เรื่องของยาย-ตา-หลาน
ไม่ได้เลี้ยงลูกเองค่ะ ฝากไว้กับคุณยายคุณตาที่ต่างจังหวัด ได้เจอกันเฉพาะเสาร์อาทิตย์ และวันหยุดพิเศษต่างๆ

คิดถึงมั้ย แน่นอนที่สุด
เป็นห่วงมั้ย มากๆ แต่เค้าอยู่กับคนที่เราวางใจก็หายห่วงไปได้ส่วนหนึ่ง
อยากเจอลูกทุกวันมั้ย แน่นอน แต่เอาเค้าอยู่ กทม. ด้วยไม่สะดวกหลายอย่าง คงต้องกินข้าวบนรถ โตบนรถแน่ๆ อยู่ต่างจังหวัด บ้าน-โรงเรียนขับรถไม่เกิน 10 นาที มีเวลากินข้าว อาบน้ำ วิ่งเล่นเยอะแยะ

มีหลายคนถามแฟนเราว่า ไม่เหนื่อยเหรอ ขับรถไปประจวบฯ หาลูกทุกอาทิตย์
เราก็บอกว่า ทำไมไม่บอกเค้าล่ะว่า ถามอย่างนี้ยังไม่เคยมีความรักล่ะซิ
(แอบจำมาจากหนัง ความจำสั้น แต่รักฉันยาว)

เราโทรไปหาแม่เราทุกวันเพื่อจะได้คุยกับแม่ และรู้ความเป็นไปของลูกชายด้วย แม่เล่าเรื่องลูกชายเราที่หลายเรื่องเราเองก็แอบอมยิ้ม

ลูกเรารักยายรักตา เราก็ดีใจ เพราะเราก็รักพ่อแม่ของเรามากเหมือนกัน

หลานชายกับยายนอนเล่นบนเตียง
ยาย : นั่นมันเรื่องอะไรละเนี่ย เอานิ้วมาแยงก้นยาย
หลาน : มันก็เรื่องของกัสไง

วันที่คุณยายคุณตา กลับมาจากไปส่งน้าแอ๊มที่ มอ.
หลาน : คุณยายคิดถึงกัสมั้ย
ยาย : คิดถึง แล้วกอดกันใหญ่

หลาน : คุณยายเป็นลูกนะ กัสจะเป็นแม่
ยาย : อ่ะได้ ยายเป็นลูก
พอคุณยายบอกว่าได้ เจ้าหลานก็เข้ามากอดแล้วพูดว่า "ลูกรัก ลูกรัก"

ยายหลานนั่งดูทีวีกันอยู่ หลานก็เข้ามากอด แล้วพูดว่า "แม่จ๋า กัสรักแม่"

ถ้าโดนคุณตาดุ เวลากัสซน
กัสก็จะวิ่งมาฟ้องคุณยาย ว่าคุณตาพูดอะไรไม่รู้เรื่องเลย
ยาย : คุณตาพูดว่าอะไรล่ะที่ไม่รู้เรื่อง
หลาน : ไม่รู้ พูดภาษาอังกฤษ
ฟ้องไปเรื่อยทั้งๆที่ตาก็พูดภาษาไทยนั่นแหละ

คุณตานั่งเล่นอินเตอร์เนตอยู่ คุณยายทำกับข้าวอยู่ในครัว
หลานก็เล่นซนอยู่ใกล้ๆห้องครัว
คุณตาได้ยินเสียงดังตุ๊บ ตามด้วยเสียงร้อง ก็วิ่งพรวดออกมาอุ้มหลาน
เจ้ากัสตกเก้าอี้
คุณยายวิ่งตามมาถึงทีหลัง พอกัสเห็นคุณยาย ร้องไปฟ้องไปว่าคุณตาทำ

>

เดี๋ยวจะยาวจนไม่น่าอ่าน
ติดตามต่อภาค 2 นะคะ



Create Date : 10 มีนาคม 2553
Last Update : 10 มีนาคม 2553 14:35:19 น.
Counter : 4165 Pageviews.

4 comment
กลับบ้านกันดีกว่า
หลังจากออกจากโรงพยาบาลก็มาพักอยู่บ้านที่ กทม. เกือบๆอาทิตย์
รอวันเสาร์-อาทิตย์ก่อน เพราะวันเสาร์เราต้องไปเรียนโท จากนั้นตอนเย็นๆเลิกเรียนสามีจะมารับพร้อมกับแม่แล้วก็เจ้าลูกชาย เพื่อเดินทางไปประจวบกัน

เราลาคลอด 3 เดือน พาเจ้าตัวเล็กไปเลี้ยงอยู่บ้านพ่อแม่เราที่ประจวบ

ช่วง 3 เดือนนี้ก็ขึ้นๆลงๆ กทม. เพราะต้องมาเรียนโท ซึ่งเกือบจะจบแล้วล่ะ

กลับไปถึงบ้านที่ประจวบก็อุ่นใจนะ ลูกเรามีพ่อแม่เราช่วยดูแล เค้าเป็นหลานคนแรกของที่บ้าน น้าๆ กับลูกพี่ลูกน้องเราก็เห่อหลาน เพราะที่บ้านไม่ค่อยมีเด็กผู้ชาย

เราไม่กล้าอาบน้ำให้ลูกเลยตอนที่เค้ายังเด็กๆมากๆ กลัวทำเค้าหลุดมือจมน้ำ แอบคิดมากไปโน่น แม่เราเลยจัดการให้ตลอด ส่วนเราเป้นกองเชียร์กับฝ่ายสนับสนุน เตรียมโน่นเตรียมนี่ให้แม่ เราเริ่มอาบน้ำให้ลูกตอนเค้าซัก 6 เดือนได้แล้วมั้ง ช่วยกันจับช่วยกันอาบกับสามี แบบว่ากลัวลูกหลุดมือจมน้ำทั้งคู่

เจ้าตัวเล็กตอนคลอดออกมาน้ำหนัก 2,650 กรัม ก็ค่อนข้างตัวเล็กๆ แต่พอคลอดมาแล้วกินเก่งมากๆ น้ำหนักขึ้นพรวดพราด
ช่วงแรกแม่เราเค้าให้กินนมยี่ห้อ NAN เป็นหลัก แล้วน้ำนมเราเป็นนมเสริม เพราะเราไม่ค่อยมีน้ำนม ปั๊มออกมาได้ทีละ 3 ออนซ์ วันละ 2-3 ครั้ง
แล้วยังต้องขึ้นๆลงๆ กทม. เวลาลูกไม่ได้กินนมมันก็หายไปเอง เลยต้องพึ่ง NAN เป็นหลัก

3 เดือนเหมือนจะนาน พอเอาเข้าจริงๆ ผ่านไปเร็วมาก ถึงเวลาที่เราต้องกลับมาทำงานอยู่ กทม.แล้ว คิดถึงลูกมากๆ เสาร์-อาทิตย์ต้องรีบแจ้นกลับประจวบไปหาลูกทุกที

พอวันอาทิตย์เรากับสามีก็ยังไม่ยอมกลับ อ้อยอิ่งเล่นกับลูกจนเย็น พ่อกับแม่ก็มาบอกให้กลับกันได้แล้ว เดี๋ยวมืดๆขับรถเดินทางไกลจะอันตราย (จะโตแค่ไหน พ่อกับแม่ก็ยังห่วงอยู่ตลอดนั่นแหละ)

>

>



Create Date : 16 มกราคม 2552
Last Update : 12 มีนาคม 2553 7:20:32 น.
Counter : 146 Pageviews.

1 comment
ต๊ก-กะ-ใจ หมดเลย เจอกันซะที
วันที่ 31 สิงหาคม 2549 เราก็ยังมาทำงานตามปกติ ตอนนี้ได้ 32 สัปดาห์แล้ว ท้องใหญ่มากๆ แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องเท้าบวมขาบวม ยังคงปกติดี
น้ำหนักจนถึงตอนนี้ขึ้นมา 14 เกือบๆ 15 กิโลกรัม

วันนี้ตอนเย็นคุณแฟนเลิกงานช้าหน่อย เราเลยไปเดินเล่นรอที่อนุสาวรีย์ชัย
ของขายเยอะ แต่ก็มีแต่เสื้อผ้าคนที่ไม่ได้ท้อง เดินๆดูไปแล้วก้มุ่งมั่นว่าหลังคลอดแล้วเจอกัน

หลังจากสามีเลิกงานแล้วกลับมาถึงบ้านทานข้าวกันเรียบร้อย นอนดูทีวีจนหลับไปอาการก็ยังปกติอยู่ แต่พอประมาณตี 2 เรารู้สึกมีน้ำเปียกๆไหลออกมา ก็ตกใจปลุกสามี "ไปดรงพยาบาลกันเถอะ มีน้ำอะไรไม่รู้ไหลออกมาเต้มเลย" พอไปถึงโรงพยาบาล เค้าก็ให้เข้าห้องไปเตรียมคลอด ก็แจ้งพยาบาลว่าฝากพิเศษไว้กับหมอดาเนียล (หมอหล่อมั่กๆ)

ขั้นตอนการเตรียมคลอดนี่น่ากลัวจริงๆเลย โดนสวนก้น โดนโกน แล้วก็ให้ไปนอนรอในห้อง พยาบาลเอาอะไรไม่รู้มาติดที่ท้องแล้วมี สายมาให้เรากำไว้ บอกว่าถ้ารู้สึกบีบๆให้กด ถ้าทนไม่ไหวให้เรียกเลย

เราก็บีบๆๆๆๆ ตามจังหวะที่ปวดท้อง ซักพักหมอมา หมอว่าบีบถี่จัง แล้วตรวจปากมดลูก ก็เปิดนะแต่ช้ามั้ง ไม่รู้นึกไง ประมาณตีหา หมอให้พยาบาลมาพาเข้าห้องผ่าเลย

เข้าไปก็กลัวหายใจหอบไปหมด พี่พยาบาลบอกว่าอย่าหายใจแบบนั้น เดี๋ยวฟ้นมายังไม่ได้กินน้ำจะคอแห้งนะ เท่าที่รู้สึกตัวก็แค่นั้น

ตื่นมาอีกทีเหมือนได้ยินเสียงคนเรียก แล้วก็หลับต่อไปอีก จนตื่นมาประมาณ 8 หรือ 9 โมงเช้า พยาบาลยังไม่เอาลูกมาให้ คุณแฟนก็ยังไม่มา รู้สึกหวิวๆ เอามือคลำท้อง ไม่มีแล้ว นึกในใจว่าลูกเราปลอดภัยดีหรือเปล่านะ

พอประมาณ 11 โมง สามีมา พยาบาลก็เอาลูกมาให้ดู (สามีบอกว่าไปทำเรื่องเบิกต้นสังกัดให้เราที่ที่ทำงานเรามา เลยมาช้า เรานกในใจว่า เก่งวุ้ย เรายังไม่รู้เรื่องเลยว่าต้องไปทำ สงสัยพี่พยาบาลเค้าแนะนำมั้ง)

เค้าเอาลูกมาให้ดูแปล๊บเดียวก็เอากลับไป เจ้าตัวเล็กหนัก 2650 กรัม แฟนเราว่าตัวเล็กจัง แถมแอบตั้งชื่อว่า "ลูกกรอกคะนอง" ซะอีก

เรากับแฟนทำอะไรให้ลูกไม่เป็นเลย พอตอนเย็นๆแม่เรามาจาก ตจว. ก็เลยได้แม่ช่วยทำให้(แม่เป็นเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย เรียนมาทางด้านการผดุงครรภ์ เลยค่อนข้างชำนาญ) แถมเราเองก็เจ็บมากๆ ลุกขึ้นมานั่งไม่ไหวเลย คืนแรกพยาบาลมาเป็นคนทำความสะอาดให้ น่าอายจริงๆเลย คืนแรกได้นอนห้องพิเศษรวม เค้าให้แต่ผู้หญิงเฝ้า แม่เลยนอนเฝ้าเรามีเตียงเสริมให้ อบอุ่นใจ

พอวันที่สอง เค้าบังคับให้เราลุกขึ้นเดิน กว่าจะลุกขึ้นมาได้ เจ็บมากๆ จะไม่ลุกก็โดนแม่ดุอีก พอสายๆก็ได้ย้ายไปนอนห้องพิเศษเดี่ยว ค่อยสบายขึนหน่อย สามีก็ไปแจ้งเกิด ทำเรื่องย้ายเจ้าตัวเล็กเข้าบ้านกับแม่เรา

วันที่สาม วันนี้สามีแอบไปสั่งทำป้ายที่ระลึกไว้ตั้งแต่ตอนเราคลอด มีปั๊มรอยเท้าลูก กับนาฬิกาไว้ ช่างก็มาถ่ายรูป ปั๊มรอยเท้าลูกไป หลังจากออกจาก รพ.มาได้เกือบเดือน ถึงจะเสร็จไปรับได้

ออกจาก รพ.ก็มาเลี้ยงลูกอยู่ กทม. 1 อาทิตย์แล้วก็กลับไปอยู่ที่ ตจว. มีแม่ช่วยดูแล อีก 3 เดือน ระหว่างนี้ก็ขึ้นๆลงๆ กทม. ไปด้วย เพราะเรากำลังเรียนโท ปีสุดท้ายแล้ว เหนื่อยแต่อดทน

มองๆดูเจ้าตัวเล็กแล้วไม่อยากจะเชื่อว่าเราสร้างคนขึ้นมา 1 คนเลยเหรอเนี่ย มหัศจรรย์จริงๆเลย

และแอบดีใจที่ไม่ได้เสียเค้าไปตั้งแต่เมื่อตอนแท้งคุกคามเมื่อตอน 5 เดือน



>


>

>

>

>



Create Date : 26 ธันวาคม 2551
Last Update : 22 กุมภาพันธ์ 2553 11:54:51 น.
Counter : 211 Pageviews.

5 comment
เรื่องยุ่ง+แย่
หลังจากกลับมานอนอยู่บ้านจนครบกหนดที่หมอให้ลาแล้วก็เริ่มไปทำงาน พร้อมๆกับกลับไปเรียนโทต่อในวันเสาร์-ทิตย์

เหนื่อยเหมือนกัน แต่สู้ๆ หญิงไทยความสามารถรอบด้านอยู่แล้ว

แต่จากนั้นไม่นานก็มีเรื่องยุ่งๆ แย่ๆเข้ามาอีก
ไม่รู้เป็นอะไร หน้ามืดวิงเวียน เป็นลมบ่อยขึ้นมากๆ ไม่ได้บอกสามีหรอก
ไม่อยากบอก เดี๋ยวหาว่าเรียกร้องความสนใจ ชั้นมันอดทนอยู่แล้ว

วันที่อาการหนักมากๆ ก็ตอนกลางวันไปต่อคิวซื้อข้าวที่ทำงาน ไม่ได้หิวเลย แต่ไม่รู้ทำไม ยืนๆอยู่ดีๆ ก็มีอาการหวิวๆขึ้นมา เหมือนจะล้ม เลยรีบเดินไปหาที่จะนั่งพัก โชคดี เจอพี่ที่ทำงานที่รู้จักกันเดินผ่านมา เค้าช่วยพยุงพาไปนั่งที่โต๊ะ

ตอนเช้าขับรถมาทำงานเองก็หวิวๆบ่อยขึ้น สงสัยว่าจะหิวมั้ง ก็หานมหาขนมติดรถไว้ กินแล้วก็ไม่ดีขึ้น ต้องจอดรถพักข้างทาง

ไปหาหมอ หมอให้เจาะเลือดตรวจดู ก็ปกติดี ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

พอมาช่วงปลายๆหลังจาก 6 เดือนไปแล้ว เริ่มมีอาการเป็นตะคริวที่ขาบ้างตอนเช้าๆ แต่เป็นไม่บ่อย เราพอรู้หลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเอง
ก็จัดการด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งสามีเลย (ไม่สวยแล้วหยิ่ง ฮ่าๆๆๆ) สามีไม่เคยรู้เลย ว่าเราเป็นตะคริวตอนเช้าๆ เดี๋ยวหาว่าเราไม่กินนมอีก ทั้งๆที่กินเยอะนะ แต่ก็ยังเป็น แต่ไม่บ่อยเท่าไหร่

ตอนเช้าๆ กับก่อนนอน ก็ยังคงเปิดเพลงให้ลูกฟัง เค้าว่ากันว่าเด็กจะอารมณ์ดี วันไหนลืมฟัง สามีก็ดุ แอบน้อยใจเหมือนกัน บางทีมันก็เหนื่อยๆ ลืมทำโน่นทำนี่ไปบ้าง ผู้ชายไม่ค่อยเข้าใจหรอก ต้องให้เราทำให้ได้ตามกติกาเป๊ะๆ





Create Date : 09 ธันวาคม 2551
Last Update : 9 ธันวาคม 2551 10:39:48 น.
Counter : 133 Pageviews.

4 comment
ฟ้าเริ่มสดใส
นอนโรงพยาบาลวันที่สอง หมอส่งไปอัลตร้าซาวด์ดูว่ามันเป็นอะไรหนอ มันถึงได้บีบเหมือนจะคลอดอย่างนี้

พอเข้าไปอัลตร้าซาวด์ คุณพี่ที่ทำอัลตร้าซาวด์ให้ใจดีมากๆ พูดกับเราดีๆ หายใจเสียไปเยอะเลย พี่เค้าทำไปได้ซักพัก เค้าก็บอกว่า เจ้านู๋เป็นผู้ชาย เห็นจู๋โด่ชัดเลย แฟนเราดีใจมาก โทรไปบอกแม่เค้า พี่สาวเค้าทันทีเลย

เสร็จแล้วเราก็กลับมานอนรอที่ห้อง พอหมอมาตรวจดูหมอก็ร้อง อ๋อ มันมีเนื้องอกขนาดซัก 3 เซ็นในมดลูก ซึ่งมันคงมีมาอยู่ก่อนจะท้องแล้วล่ะ พอได้ฮอร์โมนเข้าไปมันเลยโตขึ้นมา พอมีเด็กด้วยต่างก็ต้องการเลือดไปเลี้ยง พอเลือดไปเลี้ยงก้อนเนื้อนี่น้อยลงมันเลยประท้องบีบตัวอยู่นี่

หมอบอกว่าถ้าออกมาตอนนี้ เจ้าตัวเล็กยังไม่มีปอดออกมาก็คงไม่รอด รออีกซัก 2 เดือน ถ้าเจ็บอย่างนี้อีกหมอจะผ่าออกให้ ฟังแล้วใจมันแป้วๆยังไงไม่รู้

นอนอยู่โรงพยาบาล 5 วันอาการดีขึ้นไม่เจ็บแล้ว หมอเลยให้กลับมานอนพักอยู่ที่บ้านอีก 5 วัน หยุดงาน + ขาดเรียน(โท) ไปพร้อมๆกัน

กลับมานอนอยู่บ้าน 5 วันก็น่าเบื่อไม่ได้ออกไปไหนเลย นั่งๆนอนๆดูทีวีอยู่คนเดียว รอว่าเมื่อไหร่จะถึงตอนเย็น คุณแฟนจะกลับมาซะที ทั้งเหงาทั้งเบื่อ

ปกติออกไปทำงานนอกบ้าน พอต้องมาอยู่อย่างนี้มันก็เลยเบื่อไปหมด แต่อดทนไว้เพื่อเจ้าตัวเล็กของเรา



Create Date : 21 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2551 14:21:06 น.
Counter : 152 Pageviews.

4 comment
1  2  

The eye of earth
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



หน้าตาพอประมาณ
การศึกษาดี
บ้านมีฐานะ(ยากจน)