สวัสดีคะ ยินดีต้อนรับเพื่อนๆทุกท่านคะ
ขอบคุณสำหรับการเยี่ยมชมบล็อก ขอให้ทุกท่านเพลิดเพลินในบล็อกนี้และหวังว่าคุณจะมีรอยยิ้มหลังออกจากบล็อกนี้นะคะ

การทำธุรกิจพานิชย์อิเลคโทรนิค(E-Commerce)

การดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดแบบที่เรียกว่า อีบิสซิเนส นั้นมีการพัฒนามา
อย่างต่อเนื่องเป็นลำดับขั้นตอน ซึ่งหากจะกล่าวถึงวิวัฒนาการของอีบิสซิเนส
ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน อาจสรุปได้คร่าวๆ คือ ยุคเริ่มต้นเป็นการให้ข้อมูล
ขององค์กรและผลิตภัณฑ์หรือบริการ ซึ่งถือเป็นการสื่อสารทางเดียว
(One-way communication) ยุคต่อมาเป็นการทำการซื้อ-ขายออนไลน์
หรือการให้ข้อมูลสนับสนุนผลิตภัณฑ์ ซึ่งถือเป็นการสื่อสารแบบสองทาง
(Two-way Interactivity) มีการโต้ตอบกันในระดับหนึ่ง และยุคปัจจุบัน
เป็นการให้ความสามารถด้าน Personalized รายบุคคล (Mass Customization)
และการสร้างชุมชนไซเบอร์ (Cyber community) ซึ่งนับว่าเป็นการสื่อสารแบบโต้ตอบกันอย่างเต็มรูปแบบ (Full Interactivity)
ผลที่เกิดขึ้นจากความสามารถของอินเทอร์เน็ต ทำให้มีกระบวนการทางธุรกิจบางส่วนมีการเปลี่ยนรูปแบบไปอย่างถาวร ไม่ว่าจะเป็นการตลาด (Marketing) การซื้อ-ขาย (Buying-Selling) การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Relationship Management) ระบบการจ่ายเงิน (Payment Processing) หรือศูนย์บริการลูกค้า (Call-center Operation)
ลูกค้าสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ด้วยตนเองได้ไม่ว่าจะเป็น การลงทะเบียนสมัครในกิจกรรมที่สนใจ การดูรายละเอียดของโปรแกรมรางวัล (Reward Program) การเลือกสินค้าหรือบริการที่สนใจเก็บไว้ในรายการส่วนบุคคล (Personal List) ดูรายละเอียดค่าใช้จ่าย ค้นหาข้อมูลที่สนใจ ฯลฯ ในอนาคตเราคงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของอีบิสซิเนสไปอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสาร การวิจัย การตลาด และการให้ความบันเทิงในรูปแบบต่างๆ
การขยายตัวของบรอดแบนด์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ต ดังตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนจากการสำรวจของ Pew Internet & American Life ที่พบว่ามีการเติบโตของผู้ใช้ Online Banking ในสหรัฐอเมริกาจาก 30% ในปี 2545 เป็น 44% ในปลายปี 2547 ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่การเติบโตนี้มีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์ ตามบ้านที่เพิ่มขึ้นเป็น 55% ในปลายปี 2547 (ข้อมูลจาก Nielsen//NetRatings) และอาจจะเพิ่มขึ้นถึง 70% ในปลายปี 2548
ทำอย่างไรจึงจะสร้างเว็บไซต์ที่ตอบสนองธุรกิจในยุคอิเล็กทรอนิกส์
การสร้างเว็บไซต์เพื่อให้ตอบสนองธุรกิจมีขั้นตอนตั้งแต่ การกำหนดเป้าหมายไปจนการวัดผลหลังจากเว็บไซต์ได้เปิดดำเนินการ คล้ายๆ กับการสร้างองค์กร หรือสำนักงานสาขาที่จะต้องมีการเตรียมการ วางแผน ดำเนินการ และการวัดผลความสำเร็จ ซึ่งการสร้างเว็บไซต์สำหรับอีบิสซิเนสควรคำนึงถึง 8 ขั้นตอนสำคัญดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 : กำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ให้ชัดเจน
เมื่อเริ่มโครงการพัฒนาเว็บไซต์ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การกำหนดวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของเว็บไซต์ ซึ่งมักจะนำมาซึ่งการพัฒนาเว็บไซต์อย่างไร้ทิศทาง และไม่สามารถวัดผลความสำเร็จของเว็บไซต์ได้ โดยส่วนใหญ่เมื่อเริ่มโครงการควรมีการระดมความคิด (Brainstorm) ของผู้ที่เกี่ยวข้องในโครงการ ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงจนถึงผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับลูกค้า เพื่อลำดับวัตถุประสงค์ตามความสำคัญ (Prioritizing) โดยคำนึงถึงความต้องการของธุรกิจเป็นหลัก ทั้งนี้ อาจจำเป็นต้องเลือกวัตถุประสงค์ที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆ เพื่อให้เหมาะสมกับงบประมาณในการสร้างเว็บไซต์
ตัวอย่างเช่น
เว็บไซต์ข่าวอย่าง CNN.com อาจจะมีวัตถุประสงค์ในการเพิ่มจำนวนผู้ที่เข้ามาอ่านข่าวให้มากที่สุด เป็นดัชนีวัดความนิยมของเว็บไซต์เพื่อเป้าหมายในการขายโฆษณา (Online Advertising) บนเว็บไซต์
เว็บไซต์ที่เป็นการสร้างชุมชนบนโลกอินเทอร์เน็ต (Online Community) อย่าง Clubnokia.com หรือ iloveasimo.com มุ่งประเด็นไปในการสร้าง Community ของสมาชิกเพื่อสร้างความภักดีในแบรนด์ จากสิ่งสร้างสรรค์ที่นำเสนอและความพิเศษในการเข้าถึงข้อมูลหรือการเข้าร่วม กิจกรรมสำหรับสมาชิก
การตั้งวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ให้ชัดเจนนี้ เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางและแผนในการพัฒนาเว็บไซต์ (Web Site Development Roadmap) ให้ตอบสนองอีบิสซิเนสขององค์กรได้อย่างสอดคล้องกับแผนธุรกิจ และสามารถวางงบประมาณการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังสามารถวางแผนในการวัดผลความคุ้มค่าในการลงทุน (Return on Investment) โดยวัดผลจากความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
การตั้งวัตถุประสงค์ของเว็บไซต์ให้ชัดเจนนี้ เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางและแผนในการพัฒนาเว็บไซต์ (Web Site Development Roadmap) ให้ตอบสนองอีบิสซิเนสขององค์กรได้อย่างสอดคล้องกับแผนธุรกิจ และสามารถวางงบประมาณการดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้

ขั้นตอนที่ 2 : ทำ ความเข้าใจกับความต้องการและแผนธุรกิจขององค์กร งสามารถวางแผนในการวัดผลความคุ้มค่าในการลงทุน (Return on Investment) โดยวัดผลจากความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
เ มื่อได้วัตถุประสงค์ที่ชัดเจนของเว็บไซต์ซึ่งโดยทั่วไปมักมี มากกว่า 1 ข้อ จึงนำมาศึกษาความเป็นไปได้ โดยการวิเคราะห์ความต้องการกับแผนธุรกิจและความพร้อมในด้านเทคโนโลยีและ บุคคลากร แผนด้านอีบิสซิเนส ไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวได้ หากควรเป็นส่วนหนึ่งของแผนธุรกิจขององค์กร ซึ่งอาจเป็นส่วนหลักหรือส่วนสนับสนุนก็ขึ้นอยู่กับแผนธุรกิจขององค์กรนั้นๆ ฉะนั้น หากองค์กรมีแผนในการดำเนินธุรกิจโดยใช้อีบิสซิเนส จะต้องมีการรวมแผนด้านออนไลน์เข้ากับแผนแม่บทด้านธุรกิจขององค์กร เพื่อให้เห็นภาพรวมและสามารถวิเคราะห์ด้านการตลาด วางแผนในด้านระยะการทำงาน งบประมาณ บุคลากร และขั้นตอนการพัฒนาธุรกิจได้อย่างเหมาะสม

ขั้นตอนที่ 3 : เข้าใจลูกค้าของคุณ
การรู้จักผู้เข้าชมเว็บไซต์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญในการออกแบบและพัฒนาเว็บ ไซต์ ในปัจจุบันเรามักจะได้ยินการทำธุรกิจที่เน้นในเรื่องของลูกค้าเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น “Customer-Focus”, “Customer-Centric” หรือ “Customer-Centered” ซึ่งหมายถึงการเน้นลูกค้าเป็นแกนในการให้บริการหรือนำเสนอสินค้า ในยุคแห่งการแข่งขันด้านการบริการนี้ ลูกค้ามีการเรียกร้องและต้องการมากขึ้นเช่นกัน Kelly Mooney ได้กล่าวถึงกฎแห่งการเรียกร้องต้องการของลูกค้ายุคใหม่ไว้ดังนี้
1. คุณต้องสร้างความไว้วางใจ
2. คุณต้องสร้างความประทับใจ
3. คุณต้องให้ความสะดวกสบาย
4. คุณต้องให้ความสำคัญ ให้ทางเลือก และให้การควบคุม
5. คุณต้องแนะนำ
6. คุณต้องให้บริการ 24 ชม.x 7 วัน
7. คุณต้องรู้จักเราและเข้าใจเราอย่างแท้จริง
8. คุณต้องให้มากกว่าที่เราคาดหวัง
9. คุณต้องให้รางวัล
10. คุณต้องเป็นเพื่อนคู่คิด
จะเห็นได้ว่า หากเราจะทำธุรกิจโดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการทำการตลาด คงจะต้องคำนึงถึงความรวดเร็วและความต้องการอื่นๆ ที่ลูกค้ายุคอิเล็กทรอนิกส์คาดหวังจากองค์กรมากกว่าเดิมอีกหลายส่วน การออกแบบเว็บไซต์เพื่อให้ตอบสนองแนวคิดแบบ Customer-Centered จึงมีปัจจัยที่ควรคำนึงถึงคือ ความสะดวกของการใช้งาน (Easy to use) ประสิทธิภาพในการทำงานของเว็บไซต์ (Performance) คุณค่าของแบรนด์หรือองค์กรที่สร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า (Trustworthy) ความพึงพอใจ (Satisfaction) และข้อมูลที่ประกอบเป็นเว็บไซต์ (Relevant Content)
ดังนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษา วิเคราะห์ และคัดเลือกกลุ่มลูกค้าเป้าหมายก่อนการพัฒนาเว็บไซต์ เพื่อให้เว็บไซต์สามารถตอบสนองพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ตรงตามกลุ่ม ในด้านพฤติกรรมของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตยังถือว่าเป็นสาขาใหม่ที่มีการวิจัย อย่างต่อเนื่อง และมีการปรับเปลี่ยนไปตามเพศ วัย การศึกษา และสถานที่อยู่ ของคนในช่วงวัยต่างๆ กัน พึงระลึกเสมอว่าการเข้าใจลูกค้าตัวจริงของเว็บไซต์จะต้องคำนึงถึงว่า
- คุณไม่ใช่ลูกค้าของคุณ
- ต้องเข้าใจว่าลูกค้าในโลกเสมือนทางอินเทอร์เน็ตคือลูกค้าคนเดียวกับในโลกจริงๆ
- ลูกค้าอาจมีทั้งความเหมือนและความต่าง
- ต้องเข้าใจเป้าประสงค์ที่ลูกค้าต้องการกระทำ
- ต้องเข้าใจความสามารถของเทคโนโลยี
- ต้องเข้าใจข้อกำหนดทางสังคมของลูกค้า

ขั้นตอนที่ 4 : วางกลยุทธ์สำหรับเว็บไซต์
ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดคือ การวางกลยุทธ์ของเว็บไซต์เพื่อให้ตอบสนองความต้องการของธุรกิจ จำเป็นจะต้องมีการศึกษาความต้องการอย่างละเอียด และมีการวิเคราะห์ความต้องการ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนธุรกิจ แผนด้านการตลาด และแผนทางด้านไอทีขององค์กร นอกจากนี้ ยังต้องดูความพร้อมขององค์กรในการดำเนินธุรกิจด้านอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย การวางกลยุทธ์จะต้องประกอบด้วย 3 กลยุทธ์หลักคือ ด้านการออกแบบ (User Experience Strategy) ด้านเทคโนโลยี (Technology Strategy) และด้านการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (e-Marketing Strategy) ความเชี่ยวชาญในการวางกลยุทธ์ออนไลน์จะช่วยให้การวางแผนการพัฒนาเว็บไซต์ (Web Site Development Roadmap) และการวัดผลความสำเร็จในระยะต่างๆ เป็นไปได้อย่างมีทิศทางชัดเจนยิ่งขึ้น
โซลูชั่นที่เกิดจากการวิเคราะห์และออกแบบในขั้นตอนของการวางกลยุทธ์นี้จะถูก นำไปใช้ในการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ต่อไป ซึ่งหากการออกแบบทำได้อย่างถูกต้อง ก็จะเป็นการรับประกันความสำเร็จของเว็บไซต์ในระดับหนึ่ง

ขั้นตอนที่ 5 : การพัฒนาเว็บไซต์
เมื่อได้โซลูชั่นในการพัฒนาเว็บไซต์แล้ว จะต้องเลือกพันธมิตรทางธุรกิจในด้านต่างๆ กล่าวคือ ผู้ออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ (Web Site Design and Development Partner), Hosting Service, Content Editor ฯลฯ เมื่อเริ่มพัฒนาเว็บไซต์จะต้องมีการติดตามและประชุมหารือ ระหว่างผู้พัฒนาและคณะทำงานขององค์กรเป็นระยะ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความคาดหวังของเว็บไซต์ตรงกัน และโครงการเสร็จสมบูรณ์ตามเวลาที่ได้กำหนดไว้ การออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ที่เกี่ยวเนื่องกับกระบวนการทางธุรกิจส่วนมากมี ขั้นตอนเดียวกับการพัฒนาซอฟต์แวร์ เนื่องจากเป็นการพัฒนาเว็บแอพพลิเคชั่น จึงต้องมีรายละเอียดในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบระบบฐานข้อมูล การศึกษากระบวนการทำงานของระบบ การออกแบบ Interface และการศึกษาข้อกำหนดทางธุรกิจ

ขั้นตอนที่ 6 : การทดสอบ การส่งมอบงาน
การทดสอบการทำงานของเว็บไซต์เพื่อให้มั่นใจในการทำงาน สามารถทดสอบได้เช่นเดียวกับกระบวนการออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยอาจรวมถึง User acceptance, Functional testing, Operational testing, Scenario testing, Copy Proofing, Security testing นอกจากนี้ บางเว็บไซต์ที่มีผู้เข้าใช้งานจำนวนมาก อาจมีการดำเนินการในส่วน Usability Testing เป็นกรณีพิเศษเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถตอบสนองลูกค้าได้ตรงตามความต้องการ
เมื่อเว็บไซต์ได้ถูกทำการทดสอบคุณภาพ จึงมีการส่งมอบงานให้แก่องค์กร โดยถือเป็นจุดสิ้นสุดโครงการ องค์กรจะเตรียมการเปิดตัวเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ใหม่หรือบางส่วนที่ปรับปรุงถือเป็นการเปิดไซต์ให้กับ ผู้ใช้งานเป็นครั้งแรก ส่วนมากการเปิดตัวเว็บไซต์จะมีกิจกรรมทางด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์เพื่อ สนับสนุนการเปิดตัว อย่างไรก็ตาม บางองค์กรอาจทำเปิดให้บริการเว็บไซต์ให้แก่ผู้ชมในวงจำกัดระยะหนึ่งเพื่อ ทดสอบและปรับปรุงไซต์ก่อนการเปิดเว็บไซต์สู่สาธารณชน สิ่งที่องค์กรควรเตรียมตัวก่อนการเปิดตัว ได้แก่
- การลงทะเบียนกับ Search Engines
- การตรวจสอบข้อมูลบนเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องด้านกฎหมาย
- การเตรียมกิจกรรมทางด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์
- การอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลเว็บไซต์หลังจากวันเปิดเว็บไซต์
- การใช้ซอฟต์แวร์บันทึกสถิติการใช้งานของเว็บไซต์
- แจ้ง ISP (Internet Service Provider) หรือ Hosting service ให้เตรียมแผนรองรับ หากคาดว่าจะมีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก (Heavy Traffic)
- การทดสอบครั้งสุดท้าย
- เปิดบริการเว็บไซต์ก่อนเวลาจริงเพื่อทำการทดสอบบนระบบจริง

ขั้นตอนที่ 7 : การดูแล (Maintenance)
การออกแบบเว็บไซต์ที่ดี โดยเฉพาะเว็บไซต์ด้านอีคอมเมิร์ซซึ่งมีการปรับเปลี่ยนข้อมูลตลอดเวลา จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงวิธีการดูแลเว็บไซต์ตั้งแต่ระยะการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นทีมดูแล ที่มาของคอนเทนต์ กระบวนการตรวจและแก้ไขข้อมูล รวมถึงวิธีการปรับเปลี่ยนข้อมูลด้วย ในปัจจุบันองค์กรมักมีผู้ดูแลเว็บไซต์ ทำหน้าที่ดูแลกำกับการทำงานของเว็บไซต์ แต่มีเจ้าของข้อมูลจากส่วนต่างๆ ขององค์กร ทำหน้าที่ป้อนข้อมูลผ่านระบบ Content Management System หน้าที่ของทีมดูแลเว็บไซต์ขององค์กรอาจประกอบด้วย
- การปรับปรุงข้อมูล
- การจัดหาและจัดการข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ในองค์กร
- การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ให้บริการข้อมูลทั้ง Online และ Offline
- การทดสอบเป็นระยะและการประกับคุณภาพ
- การรายงานด้านสถิติและประสิทธิภาพของเว็บไซต์
- การดูแลด้านการตลาดและด้าน Search Engines
- การอบรมและพัฒนา
- การสนับสนุนด้านการบริการลูกค้าและลูกค้าสัมพันธ์
- การโต้ตอบกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็น Webboard, Forum หรือ e-mail
การดูแลบางส่วนอาจต้องมีการว่าจ้างทีมที่ปรึกษาและผู้พัฒนาเว็บไซต์ให้ดูแลในเรื่องดังต่อไปนี้
- การพัฒนาคอนเทนต์และฟังก์ชั่นใหม่ๆ
- การให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านอุตสาหกรรม โอกาสในด้านอีบิสซิเนส หรือ Best Practice
- การแก้ไขส่วนที่ผิด (Bugs)

ขั้นตอนที่ 8 : การประเมินผล (Review and Evaluation)
การประเมินผลการทำงานของเว็บไซต์มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากองค์กรต้องการวัดผลการลงทุน (ROI) เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจตามแผนธุรกิจ และการวางแผนด้านงบประมาณในอนาคต การประเมินผลเว็บไซต์แบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมเรียกว่า “Web Analytic” ซึ่งมีเครื่องมือที่ใช้ในการวัดผลอยู่หลายชนิดด้วยกัน ส่วนมากใช้ดัชนีการวัดผลดังต่อไปนี้
- Number of hits
- Number of page impressions
- Number of unique users
- Number of users session
- Average user session length
- Top paths through site
- Top entry and exit pages
- Top referring sites
- Geographic usage
- Number of sages leads or prospects
- Search engine positioning

อย่างไรก็ดี การวัดผลที่ต้องการข้อมูลเฉพาะทางด้านการตลาด อาจจะต้องปรึกษาที่ปรึกษาในอย่างไรก็ดี การวัดผลที่ต้องการข้อมูลเฉพาะทางด้านการตลาด อาจจะต้องปรึกษาที่ปรึกษาในการวางกลยุทธ์ เพื่อทำการออกแบบให้อยู่ในการพัฒนาเว็บไซต์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการารวางกลยุทธ์ เพื่อทำการออกแบบให้อยู่ในการพัฒนาเว็บไซต์ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการ
บทส่งท้าย
จากขั้นตอนในการสร้างเว็บไซต์ที่กล่าวมาทั้ง 8 ขั้นตอน คงจะเห็นได้ว่าการทำธุรกิจอยู่บนรากฐานของ อีบิสซิเนส จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตของลูกค้าเป้าหมาย และพฤติกรรมเหล่านี้ยังมีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา คงอีกไม่นานที่เราอาจจะคาดหมายได้ว่าประชากรส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงอิน เทอร์เน็ตได้ ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์มีจำนวนเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวทุกปี ลูกค้าของเว็บไซต์มีประสบการณ์การใช้งานและซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้คนส่วนใหญ่อาจใช้เวลาอยู่บนอินเทอร์เน็ตมากกว่า 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หากเป็นเช่นนั้นแล้วบริษัทของคุณที่มีสาขาอยู่บนโลกเสมือน (Virtual Cyber World) นี้อาจมีบทบาทสำคัญในธุรกิจของคุณไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสำนักงานใหญ่บนโลกจริง ก็ได้
(คัดลอกจากเวปไซต์Ready planet)




 

Create Date : 14 มิถุนายน 2553    
Last Update : 14 มิถุนายน 2553 14:37:51 น.
Counter : 145 Pageviews.  

กลยุทธ์ทางการตลาด(8 P's Strategy)

บทความเรื่อง การวางแผนกลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่

กลยุทธ์ทางการตลาดสมัยใหม่ซึ่งเป็นส่วนผสมทางการตลาด(Marketing Mix)

หรือที่เรียกสั้นๆว่า 8P’s ซึ่งต้องมีแนวทางความคิดทางการสื่อสารการตลาด

(IMC)โดยอาศัยเครื่องมือการ ติดต่อสื่อสารกับผู้บริโภคแบบสมัยใหม่ซึ่งแบ่ง

ส่วนขยายเพิ่มเติมจากเดิมอีก หลายส่วนทั้งงานศึกษาทั้งภายในและภายนอก

ประเทศเชื่อมโยงสู่การทำธุรกิจสมัย ใหม่ซึ่งเน้นการสร้างผลกำไรสูงสุดบนความ

พอใจของผู้บริโภคซึ่งเป็นการทำ ธุรกิจระยะยาว(Long-Term Business) พร้อม

กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคสมัยใหม่ซึ่งเปลี่ยนไปอย่างมากโดย

เฉพาะการแบ่งส่วนการตลาด(Segmentation)ซึ่งไม่สามารถแบ่งส่วนการตลาด

แบบ เดิมๆได้แล้ว ซึ่งการเอกสารการศึกษาในส่วนแรกเป็นแนวทางทำธุรกิจและ

ก่อให้เกิดพฤตกรรมใน การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนที่เอกสารอื่นๆ

จะช่วยในการวางแผนการตลาด ในธุรกิจผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีความเกี่ยว

ข้องและสอดคล้องกับการศึกษาใน ครั้งนี้
1.แนวคิดทางการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดโดยใช้ 8P’s
ซึ่งประกอบไปด้วยสว่นผสมทางการตลาด ดังนี้
1.1 กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ ( Product Strategy )
1.2กลยุทธ์ราคา ( Price Strategy )
1.3กลยุทธ์การจัดจำหน่าย ( Place Strategy )
1.4กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด ( Promotion Strategy )
1.5กลยุทธ์การบรรจุภัณฑ์ ( Packaging Strategy )
1.6กลยุทธ์การใช้พนักงานขาย ( Personal Strategy )
1.7กลยุทธ์การให้ข่าวสาร ( Public Relation Strategy )
1.8กลยุทธ์ พลัง ( Power Strategy )

ซึ่งสามารถอธิบายเพื่อให้เข้าใจง่ายๆดังนี้
กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ (Product Strategy)
กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์นั้น จะเกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจ เกี่ยวกับ
1. คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ ( Product attribute )
2. ส่วนประสมผลิตภัณฑ์ ( Product mix )
3. สายผลิตภัณฑ์ ( Product lines )

สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
1. แนวความคิดด้านผลิตภัณฑ์ ( Product Concept )
เป็นคุณสมบัติที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค Product ได้ ต้องมีความชัดเจนในตัวผลิตภัณฑ์นั้น ๆ
2. คุณสมบัติผลิตภัณฑ์ ( Product attribute ) จะต้องทราบว่าผลิตภัณฑ์นั้นผลิตมาจากอะไร
มีคุณสมบัติอย่างไร ลักษณะทางกายภาพ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ขนาด ความดี ความงาม ความคงทนทานด้านรูปร่าง รูปแบบของผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตัวของมันเอง
3.ลักษณะเด่นของสินค้า ( Product Feature ) การนำสินค้าของบริษัทไปเปรียบเทียบกับสินค้าของคู่แข่งขันแล้ว
มีคุณสมบัติแตกต่างกัน และจะต้องรู้ว่าสินค้าเรามีอะไรเด่นกว่า เช่น ลักษณะเด่นของ Dior คือเป็นผลิตภัณฑ์ชันนำจากปารีส
4.ประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ ( Product Benefit ) พิจารณาว่าสินค้ามีลักษณะเด่นอย่างไรบ้าง
และสินค้าให้ประโยชน์อะไรกับลูกค้าบ้าง ระหว่างการให้สัญญากับลูกค้า กับการพิสูจน์ด้วยลักษณะเด่นของสินค้า
ตัวอย่างกลยุทธ์
: ขยายวิธีการใช้ใหม่ๆ ของผลิตภัณฑ์เรา เพื่อกลุ่มเป้าหมายใหม่ คือ กลุ่มผู้ใหญ่ที่ อายุตั้งแต่ 55 ปี ขึ้นไป
: ละทิ้งผลิตภัณฑ์ซึ่งบังไม่สามารถทำกำไรนับตั้งแต่เมื่นำผลิตภัณฑ์นั้นๆ สู่ตลาดแล้วเป็นเวลา 5 ปี

กลยุทธ์ราคา ( Price Strategy )
เป็นการกำหนดว่าเราจะตั้งราคาแบบใด กลยุทธ์ราคาสูงหรือราคาต่ำ สิ่งที่จะต้องตระหนักคือ
ราคาทีได้กำหนดไว้นั้นเหมาะสมในการแข่งขัน หรือสอดคล้องกับตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของสินค้านั้นหรือไม่กลยุทธ์ด้านราคา ( Price strategy )
ในการกำหนดกลยุทธ์ด้านราคามีประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาดังนี้
1.ตั้งราคาตามตลาด ( On going price ) หรือตั้งราคาตามความพอใจ ( Leading price )
1.1 ตั้งราคาตามตามตลาด (On going price) เหมาะสำหรับสินค้าที่สร้างความแตกต่างได้ยากจึงไม่สามารถจะตั้งราคาให้
แตกต่างจากตลาดคู่แข่งขันได้ นั่นคือ การตั้งราคาตามคู่แข่งขัน
1.2 ตั้งราคาตามความพอใจ ( Leading price ) เป็นการตั้งราคาตามความพอใจ โดยไม่คำนึงถึงคู่แข่งขัน เหมาะ
สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างในตราสินค้า สินค้าที่มีเอกลักษณ์ส่วนตัวมีภาพพจน์ที่ดี จะตั้งราคาเท่าไรก็ไม่มีใครเปรียบเทียบ
2. สินค้าจะออกเป็นแบบราคาสูง ( Premium price ) เมื่อแน่ใจในคุณภาพที่เหนือกว่าและการยอมรับในราคาของลูกค้า
หรือราคามาตรฐาน ( Standard ) เมื่อใช้การตั้งราคาโดยพิจารณาจากราคาของคู่แข่งขัน หรือตราสินค้าเพื่อการแข่งขัน
( Fighting brand ) เป็นสินค้าด้อยคุณภาพกว่าคู่แข่งขันเล็กน้อย จะลงตลาดล่าง
3. การตั้งราคาเท่ากันหมด ( One pricing ) คือสินค้าหลายอย่างที่มีราคาติดอยู่บนกล่อง หมายถึง ไม่ว่าจะขายอยู่ที่ใด
ฤดูหนาวหรือฤดูร้อนราคาก็เท่ากันหมด หรือราคาแตกต่างกัน ( Discriminate price ) ข้อดี คือสามารถเรียกราคาได้หลายราคา
แต่ข้อเสียก็คือ เราต้องหาเหตุผลในการตั้งราคาหลายอย่าง เพื่อให้คนยอมรับได้
4. การขยายสายผลิตภัณฑ์ ( Line extension ) ในกรณีนี้การนำเสนอสินค้าเริ่มต้นด้วยราคาหนึ่ง แล้วมีกลยุทธ์เผยแพร่
ความนิยมไปยังตลาดบน หรือตลาดล่าง
5. การขยับซื้อสูงขึ้น ( Trading up ) เป็นการปรับราคาสูงขึ้นทำให้ได้กำไรมากขึ้น จึงพยายามขายให้ปริมาณมากขึ้น
หรือการขยับซื้อต่ำลง ( Trading down ) เป็นการผลิตสินค้าที่มีราคาแพงให้มีคุณภาพกว่าสินค้าที่ราคาถูกเล็กน้อยแต่ตั้งราคาสูงกว่า
เพื่อให้คนซื้อสิ้นที่รองลงมา
6. การใช้กลยุทธ์ด้านขนาด ( Size ) คือไม่ทำขนาดเท่ากับผู้ผลิตรายอื่น ๆ
ตัวอย่างกลยุทธ์
: ตั้งราคาสูงกว่าคู่แข่งร้อยละ 30 เพื่อแสดงภาพลักษณ์ของตำแหน่งผลิตภัณฑ์
ของสินค้าที่อยู่ในระดับสูง
: ตั้งราคาต่ำสำหรับช่วงฤดูกาลที่ยอดขายน้อย และตั้งราคาต่ำกว่าผู้นำเล็กน้อยในช่วงฤดูกาลที่ยอดขายดี

กลยุทธ์ช่องทางการจัดจำหน่าย( Place Strategy )
วิธีการจัดจำหน่าย จะต้องพิจารณาถึง
1. ช่องทางการจัดจำหน่าย ( Channel of distribution )
เป็นเส้นทางที่สินค้าเคลื่อนย้ายจากผู้ผลิตหรือผู้ขายไปยังผู้บริโภคหรือผู้ใช้ ซึ่งอาจจะผ่านคนกลางหรือไม่ฝ่ายคนกลางก็ได้
2. ประเภทของร้านค้า ( Outlets ) ในทุกวันนี้จะพบได้ว่าวิวัฒนาการของการจัดจำหน่ายนั้นเป็นสิ่งที่เจริญเติบ โตรวดเร็วมาก
ประเภทของร้านค้ามีมากมาย จนแทบจะตามไม่ทัน จะขอเรียงลำดับประเภทของร้านค้าจากใหญ่ไปหาเล็ก
(1) ร้านค้าส่ง ( Wholesale store ) เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าในปริมาณมาก ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนกลาง
(2) ร้านค้าขายของถูก( Discount store ) เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าราคาพิเศษ
(3) ร้านห้างสรรพสินค้า( Department store )
(4) ซูเปอร์มาร์เก็ตที่อยู่เดี่ยว ๆ ( Stand alone supermarket ) เป็นร้านที่มีทำเลเดี่ยวไม่ติดกับร้านค้าใดๆ
(5) ช้อปปิ้งชุมชน ( Community mall ) เป็นร้านค้าที่อยู่ในย่านชุมชน
(6) Minimart จะเห็นได้จากร้านค้าเล็กๆ ตามตึกอาคารสูงๆ ในโรงพยาบาล ซึ่งตั้งฮั่วเส็งเริ่มบุกตลาด Minimart พอสมควร
(7) ร้านค้าสะดวกซื้อ ( Convenience store ) เป็นร้านค้าที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภค หรือสินค้าสะดวกซื้อ บางร้านจะเปิดบริการ 24 ชั่วโมง
(8) ร้านค้าในปั๊มน้ำมัน
(9) ซุ้มขายของ ( Kiosk ) เป็นร้านที่จัดเป็นซุ้มขายของ บางครั้งจัดเป็นบูท
(10) เครื่องขายอัตโนมัติ ( Vending machine ) เป็นการขายสินค้าผ่านเครื่องจักรอัตโนมัติ
(11) การขายทางไปษณีย์ ( Mail order ) เป็นการขายสินค้าซึ่งใช้จดหมายส่งไปยังลูกค้า มีการลงในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ถ้าพอใจก็ส่งข้อความสั่งซื้อทางไปรษณีย์
(12) ขายโดยแคตตาล็อก ( Catalog sales )
(13) ขายทางโทรทัศน์ ( T.V. Sales )
(14) ขายตรง ( Direct sales ) การขายโดยใช้พนักงานขายออกเสนอขายตามบ้าน
(15) ร้านค้าสวัสดิการ เป็นร้านค้าที่ตั้งขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกกับพนักงานตามหน่วยงานราชการ ต่างๆ ของบริษัท หรือสำนักงานต่างๆ
(16) ร้านค้าสหกรณ์ เป็นร้านค้าที่ตั้งอยู่ตามมหาวิทยาลัย และโรงเรียนต่างๆ
3. จำนวนคนกลางในช่องทาง ( Number of intermediaries ) หรือความหนาแน่นของคนกลา
ในช่องทางการจัดจำหน่าย ( Intensity of distribution ) ในการพิจารณาเลือกช่องทางการจัดจำหน่ายจะมีกระบวนการ 3 ขั้นตอน
ดังนี้
(1) การพิจารณาเลือกลูกค้ากลุ่มเป้าหมายว่าเป็นใคร
(2)พฤติกรรมในการซื้อของกลุ่มเป้าหมาย เช่น ซื้อเงินสดหรือเครดิต ต้องจัดส่งหรือไม่ ซื้อบ่อยเพียงใด
(3) การพิจารณาที่ตั้งของลูกค้าตามสภาพภูมิศาสตร์
4. การสนับสนุนการกระจายตัวสินค้าเข้าสู่ตลาด ( Market logistics ) เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต และตัวสินค้าจากแหล่งปัจจัยการผลิตผ่านโรงงานของผู้ผลิต แล้วกระจายไปยังผู้บริโภค

กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด(Promotion Strategy )
กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดจะต้องประสานกับแผนการตลาดโดยรวมและควรกำหนดแผนการส่งเสริมการตลาดที่เฉพาะเจาะจง
ตัวอย่างกลยุทธ์
: ใช้กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับคู่ค้า เพื่อให้คู่ค้าสนับสนุนตราสินค้าของเรา
: ใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดให้เกิดผลสูงสุดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้า ของเราในช่วงที่ยอดขายตกต่ำของปี (ค้นหาเพิ่มเติมในบทความหน้าอื่น)

กลยุทธ์การบรรจุภัณฑ์ (Packaging Strategy )
การตัดสินใจเลือกรูปแบบการบรรจุภัณฑ์และประเภทวัสดุของบรรจุภัณฑ์มักจะใช้ กับสินค้าอุปโภคบริโภคที่พัฒนาใหม่ หรือเมื่อมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินค้าใหม่ กลยุทธ์การบรรจุภัณฑ์ มีหลักในการพิจารณาดังนี้
1. บรรจุภัณฑ์นั้นเหมาะสมที่จะบรรจุสินค้า ( Put in ) หรือไม่
2. สินค้าเมื่อวางบนชั้นแล้วได้เปรียบ (เด่น ) ( Put up ) หรือไม่
3. สินค้าเมื่อนำเอามาใช้แล้วเก็บสะดวก ( Put away ) หรือไม่
4. บรรจุภัณฑ์สวยงาม ( Prettiness ) หรือไม่
5. สามารถเชิญชวนให้ใช้ ( Pleading ) ได้หรือไม่
6. บรรจุภัณฑ์สามารถสะท้อนตำแหน่งครองใจของสินค้า ( Positioning ) ได้หรือไม่
7. บรรจุภัณฑ์สามารถสะท้อนบุคลิกภาพของสินค้า ( Personality ) ได้หรือไม่
8. บรรจุภัณฑ์สามารถปกป้องสินค้า ( Protection ) ได้หรือไม่
9. บรรจุภัณฑ์มีความสะดวกต่อการใช้งาน ( Practicality ) หรือไม่
10. บรรจุภัณฑ์ที่เลือกนั้นสามารถทำกำไรได้มากขึ้น ( Profitability ) ได้หรือไม่
11. บรรจุภัณฑ์นั้นสามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมการตลาด ( Promotion ) ได้หรือไม่
12. เป็นการบอกถึงวิธีการใช้สินค้า ( Preaching ) ได้หรือไม่
13. สามารถดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ( Preservation ) ได้หรือไม่
ถ้านำสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาทั้งหมดจะเห็นไว่าในการออกแบบบรรจุภัณฑ์ของ บริษัทจะเป็นโลโก้ ตัวหนังสือ ตัวอักษร การเลือกเป็นกระดาษ เป็นโฟม เป็นฝาจุก หรือเครื่องหมาย สีสันต่างๆ บริษัทก็จะได้บรรจุภัณฑ์ที่ดี
ตัวอย่างกลยุทธ์
: เปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ด้วยสีสันที่สดใสเพื่อให้ผู้บริโภคเห็นอย่างชัดเจน ณ จุดขาย

กลยุทธ์การใช้พนักงานขาย (Personal Strategy)
การขายโดยใช้พนักงานขายจัดเป็นรูปแบบการปฏิบัติตัวต่อตัวระหว่างกิจการกับ ลูกค้า ทั้งนี้เพื่อมุ่งหวังคำสั่งซื้อด้วยรูปแบบการขายที่แตกต่างกัน การขายโดยพนักงานขายนั้นเกี่ยวข้องกับการจ้างพนักงานขาย การจัดการทั่วๆ ไปเกี่ยวกับพนักงานขาย ตลอดจนการบริหารสินค้าคงคลัง การเตรียมการเสนอขายและการบริการหลังการขาย ในการพัฒนาแผนกการขายนั้น กิจการจะเริ่มตั้งแต่การตั้งวัตถุประสงค์และปฏิบัติการ ซึ่งต้องมีความชัดเจนและสอดคล้องกับประเภทของธุรกิจ โดยอาจเป็นธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจการบริการ หรือธุรกิจการผลิต
จากนั้นจึงกำหนดกลยุทธ์การขายและการดำเนินงาน การขายโดยใช้พนักงานขายนั้นหวังผลลัพธ์เพื่อเพิ่มยอดขายและขณะเดียวกันก็ เพื่อสร้างสัมพันธ์ภาพระยะยาวกับลูกค้าอีกด้วย
นอกจากนี้การขายโดยใช้ พนักงานขายนั้น ยังมีการใช้โบว์ชัวร์ เอกสาร ใบปลิว วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อช่วยในการนำเสนอขายของพนักงาน ตลอดจนเป็นหลักฐานอ้างอิงและสามารถมอบไว้ให้ลูกค้าเพื่อศึกษาข้อมูลเพิ่ม เติม
ตัวอย่างกลยุทธ์
: กำหนดตัวเลขอัตราส่วนการขาย เช่น จำนวนลูกค้าที่คาดหวัง ( Prospect ) เมื่อเทียบกับจำนวนที่กลายเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าของเราในที่สุดหรือจำนวน ลูกค้าที่ซ่อสินค้าเมื่อเทียบกับลูกค้าที่เข้ามาในห้าง ทั้งนี้เพื่อการตรวจสอบถึงประสิทธิภาพของพนักงานขาย
: คิดค้นโปรแกรมการให้ผลตอบแทนการขาย ( Incentive Program ) ใหม่ๆ เพื่อเป็นรางวัลแก่พนักงานขายที่ทำยอดขายตามเป้า

กลยุทธ์การให้ข่าวสาร( Public Relation Strategy)
การให้ข่าวสารนั้น คือ รูปแบบหนึ่งของการติดต่อสื่อสารที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อ ทั้งนี้เพื่อสร้างทัศนคติที่เป้นบวกต่อสินค้า
และกิจการของเรา แต่ปัจจุบันการสื่อสารโดยวิธีดังกล่าวอาจมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมทั้งค่าใช้จ่ายทางอ้อมเกี่ยวกับสื่ออีกด้วย การให้ข่าวสารแก่สาธารณะชนนั้นเป็นรูปแบบหนึ่งของการประชาสัมพันธ์ การให้ข่าวสารจัดว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์ในระยะยาวแก่องค์กร และต้องการให้ผลลัพธ์นี้ออกมาในเชิงบวกแก่องค์กร
สิ่งที่เราต้องพิจารณาอย่างยิ่งในการให้ข่าวสารคือ กลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้รับข่าวสารและสื่อโฆษณาที่จะใช้เพื่อการสื่อข่าว สาร
ตัวอย่างกลยุทธ์
: การร่วมมือกับสื่อบางสื่อ เพื่อจัดเทศกาลในโอกาสพิเศษ
: กำหนดโปรแกรมการเปิดตัวการบริการรูปแบบใหม่ของธุรกิจเรา





 

Create Date : 14 มิถุนายน 2553    
Last Update : 14 มิถุนายน 2553 14:18:29 น.
Counter : 995 Pageviews.  

ความรู้เบื้อต้นเกี่ยวกับการตลาด

วิวัฒนาการทางการตลาด
-แสวงหาปัจจัยสี่ตามธรรมชาติ
-การผลิตแบบง่ายๆ
-Barter System
-Money System: การใช้เงินเป็นสื่อกลาง
-เกิดตลาด(Market)

ตลาด (Market)
-องค์ประกอบของตลาด
-กลุ่มบุคคลหรือองค์กร
-มีความจำเป็น และ/หรือ ต้องการในผลิตภัณฑ์
-มีความสามารถในการแลกเปลี่ยน(มีกำลังซื้อ)
-มีความเต็มใจที่จะแลกเปลี่ยนด้วยทรัพยากรที่ตนมี
-มีอำนาจในการตัดสินใจซื้อ

ความจำเป็นและความต้องการ
-ความจำเป็น (Needs): ความต้องการขั้นพื้นฐาน เป็นตัวผลักดันให้เกิด
พฤติกรรมเพื่อสนองความต้องการนั้น
-ความต้องการ(Wants): เป็นการแสดงออก หรือพฤติกรรมที่ต้องการ
สนองความต้องการขั้นพื้นฐาน ซึ่งหล่อหลอมจากสภาพแวดล้อมและบุคลิก
ส่วนตัว

ความหมายของการตลาด
การตลาด (Marketing) หมายถึง กระบวนการวางแผนและการปฏิบัติตาม
แนวคิด การกำหนดราคา การส่งเสริมการตลาด และการจัดจำหน่ายสินค้า
และบริการ เพื่อสร้างให้เกิดการแลกเปลี่ยนที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับความสุข
ความพอใจ และบรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร (AMA ปี 85)

จุดสำคัญของการตลาด
-ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับความพึงพอใจ
-เป็นการแลกเปลี่ยนความคิด สินค้าและบริการ

วิวัฒนาการแนวความคิดการตลาด
-แนวความคิดด้านการผลิต
-แนวความคิดด้านตัวผลิตภัณฑ์
-แนวความคิดด้านการขาย
-แนวความคิดด้านการตลาด
-แนวความคิดการตลาดที่เกี่ยวกับสังคม

หน้าที่ทางการตลาด
-การขนส่ง: การขนส่งที่ต้นทุนต่ำ, รวดเร็ว และเหมาะกับสินค้า
-การเงิน: บริหารเงินให้อยู่ในงบที่ประมาณไว้
-การรับภาระเสี่ยงภัย: หาสาเหตุและหาทางป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น

อะไร คือ 4 P’s
ส่วนประสมทางการตลาด 4P’s

-Product สิ่งที่เสนอขายเพื่อสนองความต้องการของลูกค้า ทั้งจับต้องได้
และไม่ได้
-Goods
-Services
-Ideas

-Price การกำหนดราคาสินค้าและการตัดสินใจเรื่องการเงิน เช่น การผ่อนส่ง
สิ่ิ่งที่ต้องพิจารณาในการตั้งราคา
-ต้นทุน
-ความสามารถในการซื้อของลูกค้า
-สิ่งแวดล้อมทางการตลาด เช่น คู่แข่ง,กม.

-Place การเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตไปยังลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ซึ่งมี
กิจกรรมได้แก่
-การขนส่ง
-การคลังสินค้า / การบริหารสินค้าคงเหลือ
-การตัดสินใจเรื่องคนกลาง

-Promotion
-การโฆษณา: แจ้งข่าวของกิจการและสินค้า โดยผ่านสื่อต่างๆ และเสีย
ค่าใช้จ่าย
-การขายโดยใช้พนักงานขาย: จูงใจด้วยการเจรจา
-การส่งเสริมการขาย: เร่งการตัดสินใจซื้อ, ให้ซื้อมากขึ้น, มากขึ้น หรือให้
ทดลองใช้
-การให้ข่าวและการประชาสัมพันธ์:สร้างภาพลักษณ์








 

Create Date : 14 มิถุนายน 2553    
Last Update : 14 มิถุนายน 2553 14:04:24 น.
Counter : 201 Pageviews.  

การวิเคราะห์กรณีศึกษาบริษัท S.S.Bowling

โจทย์S.S. Bowling
ในอดีตผู้ที่เล่นหรือให้ความสนใจกับกีฬา Bowling จะมีเฉพาะกลุ่มผู้ใหญ่และนักกีฬาเท่านั้น อีกทั้งผู้ปกครองยังไม่สนับสนุนให้บุตรหลานที่เป็นวัยรุ่นมาเล่นเพราะมองว่ากีฬาชนิดนี้เป็นการพนันเช่นเดียวกับสนุ้กเกอร์ แต่ในปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป Bowling ได้รับการยอมรับว่าเป็นกีฬาที่ผ่อนคลายและให้ความบันเทิง (Entertainment) โดยจัดเป็นการเล่นเพื่อพักผ่อนและยังเป็นกีฬาของครอบครัวบางครอบครัวอีกด้วย กีฬา Bowling จึงเป็นที่นิยมมากขึ้น
บริษัท S.S. Bowling เป็นลาน Bowling ที่ก้าวเข้าสู่ตลาดก่อนคู่แข่งอื่น ปัจจุบันมีทั้งหมด 5 สาขา ตั้งอยู่ในสถานที่ที่เหมาะสม คือ ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่มีความพร้อมในด้านความบันเทิง (Entertainment) รองรับอยู่แล้วจึงสามารถดึงดูดลูกค้าได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีจุดที่เป็นปัญหา คือปัจจุบันห้างสรรพสินค้าที่มีสาขาของ S.S. Bowling ตั้งอยู่ใน ไม่ใช่เป็นแหล่งกลุ่มเป้าหมาย คือ กลุ่มผู้ใหญ่ นักศึกษา กลุ่มวัยทำงาน กลุ่มวัยรุ่นตอนปลายไปเดินเที่ยวแต่เป็นกลุ่มแม่บ้านและเด็กเป็นส่วนใหญ่ซึ่งไม่มีความต้องการใช้บริการ ในขณะที่ปัจจุบันธุรกิจประเภทนี้เกิดขึ้นมาก เช่น Bruchswich ซึ่งเป็นคู่แข่งขันรายใหญ่และตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมายไปใช้บริการมากกว่า นอกจากนี้อุปกรณ์หลักและอุปกรณ์ควบคุมต่างๆของ S.S. Bowling ไม่มีการปรับปรุงในเรื่องคุณภาพ ทำให้อุปกรณ์ดูเก่า ชำรุด ทรุดโทรม อีกทั้งการตั้งกฎ กติกา มารยาทยังไม่ค่อยรัดกุม ซึ่งแสดงถึงความไม่มีมาตรฐานในการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้บริโภคต้องประหยัดมากขึ้น ทำให้การตัดสินใจในการบริโภครอบคอบมากขึ้นและจะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุด ดังนั้น S.S. Bowling จึงถูกเปรียบเทียบกับคู่แข่งขันที่ดีกว่า เป็นผลให้ลูกค้าไม่เลือกเล่นของ S.S. Bowling ต่อไป ทำให้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา S.S. Bowling มีรายได้ลดลง
สำหรับกลยุทธ์ในการบริหารงาน S.S. Bowling จะใช้กลยุทธ์ราคาทางจิตวิทยาโดยจะตั้งราคาค่อนข้างต่ำ และมีหลายระดับราคา คือ วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-16.00 น. นักศึกษา 35 บาท คนธรรมดา 40 บาท วันจันทร์ -ศุกร์ เวลา 16.00-02.00 น. คนธรรมดา 50 บาท วันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-02.00 น. คนธรรมดา 70 บาท ทั้งนี้เพื่อดึงดูลูกค้าที่มีรายได้ระดับปานกลางและเพื่อให้นักศึกษานิยมมาเล่นมากขึ้น

1.ระบุปัญหา (Problems) และอุปสรรค (Threats) ของ S.S. Bowling
ปัญหา (Problems)
-ปัญหาของทำเลที่ตั้ง อยู่ในห้างที่ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายไปใช้บริการ
-ผู้บริหารไม่ใส่ใจในการบริหารงานและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันคู่แข่งรายอื่น
-ปัญหาด้านอุปกรณ์ ไม่มีการปรับปรุง เก่าและชำรุดทรุดโทรม ทำให้ผู้บริโภคไม่มั่นใจที่จะเข้าไปใช้บริการ เพราะไม่ปลอดภัยต่อร่างกายเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ
-ปัญหาด้านการตั้งกฎ กติกา มารยาท ไม่รัดกุม และไม่มีมาตรฐาน
-กลยุทธ์ด้านราคายังไม่เหมาะสม
-กลยุทธ์การส่งเสริมการขายยังไม่ชัดเจน
-ยังไม่มีการการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคให้ชัดเจน แบ่งเป็นแค่สองกลุ่ม คือ กลุ่มแรกคนทำงาน/แม่บ้าน กลุ่มสองนักศึกษา เรามองข้ามไปหนึ่งกลุ่มคือ กลุ่มเด็กที่ไม่มีรายได้ แต่มีอำนาจในการซื้อสูง


อุปสรรค (Threats)
-ปัญหาด้านเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ผู้บริโภคประหยัดมากขึ้น
-ปัญหาด้านการเลือกใช้บริการในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ
-ผู้บริโภคบางกลุ่ม ยังไม่ให้ความสนใจกับกีฬาทางด้านนี้มากนัก
-ผู้ปกครองบางกลุ่มยังยึดติดภาพลักษณ์ มองว่าเป็นกีฬาเพื่อการพนัน
-ผู้ปกครองบางกลุ่มมองว่าเป็นแหล่งมั่วสุมในการหนีเรียน
-เริ่มมีผู้แข่งขันมากขึ้นกว่าเดิม
-คู่แข่งขันรายอื่นๆ มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย และสถานที่ที่ดึงดูดใจลูกค้ามากกว่า

2.บอกวิธีแก้ปัญหาโดยปรับปรุงกลยุทธ์ของ S.S. Bowling
-ปัญหาของทำเลที่ตั้ง อยู่ในห้างที่ไม่ใช่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายไปใช้บริการ แก้ปัญหาด้วยปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การส่งเสริมการขาย โดยเน้นไปยังลูกค้ากลุ่มที่มาใช้บริการในห้างสรรพสินค้าแห่งนี้ ด้วยการจัดทำบัตรสมาชิก และให้ราคาพิเศษกับลูกค้ากลุ่มนี้เป็นพิเศษ และจัดให้มีการแข่งขันโยน Bowling ในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน/เลิกงาน เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นและวัยทำงาน(กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย) ให้มาใช้บริการและเมื่อลูกค้ากลุ่มหลักได้มาสัมผัส S.S. Bowling มากขึ้น โอกาสสร้างรายได้และสร้างฐานลูกค้าก็มากขึ้นไปด้วย สาเหตุที่ไม่ตัดสินใจย้ายห้างสรรพสินค้าเพราะต้องใช้ต้นทุนสูงมากในขณะที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำ ทำได้เพียงรักษาลูกค้าไว้และหากย้ายไปตั้งยังห้างสรรพสินค้าที่มีคู่แข่งขันตั้งอยู่ ตราสินค้าของ S.S. Bowling สู้คู่แข่งขันรายอื่นได้ยาก

-ผู้บริหารไม่ใส่ใจในการบริหารงานและไม่ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้ทันคู่แข่งรายอื่น แก้ปัญหาด้วยการปรับนโยบายบริหารให้สอดคล้องกับกลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้ โดยจัดให้มีกิจกรรมครอบครัว อาทิเช่น เพิ่มพื้นที่ ให้มีส่วนคาราโอเกะสำหรับคุณพ่อบ้าน และจัดกิจกรรมช่วงเย็น มีการเต้นแอโรบิค โยคะสำหรับคุณแม่บ้าน ส่วนคุณลูกๆ ก็โยน Bowling และมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำกฎกติกา วิธีการเล่นสำหรับเด็กๆที่เพิ่งเริ่มต้นสนใจกีฬานี้ เพื่อสร้างฐานลูกค้าในอนาคต

-ปัญหาด้านอุปกรณ์ ไม่มีการปรับปรุง เก่าและชำรุดทรุดโทรม ทำให้ผู้บริโภคไม่มั่นใจที่จะเข้าไปใช้บริการ เพราะไม่ปลอดภัยต่อร่างกายและเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ แก้ปัญหาโดยการปรับปรุง ซ่อมแซม สำหรับอุปกรณ์ส่วนที่ไม่เสียหายมากและยังใช้งานได้อยู่ เปลี่ยนใหม่สำหรับอุปกรณ์ที่ชำรุดจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ เราเลือกที่จะไม่ใช้การเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดเพราะจะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะในยุคข้าวยากหมากแพง จะไม่คุ้มกับการปรับปรุงครั้งนี้ เราเลือกที่จะปรับปรุงรูปแบบสถานที่ให้ดูทันสมัย ใช้สีสันสดใสในบรรยากาศที่ผ่อนคลายเข้ามาช่วยดึงดูดลูกค้า

-เพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าด้วยการทำประกันอุบัติเหตุในโยน Bowling ให้กลุ่มลูกค้าที่เป็นสมาชิกเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มผู้ปกครองที่มีความห่วงใยในความปลอดภัยของบุตรหลาน

-ปรับกฎ กติกา มารยาท ให้รัดกุมมากขึ้นและให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด พร้อมกับมีป้ายบ่งชี้ชัดเจน ติดตั้งในตำแหน่งที่ผู้ใช้บริการเห็นได้ชัด ทั้งป้ายภาษาไทยและภาษาอังกฤษ รวมถึงจัดพนักงานค่อยชี้แจงและให้คำแนะนำแก่ลูกค้าด้วย

-กลยุทธ์ด้านราคายังไม่เหมาะสม นโยบายราคาไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะการตั้งราคาสำหรับนักศึกษา วันจันทร์-ศุกร์ ช่วงเวลา 10.00-16.00 น. จะไม่ช่วยในการเพิ่มยอดขายได้ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่นักศึกษาส่วนใหญ่ต้องไปเรียนหนังสือ ควรกำหนดกลยุทธ์ด้านราคาใหม่

-กลยุทธ์การส่งเสริมการขายไม่ชัดเจน กำหนดกลยุทธ์การขาย ลดแลกแจกแถม คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจซื้อบริการเพิ่มขึ้นของลูกค้า

-ยังไม่มีการการแบ่งกลุ่มผู้บริโภคให้ชัดเจน แบ่งเป็นแค่สองกลุ่ม คือ กลุ่มแรกคนทำงาน/แม่บ้าน กลุ่มสองนักศึกษา เรามองข้ามไปหนึ่งกลุ่มคือ กลุ่มเด็กที่ไม่มีรายได้ แต่มีอำนาจในการซื้อสูง

กลุ่มผู้บริโภค ระดับช่วงอายุ
กลุ่มนักกีฬา 15 ปีขึ้นไป
กลุ่มแม่บ้าน 35 ปีขึ้นไป
กลุ่มพ่อบ้าน 35 ปีขึ้นไป
กลุ่มคนวัยทำงาน 25 ปี
กลุ่มวัยรุ่น 15 ปี
กลุ่มเด็ก ต่ำกว่า 15 ปี


-ในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้บริโภคมีความระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น ควรปรับกลยุทธ์ทางด้านราคาให้เหมาะสม เพื่อเพิ่มจำนวนการใช้บริการของกลุ่มลูกค้า


-ส่งเสริมการขายไปด้วยพร้อมๆกัน อาทิเช่น การสะสมสติกเกอร์เพื่อแลกของรางวัลหรือส่วนลดในครั้งถัดไป และอื่นๆดังนี้

การส่งเสริมการขาย รูปแบบ
สะสมสติกเกอร์ เล่น 3 เกม จะได้รับสติกเกอร์ หนึ่งดวง สะสมครบ 5 ดวง แลกรับของรางวัล ตุ๊กตารูปพินโดยติดแบรนด์ เอส เอส โบลิ่ง หรือแลกเป็นคูปองเล่นฟรี 1 เกมในครั้งถัดไป(คูปองสามารถใช้ได้ทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์)

การส่งเสริมการขาย รูปแบบ
คูปองส่วนลด จัดโปรโมชั่นร่วมกันห้างสรรพสินค้า ซื้อสินค้าครบ 600 บาท ได้รับคูปองส่วนลด 20 บาท/เกม (คูปองสามารถใช้ในช่วงเวลาที่กำหนดเท่านั้น)

การส่งเสริมการขาย รูปแบบ
ทำบัตรสมาชิก ค่าสมัครบัตร 300 บาท จะได้รับประกันอุบัติเหตุในการใช้บริการของ S.S Bowling ตลอดอายุบัตรสมาชิก อายุบัตรสมาชิก 1 ปี อภิสิทธิ์พิเศษสำหรับสมาชิก จะได้รับส่วนลด10% จากราคาค่าเกมปกติ (ไม่รวมโปรโมชั่นเหมาจ่าย) ส่วนลดนี้รวมถึงการซื้ออุปกรณ์กีฬาจากทาง S.S Bowling Shop ด้วย ,ได้รับสติเกอร์ดับเบิ้ล เล่น 3 เกม จะได้รับสติกเกอร์ 2 ดวง

การส่งเสริมการขาย รูปแบบ
จัดการแข่งขัน จัดการแข่งขันทุกปี ปีละหนึ่งครั้ง “โบว์ลิ่ง ทัวร์นาเม้น ออฟ เดอะแชมเปี้ยน” โดยมีเงินรางวัล 1 ล้านบาทสำหรับผู้ชนะเลิศ โดยกิจกรรมนี้ร่วมกับผู้ค้ารายใหญ่ๆ อาทิเช่น เครื่องดื่มบำรุงกำลัง ห้างสรรพสินค้า ต่างๆ เพื่อเป็นการสร้างชื่อเสียง และให้กลุ่มผู้บริโภคสนใจกีฬาโบว์ลิ่ง และหมั่นฝึกซ้อมเพื่อจะลงแข่งขันในรายการต่างๆที่จัดขึ้น

3. ท่านคิดว่า S.S. Bowling ใช้กลยุทธ์ด้านราคา (Price strategy) อย่างไรและเหมาะสมหรือไม่

-คิดว่าไม่เหมาะสม ในปัจจุบันมีการแข่งขันกันทุกด้านโดยเฉพาะเรื่องราคา หากเรากำหนดราคาสูงไป จะทำให้ลูกค้าหันไปใช้บริการของคู่แข่งขันที่ราคาถูกกว่า สถานที่ และการบริการที่ดีกว่า ปัจจุบันนโยบายราคาไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้ใช้บริการ ควรจะทำการปรับเปลี่ยนช่วงวันเวลาและกำหนดราคาใหม่ให้สอดคล้องกับการใช้บริการ โดยใช้กลยุทธ์เหมาจ่ายเพื่อเพิ่มความดึงดูดลูกค้าในกลุ่มต่างๆ ในช่วงเวลาดังนี้

สำหรับบุคคลทั่วไป อาทิเช่น กลุ่มนักกีฬา กลุ่มแม่บ้าน,พ่อบ้าน และกลุ่มคนทำงาน

วัน เวลา ราคา/เกม
จันทร์-ศุกร์ 10.00-14.00 น. 3 เกม 100 บาท
15.00-17.00 น. 50 บาท
18.00-02.00 น. เหมาจ่ายคนละ 200 บาท

เสาร์-อาทิตย์ 10.00-14.00 น. 70 บาท
15.00-17.00 น. 100 บาท
18.00-02.00 น. เหมาจ่ายคนละ 250 บาท

วันจันทร์-วันศุกร์ ช่วงเวลาเช้าถึงบ่าย 10.00-14.00 น. ของคุณแม่บ้าน จะว่างก็ต่อเมื่อคุณพ่อบ้านไปทำงานและลูกๆไปโรงเรียน และเสร็จจากภารกิจประจำวันที่บ้านจึงเป็นช่วงเวลาออกมาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่ห้างสรรพสินค้า ดังนั้นเราจึงใช้กลยุทธ์ราคา 3 เกม 100 บาท เพื่อกระตุ้นให้ผู้บริโภคมาใช้บริการในช่วงเวลาดังกล่าว ช่วงเย็น 15.00-17.00 น. กำหนดราคา 50 บาท และช่วงเวลา 18.00-02.00 น.ตั้งราคาเพื่อดึงดูดโดยใช้กลยุทธ์เหมาจ่าย คนละ 200 บาท เพราะเป็นช่วงเวลาที่เราเสริมกิจกรรมหลายอย่าง ทั้งแอโรบิค , โยคะ เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนในครอบครัวมาใช้บริการได้พร้อมๆกัน
วันเสาร์-วันอาทิตย์ ช่วงเวลาวันหยุดพักผ่อน ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา และใช้กีฬาโบว์ลิ่งเป็นการทำกิจกรรมพักผ่อนด้วยกัน ในช่วงเวลา 10.00-14.00 น. ทุกคนต้องทำภารกิจประจำวันก่อนออกจากบ้าน จึงกำหนดราคาไม่สูงมาก ราคา 70 บาท/เกม ในช่วงเวลา 15.00-17.00 น. จึงตั้งราคาเป็นเกมละ 100 บาท เพราะช่วงเวลานี้จะมีผู้มาใช้บริการมากกว่าช่วงเวลาอื่น และช่วงเวลา 18.00-02.00 น. ลูกค้ากลุ่มนี้ต้องกลับบ้าน จึงใช้กลยุทธ์เหมาจ่าย คนละ 250 บาท ดึงดูดกลุ่มลูกค้าไว้ เพราะจะคุ้มกว่าจ่ายค่าเกมปกติ

สำหรับนักเรียน/นักศึกษา
วัน เวลา ราคา/เกม
จันทร์-ศุกร์ 10.00-14.00 น. เหมาจ่ายคนละ 150 บาท
15.00-02.00 น. 3 เกม 100 บาท
เสาร์-อาทิตย์ 10.00-14.00 น. 50 บาท
15.00-02.00 น. เหมาจ่ายคนละ 200 บาท
วันจันทร์-วันศุกร์ ช่วงเวลาที่นักศึกษาไปเรียนหนังสือ ลูกค้ากลุ่มนี้จึงน้อยที่จะเข้ามาซื้อบริการ ตั้งราคาเพื่อดึงดูดโดยใช้กลยุทธ์เหมาจ่าย และช่วงเย็นหลังเลิกเรียนกำหนดราคาเป็น 3 เกม 100 บาท
วันเสาร์-วันอาทิตย์ ช่วงเวลาเช้าถึงบ่าย จะเป็นช่วงเวลาที่เด็กวัยรุ่นออกมานัดพบปะสังสรรค์กัน และลานโบว์ลิ่งก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ลูกค้ากลุ่มนี้ใช้ในการนัดพบและทำกิจกรรมร่วมกัน จึงตั้งราคาเป็นเกมละ 50 บาท และช่วงเย็นลูกค้ากลุ่มนี้ต้องกลับบ้าน จึงใช้กลยุทธ์เหมาจ่ายดึงดูดกลุ่มลูกค้าไว้

4. จงวิเคราะห์ว่า S.S. Bowling อยู่ในวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle ; PLC) ขั้นใด ควรใช้กลยุทธ์อย่างไร
-Product Life Cycle ; PLC แบ่งออกเป็น 4 ขั้น คือ
1)ขั้นแนะนำ (Introduction)
2)ขั้นเจริญเติบโต (Growth)
3)ขั้นเจริญเติบโตเต็มที่ (Maturity) และ
4)ขั้นตกต่ำ (Decline)

คิดว่าน่าจะอยู่ในขั้นเจริญเติบโต(Growth) ช่วงเวลาที่ตลาดยอมรับสินค้าอย่างรวดเร็ว และผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย เพราะผู้บริโภคได้ปรับเปลี่ยนความคิดที่มีต่อ Bowling และได้รับการยอมรับว่าเป็นกีฬาที่ผ่อนคลายและให้ความบันเทิง (Entertainment) โดยจัดเป็นการเล่นเพื่อพักผ่อนและยังเป็นกีฬาของครอบครัวบางครอบครัว และลูกค้าในยุคปัจจุบันต้องการบริการที่มากขึ้นกว่าบริการหลัก
เห็นได้จากแบบสำรวจความคิดเห็น จาก http://www.bowlingthailand.com ดังนี้
-บริการใดๆที่คุณต้องการให้มีใน โบว์ลิ่ง เซนเตอร์มากที่สุด (21705)
โบว์ลิ่ง เธค และความบันเทิง (3886) 17.90%
โบว์ลิ่ง กีฬาและนันทนาการ (3644) 16.79%
ร้านขายอุปกรณ์ โบว์ลิ่ง (4418) 20.35%
โค้ชประจำ โบว์ลิ่ง เซนเตอร์ (3273) 15.08%
กิจกรรมการแข่งขัน โบว์ลิ่ง สัมพันธ์ (3619) 16.67%
บริการวิทยาศาสตร์การกีฬา (2865) 13.20%

ควรใช้ กลยุทธ์การตลาดขั้นเจริญเติบโต (Marketing Strategies : Growth stage) บริษัทต้องใช้หลายกลยุทธ์ในขั้นเจริญเติบโต เพื่อรักษาการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดให้คงไว้ ดังนี้
1)ปรับปรุงรูปแบบการให้บริการ นอกจากจะเป็นกีฬาแล้วก็เพิ่มความบันเทิงเข้าไป ด้วยแสง สี เสียง
2)จัดพื้นที่ให้มีร้านค้าอุปกรณ์กีฬาโบว์ลิ่งไว้รองรับความต้องการของลูกค้า
3)ปรับปรุง ซ่อมแซม เปลี่ยนใหม่สำหรับอุปกรณ์ เพื่อความทันสมัย
4)ปรับปรุงรูปแบบสถานที่ ใช้สีสันสดใสในบรรยากาศที่ผ่อนคลาย
5)เพิ่มการทำประกันอุบัติเหตุในการโยน Bowling ให้กลุ่มลูกค้าที่เป็นสมาชิกเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้า
6)จัดกิจกรรมการแข่งขันโยน Bowling ในช่วงเย็นหลังเลิกเรียน/เลิกงาน
7)การจัดทำบัตรสมาชิก และให้ราคาพิเศษกับลูกค้ากลุ่มนี้เป็นพิเศษพร้อมด้วยการทำประกันดังที่กล่าวมาแล้ว
8)เพิ่มการบริการมากกว่าบริการหลัก จัดให้มีพื้นที่ส่วนคาราโอเกะ, จัดกิจกรรมช่วงเย็น มีการเต้นแอโรบิค , โยคะ และมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำกฎกติกา วิธีการเล่นสำหรับเด็กๆที่เพิ่งเริ่มต้นสนใจกีฬานี้ เพื่อสร้างฐานลูกค้าในอนาคต

กลุ่มผู้บริโภค จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย
กลุ่มนักกีฬา กำหนดวันธรรมดา วันจันทร์/อังคาร เปิดไปสว่าง สำหรับกลุ่มนี้โดยเฉพาะ
กลุ่มแม่บ้าน ,กลุ่มพ่อบ้าน เต้นแอโรบิค , โยคะ จัดให้มีพื้นที่ส่วนคาราโอเกะ
กลุ่มคนวัยทำงาน จัดการแข่งขันช่วงหลังเลิกงาน
กลุ่มวัยรุ่น เพิ่มแสงสีเปิดไฟแบบ Cosmic และเพิ่ม
เสียง โดยเฉพาะเพลงสนุกๆ
กลุ่มเด็ก มีโค้ชคอยให้คำแนะนำ วิธีการเล่น กฏกติกาการเล่นต่างๆ

5. S.S. Bowling ควรใช้กลยุทธ์หลัก (Grand strategies) ซึ่งประกอบไปด้วย อย่างไรบ้างจงอธิบาย
1)กลยุทธ์การเจริญเติบโต (Growth Strategies) จุดประสงค์เพื่อเพิ่มยอดขาย ,สร้างส่วนแบ่งทางการตลาด , ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยขององค์กรให้น้อยลง เพื่อสร้างความอยู่รอด ในกรณีการแข่งขันรุนแรง
ลักษณะของกลยุทธ์การขยายตัว นั้นสามารถแบ่งย่อยได้เป็น 5 แบบได้แก่
1.กลยุทธ์การขยายตัวจากภายในองค์กร (Internal Growth)
1)ในอุตสาหกรรมเดิม
2)ในอุตสาหกรรมใหม่
ตามแนวดิ่ง (Vertical Growth)
-ลักษณะย้อนหลัง (Backward Vertical Growth)
-ลักษณะไปข้างหน้า (Forward Vertical Growth)
ตามแนวราบ (Horizontal Growth)
-สัมพันธ์กับธุรกิจเดิม (Concentric / Related Diversification)
-ไม่สัมพันธ์กับธุรกิจเดิม (Conglomerate / Unrelated Diversification)
2.กลยุทธ์การขยายตัวจากภายนอกองค์กร ตามแนวราบ
3.กลยุทธ์การขยายตัวจากภายนอกในแนวดิ่งหรือแนวตั้ง
4.กลยุทธ์การขยายตัวโดยการควบและซื้อกิจการ
5.กลยุทธ์การขยายตัวโดยการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ
2)กลยุทธ์ความคงที่ (Stability strategies)
-ถ้าการขยายกิจการส่งผลให้ลงทุนมากกว่ากำไรที่จะได้รับ
-เกิดขึ้นเมื่อองค์กรธุรกิจเป็นผู้นำในอุตสาหกรรม และใช้กลยุทธ์การคงตัวเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็น Monopoly
-ในองค์กรขนาดเล็กที่มีสินค้าและบริการเฉพาะตัว ใช้กลยุทธ์คงตัวเนื่องจากต้องการรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการไว้

3)กลยุทธ์การตัดทอน (Retrenchment strategies) เหมาะสมที่จะนำมาใช้เมื่อการดำเนินงานอยู่ในสภาวะที่ไม่น่าพึงพอใจหรือเพื่อความอยู่รอดขององค์กร




เลือกกลยุทธ์การเจริญเติบโต (Growth Strategies) กลยุทธ์การขยายตัวจากภายในองค์กร (Internal Growth) ในอุตสาหกรรมเดิม เพราะเป็นกีฬาที่ได้รับการยอมรับได้ไม่นานนัก ยังมีลูกค้าบางกลุ่มยังไม่เปลี่ยนความคิดเดิม แต่ส่วนใหญ่ก็มองว่าเป็นกีฬาเพื่อการผ่อนคลาย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่ให้ความสนใจกับกีฬาโบว์ลิ่ง และเลือกลานโบว์ลิ่งเป็นที่นัดพบปะสังสรรค์กันในช่วงเย็นวันธรรมดาและวันหยุด จึงมุ่งเน้นกลยุทธ์ไปที่บริการหลักดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น รวมไปถึงการเพิ่มบริการอื่นๆเพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ยังไม่เคยใช้บริการ เพื่อให้หันมาสนใจที่จะใช้บริการ พร้อมกับเพิ่มความแตกต่างด้วยการประกันอุบัติเหตุสำหรับลูกค้าที่เป็นสมาชิก S.S. Bowling พร้อมบริการทั้งครอบครัวและทุกวัยของครอบครัว และยังเป็นการส่งเสริมให้ครอบครัวได้ทำกิจกรรมร่วมกัน สานสายสัมพันธ์ความรักของครอบครัว
นาทีนี้เราคงจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเราอยู่ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังตกต่ำ การที่เรานำเสนอผลิตภัณฑ์หลักอย่างเดียวคงไม่เพียงพอแล้ว ตลอดจนพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปจากเดิม หันมาใส่ใจรักสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การเลือกที่จะบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ทำให้เราเล็งเห็นว่า เราควรเพิ่มการบริการในพื้นที่ที่เรามีอยู่อย่างจำกัดและพยายามจะใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กิจกรรมโยคะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่หลายกลุ่มให้ความสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มแม่บ้าน นักศึกษา สาวออฟฟิต จัดให้มีกิจกรรมช่วงเย็น จากนั้นเราก็ใช้พื้นที่เดิมในการทำกิจกรรมแอโรบิคต่อจากช่วงเวลาโยคะ และแบ่งโซนเล็กๆสำหรับวาง ตู้คาราโอเกะ โดยเน้นสำหรับกลุ่มพ่อบ้าน ที่มารอแม่บ้านทำกิจกรรม โยคะ แอโรบิค ส่วนกลุ่มบุตรหลานก็มุมลานโบว์ลิ่ง โดยจัดให้มีโค้ชสอนวิธีการเล่น กฎกิติกาต่างๆ สำหรับกลุ่มเด็กที่เพิ่งเริ่มต้นเล่น หรือบุคคลทั่วไปด้วย




 

Create Date : 09 สิงหาคม 2552    
Last Update : 9 สิงหาคม 2552 22:07:13 น.
Counter : 2638 Pageviews.  


zakana7884
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เพื่อนสำคัญเสมอ ฉันจะรักษามิตรภาพระหว่าง
เพื่อนให้ดีที่สุด และคุณคือเพื่อนของฉันในตอนนี้

เกี่ยวกับฉัน..ฉันชอบอ่านหนังสือ ท่องเที่ยว
ท่องโลกอินเตอร์เน็ต แลกเปลี่ยนความคิดเห็น
เพื่อเปิดโลกทรรศในมุมมอง 360 องศา
เมื่อใดที่ฉันว่างเว้นสิ่งอื่นใด ก็จะเข้าสู่สภากาแฟฯ
แห่งนี้ บ้างอ่าน บ้างแสดงความคิดเห็น แล้วแต่
โอกาสจะอำนวยคะ

ขอบคุณโลกออนไลน์ที่ทำให้เราเป็นเพื่อนกันได้

lozocat
free counters
Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add zakana7884's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.