พระเจ้าคือใคร พระเจ้าสร้างสรรพสิ่งจริงหรือ...?
เปิดเผยข้อมูลทางประวัติศาสตร์  อะไรมีมาก่อนพระเจ้า  พระเจ้าคือใคร  พระเจ้าสร้างสรรพสิ่งจริงหรือ...?


เรื่องราวเกี่ยวกับหลักปรัชญาและคำสอนของศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์ยุคก่อนฤคเวทซึ่งจารึกไว้ในศิลาจารึก  และอาจารย์โยคีฮาเล็บอาจารย์ของข้าพเจ้าได้คัดลอกมา  และข้าพเจ้าขอให้ท่านแปลเป็นภาษาไทยซึ่งข้าพเจ้าคัดลอกเอาไว้  ซึ่งควรจะนำมากล่าวไว้ในหนังสือเรื่องนี้ด้วย 

ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์นี้อาจจะเป็นศาสนาพระผู้เป็นเจ้าในยุคฮารัปปาและโมเฮ็นโจดาโรก็เป็นได้  เพื่อให้ท่านได้ทราบถึงวัฒนธรรมและอารยธรรมของมนุษย์บางกลุ่มก่อนยุคประวัติศาสตร์  ว่ามีความเชื่อและความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องศาสนา  ปรัชญา  ศีลธรรม  และศาสตร์ต่างๆ

การที่ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า  วัฒนธรรมและอารยธรรมยุคนี้เป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์  ก็เพราะภาษาที่ใช้จารึกเรื่องราวในคัมภีร์ต่างๆ ก็ดี  ปรัชญาและคำสอนต่างๆ ก็ดี  นอกเหนือไปจากเรื่องราวที่กล่าวไว้ในคัมภีร์พระเวทซึ่งเป็นคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ที่เก่าแก่ที่สุด  และอักขระกูโบ๊สซึ่งได้ใช้จารึกในคัมภีร์ทาง

ศาสนาของศาสนาพราหมณ์ยุคดึกดำบรรพ์นี้  คล้ายคลึงกับตัวอักขระซึ่งนักโบราณคดีค้นพบในแคว้นฮารัปปาและโมเฮ็นโจดาโร  แคว้นซินด์  ลุ่มแม่น้ำสินธุ  ประเทศอินเดียในปัจจุบัน วัฒนธรรมและอารยธรรมยุคนี้  นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นยุคต้นกำเนิดของคัมภีร์พระเวท  และเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์

เรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับหลักปรัชญาคำสอน  และศาสตร์ต่างๆ ของศาสนาพราหมณ์ในยุคดึกดำบรรพ์ก็คือ

คัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ยุคนี้ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกเรียกว่า  “คัมภีร์ไบโตล่าห์”   การที่พวกโยคีในยุคนี้เรียกคัมภีร์ทางศาสนาของตนว่า “ไบโตล่าห์”  นั้น  ก็เพราะเหตุว่าปรมาจารย์โยคีคนแรกที่สร้างคัมภีร์ไบโตล่าห์ขึ้นครั้งแรกในโลกนั้น  ได้ถือว่าตนได้ถอดกายทิพย์ของตนขึ้นไปศึกษาคัมภีร์

ทางศาสนาบนพรหมโลก  และคัมภีร์เกี่ยวกับศาสนาของพรหมบนพรหมโลกนั้น  ก็มีชื่อเรียกว่า  “คัมภีร์ไบโตล่าห์”  เหมือนกัน  จึงเรียกชื่อคัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์ครั้งแรกว่า  “คัมภีร์ไบโตล่าห์”  เช่นเดียวกัน และต่อมาพวกโยคีได้เชิญวิญญาณของพรหมบางองค์มาเข้าทรงพวกโยคีด้วยกัน

วิญญาณของพรหมที่มาเข้าทรงจึงได้สั่งสอนเกี่ยวกับปรัชญาคำสอนและภาษาอักขระนิรุกติศาสตร์ให้แก่โยคีทั้งหลาย  โยคีเหล่านี้เมื่อได้ศึกษาภาษาอักขระและนิรุกติศาสตร์ของภาษาพรหม  ซึ่งเรียกภาษากูโบ๊สเป็นครั้งแรก  เมื่อความรู้เหล่านี้แตกฉานดีแล้ว  จึงนำเรื่องราวเหล่านี้มาจารึกลงในศิลาจารึกต่อเนื่องกัน

มาถึงปัจจุบัน  แต่จะเป็นเวลายาวนานกี่พันกี่หมื่นปีก็ยังไม่มีผู้ใดให้คำตอบเรื่องนี้ได้  แต่ศิลาจารึกเหล่านี้  อาจารย์โยคีของข้าพเจ้าเล่าว่าปัจจุบันมีจำนวนมากมายหลายร้อยแผ่น

เนื่องจากประวัติของคัมภีร์ไบโตล่าห์ 
พวกโยคีถือว่าได้รับสืบต่อมาจากพรหมโลก  และอักขระกูโบ๊สก็เป็นอักขระของพรหมเช่นเดียวกัน  จึงได้หวงแหนปิดบัง  จะยอมถ่ายทอดเฉพาะพวกโยคีด้วยกันเท่านั้น  เพราะถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาอย่างหนึ่ง  ด้วยเหตุนี้เองอักขระและภาษากูโบ๊สจึงไม่แพร่หลายในหมู่ชน

ทั่วไปในประเทศอินเดีย  และกลายเป็นภาษาที่ตายไปแล้วหรือสูญไปจากวงสังคมของมนุษย์ไปแล้ว  แต่อักขระอินเดียโบราณซึ่งนักประวัติศาสตร์และโบราณคดีค้นพบว่าได้เคยใช้แพร่หลายในประเทศอินเดียยุคโบราณบางยุค  เช่น อักขระขโรสถิ  พรหมิ  เทวนาครีย์  ตัวอักขระเหล่านี้ข้าพเจ้าได้พิจารณาลักษณะ

ของอักขระก็ดี  การเขียนก็ดี  การสะกดตัวก็ดี  ล้วนแล้วมีลักษณะคล้ายคลึงกับลักษณะของอักขระกูโบ๊สทั้งสิ้น  อักขระบางตัวได้นำอักขระกูโบ๊สมาใช้แทน  แต่อ่านออกเสียงไปอีกอย่างหนึ่ง  บางตัวก็ต่อเติมดัดแปลงให้ผิดเพี้ยนจากตัวอักขระเดิมของอักขระกูโบ๊ส  และแบบการเขียนอักขระกูโบ๊สนั้นมีอยู่  ๓  แบบ  คือ


(ก)   อักขระกูโบ๊สแบบคาเบ๊ท  อักขระแบบนี้เป็นแบบเขียนยากที่สุด  และจะใช้เขียนเฉพาะข้อความที่มีความหมายลึกซึ้ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องราวเกี่ยวด้วยพระผู้เป็นเจ้า  เกี่ยวด้วยเทพ  เกี่ยวด้วยพรหม  และมนต์คาถา  เลขยันต์  ทิพย์มนต์  ชัยมนต์

(ข)   อักขระกูโบ๊สแบบรอเฟน  อักขระแบบนี้เรียนการอ่านง่ายกว่าแบบคาเบ๊ท  จะใช้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับปรัชญาและคำสอนทั่วๆ ไป  บางตอนก็ใช้เกี่ยวกับเลขยันต์  เวทย์  มนต์  คาถา

(ค)   อักขระกูโบ๊สแบบมีนกาเอ็น  แบบนี้เป็นแบบที่ ๓ ใช้สำหรับบันทึกเรื่องราวโดยทั่วๆ ไป  การอ่านออกเสียงภาษากูโบ๊สนั้นได้อ่านออกเสียงเป็นสำเนียงภาษาเฮบบรู  อารบิค  สันสกฤต  มคธ  ลาติน  กรีก  บาลี  ผสมกัน  บางคำออกเสียงคล้ายภาษาอิยิปต์โบราณ  ซึ่งข้าพเจ้าสันนิษฐานว่าภาษาต่างๆ ดัง

กล่าว  คงจะแตกออกจากภาษากูโบ๊สอย่างแน่นอน  ทั้งนี้เพราะการออกสำเนียงบางคำคล้ายคลึงกัน   และอักขระของภาษาต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว  เช่น อิยิปต์โบราณ  แบบไฮเออราติ๊ค  สคริ๊ป  เฮบบรูโบราณ  และอารบิค  ได้นำตัวอักขระเดิมของอักขระกูโบ๊สไปใช้หลายตัว  และบางตัวก็ดัดแปลงไป 

เป็นที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่ง
  หลักปรัชญาและคำสอนหลักใหญ่ของศานาเฮบบรู  คริสต์  อิสลาม  คล้ายคลึงกับหลักปรัชญาคำสอนของศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์เป็นอันมาก  เช่นเรื่องพระผู้เป็นเจ้า  เรื่องนรกสวรรค์  เรื่องการสวดอ้อนวอนขอพร  เหล่านี้เป็นต้น  แม้แต่คัมภีร์ทางศาสนาเฮบบรูซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เกี่ยว

ด้วยศาสนาพระผู้เป็นเจ้าเก่าแก่ที่สุดในโลกศาสนาหนึ่ง คัมภีร์เหล่านี้พวกเฮบบรูเรียกว่า  คัมภีร์โตร่าห์(Torah) เช่นเดียวกับคัมภีร์ของศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์   ฉะนั้นศาสนาพระผู้เป็นเจ้าเหล่านี้ ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า  น่าจะมีกำเนิดมาจากศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์ยุคก่อนประวัติ

ศาสตร์  แต่ประมุขของศาสนาเหล่านี้มาดัดแปลงปรัชญาและคำสอนต่างๆ เสียใหม่ให้เข้ากับวัฒนธรรมและอารยธรรมของท้องถิ่น  และนิสัยใจคอของศาสนิกชนของศาสนานั้นๆ เสียใหม่  ส่วนหลักการใหญ่ๆ คงรักษาไว้คงเดิม

การสอนให้มนุษย์รู้จักธรรมชาติของกำเนิดจักรวาลตามหลักฐานซึ่งได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ไปโตล่าห์ของศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์นั้น  ได้กล่าวถึงการกำเนิดจักรวาลน้อยใหญ่ดังนี้คือ 

ก่อนที่พรหมพระผู้เป็นเจ้าจะอุบัติขึ้นในโลกนั้น  ได้มีธรรมชาติ  ๓  ประการเกิดก่อนแล้ว  พรหมพระผู้เป็นเจ้าศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์เรียกว่า “บราหมาเหปโลมมุนี”   และเรียกคำแทนว่า  “อัลล่าฮู้”   บราหมาเหปโลมมุนีนี้ตรงกับพรหมสุทธาวาสขั้นอกนิษฐพรหมของพุทธศาสนา  ส่วนพรหมผู้สร้าง

โลกของคัมภีร์ฤคเวทและคัมภีร์อุปนิษัทหาได้กล่าวถึงพรหมชั้นนี้ไม่  คงกล่าวลอยๆ บางคณาจารย์กล่าวอ้างถึงอรูปพรหมเป็นผู้สร้างโลก  ส่วนคำสอนของศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์นั้นหาได้กล่าวว่าพรหมพระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งปวงไม่  แต่กลับกล่าวสั่งสอนว่า  สิ่งแรกที่เกิดก่อนพรหมผู้เป็นเจ้านั้น  คือ

(๑) พระฉูท  คือกลุ่มก๊าซธรรมชาติหรือกลุ่มหมอกเพลิง(Nebula)  ได้ประมวลตัวขึ้นก่อน

(๒) ต่อมาจึงเกิดพระแสง  หรือแสงของก๊าซธรรมชาติ

(๓) ต่อมาจึงเกิดรังสีของก๊าซธรรมชาติ  หรือกัมมันตภาพรังสีของก๊าซธรรมชาติ

(๔) เมื่อกลุ่มก๊าซธรรมชาติรวมตัวกับแสงและรังสีแล้ว  จึงแตกออกเป็นส่วนๆ และกลุ่มก๊าซเหล่านี้ก่อกำเนิดให้เกิดเป็นดวงอาทิตย์ขึ้นก่อน  ต่อมาจึงแตกออก  จักรวาลน้อยใหญ่โดยลำดับ  เมื่อธรรมชาติได้สร้างกลุ่มจักรวาลโดยสมบูรณ์  วิญญาณของพรหมพระผู้เป็นเจ้าจึงอุบัติขึ้นในกลุ่ม

จักรวาลเหล่านั้นเป็นครั้งแรก  และพระองค์ทรงเห็นว่าในจักรวาลยังมีอะไรขาดตกบกพร่องอยู่อีก  จึงได้ช่วยสร้างสรรค์เพิ่มเติมขึ้นในภายหลังให้ครบถ้วน  ต่อจากนั้นจึงบังเกิดทวยเทพ  มนุษย์  สัตวโลก  พืชพรรณธัญญาหารทั้งหลายมาถึงปัจจุบัน 

จากข้อมูลในคัมภีร์ไบโตล่าห์นี้เอง  ศาสนาพราหมณ์ยุคพระเวท  ยุคคัมภีร์อุปนิษัท  ยุคคัมภีร์ภควัทคีตา  หรือยุคฮินดูปัจจุบัน  และศาสนาพระผู้เป็นเจ้าอื่นๆ เช่นศาสนาเฮบบรู  คริสต์  และอิสลาม  จึงได้กล่าวว่า “พระผู้เป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและสรรพสิ่งทั้งปวง” ส่วนสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนพระผู้เป็นเจ้านั้น  คือ

อะไร  และมาจากไหน  ไม่มีผู้ใดตอบได้และมิได้กล่าวไว้ในศาสนาเหล่านี้   แต่ข้าพเจ้าได้มาพบข้อมูลเรื่องนี้ในคัมภีร์ไบโตล่าห์ของศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์นี้เองว่า 

สิ่งที่เกิดก่อนพระผู้เป็นเจ้า คือ  พระฉูท  พระแสง  และรังสีนี้เอง   หรือจะกล่าวตามหลักวิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์  สิ่งที่สร้างจักรวาลน้อยใหญ่นั้นก็คือกลุ่มกาซธรรมชาตินี้เอง  ซึ่งภาษาทางดาราศาสตร์เรียก  “Nebula”  หรือกลุ่มก๊าซธรรมชาติ  ซึ่งประกอบด้วยความร้อน  แสง  และรังสี  บางท่านเรียกว่า  “กลุ่มหมอกเพลิงธรรมชาติ”

ข้อมูลการกำเนิดของจักรวาลตามที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ไบโตล่าห์ของศาสนาพราหมณ์ดึกดำบรรพ์นั้น  ตรงกับความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันในข้อที่ว่า  กลุ่มจักรวาลน้อยใหญ่ได้กำเนิดมาจาก Nebula หรือกลุ่มก๊าซธรรมชาติ  หรือกลุ่มหมอกเพลิง  หาใช่พระผู้เป็นเจ้าสร้างไม่

ส่วนเรื่องอิทธิพลของพรหมผู้เป็นเจ้าช่วยสร้างสรรค์สิ่งทั้งปวงนั้น  นักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมเชื่อถือ  แต่เชื่อว่าธรรมชาติเป็นผู้สร้างสิ่งต่างๆ มิฉะนั้นแล้ว  มนุษย์  สัตวโลกอื่นๆ รวมทั้งพืชพรรณธัญญาหารจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้  หากขาดสิ่งสมดุลอย่างใดอย่างหนึ่ง  ความเชื่อเรื่องพรหมผู้เป็นเจ้าหรือพระผู้เป็นเจ้า

เป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวงนั้นคงมีแต่ศาสนิกชนที่นับถือศาสนาพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น

พุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปก็มีความเชื่อและความคิดเห็นเช่นเดียวกับนักวิทยาศาสตร์ว่า  ธรรมชาติเป็นผู้สร้างสิ่งทั้งปวง  ทั้งนี้เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสสั่งสอนไว้ใน “ธัมมนิยามสูตร”   ความว่า  "กฎธรรมชาติทั้งหลายในโลกนี้มีอยู่ตามสภาวะของตัวมันเอง  ไม่มีผู้ใดสร้างขึ้น  ไม่มีผู้ใดเป็น

เจ้าของ  เป็นของกลางๆ ประจำโลก  และเกิดขึ้นและมีอยู่ประจำโลกก่อนที่พระองค์ทรงตรัสรู้  พระองค์เพียงแค่ค้นพบความจริงของกฎธรรมชาติเหล่านี้  เมื่อทรงค้นพบว่า  สิ่งใดเป็นเรื่องจริง  เป็นเรื่องดีงาม  จึงทรงนำมาตรัสสั่งสอนให้มนุษย์ปฏิบัติตาม  สิ่งใดพระองค์ทรงตรัสว่าเป็นเท็จ  หรือ

เป็นสิ่งชั่ว  ก็ทรงนำมาแนะนำสั่งสอนให้มนุษย์ละเว้นการกระทำเสีย  หรือปฏิเสธไม่ให้เชื่อและยอมรับปฏิบัติตาม"   นอกจากจะได้ทรงตรัสไว้ใน “ธัมมนิยามสูตร” แล้ว  ยังทรงตรัสไว้ใน  “กาลามสูตร”   ซึ่งสั่งสอนให้เชื่อเหตุเชื่อผล  ไม่ให้งมงาย

(เนื้อหานำมาจากหนังสือ  “แว่นส่องจักรวาล”  คำว่า ข้าพเจ้านั้นหมายถึงผู้เขียนหนังสือเล่มนี้...)


http://group.wunjun.com/khunsamatha/topic/301872-8821




Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2557
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2557 21:34:39 น.
Counter : 317 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Faraday
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]



ความสงบเรียบง่าย สอดคล้องกับธรรมชาติ
ความสดชื่นงดงาม สรรพเสียงที่ไพเราะเสนาะหู
คือสิ่งที่ควรรักษาให้ดำรงค์อยู่ ในช่วงชีวิตของเรา

ทำความเข้าใจสังคม สิ่งแวดล้อม ที่เราอาศัยอยู่
และดำเนินชีวิตอย่างสอดคล้องเหมาะสม
คือสิ่งดีที่สุดของการดำรงค์ชีวิต

ถ้าแม้ไม่สมที่หวัง ไม่เป็นไร ลืมมันเสีย
แล้วทำเหตุไหม่เพื่อให้มันเกิดอย่างที่ตั้งใจไว้

--------------------------------------------

สถิติ

จำนวน Blog รวม 448 Blog
จำนวนผู้ชม 200003 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 670 ครั้ง
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ (๑๓.๐๗ น.)


จำนวน Blog รวม 445 Blog
จำนวนผู้ชม 197298 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 658 ครั้ง
๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๖ (๒๒.๑๗ น.)

จำนวน Blog รวม 423 Blog
จำนวนผู้ชม 140566 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 349 ครั้ง
๑๓ มีนาคม ๒๕๕๖ (๐๙.๔๑ น.)


จำนวน Blog รวม 407 Blog
จำนวนผู้ชม 122229 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 212 ครั้ง
๒๙ มกราคม ๒๕๕๖ (๐๘.๐๘ น.)

จำนวน Blog รวม 407 Blog
จำนวนผู้ชม 122024 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 212 ครั้ง
๒๘ มกราคม ๒๕๕๖ (๑๘.๕๒ น.)

จำนวน Blog รวม 405 Blog
จำนวนผู้ชม 120971 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 208 ครั้ง
๒๖ มกราคม ๒๕๕๖ (๙.๓๙ น.)

จำนวน Blog รวม 398 Blog
จำนวนผู้ชม 111449 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 167 ครั้ง
๒ มกราคม ๒๕๕๖

จำนวน Blog รวม 391 Blog
จำนวนผู้ชม 102211 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 140 ครั้ง
๒ ธันวาคม ๒๕๕๕



จำนวน Blog รวม 390 Blog
จำนวนผู้ชม 92241 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 128 ครั้ง
๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕

จำนวน Blog รวม 375 Blog
จำนวนผู้ชม 81537 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 107 ครั้ง
๖ ตุลาคม ๒๕๕๕ ( ๒๑.๓๙ )

จำนวน Blog รวม 374 Blog
จำนวนผู้ชม 80228 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 107 ครั้ง
๔ ตุลาคม ๒๕๕๕ ( ๐๙.๒๔ )

จำนวน Blog รวม 361 Blog
จำนวนผู้ชม 78077 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 101 ครั้ง
๓๐ กันยายน ๒๕๕๕ ( ๑๕.๑๔ )

จำนวน Blog รวม 361 Blog
จำนวนผู้ชม 77503 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 101 ครั้ง
๒๙ กันยายน ๒๕๕๕ ( ๑๑.๑๘ )

จำนวน Blog รวม 269 Blog
จำนวนผู้ชม 38102 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 69 ครั้ง
๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๕ (๑๑.๒๕ น.)

จำนวน Blog รวม 210 Blog
จำนวนผู้ชม 18,049 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 65 ครั้ง
6 กรกฎาคม ๒๕๕๕ (๑๖.๓๙ น.)

จำนวน Blog รวม 62 Blog
จำนวนผู้ชม 5,278 ครั้ง
จำนวนผู้ชม Profile 65 ครั้ง
๑๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ (๑๐.๑๙ น.)
แม่น้ำที่ดีต้องไหล แม่น้ำไม่ไหลเป็นแม่น้ำตาย พุทธพจน์ จงดูเถิด มนุษย์ทั้งหลาย รดน้ำต้นไม้ที่โคน แต่ต้นไม้ ย่อมให้ผลที่ปลาย เธอทั้งหลาย จงพิจารณาดูความจริงตามธรรมชาติอีกอย่างหนึ่ง คือ แม่น้ำสายใด เป็นแม่น้ำตาย ไม่ไหล ไม่ถ่ายเท ไปสู่ที่อื่น หยุดนิ่งขังอยู่ที่เดียว แม่น้ำสายนั้น ย่อมพลันตื้นเขินและสกปรก เน่าเหม็น เพราะสิ่งสกปรกไม่ถูกถ่ายเทออก นอกจากนี้ บริเวณใกล้แม่น้ำสายนั้น จะหาพืชพรรณ ธัญญาหารที่สวยสด ก็หาได้ยาก แต่แม่น้ำสายใด ไหลเอื่อยลงทะเล หรือแตกสาขาไหลออกไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักหมดสิ้นคนทั้ง หลาย ได้อาศัยอาบดื่มและใช้สอยตามปรารถนา แม่น้ำสายนั้น จะใสสะอาดอยู่เสมอ ไม่มีวันเหม็นเน่าหรือสกปรกได้เลย พืชพรรณธัญญาหาร ณ บริเวณใกล้เคียง ก็เขียวสดงดงาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ตระหนี่ เมื่อได้ทรัพย์แล้ว ก็เก็บกักตุนไว้ ไม่ถ่ายเทให้ผู้อื่นบ้าง ก็เหมือนแม่น้ำตาย ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใคร ส่วนผู้ไม่ตระหนี่ เป็นเหมือนแม่น้ำที่ไหลเอื่อย อยู่เสมอ ดังนั้น สาธุชน ได้ทรัพย์แล้ว พึงบำเพ็ญตน เหมือนแม่น้ำซึ่งไหล ใสสะอาด ไม่พึง เป็นเช่น แม่น้ำตาย... แสงเทียน
New Comments
Group Blog