Group Blog
 
All Blogs
 

การใช้หนังสือเดินทางราชการ (พาสปอร์ตราชการ)

บทความนี้เขียนจากประสบการณ์ตรง มิได้ฟังจากใครแล้วเอามาเล่าต่ออีกที อีกทั้งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่หลายๆ คนรับไม่ได้ ใครที่อ่านแล้วจะเป็นจะตายก็เชิญปิดไป อย่าให้ต้องออกแรงไล่มากไปกว่านี้

ใครที่เป็นข้าราชการ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานไหน ถ้าจะต้องเดินทางในหน้าที่ก็จะได้รับสิทธิทำหนังสือเดินทางราชการเล่มสีฟ้า หนังสือเดินทางประเภทนี้มีดีอย่างไรคงไม่ต้องบอก อย่างที่รู้ๆ กันหนังสือเดินทางไทยมีชื่อเสียทั่วโลกเรื่องการโดด หลบหนีทำงาน ทำให้การเดินทางของสุจริตชนต้องได้รับความยุ่งยาก เดือดร้อน เสียค่าใช้จ่าย เสียเวลาเพิ่มโดยใช่เหตุในการขอวีซ่า ซึ่งหลักๆ หนังสือเดินทางราชการได้รับยกเว้นวีซ่าในประเทศแถบยุโรป ญี่ปุ่น จีน อินเดีย เป็นต้น ซึ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางเป็นอย่างมาก

แต่ช้าก่อน ขึ้นชื่อว่าหนังสือเดินทางราชการ ก็ต้องใช้เดินทางในหน้าที่สิมันถึงจะถูก ถูกต้องครับ ตามนั้นเลย ตามระเบียบแล้วคุณไม่สามารถเอาไปใช้เดินทางส่วนตัวได้ แต่ก็อีกนั่นแหละในความเป็นจริงมันก็ใช้ได้เหมือนเล่มปกตินั่นละ แม้แต่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศผู้ออกหนังสือเดินทางยังเอาเล่มการทูตสีแดงสดไปเที่ยวเล่นกันบ่อยๆ เลย สะดวกแถมมีเอกสิทธิการทูตคุ้มครองด้วย (แม้ไม่จำเป็น)

แล้วอย่างนี้สรุปว่าเราจะเอาหนังสือเดินทางราชการไปท่องเที่ยวส่วนตัวได้ไหม ถ้าให้ตอบแบบ de facto ละก็ได้แน่นอน แต่ คุณก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง รับความเสี่ยงบ้างเล็กน้อย
คงเคยอ่านกระทู้ผ่านตาบ้าง กระทู้ถามเช่น จะเอาพาสปอร์ตเล่มฟ้าไปเที่ยวเยอรมันได้ไหม แน่นอนคำตอบที่ได้ จขกท จะโดนรุมสวดยับ กระทืบจมดิน พร้อมคำขู่ต่างๆ นานา ร้อยแปด เหมือนคนตอบเคยโดนมาเอง ผมอ่านไปก็ขำไป คนพวกนี้เป็นพวกที่เห็นคนอื่นมีสิทธิพิเศษหรือเด่น สบายเกินตัวเองไม่ได้ ต้องเหยียบให้จม

ผมจะยกตัวอย่างคำขู่และความเป็นจริง และคำแนะนำให้ตามนี้

  1. ไปเกิดอะไรที่ต่างประเทศ ต้นสังกัดรู้จะโดนสอบวินัย ขอถามหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น เนี่ยมันคืออะไรเรอ? เจ็บป่วย อุบัติเหตุ แล้วจะโดนตั้งกรรมการสอบวินัยอะไรเรอ? เออแปลกดีแฮะ ถ้าผมเอาเล่มฟ้าไปใช้จริง ผมไม่โง่ให้ต้นสังกัดรู้หรอก อีกอย่างถึงมีคนร้องเรียนไปก็เท่านั้น ระบบราชการรู้ๆกันอุปถัมภ์กันสุดๆ ไม่แจ้กพ้อตแตกจริงๆ ไม่หลุดง่ายๆ หรอกครับราชการไทย (ขนาดโกงเงินหลวงยังอยู่ได้เลย นับประสาอะไรกับเรื่องขี้ประติ๋ว)
    สำหรับท่านที่เป็นข้าราชการจะรู้ดีว่าจะไปต่างประเทศ แม้จะลาพักร้อนปกติแล้วยังต้องให้อธิบดีและผู้ว่าอนุมัติไปต่างประเทศอีก (ถ้าอยู่ส่วนภูมิภาค) ไม่รู้จะทำให้ยุ่งยากไปไหน ถึงแม้ว่าอนุมัติถูกต้องแล้วไปตกระกำลำบากที่ต่างประเทศมันก็ไม่ได้ช่วยอะไรขึ้นมาหรอก เชื่อเหอะ ทางที่ดี ทำตัวเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมงานไม่ให้เขาหมั่นไส้ ของฝากติดไม้ติดมือ ซื้อใจกันไปสบายกว่าเยอะ
  2. หนังสือเดินทางราชการเวลาเดินทางต้องมีอนุมัติบุคคลเดินทาง อันนี้เรื่องจริงตามระเบียบก็เป็นเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริง ผมไม่เคยโดนเรียกตรวจเอกสารเลยสักครั้งเดียวทั้งๆ ที่เข้าช่องพิเศษอีกต่างหาก และในความเป็นจริงที่ทุเรศที่สุดคือ ผมต้องเดินทางไปราชการด่วนและไม่ด่วนหลายครั้ง และก็หลายครั้งที่ปลัดไม่อยู่เซ็นอนุมัติ ดองเรื่อง อนุมัติตามหลังไปก็หลายครั้ง ถ้า ตม. ถามหา ผมก็จะไล่ให้โทรไปสำนักปลัดเลย
    การโดนสุ่มเรียกอนุมัติบุคคลเดินทางเป็นความเสี่ยงมากที่สุดที่เป็นไปได้ในฝั่งไทย (แน่นอนว่าในกระทู้ก็จะมีคนตอบว่าเพื่อนเคยโดนเรียก) แต่ก็สามารถเลี่ยงได้ง่ายๆ โดยใช้เทคนิคสับเล่ม แต่ตอนนี้ง่ายยิ่งกว่า เข้าช่อง autogate สบายแฮ
    ปล. เวลา ขรก ไปดูงานที่จัดโดยบริษัททัวร์ ก็ไม่เห็นมีใครสักคนพกอนุมัติและโดนตม. เรียกถามเลยสักครั้ง แปลกเนอะพวกที่โดนเรียกมันคงดวงซวยจริงๆ เอะหรือว่า บลัฟกันไว้ก่อนหว่า มันจะได้ไม่กล้า อิๆ
  3. ตม. ต่างประเทศอาจจะไม่รู้ว่าเล่มฟ้า (บางที่ก็ไม่รู้จัก official passport) ไม่ต้องใช้วีซ่า อันนี้จริงและเป็นอะไรที่น่ารำคาญใจที่สุด ที่เห็นหนักๆ ก็แขกอินเดีย ต้องอธิบายกันจนเมื่อยกว่าจะเข้าใจ ตม. หน้าใหม่บางคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหนังสือเดินทางมีหลายประเภท อันนี้ก็เพลียจริงๆ แต่ก็มีวิธีแก้คือขอหนังสือนำจากสถานทูต ระบุไปว่าหนังสือราชการไทยไม่ต้องขอวีซ่าสำหรับประเทศคุณ หรือจะปริ้นหน้าของเว็บไซต์สถานทูต (ดูน่าเชื่อถือ) หรือข้อมูลจาก IATA ก็ช่วยได้เยอะ ผมเคยเจอตม. ถามว่าทำไมไม่มีวีซ่า ผมก็บอกกลับไปว่าเล่มราชการไม่ต้องใช้ เค้าก็หันไปตะโกนถามเพื่อนแล้วก็ปั้มให้ผ่านมาสบายๆ
  4. ตม. ต่างประเทศจะถามว่ามาราชการอะไร ถ้าไม่มีหนังสือชี้แจงจะลำบาก อันนี้ก็มีความเป็นไปได้สูง แต่ก็อีกนั่นแหละ หลายครั้งที่ผมไปราชการจริงๆ ทางฝั่งไทยไม่ได้ให้เอกสารอะไรที่เป็นภาษาอังกฤษหรือ agenda งานประชุม อะไรมาเลย (เป็นหน่วยงานที่ทั่วไปมากๆ) ส่วนใหญ่ก็ต้องไปหาเอาเอง หลายครั้งที่ราชการเดินทางผ่านการจัดการของบริษัททัวร์ เช่นไปดูงานที่ญี่ปุ่น เล่มฟ้าหลามาเลย ทุกคนแต่งตัวไปเที่ยวเต็มที่ กระเป๋ามีแทกของบริษัททัวร์หรา ไกด์ก็คงไม่มีหนังสือนำ หนังสือชี้แจงหรอกว่ามาดูงาน (บังหน้า) ก็เข้าได้กันถมไป
    โดยส่วนตัวผมไม่เคยโดนถามอะไรทั้งสิ้น แต่แน่นอนคุณควรจะเตรียมตัวไว้มั่ง อย่าโง่ หรือไม่เนียนจนเกิดพิรุธ คุณถือเล่มฟ้าแต่การแต่งตัวอย่างกับฮิปปี้แบกแพกเกอร์ ใครเค้าจะเชื่อ หัดวางตัว เตรียมคำพูด คำตอบให้เหมาะ ไม่ใช่เค้าถามว่ามาทำอะไรก็ทะลึ่งตอบว่าไปเที่ยว อย่างงั้นก็เชิญกลับบ้านเก่าไปเถอะ
    TIPS: บางครั้งการมีเอกสาร agenda จากงานประชุมใหญ่ๆ ที่จัดในประเทศนั้นก็ช่วยได้ ของพวกนี้หาได้ไม่ยากในเน็ต ลองไปหาดูเอาเอง
  5. แค่นี้คุณก็ผ่านเข้าประเทศได้อย่างสบายแฮ เที่ยวให้สนุก อย่าโดดต่อเป็นพอ

แม้ว่าเล่มฟ้าจะมีดีหลายอย่างแต่ก้มีข้อด้อยเหมือนกัน ประเทศที่ไม่ควรเอาไปใช้อย่างยิ่งนั่นคือ อินเดีย คุณจะปวดหัวตั้งแต่ ตม. โรงแรมที่ไม่ยอมให้คุณเช็คอินเพราะไม่มีวีซ่า (บางที่เรียกตำรวจเลย) ด่านตรวจต่างๆ ถ้าขึ้น sikkim ก็เข้าไม่ได้ รองลงมาก็จีนชนบท (จีนเมืองใหญ่ไม่เป็นไร)

ประเทศที่ผมรับรองว่าเข้าได้ลื่นปรื้ด (แล้วแต่จังหวะ ถ้าแจ็กพ้อตก็ซวยไปนะ) เยอรมัน อิตาลี เบลเยียม ออสเตรีย ญี่ปุ่น จีน พม่า อินเดีย (ไม่ลื่นแต่ก็ไปได้)

มาถึงตรงนี้ ย่้ำอีกครั้งว่าถ้าคุณอ่านแล้วไม่พอใจก็ช่วยปิดๆ ไปนะ อย่างที่บอกผมรับราชการก็ถือว่าผมเสียสละชีวิต เวลา พลังงานและอนาคตผมไปเยอะแล้วเหมือนกัน อะไรที่เป็นสิทธิพิเศษนิดๆหน่อยๆ ไม่ได้ทำให้ใครตายหรือช่อราษฎร์บังหลวงผมไม่ซีเรียส

ริจะซิกแซกต้องเนียน อย่าให้เขาไล่ทันนะจ๊ะ




 

Create Date : 23 สิงหาคม 2555    
Last Update : 23 สิงหาคม 2555 19:18:49 น.
Counter : 12379 Pageviews.  

มาเก็บไมล์กันเถอะ

หลังจากจากบ้านมานานก็ต้องมีคิดถึงบ้านบ้างเป็นธรรมดา ถ้าเวลาการบินกลับบ้านไปเยี่ยมครอบครัวสักครั้งนึงนั้นก็มีค่าใช้จ่ายพอตั๋ว ที่แน่ๆค่าตั๋วเครื่องบินนี่หมดไปหลายหมื่นแน่ๆ แต่ทว่าการบินแต่ละครั้งถ้าเลือกสายดีๆ การเก็บสะสมไมล์ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายและได้สิทธิพิเศษต่างๆมากมาย เรามาดูกันเลยครับว่าเจ้าไหนมีดีอย่างไร (ขอเน้นสายการบินทบินเส้นทาง BKK-NRT นะครับ)

สายการบินไทย
เจ้านี้มีชื่อเสียเกี่ยวกับการบริการกับคนไทยด้วยกันเอง มีหลายคนเกลียดแต่สำหรับผมแล้วผมไม่เคยเจอเรื่องแย่ๆสักเท่าไรครับ อย่างมากก็แค่ลืมของที่ขอไว้เท่านั้นเองไม่ได้ร้ายแรงอะไร การบินไทยบินตรงไปกรุงเทพทุกวัน วันละ 2 เวลาครับ
บริการสะสมไมล์ชองการบินไทยเรียกว่า Royal Orchid Plus (ROP) และการบินไทยเป็นสายการบินในเครือ Star Alliance นั่นหมายความว่าสมาชิกสามารถเก็บสะสมไมล์และแลกของรางวัลจากสายการบินพันธมิตรได้ (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข) เรามาดูข้อดีข้อเสียกันก่อนเลยครับ
การเลื่อนชั้น
บัตรเงินเพียงบินแค่ 10000 ไมล์ ภายใน 1 ปีปฎิทิน หรือ 15000 ไมล์ นับจากวันสมัครจนถึงสิ้นปีหน้า (น้อยที่สุด)
บัตรทองต้องบิน 50000 ไมล์ ภายใน 1 ปีปฎิทิน หรือ 80000 ไมล์ นับจากวันสมัครจนถึงสิ้นปีหน้า (เจ้าอื่นไม่มี)
อายุบัตร 2 ปีนับจากวันที่ออก (นานที่สุด)
สิทธิพิเศษ
บัตรเงิน ได้ไมล์รางวัล 3000 ไมล์และได้เพิ่มน้ำหนักกระเป๋าเมื่อบินกับการบินไทย 10 กิโลกรัม
บัตรทอง ได้ไมล์รางวัล 5000 ไมล์ และเมื่อบินกับสายการบินในเครือ Star Alliance จะได้เพิ่มน้ำหนักกระเป๋า 20 กิโลกรัม (หรือเพิ่มอีก 1 ชิ้น) สามารถเช็คอินที่เคาท์เตอร์ของ Business และ First Class ได้ ใช้บริการเลาจ์ได้และได้ขึ้นเครื่องก่อน
สามารถอัพเกรดตั๋วไป-กลับได้ 1 ครั้งภายใน 2 ปีหลังจากได้รับบัตรทอง
การแลกของรางวัล
การและตั๋วของการบินไทยคิดตามระยะทางที่บินซึ่งค่อนข้างแพงมากเมื่อเทียบกับเจ้าอื่น การแลกตั๋วไปกลับญี่ปุ่น 1 ใบใช้ถึง 45000 ไมล์ และการอัพเกรดตั๋วใช้ถึง 24000-30000 ไมล์ขึ้นอยู่กับ Booking Class และ V, W ไม่สามารถอัพเกรดได้
การสะสมไมล์
ตั๋วเครื่องบินที่มี Booking Class V, W สามารถเก็บสะสมกับ 2 ได้เพียง 50%
สามารถสะสมไมล์กับบัตร JCB ได้

United Airline
บินตรงไปกรุงเทพทุกวัน วันละ 1 เที่ยว เครื่องบินมี PTV อาหารไม่ค่อยอร่อยแต่ก็บริการดี (มีสจ๊วตไทย) โดยส่วนตัวผมเลือกเก็บไมล์กับเจ้านี้ครับ เรียกว่า Mileage Plus (MP) United Airline ก็เป็นสายการบินในเครือ Star Alliance ครับ
การเลื่อนชั้น
Premier (บัตรเงิน) ต้องบิน 25000 ไมล์ ภายใน 1 ปีปฎิทิน
Premier Executive (บัตรทอง) ต้องบิน 50000 ไมล์ ภายใน 1 ปีปฎิทิน
1K (บัตรโคตรทอง) ต้องบิน 100000 ไมล์ ภายใน 1 ปีปฎิทิน
สิทธิพิเศษ
Premier (บัตรเงิน) ได้ไมล์โบนัส 20%เมื่อบินกับ United Airline
Premier Executive (บัตรทอง) ได้ไมล์โบนัส 100%เมื่อบินกับ United Airline และเมื่อบินกับสายการบินในเครือ Star Alliance จะได้เพิ่มน้ำหนักกระเป๋า 20 กิโลกรัม (หรือเพิ่มอีก 1 ชิ้น) สามารถเช็คอินที่เคาท์เตอร์ของ Business และ First Class ได้ ใช้บริการเลาจ์ได้และได้ขึ้นเครื่องก่อน
1K (บัตรโคตรทอง) เป็นบัตรพระเจ้าครับ สิทธิพิเศษจะเท่ากับบัตรทองเมื่อบินกับสายการบินอื่น Star Alliance แต่จะพิเศษกว่าเมื่อบินกับ United Airline เอง เนื่องจากว่าคงไม่ค่อยมีใครได้เท่าไรจึงไม่เล่ารายละเอียดนะครับ ขี้เกียจ
อายุบัตร 14 เดือนนับจากเดือนมกราคมหลังปีที่ได้รับบัตร (เช่นได้รับบัตรทองในปี 2005 จะได้บัตรทองหมดอายุในปี 2007 เดือนกุมพา)
การแลกของรางวัล
United Airline แลกตั๋วไปกลับญี่ปุ่นได้ทุกที่สุดแล้วครับเพียงแค่ 20000 เท่านั้น (Saver Award) และอัพเกรดเพียวแค่ 5000 ไมล์ต่อขา
การสะสมไมล์
โดยส่วนใหญ่เก็บได้เต็ม 100% รวมทั้งตั๋วเครื่องบินการบินไทยที่มี Booking Class V, W
สามารถสะสมไมล์กับบัตร JCB, UC และ SAISON ได้

ANA ,Singapore ,Northwest, JAL, Air India, Biman, Cathey จะมาต่อวันหลังนะครับ




 

Create Date : 24 พฤศจิกายน 2548    
Last Update : 23 สิงหาคม 2555 12:58:32 น.
Counter : 2834 Pageviews.  

นั่งรถจากสนามบินนะริตะสู่ตัวเมือง

ปรกติเมื่อผมเดินทางจากนาริตะเข้าโตเกียวนะครับ เส้นทางที่ผมใช้
มีอยู่ 2-3 แบบแล้วแต่ว่าพักอยู่ที่ไหน

1. ลีมูซีนบัส : สนนราคาประมาณ 2,700-3,000 เยน บวกลบนิด
หน่อย แล้วแต่ว่าพักอยู่ที่ไหน และก็ต้องเลือกเส้นทางให้ตรงกับจุดที่
จะไปพักด้วยครับ รถบัสจะวิ่งไปตามโรงแรมต่างๆ ซึ่งคงต้องรบ
กวนให้ศึกษาด้วยครับว่าโรงแรมที่จะไปพักอยู่บนเส้นทาง หรือว่า
ใกล้กับโรงแรมที่ลีมูซีนไปจอดหรือเปล่า

ข้อดีของลีมูซีนบัส คือ สะดวกครับ ยิ่งถ้าพักที่โรงแรมบนเส้นทางก็
ยิ่งสะดวก ไม่ต้องแบกกระเป๋าเอง เพราะขนใส่ใต้ท้องรถไปได้เลย
ใช้เวลาเดินทางประมาณชั่วโมงครึ่งครับ

ถ้าลีมูซีนบัสไม่ผ่านจุดที่ต้องการลงแน่ๆ แต่อยากมาด้วยวิธีนี้ ผมเคย
นั่งบัสมาลงที่ TCAT (Tokyo City Air Terminal) ซึ่งอยู่
กลางโตเกียวเลยครับ แล้วนั่งแท็กซี่ต่อ ก็ไม่แพงเกินไปนัก

ดูตารางรถบัส และเส้นทางที่เว็บนี้ครับ

2. Keisei Line (สายเคเซ)
เป็นรถไฟเส้นหลักที่วิ่งจากนาริตะเข้าโตเกียวเลยหละครับ ปรกติบน
แพลตฟอร์มเดียวกันนี่ จะมีรถไฟสาย Keisei วิ่งอยู่ 3 แบบนะครับ
คือ แบบธรรมดาจอดทุกสถานี แบบรถด่วน (Express, คิวโค)
จอดบางสถานี และแบบโคตรด่วน (Limited Express, ทคคิว)
ไม่ค่อยจะยอมจอด แต่จอดเฉพาะสถานีใหญ่

รถไฟทั้งสามแบบมันจะวิ่งสลับกันไปมาแล้วแต่ตารางเวลา ซึ่งต้องดู
ป้ายบนแพลตฟอร์มครับ

แพลตฟอร์มของ Keisei เป็นแพลตฟอร์มเดียวกับ Skyliner แต่
ให้ฟังประกาศสักนิด เขาจะบอกว่ารถที่จะมาจอดมีกี่ตู้ เริ่มต้นจอดที่
ตำแหน่งไหนของแพลตฟอร์ม ถ้าไม่ได้ซื้อตั๋ว skyliner อย่าขึ้นผิด
ไป skyliner นะครับ เดี๋ยวโดนโวยวายให้เสียชนชาติไทย อิอิอิ

สนนราคาของเคเซ คือ 1,000 เยนถ้วน สถานีปลายทางคือ นิปโปริ
(Nippori), อุเอะโนะ (Ueno) ซึ่งอยู่ในโตเกียวแล้วหละครับ ผมก็
ไปต่อรถไฟสายอื่นๆ ที่อยากจะไปต่อไป ใช้เวลาเดินทางประมาณ
ห้าสิบกว่านาที ถึง ชั่วโมงครึ่ง แล้วแต่ว่านั่งรถธรรมดาหรือโคตร
ด่วน

ข้อดี คือ ถูกที่สุดแล้วครับ รถไฟทั้งสามแบบที่ว่าราคาเท่ากันหมด
ขึ้นอยู่กับเราเลือกขึ้นขบวนไหน ซึ่งก็ดูประกาศเอาละกันครับ

ข้อเสีย คือ ลากกระเป๋าไปเองนะครับ นึกภาพง่ายๆ ว่าคุณต้องแบก
ทุกอย่างที่คุณมีขึ้นรถไฟฟ้า BTS ของกรุงเทพฯ ประมาณนั้นครับ

3. Keisei Skyliner

เป็นรถด่วนโคตรๆ ที่มาพร้อมกับความสะดวกสบายครับ มีที่นั่งดีๆ
หรูๆ ไม่เหมือนรถไฟเคเซข้างบน ที่เหมือนรถไฟนั่งในเมืองทั่วๆ ไป
มีตารางเวลที่ต้องดูเหมือนกันครับ แต่เรื่องตลกคือ มันใช้เวลาเดิน
ทางประมาณ 40-50 นาที ซึ่งผมไม่เห็นว่ามันจะแตกต่างจากนั่ง
ทคคิวของเคเซ สักเท่าไหร่ เวลาต่างกันไม่เกินครึ่งชั่วโมงแบบนี้
สำหรับคนไทย ผมว่าเด็กๆ ครับ อิอิอิ

สนนราคาประมาณ 1,600-1,700 เยน แถวๆ นี้ ผมก็จำไม่ค่อยได้

ทั้งสามแบบที่กล่าวมาข้างต้นเคยใช้มาหมดแล้วครับ และทุกวันนี้ก็
ติดอยู่กับการนั่งเคเซ เพราะถูกตังก์ดีครับ

ปล. ได้ขออนุญาติลุงชนะศูนย์หนึ่งเรียบร้อยแล้วครับ




 

Create Date : 30 มิถุนายน 2548    
Last Update : 23 สิงหาคม 2555 12:58:48 น.
Counter : 304 Pageviews.  

JR Railpass

ระบบรถไฟญี่ปุ่นถือได้ว่าเป็นระบบรถไฟที่ดีมากในโลกแห่งหนึ่งก็ว่าได้
ทั้งในเรื่องจำนวนสาย พื้นที่การให้บริการ ความรวดเร็ว ความสะดวก
และตรงต่อเวลาจึงทำให้เป็นที่นิยมทั้งคนญี่ปุ่นเองและนักท่องเที่ยวทั่วโลก
แต่เนื่องจากค่าครองชีพที่ญี่ปุ่นซึ่งแพงติดอันดับต้นๆของโลกก็ทำให้
ค่าโดยสารรถไฟแพงขึ้นเป็นเงาตามตัว แต่เดี๋ยวก่อน ของถูกก็มีเหมือนกัน

JR railpass ก็คือตั๋วขึ้นรถไฟไม่จำกัดจำนวนครั้งและระยะทาง
ซึ่งก็คล้ายๆกับตั๋วสัปดาห์รถเมล์บ้านเรานั่นละครับ ซึ่งออกแบบมาให้
นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้ในราคาประหยัด ก่อนอื่นเรามาดูกันก่อนครับ
ว่าใครที่มีสิทธ์ใช้เจ้าตั๋วนี้มั่ง

1. นาย ก. เป็นนักท่องเที่ยวตัวยงมาเที่ยวญี่ปุ่นประมาณ 1 เดือน
ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยวอายุ 90 วัน
2. นาย ข. มาเที่ยวกับภรรยาชาวญี่ปุ่นแต่ถือวีซ่านักท่องเที่ยว
นอกจากนาย ก. และนาย ข. แล้วคนอื่นไม่มีสิทธิ์ครับ (ต่อให้เป็นนายกก็เหอะ)
เพื่อให้เข้าใจง่ายแล้วใครมั่งละครับที่ไม่มีสิทธ์
1. นาย ค ได้ทุน กพ มาเรียนต่อญี่ปุ่นด้วยวีซ่านักเรียน
2. นาย ง บริษัทส่งมาฝึกงานด้วยวีซ่าฝึกงาน
3. นาง จ แต่งงานกับสามีชาวญี่ปุ่นและถือวีซ่าคู่สมรส
สรุปว่าคนที่มีสิทธิ์คือคนที่ถือวีซ่านักท่องเที่ยวเท่านั้นครับผม

เจ้าตั๋วนี้ต้องซื้อก่อนมาญี่ปุ่นครับ (ต้องขอวีซ่าก่อนนะ) สามารถซื้อได้ตาม
ร้านขายยาทั่วไป เอ้ยไม่ใช่ หาซื้อได้ตามบริษัทท่องเที่ยวชั้นนำทั่วไป
สนนราคาขึ้นอยู่กับชนิดและจำนวนวันของตั๋วครับ เบาะๆ 7 วันตั๋วธรรมดา
ก็ 10000 กว่าบาทนิดๆครับ (ตอนซื้อต้องแสดงพาสปอร์ตและวีซ่าด้วย)
หลังจากซื้อเสร็จเขาจะออก voucher ให้ครับ เจ้านี่ยังใม่ใช่ตั๋วครับ
เมื่อมาถึงญี่ปุ่นแล้วต้องเอาไปแลกตั๋วอีกทีนึงตามสถานีใหญ่ๆ (ต้องแสดงวีซ่าอีกรอบ)
ซึ่งรายละเอียดทั้งหมด ทั้งราคา ประเภท จำนวนวัน บริษัทที่ขายตั๋ว สถานีที่แลกตั๋ว
นั้นขอให้ดูที่เวบนี้ครับ ซึ่งมีรายละเอียด (ที่ละเอียด) ทั้งหมด ผมขีเกียจแปลครับ

แน่นอนครับถึงแม้ว่าเจ้าตั๋วนี้จะราคาถูกก็ตามแต่ว่าถ้าใช้ไม่ถึงหยดสุดท้ายก็ไม่คุ้ม
จริงไหมครับ และวิธีที่จะใช้ให้คุ้มก็คือการนั่งไปยังที่ไกลๆ เช่น จากโตเกียว
ไป อะคิตะ เกียวโต โอซาก้า ฮิโรชิม่า หรือ ฟุคุโอกะ สำหรับตั๋วชินคังเซน
ไปกลับ เกียวโต-โตเกียว นั้นถ้าซื้อเองก็ 26040 เยนแล้วครับ ไม่รวมค่าตั๋วจองที่นั่ง
แค่นี้ก็คุ้มแล้วครับ แต่ถ้าคุณไม่มีแผนจะไปไหนไกลๆหรือไปแค่อย่างมาก
ก็แค่ ฮะโคะเนะ คะมะคุระ หรือนิ้กโก้นั้น ไม่ต้องไปซื้อหรอกครับ ขาดทุนเปล่าๆ

เจ้าตั๋วนี้สามารถนั่งรถได้เกือบทุกประเภทครับ ทั้งรถช้า รถเร็ว ชินคังเซน
รถบัส JR และเรือข้ามไปมิยะจิมะ แต่ก็มีที่นั่งไม่ได้เหมือนกันครับ เช่น
โนโซมิชินคังเซน (Nozomi ไม่ต้องไปนั่งมันหรอกครับเร็วกว่ากันนิดเดียวเอง)
ตู้นอน รถไฟ SL และรถพิเศษบางประเภท

สำหรับวิธีการนั่งรถไฟนั้น เก้าอี้บนรถมี 3 แบบครับ แบบไม่จอง แบบจอง
และแบบเขียว (อ้าวมันเขียวจริงๆนะ)
1. เก้าอี้แบบไม่จองนั้นพูดง่ายๆ ก็คือเก้าอี้ดนตรีนะแหละครับ
เก้าอี้ประเภทนี้มีอยู่ทั่วไปครับทั้งรถธรรมดารถเร็ว รถด่วน ชินคังเซน
2. เอ้าอี้จองก็พูดง่ายๆ อีกก็คือเก้าอี้เครื่องบินนั่นแหละครับ (ไม่นับแอร์เอเซียนะ)
มีการกำหนดหมายเลขที่นั่งชัดเจน เปลี่ยนที่นั่งไม่ได้ซึ่งจะพบใน
รถด่วน ชินคังเซนและรถที่วิ่งทางยาวๆ
3. เก้าอี้เขียวก็คือเก้าอีกชั้นหนึ่งครับ แพงเกินเหตุเลยไม่คิดจะนั่ง
ส่วนใหญ่จะมีบนรถหรูๆเช่นโนโซมิชินคังเซน
สำหรับผู้ที่ถือตั๋วธรรมดานั้นถ้าจะนั่งรถที่มีเก้าอี้จองต้องไปจองล่วงหน้าที่
หน้าต่างเขียวครับ ถ้าไม่จองก็นั่งไม่ได้นะครับ (ให้ไปนั่งเก้าอี้ไม่จองแทน)
ตอนจองก็บอกเจ้าหน้าที่ว่าจะนั่งจากไหนไปไหน รถขบวนไหน กี่โมง
เป็นอันเสร็จ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ถ้าถือตัวเขียวก็สามารถจองเก้าอี้เขียวได้เช่นกัน
แต่ถ้าเป็นเก้าอี้ไม่จองนั้นก็ขึ้นไปนั่งได้เลยครับ (ชินคังเซนบางขบวนมีแต่เก้าอี้จอง
ก็มีนะครับ ก่อนขึ้นรถตรวจดูให้ดีก่อนและถ้านั่งเก้าอี้ไม่จองโอกาสยืนก็มีเช่นกัน)

แนะนำอีกนิดครับ ถ้าจะเที่ยวให้สนุกอย่านั่งเอาคุ้มครับ เพราะมันจะไม่มี
ประโยชน์ เลยเช่นซื้อตั๋วแค่ 7 วันแต่นั่งไปถึงนางาซากิแล้วกลับอย่างมากก็
แวะแค่ที่ละวัน 2 วันเท่านั้น นั่งรถไฟนานๆก็ทำให้เหนื่อยได้นะครับ
วางแผนดีๆ เพราะเขาเองก็วางแผนกันเรานั่งจนได้กำไรเกินควรอยู่แล้ว

ปล. สำหรับคำศัพท์เกียวกับรถไฟนั้น ขอยกยอดไปตอบอีกหัวข้อนึงครับ
หน้าต่างเขียว (Midori no madoguchi) คือสถานที่จองตั๋วของ JR ครับ




 

Create Date : 29 มิถุนายน 2548    
Last Update : 23 สิงหาคม 2555 12:59:05 น.
Counter : 376 Pageviews.  


Chart9W
Location :
Kanagawa Japan

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]




บทความและรูปภาพต่างๆ ห้ามนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาติ

บทความต่างๆ ที่เขียนขึ้นไว้เป็นเวลานาน อาจมีความผิดพลาดและเปลี่ยนแปลง

โปรดตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเก่า เจ้าของจะไม่รับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
หากเกิดความผิดพลาด เสียหาย จากข้อมูลที่ได้ลงไว้ในบล้อกนี้
Friends' blogs
[Add Chart9W's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.