ศาสนาพระผู้เป็นเจ้าทุกศาสนามีกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน
ตามประวัติของศาสนาพราหมณ์ยุคดึกดำบรรพ์ได้กล่าวไว้ในศิลาจารึกในสำนักปุริสราชาโยคีในถ้ำเชิงเขาหิมาลัย ซึ่งเป็นภาษากูโบ๊ส  
ได้กล่าวไว้เป็นหลักฐานมีข้อความตอนหนึ่งว่า “เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีมาแล้ว  โยคีไตรภพได้นำศาสนาพราหมณ์ไปเผยแพร่ในประ
เทศอียิปต์  และมีพระเจ้าฟาร์โรเป็นสานุศิษย์ และเมื่อยุค ๔๐๐๐ ปี   โยคีกบิลญาณได้นำศาสนาพราหมณ์ไปเผยแพร่ในตะวันออก
กลางและมีนาบีมูซา หรือโมเสส เป็นสานุศิษย์ ศาสนาพระผู้เป็นเจ้าเกิดในตะวันออกกลาง ๒ ยุค คือยุคอียิปต์โบราณยุค ๕๐๐๐ ปี

และยุคศาสนาเฮบรูหรือยุคโมเสส ( พ.ต.อ. ชะลอ  อุทกภาชน์  ธบ.  , นบ. ท.  ๒๕๒๗,  “แว่นส่องจักรวาล”,    
กรุงเทพ:กรุงสยามการพิมพ์,   หน้า ๒๖-๒๗.)

              คัมภีร์ไบโตลาห์ของศาสนาพราหมณ์ยุคแรก    และคัมภีร์พระเวทของศาสนาพราหมณ์ยุคต่อมาได้กล่าวไว้เป็นหลักฐานว่า  
ศาสตร์และวิทยาการต่างๆของมวลมนุษย์นั้นได้จารึกไว้บนพรหมโลก   ครั้งแรกเมื่อพวกฤาษี  พวกโยคี  หรือผู้ปฏิบัติสมาธิบรรลุฌาณ
ขั้นจตุตถฌาณ สามารถส่งกายทิพย์และวิญญาณของตนเองขึ้นพรหมโลกได้  ก็จะไปเรียนศาสตร์และวิทยาการต่างๆเหล่านี้  และนำลง
มาถ่ายทอดให้แก่มนุษย์

              ในทัศนคติทางศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์ได้จัดแบ่งพรหมสุทธาวาสออกเป็น ๙ ชั้น และเรียกประมุขของพรหมสุทธาวาสว่า
“อัลลาห์ฮู้มาลินีฮู”  แปลว่า ข้าพเจ้าขออัญเชิญพระผู้เป็นเจ้า ณ บัดนี้ คำว่า “อัลลาห์ฮู” นี้ วิวัฒนาการมาเป็น “ฮัลเลลูย่าห์”  แปลว่าพระ
ผู้เป็นเจ้าในศาสนาเฮบรู ทั้งนี้หลักฐานในคัมภีร์ยุคศาสนาพราหมณ์ยุคดึกดำบรรพซึ่งจารึกไว้ในศิลาจารึกในสำนักโยคีปุริสราชา (หน้า ๕๐-๕๑)

                คำว่า “ฮัลลาห์ฮู้” เป็นคำแทนพระผู้เป็นเจ้าในศาสนาพราหมณ์จึงวิวัฒนามาเป็นคำว่า “ฮัลเลลูย่าห์” ซึ่งแปลว่าพระผู้เป็นเจ้า
ในศาสนาเฮบรูได้วิวัฒนาการมาเป็น “ยะโฮวา”  ในศาสนาคริสต์และวิวัฒนาการมาเป็นคำว่า “ฮัลล่าห์ ในศาสนาอิสลาม    นอกจากนาบี
มูซาหรือโมเสสจะถ่ายทอดเอาปรัชญา  และคำสอนในศาสนาพราหมณ์มาดัดแปลงเป็นคำสอนในศาสนาเฮบรูแล้ว  ตามหลักฐานในศิลา
จารึกในสำนักปุริสราชายังได้กล่าว่า นาบีมูซาได้ฝึกจิตทางฌาณสมาบัติกับกบิลญาณดาบส  และบรรลุฌาณสมาบัติขั้นสูงสามารถแสดง

อิทธิปาฏิหาริย์ได้หลายอย่างหลายประการ  ซึ่งข้อมูลต่างๆที่กล่าวในสศิลาจารึก ตรงกับประวิติศาสตร์ของศาสนาเฮบรูทุกประการ  กล่าว
คือโมเสสได้แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ให้กษัตริย์อียิปต์ดู   .......................................   ............................................

              โมเมเสสใช้อำนาจฌาณสมาบัติแหวกน้ำทะเลแดงเพื่อให้ชาวเฮบรูหนีชาวอียิปต์ได้สำเร็จ (หน้า ๕๒)
ศาสนาพระผู้เป็นเจ้าเกิดขึ้นในอินเดียตอนเหนือแคว้นฮารัปปาและ-โมเฮนโจดาโรและอักขระภาษากูโบ๊สก็ขึ้นก่อนยุคนี้  ซึ่งนักโบราณคดี
ค้นพบ  และนำคำสวดขอพรพรหมพระผู้เป็นเจ้ามาจารึกเป็นภาษาอารบิคไว้ในคัมภีน์โกรอ่านในศาสนาอิสลามก็ได้วิวัฒนาการมาจาก
ภาษากูโบ๊ส    ผม (พ.ต.อ. ชะลอ) ได้รับเชิญไปปาฐกถา  “ศาสนาเปรียบเทียบ”  ได้กล่าวสรุปว่า  

         ****“ศาสนาพระผู้เป็นเจ้าทุกศาสนามีกำเนิดมาจากแหล่งเดียวกัน และพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกัน  คือองค์พรหมพระผู้เป็นเจ้าใน
ศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์นั่นเอง  และวิวัฒนาการมาเป็น “ฮาเลลูย่าห์”,  “ยาฮะเว”   “ยะโฮวา”  และอัลล่าห์*****  

           อย่างไรนั้น   ผม(พ.ต.อ. ชะลอ)ได้กล่าวแล้วข้างต้น  และได้พิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์แก่ตาของบรรดาศาสนิกชนที่นับถือ
ศาสนาอิสลามทั้งหลาย  รวมทั้งอิหม่ามหลายสิบคนที่มานั่งฟังปาฐกถาที่ ผมกล่าวว่า “พระอัลล่าห์ในอิสลาม”  คือ พรหมพระผู้เป็นเจ้า
ในศาสนาพราหมณ์ โดยผม(พ.ต.อ. ชะลอ)จะสวดมนต์สรรเสริญพรหมพระผู้เป็นเจ้าของศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์เป็นภาษากู้โบ๊ส  
ซึ่งได้ปรากฏเป็นภาษาอารบิคในคัมภีร์โกรอ่านเกือบทั้งเล่ม และมนต์สรรเสริญพระผู้เป็นเจ้านั้นปัจจุบันอิสลามมิกชนถือว่าเป็นมนต์ศัก
ดิ์สิทธิ์ ไม่ยอมแปลออกเป็นภาษาต่างประเทส คงสงวนไว้เป็นภาษาอารบิคในคัมภีร์โกรอ่านเท่านั้น (๕๖-๕๗)

                  เมื่อผม(พ.ต.อ.ชะลอ) ปาฐกถาจบลงได้สวดมนต์สรรเสริญ พรหมพระผู้เป็นเจ้าเป็นภาษากูโบ๊สเป็นตอน ๆ ให้อิหม่าม
และอิสลามิกชนที่มาฟังปาฐกถาหลายสิบคน   ผมสวดมนต์จบเป็นตอน ๆ  ใช้เวลาสวดประมาณ ๒๐ นาที  อิหม่ามและอิสลามมิกชน
แปลกใจกันใหญ่  พวกเขาสอบถามผมว่า  ผมไปเรียนภาษาอารบิคมาจากไหนจึงสามารถสวดมนต์สรรเสริญพระอัลเลาะห์ในคัมภีร์โกร
อ่านได้มากมายถึงเพียงนี้    เพราะคำที่สวดมนต์ที่สวดนั้น  อิหม่ามบางคนยังเรียนไม่ถึง  และผม(พ.ต.อ.ชะลอ)ได้อธิฐานดัง ๆ  

ให้อิสลามมิกชนฟังความว่า “หากพรหมพระผู้เป็นเจ้าของศาสนาพราหมณ์เป็นพระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวกับพระอัลเลาะห์ หรือพระยะโฮวา
แล้ว  เมื่อผม(พ.ต.อ.ชะลอ) สวดมนต์สรรเสริญพระผู้เป็นเจ้าในคัมภีร์ศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์  ขอให้เกิดปรากฏการณ์เป็นอักขระ
ภาษากูโบ๊สในขันน้ำมนต์ .................................                     ..........................................

                    พอผม(พ.ต.อ. ชลอ)จุดเทียนเสร็จก็อ่านมนต์สรรเสริญพระผู้เป็นเจ้ามนต์บิ๊สมินลาห์แฮระมานะเนี๊ยสระฮิม  อาละฮัม  
อูลินลาห์  แฮโรมานเนียสระฮิม   อาโรมานแมมิรีเกียวมิดีน ดีสัยรอตนมุตตะกิมสัยรออัลลาห์  ฮีนาฮัมตามักกะโรเบียยะฮาไรเฮม  
ยัตยัตอาวะลีนอามีน ๓ จบ   ปรากฏน้ำตาเทียนในขันน้ำมนต์ก็เกิดปรากฏการณ์เป็นอักขระ “อุ” ขึ้นเต็มขันทันที    

               ก่อนที่ผม(พ.ต.อ. ชลอ) จะทำน้ำมนต์    อิหม่ามเขาถามผมว่า  ผมไปเรียนภาษาอารบิคมาจากไหน จึงสามารถสวดมนต์
ภาษาอารบิคได้คล่องแคล่ว  ผมตอบเขาว่า ผมไม่เคยเรียนภาษาอารบิคมาเลย   แต่ผมเรียนภาษากูโบ๊สมาจากอาจารย์ฮาเร็บ  
อาจารย์โยคีของผมซึ่งสำเร็จวิชาโยคะมาจากสำนักปุริสราชาโยคีจากอินเดีย   มนต์ที่ผมสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้านั้นเป็นภาษกูโบ๊ส  
ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของภาษาอารบิค         และศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์ก็เป็นต้นกำเนิดศาสนาพระผู้เป็นเจ้าทุกศาสนาด้วยรวมทั้ง

ศาสนาเฮบรู  ศาสนาคริสต์  ศาสนาอิสลาม  แม้แต่ศาสนาพระผู้เป็นเจ้าในยุคบาบิโลน  ศาสนาพระผู้เป็นเจ้าของอินเดียเผ่ามายา  
เผ่าอินคา  หรือศาสนาพระผู้เป็นเจ้าของอารยันในลุ่มน้ำไทกริส  ในตะวันออกกลาง ก็สืบเนื่องมาจากศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์ทั้งสิ้น  
ปรัชญาและคำสอนส่วนสำคัญจึงมีข้อมูลคล้ายคลึงกันแทบทุกศาสนา  พวกเราทำให้ศาสนิกชนในศาสนาต่างๆ เข้าใจดีแล้วสงคราม
ระหว่างชาติระหว่างศาสนาต่าง ๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น (หน้า๑๐๒-๑๐๔)

                  คำจากภาษากูโบ๊ส คำว่า อาลาวีน อามีน หรือ คำว่า อามีน นี้ได้วิวัฒนาการมาเป็นคำ “อาเมน” ในศาสนาคริศต์ และ
วิวัฒนาการมาเป็นคำว่า  “อามีน ในศาสนาอิสลาม(หน้า๖๔)

                  คำจากภาษากูโบ๊ส คำว่า  “เซตอน” แปลว่า มารร้ายหรือผีร้าย  ได้วิวัฒนาการมาเป็นคำว่า “ซาตาน”    ในศาสนา คริศต์  
และวิวัฒนาการมาเป็นคำว่า “เซตอน” ในศาสนาอิสลาม (หน้า๖๔-๖๕)

                  คำว่า "เทวทูต" ศาสนาพราหมณ์เรียก พระกาฬ  ศาสนาคริสต์เรียก "เกเบรียล"  ศาสนาอิสลามเรียกว่า  "อิสราเอน"  
จีนเรียกว่า "น่ำซิ้งปั๊กเต้า" (หน้า ๑๐๖)

              หนังสือ “แว่นส่องจักรวาล “นี้ มีอักขระภาษากูโบ๊ส   และมีอักขระอีกหลายภาษาที่นำมาเปรียบเทียบ    ให้เห็นถึงความ
คล้ายกัน        มีที่หอสมุดแห่งชาติ  ห้อง ๒๑๓   เล่มที่  ๑๓๓ซ.๑๖๒ว.

             พ.ต.อ. ชลอ   อุทกภาชน์ ท่านอยู่บ้านเลขที่ ๘๙๙ ซอยสิทธิเกษม   ถนนสมเด็จเจ้าพระยา  เขตคลองสาน  กทม.
โทร ๔๖๕  ๒๕๔๕      

                            สวัสดี
จากคุณ : ธารณธรรม   - [ 24 ส.ค. 49 20:03:03 ]

http://group.wunjun.com/khunsamatha/topic/301872-8821



Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2557 23:10:51 น.
Counter : 1682 Pageviews.

1 comments
  
ขอบคุณที่แวะไปทักทายค่ะ

นอนหลับฝันดีนะคะ
โดย: ฝากเธอ2 วันที่: 2 มีนาคม 2557 เวลา:22:35:51 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Faraday
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ความสงบเรียบง่าย สอดคล้องกับธรรมชาติ
ความสดชื่นงดงาม สรรพเสียงที่ไพเราะเสนาะหู
คือสิ่งที่ควรรักษาให้ดำรงค์อยู่ ในช่วงชีวิตของเรา

ทำความเข้าใจสังคม สิ่งแวดล้อม ที่เราอาศัยอยู่
และดำเนินชีวิตอย่างสอดคล้องเหมาะสม
คือสิ่งดีที่สุดของการดำรงค์ชีวิต

ถ้าแม้ไม่สมที่หวัง ไม่เป็นไร ลืมมันเสีย
แล้วทำเหตุไหม่เพื่อให้มันเกิดอย่างที่ตั้งใจไว้

--------------------------------------------

สถิติ

จำนวน Blog รวม 448 Blog
จำนวนผู้ชม 200003 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 670 ครั้ง
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ (๑๓.๐๗ น.)


จำนวน Blog รวม 445 Blog
จำนวนผู้ชม 197298 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 658 ครั้ง
๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ (๒๒.๑๗ น.)

จำนวน Blog รวม 423 Blog
จำนวนผู้ชม 140566 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 349 ครั้ง
๑๓ มีนาคม ๒๕๕๖ (๐๙.๔๑ น.)


จำนวน Blog รวม 407 Blog
จำนวนผู้ชม 122229 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 212 ครั้ง
๒๙ มกราคม ๒๕๕๖ (๐๘.๐๘ น.)

จำนวน Blog รวม 407 Blog
จำนวนผู้ชม 122024 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 212 ครั้ง
๒๘ มกราคม ๒๕๕๖ (๑๘.๕๒ น.)

จำนวน Blog รวม 405 Blog
จำนวนผู้ชม 120971 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 208 ครั้ง
๒๖ มกราคม ๒๕๕๖ (๙.๓๙ น.)

จำนวน Blog รวม 398 Blog
จำนวนผู้ชม 111449 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 167 ครั้ง
๒ มกราคม ๒๕๕๖

จำนวน Blog รวม 391 Blog
จำนวนผู้ชม 102211 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 140 ครั้ง
๒ ธันวาคม ๒๕๕๕



จำนวน Blog รวม 390 Blog
จำนวนผู้ชม 92241 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 128 ครั้ง
๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

จำนวน Blog รวม 375 Blog
จำนวนผู้ชม 81537 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 107 ครั้ง
๖ ตุลาคม ๒๕๕๕ ( ๒๑.๓๙ )

จำนวน Blog รวม 374 Blog
จำนวนผู้ชม 80228 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 107 ครั้ง
๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ ( ๐๙.๒๔ )

จำนวน Blog รวม 361 Blog
จำนวนผู้ชม 78077 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 101 ครั้ง
๓๐ กันยายน ๒๕๕๕ ( ๑๕.๑๔ )

จำนวน Blog รวม 361 Blog
จำนวนผู้ชม 77503 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 101 ครั้ง
๒๙ กันยายน ๒๕๕๕ ( ๑๑.๑๘ )

จำนวน Blog รวม 269 Blog
จำนวนผู้ชม 38102 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 69 ครั้ง
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ (๑๑.๒๕ น.)

จำนวน Blog รวม 210 Blog
จำนวนผู้ชม 18,049 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 65 ครั้ง
6 กรกฎาคม ๒๕๕๕ (๑๖.๓๙ น.)

จำนวน Blog รวม 62 Blog
จำนวนผู้ชม 5,278 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 65 ครั้ง
๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ (๑๐.๑๙ น.)
แม่น้ำที่ดีต้องไหล แม่น้ำไม่ไหลเป็นแม่น้ำตาย พุทธพจน์ จงดูเถิด มนุษย์ทั้งหลาย รดน้ำต้นไม้ที่โคน แต่ต้นไม้ ย่อมให้ผลที่ปลาย เธอทั้งหลาย จงพิจารณาดูความจริงตามธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง คือ แม่น้ำสายใด เป็นแม่น้ำตาย ไม่ไหล ไม่ถ่ายเท ไปสู่ที่อื่น หยุดนิ่งขังอยู่ที่เดียว แม่น้ำสายนั้น ย่อมพลันตื้นเขินและสกปรก เน่าเหม็น เพราะสิ่งสกปรกไม่ถูกถ่ายเทออก นอกจากนี้ บริเวณใกล้แม่น้ำสายนั้น จะหาพืชพรรณ ธัญญาหารที่สวยสด ก็หาได้ยาก แต่แม่น้ำสายใด ไหลเอื่อยลงทะเล หรือแตกสาขาไหลออกไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักหมดสิ้นคนทั้ง หลาย ได้อาศัยอาบดื่มและใช้สอยตามปรารถนา แม่น้ำสายนั้น จะใสสะอาดอยู่เสมอ ไม่มีวันเหม็นเน่าหรือสกปรกได้เลย พืชพรรณธัญญาหาร ณ บริเวณใกล้เคียง ก็เขียวสดงดงาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ตระหนี่ เมื่อได้ทรัพย์แล้ว ก็เก็บกักตุนไว้ ไม่ถ่ายเทให้ผู้อื่นบ้าง ก็เหมือนแม่น้ำตาย ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใคร ส่วนผู้ไม่ตระหนี่ เป็นเหมือนแม่น้ำที่ไหลเอื่อย อยู่เสมอ ดังนั้น สาธุชน ได้ทรัพย์แล้ว พึงบำเพ็ญตน เหมือนแม่น้ำซึ่งไหล ใสสะอาด ไม่พึง เป็นเช่น แม่น้ำตาย... แสงเทียน
New Comments
Group Blog