บทที่ ๑ - ยุคพระเวท

ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

บทที่ ๑ - ยุคพระเวท

ยุคพระเวท เป็นยุคที่พวกอารยันอพยพมาจากใจกลางดินแดนของทวีปเอเชีย อพยพเข้ามาตั้งภูมิลำเนาในลุ่มแม่น้ำสินธุ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียปัจจุบันนี้ ได้แก่บริเวณอันเป็นที่ตั้งของประเทศปากีสถาน พวกอารยันนั้นตามนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นพวกผิวขาวที่เดิมมี ภูมิลำเนาอยู่ทางแถบทะเลสาบแคสเปี้ยนระหว่างยุโรปกับเอเซีย

เมื่อมีความขัดสนมีการเปลี่ยนแปลงทางดินฟ้าอากาศเกิดขึ้น พวกอารยันจึงได้แบ่งแยกสาขาอพยพไปหาแหล่งทำมาหากินใหม่อันเป็น ต้นตอของบรรพบุรุษชนชาติโรมัน ชนชาติกรีกในยุโรป และเป็นต้นตอของพวกอียิปต์ในอาฟริกาเหนือ

อีกพวกหนึ่งก็เพิ่งจะมาอพยพในราว ๑,๐๐๐ ปี ถึง ๑,๕๐๐ ปีก่อนพุทธกาลอพยพไปทางตะวันออก โดยถือเอาดวงอาทิตย์เป็นเป้าหมาย คือการอพยพของชาวโบราณนั้นมีอยู่ ๒ วิธีด้วยกันคือ:-

๑.อพยพไปตามตะวันออกตามดวงอาทิตย์ขึ้น

๒.อพยพไปตามแม่น้ำพยายามหาทางออกทะเล

เพราะฉะนั้นพวกอารยันที่พยายามอพยพไปตามแม่น้ำ เพื่อหาทางออกอ่าว ก็ได้แก่บรรพบุรุษของพวกกรีกและโรมัน ส่วนพวกอารยันที่อพยพไปตามดวงอาทิตย์ขึ้น ก็ได้แก่ชนชาติพวกอิหร่านกับชาวอินเดียในยุคปัจจุบันนี้

อิหร่านกับอินเดีย มีต้นตระกูลอันเดียวกัน เพิ่งจะมาแยกออกเป็น ๒ พวก ตอนที่อพยพ มาทางอัฟกานิสถาน เกิดมีความแตกแยกทางข้อคิดเห็นบางสิ่งบางประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อถือในพระเจ้าเกิดแตกแยกกันขึ้นไม่สามารถจะรวมเป็นพวก อยู่ร่วมกันได้อีกต่อไป จึงได้แบ่งออกเป็น ๒ สาขา คือ:-

- สาขาหนึ่งอพยพเข้ามาในเปอร์เซีย หรือประเทศอิหร่าน

- อีกพวกหนึ่งก็อพยพเข้าอินเดีย ทางช่องเขาไคเบอร์ (Khyber pass)ที่ตั้งอยู่ในปากีสถานต่อแดนอัฟกานิสถานปัจจุบันนี้

ชนชาติอารยันนั้นมีชื่อเรียกกันหลายอย่าง เรียกว่า อริยกะ บ้าง เรียกว่า อรยัน บ้าง เรียกว่า อารยะ หรือ อารยัน บ้าง ชื่อทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างเดียวกันคือ มีความหมายว่า"เจริญ"

เนื่องจากชนชาติอารยัน เป็นชนชาติที่มีความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี และศิลปวัฒนธรรม ยิ่งกว่าชนชาติดราวิเดียน (Dravidians) หรือพวก มิลักขะ ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม ชนชาติอารยันจึงมีอำนาจเข้าครอบงำ ปกครองอินเดียทั้งหมด พวกมิลักขะต้องตกอยู่ในอำนาจของพวกอารยันโดยสิ้นเชิง แต่ลัทธิความเชื่อของชนทั้งสองเผ่านี้ ผสมกลมกลืนเข้ากันได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าแทบจะไม่มีข้อแตกต่างกัน

กล่าวคือ พวกดราวิเดียน หรือพวกมิลักขะมีความเชื่อถือ และเคารพธรรมชาติเบื้องต่ำเช่น แผ่นดิน ภูเขา ต้นไม้ ดิน น้ำ ไฟ ลม โดยถือว่าเป็นเทพเจ้า หรือมีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถอำนวยผลที่ตนต้องการ จึงทำการบูชายัญและกราบไหว้อ้อนวอน

พวกอารยันก็มีความเชื่อถือ และเคารพบูชาธรรมชาติเบื้องบน มาก่อนเช่น ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ดวงไฟ พายุ ปฐพี เป็นต้น โดยยกขึ้นเป็นเทพเจ้า ตลอดจนเชื่อวิญญาณของบรรพบุรุษ หรือพวกผีประจำตระกูล เมื่อพวกอารยันอพยพเข้ามาสู่อินเดียแล้ว ก็ได้นำเอาศาสนามาด้วย ศาสนานั้นเรียกว่า "พระเวท"

ศาสนาสมัยพระเวทคำว่า "เวทะ" แปลว่าแสงสว่าง หรือความรู้ ที่ชื่อว่าแสงสว่าง หรือ ความรู้ นั้นเพราะว่าชนชาติอารยันนั้น การบูชาพระเจ้าของเขา จะต้องอาศัย ไฟ เป็นสื่อเพื่อบูชาพระเจ้าที่สถิตอยู่ในสรวงสวรรค์ หากว่าไม่มีไฟเป็นสื่อแล้วก็ไม่สามารถจะนำสิ่งที่เราบวงสรวงไปให้พระองค์ได้

เพราะฉะนั้นพวกอารยันจึงตั้งกองฟืนก่อกองไฟไว้ แล้วเอาสิ่งที่ตนเองจะบูชาพระเจ้าเทลงไปบนกองไฟนั้น เช่น พวกขนม นม เนย ต่าง ๆ แล้วมีคำสวดอ้อนวอนให้ พระเพลิง หรือ พระอัคนี เป็นผู้นำสิ่งสักการะเหล่านี้ไปให้กับพระเจ้าที่ตนจะบูชา

เพราะฉะนั้น เมื่อไฟมีประโยชน์ต่อชนชาติอารยันทั้งในทางศาสนา ทั้งในทางขจัดความมืด ในเมื่อผู้อพยพจะอยู่ในที่ใด ๆ ก็ตามก็ต้องอาศัยกองไฟเพื่อป้องกันสัตว์ร้ายอย่างหนึ่ง และให้ความอบอุ่นเมื่อไฟเป็นประโยชน์ในทางหุงต้ม ป้องกันสัตว์ร้าย และยังเป็นสื่อที่จะนำสิ่งของที่จะสักการะบูชาไปให้พระเจ้าในสรวงสวรรค์

ดังนั้น เมื่อนับถือนานเข้า ไฟก็เป็นพระเจ้าองค์หนึ่งขึ้นมาอยู่ระหว่างโลกกับสวรรค์

พระอัคนีไม่ได้อยู่ในสวรรค์ แต่อยู่ระหว่างโลกกับสวรรค์ เป็นเทวทูตนำข่าวสาส์นต่าง ๆของมนุษย์ไปแจ้งแก่เทวดาทราบ ซึ่งเป็นต้นตอของคำว่า "เวทะ" หรือ เวท ซึ่งพวกอารยันนับถือเป็นต้นตอของคำว่าพระเวทเกิดจากไฟแสงสว่าง สมัยนั้นตัวอักษรของพวกอารยันยังไม่มีใช้ เพราะฉะนั้นคำสวดต่าง ๆ ในทางศาสนาก็ช่วยกันจำมีพราหมณ์ปุโรหิตช่วยกันจำ

คำสวดเหล่านั้นโดยมากแต่งเป็นฉันท์ ใจความนั้นเป็นไปในทำนองอ้อนวอนให้พระเจ้ารักษาสัตว์เลี้ยงพิทักษ์รักษาตนเองและครอบครัวให้ปลอดภัย เพราะคนเราเวลาบูชา มีอารมณ์กลัวในสิ่งใดก็จะตบแต่งถ้อยคำในทำนองวิงวอนในสิ่งนั้นอย่าให้มาทำร้ายตนเองได้

ภายหลังเมื่อพวกอารยันตั้งมั่นในอินเดียแล้วก็ได้รวบรวมขึ้นตั้งชื่อว่า "คัมภีร์เวท"อันเป็นปฐมยุคของพราหมณ์ที่เริ่มต้นด้วย คัมภีร์เวท คัมภีร์เวทหรือไตรเพท ถือกันว่าเป็น ศรุติ คือคัมภีร์ที่ได้รับฟังมาจากเทพเจ้าผู้สูงศักดิ์โดยตรง คัมภีร์พระเวทได้แก่

๑.ฤคเวท เป็นคำฉันท์ร้อยกรองคำอ้อนวอนขอพรจากเทพเจ้า และประจบเอาใจเทพเจ้าเหล่านั้น สวดสรรเสริญเทพเจ้าต่าง ๆ ให้คุ้มครองตน สัตว์เลี้ยง ครอบครัว เป็นต้น

๒.ยชุรเวท เป็นคำร้อยแก้วว่าด้วยหลักการในการทำพิธีกรรมและบวงสรวง เทพเจ้าต่าง ๆ

๓.สามเวท เป็นคำฉันท์ใช้สวด ในพิธีบูชาถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์ และขับกล่อมเทพเจ้า

ต่อมาเมื่อถึงยุค พราหมณะ มีคัมภีร์เพิ่มขึ้นอีก ๑ คัมภีร์ เรียกว่า อาถรรพเวท เป็น คาถาอาคม มนต์ขลัง หรือ อาถรรพณ์แก้เสนียดจัญไร ป้องกันสรรพภัยพิบัติต่าง ๆ นำสิ่งอันเป็นมงคลมาแก่ผู้สวดและนำผลร้ายไปให้ศัตรู

เทพเจ้าที่สำคัญในยุคแรกสุดของพระเวทมี๔ องค์ด้วยกัน คือ :-

๑.พระสาวิตรี เทพเจ้าแห่งอาทิตย์เนื่องจากพวกอารยันนับถือพระอาทิตย์มาก่อน

๒.พระวรุณ เทพเจ้าแห่งฝน

๓.พระอินทร์ เทพเจ้าผู้สร้างโลกเพราะพวกอารยันมองเห็นความจำเป็นที่โลกจะต้องมีผู้สร้าง พระอินทร์จึงเกิดขึ้นมาเพื่อสร้างสรรพสิ่ง

๔. พระยม เทพเจ้าแห่งความตาย เป็นผู้ปกครองชีวิตในปรโลกหลังจากมนุษย์ตายไปแล้ว เป็นเทพเจ้าทำหน้าที่ลงโทษคนที่กระทำผิด

นอกจากเทพเจ้าทั้ง ๔ องค์ดังกล่าวแล้ว เมื่อเวลาผ่านไปก็มีเทพเจ้าเกิดขึ้นมาตามลำดับ เช่นพระรุทระ เทพเจ้าแห่งป่า ผู้เป็นใหญ่ในเขตป่าทั้งหมดเป็นเทพเจ้าที่มีความดุร้ายมากในเวลาโกรธ จึงเป็นที่เกรงกลัวของชาวอินเดียโบราณอย่างมากพอ ๆ กับพระวรุณ และพระอัคนี เทพเจ้าแห่งไฟ

ในสมัยพระเวทนี้ พวกอารยันได้นับถือยกย่องเทิดทูนพระอินทร์ให้เป็นเทพเจ้าสูงสุด พระอินทร์นอกจากจะมีฐานะยิ่งใหญ่ เป็นผู้สร้างโลกแล้ว ยังเป็นเทพเจ้าแห่งสงครามอีกด้วย ในการทำสงคราม ก่อนจะยกกองทัพออกไปต่อสู้กับศัตรู กษัตริย์ในสมัยนั้นจะต้องทำพิธีบวงสรวงพระอินทร์เป็นพิเศษ เมื่อทำศึกชนะแล้วก็จัดพิธีบวงสรวงเป็นการเฉลิมฉลองอีกครั้งหนึ่ง

พวกพราหมณ์ผู้ทำพิธี ได้เพิ่มพูนความสุขสมบูรณ์ให้แก่พระอินทร์อย่างเต็มที่ ให้มีชายาหลายองค์ ให้เสพสุราได้ สุราชนิด นี้เรียกว่าน้ำโสม พิธีถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์เป็นพิธีที่ยิ่งใหญ่มาก จะต้องมีคำสวดถวายน้ำโสมแก่พระอินทร์ในคัมภีร์สามเวทเป็นพิเศษ

สิ่งสำคัญที่เกิดขึ้นในสมัยพระเวทคือระบบวรรณะ (Caste system) พวกอารยันหรืออริยกะนั้น เป็นพวกผิวขาวเจ้าของถิ่นเดิมคือพวกดราวิเดียน หรือพวกมิลักขะนั้นเป็นพวกผิวดำ นี้เป็นต้นเหตุการแบ่งชนชั้นวรรณะของคนอินเดียซึ่งได้ขยายออกมาเป็นวรรณะ ๔ คือ

๑. วรรณะกษัตริย์ มีหน้าที่รักษาเขตแดน และขยายเขตแดน หรือป้องกันเขตแดน เวลาถูกข้าศึกภายนอกรุกราน

๒.วรรณะพราหมณ์ มีหน้าที่ศึกษาในเรื่องไตรเพท และเป็นผู้นำทางการศึกษา และประกอบพิธีทางศาสนา

๓.วรรณะแพศย์ เป็นคนสามัญ ได้แก่ ชาวนา ชาวสวนมีหน้าที่ทางการ ค้าขาย

๔.วรรณะศูทร ได้แก่ พวกกรรมกร คนงาน ทำหน้าที่รับจ้างทั่วๆ ไป

http://www.history.mbu.ac.th/buddhism/bud1-2.html




Create Date : 18 มิถุนายน 2556
Last Update : 18 มิถุนายน 2556 22:44:26 น.
Counter : 151 Pageviews.

0 comment
ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

บทนำ

ศาสนา คืออะไรศาสนา หมายถึง คำสั่งสอน คำสั่งสอนที่จะนับได้ว่าเป็นศาสนา นั้นจะต้องประกอบไปด้วยหลักสำคัญดังต่อไปนี้:-

๑. ศาสดา ต้องมีศาสดาเป็นผู้ก่อตั้งศาสนา และศาสดาต้องมีอยู่จริงในทางประวัติศาสตร์เช่น ศาสนายิวมีโมเสสเป็นศาสดา พระพุทธศาสนามีพระพุทธเจ้าเป็นศาสดา ศาสนาคริสต์มีพระเยซูเป็นศาสดาและศาสนาอิสลามมีพระนบีมหะหมัด เป็นต้น


๒.ศาสนธรรม ต้องมีศาสนธรรมคำสอนทางธรรมจรรยาคำสอนเป็นหลักของศาสนา และกฎเกณฑ์เกี่ยวกับความประพฤติปฏิบัติ เพื่อบรรลุผลอันดีงามเช่น ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ได้แก่ คัมภีร์พระเวท พระพุทธศาสนา ได้แก่คัมภีร์พระไตรปิฎก ศาสนายิว ได้แก่ คัมภีร์เก่า (Old Testament) ศาสนาคริสต์ ได้แก่ คัมภีร์ไบเบิล และศาสนาอิสลาม ได้แก่คัมภีร์อัล-กุรอาน เป็นต้น


๓.ศาสนพิธี ต้องมีพิธีกรรมที่เกี่ยวเนื่องมาจากคำสอนของศาสนาซึ่งพิธีกรรมนี้ทำให้ศาสนาแยกออกจากลัทธิได้ พิธีกรรมของศาสนาต่าง ๆ เช่นพิธีสวมสายยัชโญปวีตหรือ (พิธีอุปานยัน) และพิธีล้างบาปในแม่น้ำคงคาของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูพิธีอุปสมบทของศาสนาพุทธ พิธีสารภาพบาปของศาสนาคริสต์ และพิธีฮัจญ์ของศาสนาอิสลามเป็นต้น


๔. ศาสนบุคคล ต้องมีคณะบุคคลทำหน้าที่โดยเฉพาะ สำหรับรักษาความศักดิ์สิทธิ์และคำสอนนั้นสืบต่อมาบุคคลคณะนี้เรียกว่า "พระ" ถือเป็นวรรณะและเป็นเพศพิเศษต่างกับสามัญชนเรียกว่า "สมณเพศ"

๕.ศาสนสถาน ต้องมีศาสนสถานเพื่อการประกอบศาสนกิจและศาสนพิธีต่างๆ ศาสนสถานของพราหมณ์-ฮินดู ได้แก่ เทวสถานหรือเทวาลัย ของพระพุทธศาสนา ได้แก่ วัดโบสถ์ ศาลาการเปรียญ วิหาร ศาสนาคริสต์ ได้แก่ โบสถ์ วิหาร ศาสนาอิสลาม ได้แก่สุเหร่าหรือมัสยิด เป็นต้น

๖. ศาสนิกชน ต้องมีศาสนิกชนผู้นับถือ เลื่อมใสศรัทธาในศาสนานั้น ๆ ซึ่งศาสนิกชนดังกล่าวเหล่านี้มักเรียกตามชื่อของศาสนาที่ตนนับถือเช่น ฮินดูชน พุทธศาสนิกชน คริสตศาสนิกชน อิสลามมิกชนหรือมุสลิม เป็นต้น

๗. การกวดขันเรื่องความจงรักภักดี ชาวตะวันตกเรียกว่า Fidelity หมายความว่าถือศาสนาหนึ่งแล้ว จะไปถือศาสนาอื่นอีกไม่ได้แม้แต่จะเป็นรูปเคารพบูชาปูชนียวัตถุของศาสนา หรือลัทธิอื่นก็ ถือเป็นบาปใหญ่หลวงทีเดียว

หลักทั้ง ๗ ประการนี้เรายึดถือกันสำหรับที่จะเรียกคำสอนหรือลัทธิอันใดอันหนึ่งว่า "ศาสนา" ถ้าไม่ครบถ้วนทั้ง ๗ ประการนี้ เรามักจะไม่ยอมรับเป็นศาสนา

คุณค่าของศาสนา
ศาสนา นั้นมีคุณค่านานาประการสุดที่จะพรรณนาคุณค่าของศาสนาที่มีผลโดยตรงต่อมนุษย์ เป็นคุณค่าทางจิตใจอันถือได้ว่าเป็นคุณค่าที่สูงกว่าวัตถุคุณค่าของศาสนาที่พอจะกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

๑. เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์คือเป็นที่พึ่งทางใจ ทำให้มนุษย์ไม่รู้สึกอ้างว้างว้าเหว่จนเกินไป

๒. เป็นบ่อเกิดแห่งความสามัคคีของหมู่คณะรวมไปถึงความสามัคคีในหมู่มนุษย์ชาติ ทั้งมวล

๓. เป็นบ่อเกิดแห่งการศึกษาทั้งในด้านพุทธิศึกษาจริยศึกษา

๔. เป็นบ่อเกิดแห่งจริยธรรมศีลธรรม และคุณธรรม

๕. เป็นบ่อเกิดแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามทั้งหลาย

๖. เป็นเครื่องดับความเร่าร้อนทางใจทำให้ใจสงบเย็น

๗. เป็นดวงประทีปส่องโลกที่มืดมิดด้วยอวิชาให้สว่างไสวด้วยวิชา

๘. เป็นสิ่งที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์เพราะว่าสัตว์ไม่มีศาสนา

ประเภทของศาสนา

ศาสนา มีหลายประเภทเช่น มีพระเจ้าองค์เดียวบ้าง (Monotheism) หลายองค์บ้าง(Poly- theism) ไม่มีเทพเจ้าบ้าง (Atheism) เป็นต้นแต่เมื่อกล่าวโดยสรุปแล้วก็มีอยู่สองอย่างคือ มีพระเจ้า ผู้สร้างสรรพสิ่ง เช่น ศาสนาคริสต์ศาสนาอิสลาม และไม่มีพระเจ้าผู้สร้าง เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน

สาเหตุของการเกิดศาสนา

สาเหตุของการเกิดศาสนานั้นมีหลายอย่างหลายประการตามความเชื่อของประชาชนแต่ละกลุ่มและสภาพสิ่งแวดล้อมที่โน้มน้าวให้เกิดความเชื่อเช่นนั้น ซึ่งพอจะรวมกล่าวได้๖ ประการคือ

๑. เกิดจากความไม่รู้(อวิชชา)

๒. เกิดจากความกลัว

๓. เกิดจากความจงรักภักดี

๔. เกิดจากความอยากรู้เหตุผล(ปัญญา)

๕. เกิดจากอิทธิพลของคนสำคัญ

๖. เกิดจากลัทธิการเมือง

๑. เกิดจากความไม่รู้

ความไม่รู้เหตุผลที่ถูกต้องตามหลักวิชาการเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปรากฏการณ์ธรรมชาติก็คิดว่าเป็นอำนาจของเทพเจ้าบันดาลให้เป็นไปซึ่งความไม่รู้ในเหตุผลทั้งหลายเหล่านั้น พอจะสรุปกล่าวโดยย่อ ๆ ได้ดังนี้

ความไม่รู้เหตุผลทางภูมิศาสตร์: คนในประเทศอินเดียไม่เคยปีนไปบนยอดเขาหิมาลัยอันปกคลุมด้วยหิมะอย่างหนาทึบในฤดูหนาวเมื่อถึงฤดูร้อนหิมะละลาย น้ำไหลลงมาเป็นแม่น้ำคงคาชาวอินเดียไม่รู้ว่าต้นน้ำของแม่น้ำคงคาเกิดจากเหตุนี้ เข้าใจว่าเป็นน้ำที่ไหลมาจากสวรรค์ผ่านเศียรพระศิวะ ซึ่งเป็นเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพราหมณ์ และเข้าใจว่าแม่น้ำคงคานั้นศักดิ์สิทธิ์สามารถล้างบาปได้คนจึงนิยมไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคาเพื่อล้างบาป ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์

ความไม่รู้เหตุผลทางดาราศาสตร์: เมื่อเกิดจันทรุปราคาและสุริยุปราคาขึ้นเพราะการโคจร ของโลกรอบดวงอาทิตย์ประชาชนที่ไม่รู้เหตุผลก็เรียกว่าเกิดราหูอมจันทร์ จึงยิงปืนบ้าง จุดประทัดบ้าง หรือตีเกราะเคาะไม้เพื่อให้ราหูตกใจแล้วจะได้หนีไป เป็นต้น

ความไม่รู้เหตุผลทางชีววิทยา: คนบางคนเดินผ่านต้นไม้ใหญ่ เขาจะยกมือไหว้โดยเชื่อว่า ต้นไม้นั้นเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าผู้ที่เดินทางผ่านภูเขาใหญ่ หรือภูเขาที่ประกอบด้วยหน้าผารูปแปลกๆ ชาวบ้านให้ชื่อภูเขานั้นตามที่ตนนึกว่าเหมือนอะไรแล้วก็แสดงความเคารพภูเขานั้น โดยถือว่ามีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่

ความไม่รู้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์: เมื่อเห็นรุ้งกินน้ำ ก็เข้าใจว่าเกิดจากอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาลให้เกิดขึ้นจึงทำนายไปตามความเข้าใจของตนว่า รุ้งกินน้ำทางทิศนี้ฝนจะตกชุก รุ้งกินน้ำ ทางทิศนั้นฝนจะแล้งเป็นต้น

จากความไม่รู้เหตุผลดังกล่าวมาแล้วทำให้คนยึดถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดศาสนาประเภทเทวนิยมขึ้น

๒. เกิดจากความกลัว

เนื่องจากความไม่รู้เหตุผลเมื่อบุคคลได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ ลมพายุ ฟ้าผ่า ฟ้าร้อง แผ่นดินไหวมีดาวหางปรากฏขึ้น ก็เกิดความกลัวจึงขวนขวายหาที่พึ่งโดยคิดว่าปรากฏ การณ์เหล่านั้นมีเทพเจ้าบันดาลให้เกิดขึ้นจึงได้อ้อนวอนบนบานศาลกล่าวขอให้เทพเจ้าเหล่านั้น โปรดระงับสิ่งเหล่านั้นเสีย

๓. เกิดจากความจงรักภักดี

ความภักดีคือความเชื่อในสิ่งนั้นว่ามีอำนาจเหนือคน หรือเชื่อในบุคคลว่ามีความดีที่เชื่อถือได้เกิดความเลื่อมใสในสิ่งนั้นหรือบุคคลนั้นว่ามีศักดิ์ศรีหรือมีจริยาวัตรที่ ควรแก่การยกย่องเมื่อเกิดความเชื่อความเลื่อมใสแล้ว ความเคารพ ความรักและความนับถือจะเกิดขึ้นตามมากิจกรรมประกอบในสิ่ง ที่ตนมีความเชื่อความเลื่อมใสนั้น ได้แก่การแสดงความเคารพทางกายมีการกราบไหว้บูชา เคารพทางวาจาได้แก่ การกล่าวคำสรรเสริญยกย่อง เคารพทางใจได้แก่ การเลียนแบบจริยาวัตร หรือปฏิบัติตาม คำสอนของผู้นั้น ซึ่งก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดศาสนาขึ้น

๔. เกิดจากความอยากรู้เหตุผล

ความอยากรู้เหตุผลนั้นเป็นความรู้ที่ประกอบด้วยปัญญาซึ่งจะต้องคิดค้นถึงเหตุผลที่แท้จริงว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นมาจากสิ่งอะไร เช่นเจ้าชายสิทธัตถะ ได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ และคนตายทรงพยายามที่จะแก้ทุกข์ทั้ง ๓ อย่าง โดยทรงดำริว่าในโลกมีสิ่งที่เป็นคู่ ๆตรงกันเสมอ เช่น มีมืดแล้วก็มีสว่าง มีร้อนแล้วก็มีเย็น ฉะนั้นเมื่อมีแก่ก็ต้องมีไม่แก่ได้ มีเจ็บก็ต้องมีไม่เจ็บได้ มีตายก็ต้องมี ไม่ตายได้ความอยากรู้เหตุผลเป็นเหตุให้เกิดศาสนาที่เป็นอเทวนิยม

๕. เกิดจากอิทธิพลของคนสำคัญ

การเคารพต่อวิญญาณของบรรพบุรุษเป็นสิ่งที่ได้กระทำกันมาช้านาน ถ้าบุคคลนั้นเป็นที่สำคัญต่อชุมชน ก็สามารถเป็นจุดศูนย์รวมน้ำใจของคนส่วนมากไว้ได้อีกประการหนึ่งการเคารพบุคคลสำคัญทางวรรณคดี เช่น พระรามและพระกฤษณะในเรื่องมหาภารตะซึ่งเป็นวรรณ คดีที่ยิ่งใหญ่ของอินเดีย พราหมณ์ต้องการให้พระรามและพระกฤษณะเข้ามาเป็นเทพเจ้าในศาสนาฮินดูเพื่อต้องการให้ประชาชนนับถือศาสนาฮินดูมากยิ่งขึ้น จึงได้ประกาศแก่ประชาชนว่า พระรามและพระกฤษณะก็ไม่ใช่ใครที่ไหนคือพระวิษณุได้อวตารลงมานั่นเองประชาชนได้ทราบเช่นนั้นก็ไม่ว่าอะไรเพราะเขานับถือของเขาอยู่แล้วก็ยิ่งเป็นความดียิ่ง ๆ ขึ้นการเคารพนับถือวิญญาณของบุคคลสำคัญก็เป็นทางหนึ่งที่ทำให้เกิดศาสนาขึ้น

๖. เกิดจากลัทธิทางการเมือง

ความ เชื่อถือทางลัทธิการเมืองทำให้คนมีจิตใจเบี่ยงเบนออกไปจากศาสนาประจำชาติของ ตนได้ เช่น ลัทธิคอมมิวนิสต์ ได้กล่าวประณามศาสนาเป็นยาเสพติดเอาเปรียบสังคม เป็นกาฝากสังคม สูบเลือดเอาประโยชน์จากสังคม ผู้ที่เชื่อถือศาสนาเป็นพวกงมงายทำให้ประเทศชาติเจริญช้า ลัทธิคอมมิวนิสต์ทำให้คนเสมอกัน คนมีฐานะเสมอเหมือนกันหมดประเทศที่เริ่มต้นเผยแพร่ลัทธิ นี้คือประเทศรัสเซียและจีนบนผืนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งเป็นประเทศที่ถือลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นศาสนาประจำชาติ


พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ, ศาสนาสากล เล่ม ๑, พ.ศ. ๒๕๒๓,น. ๑
ศจ. เสฐียร พันธรังษี, ศาสนาเปรียบเทียบ

http://www.history.mbu.ac.th/buddhism/buddhism.html



อินเดียก่อนยุคพุทธกาล


ประเทศอินเดียมีเนื้อที่กว้างใหญ่ไพศาลมาก และในปัจจุบันนี้มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๓,๒๘๗,๒๖๓ ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านคน ย้อนไปเมื่อประมาณ ๑,๐๐๐ ปี ก่อนพุทธกาล ชนเผ่า ดราวิเดียน (Dravidians) หรือมิลักขะได้เข้ามาสู่ดินแดนส่วนนี้ถิ่นเดิมของเผ่านี้อยู่ ที่ไหนไม่ปรากฏชัดอารยะธรรมที่ขุดค้นพบในอินเดีย แสดงให้เห็นว่า ชนชาติ ทราวิด หรือดราวิเดียน นี้เป็นชาติที่มีความเจริญมาก่อนส่วนมากได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่แถบลุ่มแม่น้ำสินธุ

ก่อนจะมาถึงยุคพุทธกาล เราอาจจะแบ่งช่วงระยะเวลาแห่งประวัติศาสตร์ของประเทศอินเดียออกได้๓ ยุคด้วยกันคือ :-
๑. ยุคพระเวท
๒. ยุคพราหมณะ
๓. ยุคอุปนิษัท






Create Date : 18 มิถุนายน 2556
Last Update : 18 มิถุนายน 2556 21:45:47 น.
Counter : 408 Pageviews.

0 comment

Faraday
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ความสงบเรียบง่าย สอดคล้องกับธรรมชาติ
ความสดชื่นงดงาม สรรพเสียงที่ไพเราะเสนาะหู
คือสิ่งที่ควรรักษาให้ดำรงค์อยู่ ในช่วงชีวิตของเรา

ทำความเข้าใจสังคม สิ่งแวดล้อม ที่เราอาศัยอยู่
และดำเนินชีวิตอย่างสอดคล้องเหมาะสม
คือสิ่งดีที่สุดของการดำรงค์ชีวิต

ถ้าแม้ไม่สมที่หวัง ไม่เป็นไร ลืมมันเสีย
แล้วทำเหตุไหม่เพื่อให้มันเกิดอย่างที่ตั้งใจไว้

--------------------------------------------

สถิติ

จำนวน Blog รวม 448 Blog
จำนวนผู้ชม 200003 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 670 ครั้ง
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ (๑๓.๐๗ น.)


จำนวน Blog รวม 445 Blog
จำนวนผู้ชม 197298 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 658 ครั้ง
๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ (๒๒.๑๗ น.)

จำนวน Blog รวม 423 Blog
จำนวนผู้ชม 140566 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 349 ครั้ง
๑๓ มีนาคม ๒๕๕๖ (๐๙.๔๑ น.)


จำนวน Blog รวม 407 Blog
จำนวนผู้ชม 122229 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 212 ครั้ง
๒๙ มกราคม ๒๕๕๖ (๐๘.๐๘ น.)

จำนวน Blog รวม 407 Blog
จำนวนผู้ชม 122024 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 212 ครั้ง
๒๘ มกราคม ๒๕๕๖ (๑๘.๕๒ น.)

จำนวน Blog รวม 405 Blog
จำนวนผู้ชม 120971 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 208 ครั้ง
๒๖ มกราคม ๒๕๕๖ (๙.๓๙ น.)

จำนวน Blog รวม 398 Blog
จำนวนผู้ชม 111449 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 167 ครั้ง
๒ มกราคม ๒๕๕๖

จำนวน Blog รวม 391 Blog
จำนวนผู้ชม 102211 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 140 ครั้ง
๒ ธันวาคม ๒๕๕๕



จำนวน Blog รวม 390 Blog
จำนวนผู้ชม 92241 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 128 ครั้ง
๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

จำนวน Blog รวม 375 Blog
จำนวนผู้ชม 81537 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 107 ครั้ง
๖ ตุลาคม ๒๕๕๕ ( ๒๑.๓๙ )

จำนวน Blog รวม 374 Blog
จำนวนผู้ชม 80228 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 107 ครั้ง
๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ ( ๐๙.๒๔ )

จำนวน Blog รวม 361 Blog
จำนวนผู้ชม 78077 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 101 ครั้ง
๓๐ กันยายน ๒๕๕๕ ( ๑๕.๑๔ )

จำนวน Blog รวม 361 Blog
จำนวนผู้ชม 77503 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 101 ครั้ง
๒๙ กันยายน ๒๕๕๕ ( ๑๑.๑๘ )

จำนวน Blog รวม 269 Blog
จำนวนผู้ชม 38102 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 69 ครั้ง
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ (๑๑.๒๕ น.)

จำนวน Blog รวม 210 Blog
จำนวนผู้ชม 18,049 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 65 ครั้ง
6 กรกฎาคม ๒๕๕๕ (๑๖.๓๙ น.)

จำนวน Blog รวม 62 Blog
จำนวนผู้ชม 5,278 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 65 ครั้ง
๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ (๑๐.๑๙ น.)
แม่น้ำที่ดีต้องไหล แม่น้ำไม่ไหลเป็นแม่น้ำตาย พุทธพจน์ จงดูเถิด มนุษย์ทั้งหลาย รดน้ำต้นไม้ที่โคน แต่ต้นไม้ ย่อมให้ผลที่ปลาย เธอทั้งหลาย จงพิจารณาดูความจริงตามธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง คือ แม่น้ำสายใด เป็นแม่น้ำตาย ไม่ไหล ไม่ถ่ายเท ไปสู่ที่อื่น หยุดนิ่งขังอยู่ที่เดียว แม่น้ำสายนั้น ย่อมพลันตื้นเขินและสกปรก เน่าเหม็น เพราะสิ่งสกปรกไม่ถูกถ่ายเทออก นอกจากนี้ บริเวณใกล้แม่น้ำสายนั้น จะหาพืชพรรณ ธัญญาหารที่สวยสด ก็หาได้ยาก แต่แม่น้ำสายใด ไหลเอื่อยลงทะเล หรือแตกสาขาไหลออกไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักหมดสิ้นคนทั้ง หลาย ได้อาศัยอาบดื่มและใช้สอยตามปรารถนา แม่น้ำสายนั้น จะใสสะอาดอยู่เสมอ ไม่มีวันเหม็นเน่าหรือสกปรกได้เลย พืชพรรณธัญญาหาร ณ บริเวณใกล้เคียง ก็เขียวสดงดงาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ตระหนี่ เมื่อได้ทรัพย์แล้ว ก็เก็บกักตุนไว้ ไม่ถ่ายเทให้ผู้อื่นบ้าง ก็เหมือนแม่น้ำตาย ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใคร ส่วนผู้ไม่ตระหนี่ เป็นเหมือนแม่น้ำที่ไหลเอื่อย อยู่เสมอ ดังนั้น สาธุชน ได้ทรัพย์แล้ว พึงบำเพ็ญตน เหมือนแม่น้ำซึ่งไหล ใสสะอาด ไม่พึง เป็นเช่น แม่น้ำตาย... แสงเทียน
New Comments
Group Blog