Group Blog
 
All Blogs
 

The Drive of Life 5







จากตอนที่แล้ว หวังเส้าเฟินยอมให้หัวเหวินเช่ากลับเข้ามานอนในห้องช่วงที่ลูกสาวอยู่บ้าน
เหวินเช่ายื่นใบลาออกจากบอร์ดบริหาร เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจของตน
เส้าเฟินยังคงไม่พอใจ แล้วที่ไปนอนกับผู้หญิงอื่นล่ะ จะให้ยกโทษให้ง่ายๆ ได้ไง
ถ้าอยากชดเชยความผิด ก็ต้องทำงานที่ Kwok Wai ต่อไป

หัวเหวินเช่า: ผมจะไปสู้อะไรกับพี่ใหญ่ได้
หวังเส้าเฟิน: ใช่สิ คุณมันคนขี้ขลาด ดีแต่หลบอยู่หลังพี่ชาย





เส้าเฟินเหลือบเห็นชิงหลินอยู่ที่หน้าประตู จึงรีบเปลี่ยนท่าที

หวังเส้าเฟิน: คุณนี่ซุ่มซ่ามจัง ทำของชั้นตกหมดเลย รีบไปทำงานได้แล้ว
(ทำปากหวานให้ลูกได้ยิน แต่แอบกระซิบด่า) คนทุเรศ
หัวเหวินเช่า: งั้นผมไปนะ แต่คุณยังไม่ได้จูบผมเลย
หวังเส้าเฟิน: (กระซิบ) ลองมาจูบชั้นสิ ชั้นกัดปากคุณขาดแน่





ชิงหลินไม่สบายใจ เธอรู้สึกว่ากลับมาหนนี้อะไรๆ ก็แปลกไป
อย่างงานศพคุณตา ลุงใหญ่ก็ไม่ไป เส้าเฟินได้แต่บ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบ




หัวเหวินเช่าเข้าไปเก็บของที่ออฟฟิศ ชิงหยูรู้สึกใจหาย
คนครอบครัวเดียวกันแท้ๆ ทำไมต้องทำเช่นนี้
เหวินเช่าปลอบใจหลานสาว ก็แค่ลาออกจากบริษัทเอง ไม่ได้ตัดอาหลานกันซักหน่อย
ว่างๆ ก็ยังไปช้อปปิ้ง ดื่มน้ำชา ร้องคาราโอเกะกันได้





หัวเหวินฮั่นเข้ามาง้อน้องชายให้อยู่ต่อ
อย่างมากเค้าก็จะบอกซิ่วฟั่นเองว่าเหวินเช่าไม่รู้เรื่องอะไรด้วย เหวินเช่าไม่รับความปรารถนาดี
มันก็เหมือนกระดาษเอกสารที่เข้าเครื่องทำลายไปแล้วก็เอากลับคืนมาไม่ได้
(ก็ปริ้นท์ใหม่สิยะ ไม่เห็นจะยาก)

หัวเหวินฮั่น: พี่ก็บอกแกแต่แรกแล้วว่าพี่จะทำทุกอย่างเพื่อ Kwok Wai
หัวเหวินเช่า: อะไร อะไร ก็เพื่อ Kwok Wai
ระหว่างบริษัทก่อสร้างกับน้องชายเนี่ยอะไรสำคัญกว่ากัน
หัวเหวินฮั่น: แกพูดอย่างนี้ได้ยังไง แล้วแกไม่คิดถึงคนงานนับพันที่บริษัทเราบ้างหรือ
พวกเค้าเชื่อมั่นเรา ที่เราทำงานหนักเพื่อบริษัทมาหลายปี มันไม่มีความหมายรึไง
หัวเหวินเช่า: พี่ถูกเสมอแหละ พี่ไม่เคยทำอะไรผิดเลย
น่าจะส่งชื่อพี่ไปลงกินเนสบุ้คให้รู้แล้วรู้รอด
หัวเหวินฮั่น: พูดยังไงแกถึงจะยอมเข้าใจ
หัวเหวินเช่า: ยังไงผมก็ไม่เข้าใจ พี่อย่าทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้มั้ย
พี่จะว่าผมซื่อ ผมเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่ผมไม่อยากเห็นหน้าพี่ทุกวัน ทุกวัน





หวังเส้าเฟินนัดหัวเหวินฮั่นออกมาคุย
คุณหวังยกหุ้นให้สองพี่น้องไว้ไม่น้อย ตอนนี้หวังเส้าเหลียงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Kwok Wai
เขาขู่ว่าจะกลับมายึดตำแหน่งประธานบอร์ดบริหารคืน แต่สุดท้ายก็เผยไต๋
ที่จริงก็อยากขายหุ้นให้กับหัวเหวินฮั่นนั่นเอง

หัวเหวินฮั่น: Kwok Wai เป็นบริษัทของพ่อคุณนะ ทำไมถึงคิดขายหุ้นให้ผม
หวังเส้าเหลียง: ชั้นเกลียดนาย ถ้าบริษัทขาดทุน ชั้นคงดีใจ แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น ชั้นถือหุ้นไปก็ไม่มีประโยชน์
แต่ถ้าบริษัทได้กำไร ชั้นก็ต้องขอบใจนาย ซึ่งชั้นไม่มีวันทำอย่างนั้นแน่
ชั้นอยากจะขายหุ้นให้นาย คนอื่นจะได้รู้กันซะทีว่าหัวเหวินฮั่นเป็นคนอกตัญญู
จะไม่ซื้อหุ้นชั้นก็ได้นะ แต่ถ้าใครให้ราคาดี ชั้นก็จะขาย
ถึงตอนนั้น มีคนอื่นมาถือหุ้นใหญ่ นายก็คงลำบาก คิดดูให้ดีแล้วกัน





หวังเส้าเหลียงมาไม้นี้ หัวเหวินฮั่นก็กลุ้มใจ ไม่ว่าจะซื้อหรือไม่ ก็ไม่ดีทั้งนั้น
หุ้นของตระกูลหวังคนตระกูลหวังกลับไม่ใส่ใจ ทำไมคนตระกูลหัวต้องมาปวดหัวแทนด้วย
เว่ยหย่งเปียวสนับสนุนให้ซื้อหุ้น ยังไงคนก็มองเหวินฮั่นในแง่ไม่ดีอยู่แล้ว

หัวเหวินฮั่น: ชั้นไม่สนใจว่าใครจะมองชั้นยังไง ชั้นทำตามจิตสำนึกตัวเอง
ชั้นสัญญากับคุณหวัง ว่าตราบใดที่ชั้นยังอยู่ ตระกูล หวังจะเป็นส่วนหนึ่งของ Kwok Wai ตลอดไป
เว่ยหย่งเปียว: คุณหัวครับ ที่คุณควรทำให้ตระกูลหวัง คุณก็ทำไปหมดแล้ว
ทำไมคุณไม่อธิบายให้พวกเค้าฟังล่ะ
หัวเหวินฮั่น: ถ้าพวกเค้ามีเหตุผล ก็คงจะเข้าใจได้เอง ถ้าไม่มีเหตุผล เสียเวลาอธิบายไปก็เท่านั้น

หัวเหวินฮั่นเป็นห่วงน้องชาย เฮ้อ โตแล้วไม่รู้จักแยกแยะถูกผิด
ยังไงตระกูลหวังกับตระกูลหัวก็เป็นญาติกัน ก็ไม่อยากให้น้องชายต้องลำบากใจ
ถึงเขาจะซื้อหุ้นจากหวังเส้าเหลียง ก็หวังว่าสองตระกูลจะไม่กลายเป็นศัตรูกัน




หวังเส้าเฟินไม่อยากขายหุ้น เธออยากเก็บไว้เป็นทุนในการสู้กับหัวเหวินฮั่น

หวังเส้าเหลียง: จะสู้ยังไง เราสู้กับเค้ามายี่สิบปีแล้ว เคยชนะซักครั้งมั้ย
สู้ผมขายหุ้นเอาเงินมาตั้งต้นทำธุรกิจของตัวเองดีกว่า
หวังเส้าเฟิน: พ่อเพิ่งจะเสียไป เธอก็ขายสมบัติซะแล้ว พ่อรู้ต้องโกรธแน่
หวังเส้าเหลียง: ถ้าพี่ฝันถึงพ่อ บอกท่าน ช่วยอวยพรให้ผมด้วย
ผมจะได้กลับมาแก้แค้นหว่าหมั่นฮอน
ได้เงินแล้ว ผมจะไปทำธุรกิจที่ไต้หวัน พี่จะไปกับผมมั้ย
หรือพี่อยากจะอยู่ที่นี่ จมปลักกับไอ้คนขี้แพ้ล่ะ
พี่ตัดสินใจได้เมื่อไหร่ก็บอกผมแล้วกัน






หัวเหวินเช่า: เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว อย่าทะเลาะกับเส้าเหลียงอีกเลย
ปล่อยให้เขาทำตามใจเถอะ เรื่องมันแล้วไปแล้ว คุณก็อย่าคิดกลับไปที่ Kwok Wai อีกเลยนะ
หวังเส้าเฟิน: แล้วไปแล้วเหรอ คุณคิดว่าชั้นจะยอมปล่อยสมบัติพ่อ
ให้อยู่ในมือคนอกตัญญูอย่างพี่ชายคุณหรือ ไม่มีวัน
หัวเหวินเช่า: ผมเป็นห่วงคุณ ไม่อยากให้คุณเป็นทุกข์
หวังเส้าเฟิน: คุณห่วงชั้น หรือห่วงผู้หญิงอื่นกันแน่
พ่อชั้นหลงไว้ใจพี่ชายคุณ ชั้นก็หลงแต่งงานกับคนไม่ซื่อสัตย์
หากไม่มีคนตระกูลหวัง พวกคุณสองพี่น้องคงกลายเป็นขอทานไปนานแล้ว
ไม่อยู่สุขสบายแบบนี้หรอก บอกมาซิ คุณนอนกับผู้หญิงอื่นมาแล้วกี่คน
หัวเหวินเช่า: ผมยอมรับว่าผมไม่ซื่อสัตย์กับคุณ แต่มันคนละเรื่องกันนะ ที่รัก
หวังเส้าเฟิน: อย่ามาที่ร้ก ที่รักนะ ถ้าไม่เห็นกับลูก ชั้นหย่ากับคุณไปนานแล้ว





มัวแต่ทะเลาะกัน ไม่ทันเห็นลูกสาว
ชิงหลินเสียใจที่พ่อกับแม่จะเลิกกัน ฉากแบบนี้นึกว่ามีแต่ในหนัง ไม่นึกว่าจะเกิดกับตัวเอง




ชิงหลินเตลิดออกจากบ้าน เหวินเช่ากับเส้าเฟินออกตามหา
ฝนก็ตก รถก็ดันยางแตกซะอีก เฮ้อ ทำไงได้ ทั้งสามีทั้งรถบุโรทั่งพอกัน
เหวินเช่าออกไปเปลี่ยนยางกลางสายฝน
ทำเป็นปากแข็งไปยังงั้น ความจริงเส้าเฟินก็ยังรักสามี
อยู่ดีๆ ก็นึกถึงสมัยยังรักกันอยู่





ยังกับจัดคิว รถใหญ่แซงมาเบียด ทำให้เส้าเฟินตกใจ นึกว่าสามีจะโดนรถเฉี่ยวซะแล้ว
ชิงหยูโทรมาบอกว่าชิงหลินอยู่กับเธอ เส้าเฟินจึงหมดห่วงไปเปลาะหนึ่ง





หัวเหวินเช่า: ขึ้นรถเถอะ ฝนตกหนักเดี๋ยวคุณจะเปียกหมด เดี๋ยวผมก็เปลี่ยนยางเสร็จ
หวังเส้าเฟิน: ชีวิตนี้ คุณเคยทำอะไรสำเร็จบ้าง ช่างเถอะ ตามช่างมาเปลี่ยนก็แล้วกัน
หัวเหวินเช่า: เส้าเฟิน ผมขอโทษ รถมันเก่าแล้ว ก็ต้องมีปัญหา
แต่แค่ยางแตกเท่านั้น คุณก็จะทิ้งมันแล้วหรือ เราใช้รถคันนี้มานาน
มันจะผิดยังไงก็ย่อมมีความผูกพันกันบ้าง ผมรู้ว่ารถคันนี้มันไม่มีค่าอะไร
ทั้งเก่า ทั้งดื้อ แถมยังชอบวิ่งผิดทาง แต่อย่าทิ้งมันเลยนะ ให้โอกาสมันเถอะ ยางแตกเราก็ซ่อมได้นี่






หัวเหวินเช่า: ถ้าคุณยังเชื่อมั่น รถคันนี้ก็ยังวิ่งได้ เพราะรถคันนี้ อยากจะพาเราสามคนไปด้วยกันทั้งครอบครัว
ผมสัญญาว่าถ้ารถคันนี่มันวิ่งออกนอกลู่นอกทาง หรือทำให้คุณลำบากอีกล่ะก็
คุณจะขายมันทิ้งเป็นเศษเหล็กซะก็ได้ ให้โอกาสมันอีกสักครั้งเถอะ





จ๊อกกิ้งแค่นี้ก็ไม่ไหวแล้วหรือ ท่าทางอยู่แคนาดาจะเอาแต่เที่ยวสิท่า

หัวชิงหลิน: หัวเจิ้นปัง อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้านได้มั้ย
หัวเจิ้นปัง: พ่อแม่ทะเลาะกันอย่างนี้ดีออก
จะได้ฉวยโอกาสหนีไปอยู่แคนาดา เที่ยวให้มันส์ไปเลย
หัวชิงหลิน: พี่ก็ชอบล่ะสิ
หัวเจิ้นปัง: เธอจะตัดสินใจยังไง พี่ก็อยู่ข้างเธอเสมอแหละ




หัวเจิ้นปัง: อ้อ ลืมบอกไป เมื่อคืนพ่อแม่เธอตามหาเธอใหญ่
อาเล็กบาดเจ็บที่มือด้วย แต่เธอคงไม่ซึ้งหรอกใช่มะ
พ่อแม่อยากโง่เองที่เป็นห่วงเป็นใยลูก
อาเล็ก ชิงหลินไม่อยากจะเห็นหน้าอา อากลับไปซะเถอะ
ชิงหลิน ต่อให้พ่อแม่รักเธอ เป็นห่วงเธอแค่ไหน
เธอก็ไม่จำเป็นต้องยกโทษให้พวกท่านหรอก อย่าใจอ่อนง่ายๆ ล่ะ

พูดขนาดนี้ยังไม่เก็ทก็กลุ้มล่ะ ชะแว้บดีกว่า ให้พ่อลูกเคลียร์กันเอง





เหวินเช่าวิ่งตามลูกสาวจนเหนื่อย เลยแว่บไปซื้อไอติมมาง้อ
โธ่ พ่อ หนูไม่ใช่เด็กๆ ซะหน่อย
ชิงหลินเห็นหมั่นเซ็กเลือดออกที่มือ ปรากฏว่าเป็นคนละข้างกับที่บาดเจ็บเมื่อคืน
แค่ซื้อไอติมก็ซุ่มซ่ามหกล้มได้ ถ้าไม่เจ็บตัวลูกสาวจะหายโกรธง่ายๆ ยังงี้มั้ยเนี่ย






หวังเส้าเฟินดีใจที่ลูกสาวหายโกรธยอมกลับบ้าน
เธอตัดสินใจจะไปอยู่กับลูกสาวที่แคนาดา
หัวเหวินเช่าไม่ทันตั้งตัว เล่นเอาตอบไม่ถูก





หัวเหวินเช่า: ทำไมอยู่ดีๆ คุณตัดสินใจไปแคนาดา
หวังเส้าเฟิน: เส้าเหลียงก็ไปไต้หวัน คุณก็ลาออก
หรือจะให้ชั้นกลับ Kwok Wai ไปสู้กับพี่ชายคุณตามลำพังล่ะ
ชั้นใช้เวลาอยู่กับลูกอย่างมีความสุขจะดีกว่า ลูกสำคัญที่สุดสำหรับชั้น
หัวเหวินเช่า: แต่การอพยพเป็นเรื่องใหญ่
หวังเส้าเฟิน: ถ้าคุณเห็นชั้นกับลูกสำคัญ ถ้าคุณอยากเริ่มต้นใหม่จริง จะลังเลไปทำไม
หัวเหวินเช่า: ตกลง เราสามคนไปเริ่มต้นกันใหม่ที่แคนาดา




วันนี้ เจิ้นปังอารมณ์ดีแต่เช้า เที่ยวจูบอรุณสวัสดิ์เค้าไปทั่ว
ก็จะทำสัญญาซื้อขายที่ดินแล้วนี่ นาฬิกาดันมาเสียพอดี เกือบไปไม่ทันแล้วมั้ยล่ะ







ทำสัญญาครั้งแรก แม่เลยเตือนพ่อว่าทำไมไม่ให้ปากกานำโชคลูก

หัวชิงหยู: ได้ยินว่าน้องเอาไปแล้วนี่คะ
หัวเหวินฮั่น: เอ๊ะ จะเอาไปทำไม เมื่อกี้ เจิ้นปังว่าจะไปทำสัญญากับบริษัทอะไรนะ




เจิ้นปังงงที่สัญญาไม่เห็นเหมือนที่ตกลงกันไว้

เว่ยเทียนสิง: เธอผิดเองที่ไม่สนใจธุรกิจบริษัทของพ่อเธอ
ถ้าเธอใน่ใจซักหน่อยก็จะรู้ว่าชั้นเป็นใคร
หัวเจิ้นปัง: คุณพูดอะไร พ่อผมเกี่ยวอะไรด้วย





ที่แท้ เว่ยเทียนสิงเคยพ่ายแพ้ให้กับหัวเหวินฮั่น ทำให้เค้าจำฝังใจ

ตอนนั้น เว่ยเทียนสิงกว้านซื้อวัตถุดิบเพื่อโก่งราคา
โรงงานเหล็กร่วมมือกันบอยคอต ถ้าเค้าไม่ยอดลดราคาวัตถุดิบลงก็จะยุติการผลิต
ยอมขาดทุน ก็ไม่ยอมให้เว่ยเทียนสิงขูดรีด
เค้ารู้ตัวว่าสายป่านยาวสู้เหวินฮั่นไม่ได้ จึงต้องยอมเซ็นสัญญาขายวัตถุดิบในราคายุติธรรม





เว่ยเทียนสิงเจ็บใจ เก็บสัญญาฉบับนั้นไว้จนถึงทุกวันนี้
ที่ทำทุกอย่างก็เพื่อความสะใจแค่เนี้ย

เจิ้นปังอึ้งไปเลย ยังมีคนบ้าทำธุรกิจแบบเนี้ยอีกเหรอ
หัวเหวินฮั่นไม่สนใจกับเรื่องไร้สาระ ได้ปากกาคืนแล้วก็กลับกันเถอะ




หัวเหวินฮั่น: แพ้หนนี้ ไม่ใช่ความผิดของลูก
หัวเจิ้นปัง: หนนี้ผมไม่แพ้นะ ผมชนะต่างหากล่ะ
หัวเหวินฮั่น: ธุรกิจก็แบบนี้แหละ ตอนที่แกคิดว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือแล้ว
ก็มีอะไรพลิกผันตลอด
หัวเจิ้นปัง: วันหน้าผมต้องเอาคืนเค้าบ้าง
หัวเหวินฮั่น: ทำธุรกิจจะเอามาเป็นอารมณ์ไม่ได้
ถ้าคิดอย่างนั้น ลูกจะต่างยังไงกับเว่ยเทียนสิง
ถ้าอยากจะชนะ ก็ต้องแกร่งพอ ถ้าลูกแกร่งพอ ก็ไม่มีใครกล้าหลอกลวงลูก
หนนี้ที่ เว่ยเทียนสิง เลือกลูกเป็นเป้าหมาย เพราะเขารู้ว่าลูกสู้เค้าไม่ได้
หัวเจิ้นปัง: แต่เค้าใช้เล่ห์เหลี่ยมนี่
หัวเหวินฮั่น: เล่ห์เหลี่ยมก็เป็นกลยุทธแบบหนึ่ง คิดซะว่าเป็นบทเรียนก็แล้วกัน




ฝ่ายหัวเจิ้นเหวิน ไม่รู้เรื่องรู้ราว ยังเตรียมตัวเปิดร้านอาหารอยู่เลย



เจิ้นปังได้แต่เซ็ง ไม่รู้จะทำยังไงต่อไป คงต้องหาที่ดินผืนใหม่มั้ง
ตอนนี้ก็ปล่อยให้จี้เหม็งรับหน้าลูกค้าไปก่อนละกัน




เจิ้นเหวินโทรมาหาเจิ้นปังก็ไม่เจอตัว อึ้งจี้เหม็งก็พูดจาคลุมเครือ
จะทำหรือไม่ทำก็ไม่บอกให้แน่




เจิ้นเหวินรับปากเพื่อนๆ ว่าจะเดินทางไปฮ่องกงเพื่อสอบถามให้แน่ชัด
หากเกิดปัญหาอะไรขึ้น เค้ายินดีจะรับผิดชอบทุกอย่าง




สี่ซัมเหยียนได้ข่าวว่าหัวเหวินเช่าประกาศขายบ้านไปแล้ว
หัวเหวินฮั่นเป็นห่วงน้องชาย จะไปรอดรึเปล่าก็ไม่รู้
ขืนไปทำธุรกิจก็คงสู้คนอื่นไม่ได้ จะไปเป็นลูกจ้างเค้าก็ไม่แกร่งพอ
อย่างมากก็ได้แต่เปิดร้านอาหารรอวันเกษียณ

หัวเหวินฮั่น: ชั้นจะไปพูดกับมัน
สี่ซัมเหยียน: อย่าเลยค่ะ พูดไปก็ทะเลาะกันเปล่าๆ
ให้ชั้นเป็นคนไปพูดเองก็แล้วกัน





สี่ซัมเหยียนทำเป็นซื้อปูไปฝาก อยู่ฮ่องกงอาหารอร่อยออก
ไปอยู่ที่อื่นอาจจะไม่ได้กินนะ คิดจะไปจากฮ่องกงจริงๆ หรือ

หัวเหวินเช่า: บ้านก็ขายไปแล้วนี่
สี่ซัมเหยียน: พี่ใหญ่คงคิดถึงเธอ
หัวเหวินเช่า: เหรอ แต่ผมคงไม่คิดถึงเค้าหรอก พี่อย่าพูดแทนเค้าเลยน่า
สี่ซัมเหยียน: เธอไปที่โน่นไม่มีใคร ต้องไปเริ่มใหม่ตั้งแต่ศูนย์
แน่นอนล่ะ เค้าต้องเป็นห่วงเธอ




แหม โดนขัดจังหวะซะก่อน หัวเหวินหงตั้งใจมาส่งน้องชาย
ถ้าไปแคนาดาแล้วคงเจอกันยาก สี่ซัมเหยียนชวนทั้งคู่ไปกินข้าวบ้าน
ดูหน้าแต่ละคนดิ ดูไม่จืดเลย เห็นแก่พี่สะใภ้ ยอมก็ได้





หัวเจิ้นเหวินมาถึงฮ่องกง ก็รีบโทรหาเจิ้นปังที่บริษัท
ได้ยินแต่เสียงฝากข้อความ ว่างานจะล่าช้าไปประมาณสองอาทิตย์
จึงมาดักรอเจิ้นปังจนพบ

หัวเจิ้นปัง: เจิ้นเหวิน มาฮ่องกงตั้งแต่เมื่อไหร่ทำไมไม่โทรมาบอก จะได้ไปรับ
หัวเจิ้นเหวิน: โทรมา นายเคยเปิดมือถืองั้นเหรอ

หัวเหวินฮั่นเห็นทั้งคู่ที่หน้าคอนโด จึงชวนขึ้นไปบนบ้าน





เจิ้นเหวินรู้ว่าพ่อมาด้วยก็ชักเกรงใจไม่อยากบอก จึงขอตัว
แต่เหวินฮั่นรู้แกว ชวนสองหนุ่มเข้าไปคุยในห้องหนังสือ





หัวเหวินหงเตือนเหวินเช่าให้คิดดูให้ดีก่อนว่าอยากไปจริงหรือ
จริงๆ เหวินเช่าก็สับสน อายุก็ไม่น้อยจะให้ไปปรับตัวกับชีวิตที่แคนาดาคงยากอยู่
แถมต้องไปเริ่มต้นใหม่ อายุก็ปูนนี้จะไปทำอะไรได้
วันวันคงได้แต่คอย คอยกิน คอยนอน แล้วก็คอยวันตาย
แต่ขืนไม่ไปเส้าเฟินมีหวังขอเลิกแน่

หัวเหวินหง: การดื่มไม่แก้ปัญหาหรอก ต้องแก้ที่สาเหตุ
นายคิดว่าชีวิตนายกับครอบครัวนาย อะไรสำคัญกว่าล่ะ
หัวเหวินเช่า: ยังไง ผมก็ขายบ้านไปแล้ว ก็เท่ากับผมตัดสินใจไปแล้วไม่ใช่หรือ
หัวเหวินหง: ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องสนใจใคร เป็นลูกผู้ชายหน่อย
นายมีครอบครัวที่ต้องดูแลนะ





หัวเจิ้นปัง: งานแค่ล่าช้าไปบ้าง พอหาที่ดินใหม่ก็ได้สร้างแน่
หัวเจิ้นเหวิน: นายพูดยังงี้ได้ไง ชั้นสร้างร้านอาหารเฟสแรกไปแล้ว
ถ้านายไม่สร้างโรงแรม ชั้นจะสร้างร้านอาหารทำไม
หัวเจิ้นปัง: ไม่เร็วอย่างนั้นมั้ง
หัวเจิ้นเหวิน: ก็นายบอกว่าจะเริ่มงานภายใน 1 เดือน นายให้ชั้นช่วยสนับสนุน
พอชั้นช่วย นายก็ทิ้งทุ่นกันแบบนี้เหรอ
หัวเจิ้นปัง: ชั้นก็ไม่อยากให้เป็นแบบนี้
หัวเจิ้นเหวิน: นายสร้างปัญหาใหญ่ให้ชั้นแล้วรู้มั้ย ไม่มีโรงแรม ที่ดินแถบนั้นก็ไม่มีค่า
เงินทองที่ลงทุนไปก็สูญเปล่า
หัวเจิ้นปัง: ทำธุรกิจย่อมมีความเสี่ยงกันบ้าง
หัวเจิ้นเหวิน: พูดแบบไม่รับผิดชอบนี่หว่า เงินทองพวกนี้พวกเราทำงานหามาด้วยความยากลำบาก
ลูกคนรวยอย่างนายอาจไม่สะดุ้งสะเทือน แต่พวกเราเดือดร้อน
หัวเจิ้นปัง: จะมาโทษกันได้ยังไง นายเป็นคนขอจัดการเรื่องอาหารการกินเอง
นายเต็มใจทำเองนี่ ชั้นเองก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ ชั้นไม่ได้หลอกนาย ชั้นต่างหากที่ถูกหลอก





หัวเหวินฮั่น: พอแล้ว เจิ้นปัง ความเชื่อถือเป็นสิ่งสำคัญในการทำธุรกิจ
สัญญาปากเปล่า ก็ถือเป็นสัญญา ยังไม่ทันมีอะไรแน่นอน ก็เที่ยวไปสัญญาลมๆ แล้งๆ
เจิ้นเหวิน เธอเองก็เหมือนกัน ถึงเธอไม่ตั้งใจจะโกงคนอื่น
แต่เธอก็ต้องระมัดระวังในการทำธุรกิจ สัญญาก็ไม่ได้เซ็น เธอจะเรียกร้องอะไรได้
เธอไม่รู้หรือไงว่า ทำธุรกิจก็เหมือนทำสงคราม
ไม่มีใครเค้าสงสารคนที่ลงทุนโดยไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดีซะก่อน
ลุงเป็นลุงใหญ่ของเธอ ยังไงลุงก็ต้องช่วย คนหนุ่มนี่น้า
เอ้า นี่เงินหนึ่งแสนเหรียญ ทำไม ไม่พอหรือ
หัวเจิ้นเหวิน: ลุงใหญ่ครับ ที่ผมมานี่ เพราะอยากจะรู้ว่างานจะเลื่อนไปนานแค่ไหน
และมีอะไรที่ผมจะช่วยได้ ลุงพูดถูก การทำธุรกิจต้องอาศัยการตัดสินใจที่ดี
ผมไว้ใจคนผิดก็สมควรแล้ว ผมไม่กล้ารับเงินลุงหรอกครับ
หัวเหวินฮั่น: คิดซะว่าเป็นบทเรียนก็แล้วกัน เธอเดินทางมาตั้งไกล
กลับไปมือเปล่าจะสู้หน้าใครได้ รับเงินไปเถอะ





หัวเหวินหง: จะรับมือเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน
หัวเหวินฮั่น: หนนี้เจิ้นปังเป็นฝ่ายผิด ชั้นคิดว่าสมควรชดเชยให้เจิ้นเหวิน
หัวเจิ้นปัง: ผมเป็นคนบอกให้เปิดร้านอาหารเอง ผมก็ควรรับผิดชอบ
หัวเหวินหง: ทำธุรกิจก็ต้องมีกำไรขาดทุน ได้ไม่ดีใจ เสียไม่ฟูมฟาย
ถึงเราจะจนก็ไม่ยอมให้ใครเอาเงินฟาดหัว
หัวเหวินฮั่น: เงินฟาดหัวอะไร เธอก็รู้ว่าพี่ไม่ได้หมายความอย่างนั้น






หัวเหวินหงไม่พอใจ พาหว่าเจิ้นเหวินกลับ
เหวินฮั่นปวดหัว ที่ทำเพราะหวังดีกับหลาน ทำไมเหวินหงถึงมีอคตินัก

หัวเหวินฮั่น: ถึงเธอจะไม่พอใจพี่ เธอก็ไม่ควรห้ามเจิ้นหมั่นรับเงินจากพี่
รู้ทั้งรู้ว่าลูกชายจำเป็นต้องใช้เงินก้อนนี้
หัวเหวินหง: เจิ้นหมั่น ลูกตัดสินใจเองเถอะ
หัวเจิ้นเหวิน: ขอบคุณครับลุงใหญ่ แต่ผมคงไม่รับ
หัวเหวินฮั่น: ก็นับว่ากล้าตัดสินใจดี แต่ใช้อารมณ์มากไปหน่อย
หัวเจิ้นปัง: ทั้งหมดเป็นความผิดของผม อารอง ถ้าจะโทษก็โทษผมเถอะครับ
พ่อแค่อยากช่วยผมแก้ปัญหาเท่านั้น
สี่ซัมเหยียน: เอาล่ะ เอาล่ะ ไหนๆ เจิ้นหมั่นก็มาด้วย
กินข้าวแล้วค่อยๆ คุยกันดีกว่านะ
หัวเหวินฮั่น: ไม่ว่าพี่ทำอะไร พวกเธอก็ชอบคิดว่าสิ่งที่พี่ทำน่ะผิด
ที่พี่ชดเชยให้เจิ้นหมั่น เพราะไม่อยากให้เรื่องนี้มาทำให้ลูกหลานกินใจกัน
แค่รุ่นเรามีปัญหากันก็พอแล้ว หรือว่าเธออยากให้คนรุ่นหลังขาดพี่ขาดน้องกัน
พี่ทำผิดตรงไหน






หัวเหวินเช่า: พี่ทำอะไรไม่เคยผิดหรอก พี่ให้พี่สะใภ้ไปห้ามไม่ให้ผมอพยพ
แล้วก็บอกพวกบอร์ดไม่ให้ซื้อหุ้นของผม
หัวเหวินฮั่น: ต่อให้เธอจะไป ก็ไม่ควรโง่ขายหุ้นของตัวเอง
หัวเหวินหง: เหวินเช่ามีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ พี่หัดเคารพการตัดสินใจของคนอื่นบ้างไม่ได้หรือไง
หัวเหวินฮั่น: เพราะเค้าตัดสินใจไม่เป็น ชั้นถึงต้องคอยตัดสินใจให้ยังไงล่ะ
มาฮ่องกงตั้งหลายปี ทำงานหนักกว่าจะมาถึงวันนี้
ตอนนี้จะทิ้งทุกอย่างไปมันคุ้มแล้วหรือ ชั้นกลัวว่าจะหมั่นเซ็กจะตัดสินใจผิด ต้องเสียใจไปชั่วชีวิต





หัวเหวินเช่า: ต่อให้ผมตัดสินใจผิด ก็เป็นการตัดสินใจของผมเอง
พี่หัดเคารพการตัดสินใจของน้องๆ บ้างสิ ตอนนั้น พี่จับไม้แดงเพื่อมาฮ่องกง
พี่ก็โกงพี่รอง พี่บอกว่าทำไปเพื่อพี่รอง พี่เกือบทำให้ครอบครัวผมแตกแยก พี่ก็บอกว่าทำเพื่อผม
พี่ไม่เคยทำอะไรผิด พี่คิดว่าทุกคนต้องทำตามพี่คนเดียว
หัวเหวินหง: พูดไปก็ไม่มีประโยชน์ พวกเราไปกันเถอะ









 

Create Date : 25 กันยายน 2550    
Last Update : 19 มกราคม 2554 20:03:47 น.
Counter : 279 Pageviews.  

The Drive of Life 4







วันนี้ สาวใช้ลา เจิ้นปังเป็นเด็กดีช่วยคุณแม่ทำอาหารเช้า
จริงๆ ก็แค่ปิ้งขนมปังล่ะนะ แถมยังอาสาจะขัดรองเท้าให้อีกต่างหาก
ตั้ง 100 คู่เชียวนะ

หัวชิงหยู: เป็นเด็กขี้ประจบตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย
หัวเหวินฮั่น: หาเรื่องไม่ไปทำงานสิไม่ว่า
หัวเจิ้นปัง: ถึงผมจะขี้เกียจ แต่ก็เป็นลูกกตัญญูนะคร้าบ
หัวเหวินฮั่น: อยากกตัญญูก็ต้องขยันทำงาน
แล้วนี่ไม่ต้องไปตามแผนงานโครงการสปารีสอร์ทหรือไง
หัวเจิ้นปัง: โธ่พ่อ ทำงานไม่เห็นต้องเข้าออฟฟิศทุกวันเลย
ผมทำข้าวเช้าไป ก็ดูสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินไป ทุกอย่างผมวางแผนไว้หมดแล้ว






หัวชิงหยู: นี่คิดจะเปิดสปารีสอร์ทเมื่อไหร่ล่ะ พี่กับแม่จะได้ไปอุดหนุน
หัวเจิ้นปัง: อันนี้ก็ต้องถามเจ้านายใหญ่แหละคร้าบ ไม่รู้เมื่อไหร่จะตีเช็คให้ซะที
หัวเหวินฮั่น: ตกลงกันแล้วนี่ ว่าจะจ่ายงวดสองให้ เมื่อแกได้สัมปทานที่ดินมาแล้ว




ยังไม่ทันกินข้าวเสร็จ เจิ้นปังก็ได้ข่าวว่าบริษัทซิริอุสจะเซ็นสัญญาขายที่ให้กับบริษัทอื่นในวันนี้
เขารีบแจ้นไปบริษัทซิริอุสทันที




ขณะนั้น หย่งซิ่วฟงกำลังพาลูกค้าของบริษัทตนมาเซ็นสัญญากับ Stella ตัวจริง
เจิ้นปังบุกเข้าไปต่อว่าในห้องประชุม ยิ่งเห็นตัวเลขในสัญญายิ่งไม่พอใจ
เพราะให้ราคาต่ำกว่าที่ตนเสนอไปถึงสองแสนเหรียญ





หย่งซิ่วฟงกลัวแผนแตกรีบกลบเกลื่อน

หย่งซิ่วฟง: เชิญคุณออกไปก่อน เรากำลังประชุมกันอยู่
หัวเจิ้นปัง: โอเค ถ้าไม่ใช่เรื่องเงิน แล้วเพราะอะไร
Stella: ซิ่วฟง เกิดอะไรขึ้น จะให้ชั้นโทรเรียก รปภ.มั้ย
หัวเจิ้นปัง: ซิ่วฟง คุณไม่ใช่ Stella Choi เหรอ
Stella: Stella Choi น่ะชั้นเอง





หย่งซิ่วฟง: Stella อย่าสนใจพวกเข้ามาป่วนเลยค่ะ คนแพ้แล้วพาล
หัวเจิ้นปัง: คุณหย่งครับ คุณรู้มั้ยว่าผมแจ้งจับคุณฐานหลอกลวงได้นะ
หย่งซิ่วฟง: คุณคะ อย่ามาสร้างปัญหาที่นี่จะได้มั้ย





เว่ยเทียนสิงได้ยินเสียงเอะอะ เลยเข้ามาดู
หย่งซิ่วฟงกับหัวเจิ้นปังต่างแนะนำตัวเอง
เว่ยเทียนสิงถึงกับอึ้งเมื่อได้รู้ว่าเจิ้นปังเป็นลูกชายของหัวเหวินฮั่น




หัวเจิ้นปัง: คุณเว่ยคุณเป็นนักธุรกิจ เมื่อข้อเสนอผมดีกว่าตั้งสองแสนเหรียญ คุณคงไม่ปฏิเสธใช่มั้ยครับ
หย่งซิ่วฟง: คุณเว่ยคะ ดิชั้นคิดว่าสำหรับคุณแล้ว เงินแค่สองแสนไม่ใช่เรื่องสำคัญ
เมื่อคุณได้ตกลงที่จะทำสัญญากับลูกค้าของดิชั้นแล้ว ดิชั้นเชื่อว่าคุณคงจะรักษาสัญญานะคะ
หัวเจิ้นปัง: ผมหูฝาดไปรึเปล่าเนี่ย คุณพูดเรื่องสัญญาเนี่ยนะ พูดไม่อายปากเลยนะคุณ





หย่งซิ่วฟง: (ไม่สนย่ะ) ถ้าคุณเห็นว่าเงินสองแสนสำคัญ
ดิชั้นเชื่อว่าลูกค้าของดิชั้นก็ยินดีที่จะเสนอราคาใหม่




เว่ยเทียนสิงมีงานอดิเรกในการสะสมปากกาหมึกซึมรุ่น Limited Edtion
ซึ่งมีตั้งแต่ปี 1893 ถึงปี 1987

เว่ยเทียนสิง: อย่างด้ามนี้ ผลิตขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกในการค้นพบสุสานของฟาโรห์ตุตันคาเมน
เป็นของที่มีคุณค่าจริงๆ ธุรกิจสมัยนี้ก็เหมือนการทำสงคราม (วกกลับมาได้ยังไงหว่า)
บางครั้งก็ต้องอาศัยเล่ห์กล การตุกติกเล็กน้อยเพื่อให้ได้สัญญา ก็ไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรงอะไร
แต่ถ้าคิดจะเล่นเกม ก็ต้องเล่นให้เป็น ไม่เช่นนั้น ก็มีแต่จะทำให้ตัวเองต้องอับอาย
ที่คุณพูดก็ถูก นักธุรกิจย่อมไม่ปฏิเสธกำไร แต่ผมคือ เว่ยเทียนสิง
ผมจะทำเงินจากสิ่งที่ผมชอบ จะทำกำไรก็ต่อเมื่อมีความสุขกับมัน
นี่อยากจะรู้กันแล้วล่ะสิว่าผมจะขายที่ดินให้กับใคร ใจเย็นๆ เรามาเล่นเกมกันก่อน

คอลเลคชั่นปากกามองค์บลังค์ของเว่ยเทียนสิงยังขาดด้ามปี 1969
เขาเสนอว่าจะขายที่ดินให้กับคนที่หาปากกาด้ามนี้มาให้ได้





คนนึงเปิดเข้า คนนึงเปิดออก แล้วมันจะออกกันได้มั้ยเนี่ย

หย่งซิ่วฟง: เป็นสุภาพบุรุษหน่อยได้มั้ย
หัวเจิ้นปัง: จำเป็นด้วยหรือ
หย่งซิ่วฟง: ก็ได้ งั้นเชิญออกไปก่อนเลย ยังไงคุณก็เอาชนะชั้นไม่ได้แน่
หัวเจิ้นปัง: ผมเป็นคนแฟร์นะ เรื่องอ่อนข้อให้น่ะไม่จำเป็น
เกมนี้ชักน่าเล่นขึ้นทุกที ความจริงผมก็ไม่ได้จำเป็นต้องซื้อที่ดินผืนนี้ให้ได้
มีเงินซะอย่าง ที่ดินเมืองจีนมีให้เลือกตั้งเยอะแยะ
แต่การแข่งขันนี่น่าสนุกดีออก ขืนผมยอมเลิกราก็ไม่มันส์อ่ะดิ
หย่งซิ่วฟง: ลูกค้าชั้นก็ไม่ได้มีแค่คนเดียว ฮ่องกงเป็นเมืองใหญ่
คนออกเยอะ อย่างชั้นมีหรือจะหาลูกค้าไม่ได้
ชั้นแค่อยากจะให้บทเรียนใครบางคน ถือซะว่าทำกุศล
หัวเจิ้นปัง: ทำอะไรก็ระวังบ้างนะ โกหกมากๆ ระวังจะโดนฟ้าผ่า
(โหยเจิ้นปังเอ๊ย เชยชะมัด ไปฝึกเหน็บแนมมาใหม่เหอะน้อง มันไม่เจ็บอ่ะ)
หย่งซิ่วฟง: ขอบคุณที่เตือน เอาไว้ชั้นหาปากกาได้แล้ว ชั้นจะรีบแจ้งให้ทราบ
คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลา
หัวเจิ้นปัง: เช่นกัน







ปฏิบัติการตามล่าหาปากกาเริ่มต้นขึ้น เจิ้นปังออกตระเวนหาตามร้านขายของเก่า
เสียเงินเท่าไหร่ไม่ว่า แต่เรื่องเสียหน้าเจิ้นปังยอมไม่ได้




ยังไม่ทันออกจากร้าน ก็ได้ยินดีเจประกาศตามหาปากกาด้ามสำคัญให้กับซิ่วฟง
ซิ่วฟงอำดีเจไปว่าปากกาด้ามนี้ เป็นของขวัญวันเกิดที่ได้รับจากพ่อตอนอายุ 12
หลังจากนั้น พ่อเธอก็เรือล่ม ทิ้งไว้แต่ปากกาให้ดูต่างหน้า
จนเดือนที่แล้วเธอถูกวิ่งราวกระเป๋า ทำให้สูญปากกาไป ใครเห็นปากกาด้ามดังกล่าวให้แจ้งกลับมาด้วย
เจิ้นปังฟังแล้วก็ทึ่งในการอำระดับเทพ โห คนที่กล้าแต่งเรื่องขนาดนี้ คงมีซิ่วฟงคนเดียวเนี่ยแหละ






แต่ชีวิตมันก็ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น ที่โทรมาก็มีแต่พวกต้มตุ๋น
เชอะ คิดจะมาหลอกซิ่วฟงง่ายๆ ฝันไปเหอะ
สายสุดท้ายที่โทรมา ดูจะมีแววที่ใช่ เพราะบรรยายตัวปากกาได้อย่างถูกต้อง
จะไม่ถูกได้ยังไง ก็เจิ้นปังกำกับเองนี่ 555





เจิ้นปังให้อึ้งจี้เหม็งหลอกซิ่วฟงให้ขึ้นเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะ Lamma

หัวเจิ้นปัง: ไปนั่งเรือเที่ยวคนเดียว ไม่ยักกะชวนผมไปด้วย
หย่งซิ่วฟง: อีตาบ้า หลอกกันได้
หัวเจิ้นปัง: เจ๊ากันไปน่า อย่าลืมของฝากล่ะ
หย่งซิ่วฟง: หนอย อย่าให้ชั้นเห็นหน้านายอีกนะ





เฮ้อ มีแต่คนซื่ออย่างอึ้งจี้เหม็งแหละที่คิดว่าเรื่องของซิ่วฟงเป็นเรื่องจริง
ยังอุตส่าห์คิดว่าถ้าเจิ้นปังหาปากกาได้ น่าจะยกให้ซิ่วฟงซะงั้น
เจิ้นปังไม่นึกเลยว่าตามหาซะรองเท้าสึก บทจะเจอก็ง่ายดายเหลือเกิน
ก็หาผิดที่เองนี่นา สารานุกรมประจำบริษัทจี้เหม็งรู้อยู่แล้วว่า
หัวเหวินฮั่นเป็นเจ้าของปากกาด้ามนี้
ความจริงก็รู้กันทั้งบริษัทแหละ มีเจิ้นปังคนเดียวที่ไม่รู้




ปากกาด้ามนี้มีประวัติความเป็นมา
ในปี 1969 เป็นปีที่หัวเหวินฮั่นทำสัญญาธุรกิจงานใหญ่สำเร็จเป็นครั้งแรก
เค้าจึงซื้อปากกาด้ามนี้ให้ตัวเอง และทุกครั้งที่รับพนักงานใหม่
ก็จะใช้ปากกาด้ามนี้ ในการให้โอวาทพนักงาน
โดยจะบอกว่าปากกาด้ามนี้เป็นเหมือนเครื่องเตือนความจำ
ให้เค้าอย่ายอมแพ้ และมุมานะในหน้าที่การงาน

เจิ้นปังไม่อินค่ะ กะอีแค่ปากกาด้ามเดียวจะอะไรกันนักหนา
ปากกา 1 ด้ามแลกกับที่ดิน คุ้มค่าจะตาย ถึงพ่อรู้พ่อก็ไม่ว่าหรอก




ซิ่วฟงหาปากกาไม่ได้ เลยเอาปากการุ่นเก่ากว่ามาแทน
ปี 1957 แพงกว่า หายากกว่าก็จริง แต่ยังไงก็ไม่ใช่มองท์บลังรุ่นที่ต้องการ




นี่ต้องด้ามนี้ ไงล่า เจ๋งปะ (สายตาเชือดเฉือนมากค่ะ)




เว่ยเทียนสิง: รุ่นนี้จริงๆ หามาได้ยังไง
หัวเจิ้นปัง: ปากกาพ่อผมเองครับ (ตอบได้ซื่อมากค่ะน้อง)
เว่ยเทียนสิง: คุณหัว เมื่อคุณเป็นคนหาปากกาได้
ผมก็ยินดีจะขายที่ดินผืนนี้ให้กับคุณ




หัวเจิ้นปัง: โกรธผมเหรอ
หย่งซิ่วฟง: (ถามได้) เจ้าเล่ห์นักนะ ถ้าคุณไม่ขี้โกง
หลอกให้ชั้นไปเกาะ Lamma ชั้นก็คงหาปากกาเจอ
หัวเจิ้นปัง: ก็ขี้โกง ขี้โกงแบบนี้ ผมก็เรียนรู้จากคุณแหละ
ว่าก็ว่าเถอะ ผมไม่เคยถูกผู้หญิงหลอกมาก่อน
คุณเนี่ยระดับเทพเลย นี่ชมนะเนี่ย ยิ้มหน่อยน่า ผมไม่ค่อยชมผู้หญิงนะ
หย่งซิ่วฟง: ถ้าคุณคิดจะชมชั้นจริงๆ ล่ะก็ ยกที่ดินให้ชั้นสิ
หัวเจิ้นปัง: ไม่มีทาง แต่ถ้าจะให้ผมเลี้ยงข้าวล่ะก็ได้
หย่งซิ่วฟง: ไม่ล่ะค่ะ ขอบคุณ เจอกันครั้งหน้า
ถึงตอนนั้น ชั้นอาจจะเป็นฝ่ายเลี้ยงข้าวคุณก็ได้นะ





เจิ้นปังเดินทางไปเมืองจีนเพื่อเริ่มงานดูสถานที่ก่อสร้างสปารีสอร์ท
เจิ้นเหวินพลอยตื่นเต้นไปด้วย ทำสปารีสอร์ทน่าจะได้กำไรกว่าขายไข่ต้มน้ำแร่ล่ะน่า
เจิ้นปังกะจะสร้างให้ดังกว่าสปารีสอร์ทที่ฮาโกเน่ ประเทศญี่ปุ่นอีก (ตื่นๆ เจิ้นปัง)




ยังไม่ทันสร้างก็เจออุปสรรคเรื่องทำเลที่ตั้งแสนจะห่างไกล
หาข้าวกินซักมื้อยังยากลำบากต่อไปคนงานจะกินข้าวที่ไหน
เจิ้นเหวินดิลิเวอรี่อาสาเอง ว่าแต่จะเริ่มงานเมื่อไหร่
อึ้งจี้เหม็งยืนยันว่าได้เอกสารสิทธิ์ที่ดินเมื่อไหร่ก็จะเริ่มงานทันที
ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน




เจิ้นเหวินมองการณ์ไกลกว่านั้นอีก เค้าคิดจะกว้านซื้อที่ดินรอบๆ
เพื่อเปิดร้านอาหารรองรับลูกค้าที่มาสปา
จึงหวังจะระดมทุนจากคนงานโรงงาน แต่คนงานต่างไม่เห็นด้วย
กลัวจะขาดทุนซะมากกว่าจะได้กำไรน่ะสิ




มีซินซินคนเดียวที่ยอมเอาเงินมาลงทุนกับเจิ้นเหวิน (รู้นะคิดอะไรอยู่)
ขนาดซินซินที่เป็นคนขี้เหนียวยังกล้าลงทุน เพื่อนพนักงานเลยพลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วย

หัวเหวินหง: เจิ้นเหวิน ลูกต้องรักษาสัญญากับเพื่อนๆ นะ เพื่อพวกเขา และเพื่อตัวลูกเองด้วย





ยังไม่ทันประมูลงานได้ หัวเหวินเช่าก็เล่นสั่งสต๊อควัตถุดิบเพิ่มจำนวนมาก
ถ้าไม่ได้ เงินทุนหมุนเวียนต้องเป็นปัญหาแน่
เตือนไม่ทันขาดคำ เหวินเช่าก็รู้ผลประมูล สุดท้าย Ho Fook Kee ได้งานไป





หัวเหวินเช่ารีบแจ้นไปหาพี่ใหญ่ให้ช่วย เวลาอย่างนี้เส้าเหลียงก็หายตัวไป ตามตัวไม่ได้

หัวเหวินฮั่น : นึกอยู่แล้ว แกก็น่าจะรู้ว่าคนอย่างซิ่วเหลิง
ไม่มีวันยอมร่วมรับผิดไปกับแกแน่ โชคแกยังดีที่มีพี่ใหญ่อย่างชั้น
เชื่อพี่สิ พี่ต้องช่วยแกแน่
หัวเหวินเช่า: ไม่เชื่อพี่ ผมจะเชื่อใครล่ะ
หัวเหวินฮั่น : พรุ่งนี้ แกลาป่วยซะ ไม่ต้องเข้าประชุมบอร์ด
หัวเหวินเช่า: พี่จะทำอะไร
หัวเหวินฮั่น : ถ้าแกเชื่อพี่ ก็ไม่ต้องถามให้มากความ
จำไว้ว่าที่พี่ทำก็เพื่อแก





บอร์ดบริหารต่างไม่พอใจ ประมูลงานก็ไม่ได้ วัตถุดิบก็ล้นสต็อก เงินก็ตึง
ใครจะรับผิดชอบ หวังเส้าเหลียงฉวยโอกาสเสนอหน้า
ขอทำความดีลบล้างความผิด โดยจะเจรจาให้ Ho Fook Kee จ้าง Kwai Wai
เป็นซับคอนแทรกต์ในงบ 250 ล้านเหรียญ
หัวเหวินฮั่นปล่อยให้หวังเส้าเหลียงแสดงละครเต็มที่ อยากจะรู้นักว่าจะมีแผนอะไร

หวังเส้าเหลียง: แม้กำไรจะน้อยไปหน่อย แต่อย่างน้อยเราก็มีงานทำ
และยังแก้ปัญหาเรื่องการขาดสภาพคล่องทางการเงินได้อีกด้วย
ถ้าทุกท่านเห็นชอบ ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง





บอร์ดบริหารต้องการฟังความคิดเห็นของหว่าหมั่นฮอน

หัวเหวินฮั่น: ผมคัดค้าน
หวังเส้าเหลียง: ทำไมล่ะ ที่ผมทำก็เพื่อประโยชน์ของทุกท่าน
ทำไมคุณถึงจะคัดค้าน
หัวเหวินฮั่น: ผมมีเหตุผลข้อเดียว




หัวเหวินฮั่นให้หย่งเปียวนำตัวเจ้าของ Ho Fook Kee มาเปิดโปงแผนของหวังเส้าเหลียง
ถึงขนาดนี้แล้ว หวังเส้าเหลียงยังไม่ยอมรับ
คุณ Ho จนแต้ม หากไม่ยอมรับ หัวเหวินฮั่นก็จะไม่ซับงานให้
โรงงานเล็กๆ อย่าง Ho Fook Kee จะทำไหวได้ยังไง มีหวังโดนฟ้องหมดตัว





หวังเส้าเหลียงเห็นท่าว่าตัวเองจะไม่รอด จึงคิดลากหัวเหวินเช่าให้ร่วมรับผิดชอบด้วย
เพื่อช่วยน้องชาย หัวเหวินฮั่นจึงสมอ้างว่าหว่าเหวินเช่าเป็นคนรายงานเรื่องนี้ให้เค้ารู้
แล้วรีบชิงปลดหวังเส้าเหลียงจากทุกตำแหน่งในบริษัท บอร์ดบริหารเห็นชอบเป็นเสียงเดียว

หวังเส้าเหลียงสติแตก อาละวาดจนบอร์ดกระเจิง จนรปภ. ต้องมาจับตัวออกไป






หัวเหวินเช่ายังคงไม่รู้เรื่อง เมื่อไม่กล้าเข้าบริษัท เลยแวะมาเยี่ยมพ่อตา



หวังเส้าเหลียงทำผิดยังไม่สำนึก กลับมาโวยวายกับเหวินเช่า

หวังเส้าเหลียง: พ่อ เราไว้ใจคนผิดแล้ว สองคนพี่น้องคิดฮุบบริษัทเรา
พวกมันหาเรื่องไล่ผมออกจากบอร์ดบริหาร
หวังชิงกั๊วะ: เรื่องนี้จริงรึเปล่า
หัวเหวินเช่า: ผมไม่รู้เรื่องอะไรเลย พวกเราประมูลงานไม่ได้
พี่ใหญ่เลยไม่ให้ผมไปทำงาน เค้าบอกว่าจะชี้แจงกับบอร์ดบริหารเอง
หวังเส้าเหลียง: ไม่ต้องทำเป็นไม่รู้เรื่อง ชั้นรู้ไส้แกหมดแล้ว






หวังเส้าเหลียงเอาแต่โวยวาย ไม่ได้ดูอาการพ่อตัวเองเล้ย
คุณหวังเกิดเป็นลมกะทันหัน เล่นเอาทุกคนตื่นตระหนกกันไปหมด




พอคุณหวังฟื้นขึ้นมาก็ขอพบหัวเหวินฮั่นตามลำพัง
ที่จริงคุณหวังก็รู้ว่าลูกตัวเองไม่ได้ความ แต่สำหรับเขา ลูกในไส้ย่อมสำคัญกว่าโรงงาน
ตอนนี้เหวินฮั่นอาจจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าวันหนึ่งต้องเจอเข้ากับตัวเองก็จะรู้ซึ้งถึงความรู้สึกคนเป็นพ่อ

หัวเหวินฮั่น: คุณหวัง คุณเป็นผู้ก่อตั้ง Kwok Wai
คุณให้โอกาสผม ผมไม่เคยลืมบุญคุณของคุณ
ต่อให้คนตระกูลหวังไม่ได้ทำงานที่ Kwok Wai
แต่พวกเค้าก็ยังเป็นคนในบริษัท ถ้าบริษัทได้กำไร พวกเค้าก็จะได้ส่วนแบ่ง
ยังไงพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน





อาการคุณหวังเข้าขั้นสุดท้าย หมอจึงยอมบอกทุกคนว่าคุณหวังเป็นมะเร็งตับ



คืนนั้น คุณหวังก็จากไป หัวเหวินเช่ารู้แล้วว่าหวังเส้าเหลียงวางแผนโกงบริษัท
เค้ากลับโกรธที่เหวินฮั่นไม่ยอมบอกตั้งแต่ต้น

หัวเหวินฮั่น: แกรู้มั้ย ทำไมพี่ต้องทำอย่างนั้น
ถ้าพี่บอกแกว่าเส้าเหลียงไม่มีวันกลับตัวได้ เค้าคิดจะโกงบริษัท แกจะเชื่อพี่หรือ
พี่ทำเพื่อให้ได้หลักฐานมัดตัวเค้า
หัวเหวินเช่า: เพื่อกำจัดเส้าเหลียง พี่ยอมเสียสละผมเนี่ยนะ
พี่รู้มั้ยว่าทำแบบนี้ ผมจะพลอยเดือดร้อนไปด้วย
หัวเหวินฮั่น: พี่ถึงได้โกหกบอร์ด ว่าแกเป็นคนหาหลักฐานมาให้ไงล่ะ
หัวเหวินเช่า: ผมไม่ต้องการให้พี่ช่วยผมแบบนี้
ถ้าผมทำผิด พี่จะไล่ผมออก หรือให้ผมลาออกก็ได้
ยังไงก็ยังดีกว่าถูกหาว่าร่วมมือกับพี่ไล่เส้าเหลียง
อย่างนี้ผมจะสู้หน้าตระกูลหวังได้ยังไง ผมจะสู้หน้าเมียผมได้ยังไง
ก่อนพี่จะทำอะไร เคยคิดถึงความรู้สึกผมบ้างมั้ย เคยคิดถึงสถานภาพของผมบ้างมั้ย
พี่เคยให้โอกาสผมตัดสินใจเองซักครั้งบ้างมั้ย ไม่เคยเลย
พี่รองพูดถูกแล้ว พี่ชอบคิดว่าตัวเองถูกเสมอ พี่ต้องการให้ทุกคนทำตามพี่
พี่ไม่เคยเคารพการตัดสินใจของพวกเรา ไม่เคยเลยซักครั้ง






หวังเส้าเหลียงโทษว่าพ่อตายเพราะหัวเหวินฮั่นกับหัวเหวินเช่า
เค้าโกรธจัดทำร้ายเหวินเช่า ดีที่เส้าเฟินห้ามไว้
เส้าเฟินเชื่อในตัวสามี อยู่กันมาตั้งหลายปี มีหรือจะดูไม่ออกว่าเหวินเช่าดีกับเธอและพ่อแค่ไหน

อารามโกรธ หวังเส้าเหลียงเลยเปิดโปงว่าเหวินเช่าแอบมีสัมพันธ์กับสาวอื่น
เรื่องอะไรก็รับได้ แต่เรื่องมีหญิงอื่นนี่รับไม่ได้เด็ดๆ เส้าเฟินขอหย่าทันที






คืนนั้นหัวเหวินเช่าต้องนอนห้องรับแขก แต่รุ่งขึ้นหัวชิงหลินต้องกลับมางานศพคุณตา
เส้าเฟินไม่อยากให้ลูกสาวรู้เรื่องหย่าจึงยอมให้เหวินเช่ากลับมานอนห้องเดียวกันได้แต่ต้องนอนที่พื้น




ดันมาเจอกันตรงทางลงที่จอดรถซะได้ อยู่ตึกเดียวกันก็แบบนี้แหละ
หว่องซิ่วเหลิงกับหวังเส้าเฟินไม่ยอมให้หัวเหวินฮั่นไปเคารพศพพ่อ
เรื่องของตระกูลหวัง ตระกูลหัวไม่ต้องยุ่ง

หัวเหวินฮั่น: ชั้นรู้จักกับคุณหว่องมานานกว่า 30 ปี
ใครจะมาห้ามไม่ให้ชั้นไปส่งศพท่านเป็นครั้งสุดท้ายไม่ได้
หวังเส้าเฟิน: ขนาดรู้จักกับพ่อนานอย่างนี้ ยังตลบหลังพวกเราได้
ถ้าชั้นกับน้องยอมให้คุณไปส่งศพพ่อ ชั้นกลัวพ่อจะนอนตายตาไม่หลับ
เราก็จะเป็นลูกอกตัญญู
หัวเหวินฮั่น: ถ้าชั้นไม่ไปก็เท่ากับไม่ให้เกียรติคุณหวัง
หวังเส้าเหลียง: หัวเหวินฮั่นสำคัญขนาดไหน หรือว่าคุณไม่ไป พวกเราจะฝังศพพ่อไม่ได้
ในฐานะลูกชายคนโต ผมไม่อนุญาตให้คุณร่วมงานศพ
ต่อไปหากตระกูลหัวจัดงานศพ จะไม่ให้ผมร่วมงานก็ได้ (อ้าว แช่งกันนี่หว่า)
รับรองว่าผมจะไม่ด้านหน้าไปร่วมแน่นอน





หัวเจิ้นปังกับหัวชิงหลินมาทันเวลาพอดี
เหวินฮั่นจึงให้เจิ้นปังขับรถพาแม่กับพี่ไปงานศพ





แม้เหวินฮั่นจะไม่ได้ไปร่วมงาน แต่ในใจของเขาก็ยังรำลึกถึงคุณหวังอยู่เสมอ








 

Create Date : 22 กันยายน 2550    
Last Update : 19 มกราคม 2554 19:14:21 น.
Counter : 322 Pageviews.  

The Drive of Life 3







จากตอนที่แล้ว คุณหวังต้องการให้หัวเหวินเช่าขึ้นเป็นประธานบอร์ดบริหาร
เหวินเช่าไม่อยากเป็น เค้าพยายามชี้ให้เส้าเฟินเห็นว่าที่หมั่นฮอนทำไปก็เพื่อบริษัท
ถ้าไม่ใช่เพราะเหวินฮั่น Kwok Wai คงไม่เติบโตจากโรงงานขยะ
มาเป็นผู้ผลิตอุปกรณก่อสร้างยักษ์ใหญ่อย่างทุกวันนี้

หวังเส้าเฟิน: พี่ใหญ่เค้าเห็นคุณเป็นเด็กอยู่เรื่อย เอะอะก็ชอบด่าว่าคุณ
ถ้าคุณไม่คิดว่าทำเพื่อพ่อชั้น ก็ทำเพื่อชั้นไม่ได้หรือ
ทำไมไม่ยืนหยัดเพื่อพวกเรา ชั้นเป็นภรรยาของคุณนะ
ชั้นอยากให้คุณยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง ไม่ใช่เป็นลูกไล่ให้พี่ใหญ่ตลอดไป




ความจริงแล้วคุณหวังเป็นมะเร็งตับ แต่เขาห่วงใยลูกๆ
จึงไม่อยากบอกให้กังวล ก็ไม่รู้ว่าจะปิดไปได้นานแค่ไหน
เพราะมะเร็งลามรวดเร็วเหลือเกิน

หวังชิงกั๊วะ: คนเราเกิดมาล้วนต้องตาย ผมไม่อยากมานั่งคร่ำครวญ
อยากจะใช้เวลาที่มีแผ้วถางทางเดินไว้ให้ลูกๆ พวกเขาจะได้อยู่อย่างสบาย




หัวเจิ้นเหวินสารภาพกับพ่อว่าตนเองแหละ
เป็นคนเร่งให้เจิ้นปังขับรถเร็วจนเกิดอุบัติเหตุ
หัวเหวินหงเลยไม่ทำหน้างอใส่เจิ้นปังอีก (รู้ซะมั่ง ว่าใครถูกใครผิด)
เจิ้นปังขอออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด เหวินหงทำท่าจะไม่ยอม

หัวเจิ้นเหวิน: พ่อก็ ขืนพ่อไม่ยอมให้เขาจ่าย ก็คงมีหวังเถียงกันไม่เลิก
อีกอย่างนะ อาหารที่นี่ก็ไม่อร่อยเอาซะเลย
เจิ้นปังชั้นจะให้โอกาสนายเลี้ยงข้าวชั้นซักมื้อสองมื้อแล้วกัน





เหวินเช่ากลับไปปรึกษาเหวินฮั่นเรื่องประธานบอร์ดบริหาร

หัวเหวินฮั่น : แกต้องการให้พี่คัดค้าน หรือสนับสนุนแกล่ะ
หัวเหวินเช่า: ผมว่าก็เป็นทางออกที่ดีนะ มีผมเป็นประธานบอร์ดบริหาร
ตระกูลหัวกับหวังก็ไม่ต้องขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์
หัวเหวินฮั่น : ฟังตัวเองพูดเข้า คนจะเป็นประธานบอร์ดบริหาร
เขาต้องคิดถึงผลประโยชน์ของบริษัท ไม่ใช่ส่วนตัวหรือครอบครัว
หัวเหวินเช่า: พี่กล้าพูดเหรอว่า ระหว่างพี่กับเส้าเหลียง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
หัวเหวินฮั่น : ถ้าเส้าเหลียงกลับมาทำงานระดับผู้จัดการ
พี่คงไม่คัดค้าน ขอให้เค้าตั้งใจทุ่มเทกับหน้าที่การงานก็แล้วกัน
แต่นี่เล่นจะมานั่งบอร์ดบริหาร โทษที พี่รับไม่ได้
เขาไม่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งนี้
หัวเหวินเช่า: แล้วผมล่ะ




ระฆังพักยก มีโทรศัพท์เข้ามาพอดี

หัวเหวินฮั่น: รอเดี๋ยว เหวินเช่าราคาวัตถุดิบสังกะสีใน 3 เดือนหน้า
จะอยู่ 870 เหรียญต่อตัน แกคิดว่าควรจะสต๊อกสินค้าไว้เยอะๆ ดีมั้ย
หัวเหวินเช่า : อาทิตย์ที่แล้วยัง 890 เหรียญอยู่เลย
หัวเหวินฮั่น: ว่าไง จะซื้อหรือไม่ซื้อ เร็ว จะซื้อไม่ซื้อ
(ชักรำคาญ ตัดสินใจช้าไม่ทันใจ) ซื้อเลย
หัวเหวินเช่า : ราคาน่าจะลงอีกนา
หัวเหวินฮั่น: ประธานบอรด์บริหารต้องรู้จักตัดสินใจถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสม
หัวเหวินเช่า : แล้วพี่รู้ได้ไงว่าพี่ตัดสินใจถูก พี่เอาอะไรมาวัด
หัวเหวินฮั่น: ชั้นตัดสินใจ ต้องถูกต้องอยู่แล้ว
หัวเหวินเช่า : พูดไปพูดมา พี่ก็อยากจะเป็นประธานบอร์ดบริหารซะเอง
หัวเหวินฮั่น: ชั้นไม่อยากจะว่าคนป่วยหรอกนะ
แต่ชั้นว่าคุณหวังเขากำลังใช้แกเป็นเครื่องมือ เค้าอยากให้ลูกชายเป็นประธานบอร์ดบริหาร
หัวเหวินเช่า : เราเป็นญาติกัน ทำไมต้องหวาดระแวงกันด้วย อยู่กันอย่างสมานฉันท์ไม่ได้หรือ
หัวเหวินฮั่น: แกก็ไม่พ้นต้องตกที่นั่งเป็นคนกลางอยู่ดี
หัวเหวินเช่า : ใช่สิ ในสายตาพี่ ผมทำอะไรก็ไม่เคยดี





หัวชิงหยูเห็นพ่อท่าทางไม่สบายใจจึงแวะเข้ามาคุยด้วย

หัวเหวินฮั่น: พ่อเป็นคนพูดยากใช่ไหม
หัวชิงหยู: ทำไมคะ
หัวเหวินฮั่น:ทำไมหนูถึงไม่บอกพ่อตรงๆ ว่าอยากเรียนด้านดีไซน์
หัวชิงหยู: หนูก็ไม่ได้เกลียดบัญชีนี่คะ หนูเป็นลูกคนโตของพ่อ
ก็ต้องช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อสิ
หัวเหวินฮั่น: พ่อถึงได้บอกกับใครๆ ว่าลูกสาวคนโตของพ่อ
เป็นผู้ใหญ่ ไม่ทำให้พ่อเป็นกังวล
หัวชิงหยู: ความจริง พ่อก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอาเล็กมากหรอกค่ะ
แต่ละคนย่อมมีความเก่งไม่เหมือนกัน
หัวเหวินฮั่น:อาหนู ก็เก่งแต่ปากหวานกับผู้หญิงนั่นแหละ
ลูกกับแม่ถึงได้คอยเข้าข้างเค้าอยู่เรื่อย
หัวชิงหยู: พ่ออิจฉาด้วยหรือคะ
หัวเหวินฮั่น:พ่อเนี่ยนะ อิจฉาอาเล็กเธอ
หัวชิงหยู: อ้าว แม่ยังบอกเลยว่าพ่อน่ะเป็นคนเก่ง แต่อาเล็กน่ะหน้าตาดี
ถ้าอาเล็กหล่อด้วย เก่งด้วย พ่อคงแย่
หัวเหวินฮั่น: แม่หนูน่ะเหรอจะพูดยังงี้ คิดจะยั่วโมโหพ่อล่ะสิ
หัวชิงหยู: (แหะ แหะ โดนจับได้แฮะ) แม่บอกว่าถึงพ่อจะเป็นพี่ชายคนโต
แต่พ่อก็ไม่ต้องเก่งเสมอก็ได้ ถ้าพ่อเอาแต่ตัดสินใจเองหมด
ก็เท่ากับว่าไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นเลยนะคะ





นี่ขนาดเมียไม่ได้มาพูดด้วยตัวเอง ยังทำให้หัวเหวินฮั่นเปลี่ยนใจได้
เค้าตั้งใจจะเสนอชื่อหัวเหวินเช่าในที่ประชุมบอร์ดบริหาร
แต่หวังเส้าเหลียงชิงตัดหน้าเสนอซะก่อน โดยคุณหวังได้ทำจดหมายแนะนำมาด้วย
บอร์ดบริหารต่างต้องการฟังหัวเหวินฮั่นว่าจะสนับสนุนเหวินเช่าหรือไม่





เมื่อเหวินฮั่นยอมสนับสนุน บอร์ดบริหารทุกคนก็ยอมรับ

หัวเหวินฮั่น: ขอให้เราร่วมมือกันทำงานด้วยความราบรื่น
หวังเส้าเหลียง: จะราบรื่นหรือไม่ก็ต้องดูว่าคนที่ร่วมมือด้วยจะจริงใจแค่ไหน
หัวเหวินฮั่น: ผมทำงานกับใครก็ได้ ที่เห็นผลประโยชน์บริษัทเป็นสำคัญ





ระหว่างกินข้าวเช้า หัวเจิ้นปังเห็นข่าวนาฬิกาปลอม แล้วทึ่ง
โหต้นทุนแค่สี่ร้อย ขายตั้งแปดพันแปด กำไรโคตร

หัวเจิ้นปัง: ธุรกิจรวยเร็วอย่างนี้ นายคงชอบล่ะดิ
หัวเจิ้นเหวิน : อยากรวยไม่ได้ความว่าต้องโกงนะเฮ้ย ชั้นทำธุรกิจสุจริตมาตลอด
ว่าแต่นายเหอะ โตที่อเมริกา แต่พูดภาษาจีนชัดดีนี่
หัวเจิ้นปัง: ชั้นก็ว่าจะมาเรียนต่อที่นี่แหละ นายคิดว่ามหาวิทยาลัยปักกิ่ง
หรือว่ามหาวิทยาลัย Qinghua จะรับชั้นล่ะ
หัวเจิ้นเหวิน : ทำไม้ ทำไมชั้นรู้สึกเหมือนนายไม่อยากกลับบ้านยังไงไม่รู้
เรื่องย้ายสุสานก็เรียบร้อย ชั้นก็ออกจากโรงพยาบาลได้ หมดธุระนายแล้วนี่
หัวเจิ้นปัง: เรื่องอะไรจะกลับไปอยู่ในคุกให้โง่
หัวเจิ้นเหวิน : ห๊ะ นายฆ่าคนตายที่ฮ่องกงเหรอ
หัวเจิ้นปัง: เบาๆ หน่อยเด๊ เด๋วคนอื่นได้ยินหมด ที่จริงชั้นติดหนี้เค้าสิบล้านน่ะ
เราพี่น้องกัน นายช่วยชั้นหน่อยสิ
หัวเจิ้นเหวิน : ช่วยอะไร หาตั๋วเครื่องบินให้นายเหรอ
หัวเจิ้นปัง: ใช่ ช่วยหาตั๋วเครื่องบินไปอเมริกาให้หน่อยได้ปะ แต่ก่อนชั้นไป
นายต้องหาชั้นไปเที่ยวก่อน ถึงจะนับว่าเป็นพี่น้องที่ดี





เจิ้นเหวินพาเจิ้นปังไปเที่ยวบ่อน้ำพุร้อน

หัวเจิ้นเหวิน: ที่ไม่ยอมกลับฮ่องกงเนี่ย นายไม่อยากกลับบ้านใช่มั้ย
อย่ามาอำกันเลยว่าเป็นหนี้ คงเชื่อหรอก
หัวเจิ้นปัง: ก็ชั้นขี้เกียจทำงานนี่ ยังอยากเที่ยวสนุกอยู่
ขืนกลับบ้าน พ่อก็ต้องบังคับให้ไปทำงานที่โรงงานแน่
หัวเจิ้นเหวิน: นายนี่โชคดีนะ ไม่ต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง
หัวเจิ้นปัง: ชั้นก็อยากยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง แต่ไม่อยากทำงานที่ไม่ชอบ
พ่อไม่ยอมเข้าใจ จะทำไงได้ล่ะ
หัวเจิ้นเหวิน: ตาก็อยากให้ชั้นไปทำงานที่โรงงานเหมือนกัน
หัวเจิ้นปัง: แล้วนายทำไง
หัวเจิ้นเหวิน: ก็อธิบายด้วยเหตุผลให้ตาเข้าใจ นายจะหนีพ่อไปตลอดชีวิต
หรือจะพูดให้พ่อเข้าใจล่ะ






หัวเหวินเช่าเสนอโครงการส่งเหล็กก่อสร้างไปเวียดนาม
แต่หัวเหวินฮั่นปฏิเสธ ค่าใช้จ่ายการขนส่งตั้งเท่าไหร่
เหวินเช่าคิดตื้นๆ ให้ไปสร้างโรงงานที่เวียดนามซะเลย
อะไรนะ ยังไม่มีออเดอร์เข้ามาก็จะลงทุนตั้งโรงงานซะแล้ว
เหวินฮั่นปวดหัวกับน้องชาย นี่ธุรกิจนะไม่ใช่เล่นการพนัน
บอร์ดบริหารเขาไม่โง่ จะได้อนุมัติกันง่ายๆ ส่งเข้าบอร์ดบริหารไปก็อายเขาเปล่าๆ
หัวเหวินเช่ายังดึงดัน มองไม่เห็นปัญหา แถมยังได้หวังเส้าเหลียงเป็นลูกคู่
เหวินฮั่น ยืนยันว่าโครงการแบบนี้ เขาจะคัดค้านเต็มตัว
ตั้งใจประมูลโครงการสร้าง Exhibition Hall ให้สำเร็จดีกว่า อย่าเสียเวลาทำเรื่องเหลวไหลเลย





หวังเส้าเหลียงยุพี่เขยให้หาทางแข็งข้อกับเหวินฮั่น
แต่จะด้วยวิธีไหนก็ยังนึกไม่ออก ไว้นึกออกจะบอกอีกที




ต่างคนต่างแยกย้าย หัวเหวินเช่าพบกับแอร์โฮสเตสสาวคนเดิม
อะไรดวงมันจะสมพงษ์ขนาดนั้น ดวงหญิงแรงจริงๆ




ส่วนหวังเส้าเหลียงพบกับเพื่อนเก่าเจ้าของโรงงานเหล็ก
เริ่มคิดชั่วจะแข่งประมูลกับบริษัทตัวเองซะงั้น นี่ก็ดวงโจรแรง
เส้าเหลียงเห็นพี่เขยไปกับหญิง ยังเฉยๆ





ในที่สุดเจิ้นปังก็ยอมกลับบ้าน โชคดีเจออาเล็กเข้าก่อน
สงสัยช่วงนี้พ่อจะอารมณ์ไม่ค่อยดี เลยรีบชวนอาเล็กมาเป็นตัวช่วย
คิดซะว่ามากินเลี้ยงต้อนรับหลานชายก็แล้วกัน
ตอนแรกเส้าเฟินก็ไม่อยากไปด้วยหรอก แต่หลานชายคนนี้หรือจะยอม





นึกแล้วเชียว พอกินข้าวเสร็จพ่อก็พูดเรื่องทำงานทันที

หัวเหวินฮั่น: ถ้ายังอยากเป็นลูกพ่ออยู่ละก็ พรุ่งนี้ไปทำงานที่ Kwok Wai
หัวเจิ้นปัง: แต่ผมยังอยากเรียนต่อ
หวังเส้าเฟิน: หลานรักดี เราก็ควรจะสนับสนุนนะ
หัวเหวินฮั่น: เจิ้นปัง เกิดเป็นคนอย่าดีแต่เล่นสนุก ควรทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอัน
หัวเจิ้นปัง: พ่อครับ คนเรามีสองเหตุผลในการทำงาน
ถ้าไม่ทำงานเพื่อหาเลี้ยงชีพ ก็ทำงานที่ตนรัก
ข้อแรก ผมว่าพ่อเลี้ยงผมไหว ข้อที่สองผมไม่ชอบทำงานโรงงาน
สรุปว่าผมไม่ทำอ่ะครับ
หัวเหวินฮั่น: เรียนมาตั้งหลายปี แกคิดได้แค่นี้เหรอ
หวังเส้าเฟิน: หลานนี่ปากตรงกับใจดีนะ อาก็คิดเหมือนหลาน แต่ไม่กล้าพูด
หัวเหวินฮั่น: เส้าเฟิน เธอจะพูดกับหลานก็รอให้พี่พูดจบก่อน
หวังเส้าเฟิน: ที่ชั้นมากินข้าวด้วยนี่ก็เห็นแก่หน้าหลาน
นี่ไม่ใช่ที่ทำงาน แล้วชั้นก็ไม่ใช่น้องชายพี่ด้วย ชั้นต้องขออนุญาตก่อนพูดหรือไง





อ้าว เฮ้ยๆ เปลี่ยนคู่ชกกันซะแล้ว แม่รีบดึงกลับมาเรื่องเจิ้นปัง

สี่ซัมเหยียน: พ่อเค้าจริงจัง เราก็เอาแต่เล่นไปได้
เอาล่ะ เอาล่ะ มีอะไรไว้ค่อยคุยกัน
หัวเหวินฮั่น: ไม่ต้อง ในเมื่อแกอยากทำอะไรตามใจแก
พ่อก็จะทำตามใจพ่อเหมือนกัน นับแต่วันพรุ่งนี้ พ่อจะตัดเงินเดือนแก
ถ้าอยากเที่ยวเล่นนัก ก็ทำงานหาเงินมาใช้เองก็แล้วกัน
หัวชิงหยู: ไม่ใช่ว่าเจิ้นปังไม่อยากทำงานหรอกค่ะ
แต่น้องเพิ่งกลับมาถึงฮ่องกงเอง น้องคงอยากปรับตัวซักพักก่อน เนอะ เจิ้นปัง




อุตส่าห์ส่งซิก เจิ้นปังก็ยังไม่ยอมเลิกพูด

หัวเจิ้นปัง: พูดตรงๆ นะ ผมไม่อยากทำงานที่โรงงาน
แต่ผมก็ไม่อยากเกาะพ่อแม่กินไปวันๆ
หัวเหวินฮั่น: งั้นแกอยากทำอะไร
หัวเจิ้นปัง: เอ่อ ผม
หัวเหวินฮั่น: สรุปว่าแกยังไม่มีโครงการอะไรว่างั้นเถอะ ข้ออ้างชัดๆ
หัวเจิ้นปัง: ไม่ใช่นะพ่อ ผมมีโครงการแล้ว
หัวเหวินเช่า: ลืมซะเถอะ เจิ้นปัง โครงการดียังไงพ่อแกก็ไม่ยอมรับหรอก
เพราะเค้าอยากให้แกทำงานที่ Kwok wai (ไม่ค่อยกัดเลยนะ)
ต่อให้โครงการของแกทำกำไรเห็นๆ ก็ไม่มีประโยชน์





หัวเหวินฮั่น: ชั้นเป็นคนมีเหตุผล ถ้าโครงการแกดีจริง พ่อก็จะให้โอกาส
แต่อย่าเอาโครงการสั่วๆ มาตบตาพ่อล่ะ พ่อทำงานมานาน
แยกออกว่าโครงการไหนทำแล้วเกิด โครงการไหนทำแล้วดับ
(เออ เอาเข้าไป สองคนพี่น้อง กระทบกระแทกแดกดันกันเห็นๆ)
หัวเจิ้นปัง: โครงการของผม คือ สร้างรีสอร์ทสปาห้าดาวที่เมืองจีน




เจิ้นปังรับปากพ่อว่าจะส่งแผนงานโครงการให้ตอนเช้า
ชิงหยูเป็นห่วงน้องชายว่าจะทำงานไม่เสร็จ อุตส่าห์เอาหนังสือเกี่ยวกับสปามาให้
เจิ้นปังก็มัวแต่นอนเล่น ไม่เห็นเริ่มงานซะที

หัวเจิ้นปัง: พี่ใหญ่ พี่ห่วงผม ผมก็ห่วงพี่
ทำไมพี่ไม่ให้ความกล้าตัวเอง อย่างที่ให้ผม
ให้โอกาสตัวเองทำความฝันให้เป็นจริงเถอะ







โดนน้องชายไซโค ชิงหยูเลยลืมที่แม่ให้มาดูให้น้องชายตั้งใจเขียนแผนงานโครงการ



ไม่ต้องห่วงจ้า เจิ้นปังเค้าเป็นเด็กดี แม้จะเกเรนิดหน่อย แต่ก็น่ารัก
(เอ่อม แม่ยกลืมตัวอีกแล้วอ่ะ)




เห็นปะ ถึงเช้าแผนงานโครงการก็เสร็จเรียบร้อย

หัวเหวินฮั่น: เขียนได้เรื่องได้ราว ใช้ได้ เรียนมาไม่เสียเปล่า




ทำงานทั้งคืน ยังมีแรงลุกมาจ๊อกกิ้งอีก

หัวเจิ้นปัง: พาเลซ สปา ฮอลิเดย์ รีสอร์ท จะเป็นสปารีสอร์ทที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
หัวเหวินฮั่น: โครงการแกมันเพ้อฝันไปหน่อย
คิดดูซิ รายได้ประชากรเมืองจีนเฉลี่ยคนละเท่าไหร่ จะมีใครมีปัญญามาเที่ยวรีสอร์ทแกหรือ
ถ้าแกคิดตั้งเป้าไปที่นักท่องเที่ยวต่างประเทศ แกก็เลือกที่ผิดแล้ว
หัวเจิ้นปัง: พ่อมองการณ์ไกลหน่อยดิ ภายใน 4 ปีนี้ เมืองจีนต้องเติมโตอีกเยอะ
ขืนเราไม่รีบสร้างซะวันนี้ ถึงวันนั้นก็สายไปแล้วนะ





หัวเหวินฮั่น: เอาเป็นว่า พ่อไม่ลงทุนกับโครงการแกแน่ๆ
หัวเจิ้นปัง: พ่อก้อ ดูอย่างเฮนรี่ ฟอร์ดสิ ตอนเค้าเริ่มทำรถยนต์ใหม่ๆ
ก็ไม่มีตลาดในอเมริกา เราต้องเป็นคนสร้างตลาดขึ้นมาสิพ่อ
พ่อมองแต่ปัจจุบันกับอดีต ถึงเห็นว่าความคิดผมไม่เข้าท่า
แต่ผมมองที่อนาคต
หัวเหวินฮั่น: แกอยากทำโครงการนี้จริงๆ หรือ
หัวเจิ้นปัง: ก็ไม่เชิง (อ้าว) แต่ถ้าพ่ออยากให้ผมทำงาน
ตอนนี้ สิ่งที่ผมสนใจก็มีแต่เรื่องสปาเนี่ยแหละ
หัวเหวินฮั่นน: ถ้าแกเอาจริง พ่อจะให้โอกาส
หัวเจิ้นปัง: ขอบคุณครับพ่อ
หัวเหวินฮั่น: แต่แกยังไม่มีประสบการณ์มากพอที่จะทำโครงการเอง
พ่อจะให้คนที่บริษัทมาช่วย
หัวเจิ้นปัง: พ่อจะให้เค้ามาจับตาดูผมล่ะสิ
หัวเหวินฮั่น: พ่อเป็นคนลงทุนนะ ก็ต้องหาคนมาดูแลสิ ไม่ได้รึไง
หัวเจิ้นปัง: ก็ต้องได้สิครับพ่อ





Kwok Wai เตรียมประมูลงาน Exhibition Hall
บริษัทยักษ์ใหญ่สองแห่ง ซึ่งเป็นคู่แข่งของ Kwok Wai ก็เข้าร่วมประมูลด้วย
ทั้ง Wing Yip และ Kui Hing แต่ที่แปลกคือ Ho Fook Kee ซึ่งเป็นโรงงานเล็กๆ ก็เข้าประมูลด้วย
ไม่มีใครรู้ว่า Ho Fook Kee คือโรงงานของเพื่อนหวังเส้าเหลียงนั่นเอง
หวังเส้าเหลียงฉวยโอกาสเสนอให้หว่าเหวินเช่าลงมาคุมโครงการด้วยตนเอง
เหวินเช่าเห็นแฟ้มโครงการแล้วชักปวดหัว เล่มหนากว่าสมุดโทรศัพท์อีก






แม้เหวินเช่าจะไม่ค่อยอยากทำ แต่เมื่อรับปากแล้ว เค้าก็ตั้งใจศึกษาโครงการเก่าๆ
ไม่รู้เลยว่าน้องเมียจ้องแทงข้างหลังอยู่ หวังเส้าเหลียงหลอกถามราคาที่จะประมูล
ก็ดันพาซื่อบอกไปตรงๆ ว่าคงประมูลที่ 270 ล้านเหรียญยังได้กำไร 8-10%
หวังเส้าเหลียงทำเป็นหวังดี เหนื่อยแทบตาย ได้กำไรแค่เนี้ยเหรอ
เกิดวัตถุดิบขึ้นราคาก็คงต้องเจ๊งกันพอดี เส้าเหลียงล้อบบี้ให้เสนอราคาที่ 300 ล้านเหรียญ




ถ้าเป็นไปตามแผน หวังเส้าเหลียงกับเพื่อนจะได้กำไรเข้ากระเป๋าคนละ 10 ล้านเหรียญเหนาะๆ



หัวเหวินฮั่นส่งอึ้งจี้เหม็งมาเป็นผู้ช่วยเจิ้นปัง
จี้เหม็งแนะนำว่าอันดับแรกควรต้องตรวจสอบคุณภาพน้ำแร่ก่อน
เจิ้นปังยืนยันว่าตนเช็คแล้ว (เอ่อ เจิ้นปังคะ เอาเท้าไปแช่น้ำแร่เนี่ย มันจะบอกคุณภาพได้เลยเหรอคะ)





จี้เหม็งเสนอให้หาผู้ร่วมทุน แล้วก็ขอสัมปทานที่ดิน
ต่อจากนั้นก็ต้องศึกษาแหล่งความร้อนของบ่อน้ำแร่
แล้วจึงค่อยยื่นใบขออนุญาตจากทางการ
แค่ฟังเจิ้นปังก็เริ่มหมดสนุกแล้ว อย่ามัวแต่ฝอย เริ่มงานเลยดีกว่า

เอ้า ก็ได้ จี้เหม็งเช็คสัมปทานที่ดินที่เจิ้นปังต้องการไว้แล้ว
สัมปทานที่ดิน 50 ปีเพิ่งตกเป็นของซิริอุส อินเตอร์เนชั่นแนล อินเวสต์เม้นท์
เจิ้นปังฟังแล้วเซ็ง เลิก เลิก ที่ดินก็ไม่ได้แล้วนี่
ฟังยังไม่ทันจบเลย ใจร้อนจัง ซิริอุสเค้ากำลังจะขายทอดสัมปทานอยู่เนี่ย




เจิ้นปังรีบให้บริษัทตัวแทนค้าที่ดินจัดการนัด Stella Choi
ผู้จัดการฝ่ายบริหารอสังหาริมทรัพย์ที่ประเทศจีน ของซิริอุส
แต่บังเอิญเธอติดธุระกะทันหันจึงขอยกเลิกนัด




และแล้วโชคชะตาก็เล่นตลกเหมือนหนังไทย
เจิ้นปังของเราก็ได้พบกับหย่งซิ่วฟง (เสอซือมั่น) โดยเข้าใจผิดว่าเธอเป็น Stella Choi
ซิ่วฟงก็ใช่ย่อย รีบรับสมอ้างทันที รู้เขารู้เรารบร้อยชนะร้อย







หย่งซิ่วฟง: คุณคิดจะสร้างสปารีสอร์ทสุดอลังการในชนบทอย่างนี้ มันไม่เสี่ยงไปหรือ
หัวเจิ้นปัง: เสี่ยงสิครับ ถึงจะท้าทาย
หย่งซิ่วฟง: คุณรู้มั้ยว่ามีคนอยากซื้อที่ดินตรงนี้ตั้งเท่าไหร่
หัวเจิ้นปัง: แต่ผมเชื่อว่าไม่มีใครจริงใจเท่าพวกเรา
หย่งซิ่วฟง: ชั้นมั่นใจว่าคุณคงทุ่มเต็มที่เพื่อแสดงความจริงใจสินะ





จี้เหม็งเสนอราคาที่ 5 ล้านเหรียญฮ่องกง ซิ่วฟงถึงกับอึ้ง
ไหน บอกแผนการจะชำระเงินหน่อยซิ เจิ้นปังหลวมตัว (ไม่รู้หลวมใจไปด้วยรึยัง)
ส่งแผนงานที่อุตส่าห์ทำมาทั้งคืนให้กับซิ่วฟงไป




ความจริงซิ่วฟงเป็นตัวแทนนายหน้าซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท Live Well
เธอวางแผนที่จะให้ผู้ซื้อของเธอเสนอราคาตัดหน้าเจิ้นปัง
เซลล์คนอื่นๆ ต่างไม่พอใจที่ผู้จัดการชื่นชมซิ่วฟง
แหม ยังกะชอบนักนี่ อีตาหัวงูชอบแต๊ะอั๋งคนนี้ ถ้าไม่เห็นว่าเป็นเจ้านายล่ะก็ ดีดส่งไปนานแล้ว





หย่งเปียวรายงานพฤติกรรมลับๆล่อๆ ของหวังเส้าเหลียงให้หัวเหวินฮั่นรู้
โรงงานเล็กๆ อย่าง Ho Fook Kee กลับกล้าร่วมประมูลโครงการระดับชาติ
ได้ไป ก็ไม่มีปัญญาทำ แถมเส้าเหลียงยังแอบพบปะกับ Ho Kin เจ้าของโรงงานอีก
เดาไม่ออก ก็ไม่ใช่เหวินฮั่นแล้ว เฮ้อ บริษัทตัวเองก็ยังโกงได้ลงคอ




เหวินฮั่นอยากรู้ว่าน้องชายมั่นใจที่จะประมูลโครงการนี้แค่ไหน

หัวเหวินเช่า: ก็มั่นใจมากกว่าที่พี่มั่นใจผมแหละ




ปากก็ว่ามั่นใจ แต่เหวินเช่าก็ขอปรึกษาพี่ใหญ่เรื่องราคาประมูลหน่อยเถอะ
เหวินฮั่นรู้ราคาประมูลก็กลุ้มใจ รู้ทันทีว่าน้องชายตกหลุมซิ่วเหลิงเข้าให้แล้ว
แต่เค้ากลับไม่ห้ามปราม ยังสนับสนุนให้เหวินเช่ายื่นซองประมูลอีกต่างหาก




หย่งเปียวไม่เข้าใจ ขืนยื่นซองประมูลราคาเท่านี้ ไม่มีทางประมูลได้ชัวร์
ไม่รู้ว่าเหวินฮั่นคิดอะไรอยู่สิน่า








 

Create Date : 10 กันยายน 2550    
Last Update : 19 มกราคม 2554 0:54:12 น.
Counter : 277 Pageviews.  

The Drive of Life 2







จากตอนที่แล้ว หัวเหวินหงไม่พอใจที่ พี่ใหญ่ตัดสินใจย้ายสุสานพ่อแม่
โดยไม่ปรึกษา อย่างนี้ไม่ให้เกียรติกันนี่นา
หัวเหวินฮั่นก็หงุดหงิดที่น้องรองเอะอะก็ฉุนเฉียวใส่
อุตส่าห์ทิ้งงานมาปักกิ่ง จะให้ทำยังไงอีก

หัวเหวินเช่า: พี่รองเค้าก็ฉุนเฉียวกับพี่คนเดียวแหละ
หัวเหวินฮั่น: แกจะพูดอะไร
หัวเหวินเช่า: พี่ก็รู้ดีอยู่แล้ว
หัวเหวินฮั่น: ที่ชั้นโกงการจับไม้ เพราะชั้นเป็นพี่คนโต ชั้นต้องปกป้องครอบครัว
ชั้นไม่อยากให้เหวินหง ต้องผจญความลำบาก แกก็รู้ว่าแม่รักพี่รองของแกมากที่สุด
ถ้าเกิดอะไรขึ้น ชั้นจะบอกกับแม่ยังไง
แกนั่นแหละ รู้แล้วดันไปบอกพี่รอง แกเองก็ต้องรับผิดชอบที่ทำให้เราเข้าหน้ากันไม่ติด
ถ้าแกไม่บอกซะ ป่านนี้ พี่รองของแกก็ย้ายมาอยู่ฮ่องกงกับพวกเราเป็นสิบปีแล้ว
หัวเหวินเช่า: อ้าว อ้าว พี่เป็นคนผิด ไหงมาลงที่ผม
ถ้าตอนนั้นถ้าพี่ตัดสินใจที่จะไปฮ่องกง พี่ก็น่าจะบอกพี่รองไปตรงๆ พี่รองคงไม่โกรธแบบนี้
ถ้าพี่คิดว่าตัวเองไม่ผิด ผมก็ไม่ผิดด้วย
หัวเหวินฮั่น: พอ พอ พี่ไม่ทะเลาะกับแกแล้ว
แกอยู่นี่คุยกับพี่รองแกเรื่องย้ายสุสานแล้วกัน จะย้ายไปไหนก็ตามใจพวกแก
พี่ไม่เอาด้วยแล้ว พรุ่งนี้พี่จะกลับฮ่องกง





กลับถึงโรงแรม ก็เจอะสาวเลขาเพื่อนที่ล้อบบี้
หัวเหวินฮั่นอดเป็นห่วงน้องชายไม่ได้
วันๆ ดีแต่เสเพลไปเรื่อย ซักวันต้องเกิดเรื่องจนได้

หัวเหวินเช่า: อย่าบอกว่าคุณตามผมมาถึงนี่นะ
เลขา: ถ้าชั้นบอกว่าใช่ คุณจะกลัวมั้ย
หัวเหวินเช่า: กลัวสิ กลัวผมใจอ่อน
เลขา: ที่จริงชั้นมากับคู่หมั้นน่ะ หนที่แล้วคุณไม่ยอมไปแคนาดากับชั้น ชั้นเลยไปเจอเค้าที่นั่น
หัวเหวินเช่า: คงเป็นพรหมลิขิตมั้ง คุณจะแต่งงานเมื่อไหร่ อย่าลืมบอกผม
ผมจะส่งของขวัญไปให้





คล้อยหลังกิ๊กเก่า ก็ปิ๊งสาวใหม่ซะเลย
หัวเหวินเช่าพบแอร์โฮสเตสสาวในลิฟต์
ทั้งคู่คุยกันอย่างถูกคอ เมื่อเธอออกจากลิฟต์ไป เหวินเช่าพบว่าเธอทำต่างหูตกไว้





จะเจ้าชู้ยังไง เหวินเช่าก็ยังรักเส้าเฟิน
เค้าโทรกลับบ้านไปจึงได้รู้ว่าหวังเส้าเหลิงดอดกลับมาบ้าน
เหวินเช่าสงสัยว่าทำไมคุณหวังฉวยโอกาสเรียกตัว เส้าเหลิงกลับมาตอนที่พี่ใหญ่ไม่อยู่

หวังเส้าเฟิน: ทำไม นี่บ้านนะไม่ใช่ที่ทำงาน ถึงต้องรายงานพี่ใหญ่ทุกเรื่อง
แค่กลับมาเยี่ยมบ้านช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์เอง
คุณก็อย่าไปบอกให้พี่ใหญ่รู้ล่ะ อีกอย่างนะ ปักกิ่งก็ออกจะสวย
พี่ใหญ่ทำงานหนักมาก คุณน่าจะชวนให้เขาอยู่พักผ่อนที่นั่นอีกหลายๆ วัน





ถ้าไม่มีอะไร มีหรือจะต้องให้เหวินเช่าปิดบังเหวินฮั่น
คุณหวังวางแผนให้ลูกชายกลับมายึดตำแหน่งประธานบอร์ดบริหาร
ในช่วงที่หัวเหวินฮั่นไม่อยู่

หวังเส้าเฟิน: ทำไมต้องกลัวหัวเหวินฮั่นด้วย
เส้าเหลิงเป็นคนตระกูลหว่องเค้ามีสิทธิ์ที่จะเป็นประธานบอร์ดบริหาร
หวังชิงกั๊วะ: เฮ้อ ถ้าเมื่อหลายปีก่อน เส้าเหลิงไม่ทำผิดพลาด
คงไม่ต้องไปอยู่ไกลบ้านขนาดนี้ ในที่สุด ครอบครัวเราก็ได้อยู่พร้อมหน้ากันซะที





หวังเส้าเฟินดีใจที่น้องชายโตเป็นผู้ใหญ่ มีความคิดขึ้นกว่าแต่ก่อน อย่าทำให้พ่อต้องผิดหวังล่ะ



ชิงหยูกำลังหาสมุดบัญชีปี 1990 หาไม่เจอก็ต้องถามอึ้งจี้เหม็งนี่แหละ
พจนานุกรมประจำบริษัทเลยล่ะ สมุดบัญชีอะไรอยู่ไหนจำได้หมด
เธอทำสมุดบัญชีตก หย่งเปียวจึงช่วยเก็บให้ ไม่ต้องใช้บันไดด้วย คนสูงก้อดีอย่างนี้เอง





หย่งเปียวได้ข่าวที่คุณหวังเชิญบอร์ดบริหารไปกินกลางวันด้วย
จึงคิดว่าหัวชิงหยูจะรู้เรื่องอะไรบ้าง
โธ่ แค่ตรวจบัญชีก็หัวหมุนจะแย่ ดูซิ บัญชีปี 1991 ก็มียอดโอนบางยอดที่ไม่ได้ลงบัญชีไว้

เว่ยหย่งเปียว: 3 ปีก่อน ลูกชายคุณหวังแอบยักยอกเงินบริษัท
ถ้าคุณหัวไม่ปิดบังไว้ เขาคงติดคุกไปแล้ว ตอนนั้นคุณยังไม่ได้ดูแลบัญชี จึงไม่ทราบเรื่อง
หัวชิงหยู: มิน่าล่ะ ตอนนั้นเส้าเหลียงถึงรีบร้อนไปไต้หวัน
เว่ยหย่งเปียว: คุณหัวห้ามไม่ให้พวกเราเอ่ยถึงเรื่องนี้อีก
แต่หวังเส้าเหลียงเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น หากเขากลับมา Kwok Wai เมื่อไหร่ คงยุ่งแน่




เว่ยหย่งเปียว: คุณเองก็เก่งนะ ที่เรียนดีไซน์ควบคู่ไปกับบัญชีได้
แถมทำได้ดีทั้งสองอย่างด้วย
หัวชิงหยู: ชั้นน่ะอยากจะเรียนดีไซน์ แต่พ่ออยากให้เรียนบัญชี เลยไม่มีทางเลือก
เว่ยหย่งเปียว: วันก่อนผมเห็นร้านนึงมีชุดจานชามสวยมากเลย อยู่แถว Repulse Bay
ถ้าคืนนี้คุณว่าง เราไปดินเนอร์ด้วยกันมั้ยล่ะครับ จะได้ไปดูชุดจานชานนั้นด้วย (รู้นะคิดอะไรอยู่ หุหุ)
หัวชิงหยู: (ดั๊นมีเพจเข้ามาพอดี) โทษทีนะ คืนนี้ชั้นมีนัดแล้ว เอาไว้วันหลังแล้วกัน





เทศกาลไหว้พระจันทร์ทั้งทีจะรีบกลับฮ่องกงไปทำไม น่าจะอยู่ฉลองกับน้องชายมากกว่า

หัวเหวินฮั่น: อยู่ก็ใช่ว่าน้องรองเขาจะดีใจ (แก่แล้วทำงอนไปได้)
สี่ซัมเหยียน: กลับช้าไปซักวันสองวัน โรงงานคงไม่เจ๊งหรอกน่า
มีหวิงปิ้วคอยดูแลอยู่ทั้งคน ใครเขาจะมาขโมยโรงงานไปได้ล่ะ จริงมั้ย หมั่นเซ็ก
หัวเหวินเช่า: หา เอ่อ ใครจะขโมยโรงงานล่ะพี่ มีแต่เครื่องมือเหล็กหนักๆ
ขนย้ายยังไงไหว เอ แต่
หัวเหวินฮั่น: แต่อะไร มีอะไรก็พูดมา
หัวเหวินเช่า: (รีบเปลี่ยนเรื่อง) รีโมทเป็นอะไรไม่รู้เปลี่ยนช่องไม่ได้





ทีวีกำลังถ่ายทอดสดการแข่งแรลลี่การกุศลที่ปักกิ่ง ปี 1994
เหวินเช่าเห็นหลานชายในทีวี

หัวเหวินฮั่น: ไหนลูกชายคุณ มันว่าเรียนจบแล้ว ขออยู่ฝึกงานต่อไงล่ะ
เนี่ยนะเหรอ ฝึกงานของมัน





เพิ่งลงแข่งแรลลี่ครั้งแรก หัวเจิ้นปังขี้คุยน่าดู

หัวเจิ้นปัง: อย่างนายน่ะไม่เข้าใจหรอก อัจฉริยะอ่ะนะ
แข่งครั้งแรก หรือครั้งที่ 100 ก็เหมือนกัน





เหวอ พ่อมาได้ไง หลบก่อนดีกว่า

หัวเจิ้นปัง: พ่อ แม่ อาเล็ก มาเที่ยวปักกิ่งเหรอครับ
ไปกำแพงเมืองจีนกันมารึยัง พระราชวังปักกิ่ง กับพระราชวังฤดูร้อนก็ไม่เลวนะ
หัวเหวินฮั่น: หุบปากไปเลยแก
สี่ซัมเหยียน: ลูกทำอะไรของลูกเนี่ย ทำไมไม่อยู่ที่อเมริกา






พ่อแม่ช่วยกันห้ามปรามไม่ให้เจิ้นปังลงแข่ง

หัวเหวินฮั่น: เลิกแข่ง แล้วกลับไปกับพ่อ
หัวเจิ้นปัง: ให้ผมบอกเพื่อนก่อนนะ
หัวเหวินฮั่น: ให้มันเร็วๆ ล่ะ




พ่อแม่กำลังเถียงกัน ไม่ทันเห็นว่าเจิ้นปังจะชิ่งแล้ว
อาเล็กช่วยกลบเกลื่อน

หัวเหวินเช่า: ไปดูสาวๆ สองคนทางโน้นกันดีกว่า
ผมว่าหน้าตาเหมือนดาราบ้านเรานะ คนโน้นน่ะเหมือนจางหัวเชี่ยนมากเลย





หันกลับมาอีกที เค้าก็ปล่อยรถกันไปเรียบร้อย

หัวเหวินฮั่น: ไอ้ลูกบ้า ระวังตัวให้ดีเถอะ
หัวเหวินเช่า: ซิ่งหน่อย ชนะเลิศให้ได้นะ




เนวิเกเตอร์พูดมากสั่งโน่น สอนนี่ ไปตลอดทาง จนเจิ้นปังรำคาญ
เลยแกล้งทำเป็นเกียร์เสีย ให้เค้าลงไปดู แล้วเผ่น





หัวเหวินฮั่นได้แต่โมโหที่ขึ้นเครื่องไม่ทัน พรุ่งนี้ก็ไม่รู้จะหาที่นั่งได้หรือเปล่า
ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ หาตั๋วยากด้วย
เหวินฮั่นเห็นแก่ภรรยา จึงตกลงให้เหวินเช่านัดกินข้าวกับเหวินหงอีกครั้ง





ขาดคนบอกเส้นทาง อาเจิ้นปังก็หลงสิคะงานนี้
ดันมาเจอเจิ้นเหวินกำลังส่งของให้ลูกค้า บีบแตรไล่กันอุตลุด





หัวเจิ้นเหวิน: จะรีบไปไหน คนเต็มรถ ก็ต้องปลอดภัยไว้ก่อน
มัวแต่ขับชักช้า เลยโดนเจิ้นปังปาดแซงหน้า





เจิ้นปังไปได้ไม่ไกล ก็เกิดปัญหา
ตอนแรกเจิ้นเหวินก็หมั่นไส้ไม่อยากจะช่วยหรอก สุดท้ายก็ย้อนกลับมา





เช็คดูแล้วแบตเตอรี่มีปัญหา ต้องนั่งรถไปเอาแบตที่อู่ใกล้ๆ
ค่ารถยี่สิบเหรียญ ไปรึเปล่า




หัวเจิ้นปัง: ร้อนจัง เปิดแอร์หน่อยได้ป่ะ
หัวเจิ้นเหวิน: ก็คนมันเยอะ ขืนเปิดแอร์ รถก็ดับน่ะสิ
ถ้าร้อนก็ซื้อ น้ำอัดลมได้ 5 เหรียญเอง
หัวเจิ้นปัง: ไม่เห็นเย็นเลย
หัวเจิ้นเหวิน: อย่างเย็นก็ 10 เหรียญ แต่หมดแล้ว เอาพัดมั้ยล่ะ 2 เหรียญ
หัวเจิ้นปัง: นายนี่ยิวชะมัด





เจิ้นเหวินช่วยเปลี่ยนแบตให้ ชมว่ารถเจ๋งเข้าหน่อย
เจิ้นปังได้ทีคุยเชียว เครื่องยนต์จากเยอรมัน เกียร์จากฝรั่งเศส
ท่อไอดีไอเสียจากญี่ปุ่น แบตดันเป็นของจีนซะนี่

หัวเจิ้นเหวิน: ของในประเทศเราไม่ดียังไง ไม่ชอบก็อย่าใช้สิ




เสร็จเลย ช่วยเค้าเสร็จ รถตัวเองกลับยางแบน

หัวเจิ้นปัง: ไปส่งให้ก็ได้ ยี่สิบเหรียญ ขึ้นรถเลย
หัวเจิ้นเหวิน: อะไร นายไม่แข่งแล้วเหรอ
หัวเจิ้นปัง: ไหน ไหน ก็ช้าไปครึ่งวันแล้ว จะช้าไปหนึ่งวัน ก็ค่าเท่ากัน ขึ้นรถดิ
หัวเจิ้นเหวิน: 15 เหรียญได้ปะ




สี่ซัมเหยียนมาเป็นด่านหน้า อาสาทำกับข้าวให้ด้วย
ภรรยาที่เคารพขอทั้งที เหวินฮั่นหรือจะกล้าเบี้ยว แวะซื้อเหล้าไปเป็นของฝากก่อน





สี่ซัมเหยียนได้โอกาสไกล่เกลี่ยน้องสามี

สี่ซัมเหยียน: รองเท้ามีทรายเข้า เรายังต้องเคาะออก
แล้วเสี้ยนที่ตำใจ ทำไมไม่หาทางเอาออกล่ะ
ก็จริง ที่พี่ใหญ่ของเธอ เป็นคนเอาแต่ใจตัวเองเป็นใหญ่ อีโก้ก็สูง
บางทีก็เผด็จการไปบ้าง แม้จะเป็นข้อเสียของเขา แต่ก็เป็นข้อดีด้วย
ไม่อย่างนั้น เขาจะคุมโรงงานได้อย่างไร
เขาอาจจะไม่ได้ใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้างเท่าไหร่
บางครั้งเขาก็อาจจะตัดสินใจผิดพลาดไป
หัวเหวินหง: พี่ไม่ต้องเกลี้ยกล่อมผมแล้วล่ะ
ผมจะอยู่กินข้าวด้วยแน่ๆ





ระหว่างซื้อเหล้าในซูเปอร์ เหวินฮั่นเห็นรายงานข่าว
รถที่แข่งแรลลี่ประสบอุบัติเหตุ เบอร์รถคุ้นๆ นั่นมันรถเจิ้นปังนี่
ทั้งคู่จึงรีบไปโรงพยาบาล





ส่วนเหวินหงก็ได้รับข่าวเจิ้นเหวินเกิดอุบัติเหตุเช่นกัน เมื่อมาพบกับที่โรงพยาบาล ต่างคนต่างงง ว่าใครเกิดอุบัติเหตุกันแน่
เจิ้นเหวินอาการไม่ดี ต้องเข้าผ่าตัด





ส่วนเจิ้นปังแค่ดามคอ
ก็อย่างนี้แหละนะ ส่วนใหญ่คนนั่งมักเจ็บหนักกว่าคนขับ




หัวเหวินหงโกรธเจิ้นปังที่ทำให้เจิ้นเหวินต้องรับบาดเจ็บสาหัส

หัวเหวินหง: พี่สอนลูกยังไง ถ้าเกิดอะไรกับเจิ้นหมั่น
ผมจะไม่ยกโทษให้พวกพี่เลย
(เอ๊ะ ก็คนเค้าไม่ได้ตั้งใจ จะโวยไปทำไมยะ ถูกผิดไม่รู้ แม่ยกเข้าข้างเจิ้นปังไว้ก่อน
โถ เห็นทำหน้าจ๋อยก็สงสารแย้ว)




หลังผ่าตัด เจิ้นเหวินก็ปลอดภัย แต่เหวินหงยังเคืองอยู่

หัวเหวินหง: พี่สะใภ้กลับไปก่อนเถอะ บางเรื่องเราก็ไม่สามารถแก้ได้
ด้วยการกินข้าวกันแค่มื้อสองมื้อหรอกนะ




ไอ้ลูกแสบ ไม่ต้องมาทำหน้าหงอยเลย เรียนจบแล้วมัวไปทำอะไรอยู่

หัวเจิ้นปัง: ก็เที่ยวหาประสบการณ์ไปเรื่อยๆ อ่ะครับ
หัวเหวินฮั่น: อ้อ หาประสบการณ์นะ ในหัวแกเนี่ยนอกจากหาเรื่องเที่ยว กับหาเรื่องสนุกแล้ว
คิดอย่างอื่นมั่งมั้ย อยากให้พ่อตัดเงินจนกว่าจะหางานทำเป็นเรื่องเป็นราวมั้ยล่ะ
หัวเจิ้นปัง: พ่อก็ คนเราสนใจไม่เหมือนกันนี่นา พ่ออ่ะเป็นพวกบ้างาน แต่ผมน่ะ
หัวเหวินฮั่น: แกมันพวกบ้าเที่ยวล่ะสิ
หัวเจิ้นปัง: ผมยังเคารพความคิดพ่อเลย พ่อก็น่าจะเคารพความคิดผมมั่งน้า
หัวเหวินฮั่น: ปรัชญาชีวิตอะไรของแก มิน่าละคนอื่นเค้าถึงว่าชั้นสอนลูกไม่เป็น





แหม โชคดีที่เหวินเช่ากลับมาพอดี ทุกคนสบายใจเมื่อรู้ว่าเจิ้นเหวินอาการดีขึ้นแล้ว

หัวเจิ้นปัง: โล่งอกไปที ยังงี้พ่อก็ไม่ต้องผิดต่อบรรพบุรุษแล้วเนอะ (ดูมั๊น มันยังไม่รู้ตัว)

แม่เห็นท่าพ่อแล้วรีบไล่ให้เจิ้นปังไปนอน






หย่งเปียวโทรมารายงานเรื่องหวังเส้าเหลียง
เหวินฮั่นตัดสินใจกลับฮ่องกงพร้อมเหวินเช่า
เรื่องย้ายสุสานปล่อยให้เจิ้นปังทำก็แล้วกัน




เหวินเช่าเจอแอร์โฮสเตสที่เขาปิ๊งบนเครื่อง

หัวเหวินฮั่น: แกเป็นผู้ใหญ่แล้ว พี่ก็ไม่อยากยุ่ง
แต่แกน่าจะรู้ว่าการโดนคนใกล้ชิดทรยศหักหลังเป็นอย่างไร
คนที่โดนจะแกทรยศเค้าจะรู้สึกยังไง
หัวเหวินเช่า: ไม่เห็นต้องซีเรียสเลย เส้าเฟินบอกผมว่าเส้าเหลียงกลับมา
ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์เท่านั้น
หัวเหวินฮั่น: ชั้นไม่เชื่อหรอก ว่าแกจะไม่เคยคิดว่า
เส้าเหลียงกลับมาตอนชั้นไม่อยู่ฮ่องกงเพื่ออะไร
ถ้าชั้นไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แกโกหก ชั้นก็โง่แล้ว
แต่อย่างว่านะ ชั้นอาจจะโง่จริงๆ น้องๆ ชั้นถึงคิดว่าชั้นทำอะไรผิดไปหมด
ชั้นคงไม่ใช่พี่ชายที่ดีหรอก ไม่งั้นน้องๆ คงไม่ทำกับชั้นอย่างนี้





เส้าเฟินเจอต่างหูที่หวินเช่าเก็บได้ในลิฟท์ เขารีบโบ้ยว่าเป็นของพี่สะใภ้
ว่าแล้วก็หวานใส่เมียซะหน่อย เกือบไม่รอดแล้วเรา





หย่งเปียวรายงานว่าคุณหวังเกลี้ยกล่อมผู้บริหารให้สนับสนุนหวังเส้าเหลียงสำเร็จ
พวกเค้าจะยกเรื่องนี้มาพูดในที่ประชุมบอร์ด
หย่งเปียวเสนอให้เรียกประชุมผู้บริหารด่วนในคืนนี้
แต่เหวินฮั่นไม่สนใจ ยังไงก็สายไปแล้ว กลับบ้านไปพักผ่อนเถอะ
ไม่รู้ว่าเหวินฮั่นมีแผนอะไรอยู่ในใจ




สุขภาพคุณหวังย่ำแย่ลงทุกวัน นั่งกินข้าวนานๆ ก็ปวดหลังแล้ว
เอาเถอะ ลำบากแค่ไหน เพื่ออนาคตลูก พ่อทำได้
คุณหวังบอกกับเหวินเช่าว่าพรุ่งนี้จะประกาศเกษียณ
และเสนอให้เส้าเหลียง นั่งเก้าอี้ประธานคนต่อไป
เหวินเช่าวิตกว่าพี่ใหญ่คงไม่ยอมง่ายๆ

หวังชิงกั๊วะ: ซิวเหลิงเป็นลูกชายคนเดียวของพ่อ
พ่อยอมรับว่าเห็นแก่ตัว แต่ลูกชายสืบทอดธุรกิจก็เป็นเรื่องสมควร
แม้เหวินฮั่นจะเก่ง แต่ยังไงกิจการก็เป็นของตระกูลหวังอยู่ดี
พ่อรู้ว่าแกลำบากใจ ช่วยพ่อหน่อยเถอะนะ
หัวเหวินเช่า: ผมทำไม่ได้จริงๆ
หวังชิงกั๊วะ: คิดซะว่าตอบแทนบุญคุณพ่อแล้วกัน เธอเข้ามาอยู่กับตระกูลหวังตั้งแต่อายุ 14
พ่อปฏิบัติกับเธอเหมือนลูกคนหนึ่ง พ่อส่งเสียให้เธอได้เล่าเรียน
ยังยกลูกสาวให้แต่งกับเธอ พ่อไม่เคยขออะไรจากเธอ
นี่เป็นคำขอร้องเดียวของพ่อ เธอจะไม่ยอมทำเชียวหรือ

เหวินเช่าใจอ่อนรับปากจนได้




คุณหวังประกาศเกษียณตามที่ตั้งใจไว้ และขอให้บอร์ดบริหารเลือกประธานบอร์ดคนใหม่
หัวเหวินฮั่นมาไม้เด็ดประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานบริษัท และกรรมการบอร์ดบริหาร
บอร์ดบริหารคนอื่นๆ ต่างไม่ยอม ขืนปล่อยให้หวังเส้าเหลียงบริหาร ก็มีหวังเจ๊งกันพอดี
คุณหวังผิดหวังช็อคจนต้องเข้าโรงพยาบาล






สองพี่น้องโกรธเหวินฮั่นที่ทำให้พ่อต้องล้มป่วย โดยเฉพาะเส้าเหลียง



หวังเส้าเหลียง: เขาอยากลาออกก็ให้ออกไปเลย กรรมการบอร์ดผมจัดการเอง
หัวเหวินเช่า: ไม่ได้หรอก พี่ใหญ่บริหารบริษัทมานานหลายปี ทำกำไรให้บริษัทไม่น้อย
กรรมการบอร์ดมีหรือจะยอมให้ออก ถ้าพี่ใหญ่ยังอยู่ เส้าเหลียงคงหมดหวังเป็นประธานบอร์ด
หวังเส้าเฟิน: เส้าเหลียงไม่ได้เป็น ชั้นก็ไม่ยอมให้พี่ใหญ่คุณเป็น
แค่นี้ เค้าก็ใหญ่คับบริษัทแล้ว ขืนเป็นประธานบอร์ด จะเหลือที่ให้เรายืนหรือ
หัวเหวินเช่า: แต่พี่ใหญ่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
หวังเส้าเฟิน: ชั้นไม่สน ให้คุณเป็นซะยังดีกว่า
หวังชิงกั๊วะ : นี่อาจะเป็นทางออกที่ดีก็ได้ เหวินเช่าเป็นประธานบอร์ด เหวินฮั่นก็ไม่มีข้ออ้างลาออก
หวังเส้าเหลียง: พ่อพูดถูก พี่เขยต้องเป็นประธานจะได้ช่วยดูแลผลประโยชน์ตระกูลหว่อง
และช่วยดูแลผมด้วย แม้พี่ใหญ่พี่จะเคี่ยว แต่เค้าไม่ทำอะไรพี่เขยแน่
หัวเหวินเช่า: พ่อครับ ผมทำไม่ไหวหรอก





หวังชิงกั๊วะ: เหวินเช่า เธอก็เห็นว่าสุขภาพพ่อแย่แค่ไหน
ไม่อย่างนั้นพ่อคงไม่เกษียณ และเรียกซิวเหลิงกลับมา
ยังจำได้มั้ย ตอนเธอกับพี่ชายมาฮ่องกงใหม่ๆ
พ่อไม่ได้จ้างพี่ชายเธอ แม้ว่าเขาจะจบวิทยาลัยแล้ว
ตอนนั้น เธออายุแค่ 14 เธอเอาเศษเหล็กมาขายให้โรงงานเรา
พ่อไล่เธอ เธอก็ไม่ไป ขนาดด่าว่า เธอก็ยังยิ้มรับ
หัวเหวินเช่า: พ่อถึงจ้างพวกเรา และส่งผมเข้าโรงเรียน
หวังชิงกั๊วะ: รู้มั้ย ทำไมพ่อเอาใจใส่พวกเธอ
หัวเหวินเช่า: พูดตรงๆ ผมไม่แปลกใจที่พ่อจ้างพี่ใหญ่ เขาเป็นคนมีความสามารถ ผมก็แค่ตัวแถม
หวังชิงกั๊วะ: ใช่ เธอไม่ทำงานหนักเท่าพี่ชาย แต่พ่อชื่นชมในความเป็นกันเองของเธอ
เหวินฮั่นมีความสามารถ แต่บุคลิกของเขาทำให้คนไม่ถูกชะตาได้ง่าย
ผิดกับเธอ เธอมีเพื่อนมากกว่าศัตรู พ่อไม่เคยคิดจะไล่เหวินฮั่น แล้วเอาเส้าเหลียงมารวบอำนาจ
พ่อแค่อยากให้ธุรกิจนี้สืบทอดในตระกูลหวัง พ่อไม่รู้จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน
ช่วยให้ความหวังสุดท้ายของพ่อเป็นจริงด้วยเถอะ









 

Create Date : 03 กันยายน 2550    
Last Update : 19 มกราคม 2554 0:23:41 น.
Counter : 306 Pageviews.  

The Drive of Life 1







ปี 2007 หัวเหวินฮั่น (หลิวสงเหยิน), หัวเหวินหง (หลิวจิ่งเซิง) และ หัวเหวินเช่า (เหมียวเฉียวเหว่ย)
สามพี่น้องจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรถยนต์ Hua Zhe ที่สหรัฐอเมริกา
พวกเค้าตั้งเป้าที่จะนำรถยนต์จากเมืองจีนบุกตลาดอเมริกาให้สำเร็จภายใน 5 ปี
(ไม่ค่อยเว่อร์เนอะ ญี่ปุ่นใช้เวลา 15 ปี เกาหลีใช้เวลา 10 ปี แข่งกันทำสถิติเหรองัย)





แอบมีแทรกภาพคู่ เฉลยกันเห็นๆ ว่าใครคู่ใคร
เพื่อความสบายใจของแฟนคลับและแม่ยก





ด้วยความร่วมมือร่วมใจของญาติพี่น้อง วันนี้ รถยนต์ Hua Zhe 15,000 คัน
จึงสามารถผลิตสำเร็จ และขนส่งถึงอเมริกา





ย้อนกลับไปที่ฮ่องกง ปี 1994 ยุคที่อสังหาริมทรัพย์กำลังเฟื่องฟู
โรงงานในฮ่องกงย้ายไปเปิดที่เมืองจีนกันเกือบหมด
หัวเหวินฮั่นและหัวชิงหยู (ซุนซวน)
สองพ่อลูกต่างทำงานที่บริษัท Kwok Wai ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านอุปกรณ์ก่อสร้าง
Kwok Wai เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง และมีขั้นตอนการผลิตที่ได้มาตรฐาน ISO 9002
ทำให้ลูกค้ามากมายให้ความไว้วางใจ





หัวเหวินฮั่นเข้าไปตรวจโรงงาน
ชิงหยูก็แอบอู้งานมาวาดรูปซะงั้น ท่าทางจะรักทางนี้
เพราะเห็นมีผลงานฝีมือเธอ เป็นแก้วอยู่หลายใบ





เว่ยหย่งเปียว (หม่าเต๋อจง) ผู้ช่วยหัวเหวินฮั่น
เข้ามารายงานว่าสังกะสีที่อาเล็กสั่งมาไม่ใช่สังกะสีบริสุทธิ์
ชิงหยูรีบโทรเช็คอาเล็ก แต่ก็ติดต่อไม่ได้
เดือนที่แล้วเพิ่งก่อเรื่อง ลืมติดต่อลูกค้าจนต้องเสียลูกค้าไป ทำให้พ่อโกรธใหญ่
ขืนรู้ว่าอาเล็กทำผิดพลาดอีก แย่แน่




เว่ยหย่งเปียว: ผมเป็นผู้ช่วยคุณหัว เมื่อเกิดเรื่องที่ทำให้บริษัทเสียหาย
ผมจำเป็นต้องรายงานท่าน คุณอย่าปิดบังให้อาเล็กของคุณอีกเลย
หัวชิงหยู: ปิดบง ปิดบังอะไรกัน
เอ่อ แหม นาฬิกาคุณเท่ดีนะ เพิ่งซื้อใหม่เหรอ เหมาะกับคุณจัง
เรือนนี้ ผมใส่มา 6 ปีแล้ว คุณเพิ่งจะสังเกตเห็นหรือ
(กลบเกลื่อนไม่เนียนเลยเจ๊ แต่เสียใจด้วยนะ มีเพจเข้ามาหาหวิงปิ้วพอดี)
หนนี้ ผมคงช่วยคุณไม่ได้ คุณหว่าทราบเรื่องแล้ว
ท่านส่งเพจมาตามผมให้เข้าไปที่ไซต์งาน






อารองมัวไปออกรอบกับเพื่อนฝูง งานการไม่ทำ
อ้าว ก็โรงงานมีพี่ใหญ่คอยดูแลอยู่แล้ว จะต้องห่วงทำไม
ตีกอล์ฟสนุกกว่าเป็นไหน ไหน
อายุขนาดนี้ยังก้อร่อก้อติกกับสาวๆ แต่วันนี้ขอยกเว้น
เพราะมีนัดกับภรรยาสุดสวยหวังเส้าเฟิน (เติ้งชุ่ยเหวิน)
ลูกสาวคนโตของคุณหวังผู้ถือหุ้นใหญ่ Kwok Wai
เพื่อเลือกซื้อชุดไปงานวันเกิดพ่อตา





หวังเส้าเฟิน: โดนพี่ชายคุณใช้งานหนักอีกแล้วล่ะสิ นี่ขนาดวันเกิดพ่อชั้นนะเนี่ย
หัวเหวินเช่า: พ่อคุณเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ Kwok Wai ผมเป็นลูกเขยก็ต้องขยันทำงานหน่อย
(แหลกันเห็นๆ แถมต่อหน้าต่อตาภรรยา ยังแอบโปรยเสน่ห์ใส่พนักงานสาวๆ อีก)
หวังเส้าเฟิน: นี่ นี่ ชั้นยังไม่ตายนะยะ
หัวเหวินเช่า: แหม ก็คุณอยากเลือกสามีมีเสน่ห์ท่วมท้นอย่างผมทำไมล่ะ





พรุ่งนี้ครบกำหนดส่งมอบงานเฟส 1 แต่วัสดุก่อสร้างกลับไม่ได้มาตรฐาน
ทำให้คุณ Ng ลูกค้าไม่พอใจ ดังนั้นเพื่อรักษาชื่อเสียงของบริษัท
หัวเหวินฮั่นต้องนำเหล็กกลับไปชุบสังกะสีใหม่ พนักงานต้องอยู่ทำโอที
จะเปลืองงบแค่ไหนก็ต้องทำ





ระหว่างนั้น หัวเหวินเช่าก็ควงภรรยาไปงานวันเกิดพ่อสามี
ชิงหยูกับแม่มาถึงงานก่อน ชิงหยูอยากจะสะกิดเตือนอาเล็ก
แต่แม่ห้ามไว้ เดี๋ยวจะเสียบรรยากาศ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วกัน




แม่มอบของขวัญให้คุณหวัง เป็นรอยัลเจลลี่จากออสเตรเลีย

หวังเส้าเฟิน: พี่สะใภ้ช่างรู้จักบำรุง มิน่าถึงผิวพรรณดี
อย่างนี้ จะแต่งชุดอะไรก็ได้ (กัดกันเห็นๆ)

ชิงหยูเห็นอาเล็กยังไม่รู้เรื่องก็กลุ้มใจ





คุณหวังถามถึงพ่อ ชิงหยูได้แต่กลบเกลื่อนไปว่า กำลังทำงานอยู่
จะมาพร้อมพนักงาน

หวังเส้าเฟิน: ช่างงานยุ่งจริงนะ เหวินเช่าก็งานยุ่ง
ยังมาร่วมงานแต่วันได้เลย วันเกิดพ่ออาน่ะ ปีนึงมีครั้งเดียวนะ
หัวเหวินเช่า: พี่ใหญ่เป็นพวกบ้างานออก
คนเค้าทำงานของวันนี้ พี่ใหญ่เล่นทำงานของวันพรุ่งนี้ เค้าก็เลยยุ่งตลอด





เว่ยหย่งเปียวขอให้หัวเหวินฮั่นไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดก่อน
แต่เหวินฮั่นไม่ยอม เมื่อพนักงานทำงานหนัก เขาจะทอดทิ้งได้อย่างไร
เมื่อเขาเอาชื่อเสียงของตัวเองการันตีให้กับลูกค้า ก็ต้องอยู่ดูแลจนถึงที่สุด
ความรับผิดชอบไม่ใช่แค่คำพูดต้องรวมถึงการกระทำด้วย
บรรดาพนักงานต่างซึ้งใจ ที่ระดับผู้บริหารยังใส่ใจความรู้สึกของพวกเค้า





เส้าเฟินโมโหหิวที่เหวิ่นฮั่นไม่มาซะที หิวจนแทบจะกินจานได้อยู่แล้ว
คุณหวังยืนยันว่ายังไงก็ต้องรอเหวิ่นฮั่นมาดื่มอวยพรก่อน อีก 10 นาทีเอง
ไม่ทันขาดคำ เหวิ่นฮั่นก็นำทีมพนักงานเข้ามาในงานเลี้ยง

หัวเหวินเช่า : พี่ใหญ่ทำไมมาช้าจัง ดีนะที่ผมช่วยแก้ตัวแทนพี่
หัวเหวินฮั่น: ลำบากแกจริงๆ พี่ต้องขอบคุณมั้ยเนี่ย
หัวเหวินเช่า : โอ๊ย ไม่ต้องหรอก เราพี่น้องกัน พี่ช่วยผม ผมก็ช่วยพี่





เหวินฮั่นชวนทุกคนดื่มอวยพรให้คุณหว่อง

หัวเหวินเช่า : เอ้า ดื่ม ดื่ม เนี่ยนะ ถ้าไม่ใช่เพราะชั้น
บรรยากาศจะดีอย่างนี้หรือ





ชุนเฉียง: ต้องขอบคุณคุณหัว ถ้าไม่ใช่เพราะคุณ
พวกเราก็คงไม่ต้องทำงานล่วงเวลาจนดึกดื่นอย่างนี้

หัวเหวินเช่าชักรู้ตัว ดูจากสายตาแต่ละคน ซวยแน่ๆ งานนี้





ว่าแล้ว ก็แกล้งทำเมาเอาตัวรอดไปก่อน

หัวเหวินฮั่น: อย่าเพิ่งกลับนะ พี่มีเรื่องจะคุยกับแก
หัวเหวินเช่า: พี่ใหญ่ก้อ ผมปวดหัวจะแย่แล้ว มีอะไรไว้พูดกันพรุ่งนี้นะ
หวังเส้าเฟิน: เมาขนาดนี้ พี่พูดไปเขาก็ไม่รู้เรื่องหรอก
หัวเหวินฮั่น: ชาโสมของพี่สะใภ้แก ช่วยสร่างเมาได้ ไป ไปกับพี่





หัวเหวินฮั่น: เลิกเสแสร้งได้แล้ว แกอยากให้หลานดูถูกแกรึไง
สี่ซัมเหยียน: มีอะไรไว้พูดกันพรุ่งนี้เถอะ หมั่นเซ็กเหนื่อยแล้วล่ะ
หัวเหวินฮั่น: พวกคนงานเหนื่อยกว่ามันหลายเท่า
แกรู้มั้ยว่าหนนี้ บริษัทสูญเสียไปเท่าไหร่ แกไม่ทำงานเอาแต่สนุก ชั้นก็ไม่เคยว่า
อย่างน้อยก็น่าจะใส่ใจเรื่องงานบ้าง
หัวเหวินเช่า: แต่ซัพพลายเออร์เจ้านี้เป็นเพื่อนกับพ่อตานี่นา
ผมจะรู้ได้ยังไงว่าเค้าจะเอาของด้อยคุณภาพมาให้
หัวเหวินฮั่น: แค่เขาเป็นเพื่อนกับคุณหวัง แกก็เชื่อเค้าง่ายๆ แล้วหรือ
ชั้นสอนแกกี่หนแล้วว่า ธุรกิจคือธุรกิจ




คุณหวังตามมาช่วยลูกเขย

หวังชิงกั๊วะ : ชุนเฉียงบอกชั้นหมดแล้ว
หนนี้ เหวินเช่าสะเพร่าไปหน่อย อย่าทำให้เป็นเรื่องใหญ่น่า
เรื่องงานก็เอาไว้คุยกันตอนเวลาทำงานสิ เหวินเช่ากลับกับพ่อ
หัวเหวินฮั่น: เหวินเช่าชั้นยังพูดไม่จบ
หวังชิงกั๊วะ: คิดว่าเห็นแก่ชั้นแล้วกัน ปล่อยลูกเขยชั้นไปเถอะ
หัวเหวินฮั่น: เขาเป็นลูกเขยคุณ แต่ก็เป็นน้องชายผมด้วย
ถ้าปล่อยให้ผ่านไปง่ายๆ อย่างนี้ทุกครั้ง เขาก็จะกลายเป็นคนล้มเหลวในชีวิต




หวังเส้าเฟิน: พี่ใหญ่ พี่พูดกับพ่อชั้นแบบนี้ได้ยังไง
พี่จะบอกว่า หมั่นเซ็กล้มเหลวเพราะพ่อกับชั้นใช่มั้ย
พ่อชั้นดีกับพี่ยังไง ยังจำได้หรือเปล่า
หัวเหวินเช่า: เอาล่ะ เอาล่ะ ผมผิดเอง เป็นความผิดของผม
พี่ใหญ่ พักผ่อนเถอะนะ
หัวเหวินฮั่น: ดึกแล้ว แกเองก็กลับบ้านไปเถอะ




เส้าเฟินไม่พอใจที่หมั่นฮอนทำตัวเป็นคนอกตัญญู ไม่รู้คุณพ่อของเธอ
คิดดูซิตอนมาจากเมืองจีนใหม่ๆ ไม่รู้จักใคร ใครล่ะที่เป็นคนรับเข้าทำงานที่ Kwok Wai
ถ้าไม่ใช่พ่อให้โอกาส มีหรือจะไต่เต้าขึ้นมาเป็นประธานบริษัทได้

หวังชิงกั๊วะ: เมื่อก่อน Kwok Wai เป็นโรงงานเล็กๆ
ที่เราใหญ่โตขึ้นมาได้ทุกวันนี้ ก็ต้องให้เครดิตหมั่นฮอนเขาด้วย
หวังเส้าเฟิน: พ่อพูดยังกับว่าบริษัทนี้มีเค้าทำงานอยู่คนเดียวงั้นแหละ
ดูซิพ่อ มันน่าโมโหมั้ย ให้สัมภาษณ์ซะใหญ่โตยังกับตัวเองเป็นเจ้าของบริษัท
หนูว่า อีกหน่อยเค้าต้องคิดฮุบบริษัทเราแน่
หวังชิงกั๊วะ: Kwok Wai พ่อเป็นคนสร้าง มันก็ต้องเป็นของตระกูลหวังเราสิลูก
จะเป็นของคนอื่นไปได้อย่างไรกัน




ซัมเหยียนขอให้เหวินฮั่นเห็นใจเหวินเช่าบ้าง คนกลางวางตัวลำบากนะ
เหวินหงน้องชายคนรองที่อยู่ปักกิ่งก็ห่างเหินกันเหมือนคนแปลกหน้า
อยากให้เหวินเช่าเป็นอย่างนั้นเหมือนกันหรือ
ซัมเหยียนอยากให้เหวิ่นฮั่นอาศัยการย้ายสุสานของพ่อแม่ จับเข่าคุยกันสามคนพี่น้อง
เหวินฮั่นตกลงใจเดินทางไปหาน้องรองที่ปักกิ่ง





เวลาทำงาน เหวินเช่าก็มัวแต่ซ้อมกอล์ฟ เหวินฮั่นเข้ามาก็นึกว่าจะโดนด่าแล้วเชียว
โล่งอกไปทีที่พี่ใหญ่ไม่รื้อฟื้นเรื่องเมื่อวาน แถมชวนไปกินข้าวกลางวัน
เหวินเช่าแบกถุงกอล์ฟเตรียมไปออกรอบตอนบ่ายอีก เลยโดยพี่ใหญ่เทศนาจนได้






หัวเหวินเช่า: พี่ใหญ่ แต่ละคนก็มีวิธีทำธุรกิจไม่เหมือนกัน
พี่ชอบเจรจาในห้องประชุม ส่วนผมชอบเจรจาในสนามกอล์ฟ ผมผิดตรงไหน
อีกอย่างพี่ชอบบอกว่าต้องคอยตามแก้ปัญหาให้ผม ผมก็ต้องคอยสะสางเรื่องยุ่งยากให้พี่เหมือนกัน
หัวเหวินฮั่น: เรื่องอะไร ไหนยกตัวอย่างมาซิ
หัวเหวินเช่า: เอ้า ก็เรื่องพี่รองไง เวลาพวกพี่มีปัญหากัน ก็ผมไม่ใช่เหรอที่เป็นตัวกลาง
หลายปีมานี้ ผมต้องคอยประสานความสัมพันธ์ระหว่างพวกพี่อยู่เรื่อย
เนี่ย รู้มั้ยว่าสุสานพ่อแม่เราต้องย้ายที่ใหม่ ไหนพี่ชอบบอกว่าพี่จัดการได้ทุกเรื่องไง อย่าดีแต่พูดนะพี่
หัวเหวินฮั่: เรื่องของพ่อแม่ เราสามพี่น้องต้องรับผิดชอบ พี่จะไปปักกิ่งกับแก
หัวเหวินเช่า: จริงอ่ะ





หลายปีมานี่ สองพี่น้อง ไม่เคยไปไหว้พ่อแม่พร้อมกัน
บ้านเหวินฮั่นไปช่วงเทศกาลเช็งเม้ง ส่วนบ้านเหวินหงไปช่วงเทศกาล Chung Yeung
(คิดว่าเป็นช่วงเทศกาลกินเจ เพราะเป็นเทศกาลในเดือน 9)
เหวินเช่ารับหน้าที่ไปเชิญพี่รองมากินข้าวกับพี่ใหญ่




เหวินฮั่นหวนคิดถึงอดีตที่ปักกิ่ง ปี 1965 ตอนนั้น เขายื่นขออพยพไปฮ่องกงสำเร็จ
ทางการอนุญาตให้ไปได้แค่สองคน เหวินฮั่นคิดจะไปกับเหวินเช่า
แต่ก็เกรงว่าเหวินหงจะไม่เห็นด้วย
ด้วยความเป็นห่วงมารดา และคิดว่าตนเป็นพี่คนโต ต้องรับภาระหนัก
จึงหลอกเหวินหงให้จับไม้ ใครได้ไม้แดงต้องอยู่ดูแลแม่ที่เมืองจีน
อีกคนจึงจะได้ไปฮ่องกง โดยเหวินฮั่นแอบทาไม้ให้เป็นสีแดงทั้งสองอัน







ที่ปักกิ่ง สองตาหลานกำลังถกเถียงกัน
ตาอยากให้หลานมาทำงานที่โรงงานผลิตรถยนต์
แต่หัวเจิ้นเหวินไม่สนใจเรื่องเครื่องยนต์กลไก
เขาอยากทำการค้า เผื่อจะได้เป็นเศรษฐีเงินล้านกับเขามั่ง
อยู่ไปไยให้ตาบ่น รีบไปส่งของดีกว่า





ตาเป็นห่วงว่าเหวินหงตามใจลูกมากไป ระวังจะเสียคน
เหวินหงเห็นว่าลูกโตแล้ว ปล่อยให้เขาเดินตามทางของตัวเองเถอะ




เหวินเช่าชวนเหวินหงไปกินข้าวกับพี่ใหญ่
แต่เหวินหงปฏิเสธ เค้าจะตามไปหลังกินข้าวกับที่บ้านเสร็จแล้ว
ตาคิดว่าเหวินฮั่นไม่จริงใจ ถ้าจริงใจก็น่าจะมาชวนด้วยตัวเอง
ตั้งแง่กันเข้าไป พี่น้องคู่นี้




หัวเหวินฮั่นบริจาคเงินสร้างโรงเรียน สร้างสะพาน และสถานที่ต่างๆ ไว้มาก
เมื่อทางปักกิ่งทราบว่าเขาเดินทางมาที่นี่ จึงส่งเจ้าหน้าที่มารับรอง




ระหว่างเหวินหงขี่จักรยานมาที่โรงแรม
เขานึกถึงตอนที่เหวินฮั่นกลับมาปักกิ่งเพื่อชวนเขาไปฮ่องกง
แต่ตอนนั้น เขารู้แล้วว่าเหวินฮั่นหลอกให้เขาจับไม้แดง

หัวเหวินหง: ถ้าพี่คิดว่าพี่สมควรไปฮ่องกงมากกว่า ชั้นก็ไม่ว่าอะไร
แต่พี่แน่ใจได้ยังไงว่าถ้าชั้นเป็นคนได้ไปฮ่องกง ชั้นจะทำไม่ได้อย่างพี่
พี่ไม่เคยถามชั้น ก็ตัดสินใจเองแล้ว ใช่ ไปฮ่องกงหรือไม่ มันไม่ใช่เรื่องสำคัญสำหรับชั้นอีกแล้ว
ที่สำคัญคือทำไมพี่ไม่ยอมรับผิด เราอย่าพูดเรื่องนี้อีกเลย ทางใครทางมันก็แล้วกัน






เมื่อหัวเหวินหงเดินทางมาถึงโรงแรม
ก็ปรากฏว่า เหวิ่นฮั่นตัดสินใจเลือกที่ย้ายสุสานพ่อแม่ไปแล้ว
ทำให้เค้าไม่พอใจ





หัวเหวินฮั่น: ถ้าไม่ชอบที่พี่เลือก จะย้ายไปที่อื่นก็ได้
หัวเหวินหง: พี่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี มันอยู่ที่การให้เกียรติกัน
แต่ไหนแต่ไรมา พี่ไม่เคยให้เกียรติผม เมื่อก่อนก็ไม่ เดี๋ยวนี้ก็ไม่








 

Create Date : 01 กันยายน 2550    
Last Update : 19 มกราคม 2554 0:25:30 น.
Counter : 1432 Pageviews.  


magarita30
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Myspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace GlitterMyspace Glitter
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์พ.ศ. 2539 ห้ามมิให้นำไปเผยแพร่และอ้างอิงส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของข้อความในสื่อ คอมพิวเตอร์แห่งนี้เพื่อการค้า โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร ผู้ละเมิดจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Friends' blogs
[Add magarita30's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.