สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บล็อกของเสียงจากบ้านนา ขอบคุณคนน่ารักทุกคนที่เม้นท์ให้นะคะ ก้มลงกราบงามๆพร้อมโปรยยิ้มหวาน^_^

Group Blog
 
All blogs
 

เสียงจากบ้านนา ขอรำลึกถึงไมเคิล แจ็คสัน


ไมเคิล คุณจากไปแล้วอย่างสงบ

สองสามวันที่ผ่านมาฉันแทบไม่อยากเชื่อเลย

ฉันอยากให้นี่เป็นแค่ความฝันหรือข่าวลือโง่ๆดีกว่า  

เหมือนทุกๆครั้งยังไง….T_T

เช้าวันเสาร์ฉันตื่นขึ้นมาแต่เช้าพร้อมผ้าเช็ดตัวผืนเดิมเตรียมอาบน้ำไปทำงาน

แต่ฉันยังเห็นพี่ชายนั่งอยู่หน้าเครื่องคอมแทนที่เขาจะไปทำงาน

แม่ยืนอยู่หน้าจอโทรทัศน์และเปิดข่าวอะไรสักอย่าง

ทันทีที่พี่ชายเห็นฉันเดินมาก็กวักมือเรียก

สีหน้าพี่ชายนิ่งมาก ใจฉันเริ่มสั่น ลึกๆแล้วรู้ว่าต้องมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ

ฉันเดินไปที่หน้าเครื่องคอม พี่ชายจับมือฉันไว้และเปิดกระทู้หนึ่งในห้องเฉลิมไทยให้ดู

ไมเคิล แจ็คสัน เสียชีวิตแล้ว

ฉันอึ้งไปหมด พูดไม่ออกเหมือนทุกสิ่งรอบตัวมันมืดลง

ฉันถามพี่ว่าเขาเป็นอะไร ทำไมถึงตาย ไหนว่ากำลังเปิดคอนเสิร์ตไง

พี่ชายบอกไม่รู้....





ฉันหันกลับไปมองที่ทีวี กำลังประมวลภาพไมเคิล แจ็คสันอยู่

นักข่าวกำลังรายงานข่าวของเขา .....

ฉันบอกไม่ถูก เช้าวันนั้นออกไปทำงานด้วยใจโหวงๆ

ในหัวมีแต่ความทรงจำเกี่ยวกับเคิล แจ็คสัน



จากตรงนี้ฉันขอพิมพ์คำไว้อาลัย


แด่ไมเคิล แจ็คสัน...

ไมเคิล คุณเป็นแรงบันดาลใจให้ฉันเริ่มฟังเพลงสากลอย่างจริงจัง

คุณเป็นศิลปินที่มหัศจรรย์ที่สุดที่ฉันได้พบ

คุณเป็นอัจฉริยะในการเต้น เสียงเพลงของคุณมอบความสุขให้ผู้คนเสมอ

นับแต่วันที่รู้ว่าคุณจากไปแล้ว น้ำตาฉันยังไม่ไหลออกมาเลย

ทั้งที่ฉันเศร้ามาก ยังรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่ทุกวัน

แต่ความเศร้าและสูญเสีย มันฝังอยู่ในใจลึกจริงๆ

ภาพคอนเสิร์ตของคุณมันยังเล่นซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวอยู่

รอยยิ้มและเสียหัวเราะเวลาคุณร้องเพลงกับเด็กๆ...

รอยยิ้มของผู้คนที่เข้าไปดูคอนเสิร์ตของคุณ การเต้นอย่างแข็งขันบนเวที ...

สิ่งเหล่านี้คืออดีตที่งดงาม

หลับให้สบายไมเคิล

ขอให้ดวงวิญญาณคุณไปสู่สรวงสวรรค์

แม้คุณจากไป

แต่บทเพลงของคุณยังคงอยู่เพื่อมอบความสุขให้ผู้คนต่อไปชั่วกาลและนาน....


---------------------------------------------------




ไมเคิล ให้สัมภาษณ์ในรายการของ Oprah Winfrey เมื่อปี 1993 ว่าเขาเป็นโรคด่างขาว



"I have a skin disorder which destroys the pigment of my skin. It's in my family. We're trying to control it. I am a black American." - Oprah Winfrey interview, 1993


แปล--ผมมีโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของผิวหนัง ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังของผมถูกทำลาย มันเป็นโรคพันธุกรรมที่มีในครอบครัวของผม เรากำลังพยายามควบคุมโรคอยู่ ผมคือคนอเมริกันผิวดำคนหนึ่ง




มีเรื่องที่เขาเคยให้สัมภาษณ์เรื่องอื่นๆ น่าสงสารมาก






Michael Jackson, the late King of Pop, in his own words: I love ET 'cos it reminds me of me. Someone from another world coming down and you becoming friends with them and this person is, like, 800 years old and he's filling you with all kinds of wisdom and he can teach you to fly. That whole fantasy thing which I think is great. I mean, who don't wanna fly?" - Smash Hits, 1983


ผมรักหนังเรื่อง อีที เพราะมันทำให้ผมนึกถึงตัวของผมเอง เป็นใครคนหนึ่งจากโลกอื่น มายังโลกของเรา และมาเป็นเพื่อนกับเรา เจ้าคนต่างดาวนี้แบบว่าแก่มาก มีอายุถึง 800 ปี เขาเอาปัญญาต่างๆ มามอบให้คุณ แล้วยังสอนคุณให้บินได้ด้วย เป็นเรื่องในจินตนาการที่ผมคิดว่ายอดเยี่ยมมาก ผมว่า ใครล่ะที่ไม่อยากบินได้




"I was so little when we began to work on our music that I don't remember much about it. When you're a showbusiness child people make a lot of decisions concerning your life when you're out of the room." - autobiography Moonwalk, 1988

ผมยังเล็กมากเมื่อผมเริ่มต้นทำงานดนตรี เล็กมากจนกระทั่งผมจำเหตุการณ์ไม่ค่อยได้ เมื่อคุณเป็นดาราเด็ก จะมีคนมาตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของคุณให้กับคุณมากมาย ในขณะที่ตัวคุณเองอยู่นอกห้อง

"I believe I'm one of the loneliest people in the world." - Moonwalk, 1988

ผมคิดว่าผมเป็นคนที่โดดเดี่ยวที่สุดในโลก




"I have a skin disorder which destroys the pigment of my skin. It's in my family. We're trying to control it. I am a black American." - Oprah Winfrey interview, 1993

ผมมีโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของผิวหนัง ซึ่งทำให้เม็ดสีของผิวหนังของผมถูกทำลาย มันเป็นโรคพันธุกรรมที่มีในครอบครัวของผม เรากำลังพยายามควบคุมโรคอยู่ ผมคือคนอเมริกันผิวดำคนหนึ่ง




"Wacko Jacko - where'd that come from? Some English tabloid. I have a heart and I have feelings. I feel that when you do that to me. It's not nice. Don't do it. I'm not a 'wacko'." - Barbara Walters interview, 1997

แวคโค แจ๊คโค คำนี้มาจากไหนนะ จากพวกแทบลอยด์ใช่ไหม ผมเป็นคนมีหัวใจ และมีความรู้สึก ผมรู้สึกเจ็บเวลาคุณทำไม่ดีกับผม มันไม่ดีเลย อย่าเรียกผมอย่างนั้น ผมไม่ใช่ ตัวประหลาด




"I'd slit my wrists rather than hurt a child. I could never do that. No one will ever know how much these wicked rumours have hurt me." - Daily Mirror, 1999

ให้ผมเฉือนข้อมือตัวเองเสียดีกว่าที่จะทำร้ายเด็ก ผมไม่มีวันทำร้ายเด็กเป็นอันขาด ไม่มีใครรู้ว่าข่าวลือที่เลวร้ายพวกนี้ทำให้ผมเจ็บปวดแค่ไหน




"My father was a management genius. But what I really wanted was a dad." - Oxford Union speech, 2001

พ่อของผมเป็นผู้จัดการที่เก่งฉกาจ แต่ผมต้องการ "พ่อ" ไม่ใช่ผู้จัดการ




"I see God in the face of children. If there were no children on this Earth, if somebody announced that all kids are dead, I would jump off the balcony immediately. I'm done." - Martin Bashir documentary, 2003

ผมเห็นพระเจ้าในดวงหน้าของเด็กๆ ถ้าในโลกนี้ไม่มีเด็ก ถ้ามีใครซักคนประกาศว่าเด็กทั้งโลกตายหมด ผมจะกระโดดตึกตายทันที ผมจะไม่อยู่อีกต่อไป

 "Why can't you share your bed? That's the most loving thing to do, to share your bed with someone. You say, 'You can have my bed if you want it. Sleep in it. I'll sleep on the floor. It's yours.' I always give the beds to the company." - Bashir documentary, 2003

ทำไมเราจะให้คนอื่นนอนบนเตียงเราไม่ได้ การที่ให้คนอื่นนอนบนเตียงของเรามันเป็นสิ่งที่น่ารักที่สุดที่เราจะทำให้แก่กันได้ คุณกล่าวว่า "ถ้าเธอต้องการ เธอก็มานอนเตียงของฉันนี่ก็ได้ นอนหลับบนเตียงของฉันนี่ แล้วฉันจะนอนกับพื้นเอง ยกเตียงให้เธอเลย" ผมยกเตียงให้เพื่อนผมนอนเสมอๆ

*เครดิต ล็อกอินชื่อ คุณกรรมใดใครก่อ
จากกระทู้http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8023705/A8023705.html#204



----------------------------------------------------



เพลง Childhood : Michael Jackson

Have you seen my Childhood? I'm searching for the world that I come from
'Cause I've been looking around In the lost and found of my heart
No one understands me
They view it as such strange eccentricities
'Cause I keep kidding around Like a child, but pardon me

คุณเคยเห็นช่วงวัยเยาว์ของผมหรือเปล่า? ผมเฝ้าค้นหาโลกที่ผมจากมา
เพราะผมเคยเฝ้ารอสิ่งที่สูญหายไปจากใจของผม
ไม่มีใครเข้าใจผมเลย
พวกเขามองว่ามันเป็นสิ่งแปลกประหลาด
เพราะผมชอบทำตัวสนุกสนานเหมือนกับเด็กๆ แต่ยกโทษผมเถอะน่ะ

People say I'm not okay(strange that way) Cause I love such elementary things
It's been my fate to compensate, for the Childhood I've never known

ใครๆ ก็ว่าผมไม่ปกติ(ที่แปลกประหลาดอย่างนี้) เพราะว่าผมรักในสิ่งที่แสนจะเรียบง่าย
มันจึงกลายเป็นชะตากรรมของผมที่ต้องค้นหาสิ่งที่จะชดเชย ให้กับวัยเยาว์ ที่ผมไม่รู้จัก

Have you seen my Childhood? I'm searching for that wonder in my youth
Like pirates in adventurous dreams,Of conquest and kings on the throne...
Like fantastical stories to share
But the dreams I would dare, watch me fly

คุณเคยเห็นช่วงวัยเยาว์ของผมหรือเปล่า?
ผมเฝ้าค้นหาความงดงามในช่วงวัยเด็กของผม
ทั้งโจรสลัดผจญภัยในความฝัน การบุกพิชิต และราชาครองบัลลังก์
ทั้งนิทานเหนือจินตนาการที่มาแบ่งกันเล่าให้ฟัง
ในความฝันผมจะเปี่ยมด้วยความกล้า มองผมบินซิ

Before you judge me, try hard to love me,
Look within your heart then ask
The painful youth I've had

Have you seen my Childhood

ก่อนที่คุณจะตัดสินอะไรผม พยายามรักผมก่อนได้ไหม
โปรดมองลึกๆ เข้าไปในใจคุณก่อนที่จะตั้งคำถามกับผม
ความเจ็บปวดในวัยเด็กที่ผมได้รับ

คุณเคยเห็นช่วงวัยเยาว์ของผมหรือเปล่า?

เนื้อเพลงและคำแปลเอามาจากเว็บ http://www.manager.co.th






Free TextEditor




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2552    
Last Update : 4 กรกฎาคม 2552 12:48:53 น.
Counter : 682 Pageviews.  

ขอสักทีวันนี้จะเขียนถึง Shayne Ward


ไหนๆก็มีอยู่หลายเพลงที่เป็นเสียงร้องของ Shayne Ward ที่ทำให้โกเก้ประทับใจอยู่มาก เลยตกลงใจลงเรื่องของเค้าสักทีละกัน


ความจริงแล้วก็พึ่งรู้จักนักร้องคนนี้ไม่นาน แม้เค้าดังมาตั้งแต่ปี 2005 - 2006 ย้อนกลับไปตั้ง 3 ปี


ครั้งแรกที่รู้จัก Shayne Ward ก็เพราะเห็นคนตั้งกระทู้ในห้องเฉลิมไทย ก็เลยเกิดความสงสัยว่านักร้องคนนี้เป็นใคร


จากการเสิร์ทหาข้อมูลสรุปได้ว่าเป็นนักร้องผู้ชายที่หน้าตาหล่อ และเสียงดีมาก ย้ำ มากๆ ข้อมูลคร่าวๆที่รู้มาครั้งแรกคือเป็นนักร้องเดี่ยว


แต่ข้อมูลต่อมากลับประทับใจยิ่งกว่าที่รู้ว่า Shayne Ward เป็นนักร้องที่มาจากการประกวดบนเวที X - Factor ซึ่งเป็นเวทีที่สร้างนักร้องคุณภาพ


มามากพอๆกับเวที American Idol ตอนที่รู้ข้อมูลนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาว่า ถึงว่าสิ ไม่แปลกใจเลยว่าเขาเกิดในวงการเพลงได้ยังไง


ก่อนพูดถึง Shayne Ward ความประทับใจต่อการคัดเลือกคนเข้าไปในเวที X - Factor และ American Idol นิดนึงค่ะ


จากที่ได้ดูคลิ้ปวีดีโอการออดิชั่นของผู้เข้าประกวดแต่ละคนทำให้ได้รู้ว่า การคัดเลือกคนจากกรรมการ 3 คนเขาเข้มแค่ไหน


ผู้เข้าประกวดหลายคนไม่ผ่านการออดิชั้น ซึ่งจากที่ดูในคลิ้ปวีดีโอ มันก็สมควรอยู่


และคนที่ผ่านการออดิชั่นนั้น พวกเขาสุดยอดตั้งแต่เริ่มเลยจริงๆ บางครั้งโกเก้โหลดคลิ้ปไปและทำงานไปด้วย


บางครั้งไม่ตั้งใจดูเท่าไหร่เพราะเห็นท่าทางบางคนสุดเฉิ่ม แต่ คนสุดเฉิ่มที่เดินเข้ามาในห้อง ออดิชั่นต่อหน้ากรรมการ 3 คน


กลับมีเสียงร้องทรงพลังน่าขนลุกที่สุด ยกตัวอย่างการออดิชั่นของ Chris Daughtry , David Cook , Leon Jackson , Shayne Ward , George Sampson


5 คนนี้ครั้งแรกที่เข้ามาร่วมรายการ ต่างเป็นชายหนุ่มที่มีความฝันจะเป็นนักร้อง นักเต้น ท่าทางที่ดูธรรมดามาก บางคนออกจะขี้อาย


แต่พวกเขาทำให้กรรมการทึ่งในน้ำเสียงและการเต้นที่เหนือชั้น ว้าว!


ขอดึงเรื่องกลับมาที่ Shayne Ward เหมือนเดิม


*ความสงสัยที่มีคนเคยถามเกี่ยวกับ Shayne Ward ที่ถามตรงๆว่า เขาเกย์รึเปล่า ?


- ได้ข้อมูลจากหลายแหล่งของแฟนคลับยืนยันว่าเขาแมน และมีแฟนสาวที่คบกันมานานถึง 5 ปีแล้วค่ะ


ยังไงก็แล้วแต่ถึงเขาจะเป็นเพศอะไรมันไม่สำคัญ ถ้าเสียงร้องเขาดีขนาดนี้ และเขามีบุคลิกที่เยี่ยมแบบนี้ เป็นเกย์มันผิดตรงไหนล่ะ


ริกกี้ มาร์ติน , ดาร์เรน เฮย์ , เอลตัน จอร์น ทุกคนเป็นเกย์ และนักร้องคุณภาพทั้งนั้นที่โกเก้ชอบ



*คำก็เสียงดี สองคำก็เสียงดี สรุปว่าเสียง Shayne Ward ในการร้องสดในคอนเสิร์ตกับในอัลบัมเหมือนกันมั้ยล่ะ ?


- ไม่ต้องอธิบายอะไรมากค่ะ เอาคลิ้ปวีดีโอเป็นเอ็มวีเพลง No Promises ไปดูกันเลย




เทียบกับการร้องสดบนเวทีที่เขาแสดงต่อหน้าเชื้อพระวงศ์ของเดนมาร์ค


เสียงเหมือนกันเด๊ะ ทรงพลังไม่มีลิปซิ้งค์ ^_^


* อันดับเพลงที่ได้รับการโหวตว่าร้องได้ดีมาก ของ Shayne Ward ในรายการ X - Factor


* Top 12: "Right Here Waiting For you" by Richard Marx
* Top 11: "If You're Not The One" by Daniel Bedingfield
* Top 10: "Summer of 69" by Bryan Adams
* Top 9: "You Make Me Feel Brand New" by The Stylistics
* Top 8: "Cry Me A River" by Justin Timberlake
* Top 7: "A Million Love Songs" by Take That
* Top 6: "I Believe In A Thing Called Love" by The Darkness
* Top 5: "Careless Whisper" by George Michael
* Top 5: "Take Your Mama" by Scissor Sisters
* Top 4: "If Tomorrow Never Comes" by Garth Brooks
* Top 4: "Unchained Melodey" by The Righteous Brothers
* Top 3: "When A child Is Born" by Johnny Mathis
* Top 3: "Somewhere Over the Rainbow" by Judy Garland
* Top 2: "That's My Goal" (winner's single) - Declared X Factor Winner 2005


ประวัติย่อของ Shayne Ward ข้อมูลจากวิกิพีเดีย


Shayne Thomas Ward (born October 16, 1984) is an English pop singer, who rose to prominence in the United Kingdom and Ireland, as well as Asia, after winning the second series of The X Factor


Biography


Ward was born in 1984 in Clayton, Manchester to Irish parent. He is still currently dating Faye McKeever his girlfriend of five
years, despite rumours of a recent split. He has a twin sister named
Emma and five other siblings: Mark, Martin, Michael, Lisa and Leona. He
is a Manchester United supporter, and in 2002, he reached the final thirty of Popstars: The Rivals, the television show that created the massively successful British girl band Girls Aloud. Prior to his participation in The X Factor,
Ward was in a band called Destiny with two women named Tracy Murphy and
Tracey Lyle, performing at pubs, clubs and weddings. He currently
resides in London but also rumoured to own an apartment in the Beetham Tower at Manchester. He has recently mentioned in an online blog his interest of buying a home in Los Angeles, California.


The X Factor 2005



In early 2005, Ward auditioned for the second series of The X Factor. He impressed all three judges (Simon Cowell, Sharon Osbourne and Louis Walsh)
and passed through to the next round. His group (16 to 24 year olds)
was then mentored by Louis, and Ward was chosen to be among Louis's top
4 contestants and perform on the live shows. Ward quickly became the Bookmakers' favourite to win the show, and after making it to the grand final, he defeated Simon Cowell's duo Journey South and Sharon Osbourne's over-25 singer Andy Abraham and was crowned as the winner of The X Factor
2005. He had not fallen into the bottom two throughout the entire
competition, and won by a margin of 1.2% of the vote, out of a reported
10.8 million phone votes cast by viewers. Immediately after the
competition, his mentor Louis Walsh
became his manager under a joint venture with Global Publishing and Walsh Global Management.










No promises Lyric


Hey baby, when we are together, doing things that we love.
Every time you're near I feel like I'm in heaven, feeling high
I don't want to let go, girl.
I just need you to know girl.

I don't wanna run away, baby you're the one I need tonight,
No promises.
Baby, now I need to hold you tight, I just wanna die in your arms

Here tonight

Hey baby, when we are together, doing things that we love.
Everytime you're near I feel like I'm in heaven, feeling high
I don't want to let go, girl.
I just need you you to know girl.

I don't wanna run away, baby you're the one I need tonight,
No promises.
Baby, now I need to hold you tight, I just wanna die in your arms


I don't want to run away, I want to stay forever, thru Time and Time..
No promises

I don't wanna run away, I don't wanna be alone
No Promises
Baby, now I need to hold you tight, now and forever my love

No promises

I don't wanna run away, baby you're the one I need tonight,
No promises.
Baby, now I need to hold you tight, I just wanna die in your arms

I don't wanna run away, baby you're the one I need tonight,
No promises.
Baby, now I need to hold you tight, I just wanna die in your arms
Here tonight.










 

Create Date : 22 สิงหาคม 2551    
Last Update : 22 สิงหาคม 2551 17:46:41 น.
Counter : 5192 Pageviews.  

ย้อนอดีตเพลงดังในความทรงจำ To be number one - Giorgio Moroder



ย้อนอดีตเพลงดังกับเพลงฟุตบอลโลกที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพปี 1990 เอามาลงบล็อกด้วยความชอบจริงๆเชียว สมัยนั้นยังไม่ได้ดูบอลโลกค่ะ แต่เพลงนี้เป็นเพลงที่รู้จักและอยู่ในความทรงจำเพลงหนึ่ง จำได้ว่าได้ยินครั้งแรกรู้สึกว่าตื่นเต้น เพลงอะไรทำไมเสียงดนตรีมันดูยิ่งใหญ่จัง ขนลุกพรึบๆ ตอนเด็กก็รู้แต่ว่า เพลงนี้คุณพ่อซื้อไว้เป็นเทป เป็นเพลงฟุตบอลโลก เอามาโพสต์ให้เพื่อนๆชาวบล็อกฟังด้วยกันค่ะ มีเนื้อร้องด้วย เผื่อใครอยากร้องตามเน้อ ^_^



Giorgio Moroder Project - To be number one


This is what we've worked for all our lives
Reaching for the highest goal we can
We choose to give it all

When competition calls
Time records the victory in our hearts
To win or lose is not the only thing
It's all in how we play for the fairest game
This is the chance we take
Reaching for the top
Time records the victory in our hearts

To be number one...
Running like the wind
(Like the wind)
Playing hard but always playing fair
(Oh yeah...)

To be number one...
Winning again and again
Reaching higher through Italian sky
(Through Italian sky)

This is what we've wanted all our lives
Shining like a shooting star at night
We've got to give it all
When we hear the call
Time records the victory in our hearts

To be number one...
To be number one...number one...

ประวัติของผู้แต่งเพลงนี้เล็กน้อยค่ะ (เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย วิกิพีเดียภาคภาษาอังกฤษ)

Giorgio Moroder (born Hansjörg Moroder on April 26, 1940 in Ortisei, Italy)[1] is an Academy Award-winning Italian record producer, songwriter and performer, whose groundbreaking work with synthesizersnew wave, techno and electronic music in general. Particularly well known are Donna Summer's disco hits produced by Moroder, including "I Feel Love". Moroder is also the founder of the former Musicland Studios in Munich, which served as a recording home for artists ranging from Led Zeppelin and Queen to Elton John for much of the 1980s and 1990s. during the 1970s and 1980s was a significant influence on



Moroder was one of the producers of "Love to Love You Baby" -- Donna Summer's 17 minute opus -- along with Pete Bellotte. Moroder also produced a number of electronic disco hits for The Three Degrees, two albums for Sparks, and a variety of others including Swedish-born Madleen Kane, Melissa Manchester, Debbie Harry and France Joli.









 

Create Date : 22 มิถุนายน 2551    
Last Update : 22 มิถุนายน 2551 14:25:36 น.
Counter : 628 Pageviews.  

เขาคือ David Cook !


นี่มันเพลงของใคร?



เกิดคำถามแรกขึ้นมาในใจหลังจากได้ฟังเพลงสไตล์ POP-ROCK เพลงหนึ่งที่ชื่อว่า Innocent



มาจากคลิ้ปวีดีโอ Supernatural ที่แฟนคลับคนหนึ่งทำไว้เผยแพร่ใน youtube



ตอนนั้นถึงกับหยุดปั่นงานเพื่อตั้งใจดูเครดิตขื่อคนร้องตอนจบไม่ให้คาใจ เพราะเพลงนี้มันโดนใจ เสียงแหกปากสไตล์เพลงร็อคมันได้ใจมาก



....






ขึ้นมาแล้วสิ เครดิตเพลงประกอบคลิ้ป David Cook.....? Smiley



David Cook ! เหรอ Cookๆๆๆ ใครวะเนี้ย ชื่อไม่คุ้นเลย มันมีด้วยเหรอนักร้องเพลงเจ๋งขนาดนี้จะเป้นนักร้องโนเนมไปได้



ไม่มีทาง!



ตอนนั้นเองจากที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานก็หันมาตั้งตาเสิร์ทกูเกิ้ลหา นักร้องที่ชื่อ David Cook



ข้อมูลขึ้นมาตรึมเลยอ่ะดิ David Cook American Idol Winner 2008 Braๆๆๆ



ว๊าว ตานี่เป็นอเมริกันไอดอล ปีนี้หรือเนี่ย



เริ่มเห็นตัวตนของนักร้อง ก็ต้องยอมรับว่าหมอนี่หน้าหวานน่ารักมาก



เอ่อใช่ หน้าตาเหมือน Chace Crawford เรยให้ดิ้นตาย



ยุทธการหาข้อมูลเริ่มข้ามมาถึงขั้นที่สอง จากนี้จะไป หาเพลงที่ Cook ร้องใน youtube



ตอนนั้นได้ทดลองฟังเพลงของเขาจากคลิ้ปวีดีโอร้องสดในรายการ American Idol ประมาณเกือบ 10 เพลง



แต่เพลงที่สะดุดหูที่สุดเรย เป็นเพลง Always Be My Baby ที่เขาร้องสดในท่อนฮุกเพียงท่อนเดียว แต่มันกินใจมาก เสียงที่ทรงพลังจนน่าขนลุกจริงๆ ในคลิ้ปนั้นคนทั้งห้องส่งลุกขึ้นปรบมมือยาวนานพร้อมทั้งกรรมการทั้ง 3 คนที่ถึงกับเอ่ยชื่นชม David Cook าเขาร้องได้เยี่ยมมากจริงๆโกเก้ของชมจากใจ จนตอนดูคลิ้ปนี่แทบจะปรบมือไปพร้อมกับกรรมการและคนในห้องส่งนั้นๆด้วยความอิน



นี่คือคลิ้ปเพลงAlways Be My Baby ที่ขับร้องสดโดย David Cook



....หลังจากนั้นคลิ้ปอื่นก็ทยอยเข้ามาสู่สายตาโกเก้เรื่อย มีอีกคลิ้ปหนึ่งตอนเขาร้องเพลง ซึ่งคลิ้ปนั้นก็เป็นอีกหนึ่งเพลงที่ Cook พิสูจน์ว่ามีพลังเสียงที่มีคุณภาพของจริง


นี่เป็นคลิ้ปหนึ่งที่โกเก้โหลดมาในระหว่างที่ทำงานอยู่และนั่งฟังแต่เสียง แต่ในขณะที่ฟังเพลงนี้พลังเสียงของ Cook มันเข้าไปในใจจนต้องหยุดทำงานเพื่อตั้งใจดูจริงจังอีกครั้ง เพราะตอนได้ฟังมันขนลุก


Everything I do ร้องโดย David Cook




หลังจากนั้นก็ได้ดูคลิ้ปต่างๆของเค้าจนมาถึงคลิ้ปตอนประกาศผลอเมริกันไอดอล ตอนนั้นอดน้ำตาไหลด้วยความตื้นตันไปกับเขาคนนี้ไม่ได้ เพราะรู้เลยว่าเขาได้พิสูจน์ตัวเองจากเวทีอเมริกันไอดอล จนสามารถเข้าไปอยู่ในใจผู้คนเป็นล้านคนทั่วโลกได้ด้วยพลังเสียงแท้ๆ



คลิ้ปตอนประกาศผลผู้ชนะอเมริกันไอดอล 5/21/08 ค่ะ






บอกตรงๆเลยว่า ต่อให้ Cook เป็นผู้ชายหน้าตาเห่ยๆแต่พลังเสียงแบบนี้ก็ยินดีจะชอบจากใจเลยค่ะ Cook ความสามารถมากล้นจริงๆพ่อคุณเอ๋ย


ต่อไปโกเก้มั่นใจว่าจะได้เห็นเค้ายืนหยัดอยู่ในวงการเพลงและออกอัลบัมโด่งดังเหมือนรุ่นพี่ American Idol Chris Daughtry ในสักวันหนึ่งแน่ๆเพราะเขาคือนี้คือนักร้องคุณภาพตัวจริงที่กำลังจะเกิด


เขาคือ David Cook







 

Create Date : 14 มิถุนายน 2551    
Last Update : 26 กันยายน 2551 16:05:32 น.
Counter : 376 Pageviews.  


เสียงจากบ้านนา
Location :
ลำปาง Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]





Free Cursors

Friends' blogs
[Add เสียงจากบ้านนา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.