WELCOME! WELCOME! and WELCOME!
Group Blog
 
All blogs
 

M Scene นิตยสารภาพยนตร์รายเดือนเล่มใหม่ (โดยเพื่อนของข้าพเจ้าเอง)

ก่อนอื่นเลย ใครจะหาว่าดิฉันอู้ ไม่ยอมมาอัปบล็อกซักที ก็ต้องของสารภาพกันเลยว่า... อู้จริง! แต่ส่วนนึง เป็นเพราะพักนี้ไม่ค่อยได้ออกไปไหนสักเท่าไหร่ ประเด็นน่าสนใจที่พอจะหยิบยกมาเขียนได้จึงไม่ค่อยจะมี ไอ้ครั้นจะหยิบเรื่องหนังมาเขียนรึ... ก็ไม่สันทัดในเรื่องของการวิจารณ์หนังเอาเสียเลย แถมเขียนไปเขียนมาก็ต้องมาคอยพะวงอีกว่า จะสปอยล์ให้มีการเสียอารมณ์กันหรือเปล่า เพราะใจจริงก็ไม่อยากจะเขียนอะไรแล้ว ทำให้คนรีรอไม่อยากเข้ามาอ่าน เพราะกลัวจะถูกสปอยล์นั่นล่ะ... ก็เลยเลี่ยงไม่เขียนถึงในรายละเอียด แต่อาจจะมีเกริ่นๆตามความชอบส่วนตัวบ้างพอประปรายก็แล้วกัน

เมื่อวานนี้ เรามีโอกาสได้ไปร่วมงานเปิดตัวนิตยสารเล่มใหม่ที่เขาเคลมมาว่าเป็น นิตยสารสาระบันเทิงภาพยนตร์รายเดือน ที่ใช้ชื่อว่า M Scene ความสนใจของเราคงอยู่ในระดับสนใจธรรมดา ตามประสาคนอยูในแวดวงดูหนังฟังเพลง หากแต่ว่านิตยสารเล่มนี้เป็นผลงานจากการทุ่มเทของ ศรีวิการ์ สันติสุข เพื่อนผู้ร่วมหัวจมท้ายกันมายาวนานตั้งแต่สมัยเป็นนักข่าวประจำนิตยสารเพลงในยุคเฟื่องฟูของเราคนหนึ่ง เราก็เลยให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ ค่าที่ว่า เพื่อนฉันทำเอง! ไง

ในยุคที่นิตยสารหนังและเพลง (โดยเฉพาะเพลง) หงอยเหงาเหลือใจ ส่วนหนึ่งก็ด้วยเพราะเทคโนโลยีเดี๋ยวนี้ ทำให้การหาอ่านข้อมูลต่างๆเป็นเรื่องที่ง่ายดายไปเสียหมด เมื่อมีนิตยสารอะไรออกมาซักเล่มก็ย่อมน่าจะเป็นที่จับตามองมากหน่อยเป็นธรรมดา เพราะจะว่าไป การออกนิตยสารใหม่ก็ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่สวนกระแสอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น M Scene ก็ไม่ใช่นิตยสารที่เหมือนกับเล่มอื่นๆทั่วไป นั่นก็เพราะ มันเป็นนิตยสารแจกฟรี สำหรับลูกค้าที่ชม

ภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์กรุ๊ปทั้ง 4 แบรนด์ ที่รวมแล้วมี 35 สาขา อันได้แก่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์, อีจีวี, พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และ เอสพลานาด ซีนีเพล็กซ์ โดยจำนวนของการพิมพ์แต่ละครั้งนั้นมากถึง 2 แสนเล่มทีเดียว โดยกำหนกแจกก็คือทุกวันพฤหัสบดีที่ 2 ของเดือน โดยฉบับแรกก็คือ ฉบับวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ (หาหยิบได้จากเคาน์เตอร์ขายตั๋วนั่นแล)

หากใครยังจำได้ ช่วงหนึ่งเราก็มีนิตยสารเกี่ยวกับหนังแจกฟรีขนาดเล็กมาแล้วก่อนหน้านี้เล่มนึง นั่นก็คือ Tick a Seat ไม่นาน หนังสือเล่มที่ว่านี้ก็หายไป แต่ก็เข้าใจได้ว่า ตัว Tick a Seat เองนั้น ไม่ค่อยมีความน่าสนใจมากนักแม้ว่าจะแจกฟรี แต่เมื่อเทียบกับนิตยสารอื่นๆที่วางขายกันอยู่บนแผงในราคาที่ไม่แพง อีกทั้งยังมีข้อมูลอัปเดตมากกว่า มีหรือจะสู้ได้ เอาเข้าจริงๆ ก็จะเห็นได้ว่า คนดูหนังนั้นไม่เกี่ยงที่จะจ่ายเงินเพื่อนิตยสารดีๆซักเล่ม แต่หากนิตยสารใดทำไม่ถึงและไม่ดีจริง ต่อให้แจกฟรี คนก็ไม่สนใจ...

หันกลับมาดู M Scene กันบ้าง ขอออกตัวว่านี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ เห็นได้ชัดว่าคุณภาพการผลิตนั้นดีเอาการทีเดียว สำหรับเล่มแรกที่มีปกเป็นหนัง Harry Potter ภาคล่าสุด อันนี้หายห่วงเพราะแฟนของพ่อมดหนุ่มนั้นมีไม่น้อย ก็ดึงดูดใจชวนให้หยิบมาอ่านและเก็บเอาไว้ไม่น้อยอยู่ เนื้อหาข้างใน ขออนุญาตไม่ลงรายละเอียดมากนัก เพราะใจจริงก็นึกอยากให้ได้ไปหยิบอ่านกันดู พิสูจน์ให้เห็นกันไปเลยดีกว่า

แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าเนื้อหาข้างใน ไม่ได้มีแต่เพียงเรื่องของภาพยนตร์ใหม่ๆในรอบเดือนที่เรียงคิวเข้ามาให้อัปเดตกันแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีสกู๊ปที่น่าสนใจเกี่ยวกับแวดวงภาพยนตร์ให้พอได้อ่านสนุกและเป็นความรู้ได้ด้วย นอกจากนั้นยังมีเรื่องของไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจ รวมไปถึงเรื่องของแวดวงดนตรีต่างประเทศที่ปัจจุบันหานิตยสารเกี่ยวกับแวดวงดนตรีเหล่านี้ได้น้อยจนน่าใจหาย แต่ก็อย่างว่า นี่คือทีมงานที่เคยทำนิตยสารดนตรีสุดเปรี้ยวอย่าง POP มาก่อน จึงรับประกันได้เลยว่า เนื้อหาที่อยู่ในนิตยสารเล่มนี้ เกิดจากมันสมองและสองมือของคนที่มีใจรักหนังและเพลงอย่างแท้จริง ก็แหม... เพื่อนๆกัน ทำไมจะไม่รู้เล่า!

ถ้าถามเราในฐานะที่เป็นทำหนังสือมาก่อน ก็อยากจะให้หนังสือเล่มนี้อยู่ไปได้นานๆ เพราะคนทำตั้งใจ เนื้อหาของหนังสือก็ดี เข้าขั้นน่าเก็บสะสม เวลาที่ได้ยินว่ามีหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ปิดตัว มันอดใจหายไม่ได้เลย แต่ถ้าให้พูดในฐานะเพื่อน เราก็อยากเห็นเพื่อนประสบความสำเร็จกับงานที่มันรักและตั้งใจทำจริงๆ เพราะนี่ก็เป็นกำลังใจให้กันมาตลอด เพราะนอกจากจะได้ทำงานในแวดวงเดียวกัน เห็นหน้ากันทุกบ่อยๆ แถมยังตกงานเหมือนๆกัน ดวงหน้าที่การงานตกต่ำในช่วงเดียว กัน มาถึงตอนนี้ ต่างคนต่างก็มีงานเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้ง เราอาจจะไม่ได้ทำอยู่ในแวดวงหนังสือ แต่ก็ยังได้ขีดๆเขียนๆอะไรอย่างที่ชอบ ส่วนเพื่อนก็ได้กลับมาทำนิตยสารอีกครั้ง แม้จะยังไม่รู้ว่าผลตอบรับจะเป็นยังไงก็ตาม ก็อยากจะเป็นกำลังใจและเอาใจช่วยเพื่อนเสมอ (จริงๆนะแก)

เอาเป็นว่าถ้าใครได้เห็น M Scene วางอยู่ตามจุดต่างๆบริเวณหน้าโรงหนัง ก็ลองหยิบขึ้นมาอ่านดู คุณอาจจะชอบหรือไม่ชอบ แต่อย่างน้อยคนทำคงดีใจที่ได้เห็นว่าผลงานที่ตั้งใจทำออกมา มีคนให้ความสนใจ คนทำงานก็จะได้มีกำลังใจทำอะไรดีๆสนุกๆออกมาให้ได้อ่านกันอีกเรื่อยๆเนาะ...




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 30 มิถุนายน 2552 2:05:24 น.
Counter : 262 Pageviews.  

Bakery & I กับ อุดมสุข หนังสือดีๆที่เพิ่งอ่านจบ

ขอสารภาพถึงความขี้เกียจที่เกิดขึ้นในช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้หน่อยเถอะ ไม่รู้เป็นอะไร เกิดออาการเบื่อโน่นเบื่อนี่ขึ้นมาชนิดติดหมัด พาลให้หมดอารมณ์ที่จะอัปเดตบล็อกของตัวเองขึ้นมาอย่างไม่น่าให้อภัย ขนาดว่าไปดูโชว์ของ Flure มาก็ไม่น้อย น่าเขียนถึงออกจะขนาดนั้น ยังหนืดๆเนือยๆได้เลย ความรู้สึกนี้หลังๆนี่มาบ่อย ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ดีเลยจริงๆ ก็เลยใช้วิธีหาแรงบันดาลใจในการลงมือเขียนอะไรสักอย่าง ด้วยวิธีที่มักจะได้ผลเสมอ นั่นก็คือ การหาหนังสือมาอ่านนั่นเอง

ต้องขอบอกก่อนเลยว่า เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือมาก เดือนๆนึงจะต้องแบ่งเงินเอาไว้ต่างหากเพื่อตั้งเป็นงบสำหรับซื้อหนังสืออย่างเดียวนี่แหละ ข้อดีของเราก็คืออ่านหนังสือได้เร็ว อ่านได้เยอะ ข้อเสียคือสิ้นเปลืองเป็นบ้า แต่จะให้ทำยังไงได้เคยคิดอยู่เหมือนกันว่า คนที่ชอบอ่านหนังสือมากๆ เนี่ย บางทีมันก็คล้ายกับคนที่ชอบช็อปปิ้งนั่นแหละ เพียงแต่ชอบกันคนละอย่างเท่านั้นเอง มันก็เสียเงินเหมือนกันน่ะ

อ่ะ มาเข้าเรื่องหนังสือที่เพิ่งอ่านจบแล้วสักหน่อย เล่มแรกก็คือ Bakery & I ที่เขียนโดยคุณสุกี้ หรือ คุณกมล สุโกศล แคลปป์ โดยมี พีรภัทร โพธิสารัตนะ เป็นผู้เรียบเรียงอีกที ส่วนอีกเล่มนี่คือ เพิ่งไปสอยมาจากร้าน Kinokuniya มาแบบสดๆร้อนๆ คือ อุดมสุข เล่มนี้ที่หยิบขึ้นมาทีแรกก็เพราะหน้าปกสีแดงมันโดดเด่น บวกกับตัวการ์ตูนหน้าตาประหลาดๆนั่นล่ะ มาสะดุดใจตรงที่มันเป็นหนังสือการ์ตูน (ฝีมือคนไทย) นั่นเอง ถามว่าวาดสวยมั้ย คงไม่สวยในมาตรฐานของคนที่ชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นหรือการ์ตูนมาร์เวลส์หรอก แต่ว่ามันมีเสน่ห์ชวนให้ดึงดูดใจแบบบอกไม่ถูก พอเปิดอ่านไปได้ 10 หน้า ก็เลยตัดสินใจซื้อทันที


Bekery & I ปกขาวมาเลย


อุดมสุข ปกแด๊งแดง

พูดถึงหนังสือเล่มแรกก่อน Bakery & I เนี่ย เห็นบนแผงปุ๊ปก็ตัดสินใจซื้อเลย เพราะ.... โอ... เหตุผลมันทับซ้อนกันมากมายหลายชั้นมากเลย คือสำหรับคนที่เติบโตขึ้นมาในยุคของ ค่าย Bakery เบ่งบานเนี่ย ย่อมรู้สึกผูกพันกับค่ายขนมปังนี้อยู่ไม่น้อย เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยฝันเอาไว้ว่าอยากทำงานในค่ายดนตรี และ Bakery ก็คือค่ายนึงที่เราเคยไปเขียนใบสมัครทิ้งเอาไว้ แม้จะไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก ก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจแต่อย่างใด เพราะในที่สุดเราก็ได้เข้าทำงานกับค่ายเพลงสากลค่ายหนึ่งอยู่ดี แม้จะเป็นระยะเวลาเพียงหนึ่งปีเท่านั้นก็ตาม อีกเหตุผลนึงที่สำคัญก็คือ ตลอดชีวิตการทำงานที่ผ่านมาของเรา ก็ได้วนเวียนอยู่ในโลกของเสียงเพลงมาโดยตลอด ถึงวันนี้ก็ครบ 10 ปีเต็มเข้าไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการทำงานในค่ายเพลงสากล การได้ทำงานนิตยสารเกี่ยวกับดนตรีนานถึง 7 ปีกว่าๆ และการได้เข้ามาทำงานอยู่ในค่ายเพลงไทยแห่งหนึ่งในตอนนี้ แม้จะไม่ได้อยู่ในฐานะคนทำหนังสืออีกต่อไป แต่เราก็ยังวนเวียนอยู่ในวงการนี้ ชนิดแยกไม่ออก และจนทุกวันนี้ก็ยังมีความสุขกับมันมาตลอด

เราไม่รู้จักคุณสุกี้เป็นการส่วนตัว แต่รู้จักพูดคุยกับคุณน้อยในฐานะที่เป็นสามีของ Melanie เนื่องจากเรากับ Melanie เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานานหลายปี ในสายตาของเรา คุณสุกี้ จึงเป็นผู้บริหารที่เรารู้สึกของเราเองแหละว่า เก่ง กล้า และบ้าพลังเป็นอย่างยิ่ง แต่ขอสารภาพว่า ชอบแกมากขึ้นอีกเป็นอักโขเมื่อแกมาเล่นดนตรีในฐานะมือกีตาร์ของวง พรู ดังนั้นการเสียเงินเพียง 190 บาทเพื่อแลกกับการได้รู้จักบุคคลที่น่าสนใจในมิติที่ลึกซึ้งมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างยิ่ง อ่านจบแล้ว รู้สึกเลยว่าโคตรคุ้ม!

ใครที่อยากรู้จัก Bakery ตั้งแต่ต้นจนจบอย่างละเอียด นี่คือหนังสือที่จะตอบโจทย์ได้ค่อนข้างจะสมบูรณ์มาก ไม่เพียงแต่เราจะได้เข้าใจถึงสถานการณ์ของวงการดนตรีในประเทศไทยตามสายตาและมุมมองของคุณสุกี้ในช่วงระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้ ยังเหมือนได้รู้จักคุณสุกี้ในฐานะที่เป็นคนคนหนึ่ง รายละเอียดต่างๆขอไม่เล่า เพราะอยากให้ได้อ่านกันเองดีกว่า หนังสือเล่มนี้หนาถึงสามร้อยกว่าหน้า ใครที่กลัวว่าจะเป็นภาษาอังกฤษทั้งเล่มหรือเปล่า หายห่วง เพราะเนื้อหาเป็นภาษาไทย ซึ่งอันนี้ต้องยกความดีส่วนหนึ่งให้กับผู้เรียบเรียง เพราะ ตลอดเวลาที่อ่านหนังสือเล่มนี้นั้น มีความรู้สึกเหมือนคุณสุกี้กำลังนั่งเล่าเรื่องให้ฟังไม่มีผิด ส่วนที่เป็นภาษาอังกฤษนั้น มีเฉพาะในส่วน Prolgue และ Epilogue ที่เป็นเมสเสจโดยตรงของคุณสุกี้จริงๆเท่านั้นเอง แล้วว่าตามตรง ก็ไม่ได้อ่านเข้าใจยากเลยนะ

ไม่ว่าแฟนหรือคนที่ไม่ใช่แฟน แต่ว่าติดตามความเป็นไปที่เกิดขึ้นในแวดวงดนตรีไทยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็ไม่น่าจะพลาดหนังสือเล่มนี้ เพราะเอาเข้าจริงเราว่าได้ความรู้อะไรต่างๆไปไม่น้อยเลย อย่างน้อยก็เราคนนึงล่ะ แถมยังรู้สึกว่า อ่านสนุกชนิดวางไม่ลงเสียด้วย ก็เลยอยากจะแนะนำให้ไปลองหาอ่านกันดู


แนะนำตัวละครในท้องเรื่อง แบ็กกราวนด์แดงแป๊ดมาเลย

อุดมสุข เป็นหนังสืออีกเล่มหนึ่งที่น่าสนใจมาก หนังสือเล่มนี้ จัดพิมพ์ขึ้นโดย สำนักพิมพ์มูลนิธิเด็ก โดยบนปกจะเขียนเอาไว้ว่า การ์ตูนชุดแผนที่ความดี อุดมสุข ร้อยเรียงความสุขยิ่งใหญ่ของคนหัวใจเล็กๆ เล่มนี้เป็นเล่มที่ 1 มีชื่อตอนว่า ลาที... บางกอก โดยฝีมือการวาดภาพทั้งหมดในเล่มคือผลงานของ อิทธิวัฐก์ สุริยมาตย์ เจ้าของผลงาน ลิ้นชักแห่งความทรงจำ และ โรงเรียนเม็ดกวยจี๊ ราคาเต็มของการ์ตูนเล่มนึ้คือ 130 บาท แต่เราซื้อมาราคา 117 บาทก็เค้าลด 10 เปอร์เซ็นต์นี่คะคุณ...

ทำไมไม่รู้ รู้สึกถูกใจลายเส้นของการ์ตูนเล่มนี้มาก มันซื่อๆจริงใจ แล้วก็น่ารักบอกไม่ถูกจริงๆ เริ่มต้นมา เป็นการเปิดตัวชายหนุ่มธรรมดาที่มีชื่อว่า อุดมสุข ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง สภาพจิตใจเห็นได้ชัดว่าสับสนและไม่ค่อยมีความสุขนัก จนกระทั่งอุดมสุขตัดสินใจกลับบ้านต่างจังหวัด สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ก็อาจจะเป็นเพราะ เราเองก็เป็นเด็กต่างจังหวัดเหมือนกัน แม้จะโชคดีและไม่เคยรู้สึกท้อแท้เหมือนกับอุดมสุขในต้นเรื่อง แต่บางครั้งก็อดโหยหาชีวิตอันเรียบง่ายแบบ บ้านเรา ไม่ได้เหมือนกัน


ตัวอย่างลายเส้นสะอาดๆ


อีกตัวอย่างนึง

ประเด็นที่สำคัญของหนังสือเล่มนี้ ก็คือการสอนให้ดำเนินชีวิตแบบพอเพียง ในแบบที่เข้าใจง่าย ผ่านตัวการ์ตูนที่ต่างก็สลับเข้ามามีบทบาทหน้าที่ต่างๆกันไป โดย อุดมสุข รับหน้าที่เป็นตัวดำเนินเรื่อง ตลอดช่วงระยะเวลาที่อ่านหนังสือเล่มนี้เรารู้สึกวางไม่ลงเลยจริง บ้างครั้งก็อดยิ้มไม่ได้ หนักๆเข้าก็หัวเราะออกมาเสียเลย พออ่านจบก็รู้สึกเสียดาย อยากจะอ่านต่อเสียเร็วๆ และหมายมั่นปั้นมือเอาไว้ว่า จะไปหาซื้อผลงานก่อนหน้านี้ของ คุณ อิทธิวัฐก์ มาอ่านอีกแน่นอน

ใครที่ไม่คิดที่จะอ่านหนังสือการ์ตูนรูปแบบพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าเหมาะสำหรับเด็กเพียงอย่างเดียว ขอบอกเลยว่าคิดผิดแน่นอน นี่เป็นการ์ตูนที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย เผลอๆ ผู้ใหญ่นี่แหละสมควรอย่างยิ่งที่จะหยิบขึ้นมาอ่าน เพื่อที่จะใช้เป็นแนวทางในการสอนลูกหลานต่อไป อันนี้พูดจริงๆไม่ใช่ว่าสักแต่พูด (พิมพ์) เพื่อสร้างภาพนะเออ... เรายังคิดเลยว่า หนังสือแบบนี้ ซื้อเป็นของฝากให้กับเด็กๆเลยก็ยังได้ เด็กคนไหนมาขอก็จะให้เลยจริงๆ

คิดว่าจะไม่ได้เขียนบล็อกอาทิตย์นี้ซะแล้ว... แต่ในที่สุดก็ทำได้ ค่อยรู้สึกเหมือนได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาหน่อย เข้าใจว่าอาจจะไม่ได้รับความนิยมมากมายเหมือนเวลาเขียนรีวิวคอนเสิร์ต แต่ว่า บางทีการที่เราได้เขียนอะไรที่แตกต่างออกไปบ้าง ก็ดีเหมือนกันนะ

วันหลังถ้ามีหนังสืออะไรน่าสนุกและน่าสนใจ จะเอามาเขียนถึงให้ได้อ่านกันต่อไปแน่นอน




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2550    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2550 10:33:32 น.
Counter : 485 Pageviews.  


fingers-crossed
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




หวังว่าจะได้รับความบันเทิงจากการเข้าเยี่ยมชม Blog กันถ้วนหน้าจ้ะ
Friends' blogs
[Add fingers-crossed's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.