Group Blog
 
All Blogs
 

นักศึกษาปริญญาโท

ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัยเอกชนเพื่อให้เป็นวิทยากรพิเศษสอนวิชาปรัชญาให้กับนักศึกษาปริญญาโท เขาเตรียมการสอนอยู่หลายวันจึงตัดสินใจจะสอน นักศึกษาเหล่านั้นด้วยแบบฝึดหัดง่ายๆ แต่แฝงไว้ด้วยข้อคิด

เขาเดินเข้าห้องเรียนมาพร้อมด้วยของสองสามอย่างบรรจุอยู่ในกระเป๋าคู่ใจ เมื่อได้เวลาเรียน เขาหยิบเหยือกแก้วขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วใส่ลูกเทนนิสลงไปจนเต็ม
"พวกคุณคิดว่าเหยือกเต็มหรือยัง?" เขาหันไปถามนักศึกษาปริญญาโท แต่ละคนมีสีหน้าตาครุ่นคิดว่าอาจารย์หนุ่มคนนี้จะมาไม้ไหนก่อนจะตอบพร้อมกัน "เต็มแล้ว..."
เขายิ้มไม่พูดอะไรต่อหันไปเปิดกระเป๋าเอกสารคู่ใจ หยิบกระป๋องใส่กรวดออกมา แล้วเทกรวดเม็ดเล็กๆ
จำนวนมากลงไปในเหยือกพร้อม กับเขย่าเหยือกเบาๆ กรวดเลื่อนไหลลงไปอยู่ระหว่างลูกเทนนิสอัดจนแน่นเหยือก

เขาหันไปถามนักศึกษาอีก “เหยือกเต็มหรือยัง?"
นักศึกษามองดูอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันมาตอบ "เต็มแล้ว..."

เขายังยิ้มเช่นเดิม หันไปเปิดกระเป๋าหยิบเอาถุงทรายใบย่อมขึ้นมา และเททราย จำนวนไม่น้อยใส่ลงไปในเหยือก เม็ดทรายไหลลงไปตามช่องว่างระหว่างกรวดกับลูกเทนนิสได้อย่างง่ายดาย เขาเทจนทรายหมดถุง เขย่าเหยือกจนเม็ดทรายอัดแน่นจน แทบล้นเหยือก

เขาหันไปถามนักศึกษาอีกครั้ง “เหยือกเต็มหรือยัง?"

เพื่อป้องกันการหน้าแตกนักศึกษาปริญญาโทเหล่านั้นหันมามองหน้ากันปรึกษากันอยู่นาน หลายคนเดินก้าวเข้ามาก้มๆ เงยๆ มองเหยือกตรงหน้าอาจารย์หนุ่มอยู่หลายครั้ง มี การปรึกษาหารือกันเสียงดังไปทั้งห้องเรียน
จวบจนเวลาผ่านไปเกือบห้านาที หัวหน้ากลุ่มนักศึกษาจึงเป็นตัวแทน เดินเข้ามาตอบอย่างหนักแน่น “คราวนี้เต็มแน่นอนครับอาจารย์" “แน่ใจนะ"
“แน่ซะยิ่งกว่าแน่อีกครับ"

คราวนี้เขาหยิบน้ำอัดลมสองกระป๋องออกมาจากใต้โต๊ะแล้วเทใส่เหยือกโดยไม่รีรอ ไม่นานน้ำอัดลมก็ซึมผ่านทรายลงไปจนหมด ทั้งชั้นเรียนหัวเราะฮือฮากันยกใหญ่ เขาหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ไหนพวกคุณบอกว่าเหยือกเต็มแน่ๆ ไง" เขาพูดพลางยกเหยือกขึ้น
“ผมอยากให้พวกคุณจำบทเรียนวันนี้ไว้ เหยือกใบนี้ก็เหมือนชีวิตคนเรา ลูกเทนนิสเปรียบเหมือนเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต เช่น ครอบครัว คู่ชีวิต การเรียน สุขภาพ ลูก และเพื่อน สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คุณต้องสนใจจริงจังสูญเสียไปไม่ได้ เม็ดกรวดเหมือนสิ่งสำคัญรองลงมา เช่น งาน บ้าน รถยนต์ ทรายก็คือเรื่องอื่นๆ ที่เหลือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่เราจำเป็นต้องทำ
แต่เรามักจะหมก มุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ เหยือกนี้เปรียบกับชีวิตของคุณ ถ้าคุณใส่ทรายลงไปก่อน
คุณจะมัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเล็กๆน้อยๆ อยู่ตลอดเวลา ชีวิตเต็มแล้ว... เต็มจนไม่มีที่เหลือให้ใส่กรวด
ไม่มีที่เหลือใส่ให้ลูกเทนนิสแน่นอน ชีวิตของคนเราทุกคน ถ้าเราใช้เวลาและปล่อยให้เวลาหมดไปกับเรื่องเล็กๆ
น้อยๆ เราจะไม่มีที่ว่างในชีวิตไว้สำหรับเรื่องสำคัญกว่า เพราะฉะนั้นในแต่ละวันของชีวิต
เราต้องให้ความสนใจกับเรื่องที่ทำให้ตัวเราและครอบครัวมีความสุข ใช้ชีวิตเล่นกับลูกๆ หาเวลาไปตรวจร่างกาย
พาคู่ชีวิตกับลูกไปพักผ่อนในวันหยุด พากันออกกำลังกาย เล่นกีฬาร่วมกันสักชั่วโมงสองชั่วโมง
เพื่อสุขภาพและความสัมพันธ์ที่ดีในชีวิต เราต้องดูแลเรื่องที่สำคัญที่สุดจริงๆ ดูแลลูกเทนนิสของเราก่อนเรื่องอื่นทั้งหมด หลังจากนั้นถ้ามีเวลาเหลือเราจึงเอามาสนใจกับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวเรา

นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นถาม “แล้วน้ำที่อาจารย์เทใส่ลงไปล่ะครับ
หมายถึงอะไร?"
เขายิ้มพร้อมกับบอกว่า “การที่ใส่น้ำลงไปเพราะอยากให้เห็นว่า ไม่ว่าชีวิตของเราจะวุ่นวายสับสนเพียงใด
ในความสับสนและวุ่นวายเหล่านั้นคุณยังมีที่ว่างสำหรับการแบ่งปันน้ำใจให้กันเสมอ..."


ที่มา: Forwarded Mail




 

Create Date : 21 ธันวาคม 2548    
Last Update : 21 ธันวาคม 2548 22:08:29 น.
Counter : 131 Pageviews.  

กระต่ายกับเต่า

กระต่ายกับเต่า

ยกที่ 1

กาลครั้งหนึ่ง เต่ากับกระต่ายเถียงกันว่าใครวิ่งเร็วกว่ากัน ทั้งคู่จึงตกลงที่จะวิ่งแข่ง
หลังจากกำหนดเส้นทางแข่งและเริ่มการแข่งขันมาได้สักพักหนึ่ง
เจ้ากระต่ายวิ่งนำโด่งมาไกลเลยชะล่าใจ คิดว่าพักผ่อนใต้ต้นไม้สักครู่ก่อนแข่งต่อก็คงดี
ไป ๆ มา ๆ กระต่ายก็ง่วงและผลอยหลับไป ตื่นมาอีกทีเจ้าเต่าก็คว้าแชมป์ไปแล้ว
นิทาเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ช้าๆ แต่มั่นคงสามารถเอาชนะได้ (เหมือนกัน)
นี่เป็นเวอร์ชั่นที่เราคุ้นหูกัน
แต่ไม่นานมานี้มีคนเล่าเวอร์ชั่นใหม่ที่น่าสนใจให้ฟัง

ยกที่ 2
เจ้ากระต่ายสันหลังยาวหงุดหงิดที่แพ้เต่า มันจึงค้นหาจุดอ่อนของตนเอง
และพบว่าความมั่นใจในตนเองมากเกินไปบวกกับความขี้เกียจของมัน คือสาเหตุที่ทำให้แพ้
ถ้ามันไม่เผลอหลับเสียอย่าง เต่าหน้าไหนจะเอาชนะมันได้ กระต่ายจึงขอแก้ตัวใหม่อีกครั้ง และเต่าก็ยินยอม
แน่นอนว่าครั้งนี้ เจ้าเต่าโดนทิ้งไม่เห็นฝุ่น กระต่ายชนะขาดลอย
เราได้ข้อคิดอะไรล่ะ...
ต่อให้ช้าแต่ชัวร์ ยังไงก็แพ้เร็วและสม่ำเสมอ
ถ้าเราเปรียบเทียบคนทั้งสองคนในองค์กรของเรา คนหนึ่งช้าจริง ทำอะไรมีระบบระเบียบแบบแผนไม่เคยพลาด ผลงานของเขาไว้ใจได้แน่นอน เทียบกับอีกคนหนึ่งที่เร็วและพอไว้ใจได้ในสิ่งที่เขาทำ
คนที่เร็วกว่ามักจะประสบความสำเร็จมีความเจริญก้าวหน้าในองค์กรนั้น ๆ มากกว่า
'ช้าแต่ชัวร์' ก็ดีอยู่หรอก แต่ให้เร็วและเชื่อถือได้นี่ดีกว่า
เรื่องยังไม่จบแค่นี้...

ยกที่ 3
คราวนี้ถึงตาเจ้าเต่ามาหาจุดบกพร่องของตัวเองบ้าง และมันก็พบว่าเป็นไปไม่ได้เลยที่มันจะชนะเจ้ากระต่ายในเส้นทางการวิ่งแบบที่เป็นอยู่นี้
มันคิดอยู่สักครู่หนึ่งก็ไปท้ากระต่ายแข่งใหม่ แต่ขอเปลี่ยนเส้นทางวิ่งนิดหน่อย เจ้ากระต่ายตกลง
พอการเริ่มแข่งเริ่มปุ๊บ เจ้ากระต่ายก็ใส่เกียร์ห้าวิ่งออกไปเต็มสปีด

จนกระทั่งไปถึงระหว่างทาง ก็ต้องหยุดชะงัก เพราะเส้นทางนั้นต้องข้ามแม่น้ำ ทั้งที่เส้นชัยอยู่ไม่ห่างจากฝั่งตรงข้ามเท่าไหร่เลย
เจ้ากระต่ายมัวแต่งงว่าจะทำอย่างไรดี จนเจ้าเต่าคืบคลานมาทันแล้วก็พุ่งลงน้ำว่ายข้ามฝั่งไปเข้าเส้นชัย
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...
พิจารณาจุดแข็งของตนให้ดีแล้วพยายามเปลี่ยนสนามการแข่งขันให้ตนเองได้เปรียบมากที่สุด
ยัง… ยังเร็วไปที่จะจบเพียงแค่นี้ ยังมีต่อ...

ยกที่ 4
ด้วยน้ำใจนักกีฬา ครั้งนี้เจ้าเต่ากับกระต่ายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันแล้ว ต่างคนต่างมาระดมสมองคิดด้วยกัน
หากทั้งสองร่วมมือกันในการแข่งแบบเมื่อครั้งล่าสุด จะช่วยให้ทำเวลาได้ดีขึ้น
ดังนั้นพวกมันจึงคิดจะแข่งอีกครั้ง แต่แข่งคราวนี้เป็นแบบ ทีมเวิร์ค
เริ่มต้นด้วยกระต่ายแบกเต่าวิ่งไปด้วยความเร็วสูงจนถึงริมแม่น้ำ เจ้าเต่าก็ให้กระต่ายขี่หลังว่ายข้ามไป พอข้ามฝั่งเจ้ากระต่ายก็แบกเจ้าเต่าวิ่งต่อจนเข้าเส้นชัยด้วยกัน
ผลการแข่งขันครั้งนี้สร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองฝ่ายมากกว่าการแข่งขันครั้งก่อนหน้านี้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...

การมีจุดแข็งและความสามารถโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ดี แต่หากไม่รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น ทำยังไงก็ไปไม่รอด
เพราะจะมีบางสถานการณ์ที่เราเจ๋งแต่คนอื่นเจ๊ง ในขณะที่บางสถานการณ์เราเจ๊งแต่คนอื่นเจ๋ง


ทีมเวิร์คสำคัญตรงที่การกำหนดผู้นำให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ให้ผู้ที่มีความถนัดในสถานการณ์นั้น ๆ เป็นผู้นำกลุ่มในแต่ละช่วงสถานการณ์ที่เหมาะกับความสามารถของเขา


นอกจากนี้เรายังได้บทเรียนอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ไม่ว่าเต่าหรือกระต่าย ไม่มีใครที่คิดเลิกล้มหรือท้อแท้หลังจากความล้มเหลวได้เกิดขึ้น


กระต่ายแก้ไขจุดบกพร่องของตนเองโดยการทำงานที่หนักขึ้นและเพิ่มความมุมานะในงานของตนเองหลังจากพบความล้มเหลว

ส่วนเต่าได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของตนใหม่ เพราะตัวมันเองได้ทำงานหนักที่สุดเท่าที่มันจะสามารถทำได้แล้วในชีวิต

เมื่อเราพบกับปัญหาหรือความล้มเหลว บางครั้งเราก็ควรจะทำงานให้หนักขึ้นและมีความเอาใจใส่ในงานมากกว่าเดิม

บางครั้งเราก็ควรเปลี่ยนแผนการทำงานและทดลองในสิ่งใหม่ ๆ ที่แตกต่างออกไปและในบางครั้งก็จำเป็นต้องทำทั้งสองอย่าง

นอกจากนั้น กระต่ายกับเต่าก็ได้บทเรียนที่สำคัญอีกอย่างคือ เมื่อเราหยุดการแข่งขันกับตัวบุคคลแล้วหันมาแข่งขันกับสถานการณ์แทน พวกมันจะทำงานได้ดีขึ้น

โดยสรุป เรื่องราวของกระต่ายกับเต่าสอนข้อคิดแก่เราหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความรวดเร็วเสมอต้นเสมอปลายชนะความอืดอาด, การดึงศักยภาพในตัวของเราออกมาและทำงานร่วมกันเป็นทีมย่อมดีกว่าการทำงานคนเดียว, อย่ายอมแพ้เมื่อพบกับความล้มเหลว และสุดท้ายคือจงแข่งกับสถานการณ์ ไม่ใช่กับตัวบุคคล

Source: Organization website




 

Create Date : 01 ธันวาคม 2548    
Last Update : 1 ธันวาคม 2548 21:59:10 น.
Counter : 176 Pageviews.  

แรงบันดาลใจ

“แรงบันดาลใจ” สร้างฝันเป็นจริงได้เสมอ แม้กระทั่งสิ่งมหัศจรรย์อย่างมนุษย์เรา ก็สร้างจากแรงบันดาลใจของพระเจ้าที่ต้องการให้ธรรมชาติ ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร ป่าไม้ และสัตว์นานาชนิดได้อาศัยอยู่ร่วมกันบนโลก

โธมัส อัลวา เอดิสัน ผู้คิดค้นหลอดไฟฟ้าคนแรกได้รับแรงบันดาลใจจากแสงเทียน และคิดว่าการมีไฟส่องสว่างยามค่ำคืนน่าจะเป็นไปได้ แรงบันดาลใจ ต้องมาพร้อมกับการลงมือทำเพื่อให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น ถ้ามีแรงใจแต่ไม่ทุ่มเทแรงกาย สิ่งนั้นคงเป็นแค่ความฝันเฟื่อง ชีวิตของคนๆ หนึ่งอาจสร้างแรงบันดาลใจให้อีกคนหนึ่ง เรื่องของเด็กชายชาวอเมริกันที่เกิดมาพิการขาทั้งสองข้างตั้งแต่หัวเข่าลงไปพับงอไปด้านหลัง เขาต้องเดินด้วยหัวเข่าแต่ก็ยังร่าเริงแจ่มใสและกระฉับกระเฉง เมื่ออายุ 5 ขวบเขาบอกพ่อแม่ว่าอยากตัดขาส่วนที่พับไปด้านหลังเพื่อจะได้ใส่ขาเทียม ทำให้เขาสามารถวิ่งเล่นได้ และสิ่งที่น่าทึ่งคือเขาอยากเป็นนักวิ่ง

หลังจากตัดขาตั้งแต่หัวเข่าลงไปพร้อมกับใส่ขาเทียม เขาก็วิ่งเล่นเหมือนเด็กชายทั่วไปโดยไม่รู้สึกว่าตัวเองแตกต่าง

เขาชอบเล่นกีฬาและรักการวิ่งเป็นที่สุด แต่พบว่าขาเทียมไม่เอื้ออำนวยต่อการวิ่งเร็ว เพราะมันเป็นของรุ่นเก่า ราคาถูก ทำให้รู้สึกเจ็บ ไม่คล่องตัว แม่ของเด็กชายจึงเขียนจดหมายถึงบริษัทแห่งหนึ่งที่ผลิตขาเทียมด้วยเทคโนโลยีแบบใหม่ ยืดหยุ่นได้เหมือนขาจริง


เธอบอกว่าลูกชายวิ่งเร็วมาก ถ้าใส่ขาเทียมของบริษัทเพื่อลงแข่งขันวิ่งเร็วในกีฬาคนพิการ เขาจะต้องชนะ และจะทำให้สินค้าของบริษัทโด่งดัง

บริษัทตกลงที่จะสนับสนุนเด็กชายคนนี้ และเขาก็ชนะเลิศด้วยการวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นที่หนึ่ง เขาลงแข่งขันทุกนัด ทุกปี และฝึกซ้อมตัวเองอยู่เสมอ

ที่น่าแปลกใจก็คือ จะมีสักกี่คนในโลกที่ถูกตัดขาแล้วฝันอยากเป็นนักวิ่ง


หลายครั้งที่ชีวิตรู้สึกติดขัดมีปัญหา แต่เมื่อคิดถึงเรื่องของเด็กชายคนนี้แล้วทำให้รู้ว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราตั้งใจที่จะทำมันให้เกิดขึ้น

เคยดูภาพยนตร์โทรทัศน์เรื่องหนึ่งนานมากแล้ว แต่ยังจำฉากหนึ่งได้ดี ภรรยาบอกสามีให้หลับตา เดี๋ยวจะพาไปดูอะไรหลังบ้าน


เธอพาสามีเดินลัดเลาะไปด้านหลังของบ้านหลังใหญ่ที่เพิ่งย้ายเข้ามา


“ลืมตาได้แล้ว” เธอบอก


“มีอะไร” สามีมองไปที่ทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา แล้วหันมามองหน้าภรรยาแบบงงๆ


“เห็นไหม ตรงนั้นจะเป็นฟาร์มที่เราจะเลี้ยงวัวนมสัก 4-5 ตัว ตรงนี้จะเป็นสวนผักกาดกับมะเขือเทศ และโน่น เราจะล้อมรั้วเพื่อเลี้ยงไก่” เธอพูดพร้อมกับทำมือวาดไปบนอากาศ


สามีหันมายิ้มแล้วบอกว่า “ฉันเห็นแล้ว แต่เราต้องลงมือทำ ไม่ใช่แค่คิด”


ภรรยาจึงพูดว่า “ใช่... สิ่งดีๆ ไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เราต่างหากที่สร้างมันขึ้นมา”

แรงบันดาลใจเกิดขึ้นจาก การเห็น การรู้ การฟัง บวกกับ ความปรารถนาที่จะทำ และ ทัศนคติที่คิดว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นได้


แต่คนเรามักจะพ่ายแพ้ต่อความคิดของตัวเอง คือฝันไปไกล แต่สุดท้ายกลับมาที่เดิมเพียงเพราะเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้

ศิลปินจรรโลงโลก เช่น นักวาดภาพ นักแต่งเพลง และนักเขียน ต่างอาศัยแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานแทบทั้งสิ้น


ภาพวาดในยุคเรอเนสซองส์ที่มีสวรรค์ นางฟ้า และเมฆปุกปุยสีขาว เพราะคนในยุคนั้นอยากจะติดต่อสื่อสารกับพระเจ้า


เพลงรักอันโด่งดัง แต่งขึ้นในยามที่ศิลปินตกต่ำ ติดเหล้าติดยา แต่เขาสามารถเขียนเพลงออกมาได้ลึกซึ้งกินใจ

หนังสือขายดีติดอันดับ เขียนโดยนักเขียนที่ชอบท่องเที่ยว เขาเห็นการใช้ชีวิตและวิธีคิดอันหลากหลาย สุดท้ายกลายเป็นงานเขียนชั้นเลิศ


ไม่ว่าเราจะเป็นใคร แรงบันดาลใจเกิดขึ้นได้กับทุกคน และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว จงทำให้เป็นความจริง อย่าเพิ่งล้มเลิกไปง่ายๆ พยายามทำทีละขั้น บางอย่างอาจต้องใช้เวลาและความอดทน


เมื่อมาถึงจุดที่ลงตัวในจังหวะเวลาอันเหมาะสม ความฝันก็เป็นจริงได้โดยไม่ยากเย็น


ที่มา: กรุงเทพวันอาทิตย์, 4 กันยายน 2548
Source: Organization website




 

Create Date : 01 ธันวาคม 2548    
Last Update : 1 ธันวาคม 2548 22:00:55 น.
Counter : 134 Pageviews.  

หมาไล่เนื้อ

เรื่อง: "หมาไล่เนื้อ"

มีเรื่องเล่าว่า...
มีพระองค์หนึ่ง...ชอบทำอะไรแปลกๆ...
วันหนึ่ง...พวกกรุงเทพฯ...เอากฐินไปทอดที่วัด...
จัดงานกันใหญ่โต...มีหนัง...มีลิเก...มีดนตรี...
ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน...
ก่อนทอดกฐิน...
ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา...
หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา...
บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง...แล้วเอาเชือกมาด้วย...
หลวงพ่อจัดการ...เอาเนื้อ...ผูกติดกับหลังหมา...
ผูกเสร็จ...ก็ปล่อยหมา ...
หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง...ก็ไล่งับ...
พอหัวโดดงับ...ตัวก็ขยับหนี...
เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง...
ยิ่งโดดงับเร็ว...ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว...
โดดไม่หยุด...เนื้อก็หนีไม่หยุด...น่าสงสารหมามาก...
หมาโดดอยู่นาน...งับเท่าไหร่...เนื้อก็ไม่เข้าปากสักที...
ผู้คนบนศาลา...พากันหัวเราะชอบใจ...
หัวเราะเยาะหมา...ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้...
ไล่งับ...จะกินเนื้อ...ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทัน ตลอดชีวิต...
หลวงพ่อ...มองดูด้วยความสนุกสนานจนหนำใจแล้ว...
ก็แก้เชือกออกมากหลังหมา...
แล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า...
มนุษย์เรา...มีความรู้สึกว่า...ตัวเองพร่อง...ตัวเองยังไม่เต็ม...
ต้องเติมตลอดเวลา...เติมไม่หยุด...เพื่อให้ตัวเองเต็ม...
เราอยากสวย...อยากทันสมัย...
ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด...ทันสมัยที่สุดใส่...

ดีใจได้เดือนเดียว...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...สวยกว่า...ทันสมัยกว่า...
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่...
ซื้อเสร็จ ๓ เดือน...รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว...
ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด...
๒ เดือนต่อมา...มีรุ่นใหม่กว่าออกมา...ของเราตกรุ่น...
ซื้อรถเบนซ์...ทันสมัยที่สุด...แพงมาก...
ขับได้ ๖ เดือน...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...
ทันสมัยกว่า...แพงกว่า...ของเรากลายเป็นเชย...
เราต้องก้มหน้าก้มตา...ทำงานทั้งวัน ทั้งคืน...หาเงินมา...
เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย...
ซื้อเสื้อผ้าใหม่...มือถือใหม่...คอมพิวเตอร์ใหม่...รถยนต์คันใหม่...
เหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส...
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น...
ปัจจุบัน...
เรากำลังไล่งับความทันสมัย...เหมือนหมาที่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน...
ทั้งที่รู้ว่า...ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต...ก็ไม่มีทางตามทัน...
น่าสงสารไหมโยม...
คนเต็มศาลา...เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น...
ด่าว่า...หมามันโง่...
ตอนนี้เงียบสนิท...เหมือนไม่มีคนอยู่...
ไม่รู้ว่า...กำลังสงสารหมา...
หรือ...กำลังทบทวนความโง่...ตัวเอง

Source: Forward Mail




 

Create Date : 01 ธันวาคม 2548    
Last Update : 1 ธันวาคม 2548 21:57:10 น.
Counter : 112 Pageviews.  

TRIANGLE OF LIFE

EXTRACT FROM DOUG COPP'S ARTICLE ON THE "TRIANGLE OF LIFE"

จากบทความของ
ดัก คอบบ์ เรื่อง "สามเหลี่ยมชีวิต"

Edited for MAA Safety Committee brief
เรียบเรียงสำหรับการสรุปให้คณะกรรมการด้านความปลอดภัย MAA

My name is Doug Copp. I am the Rescue Chief and Disaster Manager of the
American Rescue Team International (ARTI), the world's most experienced rescue team. The information in this article will save lives in an earthquake.

ผมชื่อ ดัก คอบบ์ ผมเป็นหัวหน้าหน่วยกู้ภัยและผู้จัดการด้านพิบัติภัยของทีมกู้ภัยนานาชาติแห่งสหรัฐฯ ซึ่งเป็นทีมกู้ภัยที่มีประสบการณ์มากที่สุดในโลก ข้อมูลในบทความนี้จะช่วยชีวิตคนในกรณีแผ่นดินไหว

I have crawled inside 875 collapsed buildings, worked with rescue teams
from 60 countries, founded rescue teams in several countries, and one of the United Nations experts in Disaster Mitigation for two years. I have
worked at every major disaster in the world since 1985.

ผมเคยคลานเข้าไปในตึกที่ถล่มมา 875 ตึก เคยทำงานกับหน่วยกู้ภัยจาก 60 ประเทศ ก่อตั้งหน่วยกู้ภัยในหลายประเทศ และเป็นเหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการอพยพผู้คนกรณีเกิดพิบัติภัยขององค์การสหประชาชาติมา 2 ปี ผมได้ทำงานกับพิบัติภัยใหญ่ๆ ในโลกมาตั้งแต่ปี 1985

In 1996 we made a film, which proved my survival methodology to be correct. We collapsed a school and a home with 20 mannequins inside. Ten mannequins did "duck and cover," and the other ten mannequins used "triangle of life" survival method. After the simulated earthquake, we crawled through the rubble and entered the building to film and ocument the results. The film showed that there would have been zero percent survival for those
doing duck and cover; and 100 percent survivability for people using my method of the "triangle of life."

เมื่อปี 1996 เราได้ทำภาพยนต์ขึ้นมาเรื่องหนึ่งซึ่งได้พิสูจน์ว่าวิธีการรักษาชีวิตของผมถูกต้อง เราได้ถล่มโรงเรียนและบ้านที่มีหุ่นมนุษย์ 20 ตัวอยู่ภายใน หุ่น 10 ตัว
"มุดและหาที่กำบัง" และอีกสิบตัวใช้วิธีการรักษาชีวิตแบบ "สามเหลี่ยมชีวิต" ของผม หลังจากแผ่นดินไหวทดลอง เราคลานผ่านซากปรักหัก พังและเข้าไปในตึกเพื่อถ่ายภาพและเก็บข้อมูลของผลที่เกิดในภาพยนต์แสดงให้เห็นว่าอัตราการอยู่รอดของพวกที่มุดและหาที่กำบังคือศูนย์ และโอกาสรอด 100% สำหรับพวกที่ใช้วิธี "สามเหลี่ยมชีวิต" ของผม

This film has been seen by millions of viewers on television in Turkey and
the rest of Europe, and it was seen in the USA, Canada and Latin America on
the TV program.

ภาพยนต์ชุดนี้ได้ผ่านสายตาของผู้ชมโทรทัศน์เป็นล้านๆ คนในตุรกีและส่วนที่เหลือของยุโรป เคยออกอากาศทางโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา คานาดา และลาตินอเมริกา

The first building I ever crawled inside of was a school in Mexico City
during the 1985 earthquake. Every child was under its desk. Every child was crushed to the thickness of their bones. They could have survived by lying
down next to their desks in the aisles.

ตึกแห่งแรกที่ผมได้คลานเข้าไปคือโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองเม็กซิโกซิตี้ในแผ่นดินไหวปี
1985 เด็กทุกคนอยู่ใต้โต๊ะเรียน เด็กทุกคนถูกอัดแบนจนกระดูกแหลก พวกเขาอาจจะมีชีวิตรอดด้วยการนอนราบกับพื้น ตรงบริเวณทางเดินข้างๆ โต๊ะเรียนของตัวเอง

At that time, the children were told to hide under something. Simply
stated, when buildings collapse, the weight of the ceilings falling upon the objects or furniture inside crushes these objects, leaving a space or void next to them. This space is what I call the "triangle of life". The larger the object, the stronger, the less it will compact. The less the object compacts, the larger the void, the greater the probability that the
person who is using this void for safety will not be injured.

ในเวลานั้น เด็กๆ ได้รับคำแนะนำให้หลบใต้อะไร างอย่าง อธิบายอย่างง่ายๆ เมื่อตึกถล่ม น้ำหนัก ของเพดานที่ตกลงมาบนสิ่งของหรือเครื่องเรือนที่อยู่ภายในจะทับทำลายสิ่งของเหล่านั้น เหลือที่ว่างหรือ ช่องว่างข้างๆ มัน ที่ว่างเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่า "สามเหลี่ยมชีวิต" สิ่งของชิ้นยิ่งใหญ่ ยิ่งแข็งแรง โอกาสถูกทับอัดยิ่งน้อย โอกาสที่สิ่งของถูกทับอัดยิ่งน้อย ช่องว่างก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น โอกาสที่คนที่อาศัยช่อง ว่างเหล่านั้นหลบภัยจะไม่เป็นอันตรายก็ยิ่งมาก

The next time you watch collapsed buildings, on television, count the "triangles" you see formed. They are everywhere. It is the most common shape.ครั้งต่อไปที่คุณดูอาคารที่ถล่มในโทรทัศน์ ลองนับ "สามเหลี่ยม" ที่เกิดขึ้นที่คุณเห็นดู มันทีอยู่เต็มไปหมด
ทุกที่ เป็นรูปทรงที่เห็นได้มากที่สุดอยู่ทั่วไป

TEN TIPS FOR EARTHQUAKE SAFETY สิบวิธีเพื่อความปลอดภัยยามแผ่นดินไหว

1) Almost everyone who simply "ducks and covers" when buildings collapse
are crushed to death. People who get under objects, like desks or cars, are crushed.

1) เกือบทุกคนที่ "มุดและหาที่กำบัง" เมื่ออาคารถล่มถูกทับอัดจนตาย คนที่เข้าไปอยู่ใต้สิ่งของ อาทิ โต๊ะหรือรถยนต์ถูกอัดทับ

2) Cats, dogs and babies often naturally curl up in the fetal position.
You should too in an earthquake. It is a natural safety/survival instinct. You can survive in a smaller void. Get next to an object, next to a sofa,
next to a large bulky object that will compress slightly but leave a void next to it.

2) แมว หมา และเด็กทารก โดยธรรมชาติมักจะขดตัวในท่าเหมือนอยู่ในครรภ์มารดา คุณควรทำเช่นกันในกรณีแผ่นดินไหว มันเป็นสัญชาติญาณเพื่อความปลอดภัย/รักษาชีวิต คุณสามารถมีชีวิตรอดในช่องว่างที่เล็กกว่า ไปอยู่ข้างๆ สิ่งของ ข้างเก้าอี้โซฟา ข้างของหนักๆ ชิ้นใหญ่ๆ
ที่จะบี้แบนไปบ้างแต่ยังเหลือที่ว่างข้างๆ มันไว้

3) Wooden buildings are the safest type of construction to be in during an
earthquake. Wood is flexible and moves with the force of the earthquake. If the wooden building does collapse, large survival voids are created. Also, the wooden building has less concentrated, crushing weight. Brick buildings will break into individual bricks. Bricks will cause many injuries but less squashed bodies than concrete slabs.

3) อาคารไม้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ปลอดภัยที่สุดที่จะอยู่ภายในขณะแผ่นดินไหว ไม้มีความยืดหยุ่นและเคลื่อนตัวตามแรงของแผ่นดินไหว ถ้าอาคารไม้จะถล่มจะเกิดช่องว่างขนาดใหญ่เพื่อช่วยชีวิต และอาคารไม้ยังมีน้ำหนักทับทำลายที่เป็นอันตรายน้อยกว่า อาคารอิฐจะแตกพังเป็นก้อนอิฐมากมาย ก้อนอิฐเหล่านี้เป็นสามเหตุของการบาดเจ็บ แต่จะทับอัดร่างกายน้อยกว่าแผ่นคอนกรีต

4) If you are in bed during the night and an earthquake occurs, simply roll off the bed. A safe void will exist around the bed. Hotels can achieve a
much greater survival rate in earthquakes, simply by posting a sign on the back of the door of every room telling occupants to lie down on the floor,
next to the bottom of the bed during an earthquake.

4) หากคุณกำลังนอนอยู่บนเตียงตอนกลางคืนและเกิดแผ่นดินไหว เพียงกลิ้งลงจากเตียงช่องว่างที่ปลอดภัยจะเกิดรอบๆ เตียง โรงแรมจะสามารถเพิ่มอัตราผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวได้ โดยเพียงติดป้ายหลังประตูในทุกห้องพักบอกให้ผู้เข้าพักนอนราบกับพื้นข้างๆ ขาเตียงระหว่างแผ่นดินไหว

5) If an earthquake happens and you cannot easily escape by getting out the door or window, then lie down and curl up in the fetal position next to a
sofa, or large chair.

5) หากมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นและคุณไม่สามารถหนี้ออกมาง่ายๆ ทางประตูหรือหน้าต่าง ก็ให้นอนราบและขดตัวในท่าทารกในครรภ์ข้างๆ เก้าอี้โซฟาหรือเก้าอี้ตัวใหญ่ๆ

6) Almost everyone who gets under a doorway when buildings collapse is killed. How ? If you stand under a doorway and the doorjamb falls forward or backward you will be crushed by the ceiling above. If the doorjamb falls sideways you will be cut in half by the doorway. In either case, you will be killed!
6) เกือบทุกคนที่อยู่ตรงช่องประตูตอนตึกถล่มไม่รอด เพราะอะไร? หากคุณยืนอยู่ตรงช่องประตูและวง
กบประตูล้มไปข้างหน้าหรือข้างหลัง คุณจะโดนเพดานด้านบนตกลงมาทับ หากวงกบประตูล้มออกด้านข้าง คุณจะถูกตัดเป็นสองท่อนโดยช่องประตู ไม่ว่ากรณีไหน คุณไม่รอดทั้งนั้น!

7) Never go to the stairs. The stairs have a ferent "moment of frequency" (they swing eparately from the main part of the building).The
stairs and remainder of the building continuously bump into each other until structural failure of the stairs takes place. The people who get on stairs before they fail are chopped up by the stair treads - horribly mutilated. Even if the building doesn't collapse, stay away from the stairs. The stairs are a likely part of the building to be damaged. Even if
the earthquake does not collapse the stairs, they may collapse later when overloaded by fleeing people. They should always be checked for safety,
even when the rest of the building is not damaged.

7) อย่าใช้บันไดเด็ดขาด บันไดมี "ช่วงการเคลื่อนตัว" ที่แตกต่างไป (บันไดจะมีการแกว่งแยกจากตัวอาคาร)
บันไดและส่วนที่เหลือของตัวอาคารจะชนกระแทกกันอย่างต่อเนื่องจนเกิดปัญหากับโครงสร้างของบันได
คนที่อยู่บนบันไดก่อนที่บันไดจะถล่มถูกตัดเป็นชื้นโดยชั้น
บันได--ถูกแยกส่วนอย่างน่าสยดสยอง ถึงอาคารจะไม่ถล่มก็ควรอยู่ห่างบันไดไว้ บันไดเป็นส่วนของอาคารที่มีโอกาสถูกทำให้เสียหาย ถึงแม้แผ่นดินไหวจะไม่ได้ทำให้บันไดถล่ม มันอาจถล่มในเวลาต่อมา เมื่อรับน้ำหนักมากเกินไปจากคนที่กำลังหนี้ มันควรได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยเสมอ ถึงแม้ส่วนที่เหลือของอาคารจะไม่ได้รับความเสียหายก็ตาม

8) Get near the Outer Walls Of Buildings or Outside Of Them if possible. It is much better to be near the outside of the building rather than the
interior. The farther inside you are from the outside perimeter of the building the greater the probability that your escape route will be
blocked.

8) ไปอยู่ใกล้กำแพงด้านนอกของอาคารหรือออกจากอาคารถ้าเป็นไปได้ จะเป็นการดีกว่ามากที่จะอยู่ใกล้ส่วนนอกของอาคารมากกว่าจะอยู่ที่ส่วนในของอาคาร
คุณยิ่งอยู่ลึกเข้าไปหรือไกลจากบริเวณภายนอกของอาคารมากเท่าไหร่ โอกาสที่ทางหนี้ของคุณจะถูกปิดกั้นยิ่งมีมาก

9) People inside of their vehicles are crushed when the road above falls in an earthquake and crushes their vehicles; which is exactly what happened
with the slabs between the decks of the Nimitz Freeway. The victims of the San Francisco earthquake all stayed inside of their vehicles. They were all killed. They could have easily survived by getting out and sitting or lying next to their vehicles. Everyone killed would have survived if they had been able to get out of their cars and sit or lie next to them. All the crushed cars had voids 3 feet high next to them, except for the cars that
had columns fall directly across them.

9) คนที่อยู่ภายในรถยนต์ถูกทับอัดเมื่อถนนด้านบนตกลงมาเพราะแผ่นดินไหวและทับรถของพวกเขานี้เป็น สิ่งที่เกิดขึ้นกับแผ่นคอนกรีตระหว่างชั้นของถนนหลวงนิมิทซ์
ผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดจากแผ่นดินไหวที่ซานฟรานซิสโกอยู่ในรถของตัวเอง พวกเขาตายทั้งหมด พวกเขาสามารถมีชีวิตรอดได้ง่ายๆ ด้วยการออก จากรถและนั่งหรือนอนราบอยู่ข้างๆ รถตัวเอง คนที่ตายทุกคนอาจรอดได้ถ้าพวกเขาสามารถออกจากรถและนั่งหรือนอนราบอยู่ข้างรถตัวเอง รถที่ถูกทับอัดทุกคันมีช่องว่างสูง 3 ฟุตอยู่ข้างๆ ยกเว้นรถที่ถูกเสา คาดตกทับกลางคันรถ

10) I discovered, while crawling inside of collapsed newspaper offices and other offices with a lot of paper, that paper does not compact. Large
voids are found surrounding stacks of paper.

10)ผมค้นพบ--ขณะที่คลานเข้าไปในซากสำนักงานหนังสือพิมพ์และสำนักงานอื่นที่มีกระดาษจำนวน
มาก--ว่ากระดาษไม่อัดตัว จะพบช่องว่างขนาดใหญ่รอบๆ กองกระดาษที่เรียงทับซ้อนกัน

Spread the word and save someone's life.
กระจายข้อมูลนี้และช่วยชีวิตคนบางคน

Source: Forward Mail




 

Create Date : 01 ธันวาคม 2548    
Last Update : 1 ธันวาคม 2548 21:56:52 น.
Counter : 158 Pageviews.  

1  2  

myone
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add myone's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.