Happiness is here and now.
Group Blog
 
All blogs
 

ไก่คั่วตะไคร้


ไก่คั่วตะไคร้





หลังจากย้ายเข้ามาอยู่บ้านเช่ากันเป็นที่เป็นทางดีแล้วแล้วก็ได้เริ่มมีเครื่องครัวมาสองสามชิ้น
ปัญหาอย่างหนึ่งของคนที่รวมๆกันอยู่เป็นกลุ่มเพื่อนก็คือ จะกินอะไรกันดี? นั่งคิดกันทุกวันเรื่องกิน ไหนจะให้ประหยัด ไหนจะให้ถูกใจทุกคน ถามว่าใครอยากกินอะไรก็ตอบว่าอะไรก็ได้ ไม่ก็ไม่รู้กันซะทุกคนซะด้วยสิ ไม่รู้ว่าเพื่อนๆมีใครเป็นแบบนี้กันบ้างรึเปล่า? ลงท้าย ผมเองก็ต้องเป็นคนคิดเมนูอยู่ดี

ปัญหาเรื่อง อะรก็ได้นี้น่าจะมีอยู่เกือบทุกๆบ้านในประเทศไทย บางคนบกว่าคิดเมนูอาหารแต่ละมื้อนี่ยากกว่าสอบซะอีก อะไรจะขนาดนั้น ที่บ้านผม(ที่เชียงราย)เองก็เหมือนกัน เวลาแม่ถามว่าอยกกินอะไร แล้วผมตอบไปว่าอะไรก็ได้ แม่ก็จะบอกว่าไม่มี ให้คิดมา T^T อะไรก็ได้นี้เหมือนจะเคยเห็นในโฆษณาเครื่องดื่มต่างประเทศด้วย ชื่อครื่องดื่ม Whataver กับ Anything คิดมาให้กับคนสิ้นคิดได้กินกันโดยแท้

ว่าแล้วก็มาเข้าเรื่่งไก่คั่วตะไคร้กันดีกว่า สูตรนี้เป็นสูตรที่จับเอาหลายๆสูตรมารวมกัน และก็ประยุกต์โน่นนี่อาตามที่อยากกิน ออกมาก็อร่อยใช้ได้ ไก่นุ่ม หอมกลิ่นเครื่องเทศดี






ไก่คั่วตะไคร้

เนื้อไก่ส่วนที่อยากกิน ของผมใช้น่องไก่ 6 น่อง
นม 1 ถ้วย
พริกไทย ตามชอบ
ซีอิ๊วขาว 1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
รากผักชี 4 ราก
เบียร์ 1/4 ถ้วย (ไม่ต้องก็ได้ แต่ที่บ้านเหลือ ไม่รู้จะทำอะไรดี)
เกลือ 1 ช้อนชา
ตะไคร้ 6 หัว
ข่าอ่อน 1 หัว(เค้าเรียกว่าหัวรึเปล่า?)
กระเทียม 7-8 กลีบ
พริกขี้หนู 6 เม็ด
ใบโหระพา 1/2 ถ้วย



วิธีทำ






หมักเนื้อไก่กับนม รากผักชี ใบโหระพาสับเล็กน้อย(ประมาณ 10 ใบ) ซีอิ๊วขาว พริกไทย เกลือ น้ำตาล และก็เบียร์ เอาส้อมจิ้มๆๆๆๆให้เนื้อไก่ซับเอาเครื่องปรุงเข้าไป ทิ้งไว้ซักครึ่งชั่วโมง ระหว่างนี้ก็ไปเตรียมเครื่องเทศก่อน




มะนาวนั่นไม่เกี่ยวนะครับ พอดีซื้อแยกแต่ละอย่างกลัวมันจะเยอะเกิน เลยซื้อเป็นเครื่อต้มยำรวมมา มันมีมะนาวแถมมาด้วย







หั่น ข่า ตะไคร้ กระเทียม พริกขี้หนู เป็นชิ้นเล็กๆ ใบโหระพาเด็ดเป็นใบๆทิ้งไว้






เทน้ำมันเล็กน้อยพอเคลือบกระทะ ตั้งไฟให้ร้อน เอาเนื้อไก่ลงไปทอดด้วยไฟอ่อน(ไก่ที่ใช้เป็นน่องไก่ ชิ้นใหญ่ เวลาทอดต้องใช้ไฟอ่อน และทอดนานหน่อย ไม่งั้นไก่จะใหม้ข้างนอกแต่ข้างในไม่สุก ใครใจร้อน ขี้เกียจรอ ก็ใช้เนื้อชิ้นเล็กๆอย่าเนื้ออกหั่น หรือปีกบนไก่ก็ได้)






ราดน้ำที่เหลือจากการหมักไก่ลงไป ทิ้งไว้จนเนื้อไก่เริ่มสุก คอยพลิกกลับด้านให้เนื้อไก่สุกเสมอกัน





ทอดไปเรื่อยๆ พอไก่สุกก็เร่งไฟเล็กน้อย (ใครไม่แน่ใจว่าไก่สุกรึเปล่า ลองเอาส้อมหรือมีดจิ้มดู ถ้าไก่ยังไม่สุก จะมีเลือดไหลออกมาเล็กน้อย





พอไก่สุกดีแล้วก็เอาออกมาพักไว้ ใช้น้ำมันที่เหลือจากการทอดไก่ผัดเครื่องเทศให้หอม เทตะไคร้ ข่า พริก กระเทียม ที่หั่นไว้ใส่ลงไปในกระทะ เร่งไฟเป็นไฟแรง





พอเครื่งเทศเริ่่มเหลือง ก็เอาไก่ลงไปคั่วกับเครื่องเทศ ผัดด้วยไฟแรงไปซัก 5 นาที ใส่ใบโหระพาลงไปผัดต่ออีซักพัก ก็ยกลงจัดใส่จานเสิร์ฟได้เลย





ไก่คั่วตะไคร้สูรนี้ เนื้อจะไม่แห้งมากนะครับ เนื้อไก่จะนุ่มและชุ่มชื้น
หอมกลิ่นตะไคร้และเครื่องเทศมากๆ รสชาติ เค็มๆ เผ็ดร้อนเครื่องเทศหน่อยๆ แล้วพวกตะไคร้ที่ผัดมากับไก่ก็กินได้ด้วย ไม่แข็ง แต่กรอบๆ






เรียบร้อยละครับ กับข้าวเย็นนี้ ด้านหลังนั่นเป็นพะแนงไก่นะครับ ไม่รู้ว่าทำไม น้พริกที่ใช้พอทำออกมาแล้วไม่ค่อยแดง สีออกเหลืองๆ แต่น้ำแกง นี่รสชาติมันดีครับ ข้นเหมือนครีมซอสเลย เพื่อนที่บ้านซดหมด ไม่มีเหลือ 555+






มีความสุขกับการกินนะครับ










 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2553 17:04:10 น.
Counter : 1107 Pageviews.  

ตามหาความอร่อยที่....THYME GALLERY AND TEA ROOM

ราคา ประมาณ 69-129 บาท



หน้าร้าน


หลายครั้งที่ร้านอาหารอร่อยๆมักจะซ่อนอยู่ตามตรอกซอกซอยเล็กๆ เมืองเล็กๆ หรือในที่ที่คนคาดไม่ถึง การได้ค้นหา แนะนำ และได้กินอาหารอร่อยๆเหล่านี้ก็ถือเป็นความสุขเล็กๆอย่างหนึ่ง


บรรยากาศภายในร้าน

THYME GALLERY AND TEA ROOM ผมรู้จักร้านอาหารนี้จากการไปฝึกงานที่ออฟฟิศซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกันกับร้านอาหาร เหตุนี้ มื้อกลางวันก็เลยต้องฝากท้องไว้กับร้านนี้เกือบทุกวัน




THYME GALLERY AND TEA ROOM ชื่อร้านก็สื่อความหมายอยู่แล้วว่าเป็น GALLERY และร้านน้ำชา และ THYME ในความหมายแล้วก็เป็นเครื่องเทศชนิดหนึ่ง ใบไธม์ เป็นพืชตระกูลเดียวกับ ใบมิ้นต์ หรือสะระแหน่ในบ้านเรา ใบจะมีขนาดเล็กที่รวมกันเป็นกิ่งเป็นช่อ แต่ขนาดของใบจะเล็กใหญ่แตกต่างกันไปตามถิ่นกำเนิด ใบไธม์จะมีถิ่นกำเนิดอยู่แถวยุโรปตอนใต้ไล่มาตั้งแต่แทบทะเลเมดิเตอเรเนียน โพรวองซ์ เรื่อยมาจนเป็นที่นิยมไปทั่วยุโรป ใบไธม์จะให้กลิ่นหอมเข้ากันกับพวกเนื้อสัตว์ทั้งหลายได้ดี จึงนิยมนำมาใช้หมักเนื้อก่อนนำไปย่าง หรือจะเติมแต่งกลิ่นของสตูว์หรือ pot roast ต่างๆได้ดี เรียกได้ว่าขาดไปหล่ะก็ รสชาติของอาหารจานนั้นจะอร่อยไม่เทียบเท่าต้นตำรับเอาเสียเลย พวกซุปต่างๆ หากได้กิ่งไธม์ลงไปในน้ำสต็อกที่ใช้ปรุง จะช่วยให้มีกลิ่นหอมกล่อมกลมชวนรับประทานขี้น ไม่ต่างกับการใช้รากผักชีในอาหารไทยนั่นเอง ซึ่งในร้านเองก็มีอาหารที่ใช้เครื่องเทศชนิดนี้เป็นส่วนประกอบอยู่ด้วย

ตัวร้านเป็นร้านที่ดัดแปลงมาจากอาคารพาณิชย์สองชั้น ร้านสวย น่านั่ง หน้าร้านมีลักษณะคล้ายๆกับ คาเฟ่ ของต่างประเทศเลย เป็นตึกสีเหลืองๆ และมีที่นั่งกับป้ายสีขาวๆ ในร้านตกแต่งแบบเรียบๆ ดูหรูหน่อย (ใครที่ไม่เคยกินอาจจะคิดว่าแพง แต่ราคาอาหารนั้นไม่ได้แพงมาก)



ในร้านมีอิน Wifi ไว้บริการ มีเครื่องดื่มประเภทน้ำชาต่างๆ กาแฟ
โกโก้ และผลไม้ปั่น


สปาเกตตี้คาโบนาร่า จานนี้อร่อย หอมมัน ไม่เลี่ยน

เมนูอาหาร มีทั้งอาหารไทยและอาหารอิตาเลี่ยน มีสปาเกตตี้ให้เลือกเยอะมาก เป็นสิบชนิดเลย คนที่ชอบกินอาหารพวกพาสต้าน่าจะชอบ โดยส่วยตัวผมไม่ชอบพาสต้าประเภทที่เป็นครีมซอส หรือพวกไวท์ซอสมาก และที่นี่ก็ทำอร่อยดี รสกลมกล่อม ไม่เลี่ยนมาก และหอมเครื่องเทศ


ทูน่าสลัด



สปาเกตตี้ผักโขมสไปซี่ อร่อยดี แอบเผ็ดพริกไทยไปหน่อย(ผมไม่กินเผ็ดนะ)




สปาเกตตี้ซอสอัลเฟรโด จานนี้อร่อยดี หอมเครื่องเทศ ไม่เผ็ดมาก รสชาติเข้มข้น



สปาเกตตี้แซลมอนซอสไวน์ขาว รสชาติจะคล้ายๆไวท์ซอส แต่ไม่ข้นเท่า มีกลิ่นหอมของไวน์ขาว รสมันๆ หอมๆ



ข้าวผัดกระเทียมกับแซลมอนเทริยากิ อันนี้ไม่เคยกิน ไปถ่ายรูปของชาวบ้านเค้ามา ก็น่าจะอร่อยดี



เบอร์เกอร์แซลมอนกับมะเขือม่วง อันนี้เมนูพิเศษ ว่าจะลองกินแต่สุดท้ายก็ไม่ได้กิน





สเต็กปลากะพง ซอสครีม ปลาเนื้อแน่น ย่างสุกพอดี ราดด้วยซอสครีมหอมมัน เสิร์ฟพร้อมสลัด มันฝรั่งทอด และ ขนมปังกระเทียม




นอกจากนี้ก็มีพวก Side dish ประเภทซุปต่างๆ ขนมปังกระเทียม เฟรนส์ฟรายด์

อาหารจานหลักก็มีพวก Steak ที่ทานคู่กับซอสต่างๆ

และที่ผมชอบมากจนต้องกินหลังอาหารอยู่บ่อยๆก็คือลาวาเค้ก ที่มีชอกโกแลตอุ่นๆทะลักออกมาจากเนื้อเค้ก รสชาติไม่หวานมาก ขมหน่อยๆกำลังดี หอมชอกโกแลต และทานคู่กับวิปครีม อร่อยมากๆเลยครับ



ลาวาเค้ก ลาวาเค้ก ลาวาเค้ก ชอกโกแลตทะลักๆๆๆๆๆๆ >w<


ใครที่ชอบพาสต้า ชอบกาแฟ ชอบของหวาน ควรจะมาลองชิมกันดูนะครับ
แล้วที่ร้านก็เป็นแกลลอรี่โชว์ภาพถ่ายสวยๆ และอุปกรณ์กล้องเก่าๆให้ดูกันด้วย






ขอบคุณข้อมูลเรื่อง ใบไธม์ จาก
http://www.cookool.com/food-ingredient.php?food=14




 

Create Date : 12 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 12 พฤษภาคม 2553 16:04:31 น.
Counter : 366 Pageviews.  

Mulberry cake... เค้กลูกหม่อน




Mulberry cake หรือว่าเค้กลูกหม่อนครับ


เช้าวันที่กลับมาถึงเทิง ไปเดินตลาดเช้ากับแม่ แล้วบังเอิญ ไปเห็นป้าคนหนึ่งนั่งขายลูกอะไรซักอย่างอยู่
จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆก็เห็นเป็นผลไม้เล็กๆสุกดำอยู่เตมตระกร้าและแบ่งขายเป็นจานๆ จานละสิบบาท
แม่ถามว่าอยากกินมั้ย แล้วก็ซื้อมาสองจาน ได้มาเยอะมาก เกือบๆกิโล
ไอ่ลูกหม่อนนี่มันมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Malberry เป็นผลไม้ตระกูลเบอรร์รี่ชนิดหนึ่งเหมือนพวกราพแบร์รี่ บลูเบอร์รี่
กลิ่นมันจะหอมๆ แล้วก็หวานๆเปรี้ยวๆ แต่ถ้าสุกดำหน่อยก็จะหวานมาก จำได้ว่าตอนเด็กๆที่บ้านเก่ามีปลูกอยู่ แล้วก็เคยเข้าใจผิดว่าเป็นราพแบร์รี่ด้วยว่าหน้าตามันคล้ายๆกัน พอโตๆมาก็ไม่ค่อยได้เห็นอีก แต่ไม่นานก็เพิ่งซื้อของโครงการหลวงมานั่งกิน


ไปตลาดเช้าแถวบ้าน ได้ลูกหม่อนมาหนึ่งตระกร้า 20 บาท ถูกมาก

ลูกหม่อนนี่น้ำเยอะ แล้วก็พอสุกมากๆมันก็จะเละง่าย พอซื้อมาเยอะ แม่ก็กินสดไม่หมด ผมก็เลยคิดว่าจะทำอะไรกับมันดี ตอนแรกกะจะทำแยมลูกหม่อน แต่คนที่บ้านก็ไม่ค่อยมีใครชอบกินแยม แยมชมพู่ที่ทำไว้ในตู้เย็นก็ยังกินไม่หมดจนป่านนี้ เลยเปลี่ยนเป็นทำเค้กลูกหม่อนดีกว่า

เค้กที่ทำนี้จะทำเป็นสปันจ์เค้ก คือเค้กที่ขึ้นฟูด้วยไข่ขาว ไม่ต้องใช้สารเสริมพวก Sp (เพราะไม่มี)
วันนี้ทำไม่เยอะ ก็เริ่มจากเอาไข่สองฟอง แล้วก็แยกไข่แดงไข่ขาวออกจากกัน ไข่ขาวพักไว้ก่อน แล้วก็เอาไข่แดงมาตีกับน้ำตาลทรายซักสองช้อนโต๊ะ วนิลา แล้วก็เนยละลายซัก60 กรัม(ความจริงใช้น้ำมันพืช แต่อยากกินเนยเลยใส่เนยแทน) แล้วก็ตีไปเรื่อยๆจนส่วนผสมขึ้นฟูเป็นครีมเนียน




อันนี้ส่วนผสมไข่แดงตอนเริ่มตี




อันนี้ตอนมันขึ้นเป็นครีมแล้




แล้วก็ร่อนแป้ง1 1/2 ถ้วย ผงฟู 1ชช เกลือ 1/2 ชช น้ำตาล1/2 ถ้วย เข้าด้วยกัน ค่อยๆเทส่วนผสมไข่ลงไปในแป้ง สลับนม 1 ถ้วย ไปเรื่อยๆ ตีให้เข้ากัน ตอนนี้ผมใส่ลูกหม่อนลงไปด้วยกำนึง(เนื้อผลไม้จะทำให้เนื้อเค้กหนัก ใครชอบเค้กเบาๆก็ไม่ต้องใส่ก็ได้ ส่วนผสมที่ได้จะข้นๆหนืดๆ




แล้วก็มาตีไข่ขาวกันครับ ตีให้ขึ้นฟูตั้งยอดอ่อน พอคงตัวได้และเนื้อละเอียด(ถ้าตีจนตั้งยอดแข็งไปเนื้อเค้กจะแห้งและหยาบ แต่ถ้าตีไม่ขึ้นพอเค้กก็จะจับตัวกันเป็นปื้นๆไม่ค่อยขึ้นฟู ในตอนนี้ให้ใส่ครีมออฟทาร์ทาร์ หรือมะนาวลงไปตีด้วย แล้วค่อยๆผสมน้ำตาลทรายลงไปทีละน้อย ประมาณ2 ช้อนโต๊ะ ขั้นตอนนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่ีสุดของสภาพเนื้อเค้กที่จะออกมานะครับ




จากนั้นก็ค่อยๆตะล่อมไข่ขาวที่ตีฟูแล้วลงไปในส่วนผสมแป้งค่อยๆตะล่อมให้เข้ากันเบาๆ (อย่าตีแรง เดี๋ยวเค้กจะยุบ) ผมแบ่งใส่ไปสองครั้ง แล้วก็เทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้แล้ว(ทาเนย รองกระดาษไข)


เทใส่ลงไปครึ่งพิมพ์ แล้วก็อบที่อุณภูมิ350 องศาฟาเรนไฮท์ (ต้องเปิดเตาทิ้งไว้ก่อนสักยี่สิบนาที) อบประมาณ 20-30 นาทีแล้วแต่ขนาดพิมพ์ ลองเอาไม้แหลมๆจิ้มดูก็ได้ว่าสุกรึยัง ถ้าไม่มีเนื้อเค้กเหลวๆติดขึ้นมาก็คือสุกแล้ว เอาเค็กออกจากพิมพ์ พักไว้


จากนั้นก็มาทำซอสลูกหม่อนไว้ราดกันครับ ใครอยากโปะครีมด้วยก็ได้นะครับ แต่วันนี้ที่บ้านครีมหมด ยังไม่ได้ซื้อ
เลยราดซอสเฉยๆก็พอ
ตอนนี้มัวแต่รีบทำเลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้
เริ่มแรกก็เอาลูกหม่อนที่ล้างแล้วสองถ้วยใส่ลงไปในหม้อเคลือบ เติมน้ำตาลลงไปครึ่งถ้วยถึงหนึ่งถ้วย น้ำอีกครึ่งถ้วย ต้มไฟอ่อนไปเรื่อยๆ จนลูกหม่อนเริ่มเละ ละลายแป้งข้าวโพดกับน้ำแล้วเทลงไป คนเรื่อยๆห้ามให้แป้งจับกันเป็นลูก คนจนซอสหนืดเป็นแววใส เติมน้ำมะนาวให้รสออกเปรี้ยวหน่อยๆ ก็ยกลง เก็บไว้ราดหน้าเค้ก หรือใครอยากได้เป็นเลเยอร์ก็เอามีดจุ่มน้ำอุ่นแล้วซับให้แห้งแล้วหั่นเค้กเป็นครึ่งแล้วทาซอสลงไป
ซึ่งวิธีทำซอสนี้ก็ใช้ได้กับผลไม้อื่นๆได้ตามใจชอบ ใช้ไม่หมดเก็บไว้ทำใส้พายหรือขนมอย่างอื่นได้ครับ


เสร็จแล้วครับ มีความสุขกับการกินนะครับ
















Free TextEditor




 

Create Date : 10 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 15:28:01 น.
Counter : 850 Pageviews.  

Ichigo Daifuku...มาทำไดฟูกุสตอร์แบร์รี่กันเถอะ!!!




Daifuku เป็นขนมโมจิญี่ปุ่นที่นิยมกินกับน้ำชาครับ ปกติผมก็ซื้อกินเป็นประจำจากร้าน Yamasaki ไม่ก็ In&out
แต่พอมาอยู่ที่เชียงรายเกิดอยากกินขึ้นมาก็ต้องทำเองครับ




ไดฟุกุ สตอร์แบร์รี่


จุดเด่นของไดฟุกุก็คือแป่้งที่เหนียวๆหนึบๆนุ่มๆนี่แหละครับ ซึ่งมันก็คือโมจินั่นเอง(คนละอย่างกับโมจินครสวรรค์ที่ขายเป็นของฝากนะครับ) โมจินี่จริงๆแล้ว แต่ก่อนเค้าจะตำข้าวหนียวเอาจนกลายเป็นโมจิ อย่างที่เราเห็นกันบ่อยๆตามในการ์ตูนนั่นแหละครับ แต่จะให้มานั่งตำเองก็คงไม่ไหวก็เลยต้องขอใช้วิธีแบบสมัยใหม่หน่อยละกัน

ส่วนใส้ข้างในก็จะเป็นถั่วแดงกวนครับ ซึ่งคนญี่ปุ่นจะนิยมกินถั่วแดงกันมาก และถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี ถั่วแดงกวนก็จะมีอยู่สองประเภท คือถั่วแดงกวนหยาบ และถั่วแดงกวนแบบละเอียด ซึ่งเป็นพื้นฐานของขนมหลายๆอย่างในญี่ปุ่นเลยล่ะครับ ซึ่งวิธีการทำถั่วแดงกวนนี่ก็ค่อนข้างยุ่งยาก และก็กินเวลาพอสมควร ที่ญี่ปุ่นเลยมีถั่วแดงกวนสำเร็จขายกันเป็นห่อๆ ไม่แน่ใจว่าที่ไทยจะมีขายที่ไหนบ้าง แต่ที่แน่ๆที่เชียงรายไม่มีครับ เลยต้องกวนเอง
ซึ่งผมก็จะทำเป็นถั่วกวนแบบหยาบนะครับ

แรกสุดเลยก็เอาถั่วแดงแช่น้ำอุ่นทิ้งไว้หนึ่งคืน(ให้ใช้ถั่วแดงเม็ดเล็ก หรือถ้าไม่มี(เหมือนผม) ก็ใช้ถั่วแดงหลวงแทนก็ได้ จากนั้นก็เอามาต้มในน้ำจนเดือดเสร็จแล้วก็กรองน้ำทิ้ง เติมน้ำใหม่อีกรอบต้มจนเดือดแล้วก็เทน้ำทิ้ง ตอนนี้ถั่วจะยังแข็งนะครับ แล้วพอรอบที่สาม คราวนี้ก็ต้มไปเรื่อยๆเลย ไม่ต้องเทน้ำแล้ว ต้มไปจนกว่าถั่วจะเปื่อย ซึ่งตอนนี้กินเวลานานมาก 4-6 ชั่วโมง น้ำแห้งก็เติมน้ำแล้วต้มต่อ ใครมีหม้อความดันก็ใช้ย่นเวลาได้นะครับ




พอถั่วนิ่ม(เอามือบี้แล้วเละ) ก็ยกลง น้ำไม่ต้องเททิ้งให้เก็บไว้ เอาถั่วไปตำให้ละเอียด หรือจะปั่นด้วยเครื่องปั่นก็ได้ ค่อยๆผสมน้ำต้มถั่วลงไปปั้นด้วยจนเป็นครีม ก็เทใส้กระทะทองเหลืองหรือหม้อเคลือบ เติมน้ำตาลไปตามชอบ กะขนาดสัดส่วนเอา ชอบหวานมากใส่มาก หวานน้อยใส่น้อย ใส่เกลือนิดหน่อยพอตัดรสหวาน ค่อยๆคนไปในทางเดียวกันเรื่อยๆ ใช้ไฟอ่อนๆ




พอถั่วเริ่มล่อนไม่ติดก้นกะทะก็ยกออก เอาใส่ถ้วยพักไว้ ตอนแรกถั่วกวนจะเหลวๆหน่อย แต่เมื่อเย็นจะค่อยๆแห้งลงเอง





จากนั้นล้างและหั่นขั้วสตอร์แบร์รี่เอาไว้แล้วปั้นถั่วกวนหุ้มสตอร์แบร์รี่เป็นลูกกลมๆ ให้จุกโผล่ออกมานิดหน่อย พอห่อแป้งจะได้รู้ทิศทาง ปั้นเป็นลูกกลมๆหลายๆลูกพักเอาไว้(พยายามอย่าทิ้งไว้นานหรือโดนลม ใส้จะแห้งแตก)แล้วไปเตรียมแป้ง







จากนั้นคั่วแป้งมันเอาไว้ก่อน คั่วให้สุก (พอเอามือจับมันจะล่อนๆไม่สากมือเหมือนตอนแป้งดิบๆ) เอาไว้กันโมจิติดมือและติดกัน เทแป้งมันคั่วใส่ถาดไว้ เกลี่ยให้เต็มถาด

ผสมแป้งข้าวเหนียว 200 g น้ำ 300 ml(ที่จริงก็กะเอา) น้ำตาลนิดหน่อย(ประมาณ สี่ช้อนโต๊ะ อย่าให้หวานมาก) คนๆๆจนเข้ากันเป็นน้ำแป้งข้นๆ ใส่หม้อที่เคลือบเทฟล่อนเอาไปนึ่งในน้ำเดือด(ต้มให้น้ำเดือดเต็มที่ก่อนค่อยเอาแป้งไปนึ่ง) ประมาณ15นาที ยกลง รีบใช้ไม้พายตักก้อนแป้งหนืดๆออกมาจากหม้อ ใส่ลงในถาดที่โรยแป้งมันไว้




จากนั้นก็แบ่งแป้งออกมาเป็นก้อน กะเอาพอให้หุ้มใส้มิด ดูตามขนาดก้อนถั่วแดงที่ปั้นไว้ กะให้ใหญ่กว่าหน่อยนึง ตอนนี้แป้งมันจะนุ่มๆนิ่มๆยืดๆมาก แผ่แป้งออกเป็นแผ่นกลมๆให้ตรงกลางหนากว่ารอบๆหน่อย เวลาห่อจะได้ดึงแป้งออกแล้วเท่าๆกันทั้งลูก เอาใส้วางตรงกลาง เอาด้านหัวสตอร์แบร์รี่ขึ้น แล้วเกลี่ยแป้งหุ้มใส้ให้มิด ปั้นเป็นลูกกลมๆ คลุกแป้งมันคั่ว ทำจนแป้งและใส้หมด




เท่านี้ก็เสร็จแล้วครับสำหรับ Ichigo Daifuku จะกินเฉยๆหรือกินกับน้ำชาก็ได้ครับ ไดฟุกุแป้งจะหนึบๆ กับใส้ถั่วแดงกวนหวานๆ แล้วก็ใส้สตอร์แบร์รี่เปรี้ยวๆตัดกันอร่อยดีครับ


มีความสุขกับการกินนะครับ








Free TextEditor




 

Create Date : 10 พฤษภาคม 2553    
Last Update : 10 พฤษภาคม 2553 10:49:05 น.
Counter : 203 Pageviews.  

1  2  3  

ทางผ่านที่จารจำ
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ทางผ่านที่จารจำ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.