All Blog
2016 Japan Trip - ห้องอาบน้ำในสนามบินนาริตะ




8.00 น. เรามาถึงสนามบินนาริตะ หลังจากที่หมกอยู่บนเครื่องกันมาทั้งคืน
(ถ้านับเวลาอาบน้ำครั้งล่าสุดคือเช้าของเมื่อวานรวมถึงไปเดินลุยในโฮจิมินห์มา ก็เกิน 24 ชม.แล้ว Smiley)
ถึงสนามบินถึงกับทนไม่ไหว เพราะเหนอะหนะมาก ซึ่งถ้าจะไปอาบที่โรงแรม ก็ไม่น่าจะได้เพราะ check in บ่ายสาม
เราเลยตัดสินใจใช้บริการห้องอาบน้ำที่สนามบิน

เดินตามป้ายมาเลย หาไม่ยาก (ที่เราไป terminal 1 นะจ๊ะ)



ห้องอาบน้ำ จะอยู่ชั้นสอง นี่ไง..มาถึงแล้ว Smiley



ตอนไปถึงมีคนรออยู่ 1 คน เราก็เข้าไปแจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่า ต้องการใช้บริการอาบน้ำทั้งหมด 4 คน ผู้ใหญ่ 2 เด็ก 2

เค้าก็แจ้งราคามา สรุปว่า คิดเฉพาะผู้ใหญ่ คนละ 1,034 เยน (เด็กไม่คิด) ตกเป็นเงินไทยก็ 300 กว่าบาท อาบได้ครึ่งชม.

ขณะนั้นห้องเต็มหมด เราเลยต้องนั่งรอ ทางเจ้าหน้าที่แจ้งว่า รอประมาณ 20 นาที ระหว่างนั่งรอก็มีหนังสือให้อ่าน



พอคนที่ใช้บริการก่อนหน้าออกมาแล้ว เราจะยังเข้าเลยไม่ได้ เค้าจะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปทำความสะอาดก่อน

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็จะมาแจ้งว่า... เข้าได้ละค่าาาา

ห้องอาบน้ำมีทั้งหมด 8 ห้อง คุณพ่อเข้าไปอาบกับคุณลูกคนโต คุณแม่เข้าไปกับคุณลูกคนเล็ก
ซึ่งพวกเราต้องอาบให้เสร็จภายในครึ่งชม.

ในห้องอาบน้ำ ก็จะแยกโซนแห้งกับโซนเปียก

โซนแห้ง ก็จะมีชักโครก และที่ล้างหน้า (มีไดร์เป่าผม + และทิชชู่เช็ดหน้าให้)


โซนเปียก มีฝักบัว + สบู่ + ยาสระผม + ผ้าเช็ดตัว + ไม้แขวน
ห้องดูสะอาดสะอ้าน น่าใช้บริการมาก


หลังจากที่ตัวสะอาดแล้ว มันรู้สึกฟินมากกกก มีแรงไปตะลุยดิสนี่ย์แลนด์ต่อทันที

ขอบคุณ shower room ที่ทำให้เราเริ่มต้นทริปในญี่ปุ่น ด้วยความสดชื่นและสดใส Smiley






Create Date : 02 กันยายน 2559
Last Update : 2 กันยายน 2559 16:36:43 น.
Counter : 935 Pageviews.

0 comment
2016 Japan Trip - Transit เวียดนามครึ่งวันก็เที่ยวได้








12.50 น. เรามาถึงท่าอากาศยานนานาชาติเตินเซินเญิ้ต เมืองโฮจิมินห์

สภาพด้านหน้าของท่าอากาศยาน คล้ายๆหมอชิตเลย คนพลุ่นพล่านมาก

เรากะเข้าเมืองแบบไม่แบกสัมภาระ จึงเอารถเข็นเด็กกับกระเป๋าเดินทางใบเล็กไปไว้ที่สนามบิน 
(กระเป๋าใบใหญ่ถูกส่งต่อไปยังเครื่องที่เราจะบินไปญี่ปุ่น เลยไม่ต้องฝาก)

ที่รับฝากกระเป๋า จะต้องเดินออกมาข้างนอกตัวสนามบินก่อน แล้วเลี้ยวขวาไป ห้องจะอยู่สุดทางเลย เป็นล๊อคเล็กๆ


สนนราคารับฝากก็ 25,300 บาทต่อชม.ต่อชิ้น (กรณีฝากน้อยกว่า 10 ชม.)
แต่ถ้าฝากตั้งแต่ 10 ชม. เค้าจะให้เหมาจ่ายเป็นวันๆละ 253,000 บาทต่อชิ้น

เราฝากไป 5 ชม. จำนวน 3 ชิ้น (รถเข็น 2 กระเป๋าเดินทางใบเล็ก 1) เจ้าหน้าที่ใจดีบอกคิดแค่ 2 ชิ้นละกัน

หลังจากฝากกระเป๋าเสร็จ เดินออกมา แล้วมองไปทางขวา นั่นไง รถเมล์สีเขียวเข้าเมืองสาย 152 (หน้าตาไม่โทรมอย่างที่คิด 555)


สภาพบนรถก็สะอาด มีที่นั่งสบายๆ แต่..แอร์ไม่เย็นคับท่าน Smiley
เด็กๆถามกันตลอดทาง ทำไมร้อนจังอ่ะมะม๊า 555

หนุ่มเสื้อเขียวนั่น กระเป๋ารถเมล์นะจ๊ะ ภาษาอังกฤษใช้ได้เลย (มีแอบเหลียวมองลูกเราด้วย -_-' )


ค่ารถก็ราคามิตรภาพน่ารัก คนละ 5,000 ดอง เด็กไม่คิด ตกแล้วก็คนละ 8 บาท!!!


เราบอกน้องกระเป๋าว่าไป "Binh Tah Market" 
(ตามแผนคือจะตลาดค้าส่ง Binh Tah Market แล้วจะเดินไปศาลาว่ากลาง > จุตรัสโฮจิมินห์ > โบสถ์ Notre Dame)

พอถึงสถานี น้องกระเป๋ารถเมล์เดินมาบอกว่าถึงแล้ว พวกเราก็เดินลงไป

ลงไปถึง.. เคว้งมาก!!! ไหนตลาดค้าส่ง ไหนโบส์ Notre Dame มันเหมือนจุดต่อรถเมล์ ที่มีแต่ชาวบ้านนั่งรอ
บ้างก็นั่งรอรถ บ้างก็นั่งขายของกินข้างทาง (เหมือนตามสถานีรถไฟบ้านเราสมัยก่อนเลย) 
ถามคนที่นั่งอยู่แถวนั้น เค้าก็ไม่เข้าใจ
ณ จุดนี้ รู้สึกเลยว่า ภาษาเวียดนามออกเสียงยากจริง แล้วสถานที่ที่ขึ้นต้นด้วย Binh นี่ เยอะมาก 

สุดท้าย เราไปหาเจ้าหน้าที่ที่ท่ารถ แล้วบอกว่า "บินไต๋มาร์เก็ต" พร้อมกับส่งกระดาษที่เขียนว่า "Binh Tay Market"
เจ้าหน้าที่บอกว่าให้ไปขึ้นรถเมล์สาย 1

เราก็เดินไปขึ้นสาย 1 กันต่อ สาย 1 นี่ได้อารมณ์สาย 8 บ้านเราเลย เบรคทีฮาร์เล่ย์ถึงกับตกเก้าอี้ Smiley
ระหว่างอยู่บนรถเมล์ เราก็พยายามส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังน้องนักศึกษาบนรถ
บอกว่าถ้าถึง Binh Tay Market ให้ช่วยบอกด้วย

ปรากฎว่าเรานั่งมาจนสุดท้ายที่ทุกคนลง (เหมือนเป็นท่ารถ) เราก็ลงตามคนอื่นๆมา
คือเนื่องจากมันเป็นทริปสั้นๆ เลยไม่คิดจะพึ่งเทคโนโลยี กะถามคนแถวนั้นเอาก็ได้
ปรากฎว่า..เราเจอคนที่สื่อสารกับเราได้น้อยมาก T_T

จากท่ารถก็เดินถามทางคนไปเรื่อยๆว่า Binh Tay Market อยู่ที่ไหน

ในที่สุด เราก็ได้เจอ Binh Tay Market!!!
แต่เอิ่ม..คือ มันดูเหมือนตลาดสดบ้านเราเลย

ด้วยความที่ ณ จุดนั้นคือ ร้อน และเหนอะหนะมาก ไม่อยากนึกภาพว่าถ้าเข้าไปเดินข้างในจะเหนอะหนะแค่ไหน
เราจึงขอเดินวนดูรอบๆแทนแล้วกันนะ


ที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องกาแฟนะ ตามแผนเราคือมาลิ้มลองกาแฟรสชาติ local + กินอาหาร local
แต่พอเห็นแล้ว มันไม่อยากกินอ่ะ อาจจะด้วยร้อนด้วย อยากหาร้านที่มีแอร์พรีสสส

Where is Starbucks???


นี่ก็อาหาร local ที่เราแค่เดินผ่าน


แล้วเราก็มาจบกันที่นี่ ไอติม Baskin 555
เด็กๆดีใจมาก เพราะทั้งร้อน ทั้งหิวน้ำ และที่สำคัญที่นี่มี Wifi ให้เราเปิด Google map เย้ๆๆๆ

เราสั่งไอติมเสร็จ ก็เข้าไปนั่งกันด้านใน ปรากฎว่า แอร์ไม่เปิด SmileySmiley
ต้องเดินไปบอกน้องเค้าช่วยเปิดแอร์ให้หน่อย (แอบแปลกใจเบาๆ ว่าคนเข้าร้านน้อยขนาด เปิดแอร์เฉพาะตอนมีลูกค้าเข้ามาหรอ เพราะตอนเดินขึ้นไปเข้าห้องน้ำชั้น 2 โซนชั้นสองก็ไม่เปิดแอร์ และไม่มีคนด้วย)

ระหว่างคุณลูก enjoy eating คุณพ่อก็หาข้อมูลกันไป


หลังจากดูแผนที่เสร็จ คุณพ่อบอกว่า การเดินทางของเราเป็นรูปสามเหลี่ยม เรียกว่าตอนนี้ เราไกลจากโบสถ์ Notre Dame มาก
และสิ่งที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้น ตรงจุดที่กระเป๋ารถเมล์ให้เราลงตรงนั้นแหละ เดินอีกนิดก็ถึงโบสถ์แล้ว!!


ดังนั้น ทางเลือกตอนนี้คือ
1. เดินกลับไปขึ้นรถเมล์ แล้วนั่งรถไปลงที่เดิม
2. ขึ้นแท็กซี่

และคำตอบคือ...


ในที่สุดเราก็ได้มาถึงโบสถ์ Notre Dame แล้ว เย้ๆๆๆ


มันช่างเป็นคนละบรรยากาศกับ Binh Tay Market เลย
ที่นั่น เราได้สัมผัสความเป็น local อย่างแท้จริง ทั้งผู้คน ทั้งร้านค้า ทั้งการใช้ชีวิต
มาที่นี่ เราเข้ามาสู่ tourist place แล้ว ทั้งความเจริญ ทั้งนักท่องเที่ยว

ไปรษณีย์กลาง อีกหนึ่ง Highlight ของนักท่องเที่ยวที่มา
เค้ากำลังมีเต้นแอโรบิกอยู่ด้านหน้า ฮาร์เล่ย์ทำเนียนไปยืนเต้นกับเค้าด้วย Smiley


ทำตัวกลมกลืนกับชาวพื้นเมือง Smiley


ณ ที่แห่งนี้ เราได้เจอแม็คโดนัล เด็กๆเหมือนได้ขึ้นสวรรค์ 555


จากร้านแม็คโดนัล ด้านหลังออกมา จะเป็นถนนคนเดินเล็กๆ ดูออกแนวเด็กสยามบ้านเราดี Smiley


สุดท้าย..18.00 น. เราก็นั่งรถแท็กซี่กลับไปนั่งรอต่อเครื่องที่สนามบิน
จริงๆยังมีเวลาเหลือนะ เพราะเครื่องจะออกตั้งเที่ยงคืนครึ่ง แต่..ไม่มีอะไรจะเดินแล้ว Smiley

มาถึงที่สนามบิน เรายังมาจบมื้อเย็นที่ Burger King 555
เรียกว่าแผนที่จะมาสัมผัสอาหารพื้นเมืองที่นี่เลยไม่สำเร็จเลย แหะๆ แต่อย่างน้อย วันนี้เราก็ได้สัมผัสการใช้ชีวิต local life มาครึ่งวัน

ตบท้ายด้วยมิตรภาพของเด็กๆ ที่สนามบิน แม้จะต่างเชื้อชาติ ต่างภาษา แต่พวกเธอก็สามารถเล่นด้วยกันได้
ที่สำคัญ..สื่อสารกันได้ด้วยนะเออ น้องคนเวียดนามที่มาเล่นกับเด็กๆชื่อ "โจตัน"
ที่ตลกกว่านั้นคือ พอร์ชบอกโจตันให้ไปตามฮาร์เล่ย์มา โจตันก็เดินไปตามฮาร์เล่ย์มาด้วย 555






















Create Date : 27 พฤษภาคม 2559
Last Update : 27 พฤษภาคม 2559 12:38:55 น.
Counter : 397 Pageviews.

1 comment
2016 Japan Trip - 4 of Us ตะลุยโตเกียว (ฉบับสรุปรวม)






ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่เราสองคนแพลนกันมาตั้งแต่คบกันใหม่ๆว่าเราอยากจะไปที่นี่ 

แต่จนแล้วจนรอด เราก็มีทริปอื่นมาให้แทรกอยู่เป็นระยะ

จนในที่สุด.. เมื่อเวียดนามแอร์ไลน์ปล่อยโปรฯตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-ญี่ปุ่นในราคา 8,190 บาท!! มีหรือที่ยัยแม่จะนิ่งเฉย Smiley

โปรฯนี้ออกมาปลายปี 58 ซึ่งเราก็สอยตั๋วมาตั้งแต่ธ.ค. 58 แล้วนั่งนับวันรอคอยที่จะได้เดินทางกันในวันที่ 8-14 พ.ค. 59

จริงๆถ้าไล่ดูราคาโปรฯ ตั้งแต่ปลายเม.ย. 59 ก็เริ่มมีราคานี้แล้ว แต่พอไปดูราคาห้องพัก (คืออยากไปพักคาวาคูจิโกะ 1 คืนไง) ราคาแอบแรง

ส่วนช่วงต้นพ.ค. ก็น่าสนใจ เพราะเรามีวันหยุดกันเยอะมากทั้งวันแรงงานและวันฉัตรมงคล แต่..มันเป็น Golden Week ของคนญี่ปุ่น ไม่อยากไปเบียดคนเยอะ เลยมาลงตัวที่วันที่ 8 พ.ค. (เรียกว่าเธอหยุด Golden Week ปุ๊บ ชั้นไปปั๊บ 555) 

ส่วนวันกลับ ลังเลระหว่าง 14 หรือ 15 พ.ค. ใจนึงอยากอยู่ถึงวันที่ 15 แต่กลัวจะเหนื่อยกันไป เพราะ 16 ต้องทำงาน แล้วเด็กๆก็เปิดเทอมวันแรก เลยเลือกกลับมาก่อน 1 วัน

VIETNAM AIRLINE

ว่าด้วยเรื่องของ Vietnam Airline ซึ่งจะต้องไป transfer ที่เวียดนาม

ด้วยความที่เราอยากไปเที่ยวเวียดนามเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย (แต่ไม่อยากค้าง เพราะอยากจะเดินตัวปลิวออกจากสนามบิน แบบไม่ต้องมีสัมภาระ) เราจึงเลือก Flight ที่มีเวลาอยู่ในเวียดนามนานที่สุด โดยไม่ต้องค้าง 

ซึ่งก็ลงตัวที่ Flight ออกจากกรุงเทพฯ 11.20 น. ถึงโฮจิมินห์ 12.50 น. และออกจากโฮจิมินห์ 00.35 น. ถึงนาริตะ 8.00 น. 

จบเรื่องตั๋ว.. 
มาว่าด้วยเรื่องของแผนการเที่ยวต่อ

My Plan

โปรแกรม A Must ที่ตัดออกไม่ได้เลยก็คือ Disneyland ของเด็กๆ ซึ่งเราก็ไปเช็คพยากรณ์คนเข้ามาก่อนเพื่อให้ได้วันที่คนน้อยที่สุด จะได้ไม่ต้องต่อแถวยาว ลายแทงพยากรณ์ตามลิ้งค์นี้เลย
http://www15.plala.or.jp/gcap/disney/

โป๊ะเช๊ะ!! วันที่ 9 พ.ค. ฤกษ์งามยามดีแท้ ล๊อคแพลนไว้เลยว่าต้องเป็น Disneyland

วันที่เหลือคงอยู่ที่โตเกียวอย่างเดียว + ไปนอกเมืองอีกสักที่ (1.5 วัน)

ซึ่งนอกเมืองที่เข้าตามีอยู่ 2 ที่คือ Kawaguchiko เพราะหลายเสียงเชียร์มากว่าต้องไปให้ได้นะ แม้เราจะเฉยๆกับภูเขาไฟฟูจิและทะเลสาบก็ตาม อีกที่คือ Japan Alps เนื่องจากช่วงที่เราไปเป็นช่วงที่เค้าเปิดให้ขึ้นไป Japan Alps พอดี 

ส่วนตัวรู้สึกสนใจที่หลังมากกว่า เพราะมันดูเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลกดี (ตัดสินเองล้วนๆ 555) อีกอย่าง เด็กๆจะได้เล่นหิมะด้วย Smiley

สรุป..เราเลือก Kawaguchiko 555555 แผนพลิกทันที หลังจากที่อ่านรีวิวหลายๆที่ บวกกับคำพูดน้องคนนึงที่บอกเราว่า "พี่ออยต้องไป มันคือครั้งหนึ่งในชีวิต"  เออ!! เอาว้า พูดมาขนาดนี้ คงต้องลองไปดูละ ดูสิว่าจะสวยกว่าเขาใหญ่ของเราเพียงไร 55555 (ช่างกล้าเปรียบเทียบ) 

และเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับการไป Kawaguchiko เราจึงเลือกเดินทางโดยเช่ารถขับ อย่างน้อยแม้จุดหมายปลายทางจะไม่ได้น่าสนใจมาก แต่การขับรถมันทำให้การเดินทางของพวกเราสนุกขึ้น (ปูลู สามีและเราชอบขับรถเที่ยวนะจ๊ะ มันสนุกตรงการหาเส้นทางนี่ล่ะ Smiley)

หลังจากที่ไปกลับมา การได้ไป Kawaguchiko มันเป็นความประทับใจที่สุดในทริปนี้ของพวกเรา นี่ถ้าเราไม่ได้มา จะรู้สึกเสียดายมาก เรารักที่นี่จริงๆ ทั้งบรรยากาศ ทั้งผู้คน และรวมถึง Mt. Fuji ที่อลังการและสวยงามมาก เราเริ่มเห็นฟูจิจังตอนกำลังขับรถเข้าคาวา เราค่อยๆเห็นฟูจิซังโผล่แทรกภูเขาลูกอื่นขึ้นมา ภาพที่เห็นคือ เหมือนองค์จักรพรรดิแห่งขุนเขาเลย (ยัยแม่เวอร์ตลอด Smiley) คือมันอลังการมาก หิมะที่ปกคลุมอยู่ด้านบน ยิ่งเพิ่มความสง่าให้กับฟูจิซัง ซึ่งในขณะที่ภูเขารอบๆข้างเป็นสีเขียวเหมือนเป็นองครักษ์ของฟูจิซังเลยอ่าา


สรุป..Japan Trip ของเราก็ออกมาตามนี้

แต่น..แตน..แต๊นนนน

Day I  กรุงเทพฯ > โฮจิมินห์ (เดินตลาด Bin Tay Market + โบสถ์ Notre Dame + กินเฝอต้นตำหรับ)

Day II โฮจิมินห์ > นาริตะ (เที่ยว Disneyland + พัก Sunroute Tokyo Plaza)

Day III Ueno (ตะลุยตลาด Ameyoko + ตึกม่วง + พัก Coco Grand Ueno)  

Day IV ชิบุยะ > ฮาราจุกุ > ชินจุกุ (ถ้ามีเวลาไปต่อ Roppongi) พัก Coco Grand Ueno

Day V  Kawaguchiko (by Car) + พัก Lake Kawaguchiko

Day VI Kawaguchiko > Odaiba (ตามแผน) แต่ของจริงสรุปว่าไป Akihabara










Create Date : 23 พฤษภาคม 2559
Last Update : 27 พฤษภาคม 2559 10:22:03 น.
Counter : 322 Pageviews.

0 comment
2015 ซัวเถา & กวางโจว - ทริปเยี่ยมญาติ (ภาคจบที่กวางโจว)
4 วันในซัวเถา เราก็พร้อมออกเดินทางสู่เมืองกวางโจวกันต่อ

หน้าตาแต่ละคน ไม่ได้มีความออนล้าเล้ยย สู้ตายฮับ


อากงอาม่าก็สู้ตายฮับ


จากซัวเถา เข้ามากวางโจว เหมือนได้เข้ามาในดินแดนศิวิไลซ์ 555

ที่นี่มีขนม!! Smiley


ที่นี่มีรถไฟฟ้า Smiley


ที่นี่มีห้างสรรพสินค้า Smiley


ที่นี่มีถนนคนเดิน (ถนนปักกิ่ง) แต่ถั่วตัดอร่อยสู้เมืองซัวเถาไม่ได้นะจ๊ะ


ที่นี่มีของช็อปมากมาย Smiley




สรุปว่า..
มาเที่ยวนี้ คุณพ่อได้เสื้อกลับไปสมใจ (หลังจากที่เดินหาร้านกันนามมว๊ากก เนื่องจากจำพิกัดไม่ได้)
คราวนี้คุณพ่อเหมาไปครบทุกสีเลย คือ..น่าจะใส่ได้อีกหลายปี Smiley

คุณแม่ ได้ของกลับไปนิดโหน่ยยย คุณลูกได้ของเล่นกันสมใจที่ห้าง one link

Bye bye กวางโจว ช่วงใกล้เทศกาลคริสมาสพอดี Smiley





Create Date : 25 มีนาคม 2559
Last Update : 25 มีนาคม 2559 16:57:41 น.
Counter : 126 Pageviews.

0 comment
2015 ซัวเถา & กวางโจว - ทริปเยี่ยมญาติ (เยี่ยมชมเมืองเถิงไห่ & เมืองแต้จิ๋ว)
ทันทีที่เรามาถึงยังสนามบินซัวเถา..ความคิดแวบแรกคือ อืมมม เป็นเมืองที่เล็กจริงๆ 
ผู้โดยสารแต่ละคนที่มา หอบของกันมาเป็นลังๆ เดาว่าส่วนใหญ่คือ มาเยี่ยมญาติ

ญาติที่นี่ขับรถมารับพวกเราที่สนามบิน เราใช้เวลาเดินทางจากสนามบินซัวเถา (Shantou) ไปยังเมืองเถิงไห่ (Chenghai) เป็นเวลาเกือบชม.

คนที่นี่สูบบุหรี่กันจัดจริงๆ และที่สำคัญสูบภายในอาคารด้วย ทั้งห้องพัก ห้องอาหาร เรียกว่ารมควันกันหมด

เสียดาย ทริปนี้เราไม่มีเวลาแวะไปตัวเมืองซัวเถา ซึ่งดูแล้วเป็นเมืองที่ค่อนข้างเจริญเลย

แล้วเมืองเถิงไห่ล่ะ มีดีอะไร??

จริงๆแล้วเถิงไห่ เป็นเมืองอุตสาหกรรมในการผลิตของเล่นของจีน ที่นี่มีทั้งโรงงานใหญ่ที่ได้มาตรฐานไปจนถึงโรงงานเล็กแบบห้องแถว

ตรงข้ามโรงแรมที่เราพัก กำลังมีการก่อสร้างห้างสรรพสินค้า ที่น่าจะเป็นแหล่งรวมของเล่นค้าส่ง
อีก 5 ปีข้างหน้า เราเชื่อว่าเถิงไห่จะเจริญกว่านี้มากเลยทีเดียว



ระหว่างที่อยู่ที่โรงแรม มี sales เค้าเอาของเล่นสองชิ้นเดินเข้ามาที่โรงแรม เราเข้าไปถามว่า จะซื้อของเล่นนี้ได้ที่ไหน
สรุป..นางเลยขายสินค้าตัวอย่างนี้ให้เลยจ้าาา 80 หยวน Smiley

(ตอนขึ้นเครื่องกลับ เราเจอของเล่นแบบนี้ที่สนามบินด้วย ขายอยู่ 200 กว่าหยวน Smiley)



ภาพรวมของเมืองเถิงไห่ ยังเรียกได้ว่าเป็นเหมือนต่างจังหวัดบ้านเรา แต่เป็นจังหวัดที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง (เพราะจีนเค้าสร้างเมืองนี้ให้เป็นศูนย์กลางแหล่งผลิตของเล่น) คนรุ่นใหม่ที่นี่เริ่มมีรายได้มากขึ้น กล้าใช้เงินกันมากขึ้น ในขณะที่คนรุ่นเก่า ก็ยังใช้ชีวิตแบบจีนดั้งเดิมกันอยู่

มีสามล้อขี่ชมเมืองด้วยนะเออ



ช่วงที่เราไป จัดว่าอากาศกำลังดีเลย 10 กว่าองศา แต่ถ้ามีลมก็จะหนาวหน่อย
ตึกที่เราถ่ายมา นั่นคือคอนโด คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ก็จะอยู่คอนโดกันละ ในขณะที่พ่อแม่ยังอยู่บ้านกัน



คนที่นี่เค้าไม่แต่งตัวกันเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็คือเป็นพ่อค้าแม่ค้าไง เสื้อผ้าก็ทึมๆอึมๆ มีกรุ๊ปเรานี่แหละ แรงสุดในเมืองละหล่ะ Smiley



จากเมืองเถิงไห่ เราได้นั่งรถไปเที่ยวเมืองเก่า (แต้จิ๋ว) กันวันนึง ถ้าใครมาซัวเถา อยากให้แนะนำให้มาเที่ยวที่นี่ด้วย

มันเป็นเมืองโบราณที่น่าเดินน่ะ และที่สำคัญถั่วตัดอร่อยมากเลย เสียดายซื้อมาน้อยไป


นอกจากเมืองโบราณแล้ว ที่นี่ยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายที่เลย

นี่คือสะพานวัวคู่หรือเซียงจื่อเฉียว



อาหารแต้จิ๋วที่ไม่เห็นมานาน สามารถหาได้ที่นี่
อาหารจานนี้ มะม๊าบอกว่าอยากกินมานานแล้ว แต่ก่อนเยาวราชมีขาย เด๋วนี้หาไม่มีเลย Smiley



ใครว่าคนจีนไม่สะอาด ไม่จริงนะ ดูสิที่ร้านอาหาร ก่อนกินเค้าจะเอาน้ำร้อนมาให้เราลวกจานชามก่อนด้วย



รูปสุดท้ายก่อนกลับ เรียกว่าเดินเที่ยวกันได้ 1 วันเต็มๆเลย



ปล. ที่นี่ไม่มี taxi meter นะ มีแต่ taxi ป้ายดำ ถ้าเราไม่มีญาติพี่น้องช่วยเจรจาราคาให้ ก็น่าจะโดนฟันหัวแบะอยู่

สรุปแล้ว ที่นี่ถ้าให้มาเองอีกครั้ง คงยังไม่มา เพราะการคมนาคมไม่สะดวก และสื่อสารกันไม่ได้ด้วย (ยิ่งถ้าเราเป็นนักท่องเที่ยวด้วยละก็ เห็นหมูอู๊ดๆของพวกเค้าเลยล่ะ)



Create Date : 25 มีนาคม 2559
Last Update : 25 มีนาคม 2559 16:38:45 น.
Counter : 150 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  

ด้วยรักและผูกพัน
Location :
กรุงเทพ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 7 คน [?]