ตันตระ Tantric Sex ....ศาสตร์เพื่อพัฒนาชีวิตรัก

ตันตระ Tantric Sex ....ศาสตร์เพื่อพัฒนาชีวิตรัก

คนแต่ละคนคงมอง �เซ็กซ์� ไม่เหมือนกัน... และหลายคนก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจหรือนับถืออะไรกับขั้นตอนของการมีเซ็กซ์นัก เพราะเห็นว่ามันก็แค่การแสดงออก ปลดปล่อย ตอบสนองความ ต้องการตามสัญชาตญาณพื้นฐาน แต่กับอีกหลายๆ คน �เซ็กซ์� คือพื้นฐาน สำคัญของการมีชีวิต คือส่วนหนึ่งของสัมพันธ์ คือการสารภาพบาป และในคนหลายกลุ่มเซ็กซ์หรือการร่วมรักถือเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์เสียด้วยซ้ำ

หนึ่งในกลุ่มคนซึ่งมีมุมมองที่น่าสนใจต่อเซ็กซ์ก็คือ ชาวฮินดูผู้นับถือลัทธิเพศสัมพันธ์ ซึ่งเชื่อใน �ตันตระทางเพศ(Tantric Sex)� ศาสตร์เก่าแก่ที่พวกเขาใช้ปฏิบัติและฝึกฝนมานานนับพันปี ด้วยความเชื่อว่านอกจากการ ร่วมรักจะให้ความสุขสมแล้ว พลังทางเพศที่เกิดขึ้นยังเสริมสร้างให้เกิดความแข็งแรงทั้งทางร่างกายและจิต อันนำมาซึ่งความสุขในชีวิต ดังนั้น ยิ่งร่วมรักกันบ่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้มีสุขภาพดีขึ้น ...น่าสนใจ คุณรู้สึกเหมือน ดิฉันไหม...

แรกเริ่มเดิมที �ตันตระ� เป็นการสอนกันปากต่อปาก ไม่ได้มีบันทึกไว้เป็น ตำรา ต่อมาจึงมีตำราภาษาสันสกฤตเขียนในรูปของการโต้ตอบระหว่างพระศิวะ(Shiva) และพระเชษฐ์(Shakti) โดยให้พระศิวะแทนพลังทางเพศของชาย และพระเชษฐ์คือพลังทางเพศของหญิง

หลักการของตันตระคือ การปฏิบัติกิจกรรมทางเพศเพื่อความรู้แจ้ง จากการ ใช้สมาธิ พลังจิต และการควบคุมทางเพศ ผู้ฝึกตันตระจะพบกับความสุขทางเพศอย่างไม่เคยพบมาก่อน และสามารถมีความสุขทางเพศได้บ่อยครั้ง และยาวนานยิ่งขึ้น...จะเห็นได้ว่าหลักการของตันตระเน้นที่การปฏิบัติ ก่อนที่ชายหญิงจะมาปฏิบัติร่วมกัน จึงต้องแยกกันไปฝึก ก่อนที่จะมาฝึกร่วมกันอีก 7 ราตรี ดังนี้...

พิธีกรรมของสตรี
การฝึกเริ่มจากการทำความรู้จักร่างกายของตัวเอง ตั้งแต่อวัยวะภายนอก ซอกหลืบต่างๆ เพื่อที่จะได้ทราบว่าจุดกระสันของตัวเองอยู่ตรงไหน ไปสู่การบริหารกล้ามเนื้อช่องคลอดด้วยการขมิบ ไปสู่การฝึกสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองอย่างมีหลักการ ไปสู่การฝึกฝนการหยุดก่อนถึงจุดสุดยอด อันจะนำไปสู่ความสามารถในการควบคุมการถึงจุดสุดยอดได้ ก่อนจะถึงการฝึกส่งพลังเพศให้กับอีกฝ่าย ไม่ว่าจะกับผู้ชายหรือกับผู้หญิงด้วยกัน


พิธีกรรมของบุรุษ
หลักการเดียวกับการฝึกของผู้หญิง คือเริ่มจากการทำความรู้จักกับร่างกาย ตัวเอง ฝึกการสร้างความกำหนัดโดยจินตนาการ การฝึกเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องและขมิบรูทวาร การสงบจิต การดูแลองคชาต การควบคุมพลังกำหนัด การหยุด และการควบคุมการหลั่ง ก่อนจะไปจบที่การส่งพลังเพศ ให้กับคู่นอน ไม่ว่าจะกับต่างเพศหรือกับเพศเดียวกัน


7 ราตรีของการฝึกคู่
ตันตระเชื่อว่าเรื่องเพศหรือการร่วมรักเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติ การฝึกคู่ จึงเริ่มต้นจากการทำความรู้จักร่างกายของกันและกัน สร้างความคุ้นเคยต่อกัน และสร้างความปรารถนาต่อกันในคืนแรก แต่จะยังไม่มีการสำเร็จความใคร่และการร่วมรักกันจริงๆ จนกระทั่งถึงคืนที่ 2 และคืนต่อๆ มา เป็นการช่วยกันและกันควบคุมการถึงจุดสุดยอด พร้อมๆ กับควบคุมความ รู้สึกของตัวเองที่จะไม่โผเข้าหากันแล้วร่วมรักกันตามที่ปรารถนา จนกระทั่ง ในคืนสุดท้าย จึงจะมีการสอดใส่ แล้วผลัดกันขมิบกล้ามเนื้อให้อีกฝ่ายได้รู้สึก จากนั้นฝึกการควบคุมการหลั่ง

เมื่อสิ้นสุดโปรแกรมการฝึกแล้ว คู่รักทั้งสองสามารถร่วมรักกันได้ตามปกติ แต่ก็จะพบว่าตัวเองมีความสามารถในการร่วมรักได้ยาวนานขึ้น และมีความสุขสมได้โดยไม่ต้องถึงจุดสุดยอด จึงเท่ากับว่าทั้งคู่สามารถร่วมรักกัน ได้บ่อยเท่าที่ต้องการ

คงต้องออกตัวไว้ก่อนว่าดิฉันเองก็ยังไม่เคยลงมือฝึกตันตระอย่างจริงจัง แต่จากการศึกษาเบื้องต้นพบว่าตัวเองประทับใจและเห็นด้วยในประเด็นต่อไปนี้...
  • ความสุขสมบนเตียงนำพาไปสู่ความสุขและสุขภาพในชีวิตจริง หรือใครอยากเถียง

  • ตันตระเน้นการปฏิบัติ ดิฉันเห็นด้วย 100% ไม่มีชายใดเป็นคาสซาโนว่า มาตั้งแต่เกิด ผู้หญิงที่คิดว่าตัวเองมีกรรมเพราะไม่เคยไปได้ถึงจุดสุดยอดกับเขาเสียทีก็เหมือนกัน ถามตัวเองสิคะว่าคุณทำความรู้จักตัวเองและคู่ของคุณ รวมทั้งศึกษาและฝึกฝนศิลปะในการร่วมรักมากพอแล้วหรือยัง


  • การร่วมรักที่สุขสมนั้นจำเป็นต้องมีความเสียสละ ให้เกียรติ และความยินยอมพร้อมใจจากคู่รักของคุณด้วย ถ้าต่างฝ่ายต่างก็ตะกรุมตะกราม เอาแต่ได้ เซ็กซ์ไม่มีทางสุขสมได้หรอกค่ะ


  • หากเปิดใจให้กว้าง ไม่คิดว่าตันตระหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องบนเตียง คุณเองก็จะเห็นว่าที่จริงแล้วศาสตร์นี้คือจิตวิทยาในการร่วมรักดีๆ นี่เอง


  • เซ็กซ์ที่สุขสมนั้นไม่จำเป็นต้องมีกับคนรักที่หมายถึงเพศตรงข้ามแต่เพียง อย่างเดียว แม้แต่คู่รักร่วมเพศก็สามารถนำหลักการร่วมรักแบบตันตระไปฝึกฝนเพื่อพัฒนาตัวเองต่อได้ ดิฉันรู้สึกยินดีที่ตันตระใจกว้างกับคนทุกรูปแบบ


หากคุณเองก็สนใจอยากจะศึกษาศาสตร์แห่งการพัฒนาพลังรักนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองค้นหาข้อมูลจากหนังสือหรืออินเตอร์เน็ตดู หรือถ้าอยากดูวิดีโอ สาธิตการฝึกฝนก็หาได้ไม่ยากจากอินเตอร์เน็ต สิ่งสำคัญคือต้องไม่ลืมว่าทักษะเกิดจากการฝึกฝน ฝึกมากๆ เข้าใจกันมากๆ แล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเองค่ะ

ข้อมูลจาก หนังสือ Tantra, The Key to Sexual Power and Pleasure โดย Ashley Thirleby แปลโดย พีระ บุญจริง



สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับตันตระ
ตันตระ คือการร่วมรักที่กาย ใจ และอารมณ์เป็นอิสระ จนสามารถควบคุม การหลั่งได้อย่างสิ้นเชิง เกิดความสุขอย่างสูงสุด และเกิดพลังกลับคืนสู่ร่างกาย ทำให้มีสุขภาพดีและอายุยืน ตันตระไม่มีกฏเกณฑ์ข้อบังคับใดๆ ดังเช่นกิจกรรมทางศาสนา ตันตระมุ่งให้สนใจปฏิบัติฝึกฝนเพื่อความสุขทางเพศอย่างเดียว ซึ่งตันตระเชื่อว่านั่นเป็นหนทางสู่ความรู้แจ้ง

ตันตระไม่ใช่...
  • โยคะ แม้จะมีแนวคิดคล้ายคลึงกัน(แต่รูปแบบและวิธีการปฏิบัติต่างกัน) และแม้จะมีตำราฝรั่งบางเล่มใช้ชื่อว่า ตันตระโยคะ(Tantra Yoga) ก็ตาม

  • การทำสมาธิ ตันตระคือการฝึกฝนการควบคุมจิตใจในลักษณะของการเพ่งกสิณมากกว่า ในขณะที่การทำสมาธิคือการฝึกจิตให้สงบนิ่ง จึงต่างกับ การร่วมรักแบบตันตระอันเป็นการแสวงหาความสุขทางเพศ

  • ศาสนา แม้จะมีนิกายหนึ่งในพุทธศาสนาลัทธิวัชญาณในธิเบตเรียกว่า นิกายตันตระ(Tantra Buddhism) ซึ่งเชื่อว่าความหลุดพ้นไม่จำเป็นต้องมีพิธีกรรมใดๆ


ที่มา http://sex.sanook.com/sex/technique/tech_39352.php









Create Date : 28 เมษายน 2556
Last Update : 28 เมษายน 2556 19:12:13 น.

0 comment
คนพูดความจริง จะใช้ภาษาที่มีความเรียบง่าย
มหาปราชญ์ชาวอินเดียนามว่า โอโซ กล่าวว่า คนพูดความจริง จะใช้ภาษาที่มีความเรียบง่าย
เพราะความจริงไม่จำเป็นต้องพึ่งคำอธิบายอะไรเยอะแยะมากมาย ความจริงมีความเป็นสากล
หรือเป็นสิ่งสาธารณะ ฉะนั้นใจความของมันสั้น ๆ แต่ครบถ้วน

ในขณะที่คนพูดโกหก จะต้องพยายามอย่างมากในการอธิบาย ซ้ำไปซ้ำมา
และที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือ ยิ่งพยายามอธิบาย ยิ่งต้องโกหกเพิ่มขึ้น
(Once it starts, there's no coming back.)
และหลายครั้งที่ตัวคนพูดจะพบว่า ตนเองก็ยังสับสน ไม่เข้าใจในสิ่งที่พูดออกไปเสียเท่าไหร่

คนโกหกมาก ๆ มันจึงมีอยู่สองลักษณะคือ
รู้ว่าเรื่องจริงเป็นอย่างไร แต่จะหาเรื่องแถ
กับอีกกลุ่มคือ ไม่รู้เรื่องเลยจริง ๆ

ฉะนั้นเราไม่ต้องแปลกใจหากฟังใครพูดแล้วรู้สึกว่า เข้าใจยาก
ครั้นจะพยายามที่จะทำความเข้าใจ ก็รู้สึกว่ามันช่างซับซ้อนเสียนี่กระไร
ถ้าเกิดอาการเช่นนี้ นั่นหมายความได้ง่าย ๆ ครับว่า เรื่องที่ท่านฟังอยู่ "มันไม่จริง"

     ท้ายสุด ปราชญ์ท่านบอกไว้อีกครับว่า ความจริงเป็นเรื่องของสามัญสำนึก

(Common Sense) ไม่ต้องไปเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม ไม่ต้องมีวุฒิการศึกษา

และไม่ต้องปีนกระไดฟัง ถ้ามันเป็นความจริงเสียอย่าง แค่ได้ฟัง ท่านจะเข้าใจในทันทีครับ





Create Date : 31 มีนาคม 2556
Last Update : 31 มีนาคม 2556 23:47:13 น.

0 comment
ทำไมคนเราจึงหาว


"หาว" เป็นกิริยาอาการที่ ต้องอ้าปากให้กว้างเพื่อสูดลมเข้าไปลึก ๆ ทางปากแล้วจึงระบาย
ลมออก ส่วนใหญ่จะหาวเวลาง่วงนอน แต่อาการเช่นนี้เวลาเหนื่อยก็หาวได้เหมือนกัน



ทำไมคนเราจึงหาว ?






       มีหลายทฤษฎีที่พยายามอธิบายว่าทำไมคนเราจึงหาว แต่ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า การหาวเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางร่างกายที่สั่งการโดยสมอง อาจเนื่องมาจากร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอในขณะนั้น จึงเกิดอาการหาวขึ้นเพื่อปรับตัว

       การหาว เป็นการหายใจลึกๆ เพื่อนำออกซิเจนเข้าไปในร่างกายให้มากขึ้น ร่างกายของเราจะต้องการออกซิเจนมากขึ้นเมื่อเรารู้สึกง่วงหรือเหนื่อย สมองของเราจะสั่งให้หาวเพื่อที่จะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ที่มีออกซิเจนเข้าไปได้อย่างเต็มที่

       การหาวยังเป็นการเพิ่มระดับการตื่นตัว โดยเฉพาะเวลาที่มีความเครียดหรือความกดดัน ซึ่งทำให้อธิบายได้ว่า เหตุใดนักกีฬาที่กำลังจะลงแข่งขัน หรือนักเรียนที่กำลังจะเข้าห้องสอบจึงหาว

      หากไม่อยากหาวบ่อยๆ ควรหาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เคร่งเครียด หลีกเลี่ยงจากมลพิษ และอยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวก อาการหาวก็จะค่อยๆ ลดลง

       แต่หากทำแล้วยังไม่ได้ผล ยังหาวอยู่บ่อยๆ ไม่ต่ำกว่าวันละ 30 ครั้ง แนะนำให้ไปพบแพทย์ตรวจร่างกาย เพราะการหาวบ่อยๆ เป็นสัญญาณเตือนว่าอาจมีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหรือระบบทางเดินหายใจ


“ทำไมเราจึงหาวตามกัน”


       กิริยาอาการบางอย่างของคนเราสามารถเกิดขึ้นตามๆ กันได้ เช่น เมื่อคนหนึ่งหัวเราะขึ้นมา คนอื่นก็อยากหัวเราะบ้าง อาการหาวก็เช่นกัน เมื่อคนหนึ่งอ้าปากหาว น่าแปลกที่คนอื่นมักจะหาวตาม

       สัตว์มีกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เช่น แมว สุนัข ก็หาวได้เช่นกัน โดยเป็นการหาวตามสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิกิริยาตอบสนองที่เกิดจากวิวัฒนาการที่ถ่ายทอดสืบกันมา แต่สำหรับคน ชิมแปนซี และลิงกัง จะมีอาการหาวตามกันเมื่อเห็นหรือคิดว่าคนอื่นหรือสัตว์ตัวอื่นหาว

       นักวิทยาศาสตร์หลายคนเคยสงสัยเช่นกันว่า ทำไมการหาวจึงเป็นอาการที่ติดต่อถึงกันได้ ซึ่งจากการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การหาวตามกันอาจมาจากความต้องการในการแสดงอารมณ์ร่วมกับผู้อื่น

       ดร.อาสึชิ เซนจุ จากวิทยาลัยเบิร์กเบ็ก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยลอนดอน และนักวิจัยจากญี่ปุ่น ร่วมกันศึกษาอาการหาวตามกันในกลุ่มเด็กธรรมดาและเด็กออทิสติก และพบว่าเด็กออทิสติกจะไม่หาวตามกัน

       รายงานการศึกษาเรื่องนี้ตีพิมพ์ลงในวารสาร Biology Letters ดร.เซนจุ กล่าวว่า นี่เป็นการศึกษาชิ้นแรกที่แสดงให้เห็นว่า การหาวตามกันไม่เกิดกับเด็กออทิสติก หรืออีกนัยหนึ่งคือ ความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองอาจเป็นการสกัดกั้นอาการหาวตามคนอื่น

       ทั้งนี้ ออทิสซึ่มเป็นความผิดปกติของพัฒนาการทางสมอง ซึ่งทำให้เด็กไม่สามารถมีความผูกพันทางอารมณ์กับผู้อื่น

       การศึกษาที่พบว่าเด็กออทิสติกหาวตามสัญชาตญาณ แต่ไม่หาวตามคนอื่น จึงบ่งชี้ได้ว่าการหาวตามกันอาจมีสาเหตุมาจากความต้องการแสดงอารมณ์ร่วม


“ความเชื่อเกี่ยวกับการหาว”

       ฝรั่งในสมัยโบราณเชื่อว่า การหาวทำให้วิญญาณออกจากร่าง ดังนั้นเวลาหาวจึงต้องเอามือปิดปากไว้ เพื่อไม่ให้วิญญาณหนีไป

       ที่มาของความเชื่อนี้ก็เนื่องมาจากในสมัยก่อนเด็กเกิดใหม่มักจะเสียชีวิต เพราะวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าเช่นปัจจุบัน เมื่อสังเกตเห็นเด็กหาวทันทีที่เกิด จึงเข้าใจว่าการหาวทำให้เสียชีวิต ซึ่งอันที่จริงสามารถอธิบายทางวิทยาศาสตร์ได้ว่าเป็นปฏิกิริยาธรรมชาติที่เด็กจะสูดเอาออกซิเจนเข้าปอด

       ในสมัยนั้นจึงมีคำแนะนำให้แม่นั่งเฝ้าลูกน้อยเป็นพิเศษในช่วงเดือนแรกๆ หลังคลอด เพื่อคอยปิดปากลูกเวลาหาว เพราะเด็กยังปิดปากตัวเองไม่ได้ ความเชื่อดังกล่าวจึงกลายมาเป็นมารยาทในการหาวจนถึงปัจจุบัน

       มารยาทอีกอย่างหนึ่งของการหาวที่อาจพบเห็นได้ ก็คือ การหันหน้าไปทางอื่น หรือแม้แต่การกล่าวคำขอโทษออกมาหลังจากหาว

       ที่มาของเรื่องนี้ก็คือ เมื่อคนสมัยโบราณสังเกตเห็นว่าเมื่อคนหนึ่งหาว คนที่อยู่ใกล้ๆ ก็มักจะหาวตามกัน ดังนั้นหากการหาวเป็นอันตรายต่อผู้หาว อันตรายนี้ย่อมติดไปถึงผู้อื่นด้วย เวลาหาวจึงหันหน้าหนีเพื่อไม่ให้คนอื่นเห็น ส่วนการขอโทษก็เป็นเสมือนการแสดงความเป็นมิตรกับยมทูตที่จะมาพรากวิญญาณไปนั่นเอง



ขอบคุณแหล่งที่มา  http://www.vcharkarn.com/varticle/39450




Create Date : 09 กุมภาพันธ์ 2556
Last Update : 9 กุมภาพันธ์ 2556 22:01:17 น.

1 comment
การสื่อสารนี่สำคัญนะ





การสื่อสารนี่สำคัญนะ vote ติดต่อทีมงาน

การสื่อสารนี่สำคัญนะ ถ้าสื่อแล้วผู้รับไม่เข้าใจ ผลเป็นการสูญเปล่า
ถ้าสื่อสารแล้วผู้รับเข้าใจไปทางที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ต้องการสื่อ
จะเกิดการเข้าใจผิดอาจจะเสียหายได้

แม้แต่สงครามที่เกิดขึ้นบางครั้งมาจากการสื่อสารที่ผิดพลาด
การสื่อสารที่สับสน ไม่สดวกในการอ่านทำให้เกิดความเบื่อหน่าย

การสื่อสารที่ดี อย่างในสมัยพุทธกาล ฟังธรรมจากพระโอฐ ครั้งเดียวบรรลุธรรมก็มี
การสื่อสาร (สอน) ในปัจจุบัน บวชตั้งแต่หนุ่มจนแก่ก็ไม่เห็นธรรม กลายป็นติด เดรัจฉานวิชา
ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป คือสื่อสารผิด เกิดการเข้าใจผิด การกระทำก็เลยผิดตาม

อยากอ่านให้เข้าใจนะ จะได้นำไปปฏิบัติ แต่อุปสรรคที่เกิดขึ้น บั่นทอนจนบางครั้งไม่กล้าอ่าน

เพราะอ่านแล้วเวียนหัว

ขอท่าน จขกท โปรดเข้าใจ และ อภัยให้ด้วยสำหรับความเห็น

การสื่อสารนี่สำคัญนะ

จากคุณ : Faraday
เขียนเมื่อ : 27 ก.ค. 55 09:09:41
ถูกใจ : mce






Create Date : 27 กรกฎาคม 2555
Last Update : 27 กรกฎาคม 2555 10:23:52 น.

0 comment
บ่อเกิดแห่งความสุข
บ่อเกิดแห่งความสุขมีอยู่กับเราทุกคนในขณะนี้อยู่แล้ว
เพียงแต่เรามองข้ามไปหรือไม่รู้จักใช้เท่านั้น
เมื่อใดที่เรามีความทุกข์ แทนที่จะมองหาสิ่งนอกตัว
ลองพิจารณาสิ่งที่เรามีอยู่และเป็นอยู่ ไม่ว่า มิตรภาพ
ครอบครัว สุขภาพ ทรัพย์สิน รวมทั้งจิตใจของเรา
ล้วนสามารถบันดาลความสุขให้แก่เราได้ทั้งนั้น
ขอเพียงแต่เรารู้จักชื่นชม รู้จักมอง
และจัดการอย่างถูกต้องเท่านั้น

แทนที่จะแสวงหาแต่ความสุขจากการได้
ลองหันมาแสวงหาความสุขจากการ มี
หรือจากสิ่งที่มี ขั้นต่อไปคือการแสวงหาความสุขจากการ ให้

**กล่าวคือยิ่งให้ความสุข ก็ยิ่งได้รับความสุข
สุขเพราะเห็นน้ำตาของผู้อื่นเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม
และสุขเพราะภาคภูมิใจที่ได้ทำความดีและทำให้ชีวิตมีความหมาย
จากจุดนั้นแหละก็ไม่ยากที่เราจะค้นพบความสุขจากการ ไม่มี
นั่นคือสุขจากการปล่อยวาง ไม่ยึดถือในสิ่งที่มี
และเพราะเหตุนั้น แม้ไม่มีหรือสูญเสียไป ก็ยังเป็นสุขอยู่ได้**

เกิดมาทั้งที น่าจะมีโอกาสได้สัมผัสกับความสุขจากการ ให้
และ การ ไม่มี เพราะนั่นคือสุขที่สงบเย็นและยั่งยืนอย่างแท้จริง





Create Date : 14 กรกฎาคม 2555
Last Update : 14 กรกฎาคม 2555 14:26:52 น.

0 comment
1  2  3  
Faraday
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



ความสงบเรียบง่าย สอดคล้องกับธรรมชาติ
ความสดชื่นงดงาม สรรพเสียงที่ไพเราะเสนาะหู
คือสิ่งที่ควรรักษาให้ดำรงค์อยู่ ในช่วงชีวิตของเรา

ทำความเข้าใจสังคม สิ่งแวดล้อม ที่เราอาศัยอยู่
และดำเนินชีวิตอย่างสอดคล้องเหมาะสม
คือสิ่งดีที่สุดของการดำรงค์ชีวิต

ถ้าแม้ไม่สมที่หวัง ไม่เป็นไร ลืมมันเสีย
แล้วทำเหตุไหม่เพื่อให้มันเกิดอย่างที่ตั้งใจไว้

--------------------------------------------

สถิติ

จำนวน Blog รวม 448 Blog
จำนวนผู้ชม 200003 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 670 ครั้ง
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ (๑๓.๐๗ น.)


จำนวน Blog รวม 445 Blog
จำนวนผู้ชม 197298 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 658 ครั้ง
๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ (๒๒.๑๗ น.)

จำนวน Blog รวม 423 Blog
จำนวนผู้ชม 140566 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 349 ครั้ง
๑๓ มีนาคม ๒๕๕๖ (๐๙.๔๑ น.)


จำนวน Blog รวม 407 Blog
จำนวนผู้ชม 122229 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 212 ครั้ง
๒๙ มกราคม ๒๕๕๖ (๐๘.๐๘ น.)

จำนวน Blog รวม 407 Blog
จำนวนผู้ชม 122024 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 212 ครั้ง
๒๘ มกราคม ๒๕๕๖ (๑๘.๕๒ น.)

จำนวน Blog รวม 405 Blog
จำนวนผู้ชม 120971 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 208 ครั้ง
๒๖ มกราคม ๒๕๕๖ (๙.๓๙ น.)

จำนวน Blog รวม 398 Blog
จำนวนผู้ชม 111449 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 167 ครั้ง
๒ มกราคม ๒๕๕๖

จำนวน Blog รวม 391 Blog
จำนวนผู้ชม 102211 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 140 ครั้ง
๒ ธันวาคม ๒๕๕๕



จำนวน Blog รวม 390 Blog
จำนวนผู้ชม 92241 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 128 ครั้ง
๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

จำนวน Blog รวม 375 Blog
จำนวนผู้ชม 81537 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 107 ครั้ง
๖ ตุลาคม ๒๕๕๕ ( ๒๑.๓๙ )

จำนวน Blog รวม 374 Blog
จำนวนผู้ชม 80228 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 107 ครั้ง
๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ ( ๐๙.๒๔ )

จำนวน Blog รวม 361 Blog
จำนวนผู้ชม 78077 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 101 ครั้ง
๓๐ กันยายน ๒๕๕๕ ( ๑๕.๑๔ )

จำนวน Blog รวม 361 Blog
จำนวนผู้ชม 77503 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 101 ครั้ง
๒๙ กันยายน ๒๕๕๕ ( ๑๑.๑๘ )

จำนวน Blog รวม 269 Blog
จำนวนผู้ชม 38102 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 69 ครั้ง
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ (๑๑.๒๕ น.)

จำนวน Blog รวม 210 Blog
จำนวนผู้ชม 18,049 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 65 ครั้ง
6 กรกฎาคม ๒๕๕๕ (๑๖.๓๙ น.)

จำนวน Blog รวม 62 Blog
จำนวนผู้ชม 5,278 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 65 ครั้ง
๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ (๑๐.๑๙ น.)
แม่น้ำที่ดีต้องไหล แม่น้ำไม่ไหลเป็นแม่น้ำตาย พุทธพจน์ จงดูเถิด มนุษย์ทั้งหลาย รดน้ำต้นไม้ที่โคน แต่ต้นไม้ ย่อมให้ผลที่ปลาย เธอทั้งหลาย จงพิจารณาดูความจริงตามธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง คือ แม่น้ำสายใด เป็นแม่น้ำตาย ไม่ไหล ไม่ถ่ายเท ไปสู่ที่อื่น หยุดนิ่งขังอยู่ที่เดียว แม่น้ำสายนั้น ย่อมพลันตื้นเขินและสกปรก เน่าเหม็น เพราะสิ่งสกปรกไม่ถูกถ่ายเทออก นอกจากนี้ บริเวณใกล้แม่น้ำสายนั้น จะหาพืชพรรณ ธัญญาหารที่สวยสด ก็หาได้ยาก แต่แม่น้ำสายใด ไหลเอื่อยลงทะเล หรือแตกสาขาไหลออกไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักหมดสิ้นคนทั้ง หลาย ได้อาศัยอาบดื่มและใช้สอยตามปรารถนา แม่น้ำสายนั้น จะใสสะอาดอยู่เสมอ ไม่มีวันเหม็นเน่าหรือสกปรกได้เลย พืชพรรณธัญญาหาร ณ บริเวณใกล้เคียง ก็เขียวสดงดงาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ตระหนี่ เมื่อได้ทรัพย์แล้ว ก็เก็บกักตุนไว้ ไม่ถ่ายเทให้ผู้อื่นบ้าง ก็เหมือนแม่น้ำตาย ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใคร ส่วนผู้ไม่ตระหนี่ เป็นเหมือนแม่น้ำที่ไหลเอื่อย อยู่เสมอ ดังนั้น สาธุชน ได้ทรัพย์แล้ว พึงบำเพ็ญตน เหมือนแม่น้ำซึ่งไหล ใสสะอาด ไม่พึง เป็นเช่น แม่น้ำตาย... แสงเทียน
New Comments
Group Blog