สวัสดีคะ ยินดีต้อนรับเพื่อนๆทุกท่านคะ
ขอบคุณสำหรับการเยี่ยมชมบล็อก ขอให้ทุกท่านเพลิดเพลินในบล็อกนี้และหวังว่าคุณจะมีรอยยิ้มหลังออกจากบล็อกนี้นะคะ

สวนสัตว์เขาเขียว ให้ได้มากกว่าการพักผ่อนและความเพลิดเพลิน

ครอบครัวเราไปสวนสัตว์กันทุกเดือน บางเดือนก็หลายครั้ง เพียงเจ้าตัวเล็กแค่เอ่ยปากแจ้งความประสงค์ก็จะได้สิทธิ์นั่นเดี๋ยวนี้ ในทันทีทันใด หรือไม่ได้เอ่ยปากก็ตามเราก็มีแผนการ หนึ่งในการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในการเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษเกี่ยวกับชนิดต่างๆของสัตว์ แม้บางครั้งคุณพ่อของน้องน้ำอิงจะเหนื่อยล้าเพียงใด แต่ก็ยินดีที่จะเหนื่อยเพื่อนางฟ้าตัวน้อยเสมอ



เมื่อครั้งยังเล็กๆ ตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ น้องน้ำอิงได้แต่ฟังคุณพ่อคุณแม่พร่ำสอน ชี้ชวนให้ดูสัตว์โน้นนี้นั่นตามประสาคนเห่อลูก แต่ผลที่เราได้เกินคาด เพียงน้องน้ำอิงพูดได้ ขณะนั่นก็จำสัตว์ต่างๆได้มากมายหลากหลายชนิด รวมทั้งศัพท์ภาษาอังกฤษ ตอนนี้ 2.7 ขวบ ถามชื่อสัตว์เป็นภาษาอังกฤษสามารถตอบเป็นภาษาไทยได้เกือบทุกชนิดในเขาเขียว อาจมีลูกคนอื่นมากมายที่มีความสามารถมากกว่านี้ แต่แค่นี้คุณพ่อคุณแม่ก็ดีใจมาก และมีกำลังใจที่จะสอดแทรกสาระลงไปในการท่องเที่ยวในแต่ละทริป



ทุกอย่างก้าวของเด็กน้อยคือการเรียนรู้ แต่เด็กก็คือเด็ก เรียนรู้อย่างไรให้สนุก องค์ความรู้นี้แล้วแต่ แต่ล่ะครอบครัวจะออกแบบ ครอบครัวเราเลือกการเรียนรู้ที่สัมผัสได้ รู้สึกได้ ไม่ใช้เพียงการเปิดหนังสือเพื่อพร่ำสอนเพียงอย่างเดียว แต่วิธีนี้เราคิดว่าเป็นวิธีจูงใจได้ดีและสอนให้เค้าจดจำได้ดีกว่า



วันนี้เรามาเรียนรู้ถึงถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ เรียนรู้อย่างลึกซึ้งกว่าของการมาเยือนครั้งก่อนๆ ที่เพียงเรียนรู้ศัพท์และชมเพื่อจรรโลงใจ วันนี้น้องน้าอิงก็มี งงๆ ไปเล็กน้อย แต่กลับมีคำถาม กลับมาถามคุณพ่อคุณแม่อีกมากมาย ตอบกันจนเหนื่อยเลยทีเดียวคะ อาทิเช่น ทำไมละมั่งถึงกินถั่ว แล้วทำไมเราไม่ซื้อกล้วยให้ละมั่งกินแบบลิงบ้าง แล้วช้างกินละมั่งมั๊ยคะ บางครั้งคำถามยากเกินจะอธิบายจริงๆ



แต่เราก็เลือกที่จะอธิบายแบบมีหลักการ แม้ดูจะยากไปสำหรับเด็กน้อยอายุเท่านี้ แต่เราไม่ควรดูถูกสมองน้อยๆ ที่พร้อมจะเรียนรู้ การอธิบายง่ายๆ แบบไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง อาจทำให้เค้าจำไปจนโตเลยก็ได้นะคะ



ข้อมูลนี้เก็บไว้เพื่อให้น้องน้ำอิงได้ทบทวนในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว เพื่อเพิ่มการจดจำรายละเอียดได้มากขึ้นกว่าเดิม และที่สำคัญคุณแม่อาจลืมเวลาน้องน้ำอิงเกิดสงสัยขึ้นมา จะได้มีข้อมูลไว้ตอบคำถามมากมาย มากมายจริงๆนะคะ บางทีต้องบอกคุณพ่อช่วยตอบคำถามบ้างซิคะ ขอคุณแม่พักสมองหน่อย ((^_^"











เจ้าชะนีเซียร์มังค์ ร้องได้เสียงดังก้องป่าจริงๆคะ เวลาร้องจะมีถุงลมป่องที่คอ น้องน้ำอิงชอบมากคะ แต่ตอนแรกๆกลัวเสียงร้อง พออธิบายให้ฟังก็คลายความกลัวได้คะ















วันนี้น้องน้ำอิงมีหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะออกจากบ้านกันตั้งแต่เช้าตรู่ ความจริงบ้านไม่ได้ไกลอะไรมากมาย แต่มาเช้าๆแดดจะได้ไม่ร้อน และใกล้เที่ยงก็จะได้เวลานอนกลางวันของน้องน้ำอิงก็ต้องกลับบ้านกัน เนื่องจากออกกันแต่เช้าก็เลยต้องมีหาอะไรร้องท้องกันแถวเขาเขียวล่ะค่ะ ก็เลยหงุดหงิดเพราะความหิว พอได้ทานอาหาร ขนมของว่างก็อารมณ์ดีขึ้นไปต่อได้อีกสิบหลี้คะ









วันนี้น้องน้ำอิงตื่นเต้นกับการกระโดดน้ำเล่นของนกเพนกวิน เพราะน้องน้ำอิงเพิ่งได้ของเล่นใหม่จากคุณพ่อเป็นเพนกวินจากแมคโดนัลด์ จึงทำให้รู้สึกเห็นความน่ารักและหมดความกลัวเจ้าเพนกวินไปเลยคะ แถมมีไอแอร์ฯ เย็นๆออกมา ทำให้ชมเพนกวินนานกว่าทุกครั้งที่ไปเลยคะ











ข้อมูลยังไม่ครบ เดี๋ยวมาต่อให้จบรอสักครู่คะเพื่อนๆ




 

Create Date : 19 มิถุนายน 2553    
Last Update : 20 มิถุนายน 2553 0:15:07 น.
Counter : 276 Pageviews.  

เรื่องทำเอง หนูทำได้

เรื่องทำเอง หนูทำได้

พอข้ามพ้นวัยแบเบาะ เจ้าหนูตัวน้อยก็คันพบความสามารถหลายอย่างในตัวเอง และเริ่มสนุกกับสิ่งแปลกใหม่ในชีวิต ฉะนั้นเรื่องจะทำอะไรด้วยตัวเองน่ะ
ชอบนักแหละ คุณพ่อคุณแม่รีบฉวยโอกาสดีๆอย่างนี้ฝึกเจ้าลูกคนเก่งให้รู้จัก
ช่วยเหลือตัวเองกันเถอะค่ะ

เรื่องที่จะฝึกให้รู้จักช่วยเหลือตัวเองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโตอะไร เป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวันนี่ล่ะ ถึงวัยนี้เรียกได้ว่าลูกพร้อมรับการฝึกแล้วค่ะ เพราะพัฒนาการทางกายที่พัฒนามาจนช่ำชองกว่าเมื่อก่อนเยอะ โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมือและข้อมือที่สามารถทำงานเคลื่อนไหวได้คล่องขึ้น มือและนิ้วมือทำงานประสานกันได้ดี และสามารถขยับใช้นิ้วแต่ละนิ้วได้ ลูกจึงสามารถหยิบจับสิ่งของต่างๆได้มั่นคงขึ้น บวกกับพัฒนาการด้านอื่นๆ
ที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้แกรู้สึกสนุกกับการหยิบจับ ทำอะไรด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องการให้พ่อแม่เข้ามาช่วยเหลือเหมือนอย่างแต่ก่อน

นี่เองคือจังหวะทองที่จะเปิดโอกาสให้ลูกได้เรียนรู้ และฝึกฝนปฏิบัติกิจวัตร
ประจำวันของตัวเอง โดยคุณพ่อคุณแม่ต้องลดบทบาทหน้าที่ จากที่เคยเป็น
ฝ่ายทำให้ก็เปลี่ยน ไปเป็นผู้ฝึกหัด เตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและ
เป็นกองหนุนสำคัญให้ลูกค่ะ

สำหรับคุณพ่อคุณแม่นักจัดการที่ชอบจัดแจงทำทุกอย่างให้ลูก ไม่ว่าจะด้วย
เหตุผลอะไรก็ตาม ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้น เพื่อมองไปถึงสิ่งดีๆในวันข้างหน้าที่จะเกิดกับลูก เมื่อแกรู้จักช่วยเหลือตัวเอง
สิ่งดีๆที่ว่านั้นก็คือ

* ความรู้สึกพึงพอใจในตัวเองที่จะเกิดขึ้น หลังจากที่แกรู้ถึงความสามารถ
ของตัวเอง ซึ่งถือเป็นพลังใจสำคัญที่ทำให้ลูกพร้อมที่จะเรียนรู้ ทดลองทำสิ่งอื่นๆ

* มีทัศนคติที่ดีต่อการช่วยเหลือตัวเองในด้านอื่นๆต่อไป อีกทั้งความมั่นใจก
็จะเพิ่มมาอีกเป็นกอง

* เมื่อถึงคราวต้องก้าวเข้าสู่ชีวิตนักเรียนตัวน้อย เรื่องปรับตัวในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆที่ไม่มีพ่อแม่คอยช่วยเหลือ ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
และนี่คือกิจวัตรประจำวันที่ควรเริ่มฝึกให้กับลูก
หม่ำเอง
เรื่องให้ลูกกินอาหารเองเป็นงานใหญ่ที่เลอะเทอะและแสนยาวนาน นั่นเป็นเรื่องจริง
ที่คุณแม่ทุกคนรู้ดี แต่ถึงอย่างนั้นการให้ลูกได้กินอาหารด้วยตัวเองก็เป็นสิ่งที่คุณคว
รส่งเสริม โดยเริ่มฝึกให้แกใช้ช้อนตักอาหารกินเอง และดื่มน้ำจากแก้วแทนขวดอย่าง
ที่เคยทำ และที่สำคัญให้แกเข้าร่วมโต๊ะอาหารกับทุกคนในบ้านด้วย จะทำให้ลูกมี
ความสุขใน การกินและรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว อีกอย่างแกจะได้เห็นและทำตามอย่างทุกคนบนโต๊ะด้วย
เรื่องเลอะเทอะไม่ต้องห่วงเจอแน่อยู่แล้วค่ะ คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็นอย่าเพิ่งรีบเข้าไป
ป้อนให้เสียก่อนล่ะ ให้แกทำเองไปก่อนจนกว่าจะร้องขอให้ช่วยดีกว่า การที่ลูกได้ทำ เองบ่อยๆจะทำให้แกเกิดความชำนาญ แล้วภาพเลอะเทอะบนโต๊ะอาหารก็จะค่อยๆหายไปค่ะมีเทคนิคกันหน่อย

* หาจาน ชามที่ไม่แตกประเภทเมลามีน แก้วน้ำชนิดมีหูจับ และช้อนที่ลูกสามารถจับถนัดมือเตรียมไว้ให้
* การดื่มน้ำจากแก้ว อาจเริ่มด้วยการใช้หลอดดูดช่วยก่อนก็ได้ ถ้าลูกปฏิเสธจะยกดื่มจากแก้วโดยตรง

* จัดอาหารเมนูโปรดเตรียมไว้ให้ และคุณแม่ต้องสวมวิญญาณนักดัดแปลงอาหาร
อย่าให้เมนูซ้ำบ่อยๆ อาหารจานโปรดและอาหารแปลกใหม่จะช่วยกระตุ้นให้ลูกอยากกิน อาหารมากขึ้น

* ให้อิสระและเวลาในการกินกับลูกให้มากหน่อย อย่าคะยั้นคะยอให้แกกินเร็วๆหรือ
กินมากๆ เพราะลูกจะยิ่งต่อต้าน

* ก่อนมื้ออาหารอย่าให้ลูกกินของจุบจิบ เพราะเมื่อไม่อยากทานอาหารแล้วมือที่ได้จับช้อนก็จะละเลงอาหารเป็นของเล่นเลยล่ะทีนี้
อาบเอง
การฝึกให้อาบน้ำ ล้างไม้ล้างมือก่อนรับประทานอาหารเป็นเรื่องไม่ยากเย็นอะไรนัก เพราะน้ำกับลูกวัยนี้ถูกกันนักเชียว ช่วงแรกของการฝึกคุณพ่อคุณแม่คงต้องอยู่ใกล้ๆคอย
ช่วยเหลือ สอนให้ลูกรู้จักฟอกสบู่ ขัดถูส่วนต่างๆ และการล้างตัวให้สะอาด ที่สำคัญเพื่อป้องกันเหตุอันตรายจากการลื่นหกล้ม และสำหรับบ้านที่มีอ่างอาบน้ำอย่าปล่อยให้ลูกนอนเล่น น้ำตามลำพังเชียวนะคะ
แม้จะชอบเล่นน้ำ แต่หนูวัยนี้น้อยคนนักที่จะชอบล้างหน้า ควรพยายามให้ลูกวักน้ำล้าง
หน้าเอง เริ่มแรกอาจให้วักน้ำมาที่แก้ม แล้วคุณแม่ค่อยช่วยลูบทำความสะอาดส่วนอื่น พอเริ่มชินทีนี้จากที่ไม่ชอบล้างหน้า ขี้คร้านจะวักน้ำใส่หน้าจนเปียกปอนไปทั้งตัวเลยล่ะค่ะ ส่วนเรื่องผมจะให้สระเองดูจะยากไปสักนิด คุณพ่อคุณแม่ยังต้องเป็นผู้ช่วย ให้เจ้าหนูได้ สนุกกับการขยี้ฟองบนศีรษะและรู้จักก้มหรือเงยหน้าเพื่อไม่ให้แชมพูเข้าตาก็ถือเป็นการฝึก
แล้วล่ะค่ะ อีกหนึ่งกิจกรรมคือการแปรงฟัน ซึ่งควรเริ่มฝึกให้แกชินกับแปรงสีฟันตั้งแต่เริ่ม
มีฟันซี่แรก และเมื่อถึงวัยนี้แกก็จะขยับแปรงปัดถูได้แต่ไม่สะอาดนัก คุณพ่อคุณแม่ต้องคอย
ช่วย เหลือบ้าง นอกจากนี้ก็ฝึกการแปรงฟันที่ถูกวิธี และการรู้จักแปรงฟันหลังตื่นนอน
และทานอาหาร รวมทั้งก่อนเข้านอนให้ด้วยค่ะ
มีเทคนิคกันหน่อย

* สบู่ก้อนอาจไม่ถนัดสำหรับมือน้อยๆ คุณแม่อาจหาสบู่เหลวมีจุกปั๊มมาให้แทน แต่ต้องหลังจากที่แน่ใจแล้วว่าลูกรู้ว่าเจ้าน้ำสีสวยๆกลิ่นหอมๆของสบู่เหลวมันกินไม่ได้

* วางอุปกรณ์ สบู่ แก้วน้ำ แปรงสีฟัน ยาสีฟันไว้ในที่ๆลูกหยิบใช้ได้สะดวก

* ยาสีฟันกลิ่นผลไม้สำหรับเด็กและแปรงสีฟันสีสันสดใส หรือมีเสียงที่ด้ามจับก็ช่วยให้ลูกสนุกกับการแปรงฟันได้ดีทีเดียว แล้วอย่าลืมด้วยว่าแปรงสีฟันของลูกต้องเล็กพอที่ จะซอกซอนได้ทั่วทั้งปาก และขนแปรง
ต้องอ่อนนุ่ม เพื่อไม่ให้การแปรงฟันเป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับลูก

* ชวนลูกแปรงฟันไปพร้อมกัน อาจกำหนดเป็นจังหวะปัดขึ้นปัดลง ลูกจะได้เห็นวิธ
ีที่ถูกต้อง แถมยังสนุกที่ได้ทำตามคุณอีกด้วย
แต่งเอง
การถอดเสื้อผ้าดูจะง่ายกว่าสวมเสื้อผ้าเป็นไหนๆ ฉะนั้นจึงควรเริ่มจากเรื่องง่ายๆนี้ก่อน รวมไปถึงการเช็ดตัว ทาแป้ง หวีผม และการบอกให้ลูกรู้จักเอาเสื้อผ้าที่ถอดแล้วใส่ลงตะกร้าเป็นการเริ่มต้นระเบียบวินัยเล็กๆ
ให้ลูกค่ะ
และการสวมเสื้อ ใส่กางเกงจะเป็นเรื่องง่ายสำหรับลูก ถ้าเสื้อผ้าที่คุณเตรียมไว้เป็นเสื้อผ้า
ที่สวมใส่ง่าย เช่น เสื้อยืดสวมหัวคอกว้าง เสื้อกระดุมเม็ดโต กางเกงขาสั้นเอวยืด ส่วนประเภทมีกระดุมเยอะจนลายตา ซิปรูดยากๆ หรือมีสายให้มัดยุ่งยากไม่เหมาะในช่วงเริ่มต้นของการฝึกค่ะ
มีเทคนิคกันหน่อย

* ให้ลูกได้มีโอกาสเลือกชุดเก่งด้วยตัวเอง โดยคุณอาจเสนอตัวเลือกให้สัก 3 ชุด เพื่อไม่ให้การเลือกเสื้อผ้ายืดเยื้อเกินไป

* การสวมเสื้อถ้าเป็นเสื้อสวมหัวให้ลูกเริ่มสวมหัวก่อนแล้วสอดแขนเข้าไปทีละข้าง เช่นเดียวกับเสื้อแบบมีกระดุมที่ให้สวมแขนทีละข้าง แล้วจึงกลัดกระดุม คุณแม่อาจใช้ เกมหาทางออกหรือเกมจ๊ะเอ๋ ช่วยทำให้การสวมเสื้อเป็นเรื่องสนุกขึ้นค่ะ

* สอนให้ลูกกลัดกระดุมจากเม็ดล่างขึ้นมาเม็ดบน โอกาสสลับช่องจะน้อยลง

* การสวมกางเกงเริ่มแรกให้ลูกหัดจากการนั่งแล้วสวมขาเข้าไปทีละข้าง แล้วค่อยขยับยืนขึ้นหาที่จับยืนแล้วสวม

* ที่ด้านหลังเสื้อและกางเกง ลายการ์ตูนที่ด้านหน้าเสื้อ หรือกระเป๋ากางเกงเป็นจุดสังเกตอย่างดีที่คุณจะบอกให้ลูกสังเกตก่อนสวมเสื้อผ้า
เข้าห้องน้ำเอง
การฝึกลูกใช้ส้วมเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและขึ้นอยู่กับความพร้อมของลูก โดยส่วนใหญ่เริ่มฝึกกันได้ตั้งแต่วัยนี้ แต่ก็มีน้องหนูบางคนที่ยังไม่พร้อมรับการฝึก คุณพ่อคุณแม่จึงต้องเข้าใจ อดทนและใจเย็นให้มากๆ อย่าบังคับฝืนใจแกมากเกินไป
ควรเริ่มต้นจากการเปลี่ยนที่นั่งกระโถนเข้ามาในห้องน้ำ เพื่อให้ลูกคุ้นกับการขับถ่ายใน
ห้องน้ำ ส่วนการทำความสะอาดหลังการขับถ่ายคงต้องให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยอยู่ เพราะ ถึงแกจะทำได้ก็คงไม่สะอาดนัก ที่สำคัญต้องฝึกให้ล้างมือหลังการขับถ่ายทุกครั้ง
มีเทคนิคกันหน่อย

* สำหรับบ้านที่ใช้ส้วมแบบชักโครก ควรหาเบาะรองชักโครกมาวางเพื่อให้ลูกนั่งได
้ถนัดขึ้น และหาเก้าอี้ตัวเตี้ยให้ลูกเหยียบขึ้นนั่งชักโครกได้สะดวก

* ถ้าลูกกลัวการอยู่ในห้องน้ำคุณคงต้องอยู่กับลูกด้วยในช่วงแรก หรือเปิดประตูห้องน้ำไว้ให้ลูกเห็นว่าคุณอยู่ไม่ไกล
สิ่งสำคัญต้อง...

* ปฏิบัติเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นเสมอ

* พยายามกระตุ้น จูงใจลูกให้ลองทำกิจกรรมเหล่านี้ด้วยตัวเองอย่าใช้วิธีบังคับฝืนใจ

* มีความสม่ำเสมอในการฝึก เพราะสิ่งที่คุณต้องการไม่ใช่แค่ลูกปฏิบัติสิ่งเหล่านี้ได้ แต่คือการปฏิบัติจนเป็นนิสัยต่างหาก

* ให้โอกาสกับลูก แม้สิ่งที่คุณเห็นจะเป็นความเลอะเทอะ ผิดพลาด ล่าช้า คุณก็ไม่ควรด่วนตัดสินใจเข้าช่วยเหลือลูกเร็วเกินไป หรือตำหนิให้แกเสียกำลังใจ
หมดความเชื่อมั่น

* ชมเชยแสดงความยินดีเมื่อเห็นลูกทำได้และเมื่อพยายามที่จะทำด้วยตัวแกเอง

* ไม่ตั้งมาตรฐานว่าลูกต้องทำได้ตามที่คุณฝึกทุกอย่าง เพราะเด็กแต่ละคนมีพัฒนาการความพร้อมที่ต่างกัน
เตรียมพร้อมกันอย่างนี้ นอกจากคุณพ่อคุณแม่จะได้วางใจว่าลูกสามารถช่วยเหลือ
ตัวเองได้แล้ว คุณลูกยังได้ความภูมิใจในตัวเองไปอีกกองโต แล้วเรื่องเข้าโรงเรียนที่ใครๆห่วงนักห่วงหนา ก็จะไม่ใช่เรื่องน่าหนักใจสำหรับ
คุณหนูบ้านนี้ค่ะ

ข้อมูลจาก : นิตยสาร modern mom ฉบับที่ 64 เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2544




 

Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2552    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2553 2:16:40 น.
Counter : 317 Pageviews.  

นิทานกับคุณค่าที่คาดไม่ถึง

เราทราบกันดีว่า3 ขวบปีแรกขนาดสองของเด็กเป็น 80% ของสมองผู้ใหญ่ ช่วงนี้จึงถือเป็น "โอกาสทองของชีวิต" ที่จะพัฒนาเด็กในเรื่องราวต่างๆ และเชื่อหรือไม่ว่านิทานเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ช่วยพัฒนาลูกได้อย่างที่เราอาจคิดไม่ถึงทีเดียว

มีรายงานการวิจัยมากมายจากนักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก ที่ต่างยืนยันว่านอกจากจะสร้างความเพลิดเพลินและสนุกสนานให้กลับเด็กๆแล้ว นิทานยังสามารถกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์และเสริมสร้างจินตนาการอันบรรเจิดอย่างไม่จำกัด

เด็กที่ได้ฟังนิทานตั้งแต่วัยทารกจะมีพัฒนาการทักษะการฟังการพูดที่ดี เพราะเขาจะได้ยินคำใหม่ๆ และท่วงทำนองการสนทนาแบบต่างๆ เสมอ เพราะสมองเด็กๆ กำลังซึมซับทุกสิ่งทุกอย่าง นิทานจึงมีส่วนสำคัญที่จะช่วยปลูกฝังคุณธรรมความดีและความงดงามละเอียดอ่อนให้กับหัวใจดวงน้อยของลูก โดยคุณแม่อาจดัดแปลงนิทานเรื่องหนึ่งให้กลายเป็นหลายเรื่อง เพื่อให้เหมาะกับสิ่งที่อยากปลูกฝัง หรืออยากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลูก เช่น เมื่อลูกดื้อ ชอบอมข้าว นิทานเรื่องกระต่ายน้อย ก็อาจจะเป็นกระต่ายน้อยผอมเพราะชอบอมข้าว กระต่ายน้อยฟันผุ หรือกระต่ายน้อยตัวเหม็นเพราะไม่ชอบอาบน้ำ ไม่มีใครเล่นด้วยเป็นต้น

คุณค่าสำคัญที่ลืมไม่ได้คือ ถ้าคนเล่าเป็นคุณพ่อคุณแม่ด้วยแล้ว นิทานจะช่วยสร้างความผูกพันใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างพ่อแม่ลูก ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพราะการที่ลูกมีคุณพ่อคุณแม่เอาใจใส่อยู่ใกล้ๆ มีเวลาพูดคุยเล่าเรื่องที่ลูกชอบ การที่ลูกได้ฟังเสียง ท่วงทำนองที่มีจังหวะจะโคนจากปากของคนที่มีความหมายกับลูกมากที่สุด จะทำให้เขาอบอุ่น สบายใจ และมีความสุข

นิทานสำหรับเด็กปฐมวัย ควรเป็นเรื่องสั้นๆ ง่ายๆ และไม่ซับซ้อน มีจุดเด่นของเรื่องจุดเดียว เด็ดดูภาพหรือฟังเรื่องราวเข้าใจได้และสนุกสนาน มีเนื้อเรื่องที่ชัดเจนชวนติดตาม เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเด็ก ไม่มีการบรรยายเนื้อเรื่อง ควรมีบทสนทนาเป็นการโต้ตอบระหว่างตัวละคร ใช้ภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจของเด็ก ตัวอักษรมีขนาดใหญ่ ใช้สีเข้มอ่านได้อย่างชัดเจน มีภาพประกอบที่สอดคล้องกับเนื้อเรื่อง เป็นภาพที่มีสีสันสวยงามมีชีวิตชีวา

วัย 1 ขวบ ลักษณะหนังสือควรเป็นหนังสือภาพเหมือน รูปสัตว์ ผัก ผลไม้ สิ่งของที่ใช้ในชีวิตประจำวัน และเขียนเหมือนภาพของจริง มีสีสันสวยงาม ขนาดใหญ่ชัดเจน เป็นภาพเดี่ยวๆที่มีชีวิตชีวา ไม่ควรมีภาพหลัง หรือส่วนประกอบภาพที่รกรุงรัง รูปเล่มอาจทำด้วยผ้าหรือพลาสติก หนานุ่มให้เด็กหยิบเล่นได้

วัย 2-3 ขวบ เป็นหนังสือนิทาน หรือหนังสือภาพที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวัน สัตว์ สิ่งของ เรียบเรียงเป็นบทกลอนสั้นๆ หรือคำคล้องจอง ใช้ภาษาง่ายๆ เด็กวัยนี้ มีประสาทสัมผัสทางหูดีมาก หากมีประสบการณ์ด้านภาษา และการแยกแยะเสียงที่ดี เด็กจะสามารถพัฒนาศักยภาพด้านภาษาและดนตรีได้ดี

ข้อมูลจาก Enfa Smart System




 

Create Date : 27 มกราคม 2552    
Last Update : 27 มกราคม 2552 13:21:29 น.
Counter : 228 Pageviews.  

รู้มั้ย...ทำไมหนูขี้กลัว

เด็กวัย 2 ขวบเขามักจะกลัวอะไรที่สุดแสนจะไม่คาดคิดเชียวล่ะ เช่น เจ้าด่างข้างบ้าน

ฟ้าร้อง สัตว์ประหลาด ตัวตลก ซากไดโนเสาร์ในพิพิธภัณฑ์ ทราย น้ำ แต่การที่

เด็กวัยนี้จะกลัวอะไรสักอย่างโดยไม่มีเหตุผล ไม่ใช่เรื่องผิดปกติอะไรเพราะ...

เด็กสองขวบยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง แกสามารถวิ่งได้อย่างแข็งขัน ช่างจ้อ

มากขึ้น ทำให้แกสามารถทำอะไรตามใจปรารถนาตัวเองได้ รู้สึกเป็นอิสระจากการ

ถูกควบคุมมากขึ้น เพราะพ่อแม่ยอมปล่อยให้แกวิ่งไปทางโน้นที ทางนี้ที อีกใจ

หนึ่งก็รู้สึกไม่ปลอดภัยและมั่นคงสักเท่าไหร่ ตรงที่ถูกสอนให้เริ่มรู้จักระมัดระวัง

สิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น เริ่มจะต้องแยกจากพ่อแม่ ตัวก็ยังเล็กจนต้องแหงนคอ

ตั้งบ่าเพื่อคุยกับผู้ใหญ่ น้องหนูจึงต้องคอยระวังตัวด้วยว่าจะถูกคุกคามจากสิ่งต่างๆ

รอบกายหรือไม่ และเพื่อทดแทนความรู้สึกไม่มั่นใจนี้ เจ้าวัยซนจึงอยากให้ทุก

สิ่งรอบกายอยู่ในอำนาจของแก (To feel in control) จะได้เดาว่าอีกไม่กี่อึดใจ

ข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะฉะนั้นการแสดงความกลัว เพื่อหยุดสิ่งแวดล้อมให้

ห่างจากตัวเอง จะทำให้แกรู้สึกว่าควบคุมได้ แต่ถ้าตัวตลกหรือหุ่นยนต์โผล่พรวดมา

ทักทายแบบประชิดตัว หวังจะให้เป็นเรื่องสนุก ก็อาจทำให้น้องหนูร้องไห้จ้าขึ้นมาได้

ความกลัวจึงเป็นพัฒนาการอีกขั้นของเด็กวัยนี้ ถ้าปีที่แล้วคุณเห็นลูกเล่นน้ำทะเลอย่าง

สนุกสนาน แต่มาปีนี้ไม่ยอมให้เท้าแตะผืนทรายเลย ก็ไม่ต้องแปลกใจนะคะ

รอให้ถึง 3 ขวบ แล้วค่อยมาดูกันอีกที แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องของพัฒนาการตามวัย

คุณต้องช่วยลูกหาสาเหตุก่อนแก้ไขแล้วล่ะค่ะ
กลัวจาก

ความกังวล เช่น พอย้ายมาอยู่บ้านหลังใหม่ ลูกกลัวแมวข้างบ้านขึ้นมาเฉยๆ ทั้งที่

ก่อนหน้านี้ไม่กลัว แสดงว่าน้องหนูไม่ไว้ใจสิ่งแวดล้อมใหม่เอาเสียเลย กลัวตาม

พ่อแม่ ถ้าพ่อแม่กลัวอะไร ลูกมักจะกลัวสิ่งนั้นด้วย เพราะแกค่อยๆ ซึมซับโดยไม่รู้ตัว

กลัวแบบฝังใจ เช่น ลงโทษด้วยการจับขังไว้ในห้องมืด ห้องที่เฉอะแฉะ ปราบตัว " ขี้กลัว "

* ยอมรับความกลัวของลูก และหาสาเหตุว่าลูกกลัวเพราะอะไรกันแน่

* หาหนังสือภาพเกี่ยวกับสิ่งที่ลูกกลัวมาอ่านกับลูก เพื่อจะได้รู้อีกแง่มุมหนึ่งว่าเจ้าตัวนี้น่ารักมากกว่าน่ากลัวเสียอีก เช่น หมา ลูกเจี๊ยบ เต่า

* เล่านิทานที่จบลงด้วย พระเอกสามารถปราบผู้ร้าย(สิ่งที่ลูกลัว) ได้อย่างไร เช่น ...แล้วปีเตอร์แพนก็ร่ายคาถา "เราเป็นเด็กดี" ทันใดนั้น ร่างของเจ้าปีศาจก็หายไป...

* ถ้ากลัวที่สูง ให้หาชุดของเล่นสำหรับเด็กที่ไม่สูงมากนัก เช่น เก้าอี้ ชิงช้า บ้านเด็ก เพื่อลดปัจจัยที่มีผลต่อความรู้สึกกลัวของลูก

* ทำตัวอย่างลูกให้เห็นว่าสิ่งนั้นไม่น่ากลัว แล้วค่อยให้ลูกลองทำตามด้วยความสมัครใจ เช่น ลูบหัวหมา จับมือกับตัวตลก ก่อกองทราย

* สร้างอุปกรณ์วิเศษล่าสัตว์ประหลาด เช่น ไฟฉายพิฆาตมาร เสื้อเกราะปราบอสูร วิธีนี้...ไม่ได้ผล

* อย่าใช้ความกลัวของลูกมาขู่ เพราะอาจยิ่งทำให้แกกลัวแบบฝังใจได้

* อย่าบังคับให้ลูกเลิกกลัวเดี๋ยวนั้น เพราะแกกลับจะรู้สึกกลัวหนักเข้าไปอีก

* อย่าท้าทายเจ้าวัยเตาะแตะด้วยวาจาน่าหดหู่ เช่น "ทำไมลูกขี้ขลาดอย่างนี้" หรือ "อย่างน้องพิมเนี่ย ไม่มีวันทำ.......ได้หรอก" วิธีเหล่านี้เท่ากับคุณหาปมด้อยมาฝากลูกเข้าให้แล้ว

ความกลัวใช่ว่าจะเป็นเรื่องไม่ดีเสมอไป ปล่อยให้แกเรียนรู้ตามวัย และใช้ช่วงเวลานี้สอนให้กลัวเรื่องอุบัติเหตุและเรื่องที่ควรกลัวดีกว่าค่ะ

ข้อมูลจาก : นิตยสาร Modern Mom ฉบับที่ 84 เดือนตุลาคม พ.ศ.2545




 

Create Date : 27 มกราคม 2552    
Last Update : 27 มกราคม 2552 0:19:10 น.
Counter : 172 Pageviews.  

เล่น เสริม'สมอง'

ความสุข...ความดี...การสร้างสรรค์...การเรียนรู้...ล้วนเกิดขึ้นและเริ่มต้นที่สมองค่ะ แต่จะว่าไปแล้ว สิ่งที่จะช่วยให้สมองทำงานได้ดีและถือเป็นจุดเริ่มของการเรียนรู้ดีๆ ตามมาคือความสุขนั้งเองค่ะ
นอกเหนือไปจากการให้ความรักความอบอุ่นกับลูกที่จะช่วยสร้างให้ลูกเกิดความสุขแล้ว การเล่นที่สนุก ถูกใจ ถูกวัยและเล่นกับคนรู้ใจ ถือว่าเป็นความสุขที่สุดแสนจะท่วมท้นของเด็ก เมื่อความสุขเกิดสิ่งดีก็จะตามมา เช่น ในสมองเด็กจะเกิดสารเคมีที่ช่วยทำให้คนมีความสุข แล้วเมื่อมีความสุขการเรียนรู้ที่ดีก็จะตามมา แล้วขณะที่มีความสุขสมองก็จะหลั่งสารนี้ออกมาอีก เป็นวงจรความสุขที่จะเกิดขึ้นในสมองของลูกน้อยค่ะ

โดปามีนสารแห่งความสุข
เมื่อสมองมีความสุขจะหลั่งสารเคมีชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า โดปามีน (Dopamine) เป็นสารสื่อประสาทที่จะหลั่งออกมาเมื่อคนเรามีความสุข ซึ่งเจ้าสารนี้นอกจากจะมีหน้าที่ในการควบคุมการทำงานของสมองซีกซ้าย (ส่วนที่เกี่ยวข้องกับภาษา ความคิด ความจำระยะสั้น การคิดแบบนามธรรม การคิดวิเคราะห์) ให้ทำงานได้อย่างดีแล้ว สารเคมีชนิดนี้จะหลั่งเมื่อมนุษย์มีความสุข ดังนั้นโดปามีนจึงถือเป็นสารเคมีที่เป็นส่วนสำคัญในการทำให้คนมีความสุข เรียกว่าเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก รวมไปถึงเรื่องของการเรียนรู้ ความจำและความฉลาดด้วยค่ะ
ไม่เฉพาะโดปามีนเท่านั้นที่เป็นสารเคมีแห่งความสุข แต่ยังมีสารเคมีชนิดอื่นอีกที่สมองจะหลั่งเมื่อคนเรามีความสุข
เซโรโทนิน (Seretonin) สารเคมีในสมองที่มีผลต่อต้านความเครียด จะช่วยให้เรารู้สึกอารมณ์ดี นอนหลับง่าย ส่วนสารเคมีอีกชนิดที่รู้จักกันดีคือ เอนโดรฟีน (Endrophine) จะช่วยให้มีเกิดความสุขและส่งผลให้อารมณ์ดี และยังทำให้ร่างกายตื่นตัว กระตือรือร้น ไม่เฉื่อยชา แล้วเมื่อคนเรามีความสุข ก็พร้อมจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ตรงกันข้ามหากขาดสารชนิดนี้จะทำให้รู้สึกไม่มีความสุข เฉื่อยชา ซึมเซาและ ไม่กระตือรือร้น ซึ่งอาการเหล่านี้ล่ะค่ะทึ่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเด็กๆ

เล่นสนุก มีความสุข พัฒนาสมอง
ขณะเดียวกันหากสมองขาดโดปามีนก็จะให้ผลตรงกันข้าม อาจจะทำให้ความจำไม่ดี ขี้หลงขี้ลืม ความคิดไม่แล่น ซึ่งเหล่านี้ส่งผลต่อการเรียนรู้กับเด็ก
ดังนั้นการกระตุ้นให้สมองหลั่งโดปามีน ก็ต้องเน้นของเล่นหรือกิจกรรมที่ลูกทำแล้วเกิดความสุข แล้วการเล่นนั้นยังหวังผลให้ช่วยพัฒนาสมองด้านอื่นได้ด้วย
* เล่นจ๊ะเอ๋ ,ไม้บล็อก , ตุ๊กตาที่มีกระดิ่งอยู่ด้านใน
การเล่นแบบนี้จะช่วยกระตุ้นสมองส่วนหน้า (Frontal Lope) ซึ่งเป็นส่วนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคิดและแก้ปัญหา
* ผ้าปูกระตุ้นพัฒนาการ
ช่วยกระตุ้นสมองตอนบน (Parietal Lope) ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการรับความรู้สึกจากการสัมผัสทางผิว รับรู้เรื่องมิติสัมพันธ์
* ของเล่นกุ้งกิ้งมีเสียง สีสันสดใส
ช่วยกระตุ้นสมองด้านหลัง (Occipital Lope) เป็นส่วนที่เกี่ยวกับการมองเห็นและการรับรู้
* คืบคลานไปหยิบของเล่น พลิกคว่ำ พลิกหงาย หรือปล่อยให้ลูกได้เกาะยืน ตั้งไข่ด้วยตัวเอง
ช่วยกระตุ้นและพัฒนาสมองส่วนซีรีเบลลัม (Cerebellum) เพราะสมองส่วนนี้เป็นส่วนที่ควบคุมเรื่องการทรงตัว
* เล่นเกมหรือใช้ของเล่นที่มีเสียงเพื่อนกระตุ้นการได้ยินของลูก หรือชวนลูกคุยเพื่อให้กระตุ้นให้ลูกพูดเร็ว
ช่วยกระตุ้นสมองด้านข้าง (Temporal Lope) ส่วนนี้ควบคุมการได้ยิน พัฒนาการด้านภาษา ความจำ การได้กลิ่น อารมณ์และจิตใจ
จริงๆ แล้วความสุขของเด็กในช่วงขวบปีแรกอยู่ที่พ่อแม่ ไม่ใช่ของเล่นราคาแพงที่คุณพ่อคุณแม่สรรหามาให้เลยนะคะ รู้แบบนี้แล้วชวนลูกเล่นสนุกเร่งสร้างสุขให้เกิดขึ้นเพื่อช่วยพัฒนาสมองของลูกกันค่ะ

ข้อมูลจากนิตยสาร : Modern Mom ฉบับที่ 150 เดือนเมษายน พ.ศ.2551




 

Create Date : 25 มกราคม 2552    
Last Update : 25 มกราคม 2552 23:42:13 น.
Counter : 131 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  

zakana7884
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพื่อนสำคัญเสมอ ฉันจะรักษามิตรภาพระหว่าง
เพื่อนให้ดีที่สุด และคุณคือเพื่อนของฉันในตอนนี้

เกี่ยวกับฉัน..ฉันชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยว
ท่องโลกอินเตอร์เน็ต แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
เพื่อเปิดโลกทรรศในมุมมอง 360 องศา
เมื่อใดที่ฉันว่างเว้นสิ่งอื่นใด ก็จะเข้าสู่สภากาแฟฯ
แห่งนี้ บ้างอ่าน บ้างแสดงความคิดเห็น แล้วแต่
โอกาสจะอำนวยคะ

ขอบคุณโลกออนไลน์ที่ทำให้เราเป็นเพื่อนกันได้

lozocat
free counters
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add zakana7884's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.