตระหนี่วรรณะกัน

   เหยียดหยามวรรณะของผู้อื่น 

   พระพุทธเจ้าท่านสละวรรณะหมดเลย วรรณะไม่มี

   มีกันที่ศีลธรรม มีมาตรฐานกันที่คุณงามความดี

   ใครมีคุณงามความดีมากคนนั้นเป็นคนดีมาก

   ไม่ใช่ดีเพราะชาติตระกูล หรือวรรณะ

   อันนี้เป็นการปฏิวัติของพระพุทธเจ้าอย่างได้ผลมาจนถึงปัจจุบันนี้

   เราได้รับพุทธศาสนามาก็ทำให้เราตระหนักและก็ซึ้งถึงเรื่องพวกนี้ว่า

   แม้ท่านจะเป็นกษัตริย์แต่ท่านก็ไม่ได้ถือวรรณะ ลงมาอยู่กับคนทุกชั้น 

    วรรณะแปลว่า สรรเสริญ บางคนก็ตระหนี่คำสรรเสริญ

    คือว่าไม่อยากให้ใครสรรเสริญผู้อื่น อยากแต่จะให้สรรเสริญตน

    และก็มีความริษยาเข้ามาด้วย ถ้ามีการสรรเสริญผู้อื่น ความริษยาเข้ามา

    อันนี้ก็จัดเข้าได้ในความตระหนี่วรรณะ 

    เพื่อนคนไหนชมเพื่อนคนไหนก็ขัดคอ เริ่มเล่าเรื่องไม่ดีของเพื่อนคนนั้นทันที

    เป็นการกระทำที่ห่วยแตกของ   เพื่อนที่มีต่อเพื่อน 

    บางครั้งการกระทำแบบนี้ทำโดยอัตโนมัติโดยไม่รู้สึกตัว

    ลองคิดย้อนกลับว่าตัวเองเป็นแบบนี้หรือเปล่าทำโดยไม่รู้ตัว

    โดยกิเลสเข้าครอบงำโดยอัตโนมัติหรือเปล่า 

    ไม่รู้ตัวหรอกว่าตัวเองทำอะไรเลวๆแบบอัตโนมัติ

    ถ้าไม่มีใครกระตุกใจให้คิดย้อนหลังเหมือนกดรีโมทถอยหลังชีวิตให้ดู 

    เรื่องจาคะ คือมันต้องละความตระหนี่ไปด้วย

    เมื่อมีจาคะต้องทำการเสียสละไปด้วย ทำไปพร้อมๆ กัน

    มันเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน จาคะและเสียสละ

    เสียสละมันก็ละความตระหนี่ไปในตัว

    เมื่อละความตระหนี่มันก็ต้องจาคะไปในตัว มันทำไปพร้อมๆ กัน 

    ทีนี้ขอพูดเรือง จาคะ ความเสียสละ แบบมีสติ

    คือว่าเสียสละเท่าที่เห็นด้วยปัญญาว่าควรเสียสละ ตั้งแต่สละทรัพย์สิน

    ความสุขที่มีตามควร แต่ต้องไม่ขัดต่อเหตุผลที่เป็นจริง

   ไม่ขัดขัดต่อหลักเหตุผลและความผาสุกอันชอบธรรม

   เป็นการสละกิเลสต้องไม่เป็นเหตุของความยุ่งยากทั้งปวงที่จะเกิดตามมาภายหลัง 

    การเสียสละนี่เป็นกิจกรรมสำคัญอย่างหนึ่งในสังคมมนุษย์

    แต่ต้องไม่ใช่ทำแบบโง่ๆ ผมขอยกตัวอย่างการสละอย่างโง่ๆที่โลกไม่ยินดีเลยเช่น 

    เงินในบ้านมีเหลือสำหรับให้ลูกเมียจนสิ้นเดือน

    แต่เจือกจะเอาหน้าให้เพื่อนยืม แบบนี้เรียกว่าจาคะแบบโง่ๆ 

     รถในบ้านมีคันเดียวต้องส่งลูกเมียไปทำงานเรียนหนังสือเจือกให้ญาติยืม

     ทั้งที่ญาติก็หน้าด้านมายืมโดยไม่เกรงใจลูกเมียเขา แบบนี้ไม่นับครับ 

     เอาสิ่งที่เป็นของลูกเมียมาให้เพื่อน

     แบบนี้ไม่ใช่จาคะเพราะมันไม่ใช่ของตัวเองมันเป็นของลูกเมีย

     มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่ทำแบบนี้ 

     การกู้หนี้ยืมสินมาทำบุญแบบนี้ไม่ใช่จาคะ

     การผ่อนบุญไม่ใช่จาคะ 

    พุทธภาษิตที่ว่า ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ ผู้ให้ย่อมจะผูกมิตรไว้ได้

    ช่วยขจัดสนิมในใจคือความตระหนี่ ความเห็นแก่ตัวมัจฉริยะ

    ซึ่งจาคะต้องเริ่มจากครอบครัว

    โดยสามีต้องสละความสุขส่วนหนึ่งของตัวเองให้ภรรยา  

    พ่อแม่ต้องสละความสุขส่วนหนึ่งให้ลูก ครอบครัวต้องสละส่วนเกินให้ญาติพี่น้อง

    กลุ่มคนต้องสละส่วนเกินให้สังคม 

    ฆราวาสธรรม เริ่มต้นในครอบครัวก่อน แล้วก็แผ่ขยายไปในวงศาคณาญาติ

    ตลอดถึงเพื่อนร่วมสังคมเดียวกัน จังหวัดเดียวกัน ประเทศเดียวกัน แล้วก็โลกเดียวกัน 

    ความตระหนี่นี่เป็นมลทินอย่างหนึ่งในมลทิน 9 ความเห็นแก่ตัว

    ซึ่งก็เป็นต้นตอของการเอารัดเอาเปรียบกันในสังคม

    สังคมมนุษย์เราจะไม่วิกฤติอย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้

    ถ้าแต่ละคนสละความเห็นแก่ตัวให้มากที่สุด

    คือนึกถึงตัวเองให้น้อยลง และนึกถึงคนอื่นให้มากขึ้น 

   เราควรตั้งคำถามให้แก่ตัวเองอยู่เสมอว่า

   เราได้ให้อะไรแก่สังคมที่เราอาศัยอยู่บ้าง ไม่เอาเปรียบสังคม

   ในสาราณียธรรมสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงการเสียสละว่าเป็นธรรมข้อหนึ่ง

   ที่เป็นเหตุให้ระลึกถึงกัน เรียกว่า สาราณียา แปลว่าทำให้ระลึกถึงกัน

   ใครเขาให้อะไรเรา และถ้าเมื่อเห็นสิ่งนั้น ก็มักจะระลึกถึงผู้ให้เมื่อเห็นสิ่งนั้น 

   อย่างผมเห็นหนังสือรวมงานศิลปะดีๆของยุโรปหลายเล่ม

   ที่ผมเก็บไว้ข้างเตียงนอนก็นึกถึงคนให้หนังสือเหล่านั้น

   เห็นของใช้จุกจิกในรถก็นึกถึงว่าคนโน้นให้อะไรวางในรถ

   ดังนั้นการผูกใจกันที่เป็นจาคะในข้อธรรมสังคหวัตถุ

   คือธรรมที่เป็นเครื่องสงเคราะห์กัน ผูกน้ำใจกัน

   พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงการเสียสละไว้ 4 ประการดังนี้ 

 1. ทาน

           ผมคงไม่อธิบายเพิ่มเพราะได้พูดมามากแล้ว 

 2. ปิยวาจา

           คือการพูดจาที่น่ารัก พ่อพูดดีกับลูก สามีพูดดีกับภริยา

           เป็นการผูกบ้านให้อยู่กันอย่างมีความสุข      

           เมื่อไรที่พูดจาหยาบช้าใส่กันบ้านก็แตกสลาย อยู่ด้วยกันแบบทนอยู่ 

     3. อัตถจริยา

           การบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น

           ยิ่งให้ยิ่งได้รับยิ่งสละตัวเองยิ่งได้รับการยอมรับจากสังคม

          บ้างคนบอกว่าผมบ้าในบางเรื่องทำในสิ่งที่ไร้ประโยชน์

          แต่ผมก็ตอบสั้นๆว่าผมได้มากกว่าที่ผมให้ 

  4. สมานัตตตา

          ความวางตนเหมาะสมแก่ฐานะแก่ภาวะของตน

          เรื่องนี้มันมีหลายอย่างเช่นฐานะทางการเงิน ฐานะทางสังคม ฐานะทางศิลธรรม

         เมื่อวางตนให้เหมาะกับเป็นพ่อ เป็นสามี เป็นเพื่อน เป็นพี่

          ย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งความสุขของครอบครัว 

  ผมอยากเขียนให้มากกว่านี้

  แต่รู้สึกว่าผมเขียนเรื่อง จาคะ มามากกว่าทุกวัน

  ไม่รู้ว่าของขึ้นอะไรกับเรื่อง จาคะ นี่ขนาดผมเขียนแล้วลบไปเกือบครึ่งยังยาวขนาดนี้ 

  คงต้องถึงเวลาจบแล้วครับ 

  ตอนนี้เชื่อผมแล้วหรือยังว่าเรี่องฆราวาสธรรมมีเพียงสี่ข้อ

  แต่ระเบิดได้ลุ่มลึกขนาดเรียนกันได้เป็นพรรษา

  และถ้าปฎิบัติได้ตามนี้แล้วได้ธรรมขั้นสูงไปเรื่อยๆ

  ก็เป็นรองเพียงพระอรหันต์เท่านั้น

  ดังนั้นไม่ต้องไปนั่งหลับตาที่วัด

  ปฎิบัติต่อลูกเมียให้ถูกต้องปฎิบัติต่อเพื่อนฝูงให้ถูกต้องก็ถือว่าปฎิบัติธรรมแล้ว 




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2556 21:23:30 น.
Counter : 129 Pageviews.  

4.1 จาคะ (ตอนที่1)

มาถึงหัวข้อสุดท้ายคือ จาคะ ความเสียสละ 

ความเสียสละก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ผู้ครองเรือนได้อาศัยจาคะ

ทำให้ทุกคนมีความสุข มีความสะดวกสบายขึ้น

ถ้าแต่ละคนนั้นมีแต่ความตระหนี่ ก็จะทำให้ทุกคนลำบากขึ้น 

พ่อที่หวงของกินแม้กระทั่งลูกเมียนี่คงไม่ไหวแล้วใช่ไหมครับ 

พ่อที่หวงเงินในสิ่งที่ทำให้ชีวิตลูกดีขึ้นนี่ก็ไม่ถูกต้อง 

พ่อสูบบุหรีซองละสี่สิบกว่าบาทแต่บ่นเรื่องลูกจะไปซื้อโค๊กกินสักขวดนี่ก็ไม่ไหว 

ผัวที่ให้ของที่เหลือเดนตัวเองแก่ลูกเมียนี่ก็ไม่ไหวครับ 

สิ่งที่ตรงกันข้ามต่อความเสียสละคือความตระหนี่ ความตะหนี่มีสี่อย่าง 

1 ลาภมัจฉริยะ

   ความตระหนี่ลาภ ธรรมชาติของมนุษย์มักจะตะหนี่ลาภที่ได้มา

   มีน้อยคนที่มีความเสียสละลาภ ถ้าไม่มีคนเสียสละลาภ คนได้ลาภมันก็ไม่มี

   นอกจากจะไปโกงเขา ลาภมันอยู่ที่ความรู้สึกครับ

   ว่าเรารู้สึกว่าได้ลาภก็เป็นลาภ ถ้าเราไม่ต้องการ ได้มามันก็ไม่ใช่ลาภ 

   อย่างคนเช่นมีคนเอาอะไหล่เชโรกีมูลค่าเกือบแสนบาทมาให้ผม

   ผมถือว่าไม่เป็นลาภอาจจะกรรมน้อยๆที่ผมต้องขับรถเอาไปให้คนอื่นเสียด้วยซ้า

   แต่ถ้าใครเอาอะไหล่เก่าของโตโยต้ารุ่นพระเจ้าเหาไม่มีราคา

   เป็นขยะรกบ้านมาให้ผมแบบนี้ผมถือว่าเป็นลาภ 

   มีคนเอาเหล้าบูลเลเบิลขวาดละห้าพันมาให้ผมถือว่าไม่เป็นลาภ

   แต่ใครไปเมืองเพชรเอาข้าวหมากรสสุดยอดมาให้ผมห่อเดียวก็ถือว่าลาภปาก 

   ถ้าเรามีความรู้สึกอยากได้ เราต้องการได้มามันก็รู้สึกว่าเป็นลาภ

   แล้วก็มีทุกขลาภ ได้มามันก็เป็นทุกข์

   ถ้าเป็นพระไม่ใช่คฤหัตถ์อะไรที่ไม่ใช่อัฐบริขาร

   เขาเรียกว่าสหคตทุกข์ ทุกข์ที่ไปด้วยกัน

   ได้ลาภก็ทุกข์เพราะลาภ ได้ยศก็ทุกข์เพราะยศ

   สหคตทุกข์ ได้อะไรมันก็เป็น สังขตธรรม มันเป็นโลกธรรม

   เพราะท่านสอนให้พิจารณาว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ 

   อย่างเช่นถ้าผมไปได้รถเพิ่มมาอีกคนมันเป็นทุกข์ลาภ

   เพราะต้องสละชีวิตอีกส่วนไปดูแลมัน 

   ผมได้บ้านอีกหลังมันเป็นทุกข์ลาภ

   เพราะวันหยุดผมต้องไปปัดกวาดเช็ดถูทุกวันหยุด

   แทนที่จะได้นอนพักสบายๆเพื่อเอาแรงทำงานวันจันทร์ 

   แม้ว่าจะเป็นลาภทางฝ่ายดี ทางฝ่ายที่น่าปรารถนาเหมือนบ้านหลังใหม่และรถคันใหม่

   นั้นมันเป็น อนิจฺโจ ทุกฺโข วิปริณามธมฺโม

   ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา

   เพราะว่าสุขเวทนา ท่านให้พิจารณาโดยความเป็นทุกข์ 

   เรื่องนี้ยาวโคตรๆเอาไว้ผมมีเวลาจะเขียนให้อ่านอีกเรื่องจะดีกว่า 

   คนที่ตระหนี่ลาภ พอมีลาภมันก็ไม่อยากที่จะเสียสละ

   อย่างเช่นได้อะไหล่รถมาสิบชิ้นต้องแบ่งให้เพื่อนบ้าง

   แม้จะมีอยู่ชิ้นเดียวของเหลือกองอยู่บ้านเฉยๆไม่ได้ใช้

   จะหวงเพื่อนที่เดือดร้อนต้องการอยู่ทำไมกัน 

   ได้ปลามามากคนสมัยก่อนเขาจะไม่ทำปลาแห้งไว้กินวันหลังเป็นอย่างแรกหรอกครับ

   เขาเอาปลาสดไปแจกเพื่อนบ้านก่อน แล้วจึงเอาที่เหลือแจกมาทำปลาแห้งกิน 

   ได้เงินพิเศษมาก้อนหนึ่งหลายๆคนคิดถึงอะไรครับ

   บางคนซื้อของที่อยากได้มานานแล้ว ทั้งของเล่นของใช้ส่วนตัว

   ซ่อมรถแต่งรถ คิดแต่เรื่องตัวเองก่อนใช่ไหมครับ

   แต่มีน้อยคนที่คิดถึงค่าเรียนพิเศษลูกและเครื่องครัวใหม่ของเมีย

   ยางรถชุดใหม่ของรถที่เมียใช้ ก่อนคิดถึงรายจ่ายของตัวเอง 

   บางคนรถตัวเองของเล่นเพียบเต็มรถแต่รถของเมียน่าสงสาร

   แท็กซี่ยังมีวิทยุติดรถดีกว่ารถของเมียก็มีหลายบ้านให้เห็น 

   บางคนล้างรถตัวเองแต่ไม่สนใจรถเมียที่เขรอะไปทั้งคัน

   ทั้งที่เมียทำอาหารให้กินทุกวันไม่ได้ทำกินคนเดียวสักหน่อย

  แบบนี้เรียกว่าเห็นแก่ตัวคือตระหนี่ขั้นหนักหนา 

2 ตระหนี่ตระกูล

   ข้อนี้อาจจะโบราณไปหน่อยอยากให้ใครเข้าไปเกี่ยวข้องกับตระกูลที่ตนเกี่ยวข้อง

   เหมือนนิยายบ้านทรายทอง

   แต่ความหมายกว้างไปถึงเกิดในตระกูลใหญ่แล้วภาคภูมิใจในตระกูลที่ตัวเกิด

   ก็รังเกียจผู้อื่นที่เกิดในตระกูลอื่นที่ต่ำกว่านี้ก็ตระหนี่ตระกูลเหมือนกัน 

   การดูถูกตระกูลเมียตัวเองก็เข้าข่ายนี้

   ผมอยากให้คิดว่าตอนยังไม่แต่งงานคิดเรื่องนี้หรือเปล่า

   หรือมาคิดได้ตอนหายอยากแล้วถึงตาสว่าง

   ว่าเมียกรูผุดขึ้นมาจากรูไหนของประเทศไทยก็ไม่รู้ 

   ความหมายตัวนี้กว้างไกลไปอีกหลายสภาวะ

   ไม่ใช่แต่คำว่าตระกูลแบบโบราณเช่น 

   เว็ปของกรูใครห้ามแตะ กรูใหญ่สุด ใครแหลมมากรูด่าเช็ด

   นอกกลุ่มมาเล่นเว็บกรูไม่ตอบไม่คุยด้วยกรูคุยแต่พวกกรู 

   เตี่ยกรูชื่อ ตั๊กสิน เตี่ยกรูทำอะไรก็ดีหมด

   รวยเองจากสวรรค์ ใครเตะเตี่ยกรู กรูด่าเช็ด 

   ไม่ใช่เพื่อนกรู กรูไม่คุยด้วย เพื่อนเก่าก็ลี้หายไปที่ละคนสองคน

   เพื่อนใหม่ก็ไม่มี เลยต้องนั่งลูบหัวหมาหัวแมวรดน้ำต้นไม้แก้เหงาไปวันๆ

   กับโทรคุยกับเพื่อนหน้าเก่าซ้ำซาก เพราะการรังเกียจผู้อื่นที่ไม่เหมือนตัวเอง 

    ผมถามอะไรแล้วตอบจริงๆนะครับว่า ปีที่ผ่านมามีเพื่อนใหม่กี่คน 

    ห้ามเอาจำนวนคนรู้จักแบบโทรคุยได้แต่ไม่ได้คบเขาเป็นเพื่อน

    มาโมเมรวมเข้าไปเป็นจำนวนเพื่อนนะครับ 

   หรือว่าไม่รู้จักความหมายว่า เพื่อน คืออะไรเลยตอบข้อนี้ไม่ได้ 

3 ตระหนี่ที่อยู่ อาวาสมัจฉริยะ ไม่อยากให้ใครมาอยู่ 

   พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ใครที่ยังไม่มาสู่อาวาสขอให้มา

   ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข ตั้งจิตปรารถนาว่า

   ใครที่ยังไม่มาสู่อาวาสขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุขๆ 

   พูดถึงบ้านนี้ทุกคนหวงบ้านเพราะเป็นห่วงลูกเมียเป็นเรื่องธรรมดาและถูกต้องแล้ว

   แต่ความหมายของ อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ที่อยู่

   ที่จริงแล้วมันหมายถึงสังคมและทรัพยากรส่วนกลางต่างหาก 

   ถ้าเรารู้ถึงธรรมอันนี้ก็แบ่งๆ กันกิน แบ่งกันอยู่

   สังคมมันก็พออยู่ได้ ถ้าเผื่อว่ามีจาคะ มีความเสียสละตามสมควร

   ไม่หวงแหนไว้แต่ผู้เดียว ไม่กอบโกยไว้แต่ผู้เดียว เผื่อแผ่ถึงผู้อื่นบ้าง

   นึกถึงคนอื่นบ้าง นึกถึงว่าคนอื่นเขาจะอยู่อย่างไร

   พอเรานึกถึงอย่างนี้ ก็ทำให้เราเผื่อแผ่ได้ คือว่าถ้าเขาอยู่มากเกินไป

   คนอื่นเขาจะอยู่อย่างไร ทำนองนี้นะครับ 

   ไม่ใช่คิดค้านข้อนี้แบบโง่ๆว่า ถ้าปฎิบัติธรรมข้อนี้

   ต้องเอาห้องนอนลูกไปให้แขกนอน หรือให้เพื่อนมานอนบ้านไม่รู้จักหยุดว่างเว้น

   แบบไม่เกรงใจลูกเมีย คิดแบบนี้เรียกว่าคิดแบบหาเรื่องครับ 

   อันนี้ก็เป็น อปริหานิยธรรม ลองพิจราณาดูนิยายสมมุติของผม  

   สมมุติว่าไปยกมือไหว้พระที่วัดสักแห่งว่า

   หลวงพี่ครับผมกระเป๋าเงินหายหิวข้าวมาก ไม่มีที่นอน

   ขอนอนค้างวัดสักคืนหนึ่งและขออาหารเหลือประทังชีวิตสักมื้อ

   พรุ่งนี้ลูกเมียถึงจะส่งเงินมาให้ ลองเติมคำในช่องว่างดูว่าพระจะตอบอย่างไร 

   เอาอีกขั้นก็ได้ มีพระถือย่ามถือกระเป๋ามาจากวัดต่างจังหวัด

   ไปกราบท่านเจ้าอาวาสวัดอารามหลวงว่าผมมาจากวัดกุฎยายนุ้ยหนองหมาว้อ

   มาเรียนนักธรรมในกรุงเทพฯ ผมอยากขอที่นอนวัดนี้สักสามเดือน

   ลองเติมคำในช่องว่างดูว่าพระพเนจรจะได้นอนไหม 

   เอาอีกข้อก็ได้ สมมุติว่าเป็นวัดเดียวกันกับที่พระพเนจรมาเรียนนักธรรม

   มีเสี่ยใหญ่ข้างวัดมาบอกกับเจ้าอาวาสว่า

   ขอจอดรถเบ็นซ์คันงามที่วัดสักเดือนนะครับเพราะตอนนี้กำลังซ่อมบ้านอยู่

   เรื่องได้จอดหรือไม่ได้จอดคงตัดปัญหาไปไม่ต้องพูดถึง

   ลองเติมคำในช่องว่างว่าจะได้จอดที่ลานวัดหรือใต้ถุนกุฎิเจ้าอาวาส 

4 ธรรมมัจฉริยะ ตระหนี่ความรู้ 

   มีความรู้แล้วก็ไม่อยากจะให้ใครมีความรู้เสมอตัวเท่าตัว หวงความรู้

   ไม่ได้ตระหนักไม่เข้าใจว่า ความรู้ยิ่งให้ยิ่งได้ เรายิ่งให้ความรู้กับผู้อื่น ก็จะยิ่งได้

   ยิ่งบอกเพื่อนบอกฝูงได้อะไรมาก็บอก ขยันให้ความรู้ มันก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้น 

   ข้อนี้ความกรุณาเป็นที่ตั้ง อยากจะให้เขารู้อย่างที่เรารู้ คือ

   ถ้าให้กันได้มีเท่าไหร่เอาไปหมดเลย บางคนเขาก็มีความรู้สึกอย่างนั้น

   เขาก็รับเท่าที่จะรับได้ คนเรานี่รับความรู้เท่าที่ตัวจะรับได้

   ดังนั้น เขาจะรับสิ่งที่เราให้ได้มากเท่าไรขึ้นอยู่กับบารมีของเขา

   อย่างเช่นเรียนมาทางบริหารธุรกิจเราให้เขาเรื่องการทำไบโอดีเซล

   เขาอาจจะรับได้เท่าที่ความรู้พื้นฐานจะอำนวยได้ 

   ยิ่งตั้งใจจะให้ความรู้กับผู้อื่นด้วยความจริงใจ

   อยากจะให้คนอื่นเขาได้มีความรู้อย่างที่เรารู้ เราก็ต้องหาความรู้มากขึ้น

   หามากขึ้นเราก็ต้องได้มากขึ้นแม่นยำขึ้น ได้มากขึ้น

   สิ่งเหล่านี้ยิ่งให้ยิ่งได้ อย่างน้อยมันก็ได้ความรู้สึกที่ดี ว่าเราได้ทำในสิ่งที่ควรทำ 

   บางคนก็กลัวคนอื่นเขาจะรู้เท่าตัว

   อันนี้ก็เลยไม่อยากจะให้ใครบอกใครก็เลยอุบเงียบ

   อันนี้ถือเป็นการตะหนี่ กุศลไม่มีบารมีไม่เกิดมีแต่ใช้หมดไปทุกวัน

   สักวันก็ไม่มีความรู้อะไรใหม่เลย 





 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2556 21:22:09 น.
Counter : 106 Pageviews.  

ข้อ 3. ขันติ ความอดทน

ความอดทนนี้มีความจำเป็นมาก

ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส หรือจะเป็นสมณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามีภรรยา

คือต้องอดทนต่อกัน อยู่กันไปนานๆ คนเรามันมีข้อบกพร่องกันทุกคน

มันก็ต้องไม่ถูกใจเราบ้าง มันก็ต้องอดทน ถ้าไม่อดทนก็ทะเลาะกัน 

บางรายถึงกับลงไม้ลงมือกัน เพราะความไม่อดทน

มีความโกรธเกิดขึ้น ไม่อดทนต่อกัน เริ่มก้าวร้าวกัน

และไม่ให้เกียรติกันและทะเลาะกัน

เพราะว่ากิเลสมันออกมาในระดับพฤติกรรม 

กิเลสมันมีอยู่ชั้นลึก ที่เรียกว่า มันอยู่ลึกอยู่ภายใน

และกิเลสที่เป็นส่วนที่ห่อหุ้มจิตอยู่เรียกว่า ปริยุฏฐานกิเลส เช่นพวกนิวรณ์ 5 

ระดับพฤติกรรมคือ วีติกกมกิเลส อนุสัยมันเต็มอัดอยู่ข้างในมาก

ไม่ได้ทำความสะอาดจิตใจ ก็ต้องพลุ่งพล่านออกมาภายนอกระดับพฤติกรรม

ถ้าเป็นทางดีมีคุณธรรม มันก็ออกมาดี

ถ้าไม่มีคุณธรรม มีแต่กิเลสหมักหมมอยู่ภายใน

มันก็ออกมาเป็นพฤติกรรมที่เป็นกิเลส 

พระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมะข้อนี้เอาไว้ว่า

ขมา รูปํ ตปสฺสินํ ผู้บำเพ็ญตนสำคัญที่ความอดทน 

เรื่องขันตินี้ในทางพุทธศาสนาท่านแสดงเอาไว้ 3 อย่าง ดังนี้ 

1. ธีติขันติ เป็นความอดทน อดทนต่อหนาวร้อน หิวกระหาย

    การอดทนต่อความลำบากตรากตรำในการทำงาน 

    ในเวลานี้การอดทนในการทำหน้าที่การงานเป็นสิ่งสำคัญมาก

    สมัยก่อนเงินหาง่ายจะทำงานน้อยอย่างไรก็ไม่เดือดร้อน

    ทำงานครึ่งวันก็มีเงินไม่เดือดร้อน

    แต่สมัยนี้อาจจต้องทำงานหนักสองเท่าสามเท่าถึงจะมีเงินเท่าสมัยก่อน 

    การทำงานมันเป็นการเพิ่มพูนคุณธรรมก็สามารถจะทำได้

    คือถ้าเราทำงานด้วยคุณธรรมก็ได้เพื่อนดี ได้นายดี ลูกน้องดี

    การทำงานให้ดีที่สุดเป็นฝึกฝนตนเองให้เป็นคนรับผิดชอบ

    คนที่มีความรับผิดชอบสูง ก็จะได้งานสูงยิ่งๆ ขึ้นไป 

    บางคนนึกอย่างเดียวว่าทำไมต้องรับผิดชอบทำงานหนักกว่าคนอื่น

    แล้วได้อะไรเท่ากัน ทำไปอู้ไปดีกว่ามั้ง 

    ทำงานแบบนี้อย่าทำดีกว่าครับ ไปไม่รอดหรอกเสียเวลาชีวิตไปเปล่าๆ

    ไปหาอะไรทำที่ชอบที่ชอบดีกว่า

    อย่างน้อยๆมันก็ทำให้ชีวิตก้าวหน้ากว่าไปฝืนตัวเองทำงานที่ไม่ชอบ

    มรึงอู้บ้าง กรูอู้บ้าง องค์กรก็ไม่เจริญ เราก็ทำงานไม่เจริญ 

    การทำงานที่ได้บุญก็มีนะครับ

    บางทีงานที่ทำได้เงินน้อย แต่ได้บุญมาก หรือทำแล้วไม่ได้เงิน

    เรื่องของการอดทนในการทำงานจะช่วยเรื่องนี้ได้มาก

    มันได้เงินที่ไหนกัน กินเวลา กินเงินมหาศาล แต่งานแบบนี้ทำแล้วได้บุญครับ

    อย่างน้อยการสุขใจที่ได้ทำก็คือบุญที่ส่งมาแบบทันตาเห็นแล้ว 

2. อธิวาสนขันติ การอดทนต่อการเจ็บป่วย 

    อธิวา-เสสิ อวิหญฺฐ มาโน ตตฺร สุทํ ภควา สโตสมฺปชาโน อธิวาเสสิ อวิหญฺฐ มาโน

    ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคทรงมีสติสัมปชัญญะ

    ทรงอดกลั้น อาพาธไม่ทรงเดือดร้อน 

    ร่างกายของเรามันเป็นรังของโรคอยู่แล้วครับ

    โรคนิทฺธํ เป็นรังของโรค เป็นที่นอนของโรค มันก็สารพัดโรค 

     เราไม่เป็นคนอื่นก็เป็น

     เพราะฉะนั้น เราต้องยอมรับความจริงว่า ร่างกายมันเป็นรังของโรค

     คนที่มีสุขภาพกายดี แต่บางทีสุขภาพจิตก็ไม่ค่อยดี 

     บางคนป่วยบาทเดียวแต่แสดงออกสิบบาทก็มี

     อย่างเช่นปวดหัวตัวร้อนตามปกติแต่ออดอ้อนคนรอบข้าง

     เหมือนจะเป็นมะเร็งตายไปวันพรุ่งนี้

     นานๆทำทีก็ยังพอเอออวยไปได้สักวันสองวัน

     แต่ทำบ่อยๆลูกเมียก็เบื่อเหมือนกัน 

     บางคนปวดหัวหยุดงาน ปวดท้องหยุดงาน

     เที่ยวดึกกินเหล้าทำงานไม่ไหว แบบนี้ชีวิตไม่เจริญครับ   

    สมัยเรียนหนังสือผมกินเหล้าดุมาก

    ระดับนั่งกินสามคนต้องมีสองกลมกินกัน

    พอเลิกเรียนพอเล่นกีฬาเอาเหงื่อตอนเย็นแล้วก็เป็นเวลากินเหล้าจนถึงทุ่มหนึ่ง

    แล้วแยกย้ายกันไปทำการบ้านดูหนังสือ

    ต่อให้เมาแอ๋อย่างไรคืนนั้นก็ต้องทำการบ้านดูหนังสือจนครบ

    ถ้าถึงกับนอนทำการบ้านดูหนังสือไม่ได้เมื่อไร

    ก็ต้องรู้ตัววันรุ่งขึ้นต้องกินเหล้าให้น้อยลง 

    แต่ตอนนี้ผมเลิกเหล้ามานานแล้ว

    เรียนหนังสือจบก็เลิกกินเหล้าเพราะทำงานหนัก

    ตั้งแต่นั้นปีหนึ่งไม่เกินสี่ห้าแก้วกินตามมารยาทเท่านั้น 

   คนอังกฤษถือว่าการอดกลั้นต่อการเจ็บป่วยโดยไม่แสดงออกมา

   เป็นคุณสมบัติของสุภาพบุรุษ

   ใครแสดงความเจ็บป่วยออกมาพร่าเพรื่อถือว่าเป็นเรื่องน่าอาย

   จำเรื่อง Bat man ตอนที่ อาร์โนล เล่นเป็น Mr Freez มนุษย์น้ำแข็งได้ไหมครับ

   อัลเฟรต ที่เป็นบัตเลอร์ของพระเอกเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายอย่างไร

   ก็ยังเก็บอาการจนไม่ไหวแล้วจึงแสดงออกมา

   นี่เป็นคุณสมบัติของคนอังกฤษแท้ๆเลยครับ 

    โพธิสัตว์ทางมหายานท่านไม่ปรารถนาความไม่มีโรคทางกาย

    ท่านบอกว่าโรคทางกายนี้มาช่วยให้มีสติ

    คิดถึงอะไรที่เป็นธรรมะที่ดีคอยเตือนอยู่ว่าต้องมีความอดทน

    พระพุทธเจ้าก็ทรงมีโรคเจ็บป่วย

    ทรงกำหนดจิตให้พิจารณาในความเจ็บป่วยอยู่ตลอดเวลา 

 3. ตีติกขาขันติ การอดทนต่ออารมณ์ที่ยั่วยวนต่างๆ 

    คนเราที่อยู่ร่วมกันในสังคม มีระดับจิตใจไม่เท่ากัน

    เพราะการควบคุมอินทรีย์ทั้งหกฝึกมาต่างกัน มีกิเลสเบาบางหนาหนักผิดกัน

    บางคนก็สุภาพอ่อนโยน บางคนก็ก้าวร้าวรุนแรง ด้วยการผลักดันของกิเลส

    เรามีความจำเป็นที่จะต้องมีความอดทนอีกชนิดหนึ่งก็คือ

    คำเสียดสี อดทนต่ออารมณ์ที่จะมากระทบกระเทือนใจ หรือว่าคำแสลงใจ 

    ด่าผมไม่เป็นไรผมไม่ตอบโต้ให้อภัยในกรรมอันนั้

    แต่ด่าผู้หญิงเมื่อไรผมเอาเรื่องถึงโต๊ะทำงาน เรื่องนี้ก็เห็นกันแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา 

    ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา

    ตีติกขานั้นเป็นตบะอย่างยิ่ง ความอดทนต่อคำปรามาส

    ตีติกขา ก็คืออดทนต่ออารมณ์ที่ยั่วยวนต่างๆ เช่น

    ยั่วยวนให้รักบ้าง ให้โกรธบ้าง ให้หลงบ้าง

    อย่าคิดว่าขันติคือการอดทนต่ออารมณ์โกรธอย่างเดียว 

    เคยโดนยั่วโดยผู้หญิงไหมครับ เคยโดนผู้หญิงไล่จับเป็นผัวไหมครับ

    น่ากลัวนะ ผู้ชายมักจะใช้เกมส์รุกกับผู้หญิงที่ตัวเองพึงใจ

    แต่ผู้หญิงจะกลับกันมักจะใช้เกมส์ยั่วให้อยาก

    ถ้าไม่รู้จักการใช้ขันติธรรมก็เสร็จเจ้าหล่อน 

    พวกที่เรียนจบเป็นร้อยตรีใหม่ๆ โดนส่งไปอยู่ตามต่างจังหวัดไกลๆ

    แล้วไม่มีขันติธรรมต่ออำนาจยั่วยวนทางกามน่ากลัวมาก

    นี่เป็นคำบอกเล่าของผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นนายทหารผู้ใหญ่ที่เล่าให้ฟัง

    ขณะดูโทรทัศน์รายการร้องเพลงการกุศลเสียงกาละมังแตก

    เซิ้งอีสานของยายแก่หมูอ้วน ของคณะแม่บ้านนายทหาร 

    พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า

    “เราจะอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่น เหมือนช้างศึกก้าวลงสู่สงคราม

     และอดทนต่อลูกศรซึ่งปล่อยมาจากสี่ทิศ เพราะว่าคนส่วนมากในโลกเป็นคนชั่ว” 

    พระพุทธเจ้าตรัสว่า ทุสฺสีโล หิ พหุชฺชโน คนส่วนมากเป็นคนทุศีลเป็นคนชั่ว

    เพราะฉะนั้นก็ต้องมีความอดทน

    บางทีเราอยู่กับคนพาลก็ต้องอดทนกับคนพาล

    เขายังไม่ได้รับการฝึก เขายังเป็นคนพาลอยู่

    และเรามีความจำเป็นจะต้องอยู่สังคมเดียวกับคนพาล

     มันก็ต้องเดือดร้อนไปอย่างนั้น เลี่ยงได้ก็เลี่ยงเสีย หรือไม่อยู่ในกลุ่มเสียก็ดีกว่า 

    ผู้ที่ต้องการจะปฏิบัติธรรมจึงต้องใช้ตีติขาขันติ

     ความอดทนต่อคำเสียดสี คำด่าว่าของผู้อื่น

    เพื่อจะได้ไม่ต่อความยาวสาวความยืด เรื่องจะได้ระงับไปโดยเร็ว 

    พระพุทธเจ้าท่าน ท่านตรัสเตือนพระรูปหนึ่งชื่อ โกณทัตถ

    ซึ่งโต้ตอบไปทะเลาะกับภิกษุด้วยกัน ว่า ท่านอย่ากล่าวคำหยาบกับใครๆ

    เพราะว่าเมื่อเขาถูกด่าว่า เขาก็จะด่าว่าท่านตอบกลับมาด้วย

    การกล่าวแข่งดีกันก็เป็นเหตุให้เกิดทุกข์โทษต่างๆ

    ก็จะพึงหวนกลับมาถูกต้องท่านเอง

    เพราะฉะนั้น ถ้าท่านทำตนมิให้หวั่นไหว  

    อยู่อย่างสงบเสงี่ยมไม่มีปากมีเสียงกับใครๆ ก็เหมือนกังสดาลที่ปากขาดเสียแล้ว

    ท่านก็จะถึงนิพพาน การกล่าวแข่งดีกันก็จะไม่มีแก่ท่าน 

    การยั่วยวนนั้นมีสองอย่างคือ ทั้งฝ่ายที่น่าปรารถนาเรียกว่า อิฏฐารมณ์

    และไม่น่าปรารถนา เรียกว่า อนิฏฐารมณ์ 

    มันไม่ใช่ดีหรือไม่ดี แต่มันอยู่ที่ว่าเราต้องการหรือไม่ต้องการต่างหาก

    ถ้าเราต้องการก็เป็น อิฏฐารมณ์ สำหรับเรา

    ถ้าไม่ต้องการก็เป็นอนิฏฐารมณ์

    แต่มันอาจจะเป็น อิฏฐารมณ์สำหรับคนอื่นก็ได้ที่เขาต้องการ 

    อย่างเช่นผมไม่ใช่คนกินเหล้าการเห็นขวดเหล้าดีๆแล้วไม่อยากกินเหล้าขวดนั้น

    ไม่ใช่อิฏฐารมณ์สำหรับผม มันคืออนิฏฐารมณ์

    แต่บางคนอาจจะเป็นอิฏฐารมณ์แล้ววิ่งเข้าใส่ 

    สมัยก่อนโน้น คนแวะนอนที่ขอนแก่นจะชอบนั่ง พิญแคนซอ

    อาจจะ อิฏฐารมณ์กับน้องๆของเจ๊ตุ๊ก แต่สำหรับผมแล้วไม่ใช่เลย

    เพราะว่าตัวเจ๊ตุ๊กต่างหากคืออิฏฐารมณ์สำหรับผมเป็นต้น 

    อิฏฐารมณ์ อนิฏฐารมณ์ สิ่งเหล่านี้มันมีอานุภาพ

    ให้ผู้มีจิตใจไม่มั่นคงเสียคนได้โดยง่าย

    จึงต้องอดทนต่ออารมณ์ที่มายั่วยวน ให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง

    ไม่เป็นทาสของอารมณ์เกินไป

    เรียกว่าประคับประคองตนไว้ในเหตุผลและคุณธรรม 

    เรายิ่งมีคุณธรรมสูงขึ้นเท่าไหร่ สิ่งยั่วยวนมันก็จะสูงตามขึ้นมาด้วย

    แล้วก็ละเอียดขึ้นมาด้วย ต้องใช้ความอดทนหรือปัญญามากขึ้น

    ละเอียดขึ้น สุขุมขึ้น ทั้งสิ่งยั่วยวนที่น่าพอใจ และไม่น่าพอใจ 

    ระหว่างคนที่อดทนต่อสิ่งที่น่าปรารถนากับคนที่อดทนต่อสิ่งที่ไม่น่าปรารถนานั้น

    คนที่อดทนได้ต่อสิ่งที่น่าปรารถนานั้นเป็นคนที่เข้มแข็งกว่า 

    เพราะว่าสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาเราจำต้องทนอยู่แล้ว

    อย่างเช่นเพื่อนบ้านเลวๆ เมียปากเสีย ลูกดื้อ

    แต่คนที่อดทนต่อความสุข อำนาจ ยศ ชื่อเสียง

    ไม่ให้สิ่งเหล่านี้ครอบงำจิตใจได้ ไม่หลง ไม่ติดอยู่

    นั่นก็เป็นคนเข้มแข็งอย่างแท้จริง 

    คนที่อดทนไม่หลงระเริงต่อความสุข ความสมหวังได้

    เป็นคนที่มีกำลังใจเหนือกว่า มีสติปัญญากว่า 

   แต่ละคนมีจุดอ่อนที่ต่างกัน บางคนด่าว่าไม่โกรธ

   แต่อ่อนแอเรื่องอารมณ์เยินยอปอปั้น

   ได้รับเมื่อไรเป็นยิ้มไปสามวัน มีหลายๆคนต้องเสียคน

   เพราะลมปากลูกน้องเพื่อนฝูงไปอย่างน่าเสียดายอนาคต 

   บางคนมีความอดทนต่อหน้าที่การงานที่หนักหนาสาหัส    

   แต่อดใจเรื่องความเย้ายวนสตรีเพศไม่ได้

   ครอบครัวต้องแตกสลายเพราะพ่อไปหลงอยู่นอกบ้าน

   ไม่สนใจทุกสุขของลูกเมียเลย 

   บางคนดีหมดทุกอย่าง แต่อดทนต่อความเย้ายวนใจของสุราไม่ได้

   พอกินเหล้าแล้วเหมือนผีเข้าลูกเมียเดือดร้อนสาหัสจนกว่าจะสร่างเมา 

   ผมขอย้ำสิ่งที่น่ากลัวที่สุดของสิ่งที่ผมเล่าให้ฟังในวันนี้อีกครั้ง 

   คนที่อดทนต่อความสุข อำนาจ ยศ ชื่อเสียง

   ไม่ให้สิ่งเหล่านี้ครอบงำจิตใจได้ ไม่หลง ไม่ติดอยู่

   นั่นก็เป็นคนเข้มแข็งอย่างแท้จริง

   คนที่อดทนไม่หลงระเริงต่อความสุข ความสมหวังได้

   เป็นคนที่มีกำลังใจเหนือกว่า มีสติปัญญากว่า 

   ความสุขมันทำลายคนได้ไม่แพ้ความทุกข์ครับ

   ระวังมันให้มาก มันมาแบบเงียบๆกว่าจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว

   ผมขอจบเรื่อง ขันติ ไว้แต่เพียงเท่านี้  เป็นการเล่าหนึ่งในฆราวาสธรรมโดยย่อ

   ที่พอเพียงต่อการดำรงค์ชีวิตของคนธรรมดาทั่วไปที่ไฝ่หาความสุขในครอบครัว

   ปฎิบัติได้มากก็ทำให้บ้านร่มเย็น ลูกเมียเป็นสุข เพื่อนฝูงรักใคร่ครับ 




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2556 21:18:48 น.
Counter : 254 Pageviews.  

ข้อที่ 2. ทมะ

ทมะนี้แปลว่า การข่มใจ แต่ความหมายที่แท้จริงของทมะ ก็คือการฝึกตน 

ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ มนุษย์ที่ฝึกตนแล้วเป็นผู้ที่ประเสริฐที่สุด 

ความหมายของคำว่าทมะไม่ใช่การข่มใจอย่างเดียวอย่างที่บางสำนักเน้นสอนกัน

ทมะระดับชาวบ้านหรือฆราวาสธรรมมันคือการ ฝึกตน ฝึกจิต

สำหรับผู้ครองเรือนแล้วการฝึก อินทรีย์คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เพราะการฝึกจิตมันไปอีกขั้นหนึ่งแล้วเอาไว้ฝึกขั้นสูงไปอีกขั้นถึงจะเล่นกับจิต

เอาแบบเบื้องต้นฝึกอินทรีย์ก็พอแล้วสำหรับชาวบ้านธรรมดา 

ฆราวาสธรรมที่พอสมควรแก่รูปไม่ใช่การไปนั่งหลับตาที่วัด

มันอยู่ที่การสำรวมอินทรีย์ทั้งหกในบ้านนั่นเอง

ต้องฝึก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ การสำรวม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ให้สามารถที่จะควบคุมมันได้ เหมือนเลี้ยงหมาเฝ้าบ้าน

แต่มันไม่ได้ฝึกมาให้เฝ้าบ้านมันก็เลี้ยงเสียข้าวสุก 

การฝึกอินทรีย์ทั้งหกให้มันอยู่ในการควบคุมคือ

การทำให้สัตว์ร้ายกลายเป็นสัตว์เชื่อง จากสัตว์เชื่องกลายเป็นสัตว์ใช้งานได้

ผมยกตัวอย่างการทำให้อินทรีย์มันเชื่องลง อยู่ในระดับของการสร้างความสุขให้กับตัวเองและครอบครัว 

เอาเรื่องปากก่อน 

บางคนปากเป็นนายตัวเองไม่ใช่ตัวเองเป็นนายปาก

ยกตัวอย่างปากอดีตนายกจะเห็นได้ชัดเจน

ถ้าคนมีปากเป็นนายตัวเองแล้วเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้วลูกเมียจะสุขได้อย่างไร

จะบอกว่าปากไวกว่าสมองก็ได้คือด่าก่อนคิด

บางคนพูดแล้วเสียใจทีหลังเพราะคิดได้อีกทีก็พูดจาให้คนในบ้านสะเทือนใจไปแล้ว

แต่บางคนเป็นเอาหนักคือพูดเรียกน้ำตาลูกเมียไปแล้วไม่เคยสำนึกเสียใจ

ต่อให้แก่ขนาดไหนก็ไม่เคยสำนึกถึงปากที่เหมือนสัตว์ร้ายที่ทำให้ลูกเมียเสียใจ 

ปากร้ายในบ้านก็ยังไม่พอยังร้ายนอกบ้านอีกเพื่อนก็ไม่คบ

จากคนมีเพื่อนกลายเป็นเพื่อนน้อยลงไปทุกวัน

การว่าร้ายเพื่อนลับหลังก็ถือว่าปากเป็นนายสมองอีกเหมือนกัน

เพราะการว่าร้ายคือการเอาเรื่องไม่จริง หรือกึ่งจริง หรือเรื่องจริงไม่หมด

มาพูดลับหลังเพื่อนซึ่งต่างกับการบอกเล่าเรื่องจริง 

ยกตัวอย่างง่ายๆ การพูดเรื่องจริงกับนินทาว่าร้ายต่างกันสี่ประการคือ 

- เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ 

- พูดหรือไม่พูดแล้วผู้พูดหรือผู้ฟังได้ประโยชน์หรือไม่ 

- ถ้าไม่พูดหรือพูดแล้วมีใครเสียประโยชน์หรือไม่ 

- ถ้าพูดหรือไม่พูดแล้วนำภัยให้แก่ผู้พูดและผู้ฟังหรือไม่

ดังนั้นการไม่พูดใช่ว่าจะดีนะครับ บางครั้งการไม่พูดคือสิ่งที่ไม่ดี

การไม่พูดมันเลวไม่แพ้กับการพูดเหมือนกัน

การไม่เตือนเพื่อนในสิ่งที่ตัวเองรู้ มันเลวไม่แพ้นินทาเพื่อนครับ 

แต่ทั้งสองสิ่งมันห่างกันแค่ความบางของเส้นผม

ดังนั้นสิ่งที่ตัดสินว่าควรพูดสิ่งใดและไม่พูดสิ่งใด

ก็ใช้เครื่องมือที่ผมให้ไว้สี่ข้อข้างบนได้เลยครับ 

การคุมปากได้ทำให้ครอบครัวสุขสงบ

การเป็นนายของปากทำให้ลูกเมียรักเรา

การใช้คำพูดที่เหมาะสมทำให้เป็นที่รักของเพื่อน 

เรื่องลิ้นเป็นนายตัวเอง

บางคนต่อให้ไกลแค่ไหนก็ขับรถไปถ้ามีร้านอร่อย

การตามใจลิ้นแบบนี้เกินไปสำหรับความสุขในครอบครับ

แต่ถ้าขับรถผ่านแล้วพาลูกพาเมียไปกิน

แบบนี้ถือว่าสำรวมในลิ้นตามอัตตภาพของบุคคลทั่วไปไม่ใช่ตามใจลิ้น 

บางคนทำลายสุขภาพตัวเองด้วยการตามใจลิ้น

แทนที่จะมีชีวิตอยู่ส่งเสียลูกจนเรียนจบก็ตายเสียก่อน

เพราะตามใจลิ้นจนตายเร็วกว่าปกติ

หรือเป็นเบาหวานแต่ยังกินไม่สำรวม

แบบนี้ถือว่าตามใจลิ้นจนครอบครัวล่มสลาย

(ผมสูบบุหรี่ครับ ก็เข้าข่ายอันนี้ด้วยแบบเต็มๆ) 

บางบ้านมีงบประมาณการตามใจลิ้นสูง

จนลูกเมียขาดสิ่งจำเป็นบางอย่างไปเช่น 

ลูกขอเรียนพิเศษ ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ หรือไปเที่ยวกับเพื่อนตามสมควร

ก็ไม่มีงบประมาณให้ลูก

เพราะกลายเป็นอาหารส่วนเกินร้านอร่อยนอกบ้านของพ่อไปแล้ว

แบบนี้ถือว่าไม่สำรวมในลิ้นจนครอบครัวไม่อยู่ในสภาพสุขสมบูรณ์ 

ส่วนเรื่องอื่นที่ผมไม่ได้พูดถึงก็ลองไปเติมคำในชองว่างดูเองนะครับ

ว่า ตา หู จมูก กาย ใจ เราจะฝึกมันให้สมถะได้อย่างไร เช่น

เที่ยวกลางคืนน้อยลง

แล้วลูกเมียได้เสื้อผ้าใหม่อีกเดือนละชุดแบบนี้ก็น่าจะทำ 

ลดการเดินทางตามใจทำให้การเติมน้ำมันลง

ลูกได้เรียนดนตรีหรือเรียนศิลปะเพิ่มแบบนี้น่าที่จะทำ 

การลดเหล้าเบียร์ให้น้อยลงไม่กี่เดือน

ลูกก็ได้ซื้อที่อยากได้มานานแบบนี้พ่อที่ดีน่าจะทำไหม 

หรือจะเอาทมะระดับลึกกว่านั้นอีกก็ได้ 

เคยปฎิเสธรายจ่ายของลูกเมียที่ร้องขอ

ในขณะที่เรากลับยินดีจ่ายในส่วนเกินที่ไม่จำเป็นของเราบ้างไหม

(ไม่มีเงินส่วนเกินให้ลูกเมีย แต่ไม่เคยปฎิเสธที่จะซื้อของฟุ่มเฟือยให้ตัวเอง) 

เคยฝืนใจลูกเมียเพื่อความสุขส่วนตัวของเราบ้างไหม

(สละความสุขเพื่อพ่อเพื่อผัวนิดหน่อยเป็นหน้าที่ของลุกเมียอยู่แล้ว ) 

สำหรับเพื่อนเที่ยวเพื่อนวงเหล้าเต็มร้อย

แต่กับลูกเมียก็อยู่กันไปดูแลทุกข์สุขกันเองก็แล้วกัน

(ก็กรูชอบของกรูแบบนี้นี่หว่า) 

เคยบังคับลูกเมียให้ชอบหรือไม่ชอบในสิ่งที่เราชอบหรือไม่ชอบบ้างไหม

(ก็กรูชอบของกรูแบบนี้นี่หว่า) 

เคยปากพล่อยเรียกน้ำตาของลูกเมียหรือไม่

(ก็พูดไปแล้วนี่หว่าจะดูดเสียงกลับมาได้ไง) 

เคยขอโทษเพื่อนในสิ่งที่เราสำนึกว่าเราทำผิดหรือไม่

(บางคนยังไม่รู้ตัวว่าผิดเสียด้วยซ้ำ แล้วเรื่องขอโทษจะสำนึกได้อย่างไร) 

เคยเสียใจหรือยินดี(เมตตาและมุทิตา)อย่างบริสุทธิใจกับเพื่อนบ้างไหม

(สิ่งนี้เป็นเรื่องของใจล้วนๆ ซึ่งบางคนอย่าว่าแต่เพื่อนเลย ลูกเมียยังไม่ได้รับเสียด้วยซ้ำไป) 

เคยช่วยเพื่อนเหมือนที่เพื่อนช่วยเราหรือไม่

(เจือกโง่มาประเคนให้กรูเองนี่หว่า) 

ถ้าพิจารณาถึงจุดนี้แล้วถือว่าเป็นการฝึกทมะอีกระดับหนึ่งของชีวิตเลยก็ว่าได้ 

ดังนั้นการสำรวมในอินทรีย์เป็นการฝึกหรือทมะที่ดี

และตรงกับฆราวาสธรรมระดับชาวบ้านที่ต้องการความสุขในครอบครัวที่สุดแล้ว 

ผมอยากจะเล่าถึงการฝึกขั้นสูงไปอีกขั้นหนึ่ง

มีเรื่องเล่ากันว่าครูบาอาจารย์พระป่าท่านหนึ่ง

ท่านฉันอาหารอยู่ในบาตรที่คลุกเคล้ารวมกันทั้งหวานทั้งคาว

ท่านกำลังเคี้ยวอาหารอยุ่ก็คายทิ้ง เป็นที่แปลกใจแก่ผู้นั่งมองท่านอยู่

ท่านเงยหน้าขึ้นมาแล้วบอกว่า คำนี้มันอร่อยเลยต้องคายทิ้งเสีย 

ปฎิบัติฆราวาสธรรมไม่ต้องลึกขนาดนั้นหรอกครับ

เอาแค่อินทรีย์ทั้งหก ปาก หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

คุมมันให้อยู่ไม่ให้มันออกมาอาละวาดกินตับลูกเมีย

เพื่อความสุขของครอบครัวก็พอแล้ว

ไม่ถึงกับไปเล่นกับจิตตัวเองขนาดครูบาอาจารย์พระป่ารูปนั้นหรอกครับ 




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2556 21:17:32 น.
Counter : 289 Pageviews.  

ข้อที่ 1. สัจจะ

สัจจะ ความจริง, ซื่อตรง ซื่อสัตย์ จริงใจ พูดจริง ทำจริง 

สัจจะหมายถึงความจริง จริงทางกาย จริงทางวาจา

ที่ไม่เป็นโทษ ดำรงมั่นอยู่ในความจริงที่รู้จักด้วยปัญญา 

สัจจะ มี 2 อย่าง 

1. สัจจานุรักษ์ คือการรักษาสัจจะ อะไรที่เป็นสัจจะก็รักษาสิ่งนั้นเอาไว้

    ในการดำรงค์ชีวิตปัจจุบันการรักษาสัจจะเป็นเรื่องสำคัญ

    การที่พูดสิ่งใดเอาไว้ก็ให้ทำได้ดังที่พูดเอาไว้จะช้าจะเร็วก็ต้องทำอย่างที่ได้พูดเอาไว้

    มีคำพูดที่ว่า เราเป็นนายของคำพูดแต่พอพูดแล้วคำพูดเป็นนายเรา 

    สำหรับการครองเรือนแล้วสิ่งที่ให้สัญญากับครอบครัวเป็นเรื่องสำคัญเช่น

    บอกว่าจะทำหรือไม่ทำสิ่งใดต้องทำให้ได้ตามนั้น

    เพราะการเป็นหัวหน้าครอบครัวต้องไม่ทำตัวเป็นไม้หลักปักขี้เลน

    วันนี้พูดอย่างพรุ่งนี้ทำอีกอย่าง ลูกเมียจะเห็นเราเป็นอะไร

    ต่อไปคำพูดของเราแม้แต่ลูกเมียก็ไม่เชื่อถือ 

    สำหรับเพื่อนๆยิ่งกว่าลูกเมียเสียอีก

    เพื่อนจะหายหน้าไม่คบหาด้วย คำพูดสำคัญอย่างมาก

    พูดแล้วต้องทำให้ได้ไม่ใช่รับปากลอยๆแล้วทำอีกอย่าง 

    บางครั้งในทางกลับกันคือรักษาสัจจะในทางเป็นโทษ

    คือยังคงทำอะไรโง่ๆไม่เคยเปลี่ยน

    แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นสัจจานุรักษ์เพราะเป็นการรักษาสิ่งที่โง่ๆให้กับชีวิต 

    ผมมีเพื่อนและลูกน้องหลายคนที่ยังส่งเงินให้กับเมียที่เลิกลากันไปแล้ว

    แม้เธอจะไปมีสามีใหม่เงียบๆแต่ก็ยังส่งเงินให้อยู่

    เพราะต้องการรักษาสัจจะว่าจะเลี้ยงดูตลอดชีวิต

    การรักษาคำพูดด้วยการยังคงส่งเงินที่ส่งให้เมียไปซื้อไข่ลวกกับซุปไก่

    ให้ผัวใหม่กินไม่ถือว่าเป็นสัจจานุรักษ์ เขาเรียกว่าโง่ครับ มันเป็น สัจจาภินิเวส 

     การรับปากกับเพื่อนว่าจะช่วยเหลือยามทุกข์ยาก

     แต่เพื่อนเอาเราไปด่าลับหลังตลอดเวลา

     แล้วเวลาเขาเดือดร้อนบากหน้ามาขอความช่วยเหลือ

     เราก็ยังต้องช่วยเขาเพราะเราออกปากไว้แล้ว

     แบบนี้เรียกว่าสัจจาภินิเวส คือไปยึดถือสัจจะด้วยอุปาทานและงมงาย 

    มันด่าเราลับหลังแต่พอเดือดร้อนก็หน้าไม่อายยังซมซานมาพึ่งพาเราอีก

    ถ้ายังคงไปช่วยอีกเพราะเกรงว่าจะเสียคำพูด แบบนี้เรียกว่าโง่ไม่ใช่การรักษาสัจจะครับ 

2. สัจจาภินิเวส คือรักษาสัจจะด้วยอุปาทาน

    ยึดถือด้วยอุปาทานรักษาสัจจะอย่างงมงาย เคยถือกันมาอย่างไร ก็ถือกันไปอย่างนั้น

    โดยไม่คำนึงถึงเหตุการณ์ เหตุผลความเป็นจริงที่เป็นปัจจุบัน

    นั่นเรียกว่า สัจจาภินิเวส สัจจะแบบนั้นมันไม่ได้ทดสอบไม่ได้พิสูจน์ความจริง 

    อย่างเช่นย้ำคิดย้ำทำตลอดเวลาว่าเมียของตัวเองเป็นของตาย

    จะบีบก็ตายจะคลายก็รอดเพราะอายุมากแล้วมีลูกมีเต้าแล้ว

    ไปไหนไม่รอดจะทำอย่างไรโหดร้ายต่อจิตใจลูกเมียอย่างไรก็ได้มันเป็นสัจจาภินิเวส

    คือความจริงที่เป็นอุปทานเป็นความจริงที่ไม่จริง

    สักวันลูกเมียทนไม่ได้ก็ต้องหนีไป

    การที่ต้องมีชีวิตในวัยชราต้องแก่คนเดียวเน่าอยู่กับบ้าน

    นั่งมองเห็นครอบครัวเพื่อนมีความสุขครบหน้าลูกเมียยามชรา

    แล้วจะรู้สึกว่าสิ่งที่เราคิดและทำในวัยหนุ่มมันไม่เป็นสัจจะ 

    มันเป็นสัจจาภินิเวส คือไปยึดถือความคิดในสิ่งที่ไม่จริง

    ลูกเมียไม่ใช่ของตาย ผัวเลวพ่อเลวไม่มีใครอยากอยู่ด้วยหรอกครับ

    อันนี้เป็นสัจจะ แต่ความคิดลูกเมียเป็นของตายคือสัจจาภินิเวส

    คือไปยึดมั่นในสิ่งไม่จริง 

    การทำตัวเคร่งครัดต่อสิ่งที่ไร้เหตุผลมารองรับ  

    ถือเป็น สัจจาภินิเวส คือทำและยึดถือสิ่งที่ไม่จริง 

    เช่นคิดว่าเมียไม่ซื่อต่อตัวเองโดยไม่ฉุกคิดว่าตัวเองมีดีอะไรมากมาย

    การที่ผู้หญิงคนหนึ่งมาอยู่กับเราด้วยถือว่าผู้หญิงคนนั้นเห็นว่าเราดีที่สุดสำหรับเขาแล้ว

    แต่เรายังไปคิดว่าเขาไม่ซื่ออีกไปหวาดระแวงกับภริยาจนเกินเหตุจนบ้านแตก

    แบบนี้ถือว่าเป็นสัจจาภินิเวส คือยึดถือและคงความคิดที่ไม่เป็นสัจจะ

    คงคิดและคงทำในสิ่งที่ไม่เป็นจริง 

    แต่ถ้ามีหลักฐานว่าสิ่งที่ตัวเองคิดไว้เป็นจริง

    แล้วยังคงไม่จัดการสิ่งใดเลยให้ปัญหาหมดไป

    ก็ถือว่าเป็นสัจจาภินิเวสเหมือนกัน

    เช่นคิดว่าลูกเมียไปคบเพื่อนชั่วและพบว่าสิ่งที่เราคิดเป็นจริง

    แต่ไม่จัดการอะไรเลยเพราะคิดว่าครอบครัวของเพื่อนเป็นคนดีคงไม่มีปัญหา

    หรือคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ยังคงทำเหมือนที่ทำ

    คือปล่อยให้ทำไปถือว่าเป็นสัจจาภินิเวส

    คือทำในสิ่งที่คุ้นเคยเชื่อในสิ่งที่คุ้นเคยว่าครอบครัวนั้นดี

    โดยไม่มีความจริงมารองรับในความคิดนั้นๆ 

    รับปากกับลูกว่าจะซื้อรถให้ใช้ไปเรียนหนังสือ

    เพราะลูกต้องเรียนหนังสือกลับบ้านค่ำๆทุกวัน

    แบบนี้เรียกว่าสัจจะที่ต้องรักษา

    แต่ถ้าพบภายหลังว่าไอ้ที่กลับค่ำๆทุกวันนี่มันไปสุมหัวกับเพื่อน

    แบบนี้ถ้ายังซื้อรถให้อีกเรียกว่าสัจจาภินิเวส

    คือไปยึดถือสัจจะที่ไม่เป็นจริงอย่างที่คิดว่าจะทำรองรับ 

    สัจจาภินิเวส นั้นต้องได้เห็นเหตุผล เป็นความจริงที่มีเหตุผลทดสอบได้ 

    การที่จะรักษาสัจจะ ต้องเป็นสัจจะตามพระวังคีสะ

    พุทธสาวกรูปหนึ่งของพระพุทธเจ้าที่ได้กล่าวไว้ต่อหน้าพระพักตร์

    ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สจฺเจ อตฺเถ จ ธมฺเม จ อหุ สนฺโต ปติฏฺฐิตา

    สัตบุรุษทั้งหลายดำรงมั่นอยู่ในสัจจะที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม

    อตฺเถ จ ธมฺเม จ อหุ สนฺโต ปติฏฺฐิตา

    เป็นประโยชน์ธรรมะ นั่นคือเป็นธรรม

    ดำรงอยู่ในสัจจะที่เป็นประโยชน์ และเป็นธรรมคือยุติธรรม 

    การยึดถือสัจจะว่าจะต้องทำหรือไม่ทำโดยไม่มีเหตุที่ดีมารองรับ

    ถือว่าเป็นสัจจาภินิเวสทั้งสิ้น

    การบอกว่าจะทำหรือไม่ทำในสิ่งที่มีเหตุผลว่ามันไม่ดีอีกต่อไปแล้ว

    ไม่ถือว่าเสียสัจจะครับ 

    พุทธศาสนาเป็นเรื่องของเหตุและผล ไม่ตายตัว เป็นกฎของธรรมชาติ

    การพิจรณาอย่างถ่องแท้ในเหตุของ สัจจะและสัจจาภินิเวส

    จะทำให้ครับครัวเป็นสุขครับ 




 

Create Date : 09 กรกฎาคม 2556    
Last Update : 9 กรกฎาคม 2556 21:15:58 น.
Counter : 128 Pageviews.  

1  2  

คนธนฯ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




คุยได้ทุกเรื่องที่ถูกใจ ถ้าไม่ถูกใจก็ไม่คุย
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add คนธนฯ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.